600101_วิถีอาริยธรรม รับปีใหม่ 2560 สันติอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
600101_วิถีอาริยธรรม รับปีใหม่ 2560 สันติอโศก
สมณะเพาะพุทธว่า…ต้อนรับปีใหม่ 2560 ด้วยความคับคั่งของ ศาลาสันติอโศก มีผู้มาฟังธรรมกันมาก จะขออ่านข้อเขียนของพ่อครู ในหนังสือเราคิดอะไร ฉบับที่แล้ว 315 ก่อน
(เรากำลังพูดถึงนายไชยบูลย์(อดีตธัมมชโย) เจ้าสำนักจานบิน“ธรรมกรวย” (อันว่า“กรวย”คำนี้ หมายถึง รูปทรง“กรวย” ที่มันมีปากบานออกไปไม่มีวันจะสิ้นสุดการยาวยื่นบานออกไป เพราะมันตรงกับ“ความรู้และความจริง” ของสำนักนี้นั่นเอง) เราอาศัยรูปลักษณ์ของ“กรวย” และเป็น“กรวย” ที่มีปากยื่นปากยาวออกไป อย่างไม่สิ้นไม่สุด แบบ“น็อนสต็อป”(nonstop) ทิ้งคำว่า“เวลากาละ”กันไปเลยทีเดียว)
สำนักจานบินนี้เขาพากันปฏิบัติธรรมแบบก่อ“ภพ”สร้าง“ชาติ” ใส่จิตตนเอง ชนิดที่เป็น“กรวย” ปากยื่นยาวออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด นิรันดร เป็นสัสตทิฏฐิไปเลย ไม่มีความจบ มีแต่ไป..ไป ..ไปตะพึด ไม่มีเวลาจบ เขาพากันมี“ภพ”ไม่จบด้วย“เวลากาละ” พุทธนั้นมีจุดหมาย “ดับภพ จบชาติ” แต่ตลอดเวลาของสำนัก จานบินนั้น มีแต่สร้าง“วิมานสวรรค์” หลอกให้คนติดยึด ประพฤติปฏิบัติ เพื่อได้“สวรรค์”กันไม่รู้จบ และ“สวรรค์”นั้น ที่แท้ก็เป็นแค่“ภพ” ที่ “จิตเกิด”(ชาติ)“วิมาน”ขึ้นในจิตใจ ตามที่เขายัง“หลงผิด”กัน เขาจึงไม่มีทางพ้น“อวิชชา” “สวรรค์” แท้จริงก็คือ “ภพ” ซึ่งผู้ยังมี“ภพ”อยู่ แม้จะเป็น “สวรรค์”ก็ตาม…. ย่อมมี“นรก”เป็น“ธรรมะ 2” คู่กันอยู่แน่ “วิมาน”นั้น แท้ๆแล้วก็คือ ภาวะที่มันแค่ลมๆแล้งๆ ซึ่งประดาคน สมมติกันขึ้นว่า เป็น“สัจจะ”(สมมติสัจจะ) แล้วก็ทำความรู้สึกของตนให้ “เป็นจริง”ขึ้นตามนั้น จน“รู้สึกว่าจริง” แล้ว“จำได้” เรียก “อาการ” นี้ว่า“สัญญา” และที่สำคัญคือ ตอกย้ำ“สัญญา”สั่งสมให้ติดให้ยึดไว้ในใจ กระทั่ง“ติด ยึด”ว่า“เที่ยง”(สัญญายะ นิจจานิ)
อ่านต่อ
“อาการ”นี้แลคือ“อุปาทาน” ซึ่งถ้ายึดมั่นถือมั่นว่า เป็นจริงที่เที่ยงแท้ เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ขาดไปจากตนไม่ได้ ต้องเป็น ต้องมีอยู่นิรันดร ก็เป็น “กิเลสาสวะ” อะไรก็ตาม ที่คนยึดว่ามีอยู่“นิรันดร” สิ่งนั้นคือ“อนุสัย” แม้แต่“ความดีสุด-สูงสุด-วิเศษสุด”ปานใดๆก็ตาม เช่น “พระเจ้า”(God) “พระเจ้า”หรือ God นั้นคือ “จิตนิยาม” หรือที่เรียกว่า “พระจิตวิญญาณ”นั่นแหละ และเป็น“พระจิตวิญญาณ” ที่พิสูจน์ได้ใน “คุณวิเศษ”ของพุทธ “คุณวิเศษสูงสุดของพระเจ้า” คนปฏิบัติให้เกิดในตนได้ ซึ่งเป็นอันหนึ่ง อันเดียวกันกับ“พระเจ้า” ตั้งแต่ชีวิตยังเป็นๆนี้ “จิตวิญญาณ”มี“คุณวิเศษ” ระดับ“พรหม”คือพระเจ้าอันพิสูจน์ได้ และแสดงพฤติกรรมจริงปรากฏให้ โลกมนุษย์เห็นได้
เรื่องเหล่านี้ นายไชยบูลย์ซึ่งเป็น“นักอ่าน”ตัวยง ได้อ่านมามาก รู้มาก ก็“หลงตน” ทำตนเป็น“ศาสดาตัวเบิ้ม” หลอกมนุษยโลก ดังที่เขาได้ทำนั้น แหละ ล้วนคือความไม่จริง ซึ่ง“ศาสดาตัวเบิ้ม”ของสำนักจานบิน (นายไชยบูลย์)ที่เขาใช้วาทกรรม เรียกตนเองเท่สุดๆ ว่า“อาจารย์ไม่ใหญ่” จริตวาทะนี้คือ“เล่ห์ลิ้น”(tactics)อันคายแยบแสบแสน ของนาย“ไชยบูลย์” หรือสมี“ธัมมชโย” คนผู้นี้มีชื่อแท้ฉายาจริงก็ยัง “หลอก”คนว่า เป็น“ผู้เต็มไปด้วยความชนะ-ผู้มีชัยชนะทางธรรม”
แต่แท้จริงเขาแพ้ หรือชนะกันแน่...?
“ความบริสุทธิ์เท่านั้น ที่จะชนะทุกสิ่งทั้งโลก ในที่สุด”
นายไชยบูลย์ หรือสมีธัมมชโย บริสุทธิ์จริง หรือเปล่า?
ซึ่งหลักฐานทั้งมวลในสิ่งที่เขาทำและคำพูดทั้งหลายที่เขาใช้ ล้วนส่อแสดงให้เห็นถึง ความตลบแตลงตอแหลอยู่ในนั้นทั้งสิ้น เช่น พูดไป-ทำไป จะให้คนเข้าใจว่า “เล่น” เหลาะๆแหละๆ เพ้อๆฝันๆ แต่เอาจริงเอาแท้นั้น ทำคนหลงใหลงมงายจริงๆ พูดก็อย่างหนึ่ง ทำก็อย่างหนึ่ง พูดเล่น พูดหลอก แต่เอา “เงิน” คนจริงๆ เอาชนิดที่สนิทเนียนด้วยนะ คือ เงินนั้น เป็น“เงินที่ทำทาน” เป็นเงินที่ให้แล้วให้เลย แล้วก็เอาไปผลาญสารพัด เป็น“ของเล่นหลอกเด็ก”ทั้งนั้น ..ใหญ่นะ ..สวยนะ แต่ใหญ่และสวย อย่างวิตถารผลาญพร่าวัตถุ ทรัพย์สินเงินทอง ..ฉิบหายวายป่วงจริงๆ คนไร้เดียงสา อวิชชาก็งมงาย หลงเชื่อ ดังที่เป็น และเห็นอยู่นี่ คือ จำนวนมวลคนไร้เดียงสา ด้อยปัญญา พากันทำให้เห็นอยู่แท้ เขาพูดเหมือนฝันๆเพ้อๆ ..แต่ทำจริง มันมีแต่แท่งวัตถุ มีเลอะเทอะไปทั่ว ทั้งในประเทศ นอกประเทศ ซึ่งใช้เงินมหาศาล หลอกขูดรีดเงินคนมาได้ ก็เอามาผลาญ สารพัดสิ่ง ออกแบบก่อสร้างพิลึกกึกกือ แปลกประหลาดขึ้นมาในโลก-อวดใหญ่อวดโต อวดสวยที่แสนเชย จะว่าเป็นศิลปะ ก็แสนจะแข็งโด่ เส้นสายสีสันก็ตลกกว่า งิ้ว ผสมดิสโก้ฮิปปี้ ล้วนผลาญพร่า-ตั้งโรงเรียนฝันในฝัน-เป็นครูไม่ใหญ่- ตื่นขึ้นมาหาว หนึ่งที-แล้วฝันเป็นตุเป็นตะ ..พูดไป..อีเดียต พูดเชิง“เล่น”แต่เจตนาให้คนหลงเชื่อว่า“จริง” สะกดจิตเอาด้วย หลอกด้วย ใช้เล่ห์กลสารพัด คนโง่ โดยเฉพาะถูกสะกดจิต ก็หลงใหล งมงาย เชื่อถือ เป็นทาสผู้ปล่อยไม่ไป คนก็ช่างกระไร..โง่เง่าให้เขาหลอกได้ เป็นตุเป็นตะ เป็นไปตามที่เขา ใช้จริต การวาทกรรม ซึ่งก็มีคน“โง่หนัก”อยู่กลุ่มหนึ่ง แต่ก็มากพอดู ทว่าถึงอย่างไรก็ไม่ใช่คนไทยส่วนใหญ่ของประเทศเด็ดขาด คนไทยที่มีวิญญาณไทยแท้ส่วนมาก ไม่ใช่คนโง่ที่จะให้นายไชยบูลย์ หลอกได้แน่
ภพ ชาติ สวรรค์ นรก คืออย่างไร? นายไชยบูลย์ใช้“การสะกดจิต”(hypnosis หรือ meditation) ที่เขาทำได้ตรงตามวิธีการสะกดจิต..เป๊ะ! เขาจึงมีผลได้มวลคนถูกสะกด การหลับตาเพ่งเข้าไปสะกดจิตตน ให้จดจ่ออยู่ในจุดใดจุดหนึ่งเพียง จุดเดียว กดให้แนบแน่น แน่วแน่อย่างสนิท คือ meditation นี่แหละเป็น การสะกดจิต ..ทั้งสะกดจิตตนเอง เกิดพลังงานทางจิต มีประสิทธิภาพ ..และทั้งให้คนอื่นสะกดจิต แล้วสั่งการให้ทำตามได้ง่ายดาย เป็นทาสผู้ไม่มี ความคิดเป็นของตนเอง ปฏิบัติตามนายสั่งทุกอย่าง นายไชยบูลย์ทำทั้งสองอย่าง เพื่อเอาประโยชน์ ได้อย่างมหาศาล ดังที่เห็นอยู่ เขาหลอกคน ตรงตามที่พระพุทธเจ้าตรัสทุกอย่าง เป็นต้นว่า … หลอกในเรื่อง“ทาน” เขาสามารถสะกดจิตสั่งการ ปลุกระดมให้คนมา “ทำทาน”เข้าไปๆๆ ให้ติด-ให้ยึดมั่นถือมั่น -ให้หลง(โมหะ)ว่า ทำทานแล้วได้ “ภพ-ชาติ”เป็นของจริง แล้วให้คนมา“ทำทาน”กับตนเอง แล้วจะได้ “สวรรค์”ทั้ง 6 ชั้น
สวรรค์คือ“ภพ” อย่าลืมนะ! “ภพ”จริงๆคือ อาการของใจที่ยัง “มีอยู่” ในขณะปัจจุบันนี้ จึงจะเรียกว่า“จริง” เพราะมีในปัจจุบัน และสามารถยืนยันกับผู้อื่นร่วม สัมผัสรู้ด้วย แต่“ภพในอนาคต”นั้น ยังไม่เกิด ยังไม่มี ..ใช่มั้ย? ยังเพ้อฝันอยู่เท่านั้น ยังไม่มีใครรู้ใครเห็นเลยว่า “อนาคต”ที่ว่านั้น มันเป็นอย่างที่พูดหรือเปล่า? จะเป็นได้หรือเปล่า? หรือว่ามีแต่“โม้”เกินความจริง!!! ย้ำกันอีกทีนะว่า “ภพ”คือ อาการ ที่“ยังมีอยู่ในใจ” ขณะนี้ เป็น “ หทัยรูป ” อยู่ที่จิตคน ส่วน “ชาติ” ก็คือ “ อาการนั้นๆ ” ที่ยัง“มีอยู่” ในใจ มีอยู่ใน ปัจจุบันนี้ หลัดๆนี้ ขอเน้น..“ยังมีอยู่”นะ! เป็น“ ชีวิตรูป ” ให้เราสามารถกระทบสัมผัสเห็น “อาการ”ที่ยังมี“ อินทรีย์” (พลังงานที่เคลื่อนให้รู้อยู่)นั้นๆ ในปัจจุบันโทนโท่ โต้งๆอยู่ ยังไม่หายไป แต่นายไชยบูลย์หลอกคนนั้น เอาทั้งสิ่งที่เป็น“อดีต” ที่คนระลึกรู้ตาม ไม่ได้ (และนายไชยบูลย์พูดนั้น จริงหรือเปล่าก็ไม่มีใครรู้) โดยเฉพาะเอา “อนาคต”มาหลอกทั้งนั้น (อนาคตคือ ภาวะที่ยังไม่มีแน่ๆ กว่าอดีต กว่าปัจจุบัน) ยังไม่มีอะไรปรากฏ ยังไม่มีโอกาสพิสูจน์ได้เลย แต่กว่าจะพิสูจน์ได้ ต่างก็จะตายจากกันไปก่อนทั้งนั้น เพราะว่าที่เขา หลอกไว้ มันคือ ความเป็น “อนาคต”ทั้งสิ้น ยังมาไม่ถึงทั้งนั้น แล้วใครจะไป เอาผิดเขาคนเดียว ไม่ได้นะ ก็ต้องเอาผิดตัวเองด้วย เพราะเขาก็บอกแล้วว่า “วิมานในอนาคต” แต่คนแห่ไปเชื่อเขาเอง! นายไชยบูลย์หลอกอย่างได้ผลว่า “ภพสวรรค์ในอนาคต” เป็นของจริงนะ!!! ทั้งๆที่อนาคตคือ สิ่งที่ยังไม่มีจริงเลยสักอนาคต และสิ่งที่นายไชยบูลย์ หลอกนั้น เป็นสิ่งที่เขาวาดปั้นขึ้นมาเอง ลมๆแล้งๆ แต่เขาเอากิเลสคนเป็น ตัวตั้ง แล้วพูดเพ้อพก ปั้นสร้างขึ้นให้ถูกกิเลสคน ใครอยากได้อะไรอย่างไร เขาก็พยายามหลอกตามนั้นทั้งนั้นว่า มีหมด เป็นการหลอกเด็กๆไร้เดียงสา ยังไง ยังงั้นเลย ซึ่งจริงๆก็คือพากัน “อวิชชา”แท้ๆ เขาหลอกว่า ขอให้“ทำทาน”เลย ทานให้เขานี่แหละ ทานหมดตัวเลย ตายเป็นตาย ทานไม่เหลือ รับรอง“ได้คืนแน่ แต่ในอนาคต” โน่นนะ!!!! (จริงไม่จริงไม่มีใครรู้) “ทาน”ให้แก่เขานี้ เขาสามารถบรรดาลให้ได้นะ เพราะเขาสูงส่งมาก สูงส่งเป็นต้นธาตุต้นธรรม ยิ่งกว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ด้วย ดังนั้น ทานให้เขานี่แหละแล้วจะได้“ผล” เป็น“วิมานในอนาคต” ตามที่ เขาสรรหามาพูดหลอกว่า สวยงาม หรูหรา ใหญ่โตมหาศาล พิลึกพิลั่น พิลั่นพิลึก น่าอยากได้ อยากมี อยากเป็น ตามกิเลสคน “อนาคต”คือ ความยังไม่เกิดขึ้นในโลก เป็นเพียง“ภพเพ้อฝัน”เท่านั้น ยังไม่มีในโลก ซึ่งจะปั้นสร้าง ให้มาก ให้ใหญ่ ให้แปลก ให้สวยถูกใจ อย่างไร ก็ได้ แต่หลากหลายสารพัดเพ้อไป มันแค่“คิดได้”เท่านั้น แต่เป็นจริงในโลก ไม่ได้ มันสนองกิเลสอยากใหญ่ อยากสวย อยากหรูหรา อยากมโหฬาร พันลึก ที่ตรงตามพระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างยิ่ง คือ หลอกให้หลงติดยึด “สวรรค์ 6 ชั้น” ทุกชั้น แต่ละชั้น ครบทั้ง 6 ชั้น ได้สำเร็จแล้ว เขาก็สำทับกัน อย่างหนักเลยว่า ให้ทำใจในใจเกิด“ ความปลื้ม” (อัตตมนตา) เข้าไปๆๆๆๆ ให้มากๆๆๆ คนอวิชชาก็ทำตาม ก็โง่กันหมด แล้วก็สำทับอัดเอา“ ภพ-ชาติ ” เข้าไปใส่ใจหนักจัด แน่นขนัด หนาเตอะ เป็นอนุสัย อย่างประมาณไม่ได้ การตอกย้ำ“ความปลื้ม”(อัตตมนตา)ใส่จิตตน นั้นคือ การสำทับให้มี “ความ เกิด” ที่เรียกว่า “ชาติ ” เป็นเทวดาใน“ภพ” ที่เรียกสูงสุดว่า “ปรนิมมิตวสวัตตี” ก็ยิ่งมี “ภพ” ลึกสุดๆเนียนแน่นยิ่งขึ้นๆๆๆ ด้วย “อวิชชา” แท้ “ความปลื้ม”นี้ ที่บาลีว่า“อัตตมนตา”นั้น ก็ยืนยันพยัญชนะชัดเจนอยู่ แล้วโต้งๆว่า มัน“อัตตา”(อัตต)แท้ๆ ซึ่งอยู่ที่“ใจ”(มน)นี้ เพราะหากใคร “เริ่มมีการได้” ขึ้นในจิต แล้วเกิด“อาการ”เป็น“ความปลื้ม” และยิ่งตอกย้ำ “ความปลื้ม”นั้นใส่จิต ยิ่งกระหน่ำแน่นเข้าไปๆ อัดๆ จัดๆ แรงๆ เข้าไปๆ ก็เป็น “อัตตมน” คือ “ใจที่เป็นอัตตา” นั้นก็ยิ่งๆๆๆ ขึ้นนั่นเอง ที่ผู้ไม่รู้ คือ ผู้“อวิชชา”อยู่ จะหลงตอกกระหน่ำย้ำซ้ำด้วย“อาการ”ชนิดนี้ ใส่จิตตนเอง จึงเท่ากับตอก“อวิชชา” ให้หนักให้แน่นเข้าไปๆ เป็น“ภพ”ขั้นที่ 6 หลังจาก ตอก“ภพ” ใส่ใจตน ตั้งแต่ต้นมาถึง 5 ชั้น ทุกลำดับแล้ว แล้วก็มา ตอก กระหน่ำ ซ้ำสุดๆกันอีก จึงยิ่งเป็นผู้ได้“ภพ”ทั้งแน่นทั้งหนา ทั้งหนัก ทั้งหนึบ จัดมากขึ้นไปอีกสุดๆจริงๆ มันไม่เป็นการลดละ หน่ายคลาย“ภพ-ชาติ” ให้แก่ตนเอาเลย ตั้งแต่ “ภพ”แรก คือ ตั้งแต่จาตุมหาราช มาเรื่อยทั้งซับซ้อน หมุนรอบเชิงซ้อน (ปฏิสังสัคคะ) ทั้งย้ำแล้วย้ำอีก นี้คือ การปฏิบัติผิดที่มิจฉาทิฏฐิแท้ๆจริงๆ อัดแน่นเต็มที่ 100 %
(“ภพ” คือ “อาการที่‘ยังมีอยู่’ในใจ เป็น“ ภาวรูป ” ซึ่งผู้เรียนรู้ตาม พระวจนะ ที่ตรัสไว้ของพระพุทธเจ้า จนสามารถ“จับอาการ” ที่เป็น“ชาติ” ที่ เป็น“ภพ”นี้ได้ ภาวะนั้นคือ “ หทัยรูป ” หลงกันว่าเป็นแดนที่น่าได้ น่ามี น่าเป็น จึงมี“ภพเทวดา 6 ชั้น”นี้ เท่านั้น ไม่มี“ภพ”อื่นใดเลย ที่คนหลงยึด หลงอยากได้“ภพ”ในโลกของคนที่ หลง อยากเป็น อยากมี อยากได้ ทั้งหมดทั้งมวลของปุถุชน ผู้ยังหลง(โมหะ) หรือยังอวิชชาอยู่ ทั้งหลายก็มีแค่“ภพ 6 ภพ”นี้เท่านั้นเอง ในความหลง ในความโง่(อวิชชา) ของประดาคนผู้“อวิชชา” อยากเป็น อยากมี อยากได้ ไม่มี“ภพ”อื่นเลย ผู้หลงทำ “ภพเทวดา” ใส่ตน ผู้นั้นก็คือ ผู้ยังมี “ภพนรก” อยู่ในตน ไม่หมดไปจากใจ และจริงที่สุดว่า ไม่มีใคร“อยากได้นรก” มาให้ตนเด็ดขาด… แต่ขณะใด คน“ หวังสวรรค์ ”ขึ้นมา ( สาเปกโข ) ขณะนั้น“ นรก ” ก็ตามติดขึ้นมาด้วย เมื่อคนผู้นั้น ไม่รู้จัก“ สวรรค์เก๊ ” …แล้ว“หวังสวรรค์”ขึ้นใส่ใจตน …นี่แหละ “ ภพ ”ก็เกิดขึ้นทันที ณ บัดนั้น ดังนั้น จึงพึงเรียนรู้“เหตุ”ดีให้ได้ แล้วทำ“เหตุ”นั้น ให้เต็มสมรรถนะ เถิด นั่นคือไม่ต้อง“หวัง”เลย สร้างแต่“เหตุ”นั้นให้เต็มก็พอ “เหตุ”ที่เต็มบริบูรณ์ ก็คือ“ผล”นั่นเอง จึงไม่ต้องให้มีอาการ“หวัง” ขึ้น ในจิต ฉะนี้คือ “อุเปกโข” ซึ่งมิใช่“ สาเปกโข” เห็นชัดมั้ย? “เปกข”หรือ“เปกโข” คือ ภาวะของผู้เพ่งดู ผู้มองหา ผู้ที่เห็นส่วน “ อุ ”นั้นคือ พ้น เหนือ บน ขึ้น นอก “ สา ” คือ ภริยา,สุนัข ( ภาวะ ไม่ควรเป็นไม่ควรมี) อุเปกโข คือ ผู้“พ้นจากภาวะไม่ควรมี”นั้น สาเปกโข นั้นคือ ผู้ยังไม่พ้นภาวะที่ไม่ควรมี จึงเท่ากับ ผู้ยังมี ยังเป็น ยังมีหวังอยู่ อุเปกขา จึงเป็นการพ้นไปจากภาวะหวังนั้นแล้ว เหนือไปจาก ภาวะมี หรือเป็นนั้นๆ หลุดพ้นไปจากภาวะนั้นแล้ว จึงเป็นผู้ว่างจาก“ภพ”นั้นๆไป แล้วจริง เป็นผู้ “ไม่มีภพ-เหนือภพไปแล้ว” ผู้ปรารถนา“ความไม่มีภพ”หรือ“ความเป็นสหายแห่งพรหม” ก็ต้อง “ทำใจในใจ” ให้เป็น“ พรหม ” ให้ได้อย่างสัมมาทิฏฐิเช่นนี้ ผู้หมดสิ้นเกลี้ยง“ภพเทวดา”ในใจตน ผู้นั้นคือ สหายแห่งพรหม หรือคือ อรหันต์ ถ้าไม่“สัมมาทิฏฐิ” แล้ว“สัมมาปฏิบัติ” จนกระทั่งบรรลุ“สัมมาปฏิเวธ” ..ก็ไม่มีจริง ที่จริง..“ ภพเทวดา ”มัน“ไม่มีตัวตนจริง”เลย มัน“ อนัตตา ”จริงแท้ ต่างหาก มันเป็น“ชาติ” ที่กำหนดขึ้นใน“อนาคต” ใน“ปัจจุบัน”แค่นั้น แล้วหลงผนึกแน่น ใส่“อนุสัย”ไว้ด้วย ความโง่คือ“อวิชชา”เป็น“อดีต” จึงเป็น“ผู้มี” ยังไม่เป็น“ผู้ว่าง” เห็นความจริงนี้มั้ย? หากเป็นปัจจุบันที่“สัมผัส”อยู่ในขณะนี้ ก็มีความรู้สึกหลัดๆอยู่ว่า เป็น“สุข”ขณะนี้ สมมติของคุณมีอาการว่า“สุข” แต่ผู้ไม่ “สุข”ด้วย เขากลับ“ทุกข์” เขาก็“จริง”ของเขา ซึ่ง“สุข-ทุกข์”นี้ เมื่อหมดเวลาแล้ว มันก็หายไปทั้งคู่ มันมีอยู่ที่ไหนกัน? เว้นแต่ว่าใครยึดไว้ใน“ความจำ” ของ“จิตนิยาม” แต่ละคนเท่านั้น “สุขหรือทุกข์” มันจึงไม่มีอะไรจริง อันไหนแท้ มันจึง“ เท็จ”ทั้งคู่ หรือไปยึด“จริง” กันเองแต่ละคนต่างหาก มัน“สมมติ”จริงๆ ดังนั้น “สุข”ก็คือ “สุขเท็จ”(สุข + อลิกะ = สุขัลลิกะ) สุขไม่จริง สุขไม่ใช่ของแท้อะไร มันเป็นแค่“ อารมณ์ลวง ” ที่ต่างคนต่าง “สมมุติ” เอา ของตนๆ ที่แตกต่างกันไป เป็น ความหลงยึด สุ แปลว่า ดี ; ข แปลว่า ว่าง คำว่า “สุข”จึงแปลว่า ว่างนั้นแหละดี ดังนั้น “สุข”ที่มันอร่อย,สนุก ฯลฯ คือ ไม่ว่าง จึงเป็น“เท็จ” เป็น “อารมณ์เก๊หรือลวง” “อารมณ์ลวงหรือความรู้สึกเก๊” (เคหสิตเวทนา) นี้แหละ ที่เราจะต้อง ทำให้มันหมดสิ้นไปจากจิตเรา เพราะจริงๆนั้น“ มันไม่เที่ยง-มันเป็นทุกข์ ” เพราะแท้ๆแล้ว “ มันไม่มีตัวตนจริง ”หรอก คนที่“ ยึดว่าจริง ” จึงมีสุขมีทุกข์ ที่แท้ เกิดจาก สัมผัส ที่มันมีเหตุปัจจัยเท่านั้น ขาดจาก“สัมผัส”นั้น มันก็หายไป ผู้ที่เห็นว่า“ไร้สาระ” ก็ไม่ต้องไปเสียเวลา เสียแรงงาน เสียทุนรอนอะไร ให้กับมัน สุข คือ อารมณ์หรือความรู้สึก(เวทนา)ที่ใคร“ หลงยึด ” ให้มี เฉพาะตน เป็น “สัญญายะ นิจจานิ” ของใครของมัน เท่านั้นจริงๆ จึงเป็น“เท็จ”(อลิกะ = เท็จ) สำหรับผู้เห็นต่าง เห็นแยกกัน สำหรับผู้อื่น หรือสากล ผู้มี“ความรู้สึก”นั้นว่าเป็น“เท็จ” ย่อมเห็นว่า“ไร้สาระ”ก็ไม่เอา ไม่สนใจ เมื่อศึกษาดีแล้ว จึงรู้จักรู้แจ้งรู้จริง ความจริงนั้นๆได้แท้ ใครไม่สนใจศึกษา ปฏิบัติพิสูจน์ เขาก็“ สูญเปล่าธรรมดา ” เขาก็ไม่ได้ความจริง “ สูญเปล่าธรรมดา”คือ อะไร? คือ ไม่ได้ทำจิต ให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ จากการวิเคราะห์วิจัย “ธรรมะ 2” อัน เป็นองค์ประชุมของ“รูปกับนาม”ที่เรียกว่า“กาย” ได้แก่ 1.“ภาวะที่ถูกรู้”คือ“รูป”(object) และ 2.“ภาวะของธาตุรู้ของเรา”คือ“นาม”(subject) นี้คือ“ธรรมะ 2”(เทฺว ธัมมา) ที่ไม่ได้เรียนรู้ “กายในกาย” จึงเป็น “ความสูญเปล่า”ข้อที่ 1 ข้อที่ 2 ไม่ได้เรียนรู้“เวทนาในเวทนา” ข้อที่ 3 ไม่ได้เรียนรู้“จิตในจิต” เขาจึงไม่มีสิทธิ์รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“จิต” หรือ “วิญญาณ” หรือ“มโน” ก็ได้แต่เป็นทาส “จิต” งมงายอยู่กับ“จิต”ที่เป็น“อกุศล”มันนำพาไป เพราะจิตเขาจะมีแต่บานปลายออกไป เป็นภพเป็นชาติของ “วิมานสวรรค์”ตามที่เขา“ตั้งจิตปรารถนา”กัน ว่าจะรวยๆ-จะสวยๆ -จะใหญ่ๆ -ที่จะเสพสุขๆ -จะมีอำนาจที่สุดในโลก จึง“มีอัตตา”ไม่มีจบเลย จริงๆ ดังนั้น ในทุกขณะของเวลา เขาจึงไม่มีความลดละ หน่ายคลาย เพื่อที่ จะหมดสิ้นภพจบชาติ แต่อย่างใดเลย มีแต่พากัน“ประพฤติอย่างกับเล่นลิเก หรืองิ้ว”(dramatics) สร้างภาพ “ความเป็นระเบียบ เรียบร้อยยิ่งล้น-ประดิษฐ์ประดอย ประดับประดา สวยสดงดงามเหลือหลาย -ร่ำรวยมโหฬารมหาศาลสุดๆ -หรูหราเริดอลังการ ยิ่งใหญ่ไพศาลพันลึก -เป็นผู้ดี แสนสุภาพยิ่งยอด หาที่ติมิได้ ฯลฯ” ซึ่งเห็นได้ชัดว่า ประมวลเอา“ความดี..พื้นๆ” -เอา“ความงาม..ตื้นๆ”-เอา“ความลึก..ลับๆ” และเอา“วิมาน..เพ้อๆ” เต็มไปด้วย “ความเว่อร์..สุดๆ” รู้กันได้ง่ายๆต่างๆ มาสร้างภาพโชว์ เสียจนเว่อร์ มหาเว่อร์ ชนิดที่ไม่เหลือ ธรรมชาติของ รูปลักษณ์ลีลาสีสัน ของปกติคน-ธรรมดาชน-สามัญสังคมเลย มีแต่เพริศพริ้งฟุ้งฟิ้ง
กายที่บานเป็นกรวย ที่อาตมาพูดนี้ ไม่ใช่เป็นการประชดประชันอะไร แต่เป็นการพยายาม ใช้ภาษา ให้สื่อความหมาย ตรงสภาพที่สุด ให้ตรงสภาวธรรมทุกชนิด ถึงจุดแท้ เท่านั้นเอง เพื่อการศึกษา ตั้งใจศึกษากันดีๆ [อาตมาต้องขออภัย ต่อผู้ที่ติดใจ ในการใช้สรรพนาม เรียกขานเขาว่า “นายไชยบูลย์”เพราะเขาปาราชิก เป็น“สมี”แล้วจริง เขาไม่ใช่ภิกษุแล้ว อาตมาเลี่ยงความจริงนี้ไม่ได้ เพราะมันมีหลักฐาน ยืนยันถึง 2 กรณี คือ ปาราชิก ข้อโกงทรัพย์ 1 กับข้ออวดอุตตริมนุสสธรรม ที่ไม่มีในตนอีก 1] ที่อาตมาเรียก“ธรรมกรวย” ก็เพราะความเป็น“กรวย”นั้น มันไม่ใช่“กาย” มันตรงกันข้าม กับคำว่า“กาย” ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนกัน 360 องศา ชัดแท้ทีเดียว ทั้งรูปร่างของ ความเป็น“กรวย” มันก็แสดง รูปลักษณ์ มีปากบานยืดยาวออกไป และสามารถ ที่จะบานออกไป อย่างไม่มี ที่สิ้นสุด อันตรงกันกับ พฤติลักษณะ ที่ชาวสำนักจานบินทั้งหลาย ปฏิบัติ ประพฤติกันอยู่อย่างยิ่ง และความเป็น“กรวย”ของชาวจานบินนั้น ไม่มี“นามธรรม” ที่เป็น “ธาตุรู้”เลยตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “จิตบ้าง,มโนบ้าง, วิญญาณบ้าง” อยู่ในความเป็น “กาย” แม้แต่สักนิดน้อยด้วย (พระไตรปิฎก เล่ม 16 ข้อ 230) กล่าวคือ สำนักจานบินนี้ ประพฤติปฏิบัติกัน อย่างมี “แต่สร้างรูปที่ไร้ความรู้” ลักษณะเข้าข่าย ความเป็น“กรวย”เท่านั้น ซึ่งภาษาที่ใช้คือ“กรวย”นี้ มันมีอักษร ก. เดียวกันกับ คำว่า“กาย”ด้วย จึงใช้นำมาให้เทียบได้ง่ายดี ว่า “กรวย”นั้นไม่ใช่“กาย” ดอกนะ “ธรรมกาย” จึงเป็นแค่ “ธรรมกรวย” เพราะสภาวะของความเป็น“กรวย” กับความเป็น“กาย” มันแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญ ที่จะใช้ชี้ให้เห็นได้ดี ว่ามันเกี่ยวกับ“รูป” ของความเป็น“กรวย” และมันเกี่ยวกับ“นาม” ความเป็น“กาย”ได้ชัดครบ ดีด้วย จะได้สำนึกสำเหนียกว่า จริงๆนั้น ที่สำนักจานบิน กำลังปฏิบัติตน และได้ผลเป็นอยู่คือ“กรวย” หรือคือ“กาย”กันแน่? ในความเป็น“กาย”ของชาวจานบิน ปฏิบัติอยู่นั้น เขาได้แค่วัตถุ ที่มีแต่“ร่าง”(สรีระ) อันประกอบด้วย ดินน้ำไฟลม ที่เป็น“มหาภูต 4” เท่านั้น มันไม่มีการเรียนรู้“กาย” ที่เป็น“นามธรรม”ร่วมอยู่ด้วยเลย ซ้ำมิหนำ ปู้ยำปู้ยี่“นามธรรม” ป่นปี้ให้เป็น “กรวย” ปากบานยื่นยาว ไปกับดินน้ำไฟลมเสียอีก จึงเป็นได้แค่“อุตุนิยาม” อันเป็นองค์ประชุม ที่ไม่ใช่ “กาย” จึงมิจฉาทิฏฐิ ไม่เป็นศาสนาพุทธเลย เพราะการปฏิบัติกับความเป็น“กาย” ของชาวจานบิน หรือของ ชาวพุทธสำนักอื่นๆทั้งหลาย ที่ยังมิจฉาทิฏฐิ ซึ่งเป็น“การทำใจในใจ” (มนสิการ) เบื้องต้นแท้ๆ ในการปฏิบัติของพุทธนั้น ยังมี“ชาติ” (การเกิด ของจิตหยั่งลง เป็นภพอยู่) เนื่องจาก ยังหลงใหลความใหญ่ -ความรวย- ความมาก ไม่มีที่สุดอยู่ ซึ่งเต็มไปด้วย การหวังใน“ภพ” (สาเปกโข) ดังจะเห็นได้ว่า การศึกษา และปฏิบัติของชาวจานบิน และ สำนัก ชาวพุทธ อื่นทั้งหลาย ที่มิจฉาทิฏฐิ ไม่มีการเรียนรู้ไปตาม “โพธิปักขิยธรรม 37” กันเลย ซึ่งการปฏิบัติธรรมของพุทธที่เป็น “โลกุตระ”นั้น... ต้องมีทั้ง“วิตก-วิจาร-วิจัย” (analyze)กันเป็น“3 เส้า” ที่เริ่มตั้งแต่“กายในกาย”เป็นขั้นต้นไป เป็นข้อแรก จึงจะแยกกายในกายได้ว่า ภาวะอาการอย่างไรเป็นกาย -ภาวะอาการอย่างไรเป็นจิต วิตก คือ จิตที่เริ่มก่อ เริ่มดำริขึ้นมา วิจาร คือ พฤติ หรือ อาการ ที่จิตเป็นอยู่ วิจัย คือ แยกแยะ อาการ ของจิตให้ได้ ดูกันให้ดีเถิด สำนักจานบิน และชาวพุทธยุคนี้ทั้งหลาย ไม่มีดังว่านั้น แต่อย่างใด เพราะการปฏิบัติ ที่จะให้เกิดความเป็น “สมาธิ”ของสำนักจานบิน “ธรรมกรวย” หรือในสำนักชาวพุทธทั้งหลาย แม้ในเมืองไทย ก็ปฏิบัติแบบ “สะกดจิต” (hypnotize) กันถ่ายเดียวทั้งนั้น ไม่เรียน“กาย” ซ้ำมิหนำ เข้าใจผิดความเป็น“กาย”เป็นแค่“อุตุนิยาม”เสียอีก รายละเอียดของ“รูป 28”ก็ไม่เรียนรู้ จึงไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“ ในความ เป็นรูป 28” อย่างละเอียดบริบูรณ์ ครบครันก่อน ซึ่งเป็นภายนอก เบื้องต้น เพราะสอบตกตั้งแต่ปฏิบัติอย่าง “ไม่มีสัมผัสภายนอก”มาแต่ต้น เห็น“ความมหัศจรรย์” ของความเป็นลำดับ ที่ราบเรียบ ลาดลุ่ม เหมือนฝั่งทะเล ไม่ตะปุ่มตะป่ำ ไม่โขลกเขลก ไม่ขรุขระ ไม่โด่ไม่เด่ ไม่สูงไม่ต่ำ ไม่สะดุด ไม่เหลือจุด ไม่เหลือเศษละอองธุลี สีสัน หม่นมัวใดเลย ขาวผ่อง สะอาดสนิท ใสสว่างวามประกาย สยายราศี มีฉัพพัณณ์ ครันครบ 6 นั่นคือ “สะอาด-สว่าง-สงบ-สุภาพ-สามัคคี-สัมบูรณ์” เห็นได้ ปรากฏจริง ส่วน“กาย”คือ การมีทั้ง“รูป”ทั้ง“นาม” เป็น“ธรรมะ 2” ที่พระพุทธเจ้า ทรงเน้นเจาะเข้าที่ “จิตบ้าง-มโนบ้าง-วิญญาณบ้าง” เป็นสำคัญในการปฏิบัติ (พระไตรปิฎก เล่ม 16 ข้อ 230) แล้วปฏิบัติกันตามแบบ “ระบบวิจัย” (analysis system) อันมี “3 เส้า” ของ“สติปัฏฐาน 4 -สัมมัปปธาน 4 -อิทธิบาท 4” ซึ่งปฏิบัติสะสม กระบวนการ ทั้งหลายด้วย“ สติสัมปชัญญะ ” (อันมีสัมปชานะ -สัมปาเทติ -สัมปชลติ ฯลฯ) ต่อเนื่องกันไปให้เต็มครบ โดยมี สำรวมอินทรีย์ 6 และมีฉันทะ, วิริยะ, จิตตะ, วิมังสา ร่วมเต็มขบวน จึงจะเป็นไป ตามที่พระพุทธองค์ตรัสว่า “แต่ตถาคต เรียก‘ร่างกาย’ อันเป็นที่ประชุม แห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง” นั้นต้องปฏิบัติให้ถูกตรง ฉะนี้เอง การปฏิบัติธรรม ที่ผู้อบรมฝึกฝนเรียนรู้ เข้าไปที่“กาย”นั้น จะต้อง หมายเอา “ ในภายใน ” ของความเป็น“ กาย ” หรือธรรมะ 2 จะต้องเรียนรู้ “ ใน ” องค์ประชุมของรูปกับนาม ที่เรียกว่า“กาย” ให้รู้จักรู้แจ้งรู้จริง ลึกละเอียด “ใน”ความเป็น“รูป 28” กับ“นาม 5” ก็ต้องเรียนรู้กันที่“จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง” ซึ่งการพิจารณา“รูป 28”นี้หมายถึง สภาวะที่“ถูกรู้”(object) และมี “ตัวธาตุรู้”(subject)อันเป็น“ธรรมะ 2” ผู้กำลังปฏิบัตินั้น จะต้องเรียนรู้ปฏิบัติด้วย... “นาม 5” อันได้แก่ “เวทนา-สัญญา-เจตนา-ผัสสะ-มนสิการ” จึงจะสามารถปฏิบัติได้ครบครัน “เวทนา” คือ อาการของความรู้สึก ซึ่งเป็น“ ตัวกรรมฐาน ”ที่จะเรียนรู้ ไปตลอดตั้ง แต่ต้นจนจบ และต้องมี “ผัสสะ” เสมอในการปฏิบัติ เว้นผัสสะ แล้วไม่มีฐานให้ปฏิบัติ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎก เล่ม 9 ตั้งแต่ข้อ 77 จนถึงข้อ 89 ว่า “ เว้นผัสสะ แล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะ ที่จะมีได้” ต้องมี“ผัสสะ”เสมอในการปฏิบัติ ซึ่ง“ผัสสะ”นี้เป็น “ต้นเหตุ”(สมุทัย ) จึงจะเกิด “เวทนา”คือ มี“ความรู้สึก”ได้ “ผัสสะ”จึงเป็น“สมุทัย”(เหตุ)ก่อนจะเกิด “เวทนา”ให้อ่านรู้ปฏิบัติ ต้องปฏิบัติเช่นนี้ จึงจะมี“ฐานหรือที่ตั้ง”ให้ปฏิบัติ มียืนยันในพระไตรปิฎก ทั่วไป เล่ม 24 ข้อ 58 “มูลสูตร”มียืนยัน “ผัสสะเป็นสมุทัย”..เป็น“เหตุ” เห็นมั้ย? จึงจะ“จัดการกับใจในใจ (อภิสังขาร) หรือทำใจในใจ (มนสิกโรติ)”นี่คือ “มนสิการ”(การทำใจในใจ) ตามแบบพุทธ โดยใช้“ สัญญา ” คือ ธาตุกำหนดรู้ เป็นตัวอ่าน“รูป” อ่าน“นาม” ทั้งหลาย แล้วจัดการกับ“ เจตนา ”ที่มีกิเลส ตัณหา ได้แก่... เจตนา 3 คือ กามตัณหา-ภวตัณหา-วิภวตัณหา หากมีสัมมาทิฏฐิ ก็จะสัมมาปฏิบัติได้ ง่าย-ลึก-รอบดี ด้วย“นาม 5”นี้ เพราะฉะนั้น การปฏิบัติ“หลับตา”เข้าไปอยู่ในภายใน ไม่มี“ผัสสะ” จึงไม่ใช่การปฏิบัติแบบพุทธ ไม่ว่าสำนักปฏิบัติไหน ที่ปฏิบัติแบบพุทธ ต้องมี“ผัสสะ”เป็นปัจจัยจึงจะถูก หากไม่มี“ ผัสสะ 6” อยู่ในการปฏิบัติ การปฏิบัตินั้น “โมฆะ” เป็น“มิจฉาทิฏฐิ” ในศาสนาพุทธ อย่างสำคัญยิ่งยวดที่สุด โดยเฉพาะ“มิจฉาทิฏฐิ” อย่างสำนักจานบิน ที่มีแต่ภาวะ “หมุนรอบเชิงซ้อน” เป็น“ปากกรวย” ซึ่งหมุนรอบเชิงซ้อนเกินกว่า 360 องศา ที่ปากบานออกไปๆๆๆๆๆๆๆ และ 360 นี้มันหมายถ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive