600927_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ต่างคิดต่างสิทธิ์ ตอน 3.docx
เนื้อหาในไฟล์
600927_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ต่างคิดต่างสิทธิ์ ตอน 3
สมณะฟ้าไทว่า…วันพุธที่ 27 กันยายน 2560 ที่ราชธานีอโศก เมื่อวานกับวันนี้คนไทยก็มีความสุขขึ้นมานิดนึง เรื่องของศาสนา ไม่มีรัฐบาลไหนที่จะทำได้อย่างนั้น เท่าที่อาตมาเกิดมา การย้าย ผอ. พศ. พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ไปเมื่อเดือนที่แล้ว แล้วก็กลับมาในเดือนตุลาคม ไม่มีรัฐบาลไหนทำได้อย่างนี้ พ่อครูบอกว่าเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยที่ฟังเสียงประชาชน ปกติเขาไม่ยอมง่ายๆหรอก แสดงถึงความไม่ยึดมั่นถือมั่น ตัวตนเขาคงจะน้อย อีกประเด็นคือ เห็นรัฐบาลนี้ฟังเสียงประชาชนก็คือ เขาเกษียณข้าราชการประจำสำนักนายก ข้าราชการคนนี้ก็เขียนข้อคิด...เขาก็ว่า ข้าราชการที่ถูกย้าย ไปอยู่สำนักนายก ไปตรวจสอบแล้วก็เห็นว่าไม่ได้ผิดอะไรเลย ก็เลยเขียนบอกว่าคนที่มาในรัฐสภาไม่ว่าจะด้วยวิธีการไหนก็มีสิทธิ์โกงด้วยกันทั้งนั้น ประโยคนี้ ทำให้ นายกฯต้องให้ตรวจสอบสนช.ว่ามีการโกงไหม แล้วท่านถูกย้ายไปนี่เหมาะสมมั้ย ก็เป็นการตรวจสอบ รัฐบาลนี้ทำได้ดีกว่ารัฐบาลอื่นๆ มาตรวจสอบตัวเองว่ามีข้อบกพร่องไหม พ่อครูก็ยกย่องว่าเป็นรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตย
สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ประชาธิปไตยคือพอสมควร พ่อครูว่า...ดีที่สุดเท่าที่เคยพบมาในชีวิตประเทศไทยผ่านมาจนป่านนี้แล้ว ผ่านรัฐบาลมา 29 รัฐบาลแล้วก็ขอรับรองว่า รัฐบาลนี้ดีที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา ทำงานเป็นประชาธิปไตยและทำงานเต็มที่ จริงๆ ทำงานกัน เพราะมีนายกฯที่เอาจริงเอาจัง Active ตลอดเวลา จนกระทั่งหาว่า…... ต้องใช้คำว่า...หาว่า หาว่าเป็นผู้ที่ ของขึ้นอยู่เรื่อย ซึ่งไม่ใช่...แต่เป็นคน active อาตมาว่า เรื่องหยุมหยิมแบบนี้ไม่ควรมาหาเรื่อง โดยเฉพาะนักข่าวเขาจะหาข่าว นักข่าวหรือนักหนังสือพิมพ์เป็นนักหาเรื่อง ถ้าเขาไม่มีเรื่องก็
อ่านต่อ
ไม่มีอะไรไปลงหนังสือ มันเป็นเรื่องที่ทั้งน่าเกลียด และมันก็ต้องมีเรื่องหนังสือพิมพ์ เป็นเรื่องน่าเกลียด งานเหล่านี้เป็นเรื่องน่าเกลียด เป็นเรื่องที่ต้องแหย่หาเรื่องเพื่อที่จะเอาไปเป็นเรื่องที่จะได้เป็นข่าว บางทีเป็นเรื่องหยุมหยิมมาก ไม่ใช่ กาลเวลาที่จะถาม เสียเวลา งานการของประเทศมีเยอะแยะ แต่เขาก็หาเรื่องแหย่ อาตมาถึงเห็นใจนายกฯที่ต้องว๊ากอยู่เรื่อย มันหยุมหยิมมากไป เรื่องที่เข้าเนื้อหาท่านก็ตอบ แต่นักข่าวเขาไม่รู้ตัวว่าทำไมถึงทำอย่างนั้น ยิ่งกว่าอิตถีภาวะ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ สรุปแล้ว รัฐบาลนี้อาตมาว่าทำงานมา 2-3 ปี ให้ทำไปเถอะ ไม่ต้องมีเวลาจำกัดหรอก ถ้ามันมีอะไรที่ก้าวหน้าอยู่อย่างนี้ ให้ทำไปเรื่อยๆ อย่าไปคำนึงเลยในโลกที่เขาบอกว่าประชาธิปไตยต้องเลือกตั้ง อย่าไปกังวลเลย ไม่เลือกตั้งก็เป็นประชาธิปไตย แล้วเป็นประชาธิปไตยได้ ไม่ต้องเลือกตั้งเลยตลอด เป็นประชาธิปไตย ถ้าเนื้อแท้เป็นประชาธิปไตย คือคณะผู้บริหาร ค่าเฉลี่ยคณะผู้บริหารเขาทำงานเพื่อประชาชนอย่างได้ค่า เช่น ถ้าวัดค่าจริงๆ ว่าคณะรัฐบาลนี้ทำงานเพื่อประชาชน ค่าเฉลี่ยแล้วได้ 70% ขึ้นไป ถือว่าใช้ได้ หรือจะ 65 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปก็ใช้ได้แล้วอาตมาว่า คณะรัฐบาลนี้ทำงานเพื่อประชาชนได้ถึง 80 ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ เรื่องที่จะมานั่งเห็นแก่ได้เห็นแก่ตัวคอรัปชั่นอย่างที่เคยผ่านมานั้น จะกลัวถูกม.44 เข้าไปหรือเปล่า ทำได้อย่างนี้อาตมาว่าทำไปเถอะ ก็มีแต่พวกอยากหาเรื่องเข้ามาสู่อำนาจ หรือพวกที่เป็นนักอัตตา ถือว่าตนเองมีความรู้แล้วหาเรื่อง ไม่พยายามดูความพอดีความพอสมควร ความพอดี ความพอสมควร หรือพอเพียงเป็นคำตรัสของในหลวง มันพอดีแล้วพอสมควรแล้วอะไรกันนักกันหนา จะไปเอาอะไรให้เป๊ะ ความพอสมควรคือพอดีพอเพียงมันโต่งไปโต่งมาไม่เที่ยง อนิจจังคือทุกวินาที จะมีเข้ามาใหม่ มีการหาเรื่องมีกรรมกิริยา ก็มีน้ำหนัก ก็มีการเปลี่ยนแปลงเกิดความไม่เที่ยงตลอดเวลา ถ้าเข้าใจอย่างละเอียดลออจะรู้ว่า คำว่าอนิจจัง ไม่เที่ยงนี้มันละเอียดลอออยู่ทุกอย่าง เราต้องรู้ความพอสมควร ต้องรู้จักประมวลความเข้าใจเหตุปัจจัยแต่ละกาละ ทุกวันนี้ข่าวคราวมันเร็วมากให้เราได้บวกลบคูณหาร สำหรับการประมาณ ว่ามีอันนี้นะข้อมูลเปลี่ยนแปลง ข้อมูลใหม่มาเราก็จะต้องทันพวกนี้ เรียกว่ารู้กาละเวลา คำว่าพอสมควร ทุกกาละคืออย่างไร ถ้ามีผู้มีปฏิภาณปัญญาเร็วทันก็ไม่ตกความจริง หรือว่าความเหมาะควรที่จะใช้ทุกกาละได้ อันนี้สำคัญที่สุด
สมณะฟ้าไทว่า...เขาถามนายกฯก็บอกว่าเหนื่อย แล้วนักข่าวก็บอกว่าจะเป็นนายกฯอีกหรือเปล่าและจะลงเลือกตั้งไหม ก็ตอบว่าไม่ลง ให้เป็นนายกฯอีกหรือเปล่า บอกว่าไม่รู้ พ่อครูว่า...คำตอบนี้ชัดเจนว่า รู้เข้าไปในใจถึงนายกฯ มีลักษณะที่ว่ามันตรงๆเหมือนกับอาตมา อาตมาก็จะตอบแบบนี้ ถ้าถามมาแบบนี้ก็ต้องตอบแบบนี้ บอกว่า เออ เป็นลักษณะบ้านเมืองที่มีอาริยบุคคล นายกฯลุงตู่เป็นอาริยบุคคลรู้จักสัปปุริสธรรม สมณะฟ้าไทว่า...คำตอบนี้เป็นคำตอบหลังไมค์เขาเอามาเขียนลง พ่อครูว่า...นักข่าวถ้าไม่มีเรื่องก็ไม่มีอะไรมาเขียน แล้วพวกนักข่าวนี่ มีนัยว่าถ้าเขามีเรื่องที่แปลกแตกต่างพิเศษจากคนอื่นเขาเด่นนะ จึงจะต้องหาแง่มุมอย่างนี้ตลอดเวลา สมณะฟ้าไทว่า...สรุปว่า พ่อครูก็เหนื่อยเหมือนกัน พวกเราก็จะปลดงานบริหารงานวัตถุให้พวกเรารับผิดชอบ ท่านจะได้ดูแลพวกเรา บอกเราถูก ตอนนี้ท่านยังอยู่ หรือเราจะไปก่อนพ่อครูก็ไม่รู้ เราไม่แน่จะไปก่อนท่าน วันนี้พ่อครูก็จะมานำเสนอสิ่งที่ควรนำเสนอ พ่อครูว่า...ก่อนอื่นก็โอภาปราศรัยกับ sms
SMS วันที่ 26 กันยายน 2560 (สมณะ สิกขมาตุ : บวรสันติอโศก)
_เอกีภาวะ วิชชาราม · สรุป ท่านสิกขมาตุ ชัดเจนในบทบาทชีวิตตัวเองและให้เราต้องรู้ตัวทั่วพร้อม ให้เราพัฒนาให้ยิ่งๆ จนเกิดประโยชน์แก่หมู่ชนเป็นอันมาก พัฒนาลักษณะนั้นให้ชื่อสัตย์ สะอาดยิ่งขึ้นไป · สรุปท่านชาบชึ้ง การดูลักษณะคนบ่งบอกนิสัย พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าที่เรามีลักษณะนี้เพราะเราทำกรรมสะสมมาเช่นพ่อครูบอกชาติหน้าอาตมาจะหล่อกว่านี้ ...การทำกรรมใหม่เพิ่มในปัจจุบันที่เราทำจะดีหรือชั่วจะเป็นไปตามกรรม...อยู่ที่กรรม จาก ชาวบ้าน ค่ะ
_กราบนมัสการ พ่อครู ด้วยความเคารพอย่างสูงสุด ค่ะ ข้อ1 ขอกราบเรียนถามพ่อครูค่ะ ลูกมีความเข้าใจ คำว่า อธิปไตยของพุทธ คือ มรรค ถูกหรือผิด อย่างไรคะ ตอบ...อธิปไตยเป็นผลไม่ใช่มรรค ผลที่เกิดจากมรรควิธีของพระพุทธเจ้า มีสติเป็นอธิปไตย แล้วก็มีปัญญา เป็นอุตระ เป็นต้น เป็นผลจากการปฏิบัติ ตามมูลสูตร 10 เป็นแก่นของมนุษย์ปฏิบัติธรรมเลย 1. มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) 2. มีมนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) ต้องมนสิการให้ถึงแดนเกิด สัตว์ ในสัตว์ลักษณะ 9 ของสัตตาวาส 9 รู้ความเป็นสัตว์แล้วทำความเป็นสัตว์ให้หมดไปก็คืออรหันต์ 3. มีผัสสะ เป็นเหตุเกิด (สมุทัย) เป็นเหตุให้เกิดเวทนา 4. มีเวทนา เป็นที่ประชุมลง (สโมสรณา) 5. มีสมาธิ เป็นประมุข (ปมุขะ) 6. มีสติ เป็นใหญ่ (อธิปไตย = พลังอำนาจ) 7. มีปัญญา เป็นยิ่ง (อุตระ = เหนือ) กัปตันรู้ยิ่งยอด 8. มีวิมุติ เป็นแก่น (สาระ) หลุดพ้นสุดยอดที่จะรู้ยิ่ง 9. มีอมตะ เป็นที่หยั่งลง (โอคธา) = สอุปาทิเสสนิพพาน 10. มีนิพพาน เป็นที่สุด (ปริโยสาน) = อนุปาทิเสสนิพพาน (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 58)
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน วิตกกับวิจารต่างกันอย่างไร _ข้อ2 ขอกราบนมัสการพ่อครู อธิบาย การทำงาน ของคำว่า วิตก และ คำว่า มนสิการ ค่ะ พ่อครูว่า...คำว่าวิตกหมายความว่าจิตของเรามันเกิดเริ่มดำริ ก็คือมีตักกะ ถ้าภาษา ตักกะไม่ใช่วิตักกะ คือรู้แค่ปริยัติภาษาเฉยๆ แต่ถ้า วิตักกะ อยู่ในสังกัปปะ 7 อยู่ในฌานก็ตาม ตัววิตักกะ จะต้องมีญาณอ่านตัวจิตที่ดำริขึ้นมา พยายามให้ทัน เมื่อมีผัสสะปั๊บจิตก็ดำริขึ้นมา หากไม่มีผัสสะจิตมันก็เฉยๆไม่มีความจริงทั้งสมมติและปรมัตถ์ มันมีตักกะที่มีกิเลสรวมปรุงแต่งหรือไม่ ถ้ามันมีกิเลสมาเราก็ต้องแยกออกให้ได้ มันจะมีเวทนาในเวทนา ในวิตักกะจะมีรูปกับนาม มีกายกับจิต มีธรรมะสอง ก็ต้องแยกธรรมะสอง แยกหยาบคือกายกับจิต แยกละเอียดคือเวทนาในเวทนา มีเวทนาเทียมเก๊กับเวทนาจริง เราก็จัดการกับเวทนาเก๊ให้หายไป เหลือแต่เวทนาแท้ ทำให้ตัวกิเลสตัณหาแท้ดับไป ก็เหลือแต่รูปนามสะอาด กายสะอาด เพราะอกุศลจิต ถูกดับไปได้ กายเวทนาจิตธรรม ก็เป็นเช่นนี้ เราสามารถรู้จักการตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ มาอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา การสังขารก็เป็นอภิสังขารจนเป็น ปุญญาภิสังขาร จนสังขารสะอาดก็เป็นอปุญญาภิสังขารไม่ต้องทำบุญอีก ก็ทำต่อเป็นอาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง ก็จะสั่งสมได้เป็นอเนญชาภิสังขาร สั่งสมตกผลึกแน่นเข้าแข็งแรงมั่นคงไม่หวั่นไหวก็เรียกว่าเป็นสมาธิ สร้างอเนญชาภิสังขาร เรียกว่าสร้างให้จิตตั้งมั่น การอธิบายเช่นนี้เป็นการอธิบายการทำใจในใจ จัดการใจในใจคือการอภิสังขาร ไม่ใช่ว่ามนสิการแปลว่าการพิจารณานั้นไม่ใช่เลย เขาเอาคำว่าโยนิโส มาใส่เข้าไปเป็นคำว่าโยนิโสมนสิการ โยนิโสนั่นแหละเป็นตัวพิจารณา วิจัยวิจารณ์ให้ถ่องแท้ การทำในใจก็ต้องมีโยนิโส มีการวิจารณ์วิจัยทำให้ถ่องแท้ มนสิการ แปลรวมว่า คือการทำใจในใจ ในมูลสูตรข้อ 2 มีฉันทะเป็นมูล มีมนสิการเป็นแดนเกิด ทำให้จิตใจเป็นพระอาริยจนเป็นพระอรหันต์ก็ต้องทำใจในใจอย่างนี้
_ได้ฟังธรรมพ่อครูมา 30 กว่าปีแต่ตอนนั้นไม่อยู่กับหมู่กลุ่ม แต่มาอยู่กับหมู่ 1 ปี การปฏิบัติก็ไม่เหมือนกับการอยู่กับหมู่มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี ได้ฟังธรรมเข้าใจยิ่งขึ้น มีความเพียรที่จะทำตามคำสอน พ่อท่าน สภาวะที่ได้คือมีสติ เมื่อเรามีผัสสะ กิเลสก็ไม่เหนือเราได้ เหมือนนักมวยที่ตั้งการ์ดไว้ดี คู่ต่อสู้ก็ไม่สามารถทำอะไรเราได้ไม่ว่าจะมาทางไหน พ่อครูว่า...ถูกต้องแต่ไม่ได้หมายความว่าเราสำเร็จแล้วนะ เป็นแต่เพียงเราป้องกัน สติก็คือป้องกัน แต่ยังไม่ได้ปฏิบัติใจในใจต่อ ก็ต้องมีวิธีการ ป้องกันตัวเองขึ้นมาก็ดีแล้วเป็นกรอบแรก
สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน การใช้ภาษาสื่อสภาวะ _อโศกสัมปวังโก 1 ผมมีความสงสัยว่าในการเรียบเรียงพระไตรปิฎก ทำไมพระเถราจารย์ผู้เรียบเรียงจึงไม่ใช้ภาษาเชิงธรรมาธิษฐานตรงๆ และเลือกใช้ภาษาที่เอื้อต่อความเข้าใจของคนในยุคทุกสมัย ซึ่งจะทำให้บุคคลที่มีลักษณะตามสัมมาทิฏฐิข้อที่สิบ ท่านทำงานได้ง่ายขึ้นไม่เหน็ดเหนื่อยแสนสาหัสจนเกินไป พ่อครูว่า..ก็ขอบคุณที่เห็นใจอาตมา ก็ตอบได้ว่า ในสัจจะนั้นมีสมมติสัจจะและปรมัตถสัจจะ สัจจะมี 2 อย่าง จะบอกแต่ธรรมาธิษฐานตรงๆ ท่านตรัสแล้วเป็นธรรมาธิษฐานทั้งนั้น ภาษาที่ใช้เป็นธรรมาธิษฐานทั้งนั้น แต่คนเข้าใจไม่ได้ ตัวเองแยกแยะไม่ออก เช่น พูดถึงคำว่าเทวดา พูดถึงคำว่าสัตว์นรกอย่างนี้เป็นต้น ถ้าฟังเป็นภาษาบุคลาธิษฐานก็เป็นเทวดาสัตว์นรก ที่เป็นตัวตนสำหรับพวกที่มิจฉาทิฐิ แต่ผู้ที่สัมมาทิฎฐิแล้วก็เป็นปรมัตถสัจจะทั้งนั้นเป็นธรรมาธิษฐานทั้งนั้น พูดถึงเทวดาหรือสัตว์นรกก็เป็นธรรมาธิษฐาน แล้วจะบอกว่าทำไมท่านไม่เลือกใช้ภาษาแบบนั้น ก็เพราะว่าภาษามันมีคำว่าสัตว์นรกและเทวดา จะให้เอาภาษาไหนมาใช้ให้ร่วมสมัย คำว่าสัตว์นรก คือจิตวิญญาณที่ไม่มีตัวตน เป็นนามธรรม เทวดาคือจิตใจที่สูงส่งและเจริญ มีทั้งที่เป็นกัลยาณธรรม หรือถ้าเป็นอุบัติเทพ คือรู้จักกิเลสลดกิเลสได้เป็นส่วนๆ มีส่วนแห่งบุญ เมื่อเป็นวิสุทธิเทพก็เป็นจิตที่สะอาดบริสุทธิ์จากกิเลส ก็ต้องใช้ภาษาพวกนี้อธิบาย ถ้าไม่ใช้ภาษาแบบนี้อธิบายคุณจะเอาอะไรมาพูดมาสื่อสาร เพราะฉะนั้นบุคลาธิษฐาน แปลภาษาบัญญัตินี้เป็นอธิวจนะ ต้องมี อธิวจนสัมผัสโส จึงจะไปสามารถรู้ ปฏิฆสัมผัสโสได้ ถ้าไม่มีบัญญัติ ไม่มีอธิวจนะ ไม่มีคำเรียกที่จะสื่อสารออกไป แล้วคุณจะไปสัมผัสนามธรรม ปฏิฆ คือก้อน ให้คุณรู้ Action reaction ให้รู้ได้ เทวดาและสัตว์นรกเป็นนามธรรมไม่มีตัวตน ถ้าไม่มีอธิวจนะให้ฟังเลย(พ่อครูทำหน้าเฉยๆ ไม่พูด) คนก็ไม่รู้ได้ ท่านไม่มีทางเลือก ต้องใช้บัญญัติภาษาให้คนรู้ปฏิฆสัมผัสโสได้ อธิวจนสัมผัสโสคือรูปธรรม ปฏิฆสัมผัสโสคือนามธรรม หากมีแต่ธรรมาธิษฐานก็เอาแต่ส่งจิตกันก็ไม่รู้เรื่องแต่ต้น อาตมาไม่เก่งขนาดมานั่งแล้วส่งจิตให้คนอื่นรู้นะ ไม่ได้ประชดแต่พูดให้เข้าใจดีๆว่าคุณละเลียดไป เพ่งไป สรุปคำตอบคือจำนน
_ผมได้ติดตามและศึกษากระบวนทัศน์ของสำนักพุทธวจนะ ให้ศาสนิกของตนท่องจำพุทธพจน์อย่างแม่นยำและไม่ให้ตีความและไม่ต้องสื่อกับใคร อนาคตของพุทธศาสนิกชนกลุ่มดังกล่าวจะเป็นอย่างไร พ่อครูว่า...พวกมีอัตตามานะสูง และเคารพนับถือพุทธพจน์มาก และอย่าวิจารณ์ อย่าวิจัยอะไร จำให้ได้อย่างเดียวเท่านั้นคุณก็จบแล้ว สรุปแล้วพวกนี้คือพวกนกแก้วนกขุนทอง ยิ่งกว่านกแก้วนกขุนทองอีก ให้นกแก้วมันท่องแก้วจ๋าในใจอีก คือไม่ให้พูดออกมาด้วย มันจะมากไปแล้ว สุดโต่งจนน่าสงสารอย่างยิ่ง วิจารณ์แค่นี้ก็พอ
3. ผมได้ติดตามรายการมองโลกมองธรรม ผมเองชื่นชมความกล้าหาญของนายแพทย์มโนอย่างมาก แต่ถึงอย่างไรผมก็ยังมองว่ายังไม่สามารถทิฐิเพียงพอ และหากหมอมโนได้รับคำแนะนำจากพ่อท่าน หรือร่วมศึกษากับชาวอโศกอย่างจริงจัง จะทำให้คำพูดหมอมโนมีน้ำหนักชี้ถูกผิดดีชั่วได้อย่างถูกต้องชัดเจนขึ้น จะทำให้งานกวาดล้างมารศาสนาสำเร็จมากยิ่งขึ้น พ่อครูว่า...เห็นด้วยอย่างยิ่งถูกต้อง แต่หมอมโนก็คือหมอมโน จบ ไม่วิจารณ์ต่อไปว่าเขาจะศรัทธาอาตมามากแค่ไหน อาตมาก็พอรู้ พอวัดศรัทธา ปัญญาพอวัดได้บ้าง พอเข้าใจ
สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน อาหาร 4 กับการปฏิบัติที่ไม่ผิด _มีคำถามที่ค้างไว้ของคุณอโศกสัมปวังโก คือ คำว่าอาหารเป็นหนึ่งในโลกเป็นพุทธพจน์หรือไม่ครับ แล้วมีจุดประสงค์เพื่อให้เรียนรู้อะไร คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าอาหารเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าสิ่งใด เพราะถ้ามนุษย์ไม่มีอาหารกินก็ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ อาจารย์บางท่านก็สอนว่ามีความสำคัญมากที่คนเราต้องเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และบางอาจารย์ก็เน้นว่าจะต้องทานอาหารที่มีฤทธิ์เย็นหรือร้อนตามสัดส่วนเหมาะสมเพื่อรักษาความสมดุลให้กับร่างกาย ส่วนอาจารย์ไม้ร่มก็บอกว่าอาหารต้องมาจากอาหารที่มาจากพระศิวะ (อาหารอินเดีย) ส่วนความเข้าใจของสมณะท่านหนึ่งเข้าใจว่าอาหารเป็นหนึ่งในโลกนั้นหมายถึงอาหาร 4 ในความสำคัญอย่างมากในการปฏิบัติธรรม พ่อท่านคิดว่า ความเข้าใจของท่านใดถูกต้องครับ พ่อครูว่า... เป็นพุทธพจน์ ก็ให้เรียนรู้ความเป็นอาหารแล้วสรุปลงไปว่าอาหารเป็นหนึ่งในโลก ถูกต้องไปคนละแง่มุม ของอ.ไม้ร่มก็เป็นแบบของเขา พูดถึงกวฬิงการาหาร เป็นอาหารในอาหาร 4 กินเข้าไปเลี้ยงร่างกายคือคำข้าว เรียกอาหารพระศิวะ เขาปรุงแต่งอาหารอย่างนั้นมาหลายพันปี อย่าว่าแต่พระศิวะปรุงแต่งอาหารมาหลายพันปีเลย อาหารของชาวไทยนี้ก็ปรุงแต่งมาหลายพันปี เท่าที่คนไทยกินอาหารและก็มีอาหารประจำชาติไทยตั้งแต่ดึกดำบรรพ์มา จนเดี๋ยวนี้ก็ยังกินกันอยู่ พวกน้ำพริกอะไรเป็นต้น มันก็เป็นอาหารมาหลายพันปีเหมือนกัน ถ้าเป็นความศรัทธาของไม้ร่มแล้วศรัทธาหนักว่าต้องกินแบบนี้ แบบอาหารแขก ต้องกินถั่ว กินแกงถั่วอย่างนี้ ในอินเดียกินแกงถั่วเป็นหลักกับจาปาตี คืออินเดียเป็นพวกเจโตอยู่กับ อาหารซ้ำซากได้อย่างไม่เปลี่ยนแปลง เขาจึงอยู่อย่างซ้ำซากที่เป็นหนึ่งเหมือนกันไม่แตกต่างกันมาก เขาอยู่อย่างไม่ทะเลาะกันไม่เหมือนกับจีน ความเห็นแตกแยกกันทะเลาะกัน มันก็คนละขั้ว คนหนึ่งสายฟุ้งซ่าน อีกคนหนึ่งสายเจโตดิ่งหนัก อันนี้วิจารณ์ของไม้ร่มหน่อยเดียว คนคิดมากจะวิจารณ์คนยึดมาก
อีกอัน อาหารเป็นหนึ่งในโลก แล้วก็แยกเป็นอาหาร 4 ทำไมเป็นหนึ่งในโลก เพราะว่าอาหารทางรูปธรรมต้องกินอาหารคือคำข้าว ต้องกินอาหารตั้งแต่เดรัจฉานจนถึงคน วัวควายมันไม่กินข้าวก็กินหญ้า มันก็กินพืชผักของมันคือ อาหารที่ต้องกินเข้าไปสังเคราะห์ร่างกาย หากไปถามสัตว์ต่างๆมันก็บอกว่าไม่มีอะไรสำคัญกว่าการกิน อย่างอื่นเป็นรอง เรื่องสืบพันธุ์ก็เป็นเรื่องรอง เรื่องอื่นเป็นเรื่องรองทั้งนั้น อาหารเป็นเรื่องหลัก ตั้งแต่เริ่มเป็นสัตว์ เป็นแบคทีเรียตั้งแต่เซลล์เดียว มันก็ต้องหาอะไรเข้าไปพัฒนาตัวใหม่ นั่นแหละคืออาหารคือหนึ่งในโลกหยาบที่สุดและจริงที่สุด คนนั้นถึงมาเรียนรู้อาหารที่สำคัญอีก 3 คือ ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร ศาสนาพุทธแยกแยะให้เรียนอีกสามอาหาร อย่างสำคัญเป็นหนึ่งในโลกด้วย ศาสนาอื่นไม่รู้จักอาหาร 3 เรียนรู้อาหาร 3 จึงจะรู้จักวิญญาณ ในนั้นมีเจตนาอยู่ในนั้นด้วยแล้วเจตนานี่แหละเป็นตัวการ เรียนรู้เจตนาที่มันไม่ใช่เจตนาบริสุทธิ์สะอาด เจตนาแบ่งเป็น 3 อย่าง กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา เราก็ล้างกามตัณหา ภวตัณหาให้หมด หมดแล้วก็จบไม่มีภพชาติ กามภพ ภวภพ (รูปภพอรูปภพ) ก็จะเหลือแต่วิภวตัณหา พระอรหันต์ พระโพธิสัตว์พระพุทธเจ้า ทำงานด้วยวิภวตัณหา ไม่มีภพชาติเป็นตัณหาที่ทำเพื่อผู้อื่นจริงๆ ด้วยตนเองไม่ต้องการอะไรตอบแทนแม้กระทั่งชั่วครั้งชั่วคราวก็เรียกว่าวิภวตัณหา หากมันเกิดโดยไม่เจตนาโดยไม่ตั้งใจก็ตาม พ่อแม่ปรารถนาดีต่อลูกอย่างไม่ต้องการอะไรตอบแทนก็เป็นวิภวตัณหา อาหารอีก 3 อย่างนั้นก็คือทั้งหมดของศาสนาพุทธ และในกวฬิงการาหาร ก็ศึกษาอาหารอีก 3 อย่างได้ เป็นการศึกษาที่ไม่ผิดตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน อปัณกปฏิปทา 3 มีการสํารวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ การปฏิบัติถ้ามี 3 อย่างนี้ไม่ผิด การปฏิบัติไปนั่งหลับตาไม่มีสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 ไปนั่งหลับตาเลยแล้วก็สะกดจิตเข้าไป จึงเป็นการปฏิบัติที่ผิด เป็นปัณกปฏิปทาสำรวมทวารเดียวเป็นการปฏิบัติที่ผิด เมื่อเป็นทวารเดียวการปฏิบัตินั้นก็ไม่มีกาย โดยไปเอาแต่จิตข้างในโดยทิ้งกายข้างนอก ศาสนาพุทธไม่ทิ้งกายภายนอกตลอดในการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า แต่แน่นอน คนเราก็ทิ้งกายภายนอกบ้างแต่ไม่ใช่เวลาปฏิบัติธรรม การปฏิบัติธรรมต้องมีกายภายนอกประกอบด้วยเสมอเป็นภาวะ 2 ภาวะ 2 ต้องมีทั้งภายนอกและภายใน มีรูปและนาม หากแหว่งไปอันเดียวเป็นปัณกปฏิปทา เป็นการปฏิบัติธรรมที่ผิดไปจากศาสนาพุทธ การพิจารณา กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ก็เข้าใจเป็นกายภายนอก สองสัมมัปปธาน 4 ก็ไม่มีสำรวมอินทรีย์ 6 ก็จะเกิด ปหานปธาน ภาวนาปธานไม่ได้ มันเป็นการเข้าใจผิด ไปไกลเหลือเกินของศาสนาพุทธ โดยไปเข้าใจว่าการทำสมาธิต้องนั่งหลับตาสะกดจิต พูดไป 47 ปีแล้ว ตีกบาลเรื่องนั่งหลับตาสมาธิ บอกว่านั่งหลับตาสมาธินั้นเลิกได้เลย พระพุทธเจ้าเล่ามาหมดแล้ว พูดซ้ำหมดแล้ว เริ่มต้นปฏิบัติธรรมก็ออกไปแสวงหาอาจารย์ที่เขายกย่อง คืออุทกดาบส อาฬารดาบส ไปนั่งหลับตาได้ฌาน 7 ฌาน 8 ถือว่าเก่งที่สุดเลยในยุคนั้นท่านก็ไปดูแล้วทำได้ก็บอกว่าไม่เอา ทิ้งมาหมดแล้ว พวกฌานหลับตา เพราะจริงๆแล้วฌานของพระพุทธเจ้าไม่นั่งหลับตาเลย ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ต้องมีรูปภายนอก ข้อที่ 2 ชัดเจน ต้องมีอัชฌัตตัง พหิทา ในวิโมกข์ 8 ข้อที่ 2 แล้วก็ทำให้เจริญเป็นวิโมกข์ 8 ข้อที่ 3 สุภันเตว อธิมุตโตโหติ ท่านตรัสไว้ชัดว่าต้องปฏิบัติธรรมแบบลืมตา รูปี คือผู้มีรูป รูปีคือคนต้องมีรูป ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (รูปานิ ปัสสติ) รูปานิคือรูปทั้งปวง ที่ตาเราไปกระทบสัมผัส หูก็ไปกระทบสัมผัสเสียงภายนอก จมูกก็กระทบกับกลิ่นภายนอก เอาแต่ตาก่อนกระทบรูป แต่ถ้าไม่ลืมตามากระทบรูป หรือคนตาบอดก็ไม่มีรูป ผู้มีรูปต้องมีตาที่มีประสาท ต้องโคจระไปกระทบกับรูป ผู้ที่ไม่มีรูปปฏิบัติธรรมไม่ได้เช่นคนตาบอดเป็นต้น ปฏิบัติธรรมได้แต่ได้ไม่ครบ กระทบรูปแล้วต้องเห็นรูปทั้งหลาย เป็นวิโมกข์ 8 ข้อที่ 1 บังคับไว้ในตัวถ้าไม่เห็น คนนั้นไม่มีวิโมกข์ ปฏิบัติวิโมกข์ไม่ได้ แล้วไปปฏิบัติอะไรธรรมะพระพุทธเจ้า ก็ต้องปฏิบัติให้บรรลุวิโมกข์ไปตามลำดับขั้นตอน หากเข้าใจวิโมกข์ไม่ได้ แล้วข้อ 2 ข้อสรุปรวมว่า มีรูปแล้วต้องมีทั้งภายนอกและภายใน เข้าไปถึงอรูป แต่เขาแปลผิด ว่า ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน อย่างนั้นก็ไม่ต้องศึกษาเลยสิไม่สำคัญในรูปภายใน ซึ่งจริงๆแล้วต้องสำคัญ ไปแปลอรูปสัญญีว่าไม่มีความสำคัญ สัญญีคือความกำหนดหมายรู้ แต่เอา อ ไปต่อหน้า ก็ไปแปลว่า กูไม่มีความสำคัญในรูป ที่จริง อรูปสัญญีคืออรูปภายใน ส่วนพหิทารูปานิปัสสติคือรูปภายนอก แล้วทำให้เจริญผลเป็น สุภันเตวอธิมุตโตโหติ แต่เขาแปลตามพยัญชนะว่าเป็นผู้ที่มีโชค ผู้น้อมใจเห็นว่าเป็นของงาม ก็จมอยู่กับงามเด๊ ก็เลยไปติดของงามสิ ฟังแล้วก็อ่อนใจ ไม่สัมพันธ์กับข้อ 2 เลย เมื่อรู้รูปนามแล้วข้อ 3 หมายความว่าต้อพ่อครูว่า... เป็นพุทธพจน์ ก็ให้เรียนรู้ความเป็นอาหารแล้วสรุปลงไปว่าอาหารเป็นหนึ่งในโลก ถูกต้องไปคนละแง่มุม ของอ.ไม้ร่มก็เป็นแบบของเขา พูดถึงกวฬิงการาหาร เป็นอาหารในอาหาร 4 กินเข้าไปเลี้ยงร่างกายคือคำข้าว เรียกอาหารพระศิวะ เขาปรุงแต่งอาหารอย่างนั้นมาหลายพันปี อย่าว่าแต่พระศิวะปรุงแต่งอาหารมาหลายพันปีเลย อาหารของชาวไทยนี้ก็ปรุงแต่งมาหลายพันปี เท่าที่คนไทยกินอาหารและก็มีอาหารประจำชาติไทยตั้งแต่ดึกดำบรรพ์มา จนเดี๋ยวนี้ก็ยังกินกันอยู่ พวกน้ำพริกอะไรเป็นต้น มันก็เป็นอาหารมาหลายพันปีเหมือนกัน ถ้าเป็นความศรัทธาของไม้ร่มแล้วศรัทธาหนักว่าต้องกินแบบนี้ แบบอาหารแขก ต้องกินถั่ว กินแกงถั่วอย่างนี้ ในอินเดียกินแกงถั่วเป็นหลักกับจาปาตี คืออินเดียเป็นพวกเจโตอยู่กับ อาหารซ้ำซากได้อย่างไม่เปลี่ยนแปลง เขาจึงอยู่อย่างซ้ำซากที่เป็นหนึ่งเหมือนกันไม่แตกต่างกันมาก เขาอยู่อย่างไม่ทะเลาะกันไม่เหมือนกับจีน ความเห็นแตกแยกกันทะเลาะกัน มันก็คนละขั้ว คนหนึ่งสายฟุ้งซ่าน อีกคนหนึ่งสายเจโตดิ่งหนัก งพยายามปฏิบัติให้เกิดอธิมุตโต อธิโมกโข คือเจริญในวิมุติวิโมกข์ จิตโน้มไป คือจิตเดินทางเข้าท่า เข้าทิศทางไปสู่ความสูงสุด สุภันเตวะ คือไปสู่ที่สุดที่สูง นั่นเอง จนจบ โหติ นี่คือความหมายข้อที่ 3 สรุปปฏิบัติข้อที่ 1 และ 2 ให้เจริญให้จบ ถ้าไม่เจริญก็ไม่เป็นสุภะ ต้องให้เป็นสุภะ ใจก็จะเจริญโน้มน้อมไปสู่ความเจริญ จนจบ อันตะคือสุดปลาย สุภะกับอันตะ จะเดินไปสู่ที่สูงที่สุดเรียกว่า อธิมุตโต อธิโมกโข ในข้อที่ 1 มีรูปทั้งหลาย และมีผู้ปฏิบัติต่อรูป การไปนั่งหลับตาไม่มีกายแล้วเข้าใจผิดว่ากายคือรูปภายนอกเท่านั้น ทั้งที่พระพุทธเจ้าตรัสว่ากายคือจิตมโนวิญญาณ คำสอนพระพุทธเจ้าเป็นเรื่อง คัมภีรา เป็นเรื่องที่ลึกซึ้ง แต่ทุกวันนี้กลายเป็นเรื่องตื้นเขินน่าสงสารจริงๆ พูดแล้วเหมือนยกตัวเองว่า ตนเองถูกคนเดียว ขออภัยที่ต้องพูดสัจจะ หาไม่ได้จริงๆสักองค์สักรูปที่สัมมาทิฎฐิจริงๆ มาคุยกันหน่อย หายังไม่ได้เลย แล้วคนเหล่านั้นก็หาว่าอาตมาอวดดี ยกตนข่มเขา เขาก็มีมานะอัตตากับอาตมา ก็ไม่มาคุยกับอาตมา เพราะเขาถือดีว่าได้จบสูงส่งเปรียญ 9 อะไรต่างๆ อาตมาไม่มีใบหลักฐานอะไรสักอย่าง อาตมาก็บอกว่า เอาของจริงจากอดีตมาพูด จนอาตมาพูดว่า อาตมาคือสยังอภิญญา เป็นผู้ที่อยู่ในสัมมาทิฏฐิข้อที่ 10 คือสมณะพราหมณ์ผู้นี้ เพราะอาตมาอธิบายสัมมาทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิ 10 ได้ แยกโลกนี้โลกหน้าอธิบายให้ฟังได้ แยกโลกแยกอัตตาให้ฟังตลอดเวลา คนเราก็เรียนรู้เรื่องโลกและอัตตาเท่านั้นแหละ ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตรก็มีเรื่องโลกและอัตตา เริ่มจากโลกกับภายใน ข้างนอกคือกามโลก ข้างในคืออัตตา เข้าใจแล้วก็เรียนไปตามลำดับ ตั้งแต่โลกของกามภายนอก หยาบที่สุดเรียกว่าอบายมุข ก็เรียนรู้ธรรมะ 2 ล้างกิเลสขั้นอบายมุข ก็จะมีตัวอย่างมีรูปแบบที่เราทำได้ แล้วก็เอามาเรียนรู้ให้ลึกซึ้งให้สูงขึ้น โดยไม่ต้องหลับตาเลย โลกอบายไปหากามก็ไม่ต้องนั่งหลับตาปฏิบัติ จนกระทั่งเป็นอนาคามีก็ไม่ต้องนั่งหลับตา ลืมตาปฏิบัติก็จะเหลือรูปโลก อรูปโลก ก็ล้างต่อ จะมีรูปราคะ อรูปราคะ มันเกิดเมื่อกระทบสัมผัส ต้องมีสัมผัสเป็นปัจจัย จะเรียนรู้กิเลสที่เป็น รูป อรูป ก็ต้องมีสัมผัสเป็นปัจจัยภายนอกด้วยไม่ใช่ไปนั่งหลับตาแล้วเรียนรู้ รูป อรูป ทำอย่างไม่มีเบื้องต้น ท่ามกลางบั้นปลาย มันเป็นการผิดเพี้ยนไปหมดแล้ว ผู้ที่บรรลุธรรมเป็นอนาคามี เหลืออุทธัมภาคิยสังโยชน์ก็ต้องเรียนรู้ต่อ แต่กิเลสภายนอก ท่านอยู่เหนือมันหมดแล้วไม่ต้องหลับตา แต่นี่เข้าใจผิดหมดเลยว่าล้างกิเลสภายในต้องนั่งหลับตา ภายนอกต้องกระทบสัมผัส ไม่ใช่ ศาสนาพุทธไม่มีการหลับตาปฏิบัติลืมตาปฏิบัติตั้งแต่กิเลสกาม จนรูป อรูป ก็ปฏิบัติขณะลืมตาทั้งนั้น เป็นขั้นตอนไป ศาสนาพุทธปฏิบัติธรรมต้องเป็นปัจจุบันธรรมและมีสัมผัสเป็นปัจจัย มีทิฏฐธรรมนิพพานทิฐิ 5 ทิฏฐะทิฏเฐ คือปัจจุบันด้วยต้องมีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจทำงานเต็มรูป นี่คือสัจจะที่ต้องอธิบายไปไม่รู้จะทำอย่างไร อาตมาเลือกทำหน้าที่นี้เอง เกิดมาชาตินี้ต้องมารื้อฟื้นสิ่งเหล่านี้ให้มาแก่มนุษยชาติในศาสนาพุทธ เป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็ต้อ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive