600701_เทศน์ครบรอบทำบุญวันตาย 100 วัน แม่เพ็ญศรี หลักเขตต์ บ้านราชฯ.docx
เนื้อหาในไฟล์
600701_รายการเทศน์ครบรอบทำบุญวันตาย 100 วัน แม่เพ็ญศรี หลักเขตต์ ที่บ้านราชฯ โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์
มีศีลแล้วจะพ้นภัย 5 พ่อครูว่า… อาตมาพูดมากแล้วว่าศาสนามันเสื่อม จริงๆคำว่า“ศาสนา” โดยตัวมันเองไม่ได้เสื่อมหรอกแต่คนนับถือศาสนานั้น ศาสนาพุทธทุกวันนี้ก็ยังเป็นศาสนาพุทธตามที่พระพุทธเจ้าสร้างมา ทุกวันนี้ศาสนาพุทธก็เป็นอย่างนี้ด้วยตัวศาสนาเอง แต่คนมันเสื่อม คนมันเข้าใจผิด คนมันไม่ทำตามไม่ทำตรงคำสอนของพระพุทธเจ้า แล้วไปไกลจนกระทั่ง 180 องศา ไปไกลตรงกันข้ามกับที่พระพุทธเจ้าสอน อาตมาก็เอาพระไตรปิฎกมาเป็นหลักฐานยืนยันว่าทุกวันนี้ศาสนาพุทธในวงการวัดวา ในพิธีกรรมของภิกษุผู้สืบทอดธรรมะพระพุทธเจ้านี่แหละ เดี๋ยวนี้ในวัดวาทุกวัดวาไม่ได้มีอะไรปฏิบัติตามศีล สมาธิ ปัญญา ที่ตรงตามคำสอนพระพุทธเจ้าไม่มีแล้ว ขอย้ำยืนยัน อาตมาว่าอาตมาไม่ได้ใส่ความหาเรื่อง ไม่ได้ไปว่าเขา ทั้งๆที่เขาปฏิบัติถูกแต่อาตมาไปว่าผิดไม่ใช่ แต่อาตมาพูดตรงตามความเป็นจริง เช่น ศีล ทุกวันนี้พระก็ไม่รู้จักศีลแล้วตั้งแต่มหาศีล ศีลของพระพุทธเจ้า มีจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ตั้งแต่พระสูตรเล่ม 9 เล่มแรกของพระสูตร พรหมชาลสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่าจะชมท่านก็ชมว่าท่านเป็นคนมีศีล จะชมใครว่าเป็นคนเจริญก็ต้องชมว่ามีศีล คนไม่มีศีลก็อย่าไปชม ของพุทธจะชมก็ต้องชมว่ามีศีล จะชมใครว่าเป็นคนดี การชมก็คือการต้องยกว่าเป็นคนดีก็คือคำชม จะชมใครจะยกใครก็ต้องเพราะคนนั้นเป็นคนมีศีล แล้วศีลยังเป็นขั้นต้น ยังมีขั้นสมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุติญาณทัสนะอีก เริ่มต้นมีศีลคือสมาทานศีล ศีลข้อ1 คือมีความเมตตา เอ็นดู วางอาวุธ ไม่ทำร้าย หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ คำสุดท้ายที่บอกว่าหวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวง คือสัตว์ทั้งปวงในโลกควรได้ประโยชน์จากการเ
อ่านต่อ
กิดมาเป็นสัตว์ ไม่ใช่ไปฆ่ามันเสีย มันก็ไม่ได้รับประโยชน์อะไรเลย ส่วนมันจะไปทำสิ่งชั่วก็เป็นวิบากมันเอง จะช่วยสัตว์ทั้งหลายหากทำได้ ถ้าสอนสัตว์ให้ทำดีมันยาก ก็สอนคนก่อนสอนให้คนมีศีล ศีลข้อแรกไม่ฆ่าสัตว์ ศีลข้อ 2 ไม่เอาของใครในฐานะขโมย ศีลข้อ 3 เป็นการเสพรส เรื่องสัตว์ก็เป็นคนละตัวตน แต่เรื่องของก็เป็นเรื่องของสิ่งนอกตัว แต่เรื่องข้อ 3 เป็นเรื่องสัมผัสเสียดสี ติดยึดในอารมณ์ ชอบอารมณ์นั้นอารมณ์นี้ ธรรมะพระพุทธเจ้าสอนให้คนเรียนรู้ ตั้งแต่คน สัตว์ สิ่งของ และ 3 สิ่งที่เราต้องสัมผัสทุกอย่างในโลก แล้วเราก็หลงผิดว่าเป็นสุข เรียกว่าเวทนา ถ้าเรารู้ 3 ข้อนี้ แล้วเรียนรู้ตั้งแต่ของนอกตัว สัตว์นอกตัว ตั้งแต่สัตว์บุคคล พืช วัตถุ ดินน้ำไฟลม แท่งก้อน ที่เราจะต้องปฏิบัติอย่างไรกับสิ่งเหล่านี้ อยู่ในสังคมที่เรียกว่าสุจริต ยังไม่มีโทษภัย ผู้ที่เรียนรู้จริงปฏิบัติได้สำเร็จผลไม่ละเมิดศีล ไม่ผิดวินัย ไม่เป็นอกุศล คนนั้นก็จะเป็นคนปลอดภัย เป็นคนมีแต่ประโยชน์ในโลก ไม่มีโทษในโลก นี่เป็นเป้าหมายของศาสนาพุทธที่พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาเพื่อจะสอนให้คนมาประพฤติตนให้เป็นคนไม่มีโทษมีภัยแก่สัตว์ใดในโลก แก่วัตถุใดในโลก มีแต่เป็นผู้ที่มีประโยชน์คุณค่าต่อสัตว์ต่างๆในโลก ตั้งแต่มนุษย์จนถึงสัตว์เดรัจฉานสัตว์เล็กสัตว์น้อย จนถึงวัตถุดินน้ำไฟลม พืช ท่านว่าจะเป็นผู้ที่พ้นภัย 5 มี 1.อาชีวิตภัย คือ เป็นผู้สามารถจะดำรงชีวิตได้อย่างสบายแล้ววันต่อวัน สบาย 24 ชม.ต่อวัน คนใดก็แล้วแต่มีชีวิตอยู่วันหนึ่งวันหนึ่ง 24 ชั่วโมง ไม่มีกาม ตัวอย่างแม่เพ็ญศรี สามารถกินเจได้จนวาระสุดท้ายของชีวิตเป็นสิ่งที่ทำได้ยากมาก เกิดเป็นคน พระพุทธเจ้าชัดเจนในชีวิต ท่านเป็นผู้มีความเฉลียวฉลาดกว่าสัตว์ใดๆ ว่าจะต้องเป็นสัตว์ที่มีแต่ประโยชน์ไม่เป็นโทษใครกับใคร พ้นอาชีวภัย ดำเนินชีวิตสบายๆ ไม่เป็นคนมีกาม ไม่เป็นคนมีอัตตา คนที่มีชีวิตดีที่สุดคือในแต่ละวันไม่มีอารมณ์กาม ไม่มีความคิดเรื่องกาม คือคนที่ประเสริฐ คนที่สูงสุดเป็นคนเจริญ ไม่มีความลำบากในอัตตา กามคือข้างนอก กามมี 5 ตาหูจมูกลิ้นกาย สัมผัสทางทวาร 5 แม้จะสัมผัสแต่ไม่มีอารมณ์กาม ไม่มีอาการกามเกิดในจิต และจิตในจิตเองเรียกว่าอัตตา มีอัตตาที่เราอาศัย คนไม่ตายก็มีอัตภาพ แต่ไม่ลำบากในความมีตัวตน เพราะศึกษาตามธรรมะพระพุทธเจ้าแล้วเลิกยึดมั่นถือมั่นในอัตตาแล้ว ชัดเจนว่ามีอะไรสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับเรา เขาก็อยู่กับสิ่งนั้น อย่างเท่าที่จะเป็นไปได้ สบายมากเลย วันๆ ตลอดวัน 5 วัน 100 วัน จนกว่าร่างกายจะตายก็สบาย พระพุทธเจ้าสอนผู้ใดที่ไม่มีทั้งกามและอัตตา กามคือการสัมผัสตาหูจมูกลิ้นกาย รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส มันก็มี แต่จิตท่านไม่มีอาการกาม รูปมันจะอย่างนั้น เสียงจะเป็นอย่างนี้ ลิ้นรับรสจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ กลิ่นเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ สัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็งก็จะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เราก็สัมผัสแต่ไม่มีอาการชอบชื่นใจหรือไม่ชอบใจ รู้ความจริงตามความเป็นจริง แม้ที่สุดที่จะต้องอาศัยอัตตา ก็รู้ว่าจะต้องอาศัยจนกว่าจะปรินิพพาน คุณเป็นพระอรหันต์แล้วจะเลิก ดับอัตภาพแยกธาตุเลย ไม่ต่อเลย ศาสนาพุทธก็ทำได้ แล้วถ้าร่างกายจะตายก็ยังไม่สลายอัตภาพตัวเองจะเกิดเวียนวนในโลกเพื่อทำงานต่อ เพื่อช่วยผู้ยังไม่รู้ (รื้นขนสัตว์) ท่านก็จะมีความชำนาญ โลกวิทู เพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้น สิ่งที่ไม่รู้ก็รู้เพิ่มขึ้นเพื่อได้ช่วยเหลือมนุษยชาติ ผู้ที่บรรลุธรรมตามที่อาตมากล่าวก็จะเป็นอย่างนั้นจริงๆ อาตมาพูดตามที่อาตมาเป็นจริงตามนี้ ทุกวันนี้ศาสนาพุทธไม่พ้นภัย 5 มีชีวิตไม่ได้สบาย อยู่กับลาภยศสรรเสริญ…สบาย รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส…สบาย เหลืออัตตาเราก็สบาย ก็ไม่ได้ ไม่มีปัญญารู้ความจริงตามความเป็นจริง แล้วเราก็รับช่วยเขาทำงานไปอย่างมีประโยชน์ไม่เป็นโทษ พ้นอาสิโลกภัย พ้นจากภัยจากการตำหนิ จะไม่เกรงใครจะตำหนิติเตียน ไม่เกรงใครจะว่า ยกตัวอย่างอาตมา ไม่เกรงใครจะว่าหรอก อาตมาเจตนาดี อยู่ในสังคมทำงานศาสนามาถึงวันนี้ อาตมาไม่มีอาสิโลกภัย ไม่กลัวใครจะมาว่า แต่คนไม่รู้เขาจะว่า อาตมาก็ไม่ได้กลัวไม่เกรง เพราะเขาต้องว่า เมื่อเขาไม่รู้ แต่คนรู้เขาจะเข้าใจ เขาจะยกย่องขอบคุณด้วย คนว่ามาอาตมาไม่มีปัญหา เพราะคือคนไม่รู้ไม่เข้าใจอาตมาว่า อาตมาปรารถนาดีในทุกพฤติของอาตมา แต่คนตำหนิมีเยอะ เพราะคนไม่รู้สัมมา นึกว่าอาตมาผิดก็เลยว่าตามมิจฉาทิฏฐิเขา จับอาตมาเข้าคุกเลยก็มี ก็ต้องยอมจนกว่าเสร็จเรื่องที่เขาหาเรื่อง อาตมาอยู่กับโลกนี้ อาตมาสบาย เขาจะมีอะไรมาอาตมาก็ไม่มีปัญหา อาตมามีแต่ปัญญา ไม่มีปัญหา เราก็แก้ไขปรับไป ยอมเสียเกือบทั้งนั้น ไม่ได้ไปเอาชนะคะคาน จึงอยู่รอดมาถึงทุกวันนี้ อาตมาเห็นคุณค่าของความเป็นผู้แพ้ จะเป็นผู้ที่ปลอดภัยไม่ทุกข์ ไม่ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายให้กับใคร พ้นปาริสสารัชภัย คือภัยจากการสะทกสะท้านในบริษัท จะเป็นหมู่กลุ่มทางโลก เล็ก กลาง ใหญ่ เราจะไปพูดจาสังสรรค์ จะไปทำเรื่องราวการงานร่วมด้วยก็ไม่สะทกสะท้าน เราไม่ได้มีความผิด ไม่ได้มีความชั่ว ไม่ได้มีความไม่ดีไม่งาม จะไปที่ไหนก็มีแต่สิ่งที่ถูกต้องดีงามสิ่งที่ประเสริฐ ก็จะไม่สะทกสะท้าน แม้เขาจะหาทางถล่มเรา เราไปที่ไหนก็เป็นผู้รับใช้เป็นผู้ที่เป็นคนจน ไปที่ไหนก็เป็นอย่างนี้ เขาก็จะว่าจะต้าน เราก็รู้ว่าเขาต้องต้าน เขาจะมุ่งไปรวย แต่เรามุ่งมาจน ไม่ได้แย่งโลกีย์กับเขา ก็ช่วยไม่ได้ที่จะต้องทวนกระแส เห็นคนละอย่างโลกียะกับโลกุตระ เป็นธรรมชาติที่จะต้องทวนกระแส แม้แต่มรณภัย ทุคติภัย ไม่ได้กลัวความตาย ไม่ได้กลัวความตกต่ำ เพราะมีปัญญาสื่อความรู้ความเข้าใจของฉัน ปัญญาแปลว่าความเฉลียวฉลาดแบบโลกุตระ ส่วนความเฉลียวฉลาดแบบโลกียปุถุชน ฉลาดขนาดไหนก็แล้วแต่มีกิเลสทั้งนั้น เรียกว่าฉลาดแกมโกง ภาษาบาลีเรียกเฉโก คนไม่ค่อยใช้คำนี้ คนนึกว่าตนเองมีความฉลาดแบบปัญญา แต่ปุถุชนมีแต่ความฉลาดแบบนี้ เฉโกมีความฉลาดที่ประกอบด้วยกิเลสทั้งนั้นในปุถุชน เขารังเกียจคำว่า “เฉโก” ก็เลยไม่ยอมใช้เฉโก แต่เอาปัญญามาเรียกฉลาดแบบมีกิเลสไปด้วยอีก ยิ่งคนขี้โกงจนมีอำนาจบาตรใหญ่ร่ำรวยฉลาด ในโลกสังคมทุกวันนี้ฉลาดแบบโลกีย์แต่ก็ยังเรียกว่าปัญญา ซึ่งมันไม่ใช่เลย มันคือเฉโก เป็นการเข้าใจผิดคำสอนภาษาของพระพุทธเจ้าไปแล้ว หลายคนที่ฟังนี้อายุเกิน 50 แล้วก็อาจไม่เคยได้ยินที่อาตมาพูด การพูดแสดงออกอาจมีปัญญากำกับความคิดคำพูดการกระทำของตัวเองทั้งหมด ถ้ามีปัญญากำกับ กว่าจะเป็นกายวาจาใจที่เป็นการกระทำที่ไม่มีกิเลสเข้าไปร่วม เป็นความฉลาดที่มีแต่ลดกิเลสของตน เป็นภาคปฏิบัติ ตนลดกิเลสได้แล้ว ปฏิบัติกับสังคมก็มีแต่ความไม่มีกิเลส นั่นคือคนมีปัญญา แต่จริงๆแล้วปุถุชนมีแต่เฉโก เห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้อย่างฉลาดซับซ้อน ไม่ให้คนรู้ทัน ฉลาดที่ตนเองจะได้เปรียบ บำเรอความโลภ หรือฉลาดสมกับความโกรธของตัวเอง เป็นความฉลาดที่โง่ เป็นความฉลาดเสริมกิเลส โลภ ฉลาดทำลงไปแล้วตนเองก็มีความโลภความโกรธเพิ่มขึ้น พยาบาทเพิ่มขึ้น เป็นความฉลาดที่โง่ คือมันไม่ใช่ฉลาด มันคือความโง่ แต่นึกว่าตัวเองฉลาด ตนเองทำไปแล้วโลภแรงขี้น โกรธ โทสะ พยาบาทสูงขึ้น หรือความไม่รู้ปนเปเลอะเทอะ โมหะก็สั่งสมมากขึ้น นี่คือความจริงของปุถุชน ทุกวินาที ทุกกรรมกิริยาที่ไม่มีความฉลาดที่เป็นปัญญาตัวจริง ไม่มีสติปัญญาควบคุมพฤติกรรมตัวเอง ก็เพิ่มกิเลส อย่างชัดเจน เป็นสัมมาทิฏฐิ รับรองว่าคนคนนั้นเพิ่มกิเลสให้แก่ตัวเองทุกวินาที ทุกเวลา จึงเรียกคนผู้นั้นว่าปุถุชน ปุถุแปลว่าหนาใหญ่อ้วนโตขึ้น ปุถุชนจึงแปลว่าคนที่มีกิเลสหนาขึ้น อ้วนขึ้น ใหญ่ขึ้น โตขึ้นทุกเวลา น่าสงสาร อาตมาเห็นแล้วสงสาร เป็นความรู้สึกจริงๆว่าเขาไม่รู้ หลายคนแสนรู้ จบด็อกเตอร์จบเปรียญธรรมทางศาสนามา โดยเฉพาะศาสนาพุทธ เริ่มตั้งแต่ทาน ทานแล้วคิดว่าตนเองจะได้สวรรค์หรือสิ่งอะไรตอบแทนมา อย่างนั้นไม่ใช่ ใจมันเอามันแย้งกับทานคือการให้ ใครที่ไปทำใจจะเอาอย่างนั้นอย่างนี้ หรือแม้แต่ยังหวังว่าจะได้ (สาเปกโข) ใครจะทานเงินทองทรัพย์สินวัตถุ แม้แต่ให้ทานคือความรู้ เช่นบรรยายไป ยังหวังว่า เราจะได้อะไรตอบแทนมา ผู้นั้นคือนรก สวรรค์ที่ตั้งจิตอยากได้อะไรมาให้แก่ตน คือได้นรกทั้งนั้น แล้วนึกว่าตนได้สวรรค์ สวรรค์ไม่มี สุขไม่มี มีแต่สวรรค์เท็จ สุขเท็จ คุณอยากได้ความสุข คุณเริ่มมีนรกแล้ว อยากได้สวรรค์ อยากได้สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ยามา ดุสิต ยิ่งเป็นนรกซับซ้อนยิ่งขึ้น ความอยากได้อะไรมาให้กับตนคือนรกทุกตัว ถ้าใครทำใจตัวเองให้เป็นคนที่มีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ทำแล้วก็ให้ไป ทำเกิดผลอะไรก็เพื่อผู้อื่น ตนก็อาศัยทำการงาน ทำผลผลิตหรือผลของแรงงานเกิดขึ้น เราก็อาศัยกินใช้กับสิ่งที่เราทำ ถ้าเราไม่ได้ทำ เราก็ไม่ควรกินใช้เพราะเราจะเป็นหนี้ ยิ่งทำอย่างทุจริตก็ยิ่งบาปซ้ำซ้อน แม้ทำแล้วคุณไม่ทุจริต แต่คุณทำแล้วคุ้มกินใช้ คุณกิน 10 ก็ต้องทำผลงานคุณอย่างน้อย 10 หน่วย คุณกิน 10 ใช้ 10 ก็ต้องทำแรงงานผลผลิตอย่างน้อย 10 หรือยิ่งทำเกินกินใช้ ก็มีส่วนเหลือไปช่วยเหลือผู้อื่น ก็มีแต่กุศลไม่เบียดเบียนใคร แต่ถ้าคุณกิน 10 คุณทำ 50 เหลือ 40 ก็เอาไปขาย ขายให้ได้กำไรได้มา 80 ได้มา 100 เขาถือว่าเป็นความเจริญ ตามความคิดที่โลกทุนนิยมทำ คือขี้โลภ คือคนอวิชชา อาตมาพาพวกเรามาขาดทุน ขาดทุนนี่คือเราได้ ถ้าเรากำไรนี่คือเราเสีย ในหลวงเป็นพระโพธิสัตว์ จึงได้มีพระราชดำรัสเช่นนี้ ให้มามีชีวิตแบบคนจน ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา คนเขาฟังแล้วไม่สนใจ ไม่เห็นว่าเป็นสิ่งประเสริฐที่ควรศึกษาและทำให้ได้ มาเป็นคนจน เป็นคนขาดทุนให้แก่สังคม อย่าเป็นคนเอาเปรียบหรือได้กำไรจากสังคม เราขาดทุนแก่สังคม ไม่กอบโกยสะสม สร้างได้ 100 เรากินใช้แค่ 20 เก็บไว้อีก 20 เผื่อทำงานต่อ เหลืออีก 60 เผื่อแผ่สังคม ชีวิตก็มีประโยชน์มีความปลอดภัย อาตมาว่าอธิบายแบบนี้เข้าใจกันนะ แต่ทำไมไม่ทำอย่างที่ดีที่ว่านี้ เมื่อเราสร้างไว้มากแต่เราไม่เอาไว้มาก แต่สะพัดแก่คนอื่นก็เป็นเศรษฐศาสตร์ที่ประเสริฐ เราก็กินใช้กับสังคม เราไม่เอาไว้มาก ไม่สะสมก็เป็นคนจน อย่างชาวอโศก ไม่เห็นจะมีมากอะไร แต่คนสงสัยว่าที่นี่ทำไมมีอะไรมาก อันนั้นเป็นผลงานของส่วนรวม ถ้าประเทศไทยทำตามแบบที่พระพุทธเจ้าทำ จากที่ชาวอโศกทำยิ่งทำแบบสาธารณโภคี แบบนี้ ไม่ต้องใช้ GDP คือต้องได้กำไรจากต่างชาติมามาก คือโลภจากต่างประเทศมาให้แก่ประเทศตน อย่างนี้คือเศรษฐกิจแบบชั้นต่ำ เป็นคนตะกละขี้โลภ เป็นคนชั้นต่ำไม่ประเสริฐ ถ้าเป็นคนประเสริฐคือประเทศเราจะต้องเสียสละให้แก่ประเทศอื่น ต้องให้แก่ผู้อื่น คนไทยมีส่วนมากส่วนเกินแล้วไปให้แก่คนอื่นได้ หรือขายให้ราคาต่ำ เช่น ข้าวเรามีเหลือก็เอาไปให้ฟรีบ้าง เอาไปขายต่ำกว่าราคาตลาดโลก อย่างนี้คือประเทศเจริญที่รู้จักเผื่อแผ่ มีเศรษฐกิจที่สูงส่ง แต่ถ้ามีแต่ความเห็นแก่ตัวอยากจะได้รายได้เข้าประเทศให้ได้มากๆ จะเอาเปรียบขนาดไหนกูไม่คิด กูคิดแต่ว่าจะมีรายได้เข้าประเทศไทยได้มากๆเพื่อประเทศเจริญ แบบนี้แนวคิดทุนนิยมสามานย์ เป็นแนวคิดไม่ก่อความสงบสามัคคี ไม่ก่อความเจริญ ภราดรภาพ แก่มนุษยชาติเลย เป็นความคิดเอาเปรียบห้ำหั่นกัน ในสังคมส่วนใหญ่เป็นแนวคิดเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ เป็นความคิดฉลาดแบบเฉโกทั้งนั้นเลย ไม่ได้มีความคิดแบบมีปัญญาแล้วไปเรียกเป็นบัณฑิต เป็นผู้จบจากมหาวิทยาลัยต่างๆ แต่มีแนวคิดเอาเปรียบจากคนอื่นให้ได้มากๆ เอาเปรียบมาให้แก่ประเทศตัวเอง แทนที่จะเป็นความรู้ที่พาหมู่ตัวเอง พาตัวเอง ลดความเห็นแก่ตัวเสียสละให้แก่ผู้อื่นมากๆ ตัวเองก็เสียสละให้แก่ผู้อื่นมากๆ พาให้หมู่กลุ่มประเทศเสียสละให้แก่ประเทศอื่นมากๆ เขาบอกว่าเอาเปรียบมาให้เยอะๆเป็นเศรษฐกิจดี อย่างนี้ไม่ถูก พูดแล้วมันน่าเห็นใจสงสารทำไมเขาคิดไม่ออก เขาคิดไม่ถูกต้องตามสัจธรรม เอาเปรียบคนมาแล้วบอกว่าได้ดี มันมีที่ไหน คำว่าเอาเปรียบหรือได้เปรียบคนมามันเป็นความดีหรืออย่างไร การเสียสละต่างหากมันเป็นความดี สรุปง่ายๆคือ ต้องช่วยตัวเองให้รอดขยันหมั่นเพียร มีสมรรถนะทำมาหากินให้มีผลผลิต มีแรงงาน ให้มีความรู้ เสร็จแล้วค่าของผลผลิตแรงงาน ความรู้ของเรามันมีมากเกินกว่าเรากินใช้แต่ละคน เสร็จแล้วเอาส่วนเหลือส่วนเกินมารวมกัน บริหารร่วมกันแล้วแจกจ่ายเผื่อแผ่แก่ประเทศอื่นที่เดือดร้อน แต่นี่ไม่ทำ แต่สอนกันว่าเราจะต้องมีมากๆไว้ แต่ละคนกอบโกยไว้ มีมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี กลัวจะน้อยกลัวจะพร่อง กิเลสความโลภความเห็นแก่ได้มันไม่เคยจาง มีแต่เอาเข้าไม่ออก แล้วก็จะต้องขึ้นทะเบียนขึ้นทำเนียบว่าเป็นเศรษฐีของโลกลำดับต่างๆ ใครได้ขึ้นแป้นเป็นเศรษฐีเบอร์ 1 เบอร์ 2 เบอร์ 3 ยิ่งชอบ โอ้โหคนนี้นายเสื่อม ตอนนี้ปีนี้จัดอันดับ 150 กว่า ได้หน้าได้ตาใหญ่โตมาก พวกนี้สะสมบาปโดยไม่รู้ความจริง น่าสงสาร เมื่อไหร่จะรู้จักความเฉลียวฉลาด รู้สัจจะความจริง อย่าไปทำเช่นนั้นเลย ชีวิตมีพอกินพอใช้ก็ดีแล้ว ถ้าเรามีสมรรถนะสร้างสรรค์เกินกินเกินใช้ก็เอาไปแบ่งแจกคนอื่นแล้วจะเป็นความประเสริฐความเจริญ เป็นกุศลวิบากของเรา มันก็ไม่ได้ยากอะไรที่พูดนี้ พูดไปนี้ไม่มีความหวานอะไร เวลาพูดชมก็เหมือนชมแต่พวกเราเองเพราะว่าไม่มีตัวอย่างให้ชม นอกนั้นจะถูกด่าหมดก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ไม่ได้พูดหาเรื่องอะไร พูดเพื่อให้รู้ตัวจะได้สำนึกแก้ไขปรับปรุงแต่ก็ไม่ทำก็ไม่รู้จะทำอย่างไร วันนี้เป็นวันที่ตามจารีตประเพณี ครบ 100 วันของวันตาย โยมเพ็ญศรี หลักเขตต์ ลูกเต้าเหล่าหลาน มาประพฤติปฏิบัติอยู่ในนี้ไม่น้อยที่ไม่ได้มาก็พอสมควร ที่มาแล้วออกไปก็มี ได้ไปเต็มแล้วหรือไม่ก็ไม่รู้ ก็หาเหตุปัจจัยให้อาตมาเทศน์ ครบ 100 วันก็ช่วยเน้นย้ำหน่อย ถ้าเป็นข้างนอกมาทำบุญครบ 100 วัน เขาก็ให้ทำทานแล้วก็ต้องมาติดสินบนมาให้ ข้างนอกเขาอย่างนั้นแต่ที่นี่ไม่มีทำเนียมแบบนั้น เราก็ทำอย่างน้อยญาติๆมาเพื่อนๆมา มาฟังเทศน์ฟังธรรมบ้าง ไม่เช่นนั้นไม่มีเหตุจูงใจก็ได้กุศลเพิ่มเป็นความดี เป็นวิธีการ เป็นความฉลาดของคน ให้ควรได้รับสิ่งที่ควรได้รับ จะได้เอาไปพัฒนาปฏิบัติตนเองให้เจริญเจริญ สมณะเดินดิน… ถ้าวัดไหนสอนให้คนมารวย มาแล้วจะรวย อย่างธรรมกายสอน คนก็จะมาเต็มไปหมดเลย ถ้าวัดนี้สอนให้คนมาจนมาให้มาเสียสละ จะมีคนสนับสนุนน้อย จบ