601001_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก บรรลุความจนได้ต้องทำให้ถึงฌาน.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์357 KB
วันที่แก้ไข17 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

601001_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก บรรลุความจนได้ต้องทำให้ถึงฌาน

สมณะเพาะพุทธว่า… วันนี้วันอาทิตย์ที่ 1 ตุลาคม 2560 ที่ บวรสันติอโศก พ่อครู จะมานำเสนอ เรื่องของความจน

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน คนจนสองแบบในโลก พ่อครูว่า... ท่านจันทร์ได้กล่าวถึงว่า วันนี้อาตมาจะเทศน์ถึง เรื่อง ความจน ประเทศไทยทำไมถึงไม่ได้ศึกษาคำตรัสของในหลวง ที่ท่านตรัสให้บริหารแบบคนจน ท่านตรัสจริงๆ ท่านทรงมีพระเจตนาจริงๆ แต่ช่างกระไร อาตมาว่านะ ข้าราชการผู้บริหารต่างๆ ไม่พยายามเอาใจใส่ และศึกษานำมาดำเนินตามพระราชดำรัสที่ว่า เพราะเป็นสิ่งวิเศษจริงๆ วิเศษยิ่งใหญ่มากจริงๆในโลก ต้องเข้าใจและพยายามพัฒนา จะปฏิรูปปฏิวัติ อะไรก็ตามแต่ สังคมมนุษยชาติ ให้ไปสู่ใน ระบบแบบคนจน แล้วก็เป็นไป ให้เป็นคนขาดทุน ไม่ใช่เป็นคนเอากำไรกัน ให้เป็นคนขาดทุน ขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา ตามพระราชดำรัส ที่เราเอามาย้ำตลอดมา ให้ได้ มันเป็นเรื่องประเสริฐสุด เป็นเรื่องวิเศษสุด เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ เรื่องความจนนี้ พระพุทธเจ้า ตั้งแต่ออกมาทำศาสนา ก็พาให้คนมาจน พระพุทธเจ้าทิ้งทรัพย์สมบัติ ออกมา มาอยู่อย่างไม่มีสมบัติพัสถานอะไรเลย ที่ยึดมั่นถือมั่นว่า เป็นเรา เป็นของเรา อันนี้สุดยอดแล้ว แล้วก็ต้องเป็นไปในแนวนี้ให้ได้ ตามลำดับจริงๆ พระพุทธเจ้าจึงปฏิเสธไม่ได้ คนที่พูดชัดๆ โง่เง่างมงายอยู่เท่านั้น ที่ไม่เข้าใจจุดนี้ ถ้าไม่โง่เง่างมงาย ก็จะเข้าใจจุดนี้ได้ คนจน นี้ เป็นโลกุตระ แต่คนจนที่เป็นโลกีย์ก็มี คนรวยไม่รู้จบคือคนจนที่น่าทุเรศ คนที่น่าสังเวช คนจนโลกุตระ นั้น เป็น นักเศรษฐศาสตร์เบอร์หนึ่ง เป็นผู้พัฒนาเศรษฐกิจให้แก่ชาติ ขออภัยอย่างยิ่งต่อทุกๆคน ที่จะกล่าวว่า ชาวอโศกเป็นผู้พัฒนาเศรษฐกิจ ให้แก่มนุษยชาติ มุ่งมาจน ตั้งใจจน พย

อ่านต่อ

ายามพัฒนาตนเอง ให้เป็นคนจนจริงๆ อย่างจริงใจ พระพุทธเจ้ามีวิธีแล้ว ศึกษาตามพระพุทธเจ้า ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้า ให้เป็นคนจน แล้วก็ทำงาน มีชีวิตที่จะมาเป็นคนจนให้ได้ คนยากจน หรือ คนจน ในโลกมีอยู่ 2 อย่างใหญ่ๆ 2 พวก คือ พวกโลกียะ กับ พวกโลกุตระ เรียกภาษาง่ายๆว่า โลกีย์ กับ โลกุต โลกียะ ไม่ว่าคนจน หรือ คนรวย ไม่ต้องการความจน ดิ้นรนออกจากความจน ต้องการความรวย ไม่มีที่สิ้นสุด พวกโลกุตระ โลกุต พวกนี้ เข้าใจความจน และ ทำตนให้รู้จักพอ ถึงขั้น ทำตนให้จน ได้จริงๆ ทำตน มักน้อยสันโดษ ได้จริงๆ คนจนอย่างโลกียะนั้น มีทุกข์ ไม่ว่าคนจน หรือคนรวยก็มีทุกข์ เพราะต้องการความรวย ไม่ต้องการความจน จึงมีทุกข์ ความต้องการหรือกิเลสตัณหา เป็นเหตุแห่งทุกข์อริยสัจ ไม่ว่าคนรวยคนจนตามสภาพ มีสภาพจนหรือมีสภาพรวย แต่เป็นคนที่ไม่ต้องการจน ยังต้องการความรวยอยู่ คนนั้นทุกข์ทุกคน ทุกข์อยู่ตลอดกาลและนาน ส่วน คนจนโลกุตระ นั้น ไม่มีทุกข์ แม้จะเป็นคนจนจริงๆ ก็เป็นคนไม่ทุกข์ เพราะเข้าใจความจน และอยู่อย่างจน อย่างไม่ทุกข์ คนจนโลกีย์ ไม่สะพัดความมี ความได้ เป็นคนกักตุน เป็นคนแย่งชิงเป็นคนทำลายเศรษฐกิจ รวยเป็นล้านๆแต่ไม่มีจบ ไม่มีแจก ไม่มีจ่าย ไม่มีการให้สละคนอื่น ก็ยังเป็นคนจน เป็นคนจนที่หน้าเลือดด้วย พวกรวยไม่รู้จบเป็นคนจนหน้าเลือด คนจนโลกียะเป็นอย่างนั้น คนจนโลกุตระ จะสะพัด ความมีความได้ ไม่กักตุน ไม่แย่งชิง ไม่เอาเปรียบ และ เป็นคนเกื้อกูล แจกจ่ายให้สังคม จึงเป็นคนเจริญก้าวหน้าในเศรษฐกิจ ชาวอโศกคือ คนเจริญในเศรษฐกิจ อาตมานำพาปฏิบัติมา 30-40 ปีแล้ว มีผลสำเร็จในตัว จึงอยู่อย่างเป็นคนนำพาเศรษฐกิจให้สังคม ต้องพูดให้เลยว่า จะจบดอกเตอร์ทางเศรษฐศาสตร์ยิ่งใหญ่ขนาดไหน สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน คนจนแบบมีวรรณะ 9 ยืนยันว่า ความจนเป็นเรื่องยิ่งใหญ่มาก เลย ถือ เป็นคนพัฒนา เป็นคนจน แบบมี วรรณะ 9 1. เลี้ยงง่าย (สุภระ) 2. บำรุงง่าย , ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) 3. มักน้อย , กล้าจน (อัปปิจฉะ) 4. ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) 5. ขัดเกลา กิเลส (สัลเลขะ) 6. เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) 7. มี อาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) 8. ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ9 9. ขยันเสมอ , ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) ยอดขยัน นี่คือคนมีวรรณะ the classes ไม่ใช่ the masses เป็นคนชั้นสูง ของพระพุทธเจ้า เป็นคนเลี้ยงง่าย เป็นคนมีชีวิตกินอยู่ ไปมาไม่ยุ่งยาก อาศัยคนอื่นบ้าง เมื่อจำเป็น เมื่อไม่จำเป็น ก็ช่วยตัวเอง เกื้อกูลคนอื่นไปเรื่อยๆ บำรุงให้เจริญได้ง่าย เป็นคนมักน้อย หรือกล้าจน ชอบมีน้อยๆ ไม่ชอบมีมากๆ อัปปิจฉะใจพอ สันตุฏฐี หรือ สันโดษ ไม่ใช่พึงพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ ….ไม่อย่างนั้นไปถามคุณเจริญ เขาก็ต้องพอใจในสมบัติแสนล้านของตัวเอง ไปถามคุณธนินท์ก็ยินดีในกันแสนล้านของตัวเอง ทั้งนั้นแหละ ใครก็ตามพอใจ แม้แต่โจรที่ปล้นได้แล้วก็รวยก็พอใจในสิ่งที่ตนมีทั้งนั้น การแปลสันโดษว่าพึงพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่นั้นผิด แปลผิดมากเลย เป็นการเลี่ยงบาลี สันโดษแปลว่าใจพอ จิตใจรู้จักพอไปหาน้อยลง กินวันละ 3 มื้อ แต่ก่อนนี้กินวันละไม่รู้จักมื้อ ก็หยุดมาได้ เลิกมาได้ กินวันละ 3 มื้อก็พอ ใจก็พอ ไม่กินจุบจิบ ลดลงมากิน 2 มื้อได้ก็พอ ใจมันพอสองมื้อก็พอ ก็เป็นคนเจริญ จะเป็นคนรู้จักความพอ เงินทองใช้เดือนละ 50,000 มันมากไปก็ลดเหลือใช้เดือนละ 20,000 ก็พอ ลงมาเรื่อยๆใช้เดือนละ 10,000 ก็พอ ดีไม่ดีใช้เดือนละ 5,000 ก็พอ ยิ่งลดลงมาน้อยลงก็พอ พอโดยสุขภาพไม่เสีย การเป็นอยู่ได้ดี พัฒนาตนเองได้มีคุณค่าประโยชน์ อย่างนี้เป็นต้น เป็นคน สัลเลขะ ขัดเกลากายกรรม วจีกรรม มโนกรรม กิเลสเรามีเท่าไหร่ ก็ขัดเกลาออกไป หาวิธี มีวิธี เรียนรู้วิธีขัดเกลาตนเองจริงๆ ผู้ที่สามารถปฏิบัติจนถึงขัดเกลากิเลสได้ ก็จะเป็นคนมีหลักเกณฑ์ ที่จะชำระกิเลส ทำลายกิเลส แล้วก็เจริญด้วยการ มีหลักเกณฑ์ในการชำระกิเลส เรียกว่า ธูตะ หรือองค์ของธูตะ เปลี่ยนไปเป็นภาษาไทยด้วยกว่า ธุดงค์ สามารถมีหลักเกณฑ์ มีข้อมีศีล ในการขัดเกลาตัวเองให้สูงขึ้นเจริญขึ้น มีศีลที่สูงขึ้น ธูตะ เรียกสั้นๆว่า มีศีลเคร่ง สำหรับผู้ที่ปฏิบัติได้แล้วไม่เคร่งหรอก เพิ่มขึ้นได้อีก ได้แล้วก็เคร่งกันอีก ได้แล้วก็เคร่งกันอีก นี่คือลักษณะของ ธูตะหรือองค์ของธูตะ ธุดงค์ มีอาการของ ปาสาทิกะ ปฏิบัติแล้ว กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม น่าเลื่อมใส อย่างลักษณะของอาตมา เป็นคนแสดงออกอย่างแรง เพื่อให้เข้าใจให้ได้ชัด คนไม่เข้าใจ ก็จะถือสา ปาสาทิกะ เป็นคนที่พัฒนาตัวเองไป คนที่มีดวงตา มีปัญญาความรู้ จะเห็นว่าคนนี้น่าเลื่อมใส มีอาการกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมน่าเลื่อมใส ที่จริงอาตมาทำงานพยายามช่วยเหลือมนุษย์ เสียสละ สร้างสรร ด้วยแรงกายแรงใจมาตลอด ตั้งแต่รู้ว่าชีวิตต้องมาดำเนินทางนี้ ทำงานทั้งนี้ก็คือมาบวชนี่แหละ 47 ปีแล้ว อาตมาทำ คนที่รู้ที่เห็น ที่เข้าใจจะรู้สึกเลื่อมใสอาตมา ถ้าอาตมาอยู่แย่งชิงสังคมโลก ก็จะแย่งลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขได้ ไม่มีปัญหา ดีไม่ดีป่านนี้ ถ้าอาตมาอยู่ ไม่แน่ RS หรือแกรมมี่ ก็คงเกิดได้ยาก ตอนนั้นอาตมาตั้งชื่อ บริษัทหัวใจสีชมพูแล้ว ทางธุรกิจบันเทิง อาตมาชอบทำงานด้วย อาจจะมีสำนักโทรทัศน์ เหมือนอย่างนี้แล้ว ก็คุยโม้ไป ไม่ได้เกิด มันมาทางนี้ซะก่อน คนจนโลกีย์ กับ คนจนโลกุตระ ก็คนละอย่างกัน คนจนโลกุตระนี่แหละ คือตัวจริงของผู้ที่พัฒนา และช่วยเหลือเศรษฐกิจของโลกอยู่ ส่วนคนที่รวยนั้น เป็นคนทำลายเศรษฐกิจ ยิ่งรวยไม่รู้จบ ก็เป็นคนทำลายเศรษฐกิจของประเทศ ของสังคมของโลก คนรวย คือคนทำลายเศรษฐกิจตัวร้าย ยิ่งจะเพิ่มความรวย หรือรวยไม่พอ รวยไม่พอเพียง รวยไม่รู้จบ คือตัวทำลายเศรษฐกิจ เป็นคนปิดกั้นการพัฒนาเศรษฐกิจ เป็นคนโง่ในเรื่องของเศรษฐกิจ เป็นกบฏต่อการพัฒนาประเทศ คือคนรวย อาตมาพูดหนักพูดแรง พูดชัด พูดให้ชัดแล้ว จะเข้าใจน้ำหนักของภาษาที่อาตมาใช้ อาตมาเลือกภาษามาใช้ เพื่อจะกระทุ้งกระแทก ให้เข้าใจชัดๆ ให้เห็นว่ามันรุนแรงร้ายแรงมาก ทั่วโลกเข้าใจว่าความรวยเป็นสิ่งประเสริฐ เป็นสิ่งที่กูจะต้องสร้างประเทศ ด้วยความรวย กูจะต้องรวย ไม่ใช่

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน แบบคนจนตามรอยพ่อ นึกถึง ในหลวง แล้ว สุดประเสริฐ เป็นพระโพธิสัตว์ ที่เข้าใจประเทศชาติ เข้าใจโลก ที่ท่านได้ตรัสคำนี้ อธิบายท้าวความ มี รัฐมนตรีเกาหลีมาทูลถาม ว่า จะบริหารประเทศแบบไหน จึงเจริญ ดีประเสริฐ ก็ถามเซ้าซี้ สุดท้ายท่านก็บอก โดยที่ท่านรู้ในพระทัยว่าถ้าตรัสออกไป รัฐมนตรีเกาหลีต้องหูหักแน่นอน แต่สุดท้าย ท่านก็ต้องตรัสว่า ต้องบริหารแบบคนจน แต่พวกเขาเอาแต่รวยๆ รวยทุกๆวัน เขาก็นึกว่าประเทศเขาเจริญที่ได้รวยๆ มันเป็นความย้อนแย้ง แต่มีสภาพซับซ้อนลึกซึ้งมากเลย เป็นสิ่งประเสริฐ ขออัญเชิญพระราชดำรัสในหลวง เป็นคลิปมาก่อน ขอแวะนิดหนึ่งว่า โทรทัศน์ของเราเป็นโทรทัศน์คนจน ขณะนี้กล้องที่ถ่ายอยู่ 3 กล้องไม่มีคนคุมเลย มีแต่คนใจดำ อาตมาไม่รู้ว่าทำไม ไม่มีกะจิตกะใจ ก็รู้ว่าพวกเราทำงานแบบนี้เวลานี้ คือเวลาออกอากาศ แล้วคนที่มีความสามารถความรู้ในเรื่องนี้ ไม่มีน้ำใจเลย ปล่อยให้คนทำๆอยู่คนเดียว นายป๊อบวิ่งเข้าวิ่งออก วิ่งดูอยู่สามกล้อง ขอประจานตัวเอง เบื้องหลังชาวอโศกออกไป พูดแบบนี้แล้วจะรู้สึกหรือไม่ จะมาช่วยหรือไม่ช่วยก็แล้วแต่ ในหลวง ทรงงานมาตลอด 70 พรรษา ท่านเองมีภูมิธรรม แห่งความเป็นมนุษยชาติ แห่งความเป็นสังคมสูงส่ง เป็นพระโพธิสัตว์ ที่เป็นผู้ที่รู้จักเรื่องของมนุษย์และสังคม อาตมาพูดย้ำไม่รู้กี่ที พระพุทธเจ้าสำเร็จสัมมาสัมโพธิญาณ ท่านไม่ได้ศึกษาอะไรนอกจากความมนุษย์ และความเป็นสังคม แล้วท่านก็มาช่วยมนุษย์ ช่วยสังคม นี่คือจบ แล้วท่านก็ทำหน้าที่อันนี้ จนกระทั่งปรินิพพาน เป็นปริโยสาน ในหลวงเรา เป็นผู้ที่ดำเนินรอยตามพระพุทธบาท แล้วก็บำเพ็ญมาจนถึงปางนี้ เป็นพระโพธิสัตว์ ในปางของความเป็นพระมหาชนก ดำเนินรอยตามพระมหาชนก กับพระเตมีย์ใบ้ ที่อาตมาใช้คำว่าเตมีย์ใบ้ เพราะท่านไม่ตรัสอะไรมาก เงียบ อย่างนี้เป็นต้น พูดน้อย ไม่ใช่ท่านเป็นใบ้นะ ฉายาเตมีย์ใบ้ แต่ท่านไม่ตรัส นี่แหละ คือในหลวงภูมิพลอดุลยเดช เป็นเรื่องจริง เป็นเรื่องที่สุดยอด แล้วท่านตรัสไปแล้ว ใครจะสนองพระราชดำรัส ออกไปศึกษาปฏิบัติตามก็ทำ ไม่สนองก็แล้วไป

แบบที่เรียกว่า ทำ " แบบคนจน " คือทำวิธีการแบบคนจน ไม่ได้มีการลงทุนมากหลายอย่างของเขา เราก็ทำไป ก็เลยบอกว่า ถ้าจะแนะนำ ก็แนะนำได้ "ทำแบบคนจน" เพราะเราไม่ได้เป็นประเทศที่รวย เราก็รวยพอสมควร อยู่ได้ แต่ไม่ใช่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก เราไม่อยากจะเป็นประเทศอย่างก้าวหน้าอย่าง­มาก เพราะว่าถ้าเราเป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่าง­มาก มีแต่.. มีแต่ถอยหลัง ประเทศเหล่านั้นที่เขามีอุตสาหกรรมสูง มีแต่ถอยหลัง และถอยหลังอย่างน่ากลัว แต่ถ้าเรามีการปกครองแบบ แบบว่า แบบคนจน แบบที่ไม่ติดกับตำรามากเกินไป ทำอย่างมีสามัคคีนี่แหละ มีเมตตากัน ก็จะอยู่ได้ตลอดไป ไม่เหมือนคนที่ทำตามวิชาการ แล้วก็วิชาการนั้น ก็เราดูตำราแล้วพลิกไปถึ­งหน้าสุดท้าย หนึ่งหน้าสุดท้ายนั้นเขาบอกว่า"อนาคต­ยังมี" แต่ไม่บอกว่าเป็นอย่างไร เวลาปิดเล่มแล้ว มันก็ปิดตำรา ปิดตำราแล้วไม่รู้จะทำอะไร ลงท้ายก็ต้องเปิดหน้าแรกใหม่ เปิดหน้าแรกก็เริ่มต้นใหม่ "ถอยหลังเข้าคลอง" แต่ถ้าเราใช้ตำราแบบที่เราอะลุ่มอล่วยกัน ตำรานั้นไม่จบ (พระราชดํารัส ในวันเฉลิมพระชนมพรรษา : 4 ธันวาคม 2534)

คนจน ที่เราหมายถึงนี้ ไม่ได้หมายถึงคนจนที่ขี้เกียจขี้คร้าน ไม่สร้างสรรค์ ไม่มีสมรรถนะความสามารถ ไม่ใช่ แต่เป็นคนจนที่มีความรู้ความสามารถ เป็นด็อกเตอร์ก็ได้ เรียนมาสูงมี สมรรถนะสูง สร้างสรรค์อยู่ มีผลผลิตก็มาก แต่สละออก สะพัดกระจาย เผื่อแผ่ สงเคราะห์แก่ผู้อื่นให้ได้มาก ๆ สรุปรวมแล้ว เป็นคนขาดทุน ขาดทุน คืออย่างไร ขาดทุน คือ ให้แก่ผู้อื่น เช่น ผลผลิต สร้างขึ้นมา ราคาของสังคมมีร้อย แล้วเราก็ขายให้แก่สังคม 80 50 ต่ำกว่าราคาตลาด แต่ว่าต่ำกว่าราคาตลาดแล้ว มันต่ำกว่าที่ตัวเองจะอยู่ได้ไหม การคิดทุน ต้องคิดค่าวัสดุต่างๆ ค่าโสหุ้ย พร้อมกับค่าแรงงานของเราเองด้วย นั่นคือราคาทุน ในวิธีคิดของทุนนิยมของเขา ทุนนี้เก็บหมดเลย เขาจะคิดค่าวัสดุ ค่าอะไรที่มันจะมี ค่าโสหุ้ยไม่พอ ยังรวมไปอีกว่า มันจะมี error อะไรไหม บวกเข้าไปอีก 3% 5% 7% ก็แล้วแต่ นี่คือ ความโหดเหี้ยม ของ ระบบทุนนิยม แล้วก็ดำเนินทฤษฎีนี้อยู่ในโลก อาตมาบอกว่า มันไปไม่รอดหรอกสังคมโลก ถ้ามันไปแบบนี้กัน ตายแน่ๆ ไม่เจริญ เข่น ฆ่าแข่งขันแย่งชิง ฆ่าแกงกันอย่างนี้ ไม่มีสงบได้หรอก ไม่เป็นสุขหรอก ชาวอโศกมาดำเนินรอยตามพระพุทธเจ้า ตามรอยพระยุคลบาทของในหลวง มาทำแบบคนจน สงบ เบาสบาย จนถึงมาอยู่ใน สังคมสาธารณโภคี เป็นแบบคนจนที่ถึงจุดสูงสุดของความเป็นมนุษย์ กระทำของความเป็นพฤติกรรมสังคม ชาวอโศกมาทำงานฟรี เสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์ กินใช้อยู่กับส่วนกลาง ยิ่งกว่าคิปบุช หรือคอมมิวนิสต์ หรือสังคมนิยมแบบไหน ก็ตาม นี่คือสุดยอด เป็นสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนไว้ แล้วมีคนมาประพฤติปฏิบัติได้ สำเร็จเป็นผลจริง มีประสิทธิภาพจริง สุดยอด แล้วคนที่มีชีวิตอย่างคนจนดังกล่าวนี้ เขาเป็นสุขนะ ปรมังสุขัง ไม่ได้สุขอย่างบำเรอกิเลส ด้วย วูปสโสุข เอาภาษาคำว่าสุขมาใช้ ที่จริงแล้ว ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ เป็นสุดยอดของความสุข คือ อทุกขมสุข มีจิตใจอย่างนั้นจริงๆ อาตมาพูดได้ เพราะว่าอาตมามีจิตอย่างนี้จริงๆ ชาวอโศกก็เราก็ทำได้ ก็อยู่กันไปจนกว่าจะตาย เผากันไปหลายคนแล้ว อาตมาไม่ได้เป็นคนประดิษฐ์ประดอยคำพูด ให้หวาน ให้ไพเราะ อาตมาพูดอย่างสุภาพที่สุดแล้ว เพราะว่าพูดอย่างมีภาวะที่ดีที่สุด เป็นภาษาพูดที่เข้าใจง่าย เข้าใจตรง เข้าใจสั้น ไม่มีดราม่า ไม่มีไว้ท่า ไม่มีท่ามากอะไร พูดตรงๆ เป็นอย่างนั้น ถ้าเผื่อว่าในเมืองไทยที่มีพระเจ้าแผ่นดิน ทรงพระปัญญาธิคุณ รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็นสังคม ความเป็นมนุษย์อย่างนี้ ท่านก็ทรงบรรยาย ทรงสอน แต่เขาก็เอามาเผยแพร่ไป แต่ประชาชน ผู้บริหาร ไม่พยายามศึกษาตาม แล้วมาลดกิเลสให้ได้ แล้วมาเป็นคนจน ต้องขออภัยที่พูดยกตัวเองพวกตัวเอง ชาวอโศก เป็นตัวอย่างของสังคมประเทศไทย เป็นชีวิตที่ดำเนินแบบคนจน ปฏิบัติตัวเองมา แล้วก็เป็นคนที่ มีชีวิตขาดทุน ให้แก่สังคม โดยที่เรารู้ดีว่าเราทำอะไร เราได้กำไรอย่างไร กำไร คือ เราได้เสียสละ ในหลวงท่านตรัสไว้ว่า เราเสียนั่นแหละ คือเราได้ ตามคลิปเมื่อกี้นี้ เสียอะไร คำว่า เสีย ตัวนี้ คือ การสละ เรียกเต็มๆ ว่า เสียสละ ไม่ใช่พูดด้วยภาษาตื้นๆ แต่ เป็นผู้ที่ให้ เป็นผู้ที่ขาดทุน ให้แก่สังคม ขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา ให้แก่สังคม ให้แก่ผู้อื่นออกไป การขาดทุนนี้ ไม่ได้ขาดทุนอย่างโง่เง่า หมดเนื้อหมดตัว เพราะว่าคิดทุนหมดแล้ว มันมีค่าตัว ค่าตัวเรา 100 ไม่ได้ให้ไปหมดทั้งร้อย เราก็เหลือไว้กินใช้ของเราเท่าที่พอ นอกนั้นก็ให้แก่สังคมไป มันก็มีเหลืออยู่แล้ว เราไม่ได้ตีค่าตัวจนเกินจริง เอาตามอัตราสังคมเขา ราคาตัวเราเท่าไหร่ เราก็ประมาณเอาไม่ตายตัว บอกไปยาก เป็นผู้ที่เข้าใจว่า เราเป็นผู้ที่อยู่อย่างเสียสละ ไม่ได้โลภมาก เห็นแก่ตัว กอบโกย ไม่มีที่สิ้นสุด คนมีจริตอย่างนี้ มีความคิดรอบ เห็นแก่ได้ เห็นแก่ตัว มันไม่เจริญหรอก จะร่ำรวยขนาดไหน ก็ไม่เจริญ แถมมีชื่อว่าเจริญ ก็ไม่เจริญ สมณะเพาะพุทธว่า... ประเทศไทยถูกยึดครองโดย สองเจริญ 1 เจริญโภคภัณฑ์ 2 เจริญ สิริวัฒนภักดี พ่อครูว่า... เป็นสิ่งที่เป็นสอง เป็นสิ่งที่ยืนยันความลงตัวทุกอย่าง จะแสดงรูปและนามที่ลงตัว ประเทศไทย เป็นประเทศที่เขายืนยันว่า ยุคนี้ เป็นชมพูทวีป และมีสิ่งที่ลงตัวเป็นรูปธรรม เป็นรูปนามยืนยันจริงๆ อาตมาไม่เก่งพอที่จะใช้นิรุติ ปฏิภาณ พอจะอธิบายให้คนรู้ได้ครบถ้วนได้ ถ้าคนที่เก่งจะพูดได้ว่าประเทศไทยเป็นเช่นนั้นจริงๆ เป็นประเทศที่มี อาริยธรรมโลกุตรธรรม Civilization ขั้นโลกุตระ สหประชาชาติก็ขานรับ ให้ในหลวงเป็นผู้ที่ทรงบริหารประเทศ ที่เขายกให้ ทูลเกล้าถวายรางวัลเลย มีมาแล้ว ไม่ได้พูดลอยๆ เป็นเรื่องจริง และเป็นสิ่งรับรองยืนยัน เป็นปรากฏการณ์ Phenomena ที่รับรองมาแล้ว พระพุทธเจ้ามีสมบัติพัสถาน ก็ทิ้งออกมาอย่างไม่ใยดี ไม่ไปวอแว ไม่มีจิตอะไรที่จะห่วงหาอาวรณ์สมบัติทางโน้นเลย ขออภัย อาตมาก็เหมือนกัน เลิกสมบัติทางโลก แบ่งแจกออกไปเสร็จหมดแล้ว จากวันนั้นจนถึงวันนี้ อาตมาไม่เคยไป เรียกร้องทวงอะไรกับสมบัตินั้นเลย แล้วก็แล้วไป จบดำเนินไปได้อย่างนี้ ชีวิตของคน ไม่รู้จักว่า คนเราจะเรียกด้วยภาษาว่า เป็นความจน และมาเป็นคนจน คนที่รู้ได้ว่าควรดำรงตนเอง เป็นคนจนด้วยมีความจน เป็น ความจนอันประเสริฐ ไม่ใช่ความจนอย่างต่ำๆ ความจนอย่างชั่ว ความจนที่ชั่ว คือคนที่รวยมากๆ แล้วก็กอบโกยไม่รู้จักจบจักสิ้น ความจนของคนรวย ที่รวยไม่เสร็จไม่สิ้น ก็คือผู้ที่มีความจนที่ชั่วร้าย ที่เลวทราม เพราะเป็นความทำลายสังคมมนุษยชาติ ทำร้ายตัวเอง ตัวเองก็หลงแต่ความรวย ในสมบัติพัสถาน ในหลวงท่านได้ตรัส ว่า เราไม่อยากจะรวย ไม่เอาก้าวหน้าแบบนั้น มันเป็นการถอยหลังอย่างน่ากลัว เป็นคำตรัสของในหลวงทั้งนั้น “เราเลยบอกว่า ถ้าจะแนะนำได้ ต้องทำ แบบคนจน” เราไม่เป็นประเทศร่ำรวย ประเทศไทยเราจะต้องเป็นประเทศที่ไม่ร่ำรวย เราก็มีพอสมควรพออยู่ได้ ไม่ต้องมีมากมาย ไม่รวยไม่เป็นประเทศที่รวย แต่มีพอสมควรเลี้ยงตัวเองอยู่ได้ อย่างชาวอโศกไม่รวยแต่มีพอสมควร เป็นคนจนที่ไม่จน “เราเลยบอกว่า ถ้าจะแนะนำได้ ต้องทำ “แบบคนจน” เราไม่เป็นประเทศร่ำรวย เรามีพอสมควร พออยู่ได้ แต่.. ไม่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก เราไม่อยากจะเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก เพราะถ้าเราเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก ก็ จ ะ มี แ ต่ ถ อ ย ห ลั ง ! ประเทศทุกประเทศต้องการเป็นประเทศที่รวย แม้แต่ประเทศไทยแต่ไม่เอาอย่างในหลวง เอาเศรษฐกิจแบบในหลวงเราเป็นต้น ท่านตรัสไว้ลึกแรงชัด แต่ไม่มาเอาตาม ประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก ที่บอกว่ามี GDP สูง GDP4 GDP5 GDP7 GDP8 ที่บอกว่าเป็นประเทศก้าวหน้า แต่ เป็นประเทศที่ถอยหลัง และถอยหลังอย่างน่ากลัว แต่ถ้าเริ่มมีการบริหารที่เรียกว่า “ แบบคนจน ” แบบที่ ไม่ติดกับตํารามากเกินไป ทําอย่างมีสามัคคีนี่แหละ คือ เมตตากัน ก็จะอยู่ได้ตลอดไป...” ตำราทั้งหลาย มีแต่ตำราพาไปรวย เขาไม่แล ไม่สนใจตำราแบบคนจน เขาถือว่าเป็นข้อเขียนที่เป็นเศษสวะ อาตมาเขียนทุกวันนี้ เขียนให้มาจน เขาก็ถือว่าเป็นเศษสวะ ไม่มาสนใจ ประเทศใดเข้าถึงพฤติกรรมนี้ เข้าถึงวัฒนธรรมมีเศรษฐกิจ อย่างเศรษฐกิจขั้น สาธารณโภคี ประเทศนั้น เป็นสุดยอดประเทศ มาทำเป็นประเทศไม่ได้ อาตมาก็ทำซ้อน เป็นสังคม สังคมไทยที่เข้าใจแบบนี้ อาตมาก็พามา ทำจนเป็นสังคม ที่สำเร็จสาธารณโภคี มีชีวิตมีพฤติกรรมชีวิตอยู่ จนเป็นวัฒนธรรมแล้ว อย่างนี้ เลี้ยงตนเองด้วยระบบสาธารณโภคีสุดยอด เป็นแบบคนจน เป็นแบบเมตตากัน อะลุ่มอล่วยกัน สามัคคีกันเกื้อกูลกัน จากนี้แหละ เป็นจุดหมายปลายทางของสังคม เป็นจุดหมายปลายทางของความเจริญ เป็นความเจริญอันสูงสุด อาตมาภาคภูมิใจที่เกิดมาในชาตินี้ ทำได้แค่นี้ เพื่อสังคมกลุ่มแค่นี้ ซ้อนอยู่ในประเทศไทย แม้ประเทศไทยจะไม่เหลียวแลอาตมา ผู้บริหารทางด้านการเมือง แม้แต่ผู้บริหารทางด้านศาสนาพุทธ ก็ไม่เข้าใจว่า จะมานำพุทธศาสตร์ พุทธธรรมของพระพุทธเจ้ามา เอาของท่านมาปัดฝุ่น มาทำจนสำเร็จ เพราะเขาทำให้ธรรมะพระพุทธเจ้าหม่นหมอง จนไม่เห็นเนื้อธรรมะพระพุทธเจ้าแล้ว อาตมาเอามาล้างฝุ่นให้ออก จนให้คนเห็นว่า ธรรมะพระพุทธเจ้าเป็นแบบนี้ แล้วก็ประพฤติกันจนสำเร็จ แม้จะไม่มากมาย ก็ภูมิใจแล้ว ได้แค่นี้ก็ภูมิใจแล้ว แล้วจะนำพากันไปจนตาย ตายแล้วจะทำกันต่อไหม ทุกคนขานรับว่าจะทำต่อ เพราะเป็นเรื่องประเสริฐสุดแล้ว สาธารณโภคี ที่เป็นจุดสุดยอดแล้ว ถ้าสังคมใดเข้าใจ โดยเฉพาะในประเทศใดเข้าใจ ความเป็นชีวิตสังคมมนุษย์แบบนี้ แนวทางการดำเนินชีวิตแบบนี้ สังคมโลกจะมีความเป็นสุขสำราญบานใจ จะไม่มีเรื่องราวอะไรที่เดือดร้อนวุ่นวาย นี่เลยจริงๆ อาตมาขอยืนยันว่า ถ้าใครเอาปัญญาดีๆ และเข้ามาสำรวจตรวจสอบ ชุมชนชาวอโศกมาศึกษาให้ดีๆ ว่าด้วยภูมิปัญญาให้ดีๆ ด้วยความฉลาดแสวงหาความรอบรู้ว่า สังคมควรจะเป็นอย่างไร แล้วมาดูสังคมชีวิตชาวอโศก ชีวิตกินอยู่หลับนอนสบาย ไม่นอนสะดุ้งจนเรือนไหว มีทองแค่หนวดกุ้ง นอนสะดุ้งจนเรือนไหว ไม่มีลักษณะนั้นเลย ดูอย่างหน้าฉากนี้ จะได้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ สิ่งที่โชว์นี้ เป็นปัจจัย 4 เป็นหนึ่งในโลก เป็นอาหาร อาหารเป็นหนึ่งในโลก ที่สำคัญที่สุดในความเป็นสัตว์โลก โดยเฉพาะมนุษย์ มนุษย์รู้ พระพุทธเจ้าก็ตรัสบอกว่า อาหารนี้ กวฬิงการาหาร เป็นข้อต้น ใน อาหารทั้ง 4 อาหารเป็นสิ่งที่กินเป็นคำๆ กลืนเข้าไปเลี้ยงร่างกาย ที่จริงแล้ว อาหารอีก 3 ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร ก็สำคัญที่จะ เรียนรู้เพื่อลดความทุกข์ ความเสื่อมของชีวิต ถ้าเรียนรู้ มโนสัญเจตนา 3 แล้วลดละกิเลสได้ด้วยการมี ผัสสาหาร มี ผัสสะเป็นสมุทัย ในการปฏิบัติ ถ้าไม่มีสมุทัย ก็ไม่บรรลุ ตั้งแต่รวมตัวเป็น ประเทศสยาม ก็ มีศาสนาพุทธมาตลอด ก็มีคนเชื้อชาติไทย สัญชาติไทย ที่นับถือศาสนาอื่นอยู่บ้าง แล้วก็พยายามมาเผยแพร่ให้ได้มาก พยายามอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม ศาสนาใหญ่ๆในโลก พยายามมากระจายเผยแพร่ กลืนประเทศไทย แต่กลืนไม่ได้ ประเทศไทยมีพลเมืองนับถือศาสนาพุทธอยู่ 95% ไม่ได้ลดลงเลย เพราะมีต้นทุนอยู่ตั้ง 95% ออกลูกหลานมาก็เป็นพุทธตามสำมะโนครัวอยู่แล้ว ทางโน้นเป็นกลุ่มน้อย ออกลูกออกหลานมาอย่างไรก็ไม่ทัน มีอัตราการก้าวหน้าปฏิภาคทวีที่มากกว่า มวลของศาสนาอื่นก็ไล่ไม่ทัน ศาสนาพุทธนี้ อาตมาภาคภูมิใจในคนไทย ที่เข้าใจ ยึดถืออย่างไม่ถอดถอน เปลี่ยนแปลง แม้นที่สุดในถึงยุคนี้วันนี้ คนไทยแสดงตัวเป็นปรากฏการณ์ออกมา เป็น ระเบิดรัก ระเบิดรักของคนไทย รักอะไร รักในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่สนามหลวงจะเป็นจุดกลาง ที่ไปสักการะเคารพ พระบรมศพ พระองค์ท่าน ยังฮือฮาคึกคัก เป็นกว่าปีแล้ว ตั้งแต่ 13 ตุลาคม 2559 ก็เกือบครบ 1 ปีแล้ว เป็นพลังงานความรักที่แรง เรียกว่าระเบิด เรียกว่า bomb of love คำว่า bomb of love ไอน์สไตน์เป็นผู้ที่บัญญัติ เรียก ไอน์สไตน์ได้เขียนเป็นจดหมาย ทิ้งไว้ให้ลูกสาว ให้เก็บจดหมายนี้ไว้ บอกว่าต่อไปจะมีปรากฏการณ์ bomb of love เกิดขึ้น พ่อไม่สามารถอธิบายให้ฟังได้ว่าคืออะไร ตลอดชีวิตพ่ออธิบาย E=mc 2 อธิบายก็ยากแสนยากแล้ว แต่เรื่องระเบิดรักนี้ เป็นปฏิสัมพันธ์ที่ยิ่งใหญ่กว่า ทางสสารทางพลังงาน พ่อมิบังอาจหรอก แต่เก็บไว้จะมีปรากฏการณ์นี้เกิด อาตมาขยายความ ตามเจตนารมณ์ความรู้ของไอน์สไตน์ และถึงปรากฏการณ์จริงระเบิดรักจากคนจริง ที่ได้แสดงความรักบูชา เทิดทูน ต่อในหลวง ที่เรียกว่ามันมาก มันเหมือนระเบิด ยังไม่จบเลยนะ เป็นระเบิดปรมาณู คุณเคยเห็นไหม พอตูมออกไป ก็จะเป็นรูปลักษณ์ระเบิดที่ยังไม่สลายตัวง่ายๆ มีความเป็น พระพรหม มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ทรงงานแล้ว จะได้ไม่ได้ขนาดไหน ก็ไม่ทดสอบไม่กังวล มีแต่ตั้งหน้าตั้งตาทำ ทรงพระจริยวัตรไปตลอดพระชนม์ชีพเลย จนจบ คนไทยมีเลือดของโลกุตรธรรม คือ ธรรมะที่ไม่มีตัวตน ธรรมะไม่เห็นแก่ตัว ธรรมะทำเพื่อคนอื่น เป็นธรรมะที่ไม่เหลือตัวตน นั้นสูงสุด ในหลวงอย่างไร ก็อย่างนั้น โลกุตรธรรม 100% คนไทยขานรับเข้าใจ และก็มาขานรับว่าจะเอาอย่าง จะเดินตามคำสอนพ่อ แสดงออกถึงจิตลึกๆของตัวเองว่า แต่ก่อนก็รู้อยู่ในใจ แต่ยังไม่แสดงออก ตอนนี้ก็แสดงออกกันอย่างเกรียวกราว คนไทยเป็นผู้มีปัญญา เป็นผู้ที่รู้จักคุณธรรมโลกุตรธรรมนี้ เป็นความรู้ที่จะแสดงออกจริงแล้ว คนต่างประเทศก็ฉงนว่าทำไมแตกตื่นกับงานศพของพระเจ้าแผ่นดินเขา บางประเทศ บางคน ก็อาจจะคิด ยิ่งเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ หรือเป็นประเทศที่แม้จะเป็นประชาธิปไตยขาเดียว ไม่มีในหลวง เขาจะมองว่า งมงายอะไรกันมาก เขาจะไม่เข้าใจ คนไทยเคารพความเป็นประชาธิปไตยของในหลวง ในหลวงท่านทรงงานประชาธิปไตย ทำงานเพื่อประชาชนจนหมดเนื้อหมดตัว จนวันสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพ สุดยอดถ้าใครเข้าใจ อาตมาได้พยายาม แต่ไม่ได้เป็นผู้ที่ทำงานทางรูปธรรม ก็เลยไม่ค่อยมีรูปธรรมให้เห็น แต่ก็มีอยู่บ้าง อาตมาพาทำนี้ ขออภัยเหมือนพูดคุยตัว แต่อาตมาพาทำในสภาพ ยอด ขั้นปลาย ขั้นสูง มา เป็นคนจนระดับสาธารณโภคี มาทำงานเสียสละ เข้าส่วนกลาง แล้วมาอยู่กันในสังคม กินอยู่ร่วมกัน ซึ่งสังคมประเทศไหน เขาก็ทำไม่ได้หรอก ทั้งประเทศ ทำให้เกิดสาธารณโภคีทั้งประเทศไม่ได้ จะมีอย่างเก่งก็หมู่บ้าน ชุมชน อำเภอ เป็นตำบล เป็นอำเภอย

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน