600929_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก ต่างคิดต่างสิทธิ์ ตอน 4.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์356 KB
วันที่แก้ไข15 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

600929_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก ต่างคิดต่างสิทธิ์ ตอน 4

สมณะเดินดินว่า…วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 29 กันยายน 2560 ที่สันติอโศก เหตุการณ์น้ำท่วมที่บ้านราชก็ขึ้นๆลงๆ น้ำลงแล้วก็ขึ้นเป็นครั้งที่ 3 แล้ว ไม่แน่นอน แต่ที่แน่นอนคือเราจะจัดงานเพื่อฟ้าดินกันในช่วงปีใหม่นี้ เป็นการรวมงาน ว.บบบ. กับงานเพื่อฟ้าดิน มีการบำเพ็ญคุณบำเพ็ญธรรมเหมือนกัน แต่ไม่มีการแจกเข็ม ก็จะดูว่าพวกเราจะมีพลังในการสอบเหมือนกับตอนแจกเข็มไหม ก็จะตรงกับเหตุการณ์ที่ชาวบ้านชาวไร่ชาวนาเดือดร้อนกัน งานที่จัดก็เป็นการสอดคล้องกับปัญหาของประชาชน ก่อนจะช่วยชาวบ้านเราก็ต้องทำตัวเองให้แข็งแรงก่อน เมื่อครั้งที่ผ่านมามีพวกเรา พูดถึงว่าฟังธรรมพ่อครูมา 30 ปี อยู่นอกวัด เพิ่งจะมาอยู่ในวัด ทำให้รู้สึกว่าอยู่ในวัดสบายมากขึ้น เหมือนกับนักมวยตั้งการ์ดได้แล้ว กิเลสไม่กล้ามายุ่งเลย พ่อครูว่าก็ดี แต่กิเลสมันยังกอดแข้งกอดขาเราอยู่เฉยๆเท่านั้นเอง คือมันยังไม่ได้ลุกลามบานปลายมากกว่านั้น แต่เราก็ต้องมาศึกษาสิ่งที่ดีกว่านี้ยังมีอีก อกุศลที่เราต้องละมีอีก สิ่งเหล่านี้จะรู้ได้เราต้องฟังธรรมจากสัตบุรุษ

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน ชาวพุทธ 3 ระดับ พ่อครูว่า...47 ปีมาแล้วที่อาตมาทำงานศาสนามา จนสามารถสรุปได้ว่า ในวงการศาสนาพุทธทุกวันนี้ หรือการเรียนศาสนาพุทธในทุกวันนี้ ชาวพุทธได้เรียนรู้พุทธกันมา อย่างมิจฉาทิฐิกันไปจนกู่ไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี นี่เป็นคำสรุปของอาตมาที่ได้ทำงานศาสนาพุทธมา เป็นความเห็นจริงด้วยความจริงใจ ไม่ใช่ด้วยความหาเรื่อง การหาเรื่องคือการใส่ความ อย่างนี้ไม่ใช่ เป็นความเห็นจริงของอาตมาเลย เป็นความเข้าใจจริงๆเชื่อจริงๆว่าเป็นเช่นนั้น วงการศาสนาพุทธทุกวันนี้มิจฉาทิฐิกันไปหมดจริงๆ จนกู่ไม่กลับ จะให้กลับฟื

อ่านต่อ

้นคืนให้มีขึ้นมา เกือบ ขอใช้คำว่าเกือบจะไม่ได้แล้ว เพราะยังมีคนจำนวนหนึ่งที่ยังทำได้ คนจำนวนนั้นชื่อว่าชาวอโศก ฟังเข้าใจ เห็นจริงแล้วน้อมนำไปปฏิบัติตามแล้วได้มรรคผลไปตามลำดับ ขอยืนยันว่าในชาวอโศกมีอาริยบุคคล ที่ได้แล้วที่อาตมาทำงานมาถึง 47 ปี ไปถึงขั้นอรหันต์ อนาคามี สกิทาคามี โสดาบันจริงๆ นี่ก็เป็นส่วนที่ได้ นอกนั้นก็ไม่สามารถเทียบไปวัดได้ ที่มาแสดงตัวเป็นชาวอโศกที่พอจะคบคุ้น สามารถเข้าใจได้เป็นได้มรรคผลนั้นมีอย่างนี้ ก็เท่าที่เห็นและเป็นอยู่ มีหมู่กลุ่มเท่านี้ที่เรียกว่าชาวอโศกหรือที่เขาเรียกว่าสันติอโศก มีเท่านี้ นอกนั้นที่เป็นชาวพุทธในประเทศไทยที่นับถือศาสนาพุทธ 95% จะมีบ้างจะถึง 5% ไหม ที่จะฟังธรรมะอาตมาอย่างชัดเจน และเข้าใจว่าต้องฟังที่อาตมาพูดนี้ มีสัมมาทิฏฐิที่ถูกต้อง จะถึง 5% หรือเปล่า สำหรับคนข้างนอกนะ เพราะฉะนั้น เมื่อไม่มีความเข้าใจ เมื่อไม่มีสัมมาทิฏฐิ มันก็ไม่มีเชื้อ ไม่มีเชื้อของพุทธ เพราะว่าจิตไม่เข้ากระแส เ ชื้อของศาสนาพุทธคืออาริยบุคคล เรียกว่าพุทธบริษัท 4 อาตมาเคยอธิบายแล้ว ประชาชนที่นับถือศาสนาพุทธขั้นต้นเรียกว่า1. พุทธศาสนิกชน 2. พุทธมามกะ 3. พุทธบริษัท พุทธศาสนิกชนคือคนไทย 95% ทั่วไป ตามทะเบียน ตามสกุล ปู่ย่าตาทวดนับถือศาสนาพุทธกันทั้งนั้น เป็นพุทธศาสนิกชน ส่วนผู้ที่ตั้งใจศึกษา ก็คือเป็นผู้ที่ตั้งใจมาศึกษา พยายามพากเพียรปฏิบัติเป็นพุทธมามกะ ตั้งใจเข้าถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ศึกษาจริงๆ ถือว่าเป็นพุทธมามกะ ผู้ที่ปฏิบัติศึกษาแล้วก็บรรลุผล จึงเรียกว่าพุทธบริษัท 4 พุทธศาสนิกชนนั้นบางทีลืมด้วยซ้ำไปว่าตนเองเป็นศาสนาพุทธ อยู่กับโลกโลกีย์ไป ไม่ถือศีลถือธรรมอะไรเลย มีเยอะ ผู้ที่ไม่มีเชื้อพุทธเลย ก็ได้แต่สงสาร ผู้ที่มีเชื้อพุทธอย่างเก่งก็มีสัมมาทิฏฐิกัน นิดๆหน่อยๆเป็นบัญญัติเท่านั้น ที่ไปหลงเรียกกันอยู่ในชาวพุทธว่าเป็นพระอรหันต์ อะไรก็ดี นั้นไม่ใช่หรอก ก็มีสัมมาทิฏฐินิดๆหน่อยๆเท่านั้น นอกนั้นเป็นมิจฉาทิฐิไปมาก ไปเข้าใจมิจฉาทิฏฐิว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ เป็นเรื่องซับซ้อน แล้วเอาอันนั้นมาประกาศสิ่งที่ผิดนั้นทำให้เป็นบาปกับตัวเอง เป็นการทำลายศาสนาพุทธ ที่พูดนี้พอเข้าใจนะเป็นเหตุเป็นผล ไม่ได้หาเรื่อง พูดขี้ตู่ ดูถูกดูแคลนกัน แต่พูดอย่างวิชาการธรรมะ

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน สติปัฏฐาน 4 แบบย่อ ส่วนที่อาตมาอุเทศ แสดงธรรมไม่เข้าใจ ไปเข้าใจสิ่งที่นอกที่ผิด ก็จับ อ่านอาการ ลิงค นิมิต ไม่ถ่องแท้ถูกต้อง นอกจากไม่จับแล้ว ยังไม่มีสติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ แต่กลับไปเพ่งจิตสะกดจิตให้หยุดไป อย่างนี้เป็นต้น จึงไม่มีทฤษฎี ที่จะรู้กายในกาย วิจัยกายในกาย แยะแยะกายในกาย กายคือธรรมะสอง แยกแยะทีละคู่ๆไป เรียกว่า กายในกาย คู่ต่อมาคือเวทนาลึกเข้าไป สติปัฏฐาน 4 กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม วิจัยกายในกาย สิ่งที่ถูกรู้เป็นรูป สิ่งที่รู้คือ subject เป็นตัวปัญญาเป็นนาม ก็รู้แล้ววิจัยต่อ จะรู้แยกรูปนามแล้วรู้อาการของจิต รูป เวทนา สัญญาก็ทำงานกำหนดรู้ เวทนา มันก็จะเป็นอารมณ์ ความรู้สึกปรุงแต่งกันอยู่ เวทนากับสังขาร เวทนาคือการปรุงแต่งของกาย คือรูปกับนาม เรียกว่าธรรมะสอง ปรุงแต่งแล้วเกิดเป็นเวทนา คืออารมณ์ แล้วมีเป็นสุขเป็นทุกข์หรือไม่สุขไม่ทุกข์ ความสุขความทุกข์ไม่สุขไม่ทุกข์ มันมีเหตุ ก็คือจิต เป็นอกุศลจิต ส่วนมากเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ก็ดี เป็นอกุศลจิตทั้งนั้น เป็นสุขก็อกุศลจิตเพราะหลงผิด เป็นทุกข์ก็อกุศลจิต ถ้าเอาธรรมะพระพุทธเจ้าแล้วต้องเรียนรู้ และทำเวทนาในเวทนานั้น ให้เป็นหนึ่ง เอกสโมสรณา ให้รวมลงเป็นหนึ่ง ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 กาย คือธรรมะสอง นามก็อ่านรูป อ่านเวทนาในเวทนา ก็วิเคราะห์ต่อว่าเป็นทุกข์แล้วมีอะไรเป็นเหตุ ตัวเหตุส่วนมากเป็นอกุศล เพราะยังมิจฉาทิฏฐิ ก็จะเป็นสุขเป็นทุกข์ หรือไม่รู้เรื่องก็เป็น อทุกขมสุข มีสามเวทนานี้ การไม่สุขไม่ทุกข์อย่าง เคหสิตเวทนา อย่างโลกีย์ไม่มีวิชชาไม่เนกขัมมะ ผู้ที่ศึกษาเรียนรู้โลกุตรธรรม ถ้ามีภูมิปัญญารู้ แยกเนกขัมสิตะ แยกเคหสิตะออก ทำให้จิตเป็นเนกขัมมะ ออกจากกาม ออกจากพยาบาท ออกจากนิวรณ์ได้ เมื่อปฏิบัติได้ก็เข้าสู่กระแสโลกุตระอย่างนี้เป็นต้น ผู้สามารถแยกแยะได้ก็ต้องมี รูปกับนาม รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ การปฏิบัติของพระพุทธเจ้าคือต้องอ่านอาการหรือนิมิตของเจตสิก รูป คือรูป 28 แล้วปฏิบัติเนกขัมมะจนเข้าสู่ฐานนิพพาน ก็เรียกว่า จิต เจตสิก รูป นิพพาน ผู้ที่ปฏิบัติธรรมทุกวันนี้เขา ไม่ได้ดูถูกดูแคลนอะไร ยังคลุมเครือไม่ชัดเจนไม่แม่น ก็ปฏิบัติจับไม่มั่นคั้นไม่ตาย ไม่รู้จัก ไม่รู้แจ้ง ไม่รู้จริง พอรู้จักกันอย่างผิวเผิน แต่ไม่รู้แจ้งจนสามารถทำให้เกิดส่วนบุญกันจริงๆได้ ไม่สามารถปฏิบัติเป็นเนกขัมมะ ถ้าปฏิบัติตนที่กิเลสได้จะเป็นส่วนบุญ ชัดเจนว่า เราปฏิบัติได้เป็นมรรคผล มีมรรควิธีมีผลให้กิเลสจางคลาย วิราคะ จนมันดับไป เราก็เป็นผู้รู้แจ้งรู้จริง รู้จัก จิตเจตสิกส่วนบุญอย่างสัมมาทิฏฐิ ผู้ที่จะปฏิบัติดังกล่าวนี้มันมี จุดสำคัญเลยก็คือ ต้องปฏิบัติที่เห็น จิตเจตสิกอยู่หลัดๆ ทนโท่ในปัจจุบันนั่นเทียว เห็นอาการจิตมันกำลังเกิดอาการและปฏิบัติในจิต ให้มันกำลังลดๆ นี่คือการปฏิบัติที่ถูกต้องที่สุด เป็นการปฏิบัติแท้ๆ เป็นการทำ ฌานหรือการทำสมาธิที่แท้ ฌานคือการสร้างพลังงานขึ้นมา ให้มันสามารถขจัดพลังงานกิเลส พลังงานราคะ โทสะ พลังงาน กาม พยาบาท ที่ตนเองอ่านอาการมันได้แล้วสามารถสร้างพลังงานนั้นให้เกิดในจิต เรียกว่าพลังงานฌาน หรืออุณหธาตุ ภาษาไทยเรียกว่าไฟ เป็นไฟพิเศษที่สามารถกำจัดไฟราคะ โทสะ โมหะ ถ้าทำให้ถึงอุเบกขา ก็เป็นเอกัคคตาจิต จะรู้ได้ก็ต้องมีภูมิที่เรียกว่า มีลักษณะ อ่านเรียนจากรูป 28 ทั้งนั้น แต่ในสังคมศาสนาพุทธไม่เห็นอธิบายอย่างที่อาตมาอธิบาย

สื่อธรรมะพ่อครู(รูป 28) ตอน นัยปฏิบัติของรูป 28 ธรรมะ 2 นี่คือความเป็นกาย เป็นรูปกับนาม อ่านด้วยรูป 28 หรือรูป 24 (อุปาทยรูป) ปสาทรูป โคจรรูป ก็มาเข้าหาองคาพยพของจิต จากมหาภูตรูป 4 ปสาทรูป 5 โคจรรูป 5 ทำงานมีผัสสะเป็นปัจจัยก็มีภาวรูป 2 ต่อ อิตถีภาวะหรือปุริสภาวะ ภาวะที่ปฏิบัติจึงจะเกิด เป็นปุริสภาวะ ธรรมดามันก็ปรุงแต่งกันอยู่เป็น ภาวะสอ ง เราก็ต้องมาเรียนรู้จนสามารถจับสภาพของจิตได้ ใครที่สามารถกำหนดรู้ อาการของจิต จับนิมิตของจิตได้ คือผู้นั้นสามารถรู้จัก หทยรูป ถ้าใครจำรูป 28 หรือ รูป 24 นี้ได้ อาตมาไม่ได้ท่องหรอก แต่มีสภาวะมันจำได้เลย จับอาการลิงคะ แยกมันได้ ก็จะเห็นชีวิตรูป รูปพวกนี้คืออาการของจิต ไม่ได้หมายถึงว่ารูปนี้คือมะพร้าวหรือแก้วมังกร หรือเป็นบุคคลตัวตนเราเขา ผู้หญิงผู้ชายชื่อนั้นชื่อนี้นั้นไม่ใช่ คืออาการของจิต รูปนั้นคืออาการของจิต คือ กาย ขณะนี้มีรูปและนามทำงานอยู่ มีสิ่งที่ถูกรู้ (Object) และสิ่งที่รู้ (Subject) เราสามารถรู้ได้ มันไม่มีที่อยู่ แต่มันอยู่ในร่างกาย แต่ละคนมีประสาทรับสัมผัสก็สามารถรู้ได้ มันอยู่ที่ไหนไม่รู้ อยู่ที่สมองอยู่ที่ยอดของหัว อยู่ที่กลางมือ อยู่ที่หัวใจอยู่ที่ลำไส้ไม่มี มันไม่มีที่อยู่ แต่มันสามารถรู้ได้ หทัยรูปรู้ แล้ว อาการของชีวิต มันยังไม่หยุด มันยังไม่ตาย มันยังไม่ใช่ความไม่มี มันยังมีชีวิตอยู่ มันมีลีลา มีการเคลื่อนไหว เรียกว่า ชีวิตรูป มันแรงมันเบาเรียกว่า ชีวิตินทรีย์ เป็นพฤติก รรมเป็นชีวิต จากชีวิตรูปก็อ่านไปถึงอาหารรูป ต้องพยายาม วิเคราะห์วิจัยลงไปถึงอาหาร อาตมาเรียงดู ถ้าผิดใครกางตำราดูก็ท้วงได้ อาหาร ก็คือ สิ่งที่มาประชุมลง วิเคราะห์วิจัยได้ว่ามันเป็นสิ่งที่อาศัย ก็คืออาหาร ยกตัวอย่างอันที่หนึ่ง กวฬิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร จะต้องประกอบด้วยอาหาร 4 ก็อยู่ใน กวฬิงการาหารนั้น ท่านให้พิจารณาจาก กวฬิงการาหาร เป็นอาหารที่ หยาบใหญ่ อาหารที่มันรวมกิเลส กามคุณ 5 เ ป็นต้น มันรวมอยู่ในนี้มาก แล้วจะเกิดสิ่งเหล่านี้ต้องมี ผัสสะ ต้องมี มโนสัญเจตนา ต้องมี ธาตุวิญญาณมีธาตุรู้ ที่จะเรียนรู้ได้ วิธีที่จะปฏิบัติ จะต้องต่อไปเป็น.. .. ปริเฉทรูป ก็คือกลุ่มหนึ่ง กรอบหนึ่งที่เราจะปฏิบัติ เช่นเป็นศีล 5 เราต้องรู้จักการตัดกรอบปริเฉท อย่างเป็นปัจจุบัน ศีลข้อที่หนึ่งเราสัมผัสกับสัตว์ในปัจจุบัน ของจริง แล้วมีกาย เวทนา จิต ธรรมอย่างไร? วิเคราะห์วิจัยแยกแยะให้ออก มีกิเลสมาผสมร่วมอย่างไร? ก็กำจัด ศีลข้อที่ 2 สัมผัสกับของ ศีล 5 ข้อที่พระพุทธเจ้าสร้างทฤษฎีไว้ ในโลกนี้ก็มี ชีวิตกับของ 2 อย่างนี้เท่านั้นแหละ ข้อที่ 3 เป็นรส เรียกว่า กามรส อันเกิดจาก ผัสสะ ถ้าเป็นสัตว์ก็เป็นเรื่องที่ต้องเกี่ยวข้องกับเขา จะมีเมตตากับเขา หรือจะโหดร้ายรุนแรง ถ้าเป็นสัตว์ คุณจะมีพรหมวิหารหรือไม่มีพรหมวิหาร ถ้าเป็น ของ คุณจะมีโลภหรือไม่ ถ้าเป็น การสัมผัส คุณจะมีรสหรือไม่ จะมีกิเลสแล้วเกิด โลกียรสหรือไม่ ท่านเรียบเรียงไว้มีเท่านี้ ปฏิบัติให้ชัดเจนเป็นอรหันต์ได้ มีหยาบ กลาง ละเอียด ในโลกมีเท่านี้ ข้อที่ 4 เป็นการซอยลึกเข้าไปในสามข้อต้น เป็นวาจา ข้อ 5 เป็นใจ ผู้ใดปฏิบัติได้ จิตของเราก็จะประสบผล จะมีตัวบังคับตัวกำหนดที่จะเป็นพลัง เป็นประธานสามารถทำให้เกิด กายวิญญัติ วจีวิญญัติได้เป็นวิญญัติอีก 2 จะเกิดจากการควบคุมอาการได้ เรียกว่า วิการ การแปลว่างาน อาการ ของจิตมันทำงาน แล้วคุณสามารถควบคุมได้ เท่ากับคุณมีความสามารถรู้จักอาการจิต สุดท้ายทำให้มันเกิด ลหุตา มุทุตา กัมมัญญต า กายวิญญัติ วจีวิญญัติ นี่คือวิการรูป 5 ทำสำเร็จเสร็จหมด ก็เหลือ 4 ลักขณรูป ลักขณรูป 4 ก็มี อุปจยะ คือจิตที่มันเกิด แล้วจิตที่มันเกิดจะให้ต่ออีกไหม ถ้าจะต่อก็มี สันตติ ถ้ามันเกิดแล้ว อะไรก็ตามมันจะต้องมีเกิดขึ้นตั้งอยู่เสื่อมไป ชรตา ไม่มีอะไรจะไม่เสื่อม แม้แต่คุณจะให้มันเจริญ มันก็ต้องมีเสื่อมสักวัน เจริญแล้วก็ต้องเสื่อม คุณสามารถทำให้เจริญได้ก็ดี คุณต้องพยายาม แต่ถ้าไม่ทำให้มันเจริญ มันก็เสื่อมไปตามธรรมชาติเลย จะเจริญหรือเสื่อมเรียกว่า อนิจจตา ไม่เที่ยง แต่ผู้ที่บรรลุธรรมเป็นอรหันต์แล้วสามารถทำให้เจริญหรือจะเสื่อมจนศูนย์ได้ แต่ไ ม่ใช่เสื่อมคืออกุศล เสื่อมคือจิตไม่ให้ปรุงแต่งเกิดต่อ ปล่อยให้มันเบาลงไป หรี่ลงไป จนดับอย่างสงบ ฝึกหัดให้ได้อย่างนี้ก็จะเข้าใจสภาวะ รูป 4 คือ ดินน้ำไฟลม รูป 24 คือนามทั้งสิ้น การปฏิบัติกับรูปเหล่านี้ก็ต้องใ ช้นาม 5 1. เวทนา 2. สัญญา 3. เจตนา 4. ผัสสะ 5. มนสิการ นี่คือนาม 5 และรูป 28 (มหาภูตรูป 4 และอุปาทายรูป 24) การอธิบายไปย่อยๆนี้ผู้สามารถทำนามธรรมทั้ง 24 ที่เรียกว่ารูป ที่28 ผู้ปฏิบัติต้องมีประธานเป็นตัวรู้ไปรู้ รูป 24 สิ่งที่ถูกรู้คือ นามรูป ผู้ที่รู้ก็คือตัวประธาน เป็นตัวเบื้องตนเรียกว่าสัญญาตัวกำหนดรู้ แต่ถ้าผู้นั้นมีความรู้ยิ่งกว่าสัญญาเรียกว่าปัญญา สามารถรู้และก็ทำได้ รู้แล้วเริ่มลดกิเลสได้ ก็เรียกว่าเป็นส่วนบุญ เกิดส่วนบุญ จนที่สุดจบส่วนบุญ บุญหมด ปฏิบัติกิเลสไม่เกิดแล้ว บุญคือการกำจัดกิเลส สิ้นอาสวะบุญก็หมด ปุญญปาปปริกขีโณ

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน ฌานคือการเผากิเลสไม่ใช่การเพ่ง โดยวิธีปฏิบัติที่เป็นหลักสูตรโดยพระพุทธเจ้ารวมไว้หมดเรียกว่าโพธิปักขิยธรรม 37 ซึ่งมีรูป 28 ให้เรียนรู้ฝึกฝนจนถึงพระนิพพานได้สมบูรณ์เลย แต่ทุกวันนี้ทำนิพพานกันสัมบูรณ์ไม่ได้ เหตุที่ทำนิพพานให้สมบูรณ์ไม่ได้ก็เพราะว่าไม่มีปัญญา หลงผิดว่าตัวเองมีปัญญา แต่ไม่ใช่ธาตุรู้ที่เป็นปัญญาที่เข้ากระแส โลกุตระ ตั้งแต่เริ่มมี อัญญธาตุ จนเป็นปัญญา พลังงานปัญญานี้เป็นพลังงานฌาน ฌานอยู่ที่ไหนปัญญาอยู่ที่นั่น ปัญญาไม่มีฌานไม่มี ฌานไม่มีปัญญาไม่มี ปัญญาของศาสนาพุทธคือโลกุตระ ฌานเป็นมรรค ปัญญาเป็นผล เมื่อทำ ฌาน แปลว่าเผา คือไฟ แต่ไปแปลฌานว่าเพ่ง นี่คือความผิดเพี้ยนหลงทางของศาสนาพุทธแล้ว เป็นเทคนิคการปฏิบัติของอาจารย์ที่ไปเข้าใจว่า เพ่ง เพ่งอะไร เพ่งสมถะ เพ่งจิตให้จดจ่อ ก็เลยเพี้ยนเป็นมิจฉาทิฏฐิในการปฏิบัติ ฌานเป็นการสร้างพลังงานทำให้เกิดอาการจิต ให้เป็นจิตที่มีพลัง ปัญญานี่เป็นพลังนะ พลังจะเป็นอำนาจ อำนาจคืออธิปไตย เข้าไปสลาย คือพลังงานไฟกองใหญ่ไปเผาพลังงานเหมือนกันคือกิเลส จิตคืออาการของพลังงาน เคลื่อนไหวขึ้นมาเมื่อไหร่เป็นพลังงาน เมื่อไม่สามารถเข้าใจทฤษฎีโพธิปักขิยธรรม 37 ซึ่งมีรูป 28 ให้เรียนรู้ฝึกฝนจนสามารถทำจิตให้เกิดนิพพานได้สมบูรณ์ แต่ทุกวันนี้ทำไม่ได้ เหตุเพราะว่าไม่มีปัญญา มีแต่ เฉกตาหรือเฉโก เป็นความเฉลียวฉลาด เป็นความรู้ ปัญญาก็เป็นความเฉลียวฉลาดความรู้แต่เป็นพลังงานความเฉลียวฉลาดความรู้ที่เป็นโลกุตระ ส่วนเฉกตาหรือเฉโกเป็นพลังงานความฉลาดของปุถุชนโลกียะ เนื่องมาจาก มันไม่เกิด อัญญธาตุ ไม่เกิดจิตตัวที่ออกนอกโลกีย์ ไม่เป็นธาตุอื่นใหม่จาก เฉกตา เพราะไม่มีอัญญธาตุในจิต อัญญธาตุคือธาตุอื่นจากโลกียะ เป็นอาริยบุคคล มีแต่ในศาสนาพุทธเท่านั้นศาสนาอื่นไม่มี เป็นธาตุคนละแบบคนละตระกูลของความฉลาดแบบโลกียะแล้ว พลังงานอัญญาจึงคือธาตุใหม่วิเศษแตกต่างจากโลกียะ จิตมีอัญญธาตุจึงเข้ากระแสใหม่ พลังงานใหม่อันนี้เป็นพลังงานตัวรู้เป็นจิต ที่เรียกว่า อัญญา เป็นความฉลาดตระกูลใหม่ที่ไม่ใช่เฉกา เป็นตระกูลใหม่ อัญญา ปฏิบัติไปก็จะสั่งสมเป็นปัญญา มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิสั่งสมเป็น ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ เจริญไปตามลำดับของกระบวนการเกิดปัญญา มีสัมมาทิฏฐิ มัคคังคะ ผู้ที่ไม่สามารถเกิดอัญญาก็จะเป็นปุถุชนตลอดกาล จนกว่าจะได้พบสัตบุรุษได้ฟังธรรมะจากสัตบุรุษ แม้จะได้ฟังแต่ก็ไม่เห็นด้วยไม่เอาด้วย เรียกว่าไม่มีปรโตโฆษะ เหมือนกับกามนิตพบพระพุทธเจ้า ฟังไปก็ไม่ได้ศรัทธาไม่เข้าใจไม่เชื่อว่านี่คือสัตบุรุษ ไม่เชื่อว่านี่คือพระพุทธเจ้า ไม่เชื่อว่าเป็นสัตบุรุษ คุณก็ไม่สามารถโยนิโสมนสิการได้ ทำใจในใจของคุณไม่เป็น ทำใจในใจไม่ถ่องแท้ไม่ลงไปถึงที่เกิด ไม่ถึงสัมภวะ ไม่ถึงจุดที่จะเปลี่ยนแปลงจิตให้เกิดโลกุตรจิต คุณไม่สามารถทำได้ เพราะไม่ได้เรียนรู้สัมมาทิฏฐิจากสัตบุรุษ เพราะฉะนั้น อาตมาประกาศตนว่าเป็นสัตบุรุษประกาศสัจธรรม ผู้ที่ตั้งใจฟัง คบสัตบุรุษก็คบให้บริบูรณ์ แล้วตั้งใจฟังธรรมให้บริบูรณ์ ให้เกิดศรัทธาเกิดความรู้ความเข้าใจ ที่บริบูรณ์ที่ถูกต้อง คุณก็จะสามารถมีโยนิโสมนสิการที่บริบูรณ์ สามารถปฏิบัติทำสติสัมปชัญญะให้บริบูรณ์ได้ สํารวมอินทรีย์ 6 ให้บริบูรณ์ สามารถทำสติปัฏฐาน 4 ให้บริบูรณ์ได้ ทำให้เกิดโพชฌงค์ 7 บริบูรณ์ได้ วิชชาและวิมุติก็บริบูรณ์ ไล่ตามอวิชชาสูตร ผู้ที่ฟังธรรมะจากสัตบุรุษไม่บริบูรณ์หรือไม่ใส่ใจไม่มี ปรโตโฆษะ ก็ไม่สามารถมีสัมมาทิฏฐิ สัตบุรุษคือผู้มีสัมมาทิฏฐิ เป็นผู้มีธรรมะจนถึงบรรลุธรรมจนถึงอรหันต์ สัตบุรุษจริงๆ ก็คือพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์พระอรหันต์ก็รองลงมา เป็นผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิ ผู้ที่พบสัตบุรุษแล้วก็ไม่เชื่อไม่มีปรโตโฆษะ ตามที่สัตบุรุษสาธยายอุเทศไปก็ไม่เอา ก็เป็นอันไม่มีสิทธิ์ที่จะมนสิการ ไม่มีสิทธิ์ทำใจในใจปฏิบัติใจในใจของตนเองให้เกิด โยนิโสให้ถ่องแท้ ให้ลงไปถึงที่เกิด ถูกต้องตามระบบของพระพุทธเจ้าอย่างบริบูรณ์ได้ เพราะฉะนั้น ก็หมดสิทธิ์ ที่จะโยนิโสมนสิการ โยนิโสมนสิการไม่บริบูรณ์ สติสัมปชัญญะก็ไม่บริบูรณ์ สำรวมอินทรีย์ 6 ก็ไม่บริสุทธิ์ สุจริต 3 ก็ไม่บริบูรณ์ สติปัฏฐาน 4 ก็ไม่บริบูรณ์โพชฌงค์ 7 ก็ไม่บริบูรณ์ วิชชาและวิมุติก็ไม่บริบูรณ์ ไม่บริบูรณ์ไปทั้งหมด นี่คือสัจจะที่อาตมาไล่เรียง อาตมาบรรยายธรรมะมา 47 ปีแล้ว สรุปว่าการเรียนรู้ศาสนาพุทธทุกวันนี้ เรียนรู้อย่างมิจฉาทิฏฐิจนกู่ไม่กลับ เพราะเขาได้ยึดมั่นถือมั่นแล้ว บางคนดูไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้วแต่ก็อยู่ในจิตใต้สำนึก ในสามัญจิตสำนึกก็บอกว่าฟังได้ แต่ใน subconscious กลับมีความยึดมั่นถือมั่น บางคนมีความยึดมั่นถือมั่นใน unconscious เลย เพราะนึกว่าเรามีสมาธิแล้ว โดยเฉพาะโพธิรักษ์เขาถือว่าที่เถรสมาคมบอกว่าเป็นพวกนอกรีตจะมาทำลายศาสนาพุทธ อาตมาพูดตรงๆว่า พวกคุณนี่แหละได้ทำลายศาสนาพุทธอย่างแหลกเหลวเลย อาตมากำลังมากอบกู้ศาสนาพุทธขึ้นมาต่างหาก พูดด้วยความจริงใจปรารถนาดี ไม่ได้ข่มเบ่งเลย ด้วยความเห็นใจสงสารว่าเดินผิดทาง หลายคนเอาชีวิตมาทิ้งกับวงการศาสนา ไม่เอาทางโลกแล้วแต่เป็นมิจฉาทิฐิ จึงได้น่าสงสารมาก ปฏิบัติไปยังไง เวลาผ่านวันคืนไป แรงงานทุนรอนก็ไปกับทางโน้นอย่างไม่ได้อะไร พูดถึงความจริงใจ ไม่ได้ดูถูกดูแคลน อาตมามาทำงานทางนี้ ทิ้งทางโลกมา พยายามพากเพียรที่จะช่วยคืนศาสนาของพระพุทธเจ้าทำกลับคืนมา มันเหนื่อยแต่ก็ต้องพูดเพราะไม่มีอะไรดีกว่านี้อีกแล้ว ชีวิตที่เหลืออยู่ แม้จะทำมา 47 ปีแล้วก็จะทำต่อไปจนกว่าจะตาย จะเหน็ดเหนื่อยอย่างไรก็ต้องทำต่อไป..ขออภัยที่ต้องบ่น

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน ทำนาตนเองก่อนทำนาคนอื่น _มีผู้ถามแทรกมาว่า มี นามแฝงว่า ล.รศ…. ขอโอกาส กราบเรียนถามพ่อครูดังนี้ครับ

หลายครั้งผมคิดจะส่งคำถามมายังพ่อครู โดยที่ผมมักจะตั้งข้อสงสัยในพฤติกรรมต่างๆ ของเพื่อนนักปฏิบัติธรรม จากพฤติกรรมของเขาที่เป็นลบ

ต่อมาผมก็ตัดสินใจไม่ส่ง และลบคำถามที่กำลังพิมพ์อยู่ทิ้งไป

เพราะผมจับได้ว่า พฤติกรรมการตั้งคำถามของผมนั้น เกิดจากจิตที่เป็นปฏิฆะต่อผู้อื่น ถ้าตรวจสอบมากกว่านั้นอีกก็จะพบว่า เราย่อมหวังให้คำตอบของพ่อครู เป็นไปเพื่อตำหนิ หรือเตือนติงคนเหล่านั้น ซึ่งผมมองว่าจิตตัวนี้น่าจะเป็นอกุศล

ดังนี้ หลังจากที่ได้ลบคำถาม ที่เตรียมพิมพ์ไว้ไปเรียบร้อยแล้ว

ผมจึงเกิดคำถามที่จะนำมาถามพ่อครูดังนี้ว่า

1. ผมสอบตก ในการพิจารณาแยกแยะ กุศล-อกุศล ในส่วนของ "สังขาร" ใช่หรือไม่ครับ (เพราะได้มีพฤติกรรมไปส่วนหนึ่งแล้ว)

2. ล่วงเลยมาถึงการยับยั้ง ในขั้นของ "ตัญหา" ที่กำลังขับดันพฤติกรรม(กรรม) ก็แทบจะสอบตกใช่หรือไม่ครับ (เพราะได้มีพฤติกรรมไปส่วนหนึ่งแล้ว)

3. จากตัวอย่างนี้ จัดเป็นการยับยั้ง แบบใช้เจโต หรือ วิปัสสนาครับ

4. พ่อครูมีข้อคิดอย่างไรกับการปรับปรุง แก้ไขวิธีพิจารณาในส่วนนี้ครับ

พ่อครูว่า...การติงเตือนนี้ ถ้าติงผิดก็อกุศล แต่ถ้าติงถูกก็เป็นกุศล ตอบไม่ได้ว่าคุณจะเตือนใคร อาตมาก็ไม่รู้ว่าคนที่จะเตือนนี้ถูกหรือผิด แต่คุณก็ตัดสินเองว่าเขาผิด ที่จริง ไม่ชอบคนที่มีสิ่งที่ไม่ดีนั้นเป็นอกุศลของเขานะ อาตมาตอบไม่ได้ ว่า เขาผิดหรือถูก วิเคราะห์วิจัยด้วยความวิปัสสนา แต่ถ้าเจโตสมถะจะไม่วิเคราะห์วิจัย โดยเฉพาะข้อนี้คำตอบก็คือของคุณทำการวิเคราะห์วิจัยด้วยวิปัสสนา แต่คุณไปวิเคราะห์วิจัยคนอื่น มันเป็นการทำนาคนอื่น มันเสียเวลา พระพุทธเจ้าบอกไว้ เสียเวลาเสียแคลอรี่ไม่น้อย ก็ไม่ต้องไปมากหรอกที่จะไปเตือนคนอื่น ไม่ต้องไปคิดอะไรมากเพื่อจะช่วยเหลือคนอื่น ทำที่ตัวเองก่อน ถ้าคุณปฏิบัติธรรมที่ตัวเองเรียบร้อยแล้วได้มรรคผลแล้ว คำถามอย่างนี้ก็จะไม่เกิดในคุณแน่ คุณก็ไม่ต้องถามมา แต่ที่ถามมาเพราะคุณไปทำนาคนอื่น มันผิดอยู่ ก็เลยไม่พ้นความสงสัย เพราะคุณเองไม่ได้แก้ไขความเข้าใจเหล่านั้นได้ แม้จะฝึกฝนวิจัยสัจธรรมก็ไม่ฝึก มีแต่อาศัยอาตมาตอบ อาตมาตอบไปก็บำเรอความอยากรู้ของคุณเท่านั้นเอง

เข้าสู่ที่อาตมาได้เอามาอธิบายอยู่คือ ต่างคิดต่างสิทธิ์ 100 ข้อ ที่จริงแล้วมีมากกว่า 100 ข้อในความเห็นของอาตมาซึ่งต่างจากกระแสหลัก อ่านมาหลายวันแล้ว อ่านได้ 10 ข้อเหลืออยู่ 90 ข้อ

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน จุดธูปเทียนบูชาไฟ ไม่ใช่ของศาสนาพุทธ 11 การจุดธูปเทียนบูชาไฟ ในศาสนาพุทธถือเป็นเรื่องผิดมหาศีล ซึ่งเป็นศีลธรรมนูญของศาสนาพุทธ ชาวพุทธ ทั้งพระ สมณะ ฆราวาส ไม่ทำกัน การจุดธูปเทียนบูชาไฟ ทำได้ในศาสนาพุทธ ไม่ถือเป็นเรื่องที่ผิดอะไร และกลายเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องมีต้องทำ ในแทบทุกวัดไปแล้ว

ในศาสนาพุทธตอนพระพุทธเจ้าอยู่นั้น ไม่มีการจุดธูปเทียนบูชาไฟ ตอนนั้นมีการจุดเป็นน้ำมันเปรียง น้ำมันเนย หรือใช้ขี้เลื่อย มีเปลวกับควันสองอย่างเรียกว่าอัคคียัญ ก็คือการใช้ไฟเป็นสื่อในการสื่อสารกับพระเจ้า เป็นของพวกเทวนิยม เป็นการติดต่อกับวิญญาณด้วยไฟ ด้วยเปลวไฟหรือด้วยควัน เป็นเทวนิยม ศาสนาเดียรถีย์ ทั่วไปเขาก็มีกัน เมื่อศาสนาพระพุทธเจ้าเกิดขึ้น พระพุทธเจ้าก็ให้เว้นขาด จากสิ่งเหล่านี้ มหาศีลในยุคพระพุทธเจ้านั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีในศาสนาพุทธเลย มหาศีลเป็นเดรัจฉานวิชา อัคคียัญ สิญจนยัญ รดน้ำมนต์นั้นไม่มีในศาสนาพุทธ เป็นความเห็นของอาตมายืนยันได้มีหลักฐานอ้างอิง ถ้าเข้าใจโดยปฏิภาณที่พูดไปแค่นี้ก็จะชัดเจน แต่ในพุทธกระแสหลักนั้นมีหมด เห็นว่าการจุดธูปเทียนบูชาไฟทำได้ ไม่ถือเป็นเรื่องที่ผิดอะไร และกลายเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องมีต้องทำในแทบทุกวัดไปแล้ว นอกจากพุทธสถานอโศก ก็วัดทุกวัด มีการจุดธูปเทียนบูชาไฟเรียกว่าเรือนไฟ ตั้งแต่พระพุทธเจ้าตั้งศาสนา ตรัสไว้ในอัมพัฏฐสูตร พระไตรปิฎกเล่ม 9 ท่านตรัสไว้ว่า ในอนาคตศาสนาพุทธจะเสื่อม มีความเสื่อม 4 ประการของศาสนาพุทธนั่นก็คือ ตอนนั้นศาสนาพุทธยังไม่เสื่อม 4 ประการนี้เลย 1 ผู้ยังไม่มีวิชชาและจรณะ แต่ไปแสวงหาอาจารย์ในป่า โดยเก็บผลไม้หล่นกินบำรุงชีพ อย่างมักน้อยมากๆ 2 ไม่เก็บผลไม้กิน แต่ถือเสียม ตะกร้า หาขุดเหง้าไม้ หาผลไม้กินระหว่างออกแสวงหาอาจารย์ในป่า 3 สร้างเรือนไฟไว้ใกล้หมู่บ้าน แล้วบำเรอไฟรออาจารย์ 4 สร้างเรือนมีประตูสี่ด้านไว้ที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง แล้ว สำนักรอท่านผู้อยู่มีวิชชาและจรณะอยู่ (อัมพัฏฐสูตร เล่ม ๙ ข้อ 163)

ข้อที่หนึ่งยังเคร่งศีลเคร่งวินัย เก็บผลไม้ที่ร่วงหล่นกิน แต่ไปแสวงหาอาจารย์ในป่าที่จริงออกนอกรีตแล้ว การไปแสวงหาอาจารย์ในป่าเป็นพวกนอกรีตไปหมดแล้ว ในยุคพระพุทธเจ้าไม่ได้ถือว่าการออกป่าคือการปฏิบัติธรรมของพุทธนะ แต่ในยุคนั้นมันมีแต่ป่า 2 พระพุทธเจ้าก็เป็น ลิงลมอมข้าวพอง เมื่อปฏิบัติธรรมตอนแรกเขาก็พาออกป่าหลงผิดไปกับเขา เมื่อมีแต่คนออกป่า ศาสนาพุทธยังไม่ขึ้น และถ้าอ่านพระไตรปิฎกแตก ในพระสูตรที่ท่านยืนยันว่าออกป่า 6 ปีเป็นการปฏิบัติที่ผิด เป็นการปฏิบัติทุกรกิริยาทำได้เก่งกว่าเค้าหมดเป็นทางผิดทั้งนั้น ท่านบอกไว้ ศาสนาพุทธตอนนี้ก็น่าสงสาร ไปหลงผิดว่าการปฏิบัติผิดในป่าของพระพุทธเจ้านั้นเป็นการปฏิบัติของศาสนาพุทธ นี่คือความหลงผิดยังน่าสงสาร น่าสงสารมาก เราเป็นผู้ชื่อว่า โชติปาละ ได้เคยกล่าวกับพระสุคต พระนามว่า กัสสปะ ว่า “การตรัสรู้เป็นของได้โดยยาก ท่านจะได้จาก โพธิมณ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน