601002_พุทธศาสนาตามภูมิ ปฐมอโศก บุญกับฌานต่างกันอย่างไร.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์358 KB
วันที่แก้ไข23 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

601002_พุทธศาสนาตามภูมิ ปฐมอโศก บุญกับฌานต่างกันอย่างไร

อาจารย์กฤษฎาว่า…วันนี้ วันจันทร์ที่ 2 ตุลาคม 2560 ที่ บวรปฐมอโศก เดือนนี้เป็นเดือน ที่เวียนกลับมา ครบรอบปี ของ การเสด็จสวรรคต ขององค์พระสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทำให้ดวงใจของคนไทยหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวกัน สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากพ่อครูในเรื่อง พลังแห่งความรัก ความรัก 10 มิติ bomb of love ระเบิดรัก เดือนนี้ก็คงจะเป็นเรื่องของการระเบิดความรัก ครั้งใหญ่ อีกครั้งหนึ่ง มีผู้คนมาร่วมกันเป็นจิตอาสากันมากมาย ความมีจิตอาสาของจิตอาสากองทัพธรรม และแพทย์วิถีธรรม มีมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน กระบวนการเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมได้ไปเห็น แล้วก็อยากจะมานำเรียนถามพ่อครู เพื่อให้เกิดปัญญา ตอนพระองค์ท่านครองราชย์ได้ให้ ปฐมบรมราชโองการไว้ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” พ่อครูก็สอนพวกเรา ให้ทำแบบบุญนิยม ทำตลาดอาริยะ ทำจิตอาสา เพื่อการพัฒนาตน พัฒนาสังคม พัฒนาโลกใบนี้ เราควรมองตัวเองอย่างไร เมื่อไม่มีพระองค์ท่านแล้ว เราจะทำตามศาสตร์พระราชาอย่างไรดี พ่อครูว่า... จะใช้ศัพท์อะไร ที่จะตั้งต้นอธิบาย

อาจารย์กฤษฎาว่า…เราจะมองกายอย่างไรในกรณี bomb of love อย่างไร พ่อครูว่า... คำว่า กาย นี้หมายถึง สภาพธรรม 2 ชนิด เรียกโดยบัญญัติว่า รูป กับ นาม เป็นธรรมะ 2 นักปฏิบัติธรรมของพุทธ ก็จะต้องรู้จักความเป็นกายอย่างสัมมาทิฏฐิ แล้วจะต้องรู้กันเป็นเบื้องต้น ถ้าไม่รู้สภาวะของกรรม กาย หรือความหมายของคำว่ากาย ก็ไม่ได้ปฏิบัติธรรมของพุทธ เช่น ไปนั่งหลับตา แล้วไม่มีการรับรู้ภายนอก ก็ไม่มีความเป็นกายเกิดขึ้นเลย เพราะว่ากายต้องมีภายนอกร่วมด้วย และ กาย ก็ สัมพันธ์อยู่กับ จิตใจ กายนี้ พระพุทธเจ้าเรียกว่า จิต มโน วิญญาณ ด้วย

อ่านต่อ

ซ้ำไป แต่ก็ต้อง เป็นองค์รวมของ รูป กับ นาม ต้อง มีทั้ง ภายนอก และ ภายใน ต้องสัมผัสกัน ทั้งรูปทั้งนาม โดยเห็นกันปัสสติ ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ปฏิบัติธรรมต้องมีการ สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ในวิโมกข์ 8 พูดถึงรูปแล้วก็ผู้มีรูป แล้วก็มี ภายนอก ภายใน ซึ่งต้องเห็น รูป คือ สิ่งที่ถูกรู้ เป็นความไม่เที่ยงของสังขาร ร่างกายเราก็รับรู้มันแล้ว แก้ไขไป เป็นธรรมชาติ ก็เป็นอย่างนั้น งานไหนเราทำได้ ก็ทำไป

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน หมดนรกสวรรค์คือเป้าหมายของพุทธ อาตมาพยายามอธิบายธรรมะมา จนถึงวันนี้ และจะอธิบายต่อไป รู้สึกตัวว่าพูดไปแล้ววน วน ไม่ได้ออกหนีไปจาก รูป กับ นาม ไม่ออกไปจาก สิ่งที่ถูกรู้ กับตัวจิตวิญญาณของเรา ที่จะเป็น ธาตุรู้ ต้องไปทำงานรู้ รู้สิ่งที่ถูกรู้นั้น แล้วก็ปฏิบัติ แม้เราจะจบเป็นพระอรหันต์แล้ว เราก็มีสิ่งที่รู้กับสิ่งที่ถูกรู้ก็คือ ธาตุรู้ของเรากับสิ่งที่ถูกรู้ แล้วสิ่งที่ถูกรู้นั้น มีตั้งแต่ภายนอก ที่มีตาหูจมูกลิ้นกายของเรา รับสัมผัสอะไรต่ออะไร ต่างๆนานา อยู่กับเรา ก็อยู่กับมันจัดการกับมันไป นับตั้งแต่มันเป็น ดิน น้ำ ไฟ ลม เป็นอากาศ จนกระทั่งพืชพันธุ์ธัญญาหาร เป็นสัตว์ตัวตนบุคคลต่างๆ ที่เราจะเกี่ยวข้อง เราจะอยู่กับสิ่งเหล่านั้น และมีชีวิตกับสิ่งเหล่านี้ แล้วเราก็จะรู้ว่า ได้อยู่กับสิ่งเหล่านี้ ศาสนาพุทธสอนให้เราอยู่กับสิ่งเหล่านี้ โดย ไม่เป็นโทษ โดย ไม่เป็นภัย และที่สำคัญคือ ไม่เป็นทุกข์ ไม่เป็นโทษ ไม่เป็นภัยกับใครกับอะไร มีแต่คุณ เป็นคุณค่ากับทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เราอยู่ร่วม และไม่ทุกข์ ไม่ทุกข์ซึ่งสำคัญที่สุดสูงอีกของพุทธ นอกจากไม่ทุกข์ แล้วก็ไม่สุข อยู่กับทุกอย่าง ได้อย่าง ไม่ทุกข์ไม่สุข เป็นเช่นนั้น แต่มันผิดเพี้ยนกันมาไกล จนกระทั่งหลงใหล มันมีสิ่งที่หลงใหล แล้วก็เรียกกันเป็นบัญญัติ มีสวรรค์ 6 ชั้น มีอะไรต่ออะไรไป ซึ่งที่จริงไม่น่าจะต้องไปตั้งขึ้นมาเลย ตั้งขึ้นมาแล้ว คนก็เลยหลงผิด โลกียะ สวรรค์ 6 ชั้น นั้นเป็นโลกียะ ซึ่ง ศาสนาพุทธ ไม่เอา ไม่มีโลกียะ ศาสนาอื่น ก็มีสวรรค์ ก็มีนรก แล้วก็พยายามที่จะอยู่สวรรค์ ไปสวรรค์ ศาสนาฮินดูก็มีนรกสวรรค์หลายชั้น ศาสนาพุทธนั้น ดับสวรรค์ ดับนรก ไม่มีสวรรค์ ไม่มีนรก จะเป็นสวรรค์ชั้นไหนก็ช่าง นรกสวรรค์ชั้นไหนก็ช่าง อาการที่เป็นสวรรค์ อาการที่เป็นนรก ไม่ให้มีในจิต เป็นเป้าหมายสูงสุด มันจะมีมากหรือน้อย อยู่ก็นั่นแหละ เป็นสวรรค์ชั้นนั้น ชั้นนี้ นรกชั้นนั้น ชั้นนี้ มีสวรรค์เมื่อไหร่ นรกก็คือคู่กัน อาตมาก็พูดมานาน ย้ำซ้ำซากตรงนี้ อาการของความเข้าใจผิด ถ้ามีอาการอารมณ์ของสวรรค์ นั่นก็คือนรก มันยัง มีภพ มีชาติ สวรรค์และนรก ก็มีภพชาติ ของพระพุทธเจ้านั้น ไม่มีภพมีชาติ ไม่มีสวรรค์นรก รู้ความจริงตามความเป็นจริง เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันไป เดี๋ยวนี้ศาสนาพุทธ มันไม่มีจุดมุ่งหมายอย่างที่ว่านี้ อย่างชัดเจนแล้ว พากันไปเข้าใจผิด แล้วก็หลง แตกแหลกแยกไปสารพัดสารเพ คิดปรุงแต่งมาใส่อีกเยอะ กลายเป็นอะไรต่างๆนานา สอนธรรมะก็เลยยากมาก เพราะว่ามันมีแต่ขี้ฝุ่นฝอย เลอะเทอะเต็มไปหมด ไม่รู้จะไปเอาตรงไหนออก ทั้งหยาบ กลาง ละเอียด ก็เลยตั้งหลักยาก หลักของพระพุทธเจ้า ท่านสอนให้ปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญา มันเป็นลำดับไป แล้วสอนเป็นขั้นตอน เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย เช่น เบื้องต้นเราก็มีหลักเกณฑ์ปฏิบัติ คือ ศีล 5 แล้วเราก็ปฏิบัติศีล ให้เกิดฌาน ให้เกิดบุญ

มาพูดถึงฌาน ถึงบุญ ก็นึกถึงสิ่งที่เขียนถามมา ขอแวะตอบตรงนี้ก่อนละกัน

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน บุญกับฌานต่างกันอย่างไร กราบนมัสการพ่อท่านด้วยความเคารพสูงสุดค่ะ ดิฉันขอกราบรบกวนพ่อท่านอธิบายการทำงานของ”ฌาน” กับ “บุญ”แตกต่างกันอย่างไร (เพราะ ฌาน เป็นการเพ่งเผากิเลส บุญ เป็นการชำระกิเลส) มีส่วนเหมือนส่วนต่างกันอย่างไรคะ ขอคำอธิบายอย่างละเอียดด้วยค่ะ พ่อครูว่า... ฌาน เป็นคำที่ใช้กันมานาน ก็ไม่มีที่ต่อ ไม่มีที่ตั้งต้น คำว่า บุญ คำว่าฌานมันเกิดเมื่อไหร่ เกิดมาในศาสนาต่อเนื่องกันมา แล้วพระพุทธเจ้าท่านมาสอน ก็เอาคำเดิมที่เขาศึกษากันในวงการศาสนา ที่ยุ่งเกี่ยวกันก็คือ ศาสนาพราหมณ์ กับ ศาสนาพุทธ สลับกันไปสลับกันมา ที่จริงอันเดียวกัน แต่มันยึดถือผิดกัน ไป ก็เลยกลายเป็นผิด ในอนาคตต่อไป พุทธเสื่อมหนัก ความหมายของพุทธผิดเพี้ยนไป ก็คือความหมายที่ผิดเพี้ยนไปจากพุทธ ก็เลยเป็นพราหมณ์ พยัญชนะเรียกว่าพุทธ แต่ความหมายเป็นพราหมณ์หมด ก็หันไปศึกษาเรื่องของพราหมณ์ น้ำหนักเนื้อหาสาระที่ถูกต้อง ของศาสนาพราหมณ์ ก็คือน้ำหนักที่เราจะมุ่งไปหาศาสนาพุทธขณะนี้ เราต้องไปเป็น พราหมณ์ ต้องเป็น พรหม ก็คือ นิพพาน พอฟื้นมาได้ก็เพี้ยนไปอีก ก็เอาคำว่าพราหมณ์ไปใช้ไม่ได้ ก็เอาคำว่าพุทธไปใส่อีก ก็หมุนกลับไปมา ที่ถามว่าฌานกับบุญแตกต่างกันอย่างไร ฌาน คือ การสร้างพลังงานอุณหธาตุ ขึ้นมา ให้เป็น พลังงานทำการกำจัด ฌานเป็นมรรค บุญ เป็นภาษา ทั้งมรรคทั้งผลรวมกันในตัว บุญคือ การชำระกิเลส เมื่อรู้ความหมาย ก็ทำให้บุญเกิดผล เริ่มต้นก็ต้องสร้างฌาน ฌานเผากิเลสได้ก็สำเร็จบุญ บุญก็หมดไป แต่ความเป็น ฌานไม่หายไป เรียกว่า ผู้ที่บรรลุฌานสำเร็จสูงสุดแล้ว ก็จะเป็น ฌานที่เที่ยง 1 2 3 4 เป็นอารมณ์ของจิต เมื่อเผากิเลสสิ้นเสร็จแล้ว หน้าที่ของบุญคือ มรรคและผลก็จบ บุญหายไป คำว่าบุญก็หมดสิ้น ปุญญปาปปริกขีโณ ทำลายสิ่งที่ต้องทำลายหมด บุญหมดหน้าที่ สิ้นบุญสิ้นบาป แต่ฌานนั้นยังอยู่ จึงเป็นผู้ที่ได้ โดยไม่ยาก ได้ไม่ลำบาก ซึ่งฌานทั้ง 4 ผู้มีฌานถาวรแล้ว จะใช้งาน ก็ใช้ตามเหตุปัจจัยมาปรุงแต่ง งานนี้ต้องปรุงแต่งมากหน่อย ก็จะกลายเป็นฌาน 1 ปรุงแต่งน้อยลงก็เป็นฌาน 2 ไม่ต้องปรุงแต่งอะไรมาก แต่มันก็มีการปรุงแต่งอัตโนมัติในตัว เรียกว่าสุข ส่วน อุเบกขา เป็นฐานของนิพพาน สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ปฏิบัติกับกายให้เป็นเอกัคคตา เราเริ่มต้นด้วยคำว่า กาย กายคือ สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมด ก็ต้องถูก เรามีญาณ หรือธาตุรู้เรียกสูงสุดว่า ปัญญา เข้าไปรู้สิ่งเหล่านั้นที่กล่าวมาทั้งหมด จนครบทั้งหมดว่า อะไรคืออะไร แล้วแต่ละคำแต่ละคำ มันหมายถึงอะไร ก็รู้ตามความหมายนั้น อย่างสัมมาทิฏฐิ ในความหยาบก็จะดูเหมือนเท่ากัน แต่ในความละเอียดก็จะต่าง แยกกันออกจากกันได้ เช่น อาตมาได้อธิบายธรรมะถึงขั้นว่า อาสวะ กับ อนุสัย ต่างกัน คำว่ากาย คือ ธรรมะสอง สิ่งที่ถูกรู้มีองค์ประกอบ ตั้งแต่ดินน้ำไฟลมภายนอก มหาภูตรูป พอมี ปสาทรูป โคจรรูป ประสาทนี้จะดำเนินการ เรียกว่าโคจระ เมื่อดำเนินไปรับรู้ดินน้ำไฟลม ก็จะเกิดภาวะเรียกว่า กาย คือ ภาวะ 2 ก็เรียนรู้จักตัวนี้ ตั้งต้นเลย แยกความต่างเรียกว่า อิตถีภาวะ กับ ปุริสภาวะ แล้วเราต้องมีความรู้ไปตลอด ที่ต้องชัดเจน เรียกว่าเป็น จิตที่รู้ชัดเจน รู้หนึ่งสุดยอด คือ เอกัคคตา ทำได้ก็จบ จนสัมผัสอะไรแล้ว มันก็ ไม่มีแยกเป็น 2

อาจารย์กฤษฎาว่า...ในรูปธรรม ศีลที่ชัดเจน คือไม่โกหกตนเอง ก่อนที่ผมจะมาศึกษากับพ่อครู บางครั้งการตอบก็จะตอบด้วยตรรกะ หรือกระบวนการป้องกัน แต่มาศึกษาตรงนี้ ความรู้สึกที่ผมมีคือ จะค่อนข้างบริสุทธิ์ เหมือนว่าตัวเองจะรู้ตัวเองว่า จะแสดงออกอย่างไม่เสแสร้ง มันคือฌานไหม สิ่งที่เราจะทำแต่ละครั้งๆ พ่อครูว่า... ถ้าจะแปล ฌาน ว่าเพ่ง ก็คือ พลังงานธาตุรู้ มันเกิดในขณะที่มัน มีคุณสมบัติของ ฌาน มันจะต้องทำการสลาย สิ่งที่มันรู้ว่า ไม่ถูกต้องในจิตของตน ไม่ใช่ไปเป็นฤาษีตาไฟ ไปเผาคนอื่น แต่ต้อง เผากิเลสของตนเอง

อาจารย์กฤษฎาว่า...ยกตัวอย่างคำว่า สะพัดออก ก็คือ การทำกระบวนการแห่งบุญ อย่างผมนี่ผมยอมรับโดยตรงว่า ไม่เคยบริจาคอะไร เป็นเรื่องราวใหญ่โต เพราะห่วงกังวล แต่พอมาเรียนรู้กับพ่อครู เรียนรู้ขาดทุนคือกำไร บุญคือการชำระกิเลส ให้อะไรก็ไม่ใช่เอาอะไรกลับมา การทำรายการ

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ฉลาดอ่าน อาการจิต คือปัญญา อาจารย์กฤษฎาว่า …วันนี้ได้คำเปรียบเทียบคำว่า ฌาน กับ บุญ เหมือนเราได้เรียนรู้เพ่งต่อสิ่งที่เรากระทำ ให้ออกไปโดยไม่ยึดติดกังวล กระบวนการเหล่านี้ใช่ที่พ่อครูอธิบายไหม พ่อครูว่า… สิ่งที่เกิด มันก็มีสิ่งที่มี และไม่มีเท่านั้นแหละ โหติ กับ น โหติ สองอย่าง คำสอนพระพุทธเจ้าก็มาสอนว่า อะไรที่ไม่ควรจะมี ก็ขจัดมันออกไป ไม่ให้เกิดในจิตเลย ผู้นั้นก็บรรลุ พระอรหันต์ สิ่ง ที่เคยมีก็ไล่ออกไป ตั้งแต่หยาบ กลาง ละเอียด ไปเป็นลำดับ กำจัดออกไป เมื่อกำจัดออกไป สิ่งที่จะทำให้เรากำจัดออกไปได้จริงก็คือ ปัญญา ธาตุรู้ รู้ว่ามันคือ อาการเช่นนี้ คำว่า อาการ นี่แหละ เป็นสภาวะที่จะต้องเรียนรู้คำว่าอาการคืออะไร อาการคือการเคลื่อนไหว เป็น การเคลื่อนไหวของ จิต เจตสิก นี่แหละต้องเรียนรู้การเคลื่อนไหวของจิต เจตสิก ถ้ารู้จัก อาการเคลื่อนไหว อาการที่ถูกเรารู้ เรียกว่า นาม อาการเคลื่อนไหวเรียกว่า รูป คือ สิ่งที่ถูกรู้ แล้วเราก็ทำการศึกษา อาการที่มันเคลื่อนไหวอยู่ในจิต ที่เป็น อกุศล เรียกว่าเป็นบาป มันเป็นกิเลส มันพาทุกข์แน่นอน ก็เรียนรู้ แล้ว หยุดอาการนั้นให้ได้ การหยุด ไม่ใช่สะกดไว้ แต่ ต้องให้เกิดปัญญา อ่านมันให้ชัด อ่านมันให้จริง รู้มันให้ได้ แล้วต้องเกิดความฉลาด ฉลาดรู้ว่า มันไม่มีตัวตน อนัตตา มันไม่เที่ยง มันผ่านมาแล้วก็เกิดเป็นใหม่อีก มันไม่ได้อยู่นานอะไรเลย แล้วอาการเหล่านี้ มันล้วนแล้วแต่ พาให้เกิดทุกข์ ถ้าเกิดมีอุปาทานว่า มันจะเป็นสุขแล้ว คุณก็จะต้องสัมผัสแล้ว ต้องให้ได้ดังที่เราอุปาทานไว้ กำหนดไว้ว่า อันนี้ต้องอย่างนี้ถึงจะสุข แล้วอุปาทานนี้มันไม่ได้มีเฉพาะตอนนี้ แต่มันสั่งสมไว้ในใจเยอะแยะมากมาย คุณจะต้องได้อย่างนี้เท่านั้น อย่างนี้คืออุปาทาน ที่ตั้งเป้าไว้ในตัวเอง มีกันเหมือนกัน คล้ายกันบ้าง แต่ของใครของมัน ไม่เหมือนกันหรอก ละเอียดจริงๆแล้ว ไม่มีอะไรเหมือนกัน ปรมาณูสองตัว ไม่เหมือนกันหมดหรอก พระพุทธเจ้าท่านสอนให้เรียนรู้เรื่อง 1.ชีวิต 2.ของ แล้วก็กำหนดรู้ว่าเมื่อเราสัมผัส ก็เรียกว่า กาย รูปนาม ถ้าคุณนอนหลับ ไม่ได้สัมผัสอะไร ก็มีแต่อารมณ์ปรุงแต่งเลอะเทอะ จากสัญญา จากตัณหา ปรุงเละเทะ ระหว่างสัญญากับตัณหา ก็เลยปรุงแต่งในจิต ไม่มีความจริงของรูปนาม ที่จะให้เป็นอย่างนั้น อย่างนี้ มันเป็นอิสระ ก็ปรุงแต่งเละ ไม่เป็นส่ำ ไอ้นี่ก็จะเอา ไอ้นี่ก็จะเอา ก็เลยพันกันยุ่ง สามารถลงเป็นเรื่องเป็นราวไปได้พักหนึ่ง เดี๋ยวก็มีอะไรแทรก เรื่องประหลาดอะไร สิ่งที่เป็นตัวตลก เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้มากมาย มันเป็นเรื่องที่ไปเอานิยายอะไรกับความฝันไม่ได้

อาจารย์กฤษฎาว่า...ตรงผัสสะนี้ มันจะเกิดเฉพาะ อายตนะภายนอกเท่านั้นหรือภายในด้วย พ่อครูว่า...ผัสสะเอาแต่อายตนะนอก

อาจารย์กฤษฎาว่า...เมื่อปรุงแต่งก็เป็นภายใน พ่อครูว่า...ตัวจิตเองหากไม่มีผัสสะ ก็เอาสัญญา ความจำเดิมมาปรุงแต่ง มันมีอดีตกับอนาคต

อาจารย์กฤษฎาว่า...เป็นการทำงานของสัญญา ไม่ใช่เกิดจากภายใน ผัสสะเอง พ่อครูว่า...ใช่ มัน ต้องมีผัสสะภายนอก แล้วเราถึงจะได้ศึกษาเป็นความจริง ศาสนาพุทธศึกษาเป็นปัจจุบัน ขณะลืมตา ทุกเรื่องทุกอัน แล้วก็เรียนรู้ครบผัสสะ เรียกว่ากาย ศาสนาพุทธต้องมีกาย มีรูปกับนาม ธรรมะสอง ตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่เป็น ปุถุชนถึงพระอรหันต์ จนเป็นพระพุทธเจ้า ก็มี 2 ทั้งนั้น ใครไปทำแบบไม่มีผัสสะ ใครเป็น นั่งหลับตา ไม่มีผัสสะ นั้นน่ะ มัน ไม่ใช่ศาสนาพุทธเลย มันเป็นศาสนานอกรีต ที่ผิดเพี้ยนไปนานแล้ว พระพุทธเจ้าก็มากู้กลับ เอามาสอนได้ดีขึ้นมา นานไปแล้วอีก ตอนนี้ผ่านมาสองพันหกร้อยปี กลับมาเหมือนเดิมอีกแล้ว ปฏิบัติธรรมไม่มีผัสสะ เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าเริ่มต้นปฏิบัติธรรม

อาจารย์กฤษฎาว่า...ผัสสะน่าจะเกิดจากทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจเท่านั้น ไม่ได้เกิดจากการเรื่องหลับตา ถ้าอยู่ในแต่ภายใน เรียกว่าสัญญา หรือปรุงแต่งจากสัญญาก็มีคนอาจเถียงว่าเป็นผัสสะจากปรุงแต่งภายในไง เขายึดถือว่า นั่งปฏิบัติหลับตาแล้วจะได้รู้ทุกอย่าง พ่อครูว่า… อันนั้นเป็นทางที่ผิดเลย พระพุทธเจ้าสอนศาสนา ก็ตีทิ้งไปเลย สอนอย่างไรก็ไม่เข้าใจกัน ศาสนาพุทธนั้น เรียกสมาธิ แต่ สมาธิ คือ จิตตั้งมั่น ปราศจากกิเลส เป็นตัวจิตที่มีคุณสมบัติที่ไม่มีกิเลส สั่งสมตกผลึกแข็งแรง แต่ก็เพี้ยนไปไกล เป็นการสะกดจิตหลับตา ถ้าฟังธรรมะพระพุทธเจ้ารู้เรื่อง ท่านสอน สัมมาสมาธิ ก็ต้องไม่ใช่มิจฉาสมาธิ ในพระไตรปิฎก มหาจัตตารีสกสูตร ท่านก็ตรัสชัดว่า สัมมาสมาธิของพระอริยะ ไม่ใช่สมาธิทั่วไป ประกอบไปด้วยองค์ 7 ก็คือลืมตา มีสัมผัส ทั้งนั้น ลืมตา ในขณะทำอาชีพ การงาน ลืมตา มีการพูด มีการสังกัปปะ ขบคิด ปรุงแต่งได้ นี่คือ ตัวปฏิบัติ 4 กรรม แล้วปฏิบัติด้วย วายามาะ ด้วยสติ แล้วเข้าใจให้ได้ ปฏิบัติธรรม จะให้เกิดการลดละ เริ่มตั้งแต่ ทาน ศีล ภาวนา ทำทานต้องอ่านธรรมะสองคือกาย กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรมะ เป็น โลกุตรธรรม 37 ปฏิบัติแล้ว จะเกิด บุคคล 8 และ นิพพาน อีก 1 รวมเป็น โลกุตระ 46 กลับไปหาคำว่า สัมมาสมาธิ ของพระพุทธเจ้าจะ ต้องปฏิบัติ องค์ 7 แล้วจะสั่งสมเป็นสัมมาสมาธิ ในองค์ 7 นี้ไม่ได้มีคำว่าให้นั่งหลับตา มีแต่ในขณะทำอาชีพ ทำงาน พูด คิด ปรุงแต่งจิต มันมีหลักธรรมพระพุทธเจ้าอย่างชัดๆ ทำไมนักศึกษาที่เรียนรู้กันมา ถึงทำได้ผิดเพี้ยนไป จนวันนี้ไปนับถือเป็นครูบาอาจารย์ ยึดมั่นถือมั่นคำสอนที่ผิด อาตมามาให้สติ เตือน ยืนยันด้วยพระไตรปิฎกเท่าไหร่ ก็ไม่กระดิกเลย ธรรมะพระพุทธเจ้าต้องมี ปัจจุบันธรรม คือ มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ถ้า นั่งหลับตา เข้าไป ก็จะ มีแต่ทิฏฐิ 62 จะไปใช้คำว่า ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ อีก 5 คือกาม กับ ฌาน 1 2 3 4 ก็ต้องลืมตาปฏิบัติ กับผัสสะภายนอก เป็นกามคุณ 5 แล้วก็เรียนรู้ลดความยึดติดในกามคุณ 5 อาจารย์กฤษฎาว่า...กระบวนการของฌานและบุญ ไม่เกิด เพราะตั้งต้นเข้าใจผิดแล้ว พ่อครูว่า… เมื่อเข้าใจว่าไปนั่งหลับตาจึงจะเกิดฌาน เป็นเรื่องเข้าใจผิด ก็ปฏิบัติต่อไม่ได้แล้ว ฌาน คือ พลังงานที่สร้างขึ้นมาเพื่อเผากิเลส ในฌาน 1 2 3 4 ก็เป็นพลังงานที่สร้างขึ้นมา จัดการกับกิเลสอย่างมีประสิทธิภาพ ตามลำดับ เมื่อถึง ฌานที่ 4 ก็ เข้าทางนิพพาน เป็นอุเบกขา เรียกว่า เป็นจิตเป็นพลังงาน

อาจารย์กฤษฎาว่า...การจับอารมณ์แล้วก็เอาฌานมาเพ่งกำจัดกิเลสออกไป พ่อครูว่า… จนมันสิ้นไปถาวร แล้วฌานก็ยังอยู่ แต่บุญจบไปแล้ว

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ฌานวิสัย ถึงอนุสัย ฌาน คือ พลังงานที่รวมขึ้นมาเพื่อกำจัดกิเลส เป็นอุณหธาตุ หรือธาตุไฟที่ยิ่งใหญ่ ไฟกองใหญ่ ก็จะมาเผาไฟราคะโทสะโมหะ หมดสิ้น พอหมดสิ้นแล้วก็จบ หน้าที่ของ บุญ บุญคือสร้างพลังงานฌานให้เกิด เมื่อพลังงานฌาน สามารถชำระกิเลสได้ ก็เป็นส่วนแห่งบุญ ฌาน คือ ปัจจุบัน บุญ เป็นภาษาลึก และกว้าง ฌานก็ดี เป็น ฌานวิสัย วิสัยของฌาน เป็นอจินไตย ท่านแปลว่า คนสามัญอย่าไปคิด คนไม่มีความรู้ ไม่มีความเป็นฌานได้แล้วจริง ไม่มีนิสัยแห่งฌาน พูดถึงฌานเมื่อไหร่จะพูดผิดหมด ผู้มีวิสัยแห่งฌาน ก็จะมีอจินไตยอันนี้ อย่าง พระพุทธเจ้า ก็ต้องสั่งสม พุทธวิสัย ผู้มีวิสัยเป็นฌาน สามารถทำฌาน และพูดฌานได้ถูกต้อง อันนี้ก็ไม่ใช่สิ่งลึกลับสำหรับท่านแล้ว ฌานวิสัย เป็นอจินไตย หากไม่ได้ปฏิบัติจนเกิดเป็นนิสัยวิสัยได้ ก็ไม่รู้อจินไตยนี้ อาตมารู้ฌานที่เขาทำนั้นผิด ก็เลยอธิบายว่าอันไหนถูก อันไหนผิด อาตมามีวิสัยอันนี้แล้ว เป็นนิสัยของอาตมาแล้ว เกินวิสัยแล้ว รวมเป็นอนุสัยแล้ว รวมหมด ทุกวันนี้อธิบายฌาน ก็คืออธิบายด้วยอนุสัย ไม่ได้อธิบายกันด้วยวิสัย หรือนิสัย อาศัยก็ยังไม่ได้ เพราะมันผิดมาตั้งแต่ต้น จนเดี๋ยวนี้ไม่มีถูกให้อาศัย อาตมาก็เอาสิ่งที่ถูก ต้องมาให้อาศัย พวกเราก็เรียนกันจนเป็นนิสัย จนเป็นฌานวิสัย จนเป็นอนุสัย ในความถูกต้องแล้ว ไม่ใช่อนุสัยที่ผิดมาตั้งแต่ต้น

อาจารย์กฤษฎาว่า...ผมได้คำตอบส่วนตัวแล้วว่า ผมนี้พยายามตามรอยพระอรหันต์ ผมจะมองพ่อครูเป็นต้นแบบ โดยส่วนตัวผมจะทำอย่างไรให้มีบุคลิกภาพที่นิ่ง สบาย แต่คนที่รู้ทุกข์ยอมเอาทุกข์ออกไป ก็จะมีสภาวะเย็นหรือนิพพาน คนทั่วไปทำไม่ถึง แต่ผมก็ต้องเรียนรู้ตามสัตบุรุษ คือพ่อครู ผมได้อ่านในหนังสือธรรมพุทธสุดลึก ฌานที่ 4 คือมีอุเบกขา พ่อครูมีอายุ 84 ปี แต่พ่อครูยังมีสติปัญญาแจ่มใส แต่ว่าคนอายุ 84 นี้คงคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่องแล้ว ถ้าถึงฌาน 4 แล้วสติบริสุทธิ์ คือสัมมาสมาธิหรือไม่ พ่อครูว่า... สัมมาสมาธิ ที่ มีเอกัคคตาจิตถาวร เป็นธรรมดาธรรมชาติแล้ว เอกัคคตา แปลว่า จิตเป็นหนึ่งอันยิ่งใหญ่ ความหมายของเอกัคคตา เอาไว้อธิบายจิต แต่เขาอธิบายว่า นั่งหลับตา แล้วทำให้จิตเป็นหนึ่ง แล้วจิตที่เป็นหนึ่งแบบนั้น มันจะไปยิ่งใหญ่อะไร เพราะอยู่ในภพดับมืด ไม่รู้เรื่อง นิโรธที่แปลว่าดับนี้ ของพระพุทธเจ้า แปลว่าการดับสิ่งที่ทำให้มืดมัวหมอง ให้โง่นี้ออกไป การล้างสิ่งที่ทำให้มืดมัวหมองนี้ออกไป จิตก็ยิ่งสว่างใสสะอาด ก็ยิ่งแจ้งสว่าง ฌานยิ่งสว่าง ฌานยิ่งกว้าง ฌานยิ่งรู้รอบ ฌานอยู่ที่ไหนปัญญาอยู่ที่นั่น ฌาน กับ ญาณ อันเดียวกัน เป็นคู่หูไม่แยกกัน คำสอนพระพุทธเจ้าที่อาตมาหยิบออกมาอธิบาย อาตมาจะอธิบายเป็นอัตโนมัติ ตีความตามตัวเองเป็นหลัก อาศัยบัญญัติภาษาที่เขาอธิบายเป็นเค้าเงื่อน อาตมาอธิบายไปตามนั้น เสร็จแล้วก็อธิบายไปหาความหมาย ตามที่อาตมาเข้าใจ ทะลุทะลวงไปจนถึงแก่น ของความหมายจริงแต่ละอันอันนั้นเลย

อาจารย์กฤษฎาว่า...เวลาดำเนินรายการกับพ่อครู ผมก็พยายามย้อนดูสมมุติ กับบัญญัติ โดยลืมไปว่ามันไม่ใช่เป็นความเป็นจริง คำว่ากิน กับเจี๊ยะ ก็อันเดียวกัน ไปย้อนดู แต่ก่อนความเข้าใจก็ต่างกัน พ่อครูว่า...ใช่มันมาก ทุกวันนี้อธิบายมากเกิน แต่ก่อนนี้ไม่อธิบายมาก มันสั้นๆ ตีเข้าหาเนื้อแท้ ทีนี้มันเข้าหาเนื้อแท้ มันมีเนื้อแท้มากก็เลยเยอะ ไม่ลัดเข้าหาเป้าคนที่ฟังธรรมะก่อนๆ ของอาตมาจะฟังเข้าใจง่าย แต่ก่อนอธิบายสั้นลัด แต่ตอนนี้โค้งกว่าจะเข้าเป้าหมาย

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน วจีสังขารกับการทำใจในใจ อาจารย์กฤษฎาว่า...ทุกครั้งที่พ่อครูอธิบาย ก็มีการบันทึกไว้ วันนี้พ่อครูไม่ได้มาสอนบทที่ 1 ไป ไปยอดเขาลูกที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ กระบวนการเรียนรู้พ่อครูเน้นว่าต้องมองกายให้ออก จะเห็นปฏิจจสมุปบาท พ่อครูว่า... การจะรู้อะไรก็ต้องรู้กาย ปฏิจจสมุปบาท เริ่มที่สังขาร ก็ต้องเริ่มที่ กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร อวิชชาคือไม่รู้อะไร ก็ค่อยเรียนสังขาร สังขาร ก็คือวิญญาณ กายก็คือวิญญาณ จริงๆแล้ว วจีก็คือวิญญาณ ถ้าเข้าใจ วจีสังขาร ใน สังกัปปะ 7 ก็คือ นามธรรม คนที่ไม่ได้มีความรู้ชัดเจนตามที่พูดมานี้ ก็จะงง หาว่าอาตมาโมเม วจีสังขาร เขาก็ว่าอยู่ข้างนอก จริงๆไม่ใช่ วจีข้างนอกเป็นวจีกรรม ไม่ใช่วจีสังขาร วจีสังขาร มันคือ คำที่ปรุงแต่งอยู่ข้างใน มีภาษาที่ตั้งชื่อเรียกแล้ว เรียกว่า อธิวจนสัมผัสโส ผู้ใดมีคำนั้นในใจ สังขารในใจ ก็จะรู้ว่ามันมีในใจ แต่ ไม่เป็นกรรมกริยา เป็นคำพูดออกมาภายนอก ไม่เป็น วจีวิญญัติ มันอยู่ข้างใน เป็นบัญญัติภาษาชื่อเรียก มันมาก่อน อยู่ภายในก่อน คนไทยก็มีภาษาไทยในใจ คนฝรั่ง คนจีนก็มีภาษานั้น แต่ละคนในใจ มันเร็วมากเป็นอัตโนมัติ ปฏิภาณของคนเร็วมาก สรุปแล้วคำว่า กาย ถ้าไม่เรียนรู้ให้ถูกต้องโดยสัมมาทิฏฐิ แล้วก็เริ่มต้นปฏิบัติกาย คุณจะบรรลุธรรมสูงสุดอย่างไรๆ คุณก็ต้องมีคำว่า กาย อยู่ร่วม ตั้งแต่ต้นจนจบเป็นพระอรหันต์ คือ ธรรมะสอง ที่สุดแห่งธรรมะ 2 ที่ ทำให้เป็นธรรมะหนึ่ง ได้ ทำเป็นธรรมะ 1 สำเร็จ สำเร็จถาวรด้วย คุณก็จะรู้จักธรรมะ 2 คือสิ่งที่เราสำเร็จแล้ว ธรรมะที่มันเป็น 2 นั้น มันไม่เกิดในจิตคุณอีกแล้ว เมื่อเป็น พระอรหันต์ มันมีแต่ธรรมะ 1 แต่ ธรรมะ 2 นั้นเป็นความรู้ เรารู้ว่าอันนี้เราเคยมี เคยเป็น หรือไม่เคยมีเคยเป็น โลกเขามี เขาเป็น แต่เราไม่เคยเป็น เราก็พอจะรู้ จากที่ได้ศึกษาจากคนอื่น แต่เราต้องไปศึกษาของเราเอง ที่เราไปยึดติดเป็นตัวที่ 2 ต้องทำมันให้หมดไป ในตัวที่ 2 มันเป็นกายที่ 2 เป็นเวทนาที่ 2 เป็นจิตที่ 2 ซึ่งเรียกมันว่าเป็น อกุศล อกุศลจิต อกุศลเวทนา อกุศลกรรม พระอรหันต์มีจิตที่เป็นหนึ่ง เอกัคคตา เป็นถาวร จิตเป็นหนึ่งถาวรก็คือ กายเป็นเอกกัคคตา

อาจารย์กฤษฎาว่า...ตรงวจีสังขาร เป็นการระเบิดจากภายในใช่ไหม พ่อครูว่า... ใช่ มันจะเป็นวจีสังขาร ก็คือมโนที่ปรุงแต่งเป็นภาษา ถ้าไม่มีภาษา เป็น อธิวจนะ ก็ไม่รู้จะพูดอะไรออกมา มันมีสภาวะแล้ว เช่น อรูปหลายๆอย่างในจิต แต่ ไม่มีชื่อนามธรรม ขั้นอรูป แต่คุณไม่มีภาษาเรียก ก็สื่อคนอื่นไม่ออก

อาจารย์กฤษฎาว่า...ตอนก่อนจะมาวจีสังขาร มันต้องผ่านโยนิโสฯมาก่อนหรือไม่? พ่อครูว่า... โยนิโสมนสิการ นี่แหละ เป็นตัวปฏิบัติธรรม ตั้งแต่ต้นจนจบ ของศาสนาพุทธ ผู้ใดไม่รู้จักโยนิโสมนสิการอย่างสัมมาทิฏฐิให้ถูกต้อง คนนั้นไม่สามารถที่จะปฏิบัติธรรม ทุกวันนี้เขาโยนิโสมนสิการไม่เป็นเลย ผู้จะ โยนิโสมนสิการ ให้บริบูรณ์ ต้องได้พบ สัตบุรุษ ให้บริบูรณ์ แล้วต้อง ฟังสัทธรรม ฟังธรรมะของสัตบุรุษให้บริบูรณ์ จึงจะเกิดความเชื่อถือศรัทธา ความเห็น ที่บริบูรณ์ ความเห็นที่บริบูรณ์คือ โยนิโสมนสิการ ที่บริบูรณ์ เมื่อมีโยนิโสมนสิการที่บริบูรณ์ ก็ปฏิบัติธรรมที่บริบูรณ์ ที่จะบรรลุ วิชชา และ วิมุติ ให้บริบูรณ์ ใน นามธรรม 5 มี เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ มนสิการคุณต้องทำใจในใจให้โยนิโส มนสิการเป็นตัวหลัก ในมูลสูตร ก็มี 1. มี ฉันทะ เป็นมูล- รากเหง้า (มูลกา) 2. มี มนสิการ เป็น แดนเกิด (สัมภวะ) 3. มี ผัสสะ เป็น เหตุเกิด (สมุทัย) 4. มี เวทนา เป็นที่ ประชุมลง (สโมสรณา) 5. มี สมาธิ เป็น ประมุข (ปมุขะ) 6. มี สติ เป็น ใหญ่ (อธิปไตย = พลังอำนาจ) 7. มี ปัญญา เป็น ยิ่ง (อุตระ = เหนือ) กัปตันรู้ยิ่งยอด 8. มี วิมุติ เป็น แก่น (สาระ) หลุดพ้นสุดยอดที่จะรู้ยิ่ง 9. มี อมตะ เป็น ที่หยั่งลง (โอคธา) = สอุปาทิเสสนิพพาน 10. มี นิพพาน เป็น ที่สุด (ปริโยสาน) = อนุปาทิเสสนิพพาน (พระไตรปิฎก เล่ม 24 ข้อ 58)

หาก มนสิการ ไม่โยนิโส ไม่ถ่องแท้ แยบคายถึงที่เกิด อย่างละเอียดลออเลย ถ้าทำอันนี้ไม่ถึง ก็ปฏิบัติธรรมผิดหมด หากไปนั่งหลับตาปฏิบัติ ก็เป็นการสะกดจิตสะกดใจ แต่มันไม่เป็นโยนิโส มันไม่ได้ถ่องแท้ แยบคาย ไม่ได้ไปหาที่เกิด มันไกลไปจากความจริง ของศาสนาพุทธมากมาย ทำอย่างไรถึงจะดึงกลับคืนมาได้

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สมาธิสะกดจิตทำผิดเป้าหมายพุทธ อาจารย์กฤษฎาว่า...การไปนั่งอย่างนั้นเขาก็ว่าได้สมาธิ พ่อครูว่า...เป็นการได้มิจฉาสมาธิ สัมมาสมาธิ ต้อง ปฏิบัติจากมรรคทั้ง 7 องค์ การทำอาชีพ การทำ การพูด การคิด

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน