600903_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก สัจจะ 3 สู่การหลุดพ้นจริงในปัจจุบัน.docx
เนื้อหาในไฟล์
600903_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก สัจจะ 3 สู่การหลุดพ้นจริงในปัจจุบัน โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ สมณะเพาะพุทธว่า…วันนี้วันอาทิตย์ที่ 3 กันยายน 2560 ที่สันติอโศก ได้ทราบว่า วันมะรืนนี้วันอังคารที่ 5 พ่อครูจะไปเทศน์หน้าศพ แม่ของ ดร.เทียนชัย วงชัยสุวรรณ ที่วัดบางเตย เวลา 19.00-20.00 น. เดิม เจ้าอาวาสวัดบางเตยองค์เก่าไม่ยอมให้สมณะชาวอโศกไปเทศน์ แต่บัดนี้มีเจ้าอาวาสองค์ใหม่ ท่านก็ยินดีให้ไปเทศน์ได้ เจ้าอาวาสองค์เก่าได้ลาสิกขาไปแล้ว ก็เป็นอนิจจัง ซึ่งอนิจจังมี 2 ทิศทาง เชิงบวก คือกิเลสลด อนิจจังเชิงลบ ก็คือกิเลสเพิ่ม
สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน ทุกปัญหาที่เกิดในมหาจักรวาล เรามีส่วนผิด เมื่อกี้นี้ได้โอกาสอ่านบันทึกที่ได้บันทึกเรื่องที่พ่อครูเทศน์ พ่อท่านเทศน์ว่า ไม่มีอะไรเลยที่ไม่สัมพันธ์กันในมหาจักรวาลนี้ ทำให้เราได้ตระหนักว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันหมด การทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง แม้จะเป็นเรื่องส่วนตัวแต่ก็กระทบกับส่วนรวมได้ พ่อครูว่า...ก็ขอแถมให้ชัดๆ ในจักรวาลนี้แม้แต่อุกกาบาต ที่ไม่เข้าในเส้นวงโคจรใด ถูกแรงต่างๆผลักดันดูดให้ไป แต่มันก็ไปสัมพันธ์ได้ อยู่ในเอกภพเดียวกัน มันยังไม่สูญหายไปจากเอกภพไม่มีอะไรไม่สัมพันธ์กัน เอกภาพ หมายถึงภาวะที่ลงกันเป็นหนึ่งเดียว แต่นี่ถ้าไม่ลงกันเป็นหนึ่งเดียว มันเกะกะระราน ดีไม่ดี อีกหมื่นชาติ ล้านชาติ แสนชาติ ก็เที่ยวไปกระทบ สะเปะสะปะไป สมณะเพาะพุทธว่า..ความสัมพันธ์นี้มีทั้งเชิงบวกและเชิงลบ พ่อครูว่า...อาจจะนานมากเป็นหมื่นชาติล้านชาติ แม้จะไม่มากระทบเราก็ไปกระทบอันอื่น ก็เป็นคลื่นที่มาถึงเราได้ จากหยาบไปถึงละเอียด จนกระทั่งมาถึงเราจนได้ สมณะเพาะพุทธว่า...ไม่แปลกใจในช่วงสงครามเมื่อ 10-20 ปีก่อน สงครามอาหรับซัดดัมและอเมริกา
อ่านต่อ
เกิดปัญหากัน พ่อท่านเคยพูดว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของอาตมา อาตมายังมีบารมีไม่มากพอจะทำให้เหตุการณ์ทุเลาเบาบางได้ พ่อครูว่า….ผมเห็นด้วยความบริสุทธิ์ใจอย่างนั้นจริงๆ สมณะเพาะพุทธว่า...คำว่า ไม่มีอะไรไม่สัมพันธ์กันเลยในมหาจักรวาลนี้ พ่อครูว่า...แม้แต่ความผิดของคิมจองอึนที่ทำตอนนี้ เป็นความผิดของอาตมาด้วย ที่ไม่สามารถสอนให้เขาได้รับรู้แล้วประพฤติแก้ไขตัวเอง สมณะเพาะพุทธว่า...ถ้างั้นคนที่กำลังหนีไปตอนนี้ก็เป็นความผิดของพ่อท่านด้วย ที่ยังตามหาตัวไม่เจอ เป็นความผิดของพ่อท่านด้วย การคิดเช่นนี้ทำให้ปัญหาจบเร็ว ความผิดอยู่ที่เรา พ่อครูว่า...ไม่ใช่พูดให้จบๆไปนะ แต่เป็นเรื่องจริงด้วย ถ้าอาตมามีบารมี มี Authority ที่มากเพียงพอ ยิ่งลักษณ์ก็ต้องมาทำทานมา บริจาค มาเรียนรู้ รับสิ่งที่ดีที่เป็นมงคลจากเรา เขาก็จะได้สิ่งที่ถูกต้องไป ไม่เตลิดเปิดเปิง ไม่ทิ้งขี้ทิ้งขยะไว้อย่างนี้ แต่นี่เราไม่สามารถทำถึงขนาดนั้นได้ เป็นเรื่องจริง เราก็ต้องยอมรับว่าเราไม่มีอิทธิพลพอ ยังไม่ดีพอไม่มีความสามารถพอ จะทำให้สิ่งเหล่านี้ เข้ามายอมรับกับสิ่งที่เรามี ทำดียังไม่ได้ดีเพราะทำดียังไม่มากพอ สมณะเพาะพุทธว่า..สุภาษิตนี้ทำให้เราปรารภตัวเอง ที่ว่า ทำดียังไม่ได้ดีเพราะทำดียังไม่มากพอ แต่ถ้าบอกว่าทำดียังไม่ได้ดีเพราะคนอื่นตาถั่ว อย่างนี้ไม่ทำให้ตนปรับปรุง อะไรก็ตามที่ไม่ดีในโลกนี้เป็นความผิดของเรา มีท่านผู้หนึ่ง เห็นสิ่งปลูกสร้างส่วนกลาง ถูกปล่อยปละละเลย แรกท่านก็โทษหน่วยงานราชการที่ไม่มาดูแล แต่ท่านคิดใหม่ว่า สิ่งนี้ถูกปล่อยให้เรามาดูแลต่างหาก คิดอย่างนี้ก็เลยเข้าไปดูแล เรื่องก็เลยจบ สิ่งที่ถูกปล่อยปละละเลยก็ดีขึ้น ถ้าไปคิดว่าเทศบาลไม่มาดูแลหน่วยงานนั้นไม่มาดูแล ก็มาคิดใหม่ว่า เขาเก็บไว้ให้เราเข้าไปดูแลเป็นคนแรกต่างหาก วิธีคิดนี้ทำให้จบ เรื่องราวเป็นไปได้อย่างดี
สื่อธรรมะพ่อครู(สัจจะ) ตอน จะรู้ได้อย่างไรในอจินไตย 4 พ่อครูว่า...ขอชี้แจงในสัจจะปัจจุบันนี้ โต๊ะข้างหน้าอาตมาเต็มไปด้วยผลผลิต ที่แสนสะอาด ไม่ว่าผักขะแยง ผักอีตู ใบก้านตง เห็ดฟาง อะไรต่างๆนานา บางอย่างขอยอมรับว่าเรียกชื่อไม่ถูก มันเป็นธรรมชาติจริงๆ แม้แต่ดอกดาวเรืองที่มาเหลืองเต็มหน้าฉาก ก็มาจาก สวนบุญผักพืช คลอง 13 เป็นสวนของสันติอโศก ที่ช่วยกัน ดูแลประจำ จรไปจรมาหรือไปพักก็ว่าไป แล้วของเหล่านี้ ผลิตที่โน่นแล้วมาที่ตลาดนัดวันอาทิตย์ที่นี่ และตลาดแพทย์วิถีธรรมสัญจร ชีวิตตั้งแต่เดรัจฉานถึงคน มันต้องกินทั้งนั้น กิน ไม่ได้ ต้องกินกสิกรรมพืชพันธุ์ธัญญาหาร ไปกินเหล็กกินหินไม่ได้ มันเป็นอุตุ แต่พืชพันธุ์ธัญญาหารเป็นพีชะ สังเคราะห์สังขารได้ ยังช่วยกันไป อาตมาอธิบายยังไม่ละเอียดพอ ใน อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม เป็นความจริงของพระพุทธเจ้าที่ท่านได้ตรัสรู้ ความจริงสูงสุดนั้นไม่มีใครรู้เกินพระพุทธเจ้า ที่เราได้ฉลาดรู้เพิ่มขึ้นมาก็คือความเจริญรากเหง้าที่เราได้จากพระพุทธเจ้า และเราได้ก็ยังไม่ถึงที่สุดของพระพุทธเจ้าอยู่ดี เพราะฉะนั้นอย่าไปหยิ่งผยองอะไรเลย ไม่ต้องหยิ่งผยองหรอก ที่พูดนี้ไม่ใช่ว่าเราไปหลงใหลพระพุทธเจ้าแต่เป็นเรื่องจริง ว่า พระพุทธเจ้าท่านพยายามบำเพ็ญศึกษาทุกอย่างให้รู้จริงๆ คนที่จะมีภูมิธรรมเท่าพระพุทธเจ้านั้น มันห่างมาก ในโพธิสัตว์ระดับ 9 ที่จะขึ้นไประดับ 10 เป็นระดับสัมมาสัมพุทธะ ระดับสัมมาสัมพุทธะก็ยังแบ่งเป็น 2 มีปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ กับอนุตตรสัมมาสัมพุทธะ จบตรงนั้น จะเป็น 1 ก็คือ มีพฤติกรรมมาประกาศตนเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง ส่วนพระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านเป็นผู้มีสัมมาสัมโพธิญาณเท่ากันกับพระพุทธเจ้า แต่ไม่ได้ประกาศศาสนา ปรมัตถสัจจะ ท่านเท่ากันแล้ว แต่สมมุติสัจจะ ไม่เท่ากัน สมณะเพาะพุทธว่า...จะเรียกว่าเสียของไหม พ่อครูว่า...เสียพระปัจเจกไป แต่ก็มีองค์อื่นมาแทนอยู่ดี ไม่ต้องไปกังวลแทนท่านหรอก ถ้ารู้สึกว่าเสียของ แสดงว่า ปัจเจกองค์นั้นก็มีตัวตน กลัวคนอื่นจะว่าเราเสียของ จะเสียหรือไม่เสียก็เป็นธรรมชาติ ของมันเสียก็เสีย ดีก็ดีไป สิ่งนี้ท่านจะเสียก็เรื่องของท่าน สมณะเพาะพุทธว่า...สัมมาสัมพุทธะมี 2 คือ ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้ากับอนุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า เรื่องนี้เป็นเรื่องอจินไตย 4 คือ เรื่องของ 1. พุทธวิสัยของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย 2. ฌานวิสัยของผู้ได้ฌาน 3. วิบากแห่งกรรม 4. ความคิดเรื่องโลก (จักรวาล เอกภพ) โลกาจินตา (พตปฎ. เล่ม 21 ข้อ 77) พ่อครูว่า...ผู้ที่รู้ยิ่งกว่าก็คือพระพุทธเจ้า ท่านรู้ได้มากไปครบกว่า เราก็รู้ได้แค่นี้ โลกาจินตา คือ เรื่องของโลก โลกคือความหมุนวน โลกคือสิ่งที่ปรุงแต่งกันอยู่ตั้งแต่ 2 หน่วยขึ้นไปจนกระทั่งนับไม่ถ้วน ปรุงแต่งสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันอยู่ทั้งหมดในโลก มันมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปแม้กระทั่ง .00001 วินาทีมันก็เปลี่ยนไป ละเอียดมาก มีเกิดมีดับ คุณไม่สามารถดูได้หมดหรอก มันมากกว้างใหญ่เยอะมากมาย ต่างๆนานา มันซ้อนอยู่กับกาละ ทุกกาละๆ คุณจะแบ่งแยกกาละออกเป็น .00001 วินาที เท่าไหร่ก็แล้วแต่ เขามีภาษาเรียกความละเอียดของวินาที โลกาจินตา คือสิ่งที่ปรุงแต่งขึ้นมาตั้งแต่ 2 หน่วยขึ้นไปจนนับไม่ถ้วน อย่าไปคิดเรื่องอจินไตยเหล่านี้ อาจจะรู้ได้จำนวนหนึ่ง แต่คนอื่นเขารู้ได้มากกว่าเรา เราจะไปแส่รู้ไปทำไมมันรู้ได้ไม่หมดหรอก รู้ได้เท่าไหร่ก็บอกไปเท่าที่จะเป็นประโยชน์
SMS วันที่ 30 สิงหาคม 2560 (พ่อครู-บวรราชธานีอโศก) _3867ผู้น้อยคงนั่งหลับตาทำสมาธิบ่ได้นาน นั่งทีไรหลับอุตุไร้ภวังค์ใดๆหลับใหลลึกไปอยู่กับโลกเงียบที่สงบที่สุด! เสียงในโลกดังเท่าไรก็บ่ได้ยินเลย!ถนัดนั่งลืมตาทำสมาธิ อยู่กับงานศิลป์อึดได้ทั้งวันทั้งคืน! นั่งหลับตานั่งบ่รู้ผัสสะกระทบทวาร5 ฝึกง่าย แต่ลืมตารู้ผัสสะทุกขณะที่มากระทบจนเกิดอารมณ์ความรู้สึกเวทนา108ฝึกย๊ากยาก! กองทัพใดในโลกก็สู้กองทัพกิเลสบ่ได๊! ยกเว้นอาริยะชนโลกุตระฯ สมาธิลืมตาโดยพ่อครูตรงกับธรรมะเก่าแก่ว่าขณะลืมตามีสติระลึกรู้สภาวะของรูปนามนั้นจิตจะต้องตั้งมั่นอยู่กับเนื้อกับตัวคืออยู่กับ รูปนาม-กายใจอันเป็นสภาวะของความตื่น! จิตจึงจะเกิดปัญญารู้ลักษณะของรูปนามตรงตามตามความเป็นจริงได้! ถูกไหม? พ่อครูว่า...หลับตาปฏิบัติ ทำปรินิพพาน เป็นปริโยสานไม่ได้ จะปรินิพพานได้ต้องปฏิบัติแบบลืมตา หลับตาปฏิบัติจะไม่รู้จักพระนิพพาน จะตรวจ รูปฌาน อรูปฌาน แล้วมาอยู่อุเบกขาก็คือลืมตาทำ ปรินิพพานตรงนี้ ไม่ใช่ ปฏิบัติ ปรินิพพานในภพ เป็นส่วนตัวไปหมดเลย ไม่ใช่ ??? ตรงกลางที่สุดคือ ไม่เกี่ยวข้องกับคนอื่น กับไม่เกี่ยวข้องกับตัวเรา เป็นจุดกลางที่สุดแล้ว _จากเฟสบุ๊ค _พิสิษฐ์ นฤนาทดำรงค์ คลื่นเฟสขัดๆ_ลำปางฝนตกหนักครับ _โอจันทร์ แซ่ตั้ง · เพิ่งค้นหาบุญนิยมทีวีเจอวันนี้เอง เลยได้ฟังธรรมจากพ่อท่านฯ สาธุ สาธุ สาธุ _แหม่ม สวิส · ติดตามอยู่ที่สวิสได้ยินเสียงพ่อครูบอกให้บินมาก็ได้ ตรงกับใจที่คิดไว้เมื่อเช้านี้ว่าน่าจะเลื่อนตั๋วเดินทาง! จึงตัดสินใจจะเลื่อนตั๋วเดินทางไปไทยและไปถึงบ้านราชฯให้เร็วกว่ากำหนดค่ะ _หินไท ชาวหินฟ้า ผอ.สำนักพุทธคนดีอยู่ไม่ได้ โดนมหาเถรกดดัน โอหนอคนดี??? ยิ่งลักษณ์หนีศาลช่วยขานไข บอกว่าไม่ บริสุทธิ์ ไม่สู้หน้า การกระทำบ่งบอกถึงเจตนา เขียนคำพิพากษาด้วยตนเอง _SMS วันที่ 31 สิงหาคม 2560 (สมณะ สิกขมาตุ-บวรราชธานีอโศก) _3867นมก.พ่อครูฯสณ.สม.จรธ.ญตธ.บ้านราชฯทุกบวรอโศกกับกำลังใจที่ส่งให้ผู้ประสบวาตะอุทกภัยทั่วไทยทั่วเอเซียทั่วโลกด้วยน้ำใจคนไทยหัวใจเดียวกัน! _3867กราบขอบคุณท่านฟ้าไท-ถักบุญ-กล้าข้ามฝันกับอัญญา, ปัญญาธรรมปัจจุบันขณะกับความรู้จริงตามความเป็นจริง! กัญญาเกิดยินดี! ฆัญญาสิ้นอวิชชา! ชัญญา,สัญญาควรกำหนดรู้! พาใจพ้น อกุศลกรรม เจริญกุศลจิต พ่อครูว่า...อาตมาค่อยๆทยอยบอกไปใช้ภาษา มนุษย์มีภาษามากมาย ถ้าสมมุติอันเดียวกันจะสื่อกันได้ แต่ละภาษาก็กำหนดมา เอาภาษามาสู่สภาวะทั้งนั้นแหละ ไม่ต้องไปขัดแย้งกันเลยว่าภาษาไหนเลิศกว่า ใครจะละเอียดขนาดไหนก็เท่าที่เรารู้ละเอียดได้เท่าที่เรารู้ แล้วไม่มีใครตัดสินว่าภาษาไหนละเอียดกว่าภาษาไหน นอกจากเราถนัดภาษานั้น อาตมาถนัดไทย บาลี ลาว ซึ่งบาลีกับไทย มาจากรากเหง้าทดแทนกันหมดเลย อาตมายังไม่สามารถแปลจากบาลีเป็นไทยได้ครบ ก ข ฆ ค ง เป็นต้น ยังไม่สามารถแจกแจงได้ครบ ก็ค่อยทยอยให้ ก็ฝากไว้ก่อนโอฬาร ตัว ฬ เป็นเศษวรรคสุดท้าย รวมไว้หมด ฬ เท่ากับ ถังขยะ รับเละ
สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน มโนปวิจาร คืออะไร _5845ขอบคุณท่านสมณะฟ้าไทผู้น้อยฟังธรรมะมา 10 ปี พึ่งรู้ว่าเวทนา2 คือ อะไร ผู้มีปัญญาน้อย พ่อครูว่า ...มันไม่ง่าย แต่อ่านให้ได้ให้ตรง โดยเฉพาะ เคหสิตะกับเนกขัมมะ เคหสิตะคือโลกีย์ คุณทำให้มันลดได้เป็นเนกขัมมะ สภาวะที่เรียกว่ามโนปวิจาร คือพฤติอย่างยิ่งเอามาวิจาร อาการเคลื่อนไหวอย่างยิ่งของมโน ละเอียดสุดแล้ว จับอาการของมันให้ได้ ว่าอาการอย่างนี้ดิ้น อาการนี้หยุดดิ้นแล้วอาการนี้หมองหรือสดใส หรือเฉยๆ มันเฉยอย่างโลกีย์หรือเคหสิตะ เฉยๆอย่างนี้เนกขัมมะโลกุตระ เราทำนะ เฉยอย่างนี้เราทำเอง แต่เคหสิตะนี้เราไม่ได้ทำเอง จะกลับไปอีกทีคือมันเป็นอัตโนมัติ ตถตา ก็เลยใช้พยัญชนะแทนเคหสิตะไม่ได้ แต่มันอันเดียวกันเลย ไม่ต้องไปกังวลมันเป็นความเฉยเราไม่ต้องทำแล้ว มันทำเองเป็นอัตโนมัติ จะมีเหตุปัจจัยอะไรมามันก็เป็นของมันเอง นอกจากคุณยังไม่สามารถเป็นได้ เมื่อเป็นไปไม่ได้มันก็ไม่เป็น แต่ถ้ามันเป็นไปได้ มันเป็นแล้วก็ผ่านไปเราก็เลยไม่สะดุด แต่ถ้าคนที่มีญาณปัญญาละเอียดจะรู้ว่ามันมีอีกนิดหน่อย จะรู้ของคุณเอง คุณจะรู้ตัวเอง
_จากเฟสบุ๊ค _ทิพา ศิริรักษ์ · สาธุนี่คือคลังแห่งความรู้และสติปัญญา
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน นัยต่างกันของคำว่าความเห็น _สมณะพอจริง ถามว่า ทิฏฐิ ทัสสนะ ปัสสนะ ปัสสนา ปัสสติ ต่างก็แปลว่า เห็น มีนัยต่างและเหมือนกันอย่างไร กาลใด สภาวะใด ใช้คำใด พ่อครูว่า...เอาแค่อธิบายคร่าวๆก็แล้วกัน ภาษาเหล่านี้จะวนซ้อนหลายตลบ ไม่คนฟังก็คนอธิบายมึนก่อน ทิฏฐิ นี้เป็นความเริ่มรู้ เป็นตัวนำ สัมมาทิฏฐิ ประธานของความรู้ทุกอย่าง ท่านไม่เรียกสัมมาวิญญาณ แต่เรียกสัมมาทิฏฐิ ไม่เรียกสัมมาทัสสนะ ไม่เรียกสัมมาปัสสะ ไม่เรียกสัมมาปัสสนา แต่ท่านเรียกสัมมาทิฏฐิ คือตัวรู้ตัวแรก ตั้งแต่เริ่มรู้อย่างแข็งแรงมั่นคงด้วยพยัญชนะ ท เป็นตัวแข็งแรง อุตุนิยามหรือพีชนิยามหรือจิตนิยามลักษณะ ตัว ท เป็นตัวแข็งแรง วรรค ก จ ต ฏ ตัว ท อยู่ในวรรค ต ตัวกลาง ต ถ ท ธ น ส่วน ฏ ฐ ฒ ฑ ณ นี่รุ่มร่าม พอมาเป็น ต ถ ท ธ น ถ้าเริ่มต้น ตั้ง แล้วไม่ต่อก็ไม่มีก็จบ อย่างนี้เป็นต้น จะจบหรือไม่จบก็คือ สนต หรือสันตติ เริ่มต้นพลังงาน เศษวรรค ย ร ล ว ส ห ฬ อํ ย ร ล เป็นสามเส้า ว ส ห เป็นอีกเส้า ชื่ออาตมาอยู่ตัว ร ทิฏฐิ ใช้ตัว ฐ พอมา ทัสสนะ เป็นเส้าที่ 2 ป คือกรรมกิริยา ม คือจิต ธาตุรู้ วิญญาณ ผ คือเริ่มกระทบผัสสะ พ คือมีอาการพฤติ ภ คือเจริญ ม คือจิต แถว 5 ป ผ พ ภ ม คือสภาพมี สภาพแถวที่ 4 คือ สูญ ถ้าตั้งขึ้นแล้วมีก็รุ่มร่ามอีก ไปหา ก ข ฆ ค ง ก็มีอยู่ตลอดกาล ไม่ไก่ก็ไข่ ก มี ข คือไม่มี เริ่มต้นมี 2 ตัวนี้ แต่ถ้า 2 ตัวนี้มีแล้วก็มาครบเลย ถ้าจะต่อนะ แต่ถ้าไม่ต่อก็ตัด คุณจะตัดรีบจบโดยที่คุณปรินิพพานเป็นปริโยสาน เช่น พระอรหันต์รู้และมีระเบิดปรมาณูในตัวเองแล้ว จะทิ้งระเบิดไปแล้วก็จบ ได้แล้ว ทำลายตัวเองสูญ พอระเบิดแล้วก็สูญ มีความรู้เท่าไหร่ สามารถรู้จักโลกนี้เท่าไหร่ก็เท่าที่พระอรหันต์รูปนี้มี โดยที่ตนเองสลายอัตภาพตนเองได้ แต่ถ้ายังไม่ยอมจบขอรู้ต่อเป็น 5.อนุโพธิสัตว์ 6.อนิยตโพธิสัตว์ 7.นิยตโพธิสัตว์ 8.มหาโพธิสัตว์ 9.สัมมาสัมพุทธโธ(พระพุทธเจ้า) เป็นพระอรหันต์แล้วสามารถมีปรมาณูในตนแล้วก็ทิ้งสลายได้ ทีนี้ ปัสสะ ปัสสนาก็แปลว่า “เห็น” ทั้งนั้น ปัสสติก็เห็น ปัสสตินี้ครบทุกทวาร ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ครบทั้งนอกและใน ทิฏฐิต้องเป็นปัจจุบัน ปัสสนะนี้สั่งสมเป็นอดีตและปัจจุบัน มากขึ้นเป็นพหูพจน์ คือปัสสนา อนาคต สิ่งที่มาไม่ถึงไม่มีการปรากฏ อนาคต คือผลจากปัจจุบันและอดีต ถ้าไม่มีอดีตและปัจจุบัน อนาคตไม่มี กาละที่คุณจะต้องปัจจุบันเป็นทิฏฐิ ปัสสนะนี้ปัจจุบันด้วยสะสม ปัสสนารู้พร้อมทั้งหมด ปัสสตินี้รู้ทั้งตนและเขาคนอื่นด้วยทั้งกาละ กรรม and time
สื่อธรรมะพ่อครู(สัจจะ) ตอน สัจจะ 2 _คำถาม จาก อ.ไพศาล พืชมงคล เช้าวันนี้ 3 กันยายน 2560 เวลา 06.06 น. กราบอาราธนาพ่อท่านช่วยแสดงธรรมอธิบายอริยะสัจ 4 ที่มีรอบ 3 อาการ 12 ที่ทรงเทศน์ในธรรมจักรหน่อยครับ ? เพราะทรงยืนยันว่า ตราบใดเราไม่แจ้งในอริยะสัจ 4 ด้วยปัญญาอันยิ่ง โดยรอบ 3 อาการ 12 จะไม่ทรง ปฏิญานพระองค์ว่าตรัสรู้ ยุคนี้เห็นจะมีพ่อท่านรูปเดียวที่อธิบายได้ เพราะไม่มีใครสอน ไม่มีใครอธิบาย ว่ากันแค่อาการเดียว รอบเดียว จะเป็นประโยชน์มาก ตรงนี้ทรงยืนยันว่าเป็นเรื่องของการตรัสรู้ พ่อครูว่า…อาริยสัจ 4 ทุกข์ สมุทัย นิ โรธ มรรค กับญาณ 3 คือสัจญาณ กิจญาณ กตญาณ อาริยสัจ 4 อาการอย่างนี้ทุกข์ รู้ของตน จะไปอ่านของคนอื่นยาก จะรู้ก็เพื่อช่วยคนอื่นได้ และถ้าไม่รู้ของตนจะซวยหากของตนไม่ชัดเจนก่อน แล้วไปบอกไปชี้ของคนอื่นจะไม่มัวหมอง ของตนเองให้ชัดเจนก่อนจึงจะอธิบายได้ ขนาดรู้ของตนเองแล้ว จะอธิบายของตนเองหมดก็ยังไม่ได้เลย เราเรียนของตนไม่ค่อยคล่องให้คนอื่นก็ไม่หมด อาการ เอาอาการ 3 อาการของนิโรธ คือ การที่ไม่มีอาการ วิธีสู่ความไม่มีอาการ ต้องศึกษาของตนแล้วจะรู้ตน ปัจจัตตังก็บอกให้คนอื่นรู้ได้เท่าที่ตนเองมีภาษาและเก่ง อาตมาเรียนทางสายปัญญาสื่อได้ขนาดนี้ ยังรู้สึกว่าตนเองยังไม่เก่งพอ รู้สึกว่ามันยังไม่เต็มที่เรารู้ ยังไม่หมดที่เรารู้ 1 สัจจะนี้ต้องรู้ อย่างสัจจะ 2 อันแรกคือ ปรมัตถสัจจะ สมมุติสัจจะ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน สัจจะไม่มีเลยในโลก สัจจะมีหนึ่งเดียวในโลก ถ้าจะมีสัจจะนี้ต้องมี 2 ที่จะรู้กันเป็น หนึ่งเดียวตรงกันเป๊ะเลย 2 ก็จึงเป็น 1 เมื่อ 2 รวมเป็นหนึ่ง หากอยู่คนเดียวไม่มี 2 คนก็อยู่กับ 0 ถ้า 1 กับ 1 มันเป็น 2 แน่ แต่ถ้า 1 กับ 0 เอา 1+0=1 แต่ถ้า 1x0 =0 ก็จะมีแต่บวก ถ้ามันไม่ต่อ ก็ชรตา ก็เสื่อมไปๆ เสื่อมอย่างลักษณะ 5 ของอนาคามี 1. อันตราปรินิพพายี (ผู้เพียรทำปรินิพพานในระหว่างภพ) 2. อุปหัจจปรินิพพายี (ผู้ทำปรินิพพานด้วยสามารถ) 3. สสังขารปรินิพพายี (ผู้ทำปรินิพพานโดยต้องใช้ความเพียรมาก ประกอบปุญญาภิสังขารในภพตนให้มากๆ) 4. อสังขารปรินิพพายี (ผู้ปรินิพพานโดยไม่ต้องใช้การปรุงแต่งอภิสังขารให้มากนัก) 5. อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี (สภาวธรรมไม่เป็นสองรองใคร หรือไม่เป็นน้องใครอีก แล้วปรินิพพานไว) ถ้าชรตาแล้วไม่มีอะไรไปเติมอีก ไม่สันตติต่ออีกเลย ก็อนิจจังของคุณก็ไปหา 0 สุดท้ายเป็นลักษณะ 4 ของสิ่งที่จะรู้ได้ด้วยนาม ญาณปัญญาคุณไปรู้ ด้วยตนเองเป็นปัจจัตตัง หรืออยู่ร่วมกับคนอื่นในโลกได้ ถ้าไม่สามารถมีคนรู้ ร่วมได้ด้วยก็เป็นปัจเจก แม้สมมุตว่า ปัจเจกสัมมาสัมพุทธะองค์นี้รู้ยิ่งกว่าสัมมาสัมพุทธะองค์อื่นแต่ไม่ประกาศศาสนา ก็ตายสูญคนเดียวก็ไม่มีอะไร คนอื่นก็ไม่รู้ด้วยกับท่าน แต่ถ้า ปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ มี 5 องค์ก็รู้กันแต่ละองค์ แต่ถ้าไม่บอกใครก็ของทิ้งทั้งนั้น ถ้าท่านมีองค์เดียว ท่านรู้ยอดแล้วไม่บอกใครก็ปรินิพพานก็ไม่มีอะไรเกิดในเอกภพนี้ก็ไม่มี ถ้าเข้าใจแล้วไม่สับสนชวนงง ใครจะใหญ่กว่าใคร ถ้าใหญ่กว่าสัมมาสัมพุทธะทุกองค์ก็มาพิสูจน์กับคนอื่นสิ คุณแสดงออกมาได้ไหม อย่างธัมมชโยแสดงออกมานี้มหานรกทั้งนั้น คนที่รู้ก็ไม่เอาด้วย คนโง่ก็ไปเอาด้วย
สื่อธรรมะพ่อครู(สัจจะ) ตอน สัจจะมีหนึ่งเดียวในโลกและสัจจะไม่มีในโลก เขาก็บอกว่าอันนี้ฉิบหาย เขาก็ตัดทางที่จะให้คุณทำ ถ้าคุณยังดิ้นอยู่ เขาก็จะทำให้คุณหยุดดิ้น จะหยุดดิ้นได้สูงสุดก็หมดลมหายใจ ถ้ามีลมหายใจก็ดิ้นแน่ อย่างเก่งก็ฉีดยาให้เป็นมนุษย์พืช สมัยนี้ทำได้นี่เรียกว่าเมตตานะ แต่ก็โหดแล้ว แล้วคนถูกฉีดยาไม่ยอม ก็ฝากเอาไว้โอฬารอีก ร้อยชาติไม่สาย ถ้าจองเวรจองกรรมกัน เข้าสู่เนื้อหา สัจญาณ ญาณคือความรู้ต้องดูด้วยสัจจะ ยุคนี้ จะมีอะไรที่พูดแล้วร่วมรับรู้กันได้ ยิ่งมีเทคโนโลยีอะไรที่ให้รู้ได้ ไม่ต้องสัมผัสกับตัวจริงก็รู้ได้เท่าที่รู้ได้ก็เป็นข้อจำกัดที่ให้เรารู้ได้ 1 คุณมี ตาหูจมูกลิ้นกายใจ เป็นทวารรับรู้ 2 มันตรงกับคนอื่นไหม 2 คน หรือ 3 คนหรือมากคน แต่ถ้ารู้กันแค่ 2 คน คนอื่นไม่รู้ด้วย ก็โง่แค่ 2 คน อันที่คนอื่นรู้ร่วมกันได้มากเท่าใดอันนั้นเป็นความจริงกว่า เอารู้ร่วมกันได้มากกว่าแค่แม้ครึ่งคน 1 คนก็ชนะแล้ว แต่นี่มีไม่รู้กี่ล้านๆๆคน กับอีกหมู่นี้ล้านๆๆๆๆ แค่มีมากกว่ากัน 1 คนก็ชนะแล้ว จะเอาชนะหรือแพ้ สัจจะ ก็เอาสมมุติสัจจะมายืนยันว่าจริง แต่แท้ไม่เที่ยง เกิดเป็นตามกาละ ดินน้ำไฟลม หรือ ที่ผสมมายืนยันต่อกันเท่านั้นเอง นอกนั้นไม่มีอะไรจริง พระพุทธเจ้าถึงบอกว่า สัจจะไม่มีจริง แต่ถ้าจะมีจริงคุณจะต้องมีพวก เป็นหนึ่งเดียวตรงกันหมด ล้านคนตรงกันหมด ร้อยล้านพันล้านตรงกำหนด ใครจะมากกว่ากันเท่าไหร่ มากคือเยภุยยสิกา มากคือชนะ สรุปแล้วสมมุติสัจจะ มันไม่มีจริงหรอก ถ้าจะมีจริงต้องตรงกัน ทีนี้ที่มี มันจะอยู่นิรันดรไหม ก็ไม่อยู่ ไปหาไม่มี เพราะฉะนั้นสัจจะ ก็เถียงกันเท่าที่มี คนจะจบ แม้เราจะฟังแล้ว เรายังไงๆ ก็ยืนยันว่าเราดีกว่าเรายึดนี้ดีกว่าที่เขายึดไม่ดีกว่า คุณจะยืนยันอย่างไรหากไม่ลงกันก็แย้งกันทะเลาะกันก็ทุกข์ หากเราไม่ยึดก็วางก็ไม่ทุกข์ ใครอยากยึดก็ let it be เราไม่ยึดก็จบ ไม่ยึดแล้วก็สูญ ยึดก็มี คุณจะแบกไปอีกกี่ชาติก็แล้วแต่ ถ้าจบ 0 ก็จบตรงนี้ยึด ถ้าจริงต้องมีพวกยอมรับกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป ก็ถือว่าเป็นความจริงที่มี แต่ถ้าเราจะร่วมกับเขา ก็ไปร่วมแม้จะเห็นว่าไม่เหมือน ไม่ต้องขัด หากขัดก็วิวาท ขัดแย้งดีไม่ดีคนใจร้อนใจแรงก็รับวิบากเองนะ ไปขัดเขาแล้วมันใจร้อนใจแรง สู้เขาไหวไหมล่ะ สู้เขาไหวก็ได้เอาสิ แล้วมันจะหยุดไหม คนสู้ไม่ได้จะจองเวรไหมก็ยาวยืดไปอีก สรุปแล้วสัจจะพิจารณาจากปรมัตถ์หรือปัญญาของเรา ปัญญาธาตุรู้จึงเป็นความรู้ที่เฉพาะบุคคล ตนจะวางหรือตนจะต่อ ถ้าตนต่อ ก็ต้องเอาไปเปรียบเทียบกับอะไรต่อ ต้องมีการเปรียบเทียบ และการเปรียบเทียบนั้นแหละ มันไม่มีความจริงหรอกว่าอะไรถูกหรือผิด หรืออะไรดีอะไรไม่ดี มันจะจริงก็ต่อเมื่อคนอื่นมาร่วมรับรู้ ถ้าเขาไม่ร่วมรับกับคุณ คุณก็แพ้อยู่ดี คุณถูกอยู่คนเดียว คนอื่นเขาไม่ถูกแล้วคุณจะทำอะไรได้ ใช่ไหม มันทําไม่ได้ เขาไม่ให้คุณทำหรอก มีคำขอบคุณสำนักพิมพ์กลั่นแก่น ว่าขอแจ้งเลื่อนหนังสือออกไปเป็นงานมหาปวารณา พฤศจิกายน ธรรมดาออกในวันเกิดเราคิดอะไร ตุลาคม ผู้ใดจะสมทบทุนติดต่อที่ lineID baiyanang หรือ โทร 081 2537677 (พ่อครูไอ) สมณะเพาะพุทธว่า...สัจจะต้องมีพวกร่วมรับรู้กับเรา แม้เป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธะหากไม่มีคนรู้ร่วมได้แม้คนเดียวก็ไม่เป็นประโยชน์ต่อโลก ศาสนาพุทธเป็นพลังรวมสังคม อันใดที่ไม่ได้เป็นไปเพื่อร่วมกันรวมกัน อันนั้นไม่เรียกว่าศาสนา ถ้าเราอยากเข้าถึงสัจจะต้องพยายามเข้าถึงการรู้ร่วมกับคนอื่น ถ้ารู้คนเดียวไม่เป็นประโยชน์ต่อโลก สัจจะต้องเป็นอัตถะ ไม่เป็นอัตตา ทำให้คนอื่นรู้ร่วมด้วย พ่อท่านเน้นย้ำว่า ถ้าจริงต้องมีพวก ถ้าไม่มีพวกยังถือว่าไม่จริง อาจเป็นจริงส่วนบุคคลแต่ไม่เป็นประโยชน์ต่อโลก ปัญญาเป็นธาตุรู้เฉพาะตน จะต่อหรือไม่ต่อก็แล้วแต่เรา พ่อครูว่า... ขอสรุป สัจญาณ
สื่อธรรมะพ่อครู(สัจจะ) ตอน สัจญาณ กตญาณ กิจญาณ อันลึกซึ้ง ตกลง สัจญาณ เป็นสิ่งที่ต้องมีครบทั้งสมมติสัจจะและปรมัตถสัจจะ ปรมัตถ์หมายความว่าส่วนตัว สมมุติต้องมีผู้ร่วมรู้ตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป จึงเรียกว่าสมมติ สมมุติสัจจะ ถ้าไม่ได้ประกาศ มันไม่สามารถที่จะเป็นสมมุติสัจจะ มันเป็นปรมัตถสัจจะอย่างเดียว ต่อให้ปรมะ แปลว่าเลิศยอดใหญ่บรมในอัตถะเนื้อหาเท่าใด แต่ไม่สามารถทำให้คนอื่นดูได้เป็นคนที่ 2 คุณก็ตาย ปรินิพพานไป ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรในโลก พูดไม่ได้ตอบไม่ได้ยืนยันไม่ได้เลย ยกประโยชน์ให้สูญไป เวิ้งว้างจับไม่ติด จะมีสัจจะต้องมีในมนุษย์ สัตว์เดรัจฉานเก่งขนาดไหนก็แล้วแต่ไม่สู้มนุษย์ มนุษย์เท่านั้นที่จะสามารถรู้แล้วเอามาใช้ประโยชน์ให้เป็นคุณประโยชน์ แต่เอาไปทำเป็นโทษก็เยอะ เราก็ไม่เอาแบบนั้น สมมุติสัจจะ จึงต้องมีพวกตั้งแต่ 1 จนถึงนับไม่ถ้วน
กิจญาณ ต้องมีการกระทำการประกอบการ สัตว์มันทำการกิน มันทำการเดิน เคลื่อนไหว ทำการต่อสู้ มันทำการทำร้าย หรือแม้แต่สัตว์เดรัจฉานทำการช่วยเหลือเกื้อกูล เลี้ยงดู สัตว์มันก็ทำเป็น คนก็ต้องทำเป็นยิ่งกว่า กิจญาณ ญาณรู้ว่า การกระทำอย่างไรเป็นโทษ การกระทำอย่างไร เป็นคุณ คนที่ไม่โง่ การกระทำเป็นโทษก็ต้องเรียกว่าไม่ดี ชั่ว การกระทำเป็นคุณก็เรียกว่าดี เราสื่อด้วยภาษาไทย ให้ตรงกัน สื่อรู้แล้วก็ทำตรงกัน คุณจะทำดีไม่กระทบใคร จะชั่วคนเดียวไม่กระทบกับใครเลย จะร้ายแรงเลวเท่าไหร่ไม่กระทบใคร ก็เรื่องของคุณ แต่ถ้าทำแล้วมันไปกระทบ อย่างน้อยความรู้สึกของผู้เห็นผู้รับรู้ก็ชั่วแล้ว ถ้ายิ่งกระทบไม่แค่ความรู้สึก กระทบ จนเขาปฏิบัติประพฤติในสิ่งที่ไม่ดีตาม แล้วขยายผลตามก็กลายเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่บานปลาย มีผลกระเทือนต่อมวลของโลก เกิดกระแสของโลก มันก็ไม่ดี กรรมวิบากเป็นเรื่องอจินไตย ตราบใดที่ยังไม่ปรินิพพาน มีเชื้อชีวะ ในวัฏสงสารไม่สลายเชื้ออัตภาพก็มีผลต่อคุณทั้งนั้น เป็นความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าอาตมาเห็นจริง เรื่องผลกระทบย้อนมาหาตนนี้ มันซวยมันลำบาก ไม่เอา อาตมาเชื่อกรรมวิบากกรรมเป็นของของตน เชื่อในความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า อาตมาเชื่อสี่อย่างนี้ กรรมเป็นของของตน พระพุทธเจ้าตรัสรู้จริง เรามีกิจญาณ จะทำอะไรเมื่อสัมผัสสัมพันธ์กระทบกระแทก ถ้าจะกระทบกระแทกคนอื่นก็ให้เป็นคุณค่าประโยชน์ ถ้าเป็นโทษก็ต้องรับอยู่ดี มันจะตอบแทนเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น มันไม่หายไปไหน ในกิจญาณของเรา คนมีความรู้ที่จะรู้ว่าอันนี้เป็นคุณ อันนี้โทษ พระพุทธเจ้าจบที่รู้คุณรู้โทษ รู้ถูกรู้ผิด อันนี้จบ จะแถมรู้ดีรู้ชั่วก็ได้ แต่รู้คุณรู้โทษ รู้ถูกรู้ผิด เราไม่ทำสิ่งเป็นโทษ เราทำสิ่งที่เป็นทรัพย์ของเรา สิ่งที่ต้องอาศัย ถ้าเรายังไม่สูญเป็นปรินิพพานก็มีผลต่อตัวเราอยู่ดี คำว่ากิจญาณ จึงมีการตอบการรับเรียกว่า ปฏิ Action Reaction อนุโลมปฏิโลมอยู่ตลอดเวลา แล้วก็เกิดผลขึ้นมา ผลอันนั้นจะเรียกว่า ฆ ตัวฆ ระฆัง จึงเรียกด้วยพยัญชนะว่า ปฏิฆะ ผู้ใดรู้ว่าเราสร้างเอง ปฏิฆะ จะมาทำร้ายเรา คำว่าปฏิฆะคือยังมีโทษต่อเราอยู่ แต
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive