581217_ธรรมาธรรมะสงคราม บ้านราชฯ มายาคติคืออะไร.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์347 KB
วันที่แก้ไข1 ตุลาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

581217_รายการธรรมาธรรมะสงคราม ที่บ้านราชฯ เรื่องมายาคติคืออะไร โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์

พ่อครูว่า… วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม 2558 ขึ้น 7 ค่ำเดือนอ้ายปีมะแม วันนี้วันโกนน้อย ก่อนจะได้เริ่มต้น บรรยายอะไรก็ขอประชาสัมพันธ์ วันที่ 25 ธันวาคม จะหมดเวลาสมัครสอบ ว.บบบ. ยังเหลืออีก 8 วันเพราะฉะนั้นตอนนี้ก่อนจะสอบ ตอนแรกก็เลยอยากจะเชิญชวนให้มาเข้าสัมมาอาริยมรรค เพื่อชีวิตที่ดีกว่าเก่า ครั้งที่ 6 ณ หมู่บ้านชุมชนราชธานีอโศก ศุกร์ที่ 18 - อาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม 2558 รับสมัครผู้สนใจเข้าค่ายโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายใดๆ (จะมาเต็มค่ายหรือไม่ก็ได้) สมัครได้ที่ อุทยานบุญนิยม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี หรือโทร 091-5063130(สิกขมาตุตรงธรรม) คุณชญาดา 087-4437865 คุณปองแสงพุทธ 099-6408898 ดาวโหลดใบสมัครได้ที่ http://www.boonniyom.net/?p=63012 และเฟซบุ๊ก กองทัพธรรมFP ส่งใบสมัคร online ได้ที่ เฟซบุ๊กกองทัพธรรมFP หรือ อีเมล์ [email protected] วันนี้วันพฤหัสบดี เด็กนักเรียนก็มาฟังธรรมใส่หมวกไหมพรมกันหลายคนเพราะอากาศเย็น วันนี้ก็จะเอาคำถามที่ส่งมาทางเฟสบุ๊คมาคุยกันเสียก่อน

_คุณหายโง่ · กราบนัสการพ่อครูที่เคารพ _สมัยเป็นเด็ก ดิฉันเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ พระท่านสอนว่าพระพุทธเจ้าเสด็จไปยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อโปรดพุทธมารดาและเหล่าเทวดา หลังวันออกพรรษา 1 วัน จึงมีการตักบาตรเทโว เพื่อระลึกถึงวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีจิตรกรรมฝาผนังหลายวัดเสนอภาพจินตนาการเรื่องนี้ ขอความกรุณาพ่อครูโปรดอธิบาย(ที่จริงวันที่ 10 ธันวาคมได้อธิบายเรื่อง ฉกามาพจร แล้ว แต่กรุณาอธิบายความเกี่ยวโยงกับการโปรดพุทธมารดาซึ่งได้ดับขันธ์ไปอุบัติยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์) กราบขอบพระคุณค่ะ กราบมาด้วยศรัทรา

อ่านต่อ

และเคารพอย่างสูง หายโง่

พ่อครูว่า... คำว่า “แม่” ไม่ใช่ตัวตนบุคคลหรอก ที่เขาว่าคนตายไปแล้ว ก็จะกลายเป็นล่องลอยไปพบกัน ไปช่วยกันทำอะไรก็ได้ ซึ่งไม่ใช่ ขอให้หยุดเรื่องที่จะคิดต่อไปในอนาคตนอกตัวเลย พระพุทธเจ้าท่านบริภาษภิกษุสาติ ที่พูดถึงวิญญาณล่องลอยออกไปภายนอก ท่านพูดถึงขนาดว่า เธอจะขุดตถาคตหรือ การไปหาว่าพระพุทธเจ้าสอนแบบนั้นที่บอกว่าวิญญาณตายไปแล้ว จะล่องลอยอยู่ที่ไหนในนรกสวรรค์ วิญญาณของใครก็ตาม ถ้าตายลงไป วิญญาณก็จะไปตามวิบาก ก็จะไม่พบกับใครแล้ว ใครมาพบไม่ได้ ไปนรกก็นรกของตน ไปสวรรค์ก็สวรรค์ของตน ผู้ที่มีนิพพานแล้วก็ไปสู่ที่อาศัยของตน จะไม่เกี่ยวกับใคร ไม่รู้ไม่เห็นกับใคร แต่คนที่ยังอวิชชา สมมุติว่าไปนรกตกหนักๆ ผู้ที่อวิชชาก็จะเห็นเป็นตัวเป็นตนตามที่เขาติดยึด เป็นอย่างนี้ก็เที่ยงอย่างนี้ เขาก็จะเป็นอย่างนั้น เขาก็จะมีภาพเช่นนั้น มีแดนนรกเช่นนั้น เหมือนในฝัน เหมือนตอนที่เราฝันก็เหมือนเป็นจริงๆ แต่ตายแล้วเป็นจริงยิ่งกว่าตอนฝัน เพราะจิตจะตกอยู่ในสภาวะนี้ ฝันที่ว่าเป็นเรื่องจริงกว่า แต่เป็นเพราะตนอุปาทานไว้ เป็นอัตตาที่สำเร็จด้วยจิต มีนรกอย่างไร มีกระทะทองแดง เขาก็มีจริงๆ ทุกข์จริง ทรมานจริงๆ แล้วจะมีวิบากตกอีกกี่ร้อยกัปร้อยกัลป์ก็ตกจริงๆ นรกมีจริง แต่สิ่งที่ลึกซึ้งคือว่า มันมีด้วยจิต ที่เป็นจริงๆตามอุปทานด้วยอวิชชานั้น เหมือนคนทุกวันนี้ จิตของคุณอวิชชา คุณสนุก คุณเอร็ดอร่อย มันก็โกหกทั้งนั้น มันเป็นเท็จ สุขขัลลิกะ มันไม่จริง แต่คุณอร่อยจริงๆ แล้วก็ล้างมันออกยาก จะเป็นจะตายมันง่ายที่ไหน มันจริงๆด้วย ความยึดถือด้วยอวิชชา จะบอกว่ามีจริงไหม ก็มีจริงแต่จริงๆแล้วมันอนัตตา เมื่อปฏิบัติลดละล้างออกไปมันก็ไม่มี แต่คนที่ยังไม่พ้น ยังไม่หลุดพ้น ยังไม่เป็นอรหัตตผลสมบูรณ์ จะมีอยู่ทั้งสิ้น แม้แต่เป็นอนาคามีก็เหลือ รูปภพ อรูปภพ คำโกหกและคนโกหกมีอยู่จริงไหม ก็มีจริงๆเต็มบ้านเต็มเมือง ขนาดเป็นพระเป็นเจ้ายังโกหกเลย แล้วที่บอกว่าพระพุทธเจ้าไปโปรดแม่ เพราะไม่เข้าใจคำว่า“แม่” ที่พระพุทธเจ้าสอนอย่างสัมมาทิฏฐิ คำว่า “แม่”คือมาตา ในสัมมาทิฏฐิ 10 ข้อที่ 7 ส่วนปิตาข้อที่ 8 และสัตตาโอปปาติกา ข้อที่ 9 เมื่อไม่เข้าใจ “แม่”ที่เป็นนามธรรม เป็นสภาวธรรมก็ปฏิบัติธรรมไม่ได้ ศีลคือแม่ ปัญญาคือพ่อ ทำให้เกิดโอปปาติกจิต เกิดมีอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา เกิดเป็นโอปปาติกะโยนิ เป็นการเกิดทางจิตวิญญาณ ดังนั้นแม่และพ่อคือ พระพุทธเจ้า พ่อคือพระพุทธเจ้า แม่คือคนอื่นทุกคน ที่จะช่วยทำให้เกิดจิตวิญญาณได้ เช่น ท่านตรัสว่าพระสารีบุตร พระโมคคัลลาเป็นแม่ พระพุทธเจ้าเป็นพ่อ ช่วยการอบรมสั่งสอนบริหารปกครองพระต่างๆ พระพุทธเจ้าปวารณาเข้าพรรษาอยู่ 3 เดือน ท่านจะไปไหนก็ต้องอยู่กับพระที่อธิษฐานพรรษาด้วยกัน ให้รู้จักเทวดามารพรหมคือ แบบปรมัตถ์ เป็นจิตเจตสิก เป็นเทวดาอย่างไร ก็รู้จักเป็นอภิธรรม เป็นพรหมก็รู้จัก จิตวิญญาณที่เป็นมารคือจิตวิญญาณที่เป็นสัตว์นรก ส่วนจิตวิญญาณที่เป็นเทวดา ถ้าเป็นปรมัตถธรรม เป็นโลกุตระเป็นอาริยธรรมก็เป็นอุบัติเทพ เกิดเทวดาอย่างโลกุตระ แต่ถ้าคนที่เป็นปุถุชน ก็จะเป็นสมมุติเทพ มีสุขขึ้นสวรรค์และตกนรกวนเวียนกันไปอย่างนี้ ตกนรกเป็นผีเป็นเปรตเมื่อไม่ได้เสพ พอได้เสพก็เป็นเทวดา สมมุติขึ้นสวรรค์ ส่วนเทวดาอุบัติเทพก็คือทำให้สัตว์นรกลดลง จิตก็จะอุบัติเกิดเป็นเทวดา ที่เป็นอุบัติเทพ ดาวดึงส์ก็คือ อาการที่ 33 เป็นอาการที่ปุถุชน หลงเป็นสุข เป็นกามาวจร หลงวนเวียนสุขทุกข์เป็นสมมติเทพ การลงมาจากดาวดึงส์ก็คือออกจากดาวดึงส์ ก็คือทำจิตให้สูงขึ้นก็คือมาเปิดเผย คนที่แจ้งเอง เป็นคนเปิดเผย สอนให้คนอื่นรู้แจ้งตาม ก็คือเปิดเผยให้คนอื่น เห็นความเป็นมาร เห็นความเป็นเทวดา เห็นความเป็นพรหมของตน ผู้ใดสัมมาทิฏฐินำไปปฏิบัติก็เห็นสัตว์นรกของตน เห็นเทวดา เห็นพรหมของตนเอง จนเป็นเทวดาวิสุทธิเทพ เป็นพระพรหม แต่ก็ไม่ ยึดเอามา เป็นของตัวเป็นของตน ก็จะมีอนัตตา ถ้ายึดอยู่ก็เป็นอัตตา ผู้ที่ฝึกหัดวางมาตั้งแต่ต้น ก็จะวางในตอนปลายได้ พระพุทธเจ้าเป็นพ่อ พระสารีบุตรพระโมคคัลลาเป็นแม่ แล้วสอนบรรดาพระภิกษุทั้งหลายนั่นคือ การโปรดมารดา ก็คือภิกษุทั้งหลายที่จะสืบทอดศาสนาไปออกลูกหรือไปสร้างลูก ที่เป็นอาริยบุคคลต่อไป ท่านก็เรียนรู้ธรรมะอยู่กับพระพุทธเจ้า 3 เดือน ท่านทั้งหลายก็บรรลุธรรม เป็นแม่กันเป็นแถว แล้วก็ไปสืบทอดศาสนาออกลูกเป็นโอปปาติกะต่อไป เป็นแม่ผู้ให้กำเนิดต่อไปมีธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นพ่อ เมื่อท่านโปรดมารดาที่ดาวดึงส์ พระสารีบุตรก็แอบฟัง อยู่ที่เชิงเขาพระสุเมรุ ก็ได้ยินตลอด ก็รับทราบได้ธรรม เป็นนามธรรม คือ ผู้ที่เอาสาระได้เก็บสาระได้ คือสารีบุตร มันเป็นเรื่องลึกซึ้ง แอบฟังแล้วทำไมไม่ไปฟังที่ยอดเขา ก็เคยอยู่ที่นั่น จะว่าอยากฟังก็เป็นนัยยะสำคัญลึกซึ้ง สรุปแล้วเทวดาก็คือ จิตวิญญาณพระพุทธเจ้า โปรดก็ไม่ใช่ผิดธรรมวินัย พระพุทธเจ้าอธิษฐานพรรษาอยู่ในนั้น ถ้าจะไปก็ต้องสัตตาหะไป แต่ท่านจะไปถึง 3 เดือนได้อย่างไร คนที่พาซื่อเห็นเป็นเทวดาลอยมาแล้วมาทักทายกัน บอกว่าพิภพเทวดา มีเทวดาจากเยอรมัน อาตมาก็เคยพบที่มหาบัวเขียนเอาไว้ว่า ได้พบเทวดาเป็นตัวเป็นตน แล้วก็สอนเทวดา มีเทวดาต่างชาติด้วย ซึ่งยังเข้าใจปรมัตถธรรมที่แท้จริงไม่ได้ ยังมีตัวมีตนเป็นรูปเป็นร่าง จะเข้าใจว่าเทวดานั้นเห็นด้วยจิตวิญญาณนั้น เห็นด้วยอาการ ลิงค นิมิต อุเทส เห็นอาการที่แตกต่างกันคือลิงค กำหนดรู้ด้วยนิมิต ท่านไปที่ดาวดึงส์ก็หมายความว่า มารดาของพระพุทธเจ้าก็ไปพักอยู่ที่ดาวดึงส์ ส่วนการพักนี้ก็คือดุสิต ไม่ใช่ดาวดึงส์ ที่บอกว่าไปโปรดพระมารดาอยู่ที่ดาวดึงส์ก็ไม่ใช่แล้ว ถ้าบอกว่าไปโปรดเทวดาที่ดาวดึงส์ก็ได้ ส่วน ดุสิตคือที่พัก เป็นจิตพักจิตสงบ ในสัจจะต่างๆถึงยากยิ่ง ในมหายานยิ่งมีตั้งชื่อนรกอีกมาก สวรรค์อีกมากยากที่จะดึงกลับมาสู่ปรมัตถธรรม ยุคนี้เป็นยุคปลายภัทรกัปป์ที่อาตมาจะเอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาสืบทอดแล้วก็จะสิ้นศาสนาของพระสมณโคดมนี้อีก 2,000 กว่าปีข้างหน้า

จาก Face book ของคนที่ติดตามฟังธรรมพ่อครูอยู่ที่ USA _Wasana Na Ubol · คำว่า"มายาคติ" จากหนังสือนวนิยาย "ไส้เดือนตาบอด ในเขาวงกต" ....โยมเคยฟังพ่อท่านเทศน์ "มายาคติ"ไว้ ซึ่งได้อธิบายลึกละเอียดกว่าใครๆ ตอนนี้อยากทบทวนอีก แต่ค้นหาไม่เจอ ขอความอนุเคราะห์พ่อครูด้วย ขอบคุณค่ะ/ ค้นจากเน็ตต่อได้ว่า.. ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต ( ผู้แต่ง วีรพร นิติประภา ) คือ งานนวนิยายที่เหมือนกับโปรยบอกเลยว่าเป็นเรื่องราวที่น้ำเน่าเรื่องหนึ่ง สิ่งหนึ่งที่ทิ้งไว้ให้เราย้อนกลับไปคิดก็คือ เมื่อหลายปีก่อน เราใช้เวลากับรายละเอียดความสวยงามอย่างเนิ่นนาน เรื่อยเฉื่อย เราใช้เวลากับเรื่องง่ายๆ อย่างเนิ่นนาน เราพูดในเรื่องที่ดูไม่เป็นสาระได้อย่างเป็นสาระ เราให้ความสำคัญกับเรื่องง่าย จนมองเห็นมิติว่ามันมีความซับซ้อนจนดูเป็นเรื่องยาก จนกระทั่งมาจนถึงวันนี้ เราใช้ชีวิตทุกอย่างในความเร็วที่ฉาบฉวย เราพูดอะไรไม่ได้ทุกเรื่อง เรามีบางสิ่งที่โดนห้ามแม้กระทั้งการคิด เรามีหัวข้อสนทนาที่ห้ามพูด โลกของเราเปลี่ยนไปเช่นนั้น วันที่ 22 ตุลาคม 2558 เวลา 14.10 น. คณะกรรมการการตัดสินรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน(ซีไรต์) ประจำปี 2558 มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ นวนิยายเรื่อง ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต ของ วีรพร นิติประภา ได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ของประเทศไทยประจำปี 2558 ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต ของ วีรพร นิติประภา สะท้อนภาพความล้มเหลวของการบริหารจัดการชีวิตในสังคม เสพติดศิลป์ของคนหนุ่มสาวยุคใหม่ แสดงให้เห็นผลกระทบของการเผชิญหน้าระหว่างมายาคติกับอุดมคติของสถาบันครอบครัวไทย ในขณะเดียวกันก็รุ่มรวยไปด้วยการหยั่งถึงความงามอันบรรเจิดของศิลปะหลากหลายแขนง รวมทั้งความงดงามของธรรมชาติ ผู้เขียนนำเสนอเรื่องนี้ผ่านสุนทรียภาพทางภาษา แสดงภาพตราตรึงใจโดดเด่น มีภาวะกระทบทางอารมณ์สูงยิ่ง สามารถสรรค์สร้างคำและประโยคที่เป็นอัตลักษณ์ได้ดี

นวนิยายเรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ด้านกลับ สำหรับคนรุ่นใหม่เพื่อการหลุดพ้นจากความบอดใบ้ทางปัญญาและการไร้ศรัทธายึดเหนี่ยวในวิถีชีวิต ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต ของ วีรพร นิติประภา จึงสมควรได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ของประเทศไทย ประจำปี 2558

พ่อครูว่า… อาตมาตอนเป็นฆราวาส ใครเขียนนวนิยายเรื่อง หัวใจเปลือยชื่อ มีศิลปินที่เขาวาดภาพของภรรยาเขา ด้วยตนเองโดยการกระโดดลงน้ำ และให้แฟนตัวเองเขียน แต่เขาหาว่าเป็นเรื่องลามกอนาจาร ซึ่งแท้จริงมันเป็นเรื่องของ ความบริสุทธิ์ที่สุด ก็มีผลต่อการเขียนเพื่อให้เห็นว่าศิลปะไม่ใช่เรื่องง่าย ที่จะมองกันตื้นๆ จากใจจริง ศิลปะนั้นเป็นเรื่องลึกซึ้งข้ามขั้นไปกว่า แต่คนเขาก็ไม่เข้าใจ อาตมาก็ไม่เก่งที่จะสื่อภาษาให้ผ่านพ้นข้ามคำว่ากามไป เกินกว่าเขาจะเห็นความเป็นจริง เขาก็ด่ามา มีอีกเรื่องหนึ่งมีคนขายน้ำเต้าหู้ แล้วก็ไม่รู้จะใส่อะไรถึงจะขายได้ ก็คิดได้ว่าน่าจะเอากระป๋องนมมาเจาะขาย ก็ขายได้ดี มีพลความตั้งแต่ต้นว่าทำมาหากินค้าขาย ต่อสู้ชีวิตพ่ายแพ้ ก็เลยมาเจอจุดขายที่พาให้ชีวิตรอดคือ เป็นคนยากจนที่จะดิ้นรนให้ชีวิตอยู่รอด มีเขียนอีกหลายเรื่อง มากมาย คำว่า “มายาคติ” คืออะไร คำว่ามายาก็คือ มารยาคือ ความหลอกช่อน ซึ่งคนที่แสดงมารยา ก็แสดงพยายามจะใช้ปัญญาของตนเองที่ซับซ้อน ไม่ให้คนจับได้ว่าเป็นเรื่องหลอกให้คนอื่นเขาหลง หลงรักเรา หลงคารมของเรา หลงเชื่อถือเรา เราต้องการอะไรจากคนนั้น ก็หาทางฉลาดหลอกคนอื่นให้หลงจนคนนั้นเขาต้องเอาสิ่งที่เราอยากได้มาประเคนให้ อยากได้เงิน อยากได้ทอง ก็สร้างสัจจะหลอก อยากได้อะไรอย่างอื่นก็ตาม อาจจะหลอกกันหลายชั้น ถ้าเก่งนี่ก็หลอกอย่างเดียวก็ได้ผลเลยให้ได้สิ่งที่ต้องการทันทีเลย ตั้งแต่นิดน้อย จนกระทั่งซับซ้อนนี่แหละคือคนที่ลงสร้างมายา พูดที่ไม่เข้าใจว่าตนเองสร้างมายาคือคนตกอยู่ในมายาคติทั้งหมด ก็มีคนไม่เข้าใจเรียกว่าเทวบุตรมาร ก็หลอกตนก็หลอกคนอื่น โดยตนไม่รู้ว่าหลอก ตนจริงใจหลอกผู้อื่น หลอกอย่างสนิท เพราะตนเองก็ถูกหลอก ตนเองก็หลอกตนเอง ก็นึกว่าเป็นจริงอย่างที่ตนเองสร้างเรื่องราวเป็นภพเป็นชาติ ไปให้คนอื่นแสดงให้คนอื่น เช่น ศิลปินนักวาด สิ่งที่ตนเองก็ไม่รู้ต้นเองก็หลงว่าเป็นอุตมะ หรืออุดมจะพาไปสู่อุดมคติ ไปสู่ที่สูงขั้นอุดม ขั้นนิพพาน ขั้นอรหันต์ แต่คุณเองยังไม่รู้ว่าสิ่งที่คุณสร้างมา จะเป็นภาพเป็นรูป เป็นความซับซ้อนด้วยเทคนิคลีลา การเขียนเส้นแสงสีสาย หรือเหตุปัจจัยอื่นเป็นก้อนเป็นแท่งมีอุปกรณ์ต่างๆ ประกอบเป็นภาพ แล้วก็ติดอยู่ที่เทคนิคของการประกอบภาพสื่อออกมา แล้วก็จินตนาการว่า ดีไม่ดีเจ้าตัวเองยังไม่รู้จะให้สาระอะไร ส่วนมากก็บำเรอความหลงของตนเอง ที่เขาว่าตนเองเป็นศิลปิน ก็ปั้นภพชาติไปตามตนเองจินตนาการ เหมือนธัมมชโยที่ปั้นภพชาติมีนรก มีสวรรค์ไม่รู้กี่ชั้นก็หลอกให้คนอื่นเอาอะไรมาให้ โดยคนอื่นมาสัมผัสแล้วคล้อยตามสิ่งที่เสนอออกมาทั้งหลาย คือมายาคติซ่อนอยู่ในความหมายว่าอุดมคติด้วยตัวเองก็ไม่รู้ตัวอะไรก็แล้วแต่ ยิ่งซับซ้อนลึกซึ้ง คนที่จะมาเสนอสิ่งที่ลึกซึ้งนั้น จะเอาสิ่งลึกซึ้งมาให้ตื้น แต่นี่เอาความตื้นหลอกซ้อนมาเป็นความลึกคือ มายาคติ ทุกวันนี้อาตมาพยายามสื่อให้มันดูง่าย นัจจะคีตะวาทิตะ เป็นรูปธรรมให้เข้าใจได้ไม่ซับซ้อน ซึ่งทุกวันนี้ศิลปินก็พยายามที่จะมีอัตลักษณ์ของตนเอง บางคนก็เป็นสีเป็นเส้นให้ไม่เหมือนใคร คนอื่นดูแล้วก็ไม่เข้าใจตนเองก็เลยนำไปได้ มีบริวารก็หลอกขายสี หลอกขายกระดาษกันเต็มโลก เป็นเรื่องของมายาคติ แล้วบอกว่ามันลึกซึ้งมันให้อะไร ขอยกตัวอย่าง แวนโก๊ะ มีภาพเก้าอี้ตัวหนึ่งที่เขาเขียน ขายเป็นร้อยเป็นพัน เป็นหมื่นล้าน แวนโก๊ะเองก็ไม่เคยอธิบายว่าหมายถึงอะไร พอเขียนแล้วเขาก็ตายไป ภาพของเขาไม่ได้ดังนะ เขียนแล้วก็ตายก่อน คนก็มาสร้างมาโปรโมทปลุกแวนโก๊ะขึ้นมาดัง เขามีเทคนิคที่เรียกว่า ที เป็นวิธีการของเขาใช้สีเส้นใช้ลีลาลักษณะของเขา อย่างปิกัสโซ่ก็เป็นลักษณะคิวบิคซึ่ม เป็นรูปบิดเบี้ยวไปเอามาต่อกัน เป็นเชิงเรขาคณิตสามเหลี่ยมสี่เหลี่ยม รูปกลมรูปโค้งเบี้ยวไปหมด คนที่ตกอยู่ในการสะกดจิตก็ลงมายาคติ ทุกวันนี้เยอะเลย มันมีจุดหมายอะไรบ้าง มุ่งจะให้คนมารู้อะไรที่จริง อภิธรรมขั้นสูง abstract ที่รู้ยากเป็นนามธรรม เป็นเรื่องลึกซึ้งๆเขาก็หมายถึงเรื่องที่ไร้รูป ถ้าเป็นขั้นอภิธรรมอย่างว่า สัมผัสแล้วก็เกิดรู้ว่าโลกโลกีย์เป็นอย่างนี้ ให้น่าเบื่อหน่าย ต้องเลิกต้องลดละมาหาโลกุตระ นั่นแหละคือศิลปะโลกุตระ อย่างคุณเขียนภาพเปลือย เมื่อคนมาดูแล้วกิเลสลดนี่แหละคือศิลปะขั้นโลกุตระ แต่ถ้าเขียนรูปนู้ดแล้วคนดูก็กามขึ้นราคะก็ขึ้น นั่นคือภาพลามกเป็นภาพอนาจาร ไม่ใช่งานศิลปะ ไม่ได้เป็นมงคลอันอุดม แต่เป็นข้าศึกแก่กุศล ทำให้อกุศลจิตเกิด ที่สุดแล้วต้นเองยังโง่หลอกตัวเองว่าใช่ ทั้งทั้งที่ไม่ใช่โลกุตระ ไม่ใช่อุดมคติอะไรเลยนำไปสู่อุดมสู่อุตมะ ที่ออกจากโลกีย์ไม่ใช่เลย อาตมาก็เรียนด้านเขียนภาพมา ออกแบบสัญลักษณ์มูลนิธิธรรมสันติ มีสี่เหลี่ยม มีเหลี่ยม มนกับแหลม แทนที่เจโตกับปัญญา ก็อธิบายได้ มีตรากองทัพธรรมอีก มีโค้งกับกลมในสี่เหลี่ยมผืนผ้า ก็อธิบายนัยเดียวกัน ก็เป็นงานออกแบบเสียส่วนใหญ่ ตอนนี้งานเขียนภาพไม่ได้เขียนเลย อาตมาเขียนภาพไว้มีคนเก็บมาได้มีภาพเดียวชื่อ ฤาจะสิ้นโลกแล้วหรือ? มีคนเก็บได้จากปกหนังสือ ก็ให้ไม้ร่ม เขาก็สแกนไว้ เป็นภาพที่สีใกล้จะเน่าแล้ว คนทุกวันนี้เหมือนไส้เดือนตาบอดเดินอยู่ในเขาวงกตจริงๆ ไม่รู้จักมายาคติที่ซับซ้อน ถึงงานที่สื่อออกมาสู่สังคมทุกวันนี้ ตนเองก็ไม่รู้ว่าตนเองหลงเขาวงกตนี้ ว่าเป็นแดนนิพพานจนไม่รู้ว่าทางออกจริงคืออะไร แต่ไปหลอกคนอื่นว่านี่คือทางไปนิพพาน เหมือนกับธัมมชโย ขออภัยต้องลงที่นี้ทุกที แล้วมันจริงๆด้วย ขออภัยทักษิณก็เช่นกัน คนก็หลงมายาคติของทักษิณในทางโลกีย์ ส่วนธัมมชโยใช้แนวทางด้านธรรมะมาซ้อนหลอกเข้าไปอีก เป็นมายาคติที่เลวร้ายหนักที่สุด แล้วหลอกว่าเป็นอุดมคติ คนก็ตกอยู่ในฐานะที่เป็นไส้เดือนที่ตาบอด ที่จริงไส้เดือนก็ไม่มีตา อีกด้านใส่ตาเข้าไปก็คือความหลอก มันไม่มีตา ก็ใช้ลีลาในการเขียนวันที่พระพุทธเจ้าว่า คนจะไม่ฟังธรรมะโลกุตระ ก็ไปหลงคำที่ไพเราะของคนรุ่นใหม่ แต่คำที่ไม่ไพเราะแต่เป็นคำที่บาดหูคือ การตำหนิ คำที่ไม่ไพเราะ บาดหูคือคำตำหนิ แต่ถ้าคำปลอบประโลมคำที่ใช้อาบน้ำผึ้งน้ำอ้อย ฉาบเกสรดอกไม้ ที่เขาเรียกว่ากามเทพ ฆ่ากันด้วยเกสรดอกไม้ ฆ่ากันด้วยหยาดน้ำผึ้ง เขาฆ่ากันอย่างนั้นจริง แต่เขาไม่รู้ว่าเขาฆ่ากันด้วยเกสรดอกไม้ ด้วยหยาดน้ำผึ้ง เขาไม่รู้ตนเอง เป็นคนสร้างยังไม่รู้นึกว่าของเราหวานดีมากหอมมาก ตนผู้สร้างก็ไม่รู้ ว่าตนเองคือจอมมายา

_มีนักเรียนถามมาว่า การเรียนสูงๆ เป็นผลดีกับตัวเราไหม? พ่อครูว่า… ดีถ้าเรารู้ว่าเราเรียนเพื่ออะไร อาตมาจะบอกให้ถ้าเราจะเรียนไปเพื่อให้ได้ความรู้สามารถเอาไปหลอกเขาเอาเปรียบเขา ถ้าอย่างนั้นอย่าไปเรียน มาทำนากับหลวงปู่ก็พอ รับรองว่าอยู่ได้ เพราะถ้าทำอย่างนั้นจะยิ่งหลอกซ้อน ตนเองก็ไม่รู้ว่าหรอก เขานรกซ้อนนรก อาตมาให้เรียนถ้ามั่นใจว่าเรียนแล้วจะเอามาใช้ประโยชน์ได้รับใช้มนุษยชาติอย่างแท้จริง อย่างนี้ก็จะส่งเสริม นักเรียนของเรา เราสอนตอนนี้ก็มีถึงปวส. สอนแล้วก็ไม่คิดว่าจะต้องมาตอบแทนที่นี่ แต่ให้เป็นคนดีในสังคม ไม่ไปทำอะไรเลวร้ายเสียหาย ออกไปก็ได้รับการตอบรับดี ไปทำงาน ไปเรียนต่อที่ไหน ก็เป็นที่ชอบใจ ก็ดูจากของจริงจากปรากฏการณ์จริงก็ได้ ได้ทั้งความพากเพียร ความขยันทำงานเป็น ได้ทั้งศีลธรรมส่วนความรู้ก็ไปเรียนกับเขาได้ มีปริญญาโท ปริญญาเอก คนข้างนอกเขาเรียนจบปริญญาแล้วไปรับใช้นายทุนกับผู้มีอำนาจ ถ้าอยากไปมียศศักดิ์ ก็ไปรับใช้ผู้มีอำนาจ จนตนเองไปเป็นผู้มีอำนาจ ก็หาผู้มีมาช่วยต่อในทางธุรกิจ ก็ไปรับใช้นายทุน แล้วก็เป็นนายทุนต่อ พวกเราก็พยายามให้คนมีปัญญา ถ้าจะเรียนก็เรียนได้ แต่ให้มีต้นทุนทางจิตวิญญาณ มีโลกุตระ เราก็ส่งต่อ จะได้มาช่วยกันอีก หรือไม่มาช่วยก็ไม่ว่า แม้เราก็ยังฝืดแต่ก็ไม่ถึงกับแดดร้อนจนเกินไป จะเป็นผลดีต่อเราไหม ก็เป็นคนดีแล้วแต่ว่าเรามุ่งหมายอะไร ถ้าเราจะไปล่าลาภยศสรรเสริญ มีคู่แข่งมาก บอกให้รู้เลยเด็กๆทั้งหลาย เชื่อไหมว่ามีคู่แข่งเยอะ เพราะฉะนั้นมาสร้างตนเองให้มาทางนี้ดีกว่า คู่แข่งน้อย ที่นี่ไม่แข่งกันหรอก มีแต่จะช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

_ถามว่าเรียนอย่างไร จะให้เรียนข้ามรุ่นได้เช่นใดเป็น ม. 2 ม. 3 เลย พ่อครู ว่า...จะตะกละไป โลภมากไป เห็นแก่ได้มากไป เห็นแก่ตัวมากไป ให้เรียนให้แน่น เรียนไปตามลำดับ ถ้าเราเก่งจริงๆสมควรจริง ครูบาอาจารย์เขารู้ว่าเสียเวลาก็จะให้ข้ามชั้นเอง ถามว่าเรียนอย่างไรก็ตั้งใจเรียนให้ดี เอาใจใส่ในการเรียน ผู้ใหญ่คอยดูแลอยู่ ให้ทำตามที่นี่ไปเถอะ คนไหนมากไปก็รู้จักจัดสรรเฉพาะบุคคล คนไหนน้อยไปก็ต้องเร่งรัด ใช้สัปปุริสธรรม 7 อย่าไปอยาก อย่าไปเอาล้ำหน้าเขา อย่าไปคิด พระพุทธเจ้าท่านส่งเสริมหรือสรรเสริญคนที่เรียนไปตามลำดับ อย่างละเอียดลออ ท่านเรียกว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ แล้วจะสวยงามไปได้อย่างรวดเร็ว ไม่มีอะไรที่จะเร็วที่สุดและสั้นที่สุดเท่าเส้นตรง เส้นตรงที่ตรงที่สุด นั่นแหละคือสั้นที่สุด และเร็วที่สุดจะถึงเร็วที่สุด

พ่อครูว่า… มาต่อช่วงสุดท้ายด้วยพรหมชาลสูตร ในพรหมชาลสูตร เป็นสูตรแรกของพระสูตรเลยบอกว่าศาสนาพุทธต้องมีศีลและปัญญาเป็นหลัก เป็นธรรมะ 2 คือแม่และพ่อ พระพุทธเจ้าก็ขึ้นต้นด้วยศีลก่อน แล้วก็ต่อด้วยทิฏฐิ จนจบ จะเรียกว่าปัญญา ปัญญาพละ คือทิฏฐิ เป็นตัวรวมทั้งหมด ทิฏฐิ เหมือน protoplasm รายละเอียดทั้งหมดเหมือน cytoplasm เป็นองค์รวมครอบคลุมทั้งหมด สรุปต้องเรียนรู้ทั้งศีลและปัญญา คือแม่และพ่อ ถ้ามิจฉาทิฏฐิแต่ต้น จิตไม่มีทางออกจากข่ายไม่มีทางหลุดพ้น เพราะ ศีลคือแม่และปัญญาคือพ่อ จะไม่พาเกิดลูกที่เป็นโลกุตระเลย เพราะเป็นมิจฉาทิฐิ ทิฏฐิที่คุณไปติดไปยึดมี 62 แบบ นี่คือสูตรแรกต้องรู้แม่และพ่ออย่างสัมมาทิฏฐิ ในเนื้อหาบอกไว้ว่า..เขาปฏิบัติผิด หากทิฏฐิไม่สัมมาตั้งแต่ต้นปฏิบัติให้ตายอย่างไรก็ไม่ถึงนิพพาน ขอสรุปได้ว่าทุกวันนี้ปฏิบัติมิจฉาทิฏฐิกันส่วนมาก เริ่มต้นก็บอกเรื่องศีล เป็นหลักตายตัวคือ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล โดยเฉพาะมหาศีลเป็นศีลที่ประกาศความเป็นพุทธเต็ม ถ้าออกไปจากหรือไม่อยู่ในกรอบของมหาศีลนี้ ละเมิดออกไปก็เป็นเดรัจฉานกถา เป็นเดรัจฉานวิชา เดี๋ยวนี้ศาสนาพุทธก็เลยเต็มไปด้วย ผิดมหาศีลนั่นแหละเต็มไปหมด มีแต่เดรัจฉานกถา คือคำสอนที่ไม่พาไปนิพพาน มันขวางทางไปนิพพาน ปิดทางไปนิพพาน โดยเฉพาะธรรมะทุกวันนี้กลายเป็นมนตรยานไปหมด ได้แต่สวดๆๆ ก็ยังดีที่เอาธรรมบทของพระพุทธเจ้ามาสวด แต่ก็ได้แค่สวด โดยไม่รู้เรื่องอะไร ไม่ได้อะไรจากการสวด นอกจากไม่ได้แล้วยังเอาการสวดไปสร้างลาภยศสรรเสริญใส่ตนเองอีก ซึ่งพระพุทธเจ้าก็กันเอาไว้ ว่าอย่าเอาธรรมบทสวดพร้อมกันสองคนให้ฆราวาสเขาฟัง ถ้าจะสวดเพื่อสังคีติ คือสวดท่องจำเอาไว้ สวดมนต์หมู่ร้อยคนก็ตาม แต่สวดให้อยู่ในหมู่ที่จะรักษาคำสอนก็คือภิกษุให้ท่องไว้ อย่างหมู่ที่จะสวดพระวินัย ก็สวดพระวินัยกับพระอุบาลี เพราะสวดกันเป็นหมู่ก็จะจำได้ง่าย ส่วนทางด้านพระสูตรก็ไปหาพระอานนท์ก็จะท่องไว้ บทสวดกันอยู่ในหมู่ของสมณะเท่านั้นจะเป็นสวดกับฆราวาส ตั้งแต่ 2 รูปขึ้นไป อาบัติพระวินัย การสวดนั้นมี 2 อย่างคือ สังคีติ กับ สังคายนา สังคายนาคือ การตรวจสอบ เช่น ตรวจสอบพระธรรมบท ก็สวดขึ้น 1 คน แล้วมีผู้รู้ที่มานั่งฟังอันไหนผิดก็แค่ก็ท้วงกันเรียกว่าการสังคายนา เอาคนที่จำได้มาวิเคราะห์วิจัยกัน หรือแม้แต่การเอาผู้รู้มาเรียบเรียงจัดการหมวดหมู่ หรือแก้ไขอย่างเช่นพระกัสสปะมาเรียบเรียงตอนแรกก็เลยเป็นพระไตรปิฎกฉบับที่ถือกันมา คือการปรับแก้ตรวจสอบต้องเอาผู้รู้มาจริงๆ เนื้อหาก็คือ พระพุทธเจ้าท่านว่าพวกมิจฉาทิฐิ ซึ่งแบ่งเป็น 2 แบบคือ แบบเจโตสมาธิ นั่งหลับตากับแบบ ตักกีวีมังสี คือพวกเอาแต่ความคิด ตรรกะไม่ใช่ปัญญาที่แท้จริง ซึ่ง ปัญญาคือ การเห็นรูปธรรม นามธรรม แยกรูปธรรม แยกนามธรรม แยกกาย รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ นามคือสภาวะธรรม หรือปัญญา หรือญาน ของผู้รู้ มีตัวรู้ไปสัมผัสรูปนั้นคือ สิ่งที่ถูกรู้ ตั้งแต่หยาบเป็นมหาภูตรูป 4 จนกระทั่งเลื่อนเข้ามาข้างใน ถึงจิตเป็นกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิตธรรมในธรรม ปัญญาคือ การรู้ความจริงตามความเป็นจริง เห็นรูปใดๆก็คือรูปนั้นๆ ตามที่คนอื่นก็เห็นเหมือนกัน แต่กลับไปมี สิ่งที่แปลกปลอม ว่าชอบอย่างนี้ ไม่ชอบอย่างนี้ เช่น หวานอย่างนี้ ชอบเปรี้ยวอย่างนี้ชอบ ทั้งที่จะว่าหวาน จะเปรี้ยว จะขม คนก็รู้รสเช่นนี้เหมือนกัน เช่น คนกินโอยั๊วะ คนไม่ชอบขมก็บอกว่าไม่ชอบ แต่บางคนก็บอกว่าชอบ บางคนก็ชอบขมน้อยหน่อย ซึ่งมันเป็นมายา เป็นสิ่งไม่เป็นจริง แล้วไปหลงสิ่งเหล่านั้นว่าเป็นปัญญาแท้จริง ปัญญาคือรู้ความจริงตามความเป็นจริง ของที่ทุกคนรู้ร่วมกันหมด หรือคนส่วนใหญ่เป็นสมมติสัจจะ เพราะฉะนั้น สัจจะที่รู้ร่วมกันได้หมด เป็นสัจจะที่เป็นความจริงตามความเป็นจริง แต่ถ้าไปเอามันขึ้นมาสมมุติขึ้นมา คุณปั้นภพชาติ ใครจะไปรับรองกับคุณ แต่ถ้าสัมผัสข้างนอกร่วมกันหมดเลย หรือไม่เรียนรู้ศึกษาลึกซึ้งแล้ว สามารถรู้อาการอารมณ์ของความจริงตามความเป็นจริงของกามภพ ที่รู้เข้าไปข้างในไปปรุงแต่งเป็นเวทนาเป็นเชิงกาม ก็คือรสที่ไม่เป็นความจริงตามความเป็นจริงๆ ใครที่รู้ความจริงตามความเป็นจริงของจิตวิญญาณ เมื่อรู้แล้วก็ล้างตัวที่หลอก ตัวไม่จริงออกไป จนกระทั่งสัมผัสข้างนอก เป็นรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส สัมผัสธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ที่เป็นสีสันอะไรก็แล้วแต่ สัมผัสแล้วทุกคนรู้ตรงกันนะว่า อารมณ์ทุกคนนั้นที่บรรลุนั้น ไม่มีเรื่องของตัวปลอม ตัวหลอก ตัวชอบ ตัวชังอะไรอีกเลย เฉยตรงกันหมด คุณจะไปสร้างแบบนั้น แบบนี้ แบบไหนของใครของมัน แต่มันลงศูนย์ตรงกันมันมีอันเดียว สัจจะมีหนึ่งเดียว พระอรหันต์จะรู้อรหันต์ด้วยกันตรงไหน ก็ตรงที่มัน 0 ด้วยกัน จริงที่มัน 0 ก็จบ เพราะฉะนั้นจบที่สมมติสัจจะ ส่วนปรมัตถสัจจะ 0 อรหันต์จึงเลิกปรมัตถ์ มาอยู่ที่สมมุติใช้มหาปเทส 4 กับสัปปุริสธรรม 7 อย่างจริงใจแล้วจริงๆท่านไม่หลอกคนอื่น และไม่หลอกตนเอง เมื่อจะบรรลุธรรมต้องสัมผัสที่ตากระทบรูป หูกระทบเสียง ถึงจะเรียกว่าทิฏฐธรรมนิพพาน ความเห็นของใครก็แล้ว แต่ต้องรู้ว่านิพพานนั้นคือ ที่ทิฏฐิปัจจุบัน ส่วนอดีตและปัจจุบันนั้นไม่เอา เพราะว่าอยู่ใน 44 ทิฏฐิ แม้จะหลงกามเป็นนิพพาน หลงฌานเป็นนิพพาน ท่านก็รวมไว้หมด

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน