581126_ธรรมาธรรมะสงคราม สังคมบวรอันสมบูรณ์.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์23 KB
วันที่แก้ไข24 กุมภาพันธ์ 2561

เนื้อหาในไฟล์

581126_ธรรมาธรรมะสงคราม สังคมบวรอันสมบูรณ์

พ่อครูว่า...วันนี้ วันพฤหัสบดี ที่ 26 พฤศจิกายน 2558 เป็นวันแรม 1 ค่ำเดือน 12 ปีมะแม ผ่านวันเพ็ญเดือนสิบสองมาแล้ว ในเรื่องการศึกษาวันนี้มีผู้มาช่วยอย่างอาจารย์จำรัส ช่วงชิง ก็ได้มาช่วยให้นักเรียนได้ศึกษาเล่าเรียนว่าการศึกษาเล่าเรียนของเราจะเรียนอะไร อย่างไร หลวงปู่ก็ได้ตั้งหลักการใหญ่ในการศึกษา ว่า “ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา” คือจะต้องปฏิบัติไปในตัว อย่างอาจารย์จำรัส มาสอนให้ พยายามจะให้เข้าใจว่าการศึกษาเราจะเอาที่เคยเรียนในห้องเรียนได้ อ่านได้ แต่ต้องฟังครูอธิบาย จดจำ และใช้ความคิด ตามคำอธิบายของครู ให้เกิดความเข้าใจ ความรู้ก็ได้องค์ความรู้ แต่ภาคปฏิบัติไม่ได้กระทำจริงไม่ได้ลงมือทำจริง ก็จะมีบางภาควิชาได้ปฏิบัติด้วย เช่นอาชีวะ ส่วนใหญ่ก็เรียนแต่ในห้องเรียนไม่ได้ปฏิบัติจริง แล้วที่ล้มเหลวมากคือ ไม่ได้เอาศีลธรรมเอาศาสนาไปใส่ในการเรียน ในอิสลามมีห้องเรียนศาสนาเต็มที่เลย แต่ของพุทธเรา ล้มเหลว แต่ก่อนนี้มีเรื่องหน้าที่พลเมือง มีคุณธรรมจริยธรรมบ้าง แต่เดี๋ยวนี้ปล่อยปละละเลยไม่เอาถ่าน เพราะฉะนั้นคนจึงเสื่อมตกต่ำ เพราะไม่ได้ปลูกฝังตั้งแต่เด็ก หรือสูงถึงปริญญาก็ไม่ได้มีส่ิงนี้จึงเห็นความล้มเหลวของการศึกษาชัดเจน กลายเป็นสังคมไร้คุณธรรม โดยเฉพาะการขี้โกงคอรัปชั่นเป็นปัญหาหลัก ศีลธรรมไม่มี เรื่องทำงานไม่เป็นก็ใช่ด้วย การทำงานไม่เป็นนี่ของสัมมาสิกขา นี่มีความหมายสูงส่ง ให้ทำงาน คือสัมมาสิกขาไม่ได้แยกรร.ออกจากบ้าน จากสังคม จริงของมนุษยชาติ ฟังดีๆ นร.จะเป็นนร.ประถมหรือมัธยม หรืออาชีวะ ของสัมมาสิกขาไม่ได้แยกการทำงานออกจากสังคมจริง อยู่กับสังคมหมู่บ้านที่เรามีชีวิตร่วมด้วยจริงๆ จะต้องได้รู้สำนึกในสังคมครบถ้วน สังคมมนุษยชาติ ที่เขาเรียนกั

อ่านต่อ

นในชีวิตในโลกส่วนใหญ่ก็เรียนในห้องเรียนทั้งวัน ตั้งแต่เช้าอยู่ในห้องเรียนเย็นกลับบ้านทำการบ้าน ไม่ได้สัมผัสสัมพันธ์กับสังคมจริง ไม่ได้เรียนกับสังคม ที่ตนเองอยู่ด้วยเป็นจริงกับสังคมมนุษย์ ที่จะต้องมีพฤติกรรมตามสังคมแวดล้อมอยู่ มันมีอะไรลึกซึ้งมาก ที่อื่นเค้าเรียนเช่นนั้นจริงๆ เรียนตั้งแต่เล็กจนโต จบปริญญาอยู่ในกล่องอันนี้ เป็นเรื่องเสื่อมที่ยิ่งใหญ่ที่ผิดพลาดของมนุษย์ ส่วนของเรานี่เอาการเป็นอยู่ของสังคมเด็กๆนักเรียนกับสังคมเรียนรู้ร่วมกันไม่ได้เอาแต่ในห้อง จะมีใครมามีความเกี่ยวข้องกันสัมพันธ์กันอย่างไรก็ร่วมรับรู้ไปหมด ยิ่งเป็นเด็กด้วยก็จะมีการซึมซับ osmosis ซึมลึก ละเอียดลึก จะใช้คำว่า absorb ซึ่งศัพท์นี้ก็ไม่ถึง ต้องใช้ osmosis ที่แตะต้องสัมผัสซึมซับได้ลึกซึ้ง ซึ่งการศึกษาทั่วทั้งโลกนี้ที่สืบทอดกันมาคงจะเป็น 100 ปีแล้ว ของไทยเรามาก่อนก็ยังมีศีลธรรมบ้าง แต่เดี๋ยวนี้ให้เรียนแต่ในห้องไม่เกี่ยวข้องกับสังคม มาได้เรียนรู้สังคม จะเรียนรู้เรียนรู้เล็กๆน้อยๆ ไม่สมบูรณ์แบบ แต่ของสัมมาสิกขานี้อยู่สมบูรณ์แบบ ยิ่งเรามีศีลธรรม ความเป็นธรรมะ ศีลธรรมจะเข้าไปสร้างสำนึกให้แก่คน แล้วก็มีพฤติกรรมสังคมจริง ก็จะปรับมารยาท และพฤติกรรมกายวาจาใจของตน จะอยู่กับสังคม มันมีผลมาก แต่เมื่อรร.เอานร.ไปเรียนในห้องเรียน ไม่ได้สัมผัสกับสังคมจริงที่ตนเป็นอยู่ อาจจะแค่เห็นหรือผ่านๆ จะไม่ครบถ้วนเป็นชีวิตจริงเท่าไหร่ ยิ่งขาดเรื่องศีลธรรมธรรมะด้วย ที่จะต้องเอาไปใช้สังวรระวังอยู่กับสังคมก็ไม่มี ขาดพร่องไปมากเลย อาตมาว่าอันนี้เป็นความเสื่อมบกพร่อง พลาดไปแล้ว จะทั้งโลกก็มีแต่การศึกษาในกล่องเท่านั้น อยู่ในห้องเรียนไม่ได้สัมพันธ์เกี่ยวข้องกับมนุษยชาติ กับสังคมจริงที่เราจะต้องมีชีวิต โดยเฉพาะถ้าเราไม่ได้เปลี่ยนถิ่น ถ้าเราจะต้องอยู่ที่นี่ไปนานจนตาย เรายิ่งต้องรู้ความเป็นอยู่ของสังคมนี้มนุษย์ที่นี้ เพราะรายละเอียดของสังคมแต่ละแห่งทั้งภูมิประเทศ วัฒนธรรม เศรษกิจ รัฐศาสตร์มันไม่เหมือนกันทีเดียว ถ้าเป็นไปได้นักเรียนก็ควรจะอยู่กับสังคมนั้นนั้นไม่ใช่ไปเรียนต่างประเทศจบปริญญาเอกมาแล้วไม่รู้เลย ว่าที่ที่ตนเองจะมีชีวิตอยู่ตลอดไปเป็นความจริงอย่างไร เขามีการเปลี่ยนแปลงในภูมิประเทศในพฤติกรรมในเศรษฐกิจสังคมของสังคมที่ตนจะมีชีวิตอยู่เป็นอย่างไรก็ไม่รู้ ก็เปิดเรียนแต่ในกล่องในห้องเรียนบางคน 12 ปี บางคน 20 ปี แล้วออกมาใช้ชีวิตกับสังคมตนเอง ตามภูมิลำเนา จึงเกิดการเอาสิ่งที่ไม่เข้ากัน เอาความรู้ของที่อื่นที่เราเรียนสำเร็จมาที่เรา ได้จบการศึกษาขั้นไหนก็แล้วแต่แม้แต่ปริญญาเอกแล้วก็มาใช้ชีวิตจริง กับที่ได้ศึกษามา มันคนละฝาคนละตัว มันไม่ใช่ฝาเดียวกันเลย ก็เห็นความบกพร่อง ความขาดพร่องเช่นนี้มากด้วยในทุกวันนี้ แล้วคนที่จะเรียนสูงสูง จากที่เราหลงใหลยกย่องเอามาให้เป็นผู้บริหารให้เป็นผู้นำสังคมอีก ทั้งทั้งที่เขาไม่รู้อย่างลึกซึ้ง เรามาบริหารสังคมอีก มันก็เลยเป็นการ ทำให้สังคมนั้น มันไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็น ที่ขยายความอธิบายมา โดยวิธีการศึกษา ก็ขอสรุปว่าพวกเรานักเรียนสัมมาสิกขา อาตมาแก้ให้เป็นศีลเด่นเป็นงานชาญวิชา หรือ บวร คำว่า “บวร” นี้ เขาก็พยายามให้มี “บ้านวัดโรงเรียน” แต่เขาไม่เอาจริ งแต่อาตมาพาทำเอาจริง เราอยู่ในสังคม หมู่บ้านเราทำนา เราก็ทำนา เขามีงานสำคัญของหมู่บ้านนักเรียนก็ไปร่วมงานนั้นสัมพันธ์กับสังคมไปตลอด ถ้ามีเรื่องจำเป็นหรือแม้แต่ในชีวิตประจำวัน มีกิจการมีกิจกรรม อะไรต่างๆนานา นักเรียนของพวกเราก็จะเป็นหนึ่งเดียวกับสังคม ได้ศึกษาได้ฝึกฝนได้เห็นได้รู้ได้ร่วมตลอดเวลาตามความเหมาะสม เท่าที่จะทำได้ ที่อาตมาพาทำนี้ก็ทำได้พอสมควรเลยถ้ายังมีผู้รู้ไปวางระบบให้ดีเป็นหลักสูตรเป็นบ้านวัดโรงเรียนที่สมบูรณ์แบบ ก็จะยิ่งดี เราผ่านงานบุญล้อมข้าว มาแล้วเห็นว่าสังคมของพวกเราให้ความสำคัญต่อพืชพรรณธัญญาหาร ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนไหนมาช่วยกันลงแขก เป็นสิ่งที่สำคัญ นักเรียนของพวกเรานี้ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนจะต้องทำนาเป็น จะต้องได้ฝึกฝนเรื่องของข้าว ก็พูดอย่างประชดกันในสังคม ว่าพวกที่สูงสูงเจริญเจริญที่เขาได้เพราะพวกไฮโซ เขาไม่รู้ว่าเขานั้นมาจากไหน แต่กินอยู่ทุกวัน ถามว่าข้าวนั้นมาจากไหน ก็ไม่รู้จักแต่ก็กินอยู่ทุกวันมันน่าสังเวชใจเกิดมาเป็นคน ไม่รู้ว่าข้ามาจากไหนรู้แต่ว่าข้าวอยู่ในเมล็ด เป็นเมล็ดอยู่ในจานเท่านั้น พวกเรางานที่ผ่านบุญลอมข้าวนี้ เราแข่งกีฬานวดข้าว มันให้อะไรแก่อาตมาไหม ว่าพวกเราได้สัมผัสสัมพันธ์ แต่อาตมาไม่ได้ร่วม ก็มีปฏิภาณรู้ นวดกันไม่รู้จักกี่คนแล้ว ข้าวที่ได้กี่เม็ดข้าว ที่ได้กันวันนั้นได้ แค่นั้น ก็เป็นสีข้าวก็ได้ข้าวสารมาหุงมานึ่งกินกัน ก็ได้ใช้แรงงานให้เป็นข้าวแต่ละเม็ด วันนี้ก็ได้ไปที่นา ก็เหลือแต่น้อยร้อยไร่อยู่คนเดียวแดดเปรี้ยงเปรี้ยง ไม่แต่ว่ากิจการข้าวเท่านั้น ก็มีกิจการอื่นอีก ที่พวกเรามีน้ำใจมีการเอาใจใส่เอาภาระทำงานอยู่ร่วมกับสังคมอย่างเป็นคนมีสำนึก มีจิตวิญญาณสูง แต่ละคนที่รับผิดชอบเอาการเอางาน สังคมที่อาตมาพาทำไม่ได้เป็นสังคมที่ใช้ที่เป็นลูกจ้าง ใช้อำนาจเงิน สังคมเราไม่ใช้ อาตมาภาคภูมิใจที่ได้ทำสังคมจนเป็นหมู่บ้านแบบนี้มีหลายหมู่บ้านแต่ละคนรับผิดชอบเอาการเอางานที่จะต้องช่วยทำ แล้วแต่ถนัด บางคนก็หนีจากงานที่ตนรับผิดชอบไม่ได้เลย เพราะเป็นความจำเป็น บางคนก็เปลี่ยนไปทำงานอื่นได้ ซึ่งก็เป็นเรื่องของจิตวิญญาณ เป็นเรื่องของน้ำใจ ไม่ใช่เรื่องของเงิน ไม่ใช่เรื่องของการบังคับใช้ ใช้อำนาจบาตรใหญ่จะพูดขอร้องกันให้ไปช่วย เพราะมันขาด เป็นความจำเป็น แต่ถ้าไม่จำเป็นแล้วก็ไม่บังคับไม่กำหนดให้รู้โดยปฏิภาณให้รู้ด้วยน้ำใจให้รู้ด้วยสำนึกเองแล้วก็มาช่วยกัน เป็นสังคมที่ใช้อํานาจโลกีย์ โดยเฉพาะแบบทุนนิยม หรืออํานาจนิยม ก็ไม่ได้ใช้ เป็นสังคมอาริยะ เป็นสังคมเจริญ สังคมเรายังไม่ได้ดีเท่าไหร่ว่าไหม ยังมีข้อบกพร่องยังมีสิ่งที่จะทำให้ดีกว่านี้ได้ ถ้าได้ร่วมกันเป็นระบบทั้งประเทศ เป็นการศึกษาของประเทศเลยอย่างที่เป็นนี้ ก็ช่วยกันดูแลรายละเอียด เท่าที่เป็น ผู้อื่นที่ท่านมีปัญญามีความฉลาดมีไหวพริบ ช่วยทำวิธีการโครงสร้าง มีหลักการมีวิจัยก็จะเยี่ยมยอดมากเลย ซึ่งเกิดจากหลักการของพระพุทธเจ้าอย่างเที่ยงธรรม ที่อาตมาพาทำ งานที่ผ่านมา เป็นงานหนัก เป็นงานทำไร่ทำนาได้เมล็ดข้าว สำหรับที่จะได้กินกันอย่างนี้ อาตมาชื่นใจ แล้วก็ภาคภูมิใจในทฤษฎีของพระพุทธเจ้าจริงๆ อาตมาว่าอาตมาไม่ได้เก่ง เอามาถ่ายทอดให้เป็นระบบอย่างนี้ เช่น ระบบชาวอโศกที่เป็นอยู่จนกระทั่งระบบสาธารณโภคี มีการศึกษาสร้างเยาวชน ที่อาตมาตั้งโรงเรียนนี้ก็เพื่อที่จะสืบทอด สร้างคน สร้างมนุษยชาติ เป็นการศึกษา ก็เคยย้ำว่ามนุษย์เกิดมาเพื่อศึกษา ไม่ใช่เพื่ออย่างอื่น ก็เพื่ออย่างอื่นก็ไม่ใช่ ถ้าต้องเกิดมาเพื่อการศึกษา โดยเฉพาะการศึกษาที่พระพุทธเจ้าวางแบบอย่างไว้สมบูรณ์ พระพุทธเจ้าท่านศึกษาความเป็นมนุษย์กับความเป็นสังคม แล้วท่านก็ได้หลักสูตรที่สมบูรณ์แบบมาให้มนุษย์ ให้สังคม อาตมาก็ถอดของพระพุทธเจ้ามา ซึ่งก็ไม่ได้ทิ้งแบบสมัยใหม่เราก็เอาด้วย แต่ของพระพุทธเจ้านี้เอามาเป็นแกนหลักเลยศีลเด่น 40 % เป็นงาน 35% วิชาการ 25 % แล้วบอกพวกเราว่า 25% นี้ ให้ได้ตามหลักสูตรของประเทศ ช่วยให้เด็กมีความรู้ร่วมกับสังคมที่เขาเรียนกันเป็นส่วนใหญ่ได้ ตามที่กระทรวงการศึกษาของประเทศกำหนดมา ทำไมยี่สิบกว่าปีแล้ว เด็กเราก็ไม่ได้ด้อยกว่าเขา ซึ่งคนก็ห่วงว่ามาเรียนที่นี่เด็กออกไปจะอยู่กับสังคมได้ไหม จะทันสังคมไหม ก็ผ่านมา 20 ปี ไม่เห็นจะเกิดปัญหาเพราะเด็กของเราไปอยู่กับสังคมไม่ได้ เด็กกล้าแสดงออกในความเป็นอยู่ พฤติกรรมกลายเป็นคนไม่ดีในสังคมก็ไม่มี แต่กลับจะอยู่กับสังคมได้อย่างสุขสบายไม่เป็นภัยต่อสังคม ไปได้อย่างดี ให้คะแนนตามปัญญาของอาตมา อย่างนั้นจริง เราไม่ได้ทำโรงเรียนเพื่อเป็นอาชีพหาเลี้ยงตนเอง แต่ตั้งมาเพื่อให้นักเรียนได้ศึกษา กลายเป็นว่าเราได้ให้การศึกษาแก่เยาวชนได้ช่วยประเทศชาติอย่างสมบูรณ์เต็มที่ เพราะเราไม่ได้หารายได้ หรือเอาประโยชน์จากนักเรียนที่มาเรียนที่นี่ นอกจากไม่เอาประโยชน์แล้ว เราก็ยังถูกมองผิดอีกว่าพวกนี้เอาเด็กมาใช้แรงงาน กินแรงงานเด็ก อาตมาก็อยากจะให้ผู้ที่มาบอกพวกเรา รู้ว่าเด็กที่นี่ นักเรียนก็เหมือนลูกหลานให้ทำงานจะได้รับผิดชอบชีวิต ต่อไปเค้าก็ทำงานก็ได้เรียนรู้ ได้ฝึกการเป็นงานการทำงานการมีชีวิตให้มีความรู้ทางศีลธรรมด้วย ทางวิชาการกระทรวงศึกษาธิการก็สอน เราก่อสร้างให้เด็กมีความรู้แบบนั้นด้วย เราก็ช่วยประชาชน เรากำลังจะต่อไปถึงระดับอุดมศึกษา ก็เพื่อสร้างเรานักเรียนนักศึกษาให้ไปช่วยเหลือสังคมต่อไป เราเองไม่ได้อะไรเป็นกอบเป็นกำจากแรงงานของนักเรียนอะไรเลย เราได้อะไร มีผลได้เป็นกอบเป็นกำอะไรเราเอาเปรียบเอารัดอะไรกับนักเรียน เข้ามาดูรายละเอียดได้ เราก็ทำงานกันทุกคนในนี้ไม่ใช่ว่าเราเป็นเจ้านายแล้วก็ใช้นักเรียนให้เป็นพนักงานเป็นลูกจ้างในบริษัท ในสถานที่ทำงานนอกนั้นก็เป็นคุณหนูคุณนายเจ้าของบ้าน ถ้าอย่างนั้น ก็คือการกินแรงแน่ หรือทำเพื่อได้เงินได้ทองเก็บเข้าพกเข้าห่อ แต่นี่ไม่ได้สิ่งเหล่านั้นเลย ลูกหลานได้ทำงานก็ได้ผลผลิตมากินมาใช้ร่วมกัน นี่เป็นรายละเอียดลึกซึ้ง ที่คนไม่รู้ การฝึกเด็กให้ทำงานกับเราร่วมแรงร่วมใจกัน วันนี้จะไปตีความว่าใช้แรงงานเด็กไม่ได้ ก็ให้เด็กทำงาน ให้เป็นงานมันเลวนักหรือไงแต่ที่อาตมาว่าเขาบกพร่องคือ เข้าไม่ได้ให้เด็กเป็นงาน ทำงานเป็น เลยเอาแต่ความรู้ใส่สมอง ทำงานไม่เป็นเป็นความขาดพร่อง แต่เขากลับไม่รู้ตัวเองว่านั่นแหละที่การเรียนแบบที่คุณคิด มันเป็นการเรียนที่ทำให้เด็กเสื่อมลงไป จากสิ่งที่ควรจะเป็น แต่เด็กเรานี่ได้ความชำนาญได้ความรู้ลึกซึ้งพยายามให้สูงขึ้นไป อย่างอาจารย์จำรัสก็มาบูรณาการช่วยสอนประยุกต์เข้าไป จะได้ทำการศึกษาที่มีงานวิจัย มีการประพฤติสร้างผลให้ได้ซับซ้อนลึกซึ้งขึ้นไปในการศึกษาที่สูงขึ้น เด็กที่นี่ที่จบไปแล้วจะกลับมาช่วยงาน มีกตัญญูกตเวทีก็มี แต่ที่จะไม่กลับมาไปเลี้ยงชีวิตตนเอง เราสร้างไปแล้วเขาจะกลับมาหรือไม่ก็ไม่มีสัญญา หรือการันตีอะไรเลย ให้อิสระเสรี เราจะมาเพื่อสร้างเขาให้แก่สังคม ส่วนใครจะกลับมาก็มาได้ อย่าว่าแต่กลับมาเลย เด็กที่มาเรียนที่นี่เข้าใจว่าสังคมที่นี่เป็นสังคมส่วนกลาง เด็กที่นี่มาอยู่ยังลูกหลานมาอยู่ที่นี่ สมบัติทุกอย่างของที่นี่เป็นของพวกเธอทั้งนั้น เธอจะเอาหรือไม่เอาเท่านั้นเอง เป็นเรื่องจริงคือทุกคนมีสิทธิ์ ที่ให้ทำงานใช้แรงงานในที่นี้ ก็คือที่นี้เป็นของเธอทั้งหมดทุกคน เธอจะเอาหรือไม่เอา เรียนจบแล้วถ้าเธอจะอยู่ที่นี่เลยก็ยิ่งดีใหญ่ แล้วก็ดูแลสร้างสรรค์สมบัติที่นี่ ก็ของพวกเธอจริงๆอาศัยอยู่ได้จนตาย อย่าเป็นคนเสื่อม หรือเป็นคนที่ความประพฤติตามกฎเกณฑ์ เพราะสังคมพวกเราโรงเรียนพวกเรามีศีล 5 เป็นหลัก ถ้าผิดก็ได้รับการชำระไปตามควร เป็นสังคมที่ไม่มีอบายมุข กินมังสวิรัติเป็นหลักพื้นฐาน ถ้าไม่ต่ำกว่านี้ ไม่มีพฤติกรรมเลวกว่านี้ก็อยู่ไปได้จนตาย จะมาสร้างครอบครัวมีลูกมีเต้ามากมาย เพราะพวกเราลึกซึ้งในอาริยธรรมโลกุตรธรรม แต่เราไม่ได้เข้มงวดกวดขันมาก จนถึงกับไม่มีครอบครัวแต่งงานกันไม่ได้ก็ไม่ใช่ เราก็ต้องรู้ตามหลักเกณฑ์ของพระพุทธเจ้า จะเอาแค่ศีล 5 ก็ไม่มีปัญหาอะไร มีลูกมีเต้าออกมาแล้วก็ดูแลกัน เป็นลูกสาธารณะด้วย ช่วยกันเลี้ยงช่วยกันดูแล ซึ่งเด็กที่นี่ ก็ช่วยกันเลี้ยงดู อาตมานั้นชื่นใจเพราะข้างนอกนั้นตัวใครตัวมัน บ้านใครบ้านมัน ลูกใครลูกมัน ใครจะมาแตะต้องลูกฉันก็ไว้ใจไม่ได้ ระแวงที่สุดเลย อาตมาก็เห็นว่าเป็นสังคมที่น่ากลัวมาก แต่สังคมของพวกเรานั้นปลอดภัยสบายใจเบาใจอบอุ่นใจ อาตมาว่าเมื่อไหร่หนอที่จะมีคนเข้าใจระบบของพระพุทธเจ้า ระบบที่อาตมาพาทำได้อย่างนี้เราก็พยายามพากเพียรในเวลา 30 ถึง 40 ปีมาสร้างสังคมท่ามกลางที่เขานิยมแบบโลก โลกีย์เป็นทุนนิยมเป็นสังคมตัวใครตัวมันเห็นแก่ตัวจัด แล้วอาตมาพาทำสังคมที่ลดความเห็นแก่ตัว จนมาเป็นอย่างนี้ ได้เท่านี้ มันเป็นอยู่ดีแล้ว มันเป็นสังคมที่ต่างกับสังคมข้างนอก ที่ต่างคนต่างเห็นแก่ได้ มีแต่ความระแวงมีความแตกแยกแบ่งแยกกันไปเรื่อย แต่ของเรามารวมเป็นหนึ่ง เป็นเอกภาพ เป็นความสามัคคีเป็นความไม่ทะเลาะวิวาทช่วยเหลือเกื้อกูลกัน พึ่งแก่พึ่งเจ็บพึ่งตายกันได้เป็นสังคหะเคารพกันคุรุการณะ มีความระลึกถึงกันปิยกรณะ ตรงกับที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ อาตมาเอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาให้การศึกษา ให้มีพฤติกรรมจริง มาอย่างไม่มีใครเอาด้วยในสังคมศาสนากระแสหลัก เขากล่าวว่าอาตมานอกรีต แต่อาตมาว่าเป็นสัมมาทิฏฐิของพระพุทธเจ้า แล้วมาประกาศเปิดเผยสาธยายจนกระทั่งพวกเราเข้าใจร่วมกันมา 45 ปี ก็เห็นผลชัดเจนมากเลยว่า คุณธรรมระดับอาริยะของพระพุทธเจ้า ให้เป็นคนเจริญมันมีอยู่ได้จริง ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าตราบใดมีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตราบนั้นโลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์ นี้มีจริง สังคมนี้มีอารยะที่เป็นได้ท่ามกลางสังคมแม่เหล็กโลกียะจัดจ้านจนเป็นมิจฉาทิฐิไป ที่สาธยายไปนี้เป็นความรู้สึกความเห็นของอาตมาจริงๆในสังคมเมืองไทยอาตมาทำงานมา 45 ปีแล้ว ก็คงเกิดความเข้าใจขึ้นมาบ้าง เพราะแรงต้านแรงค้านแย้งนั้นลดลง มีผู้เข้าใจมากขึ้นได้ยอมรับว่าอาตมาไม่ได้นอกรีตทีเดียว เพราะเอาหลักฐานในพระไตรปิฎกมายืนยันมีขยายความตลอดเวลา ซึ่งผู้ที่ติดตามด้วยใจเป็นกลาง ไม่อคติมากก็จะเข้าใจ ไม่เหมือนแต่ก่อนที่หนักมาก รอดมาได้เพราะเอาธรรมวินัยของพุทธเจ้ามาปฏิบัติ เป็นธรรมที่รักษาผู้ประพฤติธรรม อาตมารอดมาได้เพราะเป็นธรรมะ จึงเป็นธรรมะย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ถ้าไม่มีหลักเกณฑ์ จนออกมาจากกระแสหลักประกาศนานาสังวาส หลักเกณฑ์ธรรมวินัยตามที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้มายืนยัน ก็ไม่ได้ออกนอกคำสอนของพระพุทธเจ้าเลย ส่วนเขาสินอกธรรมวินัยก็ไม่รู้ ก็เลยค่อนข้างจะทำให้อาตมารอดอยู่ได้อย่างไม่ถึงกับสบายทีเดียว อาตมาเอา ศีลสมาธิปัญญา มาใช้เป็นการศึกษา พระไตรปิฎกเล่ม 9 คลิปเป็นพระสูตร ส่วนพระวินัย ก็เป็นส่วนที่ นักบวชในศาสนาจะต้องศึกษา เป็นเหมือนรั้วของศาสนา ส่วนพระสูตรนี้เหมือนบ้านของศาสนา เป็นเนื้อหาก็คือศีลสมาธิปัญญา ส่วนที่ไหนนั้นที่ภิกษุนักบวชจะต้องศึกษา ก็อยากให้รกพังหักไป หรือเสื่อมไป อย่าให้มีสัตว์ร้ายเข้ามาได้ ก็เรียนในวินัย แต่เริ่มส่วนเนื้อแท้ของศาสนา เนื้อของบ้านเรือนของศาสนาก็อยู่ในพระสูตร รวมกับพระอภิธรรม ส่วนพระอภิธรรมเป็นหัวใจของศาสนา อาตมาพูดซ้ำไปมา ขยายให้ละเอียดละเลียดไป ก็ขออภัยสำหรับผู้ที่มีปฏิภาณรู้แล้ว แต่ก็เห็นกับผู้รู้ช้า แต่พูดอยู่ได้ว่าไงก็ยังมีอัตตา ถือดีถือตัวมากเลย เพราะอาตมาไม่ได้สอนแยกห้อง เป็นการสอนรวม มีเบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลายหมดเลย แล้วนักเรียนชั้นประถมมีไหวพริบมีความฉลาดน้อย ส่วนพวกไหวพริบดีก็ได้ไว มันมีน้อยส่วนพวกมีไหวพริบน้อยนั้นมีมาก

_เห็นสมณะสยามได้โพสต์ในเฟสบุคว่า นักปฏิบัติต้อง อ่านใจตนเองได้ ทำใจตนเองเป็น ใจแสนสงบ ใจแสนรู้ ใจแสนสบาย แล้วเป็นคำสอนของอาตมาจึงมีคนที่อ่านแล้วถามมาว่า แล้วใจนี่มันอยู่ที่ไหนครับหลวงพ่อ ตอบ ….พวกที่สอนกันอย่างมิจฉาทิฏฐิคือ สอนว่าอย่าให้ใจออกนอกตัว ทำใจให้ว่าง อย่าไปคิดนึกอะไร แล้วจะรู้ได้เอง อันนี้คือคำสอนที่มิจฉาทิฐิทั้งนั้น ของพระพุทธเจ้ามีกายกับใจ มีนามกับรูป นามธรรมคืออาการใจ นามคือ สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ อาตมาไม่เก่งในการรู้อาการ ๓๒ ได้หมด แล้วใช้พลังงานได้นิดหน่อยเท่านั้น สำหรับข้างนอกนั้นง่าย อาการคือ พลังงานของรูปกับนามทำงานร่วมกัน ถ้าพลังงานรูปกับนามขาดกัน ไม่ทำปฏิกิริยากัน คือขาดอาการ ไม่มีอาการ เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ที่เป็นองคาพยพของอาการ ๓๒ ผมขนเล็บฟันหนัง ที่ออกมาภายนอกไม่มีประสาทรับรู้ ก็เป็นรูปที่ไม่มีนามธรรมไปรับรู้ได้ ก็เลยไม่มีความเป็นกายไม่เป็นธรรมะสอง ก็เป็นส่วนที่ไม่ใช่กาย กายที่จริงไม่ได้ เป็นส่ิงขาดนาม ไม่ใช่กายภายนอก พระพุทธเจ้าสอนลึกถึงว่ากายนี่ตถาคตเรียกว่า จิต มโน วิญญาณ ลึกถึงว่ากายคือนาม คนเรียนรู้ไม่สมบูรณ์จะงงมากไม่เข้าใจว่ากายคืออะไร แม้ในนักปฏิบัติธรรมที่เขาว่ามีอรหันต์แล้วก็ไม่ได้รู้คำว่ากาย แต่รู้อย่างมิจฉาทิฏฐิด้วย ขอตัดสินเปรี้ยงเลยว่าอรหันต์ของพุทธทุกวันนี้ไม่ได้เข้าใจคำว่ากายเลย ใครที่เป็นอรหันต์มาคุยกับอาตมาจะเข้าใจได้ไหมนะ แต่อาตมาอธิบายได้ แต่ท่านจะเข้าใจหรือไม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง ท่านเข้าใจว่ากายเป็นอย่างไรก็มาอธิบายให้อาตมาฟัง กายคืออะไรก็อยู่ในคนทุกคน คนที่ไม่ตาย มีสุรภาโว สติมันโต ก็ศึกษาได้ ถ้าขาดจากสุรภาโว สติมันโต ก็ไม่มีอิธพรหมจริยวาโส ไม่ใช่ที่จะปฏิบัติธรรมให้บรรลุได้ ต้องครบอาหาร ๓๒ จึงจะศึกษาได้ มีแต่ศึกษาไม่ได้ ทำใจตนไม่ได้ ห้ามใจตนไม่ได้ นี่แหละใจมันอยู่ในตัวเรา มันออกมาทำงานกับข้างนอกด้วย นอกจากตอนหลับก็อยู่ข้างใน แต่ตอนตื่นมันก็ออกมาทำงานร่วมระหว่างข้างในกับข้างนอกด้วย กายเป็นสองสภาวะระหว่างรูปกับนาม ผู้ที่ไม่รู้ว่ากายของตนเป็นอย่างไรแล้วเข้าใจผิด เรียนรู้อาการของใจได้ อย่างที่นักปฏิบัติธรรมที่ปฏิบัติกันท่านก็ว่าต้องดูใจ ต้องอ่านใจเป็นรู้จิตใจตนเองได้ แล้วก็พยายามจับใจของตนให้หยุดให้นิ่ง ให้มันสงบก็ทำใจตนเองเหมือนกัน แต่ทำใจตนเองเป็นยังไม่สัมมาทิฏฐิ เป็นชนิดสมถะสงบสะกดจิตให้ตนเองสงบเป็นวิธีสะกดจิตไม่ใช่วิธีวิปัสสนาแบบของพระพุทธเจ้า แม้จะอ่านใจตนเองได้ เช่น ขณะนี้คุณกำลังโกรธ คนกำลังพูดกับคนคนนี้คุณโกรธเขา คุณอ่านใจตนเอง ก็ระลึกรู้ว่าอ่านอาการใจเป็น อาการมันไม่มีหูไม่มีตา ไม่มีรูปไม่มีร่าง แล้วอาการโกรธเป็นอย่างนี้เอง นี่แหละใจของคุณเป็นอย่างนั้นแล้วอ่านได้ ก็ไม่ได้ยากอะไรจนเกินการณ์ ขณะที่คุณมีความรักมีความโลภ ก็อ่านใจตนในขณะที่กระทบ อันนี้หน้าได้หน้ามีหน้าเป็น เอามาเป็นของตน ก็อ่านอาการใจว่า ใจเป็นอาการอย่างนั้น มันไม่มีทางไม่มี ก็ไม่มีรูป ไม่มีร่าง ไม่มีแสงไม่มีสี มันเป็น อสรีระ มันไม่มีสรีระอะไรแล้วเป็นอาการให้คุณกำหนดรู้ว่าการวาดลีลาอย่างนี้ เป็นความรักลีลาอย่างนี้ เป็นความโกรธนาน และคืออ่านใจได้แล้ว ทำใจเป็น ก็คือคนสุด เมื่อคุณโกรธก็ทำให้หายโกรธ จะสะกด อย่าให้ออกมาทางกายวาจา แล้วให้เบาลงเบาลง ก็คือทำใจเป็น แต่เป็นวิธีสมถะเท่านั้นยังไม่ใช่วิปัสสนาวิธี ทำใจเป็นไปอย่างไม่ถูกต้องตามของพระพุทธเจ้าที่เป็นสัมมาทิฏฐิ แล้วใจแสนสงบ อาจจะสงบจนแข็ง ทื่อาจเป็นนิโรธดับ แต่ไม่ใช่แสนของพระพุทธเจ้า เป็นแสนของวิธีสะกดจิตวิธีง่ายๆไม่ต้องศึกษาลึกซึ้ง แต่ของพระพุทธเจ้า บอกไปแล้วให้ไปฝึก เราก็ไม่ง่ายถ้าไม่เรียนรู้ฟังธรรมให้บริบูรณ์จากสัตบุรุษ แล้วได้ฟังธรรมอย่างบริบูรณ์ แจ้งเกิดศรัทธาที่บริบูรณ์ คนจึงจะต้องโยนิโสมนสิการเป็นนั่นคือ การทำใจเป็นที่เป็นสัมมาทิฏฐิ แล้วใจจะสงบเป็นแสนคือ ใจแสนสงบ สุขสงบจากกิเลสเท่านั้น แต่กริยากายวาจาใจของคุณยังเป็นกายวาจาใจที่เป็นกายปาคุญญตา หรือกายกัมมัญญตา กาย ของคุณจะแคล่วคล่อง สัญญาก็แคล่วคล่อง สังขารก็แคล่วคล่อง ไม่ได้หยุดนิ่ง ที่ใช้ไม่รู้เรื่อง แต่เรื่องดีเลยมีแต่ทั้งนอกทั้งในทั้งรูปทั้งนามเข้าใจทั้งโลกทั้งอัตตา มีเจตสิกที่แคล่วคล่อง มีกายปาคุญญตาหรือกายกัมมัญญตา มีอาการของเจตสิก 3 ที่แคล่วคล่องคือเวทนา สัญญา สังขาร นาม ๕ คือ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ต้องเรียนรู้เจตนาคือ ตัณหา ๓ แล้วเรียนเวทนาคือธรรมะสอง เรียนเวทนาในเวทนาให้เป็น เอกสโมสรณา ทำให้เป็นหนึ่ง คือ เอกัคคตาจิต หรือจิตเป็นหนึ่ง คือทำจิตให้เลิกอกุศลจิต เมื่อกิเลสดับก็เหลือจิตหนึ่ง จิตที่เป็นอกุศลจิตที่จะดับมันได้ ตามที่จะเกี่ยวข้องกับเหตุ สมมุติว่าเรากระทบกับส้มโอ แล้วก็เกิดรสชาติเป็นอัสสาทะ มันจะมีรถมีกลิ่นมีสัมผัสมันก็เป็นอย่างนั้น แต่ความชอบความไม่ชอบ ซึ่งบางคนไม่ชอบก็ไม่ชอบ เป็นอัสสาทะความไม่ชอบ ส่วนความชอบ ก็เป็น อัสสาทะในสิ่งที่คนไปติดชอบ หรือไม่ชอบ ถ้าคุณล้างความชอบหรือไม่ชอบในส้มโอ เพราะแต่ละคนสัมผัสมันก็เป็นเหมือนกัน หนึ่งเดียว แต่การมีสองคือ มีอกุศล ที่คุณจะต้องล้าง ต้องกำจัด ผู้บรรลุแล้วก็คือ ผู้ที่ไม่มีธรรมะ 2 เป็นธรรมะหนึ่ง หรือ จิตเอกัคคตา แต่การไปนั่งสะกดจิตคือ สมถะ ใจไม่ได้แสนสงบ ได้แต่หนึ่งสงบเท่านั้น ไม่มี กายปาคุญญตา ไม่มี กายกัมมัญญตา ทำใจในใจแต่ไม่มีผัสสะ ในนาม ๕ ที่ต้องปฏิบัติ ก็ไม่ครบ ๕ ของพระพุทธเจ้า ที่จะไปรู้จักเจตนาที่เป็นเหตุ เป็นกามตัณหา ภวตัณหา ก็ฆ่าไม่ได้ เพราะไม่รู้จักอ่านจากการผัสสะ แต่เดาเอาการไปนั่งหลับตา ก็เอาสัญญามานึกเอา ระลึกเอา เป็นภพชาติไป คุณไปยึดเป็นสัญญาเที่ยง สัญญายนิจจานิ ของคุณ เช่น อาตมาสมมุติส้มโอนี้ ไม่ว่าคนเชื้อชาติไหนมาสัมผัสกับส้มโอนี้จะมีกลิ่นมีรถมีสัมผัสเหมือนกัน แต่อัสสาทะไม่เหมือนกัน ต่างกันไม่ว่าจะเป็นคนละชาติเลยหรือชาติเดียวกัน ก็ตัวใครตัวมันจะชอบ หรือไม่ชอบ อันนั้นแหละคือ 2 แต่ถ้าไม่มีความชอบ หรือไม่ชอบเลยมีแต่ความจริงตามความเป็นจริงคนไหนก็ช่างสัมผัสแล้วก็จะเหมือนกัน เอกสโมสรณา ทั้งนั้น ผู้ที่เข้าใจแล้วทำความจริงได้ เป็นใจแสนรู้ก็เป็นใจแสนสบายอย่าง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) คนไม่มีกิเลสกับส้มโอที่เมืองไทยแล้ว จะไปเจอส้มโอที่ไหนไห นที่เมืองนอกคุณก็สบายเป็นใจแสนสบายอย่างน้อยก็แค่เรื่องของส้มโอเรื่องเดียว ก็เป็นโสดาบันถ้าสมบูรณ์แข็งแรง ก็คืออรหัตผลของส้มโอ ก็เรียกว่ามีเอกราชทั่วทั้งแผ่นดิน จะไปเจอส้มโอที่ในนรกในสวรรค์ในประเทศไหนก็แล้วแต่ ถ้าสมโออย่างนี้ รสอย่างนี้ รูปอย่างนี้ คุณก็อยู่เหนือมัน ก็ไม่มีธรรมะ 2 มีแต่ทำไม 1 ตลอด เป็นเอกัคคตาจิตหรือเอกสโมสรณา หลุดพ้นอย่างเที่ยงแท้มั่นคงไม่กลับกำเริบอีก จิตสุดยอด ใจแสนสบายนี่แหละ ที่พูดเรื่องสมโอนี้ จริงๆแล้วก็ชัดเจน ทุกคนก็เป็นพระอาริยะ เป็นพระอรหันต์ได้ อ่านใจตัวเองได้ทำใจตัวเองเป็น หรือมนสิการ ใจก็แสนสงบเพราะกำจัดตัว สมุทัย เฉพาะอกุศลจิตเฉพาะธรรมะ 2 ที่เป็นอกุศล ไม่ใช่โลกุตตระออกไปได้ จิตที่เหลือก็เป็นจิตที่หนึ่งเดียว สงบเอกกัคคตาจิต แล้วมีความรู้ประกอบ ไม่งมงายอย่างชัดเจน สัจฉิกัตวา แสนรู้อย่างแจ่มแจ้งแล้ว จิตก็แสนสบายสงบ ไม่เรียกว่าสุขเสียทีเดียว เรียกว่าอทุกขมสุข เป็นอุเบกขาที่เจริญด้วยองค์ ๕ อย่างอเนญชา เป็นนิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง(ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ)

_คุณใบฟ้าถามมา...มีอีกแผ่นหนึ่งถามมาว่า บอกว่าอ่านหนังสือยอดนิยายของโลกหน้า ๓๘ สัจจะที่เป็นความจริงต้องมีครบทั้งส

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน