600802_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ศิลปะในการประกอบบุญ_.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์354 KB
วันที่แก้ไข21 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

600802_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ศิลปะในการประกอบบุญ

สมณะฟ้าไทว่า…วันพุธที่ 2 สิงหาคม 2560 ขึ้น 10 ค่ำ เดือน 9 ปีระกา ที่ราชธานีอโศก วันนี้ก็มีบางคนอาจจะดีใจ บางคนอาจจะเสียใจ เมื่อได้ฟังคำตัดสินคดี 7 ตุลาคม 51 ของพันธมิตร ศาลยกฟ้อง สมชาย วงศ์สวัสดิ์ พลตำรวจเอก พัชรวาท วงษ์สุวรรณ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินก็จะเสียใจ แต่ในโลกนี้ก็มีทั้ง 2 ด้าน ทุกอย่างเป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่เที่ยง ฝ่ายพันธมิตร ถ้าเรามั่นใจว่าเราได้ทำเพื่อมนุษยชาติ ได้ทำกุศลอย่างเต็มที่แล้ว ส่วนคนที่ทำอกุศลก็ได้รับวิบากของเขาเอง เราก็ทำใจ ให้อภัยเขา เห็นใจ เข้าใจเขา ทุกอย่างมีเหตุปัจจัย บางอย่างเราไปทำอะไรไม่ได้ แม้แต่ทางคดีของชาวอโศกก็ต้องแพ้ ไปตามเหตุปัจจัยที่ควรจะแพ้ แต่พ่อครูได้พาทำ ก็พาลดละกิเลส ตั้งหน้าตั้งตาทำดีต่อไป ก็ไม่เห็นจะเสียอะไร เราก็ทำดีต่อไปทุกวัน หรือเราสามารถลดละกิเลสให้เป็นอาริยบุคคลได้ทุกๆวัน เป็นเหตุปัจจัยที่เรากำหนดได้ เราก็ทำการเปลี่ยนแปลงตัวเราเองให้ได้ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด พ่อครูพาทำมา 47 ปี ก็พัฒนาแต่ละคนไปเรื่อยๆ พวกเราก็ดีขึ้นๆ แต่ว่า บารมีอาจมีน้อย ความพากเพียรไม่มากพอก็เลยช้า เหตุปัจจัยทางสังคมก็รุนแรง พระโพธิสัตว์ก็ตั้งใจทำเต็มที่ อาตมาเกิดปีหมา เป็นหมาตัวน้อยๆ ก็พากเพียรทำให้ได้ แล้วแต่วิบากตัวเองที่ขวางกั้นอีก ต้องมีเหตุปัจจัยที่ครบจึงจะได้ เหมือนอาตมาตั้งไว้ว่า ปฏิบัติธรรมสัก 5 ปีจึงจะมาบวช แต่ว่า เมื่อปฏิบัติไป 3 ปี เหตุปัจจัยถึง ก็เข้ามาบวชได้ ก็แล้วแต่เหตุปัจจัย พ่อครูว่าการทำงานของท่านนั้นเผื่อพอไว้ เหมือนเราทำอาหารเลี้ยงคน 100 คน ก็ต้องทำเผื่อไว้ เหลือไว้ส่วนหนึ่ง พ่อครูก็ทำงานเช่นนี้ไม่ให้ขาด แต่ให้เกินไปส่วนหนึ่ง ไม่บกพร่อง เราก็ทำตาม

อ่านต่อ

ครูบาอาจารย์ ทำเผื่อไว้ ในกุศล แม้การลดละกิเลสก็ทำให้มาก ทำให้เป็นของจริงในตัวเรา แม้ใครจะบอกว่าเราไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร เราก็มีของเราแล้ว วันนี้พ่อครูก็จะมาแจกแจงไขธรรมะให้พวกเราเป็นอาริยบุคคล เป็นอมตบุคคลได้

สื่อธรรมะพ่อครู(ศิลปะโลกุตระ) ตอน มงคลอันอุดมคืออย่างไร พ่อครูว่า...เจริญธรรมทุกคน ชีวิตก็ยังมีอยู่ ยังไม่ตาย พูดก็ยังได้อยู่ กำลังวังชาก็ยังนำมาใช้ ใช้กำลังมาปรุงแต่ง คิดอ่าน สาธยาย สิ่งที่ควรสาธยาย ก็ยังทำได้อยู่ อาตมานึกเมื่อกี้นี้แวบหนึ่ง เกิดมาอายุ 80 กว่าแล้ว ก่อนจะถึงอายุ 80 อยู่ทางโลกมา 36 ปี เราก็มีชีวิตทำมาหากิน แบบมนุษย์โลกเขาไป แต่เราก็เลิก มาทำงานทางนี้ตั้ง 47 ปีแล้ว ยาวนานกว่ามีชีวิตทางโลก อยู่ทางโลกมา 36 ปี ก็เบื่อ เลิก ไม่ทำงานแบบนั้นแล้ว ไปแข่งขันแย่งลาภยศ ขอส่วนแบ่ง ลาภ ยศ สรรเสริญ แม้แต่ไม่เรียกว่าแบ่งก็ตามในโลกียสุข มาบำเรอตน ก็ต้องไปเอามาจากโลกเขา มาสัมผัส ตา หู จมูก ลิ้น กาย มาเสพ ก็หลงตามโลกเขาไป 36 ปี ที่จริงก็รู้ตัวก่อน 36 ปี เพราะปฏิบัติธรรมก่อนอายุ 36 ปี ตั้งแต่อายุ 30 กว่าๆ ปฏิบัติและเห็นจริงเห็นจัง ว่า เรามาเสียเวลาอยู่ทางโลก หลงโลกตั้ง 36 ปี ไปเป็นตัวแย่งเขา ให้เขาเดือดร้อน แต่ถ้าเราไม่ไปแย่ง ก็ปล่อยไป มาทางนี้ มาบอก บอกอะไร บอกทุกคนว่า ชีวิตนี้ ชีวิตก็มา แย่งชิง ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ได้มาก็ผ่านไป ยึดมั่นถือมั่น สารพัด ยิ่งมามองเห็นว่า ถ้าเรายังจะไปทำอย่างที่เขาทำอยู่ สมมุติว่า อาตมาอยู่ก็ทำงานทำการ ล่าลาภยศ สร้างความร่ำรวยมั่งมี อาตมาก็คิดว่า คงจะร่ำรวยมั่งมีพอได้ เพราะอยู่ในระยะแรกเริ่มบุกเบิก เรื่องธุรกิจบันเทิง อาตมาชอบทุกอย่างในธุรกิจบันเทิง จะเปิดเป็นบริษัทใหญ่เลย เหมือนกับสำนักแกรมมี่ RS อะไรของเขา อาตมาก็ทำหนังสือพิมพ์ด้วย สารพัดหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นเชิงข่าว เชิงขาย นวนิยายก็ชอบ ก็คงทำสำนักงานใหญ่ ตั้งชื่อ สำนักงานหัวใจสีชมพู ออกแบบโลโก้ไว้ ทุกวันนี้ ใช้มาเป็นโลโก้ของบุญนิยมทีวี เป็นรูปหัวใจอยู่ตรงกลาง แต่ชมพูจัดจังเลย ชมพูแดง แล้วมีความเป็นไทย มีลายไทย มีความหมายของสุญญตาอยู่ตรงกลาง เป็นรังสีสุญญตา ออกจากหัวใจให้แก่โลก จากหัวใจเราไปสู่โลก ก็ออกแบบไว้อย่างนี้ ตั้งแต่ตอนโน้น ในโลกก็ต้องมีศิลปะ ศิลปะ พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นมงคลอันอุดม เอตัมมังคะละมุตตะมัง อาตมามีลุงหมอสุรินทร์ พรหมพิทักษ์ เอาอาตมาไปให้สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ตั้งชื่อให้ ท่านก็ตั้งให้ว่าชื่อมงคล คือสิ่งนำพาไปสู่ความเจริญสูงสุด อาตมาก็มั่นใจว่าอาตมาเข้าใจ รู้ โลกุตระคืออะไร ยังนึกอยู่เลยว่า ทำไมชีวิตนี้เราต้องไปเรียนศิลปะ น่าจะไปเรียนอะไรเยอะแยะ แต่ตอนนี้รู้แล้วว่าทำไม แล้วก็นำความหมาย หรือสภาพที่ประกอบความเป็นศิลปะมาใช้ นำพาไปสู่อุตมะหรือโลกุตระ อุดร คือสิ่งสูงสุด จนอาตมาใช้คำว่า ศิลปะโลกุตระ เป็นศิลปะที่มีความหมาย ในโลกนี้ไม่มีคนรู้จัก ว่าศิลปะเป็นโลกุตระอย่างไร มีด้วยหรือ ศิลปะที่เป็นโลกุตระมีด้วยหรือ อาตมาเคยพูดหลายทีแล้ว ศิลปินแห่งชาติ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เราแสดงนิทรรศการศิลปะที่ชั้นสองพระวิหารพันปี เราก็เชิญเขามาดู อาตมาก็ได้ยินกับหู เขาก็พูดเปรยออกมาว่า ศิลปะมีโลกุตระด้วยหรือ? อาตมาก็ว่า ศิลปิน ที่ได้รับการยกย่อง เป็นศิลปินแห่งชาติ คนอื่นๆก็ดี ก็คงคิดเช่นกันว่า ศิลปะมีโลกุตระด้วยหรือ? อาตมาแบ่งชั้น คนที่เขาคิดว่าเป็นงานศิลปะ เขาคิดว่านะ แบ่งไว้ 5 ชั้น ความจริงมันไม่ใช่ศิลปะมาตั้งแต่ชั้นที่ 1 คือ 1. ลามก งานที่ทำเป็นงานลามก มอมเมาเลอะเทอะ จิตผู้รับสัมผัสแล้ว นำไปสู่อบายหลงใหลโลกียะ ทั้งลาภ โลกธรรม ด้วยกาม ด้วยอัตตา เช่น อัตตา แปลว่าตัวตน เสร็จแล้ว คนที่เป็นศิลปินเป็นคนที่มีอัตตาสูงมาก นึกว่าตนเองอยู่ในภพชาติตนเอง กำหนดหมายว่าต้องได้อย่างที่ตนคิด อย่างนั้นอย่างนี้ แสดงจิตเจตนารมย์ จินตนารมย์ก็ได้ ของผู้ที่เขานึกว่าเป็นศิลปิน แสดงออกด้วยองค์ประกอบ เส้น แสง สี เสียง ที่เอามาใช้ เดี๋ยวนี้ มีองค์ประกอบมากมาย มีวัตถุด้วย แต่ก่อนแค่จิตรกรรม เส้น แสง สี แต่ถ้าปฏิมากรรมก็มีอุปกรณ์ทำเป็นรูปเป็นร่าง ถ้าสถาปัตยกรรมก็เป็นอาคารสถานที่ใหญ่โต ถ้าเป็นวรรณกรรมก็สื่อสารทางภาษา ร้อยเรียง เพื่อจะนำพาไปให้เกิดจิต ผู้ทำ ผู้ที่เป็นศิลปิน ถือว่าเป็นผู้สร้างงานจะมีเจตนารมย์ จินตนารมย์ สื่อออกไปด้วยฝีมือ การเขียน ปั้น สร้าง แล้วแต่เขาจะประกอบงานของเขา ให้คนสัมผัส แล้วแต่คนจะนึกคิดไปอย่างไรก็ได้ ที่หมายของเขานี่แหละ บางคนที่นึกว่า ตนเองเป็นศิลปินเป็นผู้สร้างงาน แต่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า งานที่ตนเองทำมานี้ เป็นงานศิลปกรรม วรรณกรรม สถาปัตยกรรม คีตกรรม นาฏกรรม Music and drama ก็ตาม เขาก็สื่อออกมาเพื่อให้คนบริโภคสัมผัสแล้วเกิดชอบใจ ถ้าเกิดพอใจชอบใจ ได้คิดค้นวิธีการต่างๆประกอบออกมา เพื่อให้คนสัมผัสแล้วก็เกิดความรู้สึกประทับใจ จริงๆแล้ว ศิลปะที่เป็นมงคลอันอุดมนั้น ทำออกมาให้เกิดความรู้ ศิลปะนั้นต้องต่อมาจากความรู้ ถ้าไม่มีความรู้ งานนั้นไม่ใช่ศิลปะเลย ศิลปะต้องมีความรู้เป็นรากฐาน เป็นแกน เสร็จแล้ว แกนรากฐานของงานเราเรียกว่าสารศิลป์ แล้วให้คนมาสัมผัสชม บริโภค แล้ว ในตัวศิลปินจะต้องให้มีสุนทรียศิลป์ประกอบกัน เพื่อที่จะชี้ชวนนำพา เหมือนดอกไม้จะต้องมีสี มีกลิ่น ชี้ชวนให้แมลง ลงมาตอม เพื่อให้เกิดสัมผัสเอาเกสร ไปแพร่พันธุ์ สุนทรียศิลป์คือสิ่งชี้ชวน เหมือนกับคนต้องรู้ว่าเราจะทำอะไรออกมา จะทำยาเพื่อรักษาโรคนี้ จะสร้างยาออกมา แล้วเป็นสารศิลป์ ไม่มีองค์ประกอบของสุนทรียศิลป์ มีแต่สาระ ก็เลยกินยาก คนไม่สนใจ ไม่อยากได้ เขาจะต้องมีสี มีกลิ่น มีน้ำตาล อะไรพวกนี้ อาศัยสิ่งประกอบ ปรุงแต่งเพิ่มเติม เพื่อให้คนรับสาระนี้ได้ คือศิลปินจริงๆ มีความรู้ที่เราจะต้องการสื่อสาร ทำยานี้เพื่อรักษาโรคอะไร ของพระพุทธเจ้านี้รักษาโรค ทุกข์อริยสัจ คือให้ธรรมะ รักษาทุกขอาริยสัจ คือศิลปะ ทุกวันนี้ ศิลปินหรือศิลปะที่พูดกันทั่วโลก มันไม่ได้อยู่ในแนวของศาสนาพุทธเลย มันแตกแขนงทางเทคนิค ทางความคิด เป็นเทคนิคทางความคิด แตกออกไปเพื่อจะสร้างอะไรก็แล้วแต่ ตามเจตนารมย์ จินตนารมย์ของตัวเองเท่านั้นเอง แล้วเรียกชื่อ ศิลปะเชิงต่างๆ เละเทะ เยอะแยะไปหมด เป็นสิ่งที่มอมเมามนุษย์ในโลก ไม่ใช่ศิลปะ แต่เป็นศิลเปรอะ คนก็ถูกครอบงำความคิดว่าเป็นศิลปะ ก็เกิดความชอบใจ จะต้องซื้อ และเอามาเป็นของฉัน ใช้จิตวิทยาซื้อมาราคาแพง ได้ราคาแพงเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เอาไปประมูลกัน การประมูลคือการสร้างจิตวิทยา ศิลปะราคาแพงคือการสร้างราคาขึ้นมา เสร็จแล้วกลายเป็นอันนั้นเป็นตัววัดค่าว่าเป็นศิลปะสูงค่า มันออกนอกสัจจะสาระ อะไรออกไป มันผิดไปจากเจตนารมย์มงคล อาตมาเอง เรียนศิลปะมา แล้วก็ทำงานทุกวันนี้คือทำงานศิลปะ 100% ทำงานศิลปะที่เป็นมงคลอันอุดม ศิลปินจริงๆต้องรู้สารศิลป์ของตนเองว่า เราจะเอาอะไรออกมาให้คนสัมผัส แล้วเขาจะได้บรรลุสาระอันนั้น นอกนั้นเป็นส่วนประกอบสุนทรียศิลป์ ให้คนรู้สึกชวนดู วิธีชวนดูก็ใช้ สีสัน เส้น แสง โดยเฉพาะเรียกว่าความแปลก ที่คนสนใจว่าแปลกดี สนใจอะไร? ก็คือสุนทรียศิลป์ คือสิ่งที่ชี้ชวนให้คนมาชม ชมแล้วได้สาระไหม ถ้าได้สารศิลป์เพียงพอ ได้ประโยชน์เพียงพอ สาระนั้น ถ้านำไปสู่การบรรลุธรรมสูงสุดนั่นแหละ คือนิยาม ศิลปะคือมงคลอันอุดม สิ่งที่นำพาไป จูงนำไปสู่จุดสูงสุด สิ่งที่นำพาไปนี้ ภาษาอังกฤษคือ คอนเวอร์เจนซ์ Convergence ให้ไปสู่จุดสำคัญสูงสุด Interest point อาตมาใช้ทั้งจิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม วรรณกรรม คีตกรรม นาฏกรรม ทั้งหมด มารวมการใช้ พร้อมทั้งเอาคน มาเป็นวัตถุดิบ ในการทำงานศิลปะ รวบรวมทั้งแผ่นดินอาณาเขต ดิน น้ำ ลม ไฟ ต้นหมากรากไม้ ภูเขาลำธาร เอาทั้งหมดมาสร้างองค์ประกอบศิลป์ เพื่อให้เกิดการบรรลุทางจิตของแต่ละคนให้ได้ นี่คือศิลปะที่อาตมาทำ งานที่อาตมาทำ เพราะฉะนั้นอาตมาจึงไม่ต้องเขียนเอง ไม่ต้องปั้นเอง ไม่ต้องสร้างพวกนี้ ออกแบบสถาปัตย์เอง วรรณศิลป์เอง ก็ไม่ต้องเขียนเอง พวกเราช่วยกันเยอะแยะ ทั้งพูด ทั้งเขียน แล้วก็มีทั้งดนตรีกาล มีทั้งท่าทีลีลา ดรามาติค ต่างๆ แสดงออกไป แล้วได้ผลไหม? ก็ได้ผล ได้ผล ผลคืออะไร ลดกิเลส จะมีมหาวิทยาลัยไหนในโลกที่เขาสอนกัน มหาวิทยาลัยทางศิลปะและเขาสอนกันว่า ทำงานออกไป แล้วให้คนมาลดกิเลสได้ นี่นะ จะมีมหาวิทยาลัยไหนในอเมริกาที่สอน จบดร.อเมริกามา มีไหม เรากำลังขอเขาตั้งมหาวิทยาลัย เรากำลังให้การศึกษาเพื่อให้เกิดผลต่อชีวิตจริงๆ นำไปสู่จุดสูงสุด ซึ่งวิชาการเหล่านี้คือ วิชาการของพระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ ท่านมีทฤษฎีความรู้วิชาการทั้งหมด เดี๋ยวนี้ได้บันทึกไว้ เรียกว่าพระไตรปิฎก มี 45 เล่ม ยังเอามาใช้ไม่หมด อาตมาจะตายอีก 8 รอบ ก็ยังใช้ไม่หมด แต่ไม่รู้ว่าจะตายตอนแรกเมื่อไหร่ ยังใช้ไม่หมด ร่ายไป บรรยายไป ยาวมาก แต่ที่จริงไม่มีอะไรเลย บรรยายอะไรมากมายคือ เพื่อให้ผู้คนสูญ สูญคือไม่มีอะไร

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ศิลปะในการประกอบบุญ เหมือนพูดเล่นๆ แต่เป็นเรื่องที่อาตมาอยู่กับทางโลก พอมีความรู้ความสามารถ ทำมาหากินแลกลาภยศ ก็พอได้ แต่ออกมาทำให้ทางศูนย์ 40 กว่าปี ก็ยังมีอะไรทำต่อไป ก็ยังรู้สึกว่ายังไม่หมดเลยที่ของพระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ ที่จะเอามาธิบายให้ฟัง สิ่งที่จะอธิบายให้ฟังนี้ ที่พยายามขยายความ แต่ละความหมายๆ อาตมาว่าสำคัญ แล้วต้องพยายามเข้าใจนัยสำคัญให้ได้ แล้วเอามาปฏิบัติให้เกิดผลตามนัยสำคัญนั้น เช่น คำว่าบุญ หรือปุญญะ ซึ่งอาตมาเห็นความหมายของคำว่า บุญหรือปุญญะนี้ สุดยอด มีศาสนาเดียวในโลกที่มีสภาวะที่ชื่อว่าบุญ บุญคืออะไร บุญคือพลังงานชนิดหนึ่ง ที่คุณจะต้องสร้างจัดการ ปรุงแต่ง สังขาร เรียกเต็มๆว่าอภิสังขาร เรียกเต็มอีกทีว่า ปุญญาภิสังขาร สร้างพลังงานนี้ให้ได้ แล้วมีฤทธิ์ เป็นธรรมฤทธิ์ เป็นฤทธิ์ที่ยิ่งใหญ่ของพลังงานนี้ เอาไปทำลายฤทธิ์พลังงานราคะ พลังงานโทสะ พลังงานโมหะ สลายได้ นั่นคือบุญ ผู้ใดสามารถสร้างพลังงานบุญนี้ได้ และมีประสิทธิภาพจัดการกับพลังงานในตนเองคือ ราคะ โทสะ โมหะ ที่มีในคนที่อวิชชาทุกคน แล้วใช้สร้างอภิสังขาร สร้างพลังงานนี้ขึ้นมา ปราบ ทำลาย กำจัด ชำระ พลังงาน ราคะ โทสะ โมหะของตนให้ได้ นี่คือความรู้ ยอดรู้ของพระพุทธเจ้าที่สรุปให้ ทุกวันนี้คำว่าบุญได้เพี้ยนไปไกล บุญไม่ใช่กุศล ถ้าว่าจริงๆแล้ว พูดโดยภาษาคนโลกๆว่า บุญนี้คืออาวุธร้าย เพราะเป็นตัวเครื่องทำลาย ทำลายหน้าที่เดียว ทำลายอย่างเดียว ทำลายเสร็จแล้วหมดไปเลย หายไปเลย หมดหน้าที่ เหมือนพลังงาน คนเอาพลังงานความร้อนไปใช้งาน พลังงานความร้อนก็หายไป เอาพลังงานความเย็นมาใช้ก็หายไป เอาพลังงานไฟฟ้ามาใช้มันก็หายไป เมื่อใช้เสร็จเหมือนกัน บุญเมื่อใช้เสร็จ เกิดประสิทธิผลเสร็จ ก็หายไป บุญคือพลังงาน หน้าที่ของพลังงานนั้นทำเสร็จแล้วก็หมดหน้าที่ แล้วเป็นหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ เพราะต้องใช้ชำระพลังงานราคะ โทสะ โมหะ ของตน ไอน์สไตน์ ค้นพบพลังงานนิวเคลียร์ ทางวัตถุ แล้วใช้กันอยู่ทุกวันนี้ มีทั้งประโยชน์และเป็นโทษ แต่พลังงานหรือสูตรสำเร็จทฤษฎีของพระพุทธเจ้า ไม่มีโทษภัยเลย แต่เป็นพลังงาน เหมือนกับพลังงานอะไรก็แล้วแต่ พลังงานนิวเคลียร์เป็นระเบิดนิวเคลียร์ เมื่อเอาระเบิดนิวเคลียร์ไปทิ้ง มันก็ทำงานระเบิดเถิดเทิง ที่ฮิโรชิม่า นางาซากิ 2 ลูก พังสลายไป แล้วระเบิด 2 ลูกนี้ก็หายไป เหมือนกับบุญ ทำงานสำเร็จผล แล้วก็หายไป จบเลย ในคนใดๆ ถ้าไปสะสมบุญ คนนั้นโง่ตายชักเลย เพราะว่าคนเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า จะต้องจัดการใช้ระเบิดนิวเคลียร์นี้ ระเบิดไฟราคะ โทสะ โมหะให้ได้หมด ระเบิดเสร็จ ระเบิดนี้ก็หายไป หมดอาสวะ อนุสัย ก็หมดระเบิดนิวเคลียร์อีกเลย สูญเลย จบ อาตมาว่าคงไม่มีใครคิดพูดเหมือนกับอาตมา ครูบาอาจารย์สอนธรรมะก็คงไม่มีใครมาสอนอย่างนี้ คนฟังบางคน ถามว่าโพธิรักษ์สอนธรรมะอะไร ธรรมะอยู่ตรงไหน? สมณะฟ้าไทว่า...ถ้าพูดเอาแค่ภาษา ไม่มีสภาวะ ก็คงพูดอย่างนี้ไม่ได้ พ่อครูว่า….ก็จริง ระเบิดหรือว่าพลังงานพิเศษอันนี้ ทุกคนต้องมาสร้างขึ้นให้ได้ ถ้าสร้างขึ้นแล้วก็ใช้เป็น มันเป็นเรื่องยิ่งใหญ่นะ ผู้ที่สร้างพลังบุญได้ ทำให้พลังงานเป็นบุญ แล้วทำหน้าที่ชำระถูกราคะ โทสะ โมหะ ในจิตใจตน คุณทำได้จริงเลยนะ สุดยอด ทีนี้ทุกวันนี้เข้าใจคำว่าบุญเป็นกุศล คือไม่ใช่พลังงานที่ทำลายกิเลสให้สูญหายไป แต่ไปสะสม ไปแปลว่าความดี บุญไม่ใช่ความดี บุญเป็นอาวุธร้าย คนฟังแล้วก็จะบอกว่า อาตมามองในแง่ร้าย เพ่งโทษ คนที่จะมีบุญไว้ในตัวเองเป็นคน ซวย คนจะต้องสร้างขึ้นมา บุญจะเกิดขึ้นได้ คนจะต้องสร้างทันที พลังงานที่ไม่มีอยู่ไหน อยู่ที่คนทุกคน จะต้องมีอาการ 32 นี้ ขององคาพยพของชีวิตคนนี้ แล้วก็มาพยายามรวมกันสร้างพลังงานนี้ขึ้น สร้างเพื่อกำจัดพลังงาน ราคะ โทสะ โมหะ ที่มันมีอยู่ในตัวเรา อยู่ในอนุสัย อาสวะนี้ รู้ให้ได้ว่าพลังงานที่เป็นราคะ โทสะ โมหะ โดยมีเหตุปัจจัยมากระทบสัมผัสให้มันเกิดอาการพลังงานอันนี้ ให้เกิด ราคะ โทสะ โมหะ มีสัมผัส ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัสแล้วเกิดอาการในจิต แล้วต้องใช้พลังงาน คุณต้องประกอบปุญญภิสังขาร ประกอบพลังงานบุญ เพื่อเอามากำจัด ในปัจจุบันนั้น มันมีในปัจจุบันนั้นเท่านั้น บุญมีในปัจจุบันนั้น เหตุปัจจัยครบก็เกิดบุญ และมีหน้าที่ทำลายกิเลส ชำระ ราคะ โทสะ โมหะ พระอรหันต์ไม่มี ราคะ โทสะ โมหะ ท่านก็จะสร้างบุญขึ้นมาอีกไม่ได้ มีแต่บอกว่าท่านได้สร้างของตัวเองอย่างนี้ แล้วบอกให้คนอื่นทำอย่างนี้ๆ ทำใจในใจอย่างนี้ให้เป็นบุญ อภิสังขารเพื่อทำลายราคะ โทสะ โมหะ ต้องทำลายอย่างเป็นลำดับ เอาอย่างหยาบ ตั้งแต่อบายก่อน ต่อมาเป็นกาม แล้วเหลือภายในเป็นรูป อรูป ก็ไล่กำจัดให้หมด สรุปความรู้ของพระพุทธเจ้า คือให้คนมาเรียนรู้ สร้างพลังงานบุญ ปุญญาภิสังขาร สร้างหมดแล้วจบ ปุญญาภิสังขาร อภิสังขาร 3 ผู้ที่จะเข้าใจ อภิสังขาร 3 อย่างชัด แล้วก็พูดถูก โดยเฉพาะต้องทำถูกได้จริงๆ จึงจะชัดจริงๆ อภิสังขาร 3 คือ ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อาเนญชาภิสังขาร ของท่านเจ้าคุณประยุทธ์ คือสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ บอกว่า ปุญญาภิสังขารคือ การปรุงแต่งฝ่ายดี ได้แก่กุศลเจตนาคือ กามาวจร และรูปาวจร ถ้าพยัญชนะสังขาร แปลว่าปรุงแต่ง อภิสังขาร แปลว่า ปรุงแต่งอย่างเก่ง อย่างยิ่ง แล้วปรุงแต่งสร้างพลังงานนี้ขึ้นมา ให้เป็นปุญญาภิสังขาร แล้วบอกว่าสภาพปรุงแต่งเป็นฝ่ายดี อาตมาว่าไม่ตรงกับของอาตมา อาตมาว่า ปรุงแต่งสังขาร สร้างพลังงานมา เพื่อทำลายฝ่ายเลว ฝ่าย ราคะ โทสะ โมหะ ปุญญะไม่ได้ทำให้คนเป็นคนดี แต่ทำให้คนพ้นทุกข์ ปุญญะนี้เป็นโลกุตรธรรม เป็นธรรมะเครื่องทำลายโลกียะ ดีชั่วคือโลกียะ เพราะฉะนั้นไม่ไปทำลายแค่ดีแค่ชั่ว แต่ทำลายให้หมดโลกียะไปเลยคือปุญญะ ท่านว่า สภาพที่ปรุงแต่งฝ่ายดี ได้แก่กุศลเจตนาคือกามาวจร รูปาวจร ก็คือพฤติกรรมภายนอก คือกาม และรูปาวจร อรูปาวจรคือภายใน ทีนี้ท่านแปล อปุญญาภิสังขารว่า อภิสังขารที่เป็นปฏิปักษ์ต่อบุญ คือ บาป เลยแปล อปุญญาว่าบาป สภาพที่ปรุงแต่งกรรมฝ่ายชั่ว ได้แก่อกุศลเจตนา นี่คือการแปลหรือการอธิบายไ ม่ใช่ สภาวะ ส่วนอาตมานั้นมองเป็นสภาวะหมด พยัญชนะก็มาเป็นสภาวะ อาตมามองอภิสังขาร คือโลกุตรธรรม ไม่มีโลกียธรรม ปุญญาภิสังขารคือสร้างบุญ มากำจัด ราคะ โทสะ โมหะ ให้ได้ เมื่อกำจัดได้แล้ว พลังงานใช้ไปแล้ว เหมือนระเบิดนิวเคลียร์ทิ้งไปแล้ว อปุญญาก็แปลว่าไม่มีบุญแล้ว ถ้าจะเอาไปเทียบ อปุญญาภิสังขาร ก็ไม่ใช่บุญมีแต่กุศล ถ้าจะมีกรรมกิริยาปรุงแต่งอะไร ก็เป็นตามโอวาทปาติโมกข์ คือสัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง เรียกว่าไม่ทำแล้วในสิ่งที่เป็นบาปทั้งปวง กรรมกริยาของใครก็แล้วแต่ที่ไม่ทำบาปทั้งปวงแล้ว อันที่สอง กุสลสูปสัมปทา คือทำแต่ดี อันนั้นเป็นการอธิบายกรรมว่า ไม่ทำบาปทั้งปวง ทำแต่ดี เพราะได้ทำจิตผ่องใสเรียบร้อยแล้ว สจิตตปริโยทปนัง ทำจิตให้สะอาดจากบาปเรียบร้อยแล้ว 3 ข้อนี้ เป็นโลกุตรธรรม ที่เรียกว่า กตญาณ เป็นญาณแห่งความสำเร็จทั้ง 3 อย่าง ผู้บรรลุแล้ว ไม่ทำบาปทั้งปวง ผู้บรรลุแล้วยังมีกรรม ยังไม่ตาย ไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ก็ยังมีกรรม เพราะฉะนั้นทุกกรรมจึงเป็นกุศลทั้งสิ้น จึงเรียกว่า กุสลสูปสัมปทา เพราะชำระบาปในจิตไม่เหลือแล้ว หมดสิ้นไปจากจิต 3 ข้อนี้ จึงเป็น 3 ข้อ ของพระอรหันต์ เป็นโอวาทปาติโมกข์ เป็นการสรุปคำตรัสของพระพุทธเจ้า เป็นหลักเกณฑ์ใหญ่ สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง (ไม่ทำบาปทั้งปวง) กุสลสูปสัมปทา (ทำกุศลให้ถึงพร้อม) สจิตตปริโยทปนัง (ชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลส) จะมีคนรู้ในอนาคต ก็เอาความเข้าใจตนเองมาเรียบเรียงความหมาย เรียกว่าอรรถกถาจารย์ ถ้าเอาคำแปลของพระพุทธเจ้ามามันก็จะดี อาตมามีความรู้ มีสภาวะ และมีความเข้าใจ อย่างท่านสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ก็ยังมีส่วนไม่ตรงกับของอาตมา อย่างปุญญาภิสังขาร อาตมาก็เห็นว่า ใครก็ตามที่สามารถปรุงแต่งจิต ทำจิต สร้างพลังงานในจิต ด้วยวิชชา เมื่อมีวิชชาก็มีสังขารเป็นปัจจัย ก็เอาวิชชามาสร้างสังขาร เป็นอภิสังขาร เมื่อสร้างขึ้นมาเป็นบุญ ก็กำจัด ราคะ โทสะ โมหะ กำจัดไป จนหมด ก็หมดหน้าที่ของบุญ บุญก็ไม่ต้องทำงาน ก็ทำหน้าที่จบแล้ว เหมือนระเบิดนิวเคลียร์ทิ้งไปแล้วทำลาย มีผลงานของระเบิดจบ ระเบิดมันก็สูญไป ก็หายไป จะไปเก็บเศษของนิวเคลียร์มาทิ้งใหม่ก็ไม่ได้แล้ว หรือจะเก็บเอาพลังงานกัมมันตภาพรังสีของมันมาทำใหม่ ก็ไม่ได้แล้ว อันที่สอง อปุญญาภิสังขาร คือไม่เหลือแล้วบุญ ปุญญะไม่มีแล้ว ผู้นี้มีอภิสังขาร 3 เป็นสังขารของเสขบุคคล หากทำจบอภิสังขาร 3 ก็จะเป็น อเสขบุคคล ก็ไม่ต้องสังขารอีก เพราะสังขารตอนต้นคำเดียว ปุญญาภิสังขาร กำจัด ราคะ โทสะ โมหะ ให้หมด ถ้าเริ่มต้นกำจัดได้ แต่ยังไม่หมด ก็เป็นเสขบุคคล ทำสำเร็จแล้ว สร้างพลังงานบุญมากำจัด ราคะ โทสะ โมหะ ของตน กำจัดส่วนใดก็ตามกิเลสราคะหนึ่งก้อน ถ้าเรียกว่ามี 100 หน่วย ก็กำจัดมันได้หมดไปสัก 20% ก็มีส่วนบุญ 20 พลังงานราคะฉิบหายไป ไม่ใช่ของได้ บุญไม่ได้สิ่งที่จะได้อะไรจากใคร แต่จะเป็นส่วนทำลาย แล้วก็หมดหน้าที่ ส่วนบุญที่เรียกว่า ปุญญภาคิยา หรือปุญญภาค ผู้ไม่เข้าใจก็นึกว่า ตนเองได้ส่วนบุญแล้วเอาไปแบ่งไปแจกกัน เวรจริงๆเลย ผู้ที่จะมาสร้างพลังงานให้เกิดบุญนั้น ต้องเข้าใจให้ดีเสียก่อนว่า บุญคืออะไร บุญคือพลังงานที่จะมากำจัด ราคะ โทสะ โมหะ กำจัดเสร็จแล้วบุญก็สำเร็จประสิทธิผล แล้วก็จะหายไป ถ้าไม่สำเร็จ ก่อสร้างให้มารมาทำงาน ในปัจจุบันที่เกิดกิเลส สะสมไว้ไม่ได้ ต้องสร้างในทุกปัจจุบัน ปุถุชนไม่มีใครมีบุญเลย มีแต่บาปเต็มกระบะอนุสัยเลย ไม่มีบุญ ต้องมาศึกษาสร้างพลังงานบุญให้เกิด สร้างขึ้นเมื่อใดก็กำจัดกิเลสเมื่อนั้น กำจัดได้เมื่อนั้น อันไหนสร้างพลังงานมากำจัดกิเลสได้ก็เป็นการเสร็จผล กตญาณ ทำกิจญาณสำเร็จผล กำจัดกิเลสได้ก็ไม่มีบุญ อปุญญะ อาตมาอธิบายไม่ใช่สิ่งล้อเล่นเรื่อยเปื่อย หรือเพื่อแปลก เพื่อจะได้เป็นศิลปิน มีอะไรแปลกๆ สร้างให้คนสนใจ ไม่ใช่ ไม่ใช่ศิลเปรอะแบบนั้น อาตมาไม่ได้สร้างอะไรที่แปลก เพื่อให้คนมาสนใจ อาตมาไม่ใช่แบบนั้น ก็เลยไม่ค่อยมีคนมาสนใจ แต่อาตมาเป็นยอดศิลปิน อธิบายของเก่า แต่ขยายมุมเหลี่ยมให้เพิ่มขึ้น มันเป็นเครื่องมือที่คนเข้าใจผิดว่าเป็นความดี สภาพที่ปรุงแต่งกรรมฝ่ายดี มันไม่ใช่ บุญไม่ใช่สภาพปรุงแต่งกรรมฝ่ายดี บุญนี้เป็นสภาพปรุงแต่งกรรมชั่ว กรรมฝ่ายชั่วของเราให้หมด อภิสังขารคือ สร้างให้เกิดพลังงานไปจัดการทำลายบาปอกุศล คือสภาพกรรมฝ่ายชั่ว อกุศลเจตนา สร้างขึ้นมาเพื่อให้มันกำจัด ราคะ โทสะ โมหะของเรา อันที่สองท่านปยุตโตท่านก็ว่า อปุญญาภิสังขารคือ สังขารที่เป็นปฏิปักษ์ต่อบุญ คือบาป อาตมาก็ชัดเจนว่า ท่านเข้าใจคำว่าบุญแตกต่างจากอาตมา ถ้าจะบอกว่าของอาตมาถูก ของท่านก็ผิด ถ้าบอกว่าของท่านถูก ของอาตมาก็ผิด อปุญญา นี้ มันคือไม่ใช่บุญ ไม่มีบุญ อปุญญะ ตรงๆ ไม่ได้ซับซ้อนอะไร บุญหมด ผู้ที่อภิสังขาร กำจัด ราคะ โทสะ โมหะ หมด ราคะก็อปุญญะ หมดโทสะก็อปุญญะ หมดโมหะก็อปุญญะ ก็ไม่ต้องใช้งานบุญอีกแล้ว ไม่ต้องใช้พลังงานนี้ ไม่ต้องสร้างพลังอันนี้ จบเลิก จากนั้น อาเนญชา มีแต่สั่งสมฐานของจิต ผู้ที่ ทำลายกิเลส ทำลายพลังงานราคะ โทสะ โมหะ ทำลายได้ก็ไปสู่ฐานอุเบกขา ฐานเฉยๆกลางๆ ไม่มีพลังงานชั่วพลังงานดี ไม่มีพลังงานดูดหรือผลัก ไม่มีพลังงานลบหรือบวก ก็จะเกิดอันนี้คืออาเนญชา ก็สั่งสมพลังงานนี้ เรียกว่าสมาธิ ให้เกิดจิตอุเบกขา เป็นฐาน คือตั้งมั่นแข็งแรง อุเบกขา พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ธาตุวิภังคสูตร มีคุณสมบัติ 5 ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ที่เอาบาลีมาก็เพราะแปลต่างกัน 1. ปริสุทธา (บริสุทธิ์ปราศจากกิเลสนิวรณ์ 5) 2. ปริโยทาตา (ผุดผ่องขาวรอบแข็งแรงแม้ผัสสะกระแทก) 3. มุทุ (รู้แววไว อ่อน-ง่ายต่อการดัดปรับปรุงให้เจริญ) 4. กัมมัญญา (สละสลวยควรแก่การงาน ไร้อคติ) 5. ปภัสสรา (จิตผ่องแผ้วแจ่มใสถาวรอยู่ แม้มีผัสสะ) (ธาตุวิภังคสูตร พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 690) ขาวรอบแข็งแรง แม้ผัสสะกระแทก คือหมดกิเลสแล้ว แต่ยังทำงานอยู่ มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นคนยังไม่ตาย ก็มีสัมผัส รูป รส กลิ่น เสียง แม้สัมผัสเหตุปัจจัยที่เคยก่อเกิดกิเลส มันก็ไม่เกิดอีกแล้ว ปริโยทาตาคือ บริสุทธิ์อยู่เรื่อยๆ สั่งสมให้เป็นอาเนญชา ให้เป็น ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ที่เอาบาลีมา ก็เพราะแปลต่างกัน โดยมีสัมผัสอยู่เรื่อยๆ ก็ปริโยทาตาอยู่ ไม่ใช่ว่าอยู่นิ่งเฉย นั่งหลับตาสะกดจิต มีแต่หนีลูกเดียว ไม่มีการพัฒนาปริโยทาตา จึงเป็นคนอ่อนแอ สมกับที่แปลว่ามุทุว่า อ่อน สำหรับพวกไปนั่งหลับตาปฏิบัติ แต่อาตมาแปล มุทุว่า จิตหัวอ่อน คือจิตว่านอนสอนง่าย จิตที่อยู่ในภาวะตัวเราเองเป็นประธานควบคุมจิตเราได้ ควบคุมสายปัญญาให้แววไว ที่จะรับรู้ เป็นโลกวิทู เป็นปฏิภาณไหวพริบที่เร็ว มุทุ หรือเจโต จิตของมันเองปรับให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ได้ง่าย ที่จะทำงานอยู่กับโลกเขา มีสัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 จึงทำงานอยู่กับโลกเขาอย่างเหมาะควรแก่การงาน เป็นประโยชน์ อะไรที่ดี ไม่เป็นโทษเป็นภัย สัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 จะมีการทำงาน กระทบกระแทกก็ยังคง ผุดผ่อง ปริโยทาตาเช่นเดิม จะมีความเลวร้ายอย่างไรในโลกมากระทบกระแทก ก็ยังปภัสสรา เป็นอย่างนั้นอยู่ตลอดกาล เป็นคุณสมบัติของจิตที่เรียกว่าฐานอุเบกขา เป็นเนกขัมสิตอุเบกขาเวทนาที่บริบูรณ์ ที่ได้ปฏิบัติ จากเวทนา 2 เวทนา 3 เวทนา 5 เวทนา 6 เวทนา 18 เวทนา 36 เวทนา 108 เวทนา 36 ในปัจจุบัน 36 อดีต 36 อนาคต รวมเป็น 108 อนาคตสร้างไม่ได้ ต้องสร้างปัจจุบันและอดีตให้เ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน