341004 อาชีพศิลปะขยะเชิงพุทธ โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน สันติอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
41004 อาชีพศิลปะขยะเชิงพุทธ โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก
อาชีพศิลปะ ขยะเชิงพุทธ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ.2534 ณ พุทธสถานสันติอโศก
เราทำวัตรกันต่อนะ เอ้า วงชีวิตของพวกเรานี่ก็มีจารีต มีประเพณี มีวัฒนธรรม อย่างที่กล่าว เคยกล่าวย้ำ หยิบมาพูดให้พวกเราได้ตรวจสอบ ได้คิด ได้นึกเห็น มันเป็นครรลองของชีวิต ที่ดำเนินไปแต่ละวันๆๆ เรานั้นเป็นผู้ควบคุม หรือว่าเป็นผู้ที่ดูแลชีวิตของตนเองเป็นหลัก แล้วเราก็มีทั้งกำลัง เรียกว่า ลักษณะที่อาตมาเคยเทียบให้ฟัง และกำลังก็คือเหมือนกับต้นกล แล้วก็มีทั้งสิ่งที่นำทางตรวจสอบ นำทางที่เป็นสติหรือเป็นปัญญา เหมือนต้นหน เปรียบเทียบกับแบบของเรือนะ เหมือนกับเรือนี่ มีต้นกลที่ดูแลเครื่องกล มีกำลังขับดันอยู่นั่นแน่ะ จะขับดันให้แรง ให้มาก ได้ขนาดไหน ก็ฝึกปรือ สร้างตัวเองให้มีกำลัง ส่วนความรอบรู้ ความเห็น ความเข้าใจ ความฉลาด ความมีสติสัมปชัญญะที่จะควบคุม ก็เป็นตัวกัปตัน เป็นตัวต้นหน กัปตันตัวต้นหนนี่ถือพวงมาลัยอยู่ข้างหน้า ต้นกลนี่ อยู่ที่ใต้ห้องเครื่อง อยู่ที่เครื่องใต้เรือโน่น ดูแลควบคุมเรื่องเครื่องยนต์ให้มันเต็มที่ ส่วนต้นหนนี่ก็ดูแลควบคุมอยู่ข้างบน เรือจะไปตรงไหน จะมาอย่างไร มีสติรู้รอบ มีอะไรผ่านมา มรสุมมา ไปตรงโน้น เลี้ยวตรงนี้ อะไรต่างๆนานานี่เป็นต้นหน ซึ่งจะเกิด จะไปจะมาอะไรได้ก็เกิดด้วย...เรามีแนวทาง มีทิศทางที่จะไป มีจุดมุ่งหมาย มีแผนที่...มีความเห็นที่ถูกต้อง ความเห็นที่ถูกต้องก็เหมือนกับมีแผนที่ที่ชี้บ่งบอกทิศทางไว้อย่างดี แล้วแผนที่กับเข็มทิศนี่ ก็เหมือนกับสัมมาทิฏฐิ ต้นกลก็เหมือนสัมมาวายามะ ส่วนต้นหน กัปตันที่ดูแลข้างบน ขับไปตลอดเวลานี่ คือสัมมาสติ สัมมาทิฏฐินี่เป็นประธาน แผนที่ดี เข็มทิศดีอยู่แล้ว ถ้าถูกต้อ
อ่านต่อ
งเป็นสัมมาทิฏฐิ แผนที่ดี แผนที่ถูกต้อง เหมือนกับลายแทงก็ได้ ลายแทงที่แน่นอน ลายแทงขุมทรัพย์ที่ชัดเจน ที่ไม่ใช่ของปลอม ของจริง เป็นสัมมาทิฏฐิ แล้วเราก็พยายามหรือว่ามีแรง ใช้แรงของเรา ต้องใช้อุตสาหะวิริยะพากเพียรด้วยแรงสัมมาวายามะ จะช่วยห้อมล้อม มีแผนที่แต่เราไม่พยายามไป ไม่พยายามเดิน ไม่พยายามกระทำ ไม่พยายามลงมือ อะไรๆก็ไม่เคลื่อนไม่เกิด จะมีแผนที่ดีเท่าไหร่ๆก็ตาม ไม่มีการเกิดผล ไม่...ไม่มีการเป็นอะไรได้สำเร็จ เพราะฉะนั้นจะต้องมีเสมอ สัมมาวายามะ หรือว่า วิริยะตัวเพียร อะไรๆ สำเร็จได้ด้วยความเพียร พระพุทธเจ้าก็เคยตรัสนะ เราก็คงเคยได้ยินเสมอ ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยความเพียร เมื่อมีสัมมาทิฏฐิ หรือว่ามีแผนที่ มีเข็มทิศที่ดีจริงๆแล้ว ถูกต้องดีจริงแล้ว เป็นลายแทงที่แน่นอน มีจุดเป้าหมาย จุดสูงสุด หรือจุดสำคัญที่ดีเยี่ยมแล้ว พยายาม ตัวพยายาม และก็ตัวที่ควบคุมตลอดเวลา สัมมาสติหรือต้นหน ผู้ที่รู้เข้าใจ มีปัจจุบัน สัมมาสตินี่เป็นปัจจุบัน ขณะนี้ ทุกขณะ มีแผนที่ก็จะต้องหยิบออกมาดู ตั้งหน้าตั้งตาเดิน เดินเครื่อง มีพยายาม มีวิริยะ มีวายามะ มีวิริยะเดิน ก้าวหน้าไป อย่าหยุดอยู่ อย่าประมาท ต้องเดินจริงๆแล้วก็ใช้ปัจจุบันประกอบไปด้วยสัมมาสติ รู้ตัวทั่วพร้อม รู้กาย รู้วาจา รู้ใจ นั่นเอง การเดินของพวกเรานี่ การจะเป็นไป คติ คโต การดำเนินไป การไป คติ จะสุคติ หรือทุคติ ก็ต้องมีสติ ต้องมีตัวที่รู้ตัวอยู่ตลอดเวลาต่อกาย วาจา ใจ ของเรา แล้วก็รู้อะไรต่ออะไรอีกเยอะแยะที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ รู้อะไรต่ออะไรบ้าง มากมาย รู้ในอินทรีย์ รู้ในพละ รู้ในวิธีการ ภาษาที่บอกไว้รอบหมด อะไรก็แล้วแต่ที่หยิบมาพูดแต่ละองค์ประกอบ แต่ละสูตรๆ เอามาขยายความให้รู้ความหมาย แล้วเราก็ได้ปฏิบัติ เอาสูตรนั้นสูตรนี้ เข้ามาขยายความ เข้ามาประกอบอธิบายก็จะรู้ ตัวเราได้ใช้หรือว่าได้เป็น ได้เดินไปๆตรงตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ สูตรไหนก็ชัดเจน ข้อความ ความหมาย อันไหนๆก็ชัดเจน เราได้ทำถูกตรง ตั้งแต่หยาบ ตั้งแต่มีศีล เราก็สังวรศีลของเรา กำหนดศีลให้แก่ตนเองเท่าที่ตัวเองสามารถ เกินนั้นเรายังไม่เอา เราก็ละไว้ก่อน ได้ขนาดนี้เราก็เอาเท่านี้ แล้วทำให้ถูกตรง ศีลนี่ขัด...จะขัด หรือจะชำระ จะปรับกาย วาจา ใจ ของเราด้วย ให้เป็นกุศล ศีลที่เป็นกุศลจะนำพาเราไปสู่ความเป็นอรหันต์ตามลำดับ เราก็เคย...นี่พระสูตรพุทธทั้งนั้นที่หยิบขึ้นมาประกอบ นี่ขยายความพระสูตรพระพุทธเจ้า ตรัสทั้งนั้นแน่ะ ศีลก็สภาพที่ทุกคนต้องรู้ว่าตัวเองมีหลักเกณฑ์ มีขนาด คำว่าศีลนี่กำหนดขนาด และกำหนดตัวปฏิบัติของเรา เพื่อเราจะได้รู้ว่า ไม่ใช่สะเปะสะปะ ไม่...ปฏิบัติอะไรก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าดีว่าชั่วตามความหมาย ไม่เข้าท่า ศีลพระพุทธเจ้านี่ลึกซึ้งซับซ้อน ศีลที่สูงที่ลึกอะไรต่ออะไรไปอีก จนกระทั่งมักน้อยสันโดษ จนกระทั่งรู้ไปถึงขั้น ศีลจะขัดเกลาถึงขนาดระดับของความหมายของสังโยชน์ระดับสูง ไปถึงระดับสูง เราก็เอามาตรวจสอบได้ เป็นอธิศีล อธิศีล คือการกำหนดศีลที่ว่าเราเอามาทำกับตนเองนั่นหนึ่ง เป็นการกำหนดโดยบัญญัติ ว่าเราจะเอาความหมายขนาดนี้ ศีลหนึ่งเราขยายความหมายของศีลข้อหนึ่ง ปาณาติปาตา เวรมณี เราไม่ฆ่าสัตว์ แต่เราไม่ได้หมายความว่า ไม่ฆ่าสัตว์หยาบๆเท่านั้น เราจะต้องสังวรกาย วาจา และใจ ที่จะต้องสูงขึ้นตามลำดับ ไม่ฆ่าและไม่เบียดเบียน ไม่ไปเกี่ยวข้องในการที่จะละลาบละล้วงโดยกรรม กรรมทางกาย กรรมทางวาจา กรรมทางใจ อย่างไรที่มันจะไม่ทำให้ชีวิตอื่นเขาตกร่วง และเราจะเกิดธรรมคือเมตตา เมตตาไปถึงขนาดไหนๆ มันมีความหมายของมันเป็นขั้นตอน เราก็รู้อธิศีลในความหมายแห่งบัญญัติ แล้วเราก็มาปฏิบัติ พอปฏิบัติแล้วเราก็จะเห็นความเจริญของ... ความเป็นผู้มีอธิศีลนั้น คือปฏิบัติแล้วมันก็จะขัดเกลา มันก็จะปรับกายวาจาเป็น กายก็เป็นไปได้ วาจาเป็นไปได้ ตรงตามความหมายนั้น ไม่ทำ และไม่ละเมิด เว้นขาด หยุด ลดละ ตามที่เรารู้ความหมายของมัน ซึ่งเป็นสภาพบาปสมาจาร เราก็ลด ก็ละ ก็เว้นได้ ตามกำหนดขอบเขตที่เราหมาย กายเป็นได้ วาจาเป็นได้ โดยเฉพาะใจที่เราได้อบรมฝึกฝน บอกแล้วว่าแม้เราจะอบรมกาย อบรมวาจา เราก็อบรมใจอยู่ในตัว ใจเป็นตัวควบคุม ใจเป็นตัวรู้ มีสติสัมปชัญญะอะไร ตัวใจทั้งนั้นแหละ ตัวจิต ตัวเจตสิก ได้อบรมไปเรื่อยๆจนมันเป็น จนมันชำนาญ จนมันมีมุทุภูตธาตุ ตัวจิต ภูตะนี่คือจิต จิตวิญญาณ มุทุภูตธาตุ จนจิตเป็นมุทุ เจตสิกเป็นมุทุ เป็นตัวแววไว เป็นตัวรู้รอบ รู้เร็ว ชำนาญ และนอกจากรู้แล้วก็มีกำลังด้วย ความหมายของมุทุนี่ ที่อธิบายภูตะ อธิบายจิตวิญญาณนี่ มันรู้ก็เร็ว รู้ตัวเร็ว เป็นตัวที่เกิดสติสัมโพชฌงค์ เกิดสัมปชัญญะ เกิดปัญญาอยู่ในตัว มุทุภูตธาตุ เป็นธาตุของจิต ธาตุของจิตวิญญาณซึ่งมีคุณลักษณะหลายด้าน ที่อาตมาขยายความมุทุภูตธาตุอยู่ตลอดเวลา มันจะแววไว มันจะรับรู้เร็ว มันจะรู้ตัวเร็ว มีสติ นั่นแหละตัวตื่นตัวเต็ม เป็นสตินทรีย์ เป็นสติพละ มีกำลัง มีความแข็งแรงในสติ ไม่ใช่เดี๋ยวก็สติตกๆ ลืมเผลอไปเป็นสติแบบเก่าๆ ในความหมายที่เราจะทำก็ไม่ได้ ไม่รู้ตัวอะไร ไม่ใช่ มันจะเข้าใจ แววไวจริงๆเลย รู้เร็ว แล้วก็มีกำลังด้วย ดัดได้ ปรับได้ ตามที่เราต้องการ ปรับให้มันเป็นอย่างนี้ อย่างนี้ไม่ทำ ทำอย่างนี้ จะทำได้จริงๆ เป็นมุทุภูตธาตุแล้วก็เป็นไปโดยกรรมหรือโดยการงาน กัมมนิยะ มุทุภูเต กัมมนิเย กัมมนิยะนี่ จะเหมาะจะควรแก่การกระทำ โดยกายก็ดูเหมาะควรดูเหมาะสม ดูมันมีจริตที่งามพร้อม ไม่ดูเก้งๆก้างๆ ไม่ดูเด๋อๆด๋าๆ ไม่ดูอย่างฝืนอย่างแข็ง ดูเรียบร้อยกลมกลืน เรามาดัดจริตของเราให้มันสุจริต แต่ก่อนมันทุ แต่ก่อนมันเลวมันไม่ดี เราก็มาปรับให้มันดีเรียกว่าสุ เป็นสุจริตนี่ คำว่าสุจริต ไม่ใช่ความหมายว่าถูกต้องอย่างเดียว ความหมายง่ายๆเราเข้าใจว่าทุจริตคือความผิด สุจริตคือความถูกต้อง ไม่เท่านั้นหรอก คำว่าสุจริตนี่ มันพร้อมด้วยจริตของเราทั้งหมดเลย มันดีไปหมด มันถูกต้อง มันดี มันลงตัว มันดูเหมาะสม กรรมกิริยา กายก็ดูกายกรรมดีเหมาะสม คนๆนี้นะจริตไม่ดูกระด้าง ไม่ดูเขินๆ ไม่ดูเก้อๆ ไม่ดูอ่อนไป ไม่ดูแข็งไป ไม่ดูน้อยไป ไม่ดูมากไป ถ้ามากไปบางทีเราเห็นก็บอก เอ๊ ไอ้นี่ยังดัด จริต นี่ภาษาไทย เรารู้ดีนะ มันยังเชิงๆดัดจริตอยู่ จริง ถ้าเรากำลังดัดด้วย ดัดเพื่อให้ไปสู่ทิศทางหรือความเป็นสุจริต เรารู้ว่าจะให้ดำเนินไปสภาพเป็น ให้เป็นสุจริต แต่มันก็เห็นจริตลีลาอยู่ว่ามันยังไม่ลงตัว มันยังประดักประเดิด แข็งๆ เก้อๆเขินๆ กระด้างๆ หรือไม่ก็ดูอ่อนไป ดูยังไม่แข็งแรงพอ อะไรพวกนี้ นี่อาตมาพยายามขยายความเป็นจริง มันจะปรับกายวาจาให้เห็น โดยใจนี่จะเป็นตัวกำหนด เป็นตัวรู้ เป็นตัวแรง ที่ทำจริงๆ ฝึกอยู่ตลอดเวลา พร้อมกับชีวิตจริงที่มีการงาน ซึ่งอาตมาเคยย้ำเคยขยายความแล้วว่า ทางเอกทางเดียว ทฤษฎียิ่งใหญ่ที่สุดในมหาสากลโลกนี้คือมรรคองค์แปด ในมรรคองค์แปดตัวปฏิบัติจริงๆก็คือ สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ ตัวปฏิบัติจริง รู้โดยสัมมาทิฏฐิ เป็นตัวแผนที่ เป็นตัวเข็มทิศ และก็นำ มีสัมมาวายามะกับสัมมาสติเป็นตัวห้อมล้อม ตามที่มหาจัตตารีสกสูตรได้อธิบายไว้ เอามาพูดเอามาอธิบายจนทำเป็นหนังสือเป็นเล่มๆไปแล้ว มันจะควบคุมตัวสัมมาทิฏฐิเป็นประธาน สัมมาวายามะ สัมมาสติเป็นตัวห้อมล้อม เพื่อที่จะควบคุมให้ปฏิบัติสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ สี่ตัวนี้รวมหมด สังกัปปะก็คือจิต วาจาก็คือวาจา กรรมก็คือ...จะเอากายกรรมก็ได้ อาตมาบอกแล้วว่ากัมมันตะไม่ได้มีกรรมตัวเดียว รวมหมดเลย คลุม กัมมันตะคือทั้งวาจาและจิตด้วย จะดำริอะไร จะคิดอะไร หรือไม่ดำรินี่ จะมีกำลังของจิตที่จะให้เราดำริ ให้เรานึกคิด ให้เราเกิดจิตอย่างนั้นอย่างนี้ จะเริ่มคิด เริ่มนึก เริ่มรับรู้ เริ่มสังขาร มันจะมีกำลัง มันจะมีตัวรู้ที่จะเป็นตัวนาย เราจะเป็นนายตัวเราเอง เป็นโลกุตรจิต เป็นอำนาจ เป็นอินทรีย์ เป็นพละ ไม่ใช่ปล่อยไปตามอำเภอใจ มันจะขึ้นด้วยอำนาจกิเลสเป็นตัวดัน ไม่ใช่ แต่มันขึ้นหรือมันเกิด มันจะรู้ รับรู้ เริ่มรับรู้ เริ่มปรุง เริ่มสังขาร เริ่มทำงาน จะมีนายคือตัวเรานี่เป็นตัวโลกุตรจิต เป็นตัวจิตที่ได้ฝึกปรือ เป็นจิตที่เหนือโลก เป็นจิตที่ดี เป็นจิตที่ประเสริฐ เป็นจิตอาริยะ เป็นจิตที่มีคุณค่า เป็นจิตที่เลิศยอด ที่ประเสริฐจริงๆ เป็นผู้สั่งการ เป็นผู้ควบคุมให้เป็น จะให้เกิดก็เกิดได้ จะให้ตายก็ตายได้ จะเรียกว่าอรหัต อรหันต์ จะเรียกว่าจิตอรหันต์ เกิดตายอันนี้หมายความว่า อาการของจิตนะ อาการลีลาของจิตที่มันจะสังขาร มันจะปรุง มันจะปรุงอะไรก็ต้องเป็นกุศลโดยบริสุทธิ์ใจ ถ้าเป็นอรหันต์ จิตที่เป็นอรหัตผล จิตที่เป็นอรหันต์แล้วจะดูแลควบคุม อย่างที่เคยอธิบายในสภาพขององค์ธรรมของสังกัปปะ ก็มี...มีตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนา เจตโส อภินิโรปนา วจีสังขารา มีตั้ง 7 องค์ธรรม ก็นั่นแน่ะจะเริ่มรำลึก...นึกตรึกตรองตรึกตริอะไรขึ้นมาตั้งแต่ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ กว่าจะมาเป็นตัวความคิด สังกัปปะตัวความคิด จะตรึก ตักกะ แล้วก็จะโตขึ้นมาเป็นวิตักกะอันใด ไม่ใช่ว่าจะแปลโดยความหมายของวิตักกะ วิ นี่แปลว่าอัน แปลได้ทั้งสองนัยว่าทั้งที่มันไม่ และทั้งที่มันเป็นสิ่งที่ยิ่ง ไม่หรือยิ่ง วินี่ เพราะฉะนั้นสิ่งใดที่มันดียิ่งหรือเห็นว่าอันนี้ล่ะควรแล้ว...เราเอา อันใดที่ไม่...เราตัด แล้วมีกำลังตัด มีกำลังที่จะทำสิ่งที่ควร วิตักกะ แล้วก็มาเป็นสังกัปปะ เป็นตัวความคิด คิดแล้วจะคิดให้เร็วจะคิดให้...ทำให้มันทำงานขนาดไหนก็ทำได้ โดยมีหลักยึดอยู่คือ อัปปนา พยัปปนา เจตโส อภินิโรปนา จะแน่น มั่นคงด้วยทั้งความรู้ตามสัมมาทิฏฐิที่เรามีปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ มีกำลังของความรู้ ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละที่ได้ฝึก ฝึกมาได้ฐานเท่าไหร่ ฐานะเท่าไหร่ บุญบารมีของเราเท่าไหร่ เราสูงเท่าไหร่ตามความเป็นจริง เป็นคนที่มีคุณภาพของความเป็นอาริยะเท่าไหร่ๆ เราก็จะมีกำลังของปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละเท่านั้นๆ และธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ นี่เป็นองค์ธรรมของสัมมาทิฏฐิ 6 ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ มัคคังคะ อีก 6 องค์ เราจะต้องศึกษาทั้งพยัญชนะและก็ต้องรู้ความหมายของมัน บางคนฟังมานี่ อาตมาพูดถึงองค์ธรรมของสัมมาทิฏฐิ 6 นี่ ฟังแล้วก็ยังจำไม่ได้อยู่นั่นแหละ ยังไม่รู้เรื่องอยู่นั่นแหละ แสดงว่าเรียนหัวขี้เลื่อยมาก ไม่รู้จุดสำคัญ ไม่รู้ความสำคัญ บางคนก็คงจะจำได้คล่องเหมือนอย่างอาตมา เพราะพูดย้ำ พูดซ้ำพูดซาก แล้วเราก็รู้บัญญัตินี่เพื่อไปตรวจสภาวธรรม ปัญญาเรามีจริงมั้ย ปัญญินทรีย์มันคืออะไร ปัญญาพละคืออะไร มันสูงขึ้น และธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์คืออะไร มันเสริมให้เราเกิดสัมมาทิฏฐิได้อย่างไร สัมมาทิฏฐิบอกแล้วไม่ตายตัว สัมมาทิฏฐิตัวที่ 5 ขององค์ธรรมของสัมมาทิฏฐินี่ ที่ขยายสัมมาทิฏฐิมีองค์ธรรม 6 นี่ ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ แล้วก็ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิตัวที่ 5 นี่ มันไม่ใช่ตัวสัมมาทิฏฐิตัวนั้น เขาไม่ได้ซ้ำซาก พระพุทธเจ้าท่านไม่ตรัสซ้ำซากอะไรหรอก แต่มันมีคุณลักษณะของสัมมาทิฏฐิที่โตขึ้น เจริญยิ่งขึ้นๆ มันไม่ใช่ตัวเดิม เราเกิดสัมมาทิฏฐิตัวรวมเท่าไหร่ เวลาปฏิบัติให้เกิดธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ เมื่อเกิดธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ มันก็จะมีภาคปฏิบัติของมรรคองค์แปด คือมัคคังคะนี่ ปฏิบัติไปๆ เจริญขึ้น ทิฏฐิก็จะกลายเป็นญาณ สัมมาทิฏฐิก็จะสูงขึ้นกลายเป็นสัมมาญาณ สัมมาทิฏฐิกลายเป็นสัมมาญาณ สัมมาทิฏฐิคือตัวความรู้ความเห็น มันก็จะเป็นตัวจริงมีฐานจริง แล้วก็เกิดปัญญาญาณที่เห็นหรือญาณ สัมมาญาณนี่เห็นของจริงตามความเป็นจริง มันเห็นแจ้ง เห็นจริง กลายเป็นการรู้จนมากลายเป็นเห็น เป็นภพ เป็นสัมผัสความจริง จริงขึ้นไปเรื่อยๆตามความเป็นได้ สูงขึ้นๆ แข็งแรงเป็นสัมมาสมาธิ เป็นสมาธินทรีย์ เป็นสมาธิที่ตั้งมั่นๆ มีกำลังของสมาธิ เกิดอินทรีย์ 5 พละ 5 นั่นแหละ เกิดสมาธินทรีย์ สมาธิพละ กำลังของสมาธิยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะความจริงที่มันเกิดมันเป็น ปฏิบัติมัคคังคะ เกิดพร้อม ความมั่นคงก็อันเดียวกันกับอัปปนา พยัปปนา เจตโส อภินิโรปนา อันเดียวกัน คือความแน่น มั่น ไม่แปรปรวน จริงจัง กำลังของจิตก็มั่นคง กำลังของปัญญาก็ช่วย มันชัดเจน เป็นจริง เห็นจริง ช่วยให้ความมั่นคง ช่วยให้ศรัท ธา หรือศรัทธินทรีย์ ศรัทธาพละนี่ เชื่อมั่น แข็งแรง แล้วก็เป็นความมั่นที่เรียกว่าสมาธิด้วย สมาธิคือความมั่นคง หรือความเจริญของอธิ อาตมาเคยขยายความของอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา มันสมบูรณ์แล้ว มันเป็นไปได้ ศีล ที่พูดเมื่อกี้ว่านอกจากความหมายของบัญญัติ พยัญชนะ ความหมายนอกแล้วมันก็เกิดจริง เราเจริญขึ้นเป็นอธิศีล เป็นตัวเนื้อของความเป็นไปได้ตามที่เราหมาย ตามที่เรารู้มา ความหมายของศีลก็เกิดเป็นตัวจริง เรียกว่าการเกิดการเป็นของศีล เป็นสภาวะ เป็นศีลสภาวะ ไม่ใช่ศีลบัญญัติ ไม่ใช่ศีลพยัญชนะ ไม่ใช่ศีลความหมาย แต่เป็นศีลของตัวปฏิบัติ ปฏิบัติแล้วเกิดผลจึงเรียกว่าภาวนา ศีลกลายมาเป็นภาวนา ศีลกลายมาเป็นตัวเกิดผล ภาวนาแปลว่าการเกิดผล มาเกิดผล เกิดเป็น เกิดมี เกิดแข็งแรง เกิดปฏิบัติประพฤติ กายก็ดีขึ้น วาจาก็ดีขึ้น กายกรรม วจีกรรม เป็นไปตามที่เราหมายใจ...โดยเฉพาะจิตวิญญาณเป็นตัวที่เป็นไปได้ เกิดจริง เป็นจริง เป็นอุบัติเทพ เป็นวิสุทธิเทพขึ้นมาจริงๆ เป็นจิตเจริญ เกิดจริงเป็นจริง เป็นของจริงนะที่พูดนี่ ที่บรรยายเป็นภาษานี่ ต้องไปตรวจสอบความเป็นจริงของเรา เกิดแข็งแรง เกิดมีปัญญารอบรู้ เกิดเป็นอินทรีย์ เป็นพละ เป็นกำลัง แล้วก็เป็นความจริงที่รู้แจ้งเห็นจริง เป็นญาณ เป็นปัญญา หรือปัญญาพละ มันเกิดจริงๆ มันเกิดแล้ว มันก็... เมื่อมันเกิดจนสมบูรณ์ แล้วดับกิเลสสนิท ถอนอาสวะแล้ว มันก็ไม่เกิดอีก จะเห็นความไม่เกิด กิเลสนั้นไม่เกิดอีก แล้วก็แข็งแรงอยู่อย่างนั้น ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ใช่แข็งแรง หรือว่ายืนหยัดยืนยันอยู่อย่างนั้นแบบดื้อด้าน ไม่ใช่แบบดื้อด้าน แต่แบบรู้แจ้งเห็นจริงเลยว่า มันเป็นความดีแท้ มันเป็นสิ่งที่ควรเป็น ควรมี ควรได้ในชีวิต ใครทำเป็นอย่างนี้ดีแล้ว วจีกรรมเป็นอย่างนี้ดีแล้ว จริตของเราเป็น อย่างนี้ดีแล้ว พฤติกรรมของเราอย่างนี้ดีแล้ว ในขณะที่ปฏิบัติขึ้นเรื่อยๆนี่ เราก็จะเกิดความเป็นอาริยะ เราจะรู้เมื่อปัญญา ปัญญินทรีย์ของเรามี ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละของเราก็จะสอดส่อง มันจะอ่านรู้ความจริง รู้เกิด ศีลที่เราปฏิบัติก็เกิดเป็นอาริยกันตศีล ศีลที่พระอาริยเจ้าพอใจ ก็คือเรานั่นเองแหละเป็นอาริยะ เราเป็นอาริยะ เราพอใจ กันตะนี่แปลว่าความยินดีพอใจ เราพอใจที่เราปฏิบัติ ที่เราพัฒนา ที่เราเจริญขึ้น ที่เราประเสริฐขึ้น ดีงามขึ้น สุจริตขึ้น เป็นกุศลขึ้น ศีลที่เป็นกุศลก็เดินทางไปสู่ความเป็นอรหันต์ตามลำดับ มันพอใจ ตัวเรานี่แหละพอใจ หรือแม้แต่พระอาริยะข้างนอก พระอาริยะที่เป็นอาจารย์ เป็นครู พระอาริยะที่เป็นผู้อื่น ที่เป็นเพื่อน เป็นมิตรดี สหายดี พระอาริยะเหล่าใดก็แล้วแต่ ที่สัมผัสรู้กับเรา คบคุ้นก็รู้ได้ด้วยศีลจากศีล เราจะรู้ได้ว่าผู้ใดมีศีลหรือไม่มีศีล พระพุทธเจ้าก็ตรัส เราจะรู้ได้ด้วยการคบคุ้น คบคุ้นกันแล้วถึงจะรู้ว่ามีศีลหรือไม่มีศีล ไม่ใช่มีศีลไม่มีศีลก็คือว่า ฉันสมาทานศีลแล้วนี่ ฉันก็มีได้แค่นั้นก็คือแค่นั้น แต่มีศีลแล้วนอกจากบัญญัติหรือความตั้งใจ เรียกว่าสมาทาน ความตั้งใจสมาทาน จะถือศีลขนาดนี้ ข้อ...กี่ข้อ กี่หลักกี่เกณฑ์ จะอธิศีลขนาดไหน เราสมาทานแล้ว เสร็จแล้วเราเป็นไปได้ตามศีลนั้นมั้ยล่ะ ถ้าเป็นไปได้ ดำเนินไปได้ จนกระทั่งเกิด จนกระทั่งเป็นในตัวเรา เกิดอัตโนมัติ เกิดเป็นสภาพตามศีล ตามความหมายนั้นจริงในตัวเรา ถ้าอยู่ด้วยกัน คบคุ้นกัน เราก็จะเห็นว่า เออ คนนี้จริง พูดจริง ถือศีลนี้เป็นไปได้โดยไม่ฝืน มันยิ่งไม่ฝืน แรกๆก็จะฝืน จะทน จะบกจะพร่อง มีขาด มีด่าง มีพร้อยอะไรบ้าง หนักเข้าก็ยิ่งสมบูรณ์ขึ้นๆจนกระทั่งเป็นตัวเรา เป็นอาริยกันตศีล เป็นศีลที่เกิดจริง เป็นจริง เป็นอธิศีลที่เกิดเป็นสภาวะแล้ว อธิศีลก็คือความเจริญขึ้นมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเรารู้เราเห็นว่าเราเป็นอาริยะ เรายินดี ตัวเราเป็นอาริยะเอง เราก็ยินดีในศีลที่มันเป็นเนื้อเป็นตัว ศีลที่เป็นสภาวะ ศีลที่เป็นสภาพกาย วาจา ใจ มันเป็นกรรม 3 ของเรา กาย วาจา ใจ นี่แหละคือกรรม 3 คือตัวกรรมกิริยานี่มันเป็นที่ตัวเรา เป็นอย่างง่าย เป็นได้โดยไม่ยากไม่ลำบาก นั่นแหละคือลักษณะฌาน ฌานก็คือขัดเกลา เพ่งเผากิเลส เพ่งตัวที่มันขัดมันฝืน ปรับมาจนมันเป็น จนมันได้ง่าย ได้โดยไม่ยาก จนกระทั่งเป็นโดยอัตโนมัติ เป็นที่ตัวเรา เรามี ไม่เจตนาก็เป็นอยู่ เป็นสัญชาตญาณ เป็นอัตโนมัติ เป็นของเราเอง เป็นตัวเอง เป็นสยังอภิญญา เป็นตัวเราเอง ตัวเราเองเป็นอันนี้ นี่มันจะเกิดจริงเป็นจริงอย่างนี้ อาตมาอธิบายขณะนี้ อธิบายปรมัตถธรรมนะ อธิบายปรมัตถสัจจะให้เราทบทวนกัน ให้พวกเราพยายามเข้าใจ และเราก็จะต้องปฏิบัติให้รู้ตัวรู้ตนว่า เมื่อถึงวาระที่เราจะเพิ่มศีล ก็ต้องเพิ่มอยู่เรื่อยๆ อธิศีลต้องเพิ่มขึ้น อันนี้ได้แล้ว อันนี้ต้องเพิ่มขึ้น มันก็จะได้ขัดเกลาขึ้น ยิ่งเราอยู่ในนี้ อยู่ในหมู่ฝูงพวกเรากันเอง มันยิ่งมีมากมาย มันละเอียดลออยิ่งขึ้น มากนี่คือมันละเอียดยิ่งขึ้น แต่ก่อนนี้อยู่ข้างนอก ศีลนี่มันก็หยาบๆนะ อยู่ข้างนอก คนมีศีลน่ะหายาก แม้แต่ศีลหยาบๆ เอาดื้อๆ แค่ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ผิดในกาม ยาก ไม่โกหก...ยาก ไม่เมามายสิ่งที่เสพที่ติดหยาบๆต่ำๆ อบายมุขก็ดี...ยาก แต่พอเราเลิกละมา มาปฏิบัติ คน...พวกเราเลิกพวกนั้นได้แล้ว เราจะเกิดความละเอียดลออที่ซอยลึกมากขึ้น บอกอธิศีลเป็นอย่างไรๆ มันจะชัดเจนยิ่งขึ้น แล้วเราก็จะรู้ว่า อ๋อ เราควรเพิ่มอะไรแค่ไหนของอธิศีล อธิศีลของศีลข้อที่หนึ่ง อธิศีลของศีลข้อที่สอง อธิศีลของศีลข้อที่สาม อธิศีลของศีลข้อที่สี่ ที่ห้าอะไรอย่างนี้ สูงขึ้นหรือแม้แต่จะขยาย อาตมาบอกแล้วว่าศีล 8 นี่ คือศีลขยายจากศีล 5 จะกำหนดการกินการใช้ เครื่องอุปโภคบริโภค ก็หมายถึงสภาพของกาม สภาพของราคะ สภาพของศีลข้อสาม หมายถึงรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่เรียกว่ากามนั่นแหละ แล้วเราก็สังวรขึ้นเป็นอธิศีลยิ่งขึ้น วิกาลโภชนาก็ดี นัจจคีตะ วาทิตะ ก็หมายถึงกรรมต่างๆ กรรมทางกาย ทางวาจา ทางใจ ที่เรายังจะต้องไปสัมผัส ยังจะต้องไปวุ่นวายกับไอ้เรื่องที่เป็นกาม ศีลข้อที่ 5 ศีลข้อ... ศีลข้อที่ 6 ข้อที่ 7 ข้อที่ 8 น่ะ รวมไปหมดเลย อุจจาสยนมหาสยนา มานะอัตตา สรุปง่ายๆก็มานะอัตตา ความใหญ่ ความถือดีถือตัวอะไร ก็ได้ขยายความ ให้ฟังแล้วว่า เราจะต้องตรวจแกนกลาง แกนมานะ เท่านั้นแหละ ไม่มีอื่นหรอก เพราะฉะนั้นในความหมายของศีลที่สูงขึ้นๆเป็นอธิศีล เราจะต้องมีปัญญารู้และก็ต้องเข้าใจตัวเองด้วย ถ้าไม่เข้าใจตัวเองก็คือไม่มีปัญญารู้สักกายะ หรือไม่พ้นสักกายทิฏฐิ จะต้องรู้ตัวเอง เข้าใจสักกายทิฏฐิ เข้าใจตัวเรา สักกายะคือตัวกูของกูนี่แหละ อันเดียวกันกับอัตตานั่นแหละ แต่ว่าตัวมันหยาบ สักกายะ นี่ตัวใหญ่ตัวหยาบ แล้วก็ละเอียดขึ้นไปเป็นอัตตานุทิฏฐิ ต้องเห็น ทิฏฐิก็คือเห็น ต้องเห็นตน รู้ตน เห็นตน รู้ตน ตนตัวไหนล่ะ ที่จะไม่ให้มีตัวตน ตนตัวไหนก็คือ ตนกิเลส ตัวกิเลส ตนหรือตัว ตัวกิเลสตัวไหน ต้องเห็นมัน รู้มัน มีทิฏฐิ มีความเข้าใจ มีญาณปัญญา แค่เข้าใจด้วยความหมาย ทิฏฐิคือความหมาย พ้น...พ้นทิฏฐิก็หมายความว่า พ้นแต่แค่เห็นด้วยความหมาย ทีนี้เห็นด้วยญาณเรียกว่าลึกซึ้งขึ้น พ้นสักกายทิฏฐิก็เป็นญาณ หมายความว่าเห็นด้วยญาณ แล้วญาณเห็นแล้วว่าทิฏฐิหรือตัวตนนั้นเป็นอย่างไร แล้วลดตัวตนได้มั้ย ลดกิเลสนั้นได้มั้ย ลดตัวตน ลดกิเลสนั้นได้ๆๆๆๆ ก็พ้นกิเลสอย่างสักกายะ ตัวตนของกิเลสที่ใหญ่ ลดลงไป จนกระทั่งเหลืออัตตานุทิฏฐิ จนกระทั่งเป็นอนัตตา ไม่มีตัวตนนั้น เป็นสัมมาญาณที่เห็นเลย พ้นอัตตานุทิฏฐิอย่างถึงที่สุดเป็นอนัตตา ไม่มีตัวตนเลย ฆ่ามันจนตายจนเกลี้ยงจนไม่เหลือตัวตน สภาพของอาการ ลิงค นิมิต ที่เราจับรูปนาม ที่เรารู้ บอกแล้วว่ารูปก็คือสิ่ง ที่ถูกรู้ ตัวกิเลสก็ถูกรู้โดยเราที่ชัดเจน แล้วเราก็เป็นผู้ที่ฆ่ากิเลสนั้นตายเอง แล้วก็เห็นที่เราฆ่าตาย ที่เราล้างจนเกลี้ยง จนไม่มีแม้กระทั่งตัวตนในระดับสูงอีก เรียกว่าอาสวะ สักกายะก็ตัวตน อัตตาก็ตัวตน อาสวะก็ตัวตน จนไม่เหลือตัวตน อย่างนี้นะ จริงๆก็มี หลอกๆก็เยอะ แล้วหลอกจะเยอะกว่าจริงด้วย ซึ่งอาตมาอธิบายไม่หวาดไม่ไหวนะ พยายามอธิบายไว้ในทางเอกก็เยอะเหมือนกัน แล้ว พยายามอธิบายเวลาพูดๆ บรรยายนอกๆนี่ก็อธิบาย แต่มันไม่ใช่วิชาของพุทธ วิปัสสนาญาณก็ไม่มาเป็นพุทธ อาตมาพยายามอธิบายไว้ในทางเอกนะ อย่างพุทธเป็นอย่างไร วิปัสสนาญาณ หรือวิชาข้อนี้เป็นอย่างไร อย่างพุทธ มโนมยิทธิ อย่างพุทธเป็นอย่างไร อย่างที่ไม่ใช่พุทธเป็นอย่างไร เขาก็เข้าใจยาก เขาเข้าใจว่าอภิญญาเหล่านี้ วิชาเหล่านี้นี่ เป็นอย่างที่ไม่ใช่พุทธนั่นแหละ คือผู้มีอภิญญาหรือผู้มีวิชา มีวิปัสสนาญาณ มีมโนมยิทธิ หรือมีญาณทัศนวิเศษ มีญาณทัศนะจะต้องเป็นอย่างไม่ใช่พุทธ คือเรียกว่าคนมีนี่ จะต้องมีอย่างไม่ใช่พุทธ ส่วนอย่างพุทธเขาไม่รู้เลย กลับไม่เข้าใจว่าวิปัสสนาญาณเป็นอย่างไร มโนมยิทธิอย่างพุทธเป็นเช่นไร ก็คือมีฤทธิ์ในการที่จะไม่ให้กิเลสเกิดนี่เอง มีฤทธิ์เป็นนายอย่างที่อธิบายไปแล้วว่าจิตเป็นนายเลย จิตสามารถให้เกิดให้ดับ จะให้สังขารให้ปรุงก็อยู่ในอาณัติของเรา อย่างที่อธิบายไปแล้ว ตักกะ วิตักกะ ควบคุมได้หมด ควบคุมสังกัปปะ ควบคุม วาจา ควบคุมกายกรรม แล้วก็ทำงาน อย่างชัดๆเจนๆเลยนะ ว่าทุกคนต้องมีงาน ทางเอกทางเดียวนี้ปฏิบัติมีกาย วาจา ใจ สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ แล้วยังมีอาชีวะ อาชีพการงาน กระทำประจำชีวิต อาชีพมันไม่ใช่ แค่คิด แค่พูด แค่กายกรรม ไม่ใช่แค่มโน วจี กาย ไม่ใช่แค่กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมเท่านั้น อาชีวะ สัมมาอาชีวะนี่ก็คือข้อหนึ่งที่อยู่ในมรรคองค์แปด ตัดทิ้งไม่ได้ ปฏิบัติธรรมทางเอกของพระพุทธเจ้านี่ จะต้องมีตัวการงาน นี่เป็นตัวยืนยันด้วยว่า เป็นสัมมาอาชีพ มีชีวิตที่มีการงาน มีชีวิตที่มีอาชีพถึงขั้นระดับลาเภนะ ลาภัง นิชิคิงสนตา เชียวนะ พ้นมิจฉาชีพนี่ ไม่โกง ไม่หลอกลวง ไม่ตลบตะแลง ไม่มอบตนในทางผิด แล้วยังทำงานฟรี ทำงานอย่างเป็นผู้มีเมตตาเกื้อกูล ช่วยเหลือ สร้างสรรอยู่จริงๆ ที่อาตมาอธิบายแล้วอธิบายอีก ซึ่งลึกซึ้งซับซ้อนแล้วเราเอามาพิสูจน์ในพวกเรานี่ พิสูจน์กันได้ เห็นชัดเจนอยู่ เพราะฉะนั้นจะต้องอย่าลืม ไม่ใช่แต่ฆราวาสที่ต้องมีอาชีพ สมณะก็มีอาชีพมีการงาน ไม่ใช่อย่างฤาษีที่ไร้การงาน เอาแต่นั่งหลับ อยู่ว่างๆ ไม่ใช่เลยนะ ของพุทธนี่เป็นแล้ว จะต้องลงตัวตามหลักมรรคองค์แปดเลย แล้วสอดคล้องทุกสูตร สูตรไหนก็ขยายความถูกต้อง มีประโยชน์คุณค่าในโลก เป็นที่พึ่งของโลกเลยนะ ยิ่งเป็นถึงพระพุทธเจ้าแล้วเป็นพระโล
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive