340904 นรกพัง สวรรค์แตก โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ท่ี ปฐมอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
340904 นรกพัง สวรรค์แตก โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก
นรกพัง-สวรรค์แตก โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2534 ณ พุทธสถานปฐมอโศก
เจริญธรรม ท่านผู้ใฝ่ในธรรม ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ทั้งหลาย วันนี้เราจะมีงานศพ และวันนี้เป็นวันพุธ ปกติเราไม่เทศน์ ไม่บรรยายอะไร ก็เพราะเราถือว่าวันพุธเป็นวันพุทธัง เป็นวันสงบ แต่วันนี้พิเศษนะ มีงานศพที่เราจะต้องได้ฌาปนกิจกัน ก็เป็นธรรมเนียมของพวกเรา งานศพเรามีการบรรยายธรรม มีเทศน์ เทศน์วันหนึ่งสองวัน บรรยายหรือเทศน์ หรือเรียกว่าสวดก็ตาม เราก็สวดเป็นภาษาอย่างนี้แหละ สวดก็คือสาธยายความหมายความรู้อะไรต่ออะไรเกี่ยวกับธรรมะพวกนี้แหละ ที่เราจะได้ประโยชน์น่ะ เมื่อเวลามีศพหรือมีผู้ตายเราก็จะใช้โอกาสนี้เป็นการรวบรวมกันมาแสดงน้ำใจต่อผู้ที่สูญเสีย การสูญเสียผู้ที่รักเคารพ จะเป็นผู้ที่รักเคารพ หรือผู้รักธรรมดาไม่ถึงขั้นเคารพ จะเป็นเด็กก็ตามที่ตาย ยิ่งเป็นผู้ใหญ่ เป็นที่เคารพนับถือ เพราะได้สร้างคุณงามความดีมามาก เราก็เคารพนับถือมาก บางทีก็ยังไม่สมควรจะตาย ยังไม่ถึงวัยควรจะตาย บางทีก็ถึงวัยควรจะตาย ก็แล้วแต่ แต่ยังไงๆ มันก็เป็นเรื่องธรรมดาของปุถุชน ย่อมมีจิตใจอาลัย อาวรณ์ ระลึกถึงอะไรอยู่บ้าง นี้คือสัจธรรม เราก็มาทำความเข้าใจกัน ผู้ที่รู้สัจธรรม สมณะหรือภิกษุที่เป็นผู้ปฏิบัติ หรือประพฤติตามที่พระพุทธองค์พาประพฤติปฏิบัติ แล้วเป็นผู้เข้าใจสัจธรรมลึกซึ้ง สามารถที่จะอธิบายไขข้อความอะไรต่างๆนานา ที่ยังเข้าใจไม่ได้สู่ผู้ที่ไม่รู้ ได้รู้ ได้แจ้ง ได้ชัด แม้จะต้องทุกข์โศกเศร้าเสียใจอาลัยอาวรณ์ ก็แจ้ง ก็อธิบาย นำพากัน ชักจูงกัน ทำความเข้าใจกันให้ได้ คลายทุกข์ได้ คลายความโศกเศร้าอาลัยอาวรณ์นั้นๆก็เป็นการช่วยกันพ้นทุกข์ หรือได้รับสัจธรรมเพิ่มขึ้
อ่านต่อ
น มีนัยซับซ้อนในการตาย มันต้องมีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป การเกิดการตาย การหมุนการเวียนอยู่เป็นธรรมดา เป็นธรรมชาติ ตราบที่ยังมีการเกิด-การตายอยู่ในโลก มีสังสารวัฏอยู่ ก็ยังต้องมีอย่างนี้อีกต่อไป พิธีกรรมแห่งความตาย ในสังคมมนุษย์ ก็มีพิธีกรรม พิธีการระหว่างคน ตาย ทำไปนานาสารพัด แต่ละกลุ่ม แต่ละหมู่ แต่ละผู้ที่เข้าใจลัทธิต่างๆนานา ทำกันมาก แม้แต่ในศาสนาพุทธเองด้วยกัน แต่ก็ยังทำไม่เหมือนกัน เพราะเข้าใจคนละอย่าง คนละมุมกันเยอะ ทุกวันนี้งานศพ เป็นเรื่องที่ทรมานทรกรรมคนอยู่ ก็เนื่องจากพิธีกรรม พิธีการนี่แหละ ค่อยๆประยุกต์ ค่อยๆเติม ค่อยๆแต้ม ค่อยๆเสริม ค่อยๆใส่อะไรเข้ามา ด้วยกิเลสความโลภปรุงแต่ง หรือกิเลสอยากใหญ่เป็นด้วยตัวเจ้าภาพเอง เป็นด้วยตัวผู้ที่เป็นเจ้าของงานอยากใหญ่ ก็พยายามทำให้ครึกครื้น ใหญ่โต หรูหรา ฟู่ฟ่า มากเรื่อง ทำให้ดูเขื่อง ดูหรูอะไรต่างๆอย่างนี้ ทำไปเพื่อเชิดหน้าชูตา อวดอ้างอะไร ต่างๆนานา มันก็เลยกลายเป็นเรื่องที่บานปลาย กลายเป็นเรื่องวุ่นวาย ใหญ่โต ทั้งๆที่ไม่ใช่เรื่องอะไรมากมายนัก ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องเอาอะไรมาใส่ให้มันยุ่งรุ่มร่ามวุ่นวาย เสียเวล่ำเวลา เปลืองผลาญ เสียเวลาผู้ที่เขาจะต้องมาน่ะ งานศพที่เขาเกรงใจ ก็จำต้องเสียเวล่ำเวลา เสียงานเสียการ ใช้จ่ายลงทุนลงรอนอะไร เพื่อที่จะมางานศพ และมาก็ไม่ได้เร็ว และก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรมากมายด้วย กลายเป็นเรื่องผลาญ เรื่องทำลาย อ้างกันแต่เพียงเราจะมาแสดงน้ำใจ มาแสดงความเห็นใจ ในเมื่อได้มีผู้ที่พรากไป จากของที่รักที่พรากไปอะไรยังงี้ แต่เสร็จแล้วก็ไม่คุ้มกัน เป็นการผลาญพร่า เป็นการทำลาย เป็นพิธีกรรมหรือกิจกรรมที่ทำลายสังคม ทุกวันนี้อาตมากล้ากล่าวได้เต็มๆคำเลยว่า งานศพทุกวันนี้เป็นการทำลายสังคมมากกว่า ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล ไม่ได้ขัดเกลา ไม่ได้มักน้อยสันโดษ จนกระทั่งเป็นพิธีน่าเบื่อ ไปอย่างไม่เต็มใจหรอก ไม่ใคร่อยากจะไปหรอก แต่มันต้องไปนะ ไม่ไปมันก็ฝืนสังคม ต้องไปด้วยมารยาท ก็ต้องจำใจไป อย่างนี้ เป็นต้น ก็แสดงว่า ต้องฝืนใจคน การฝืนใจคนนั่น มันก็เสียไปแล้วอย่างหนึ่ง ขาดทุนไปแล้ว ที่ไปฝืนใจเขา เขาฝืนใจมา เขาอาจจะขาดรายได้ นอกจากขาดรายได้แล้ว ยังๆไม่พอ ยังต้องเอามาให้ด้วยนะ ต้องให้เงินให้ทอง ให้ข้าวให้ของ ให้อะไร พอทำกันมากๆเข้า เลยกลายเป็นจารีตประเพณีต้องมาช่วยเหลือเงินทอง ต้องมาช่วยเหลือไอ้โน่นไอ้นี่ ถ้าไม่เช่นนั้นเจ้าภาพก็จะหนัก จะแย่ เห็นใจที่ต้องเสียค่าปี่ ค่าพาทย์ ค่าตะโพน เสียค่าฉลองนั่นฉลองนี่ ตกแต่งนั่นตกแต่งนี่ ค่าดอกไม้ของหอม ค่าอะไรต่อมิอะไร ก็แล้วแต่เถอะ มากเรื่อง มากจนเฟ้อ เลยกลายเป็นเรื่องที่ไม่ได้เข้าท่าอะไร จะเป็นเรื่องการกินการอยู่ ก็ไม่ได้เต็มใจจะมากินอะไรนักหนา นานาอะไรมากเรื่องไป ทุกวันนี้พูดกันไป ก็เขาก็หาว่ามาทำลายจารีตประเพณี อาตมาก็ไม่มีปัญหา เขาจะว่าก็ว่า อาตมาว่าถ้าพูดกันตรงๆ ก็คือทำลายด้วย จะล้มล้างด้วย จะทำให้เขาหยุด ให้เขาเลิก ถ้าเขาจะเลิก แต่ไม่ได้ไปบังคับเขานะ แล้วเขาก็ว่ายังงี้ มันไม่ดี ถ้าเขาจะเลิก เขาเลิกเอง เขาเชื่อเอง เขาเห็นด้วยเอง ถ้าเขาไม่เห็นด้วย เขาก็ทำอยู่นั่นแหละ ใครจะไปบังคับเขา ใครจะให้เขาหยุด เราไม่มีอำนาจอะไร จะไปให้เขาหยุด ไปบังคับเขาได้ เขาก็ทำของเขาไป แต่เราก็วิเคราะห์วิจัยให้เขาเห็นว่ามันไม่ดียังไง มันไม่เข้าท่ายังไงนะ จนกระทั่งกลายเป็นเรื่องจารีตประเพณี ตายแล้วไปวัดจะต้องจ่ายสารพัดสารเพ จนคนตายหรือคนจนต้องไปกู้หนี้ยืมสินเขามา ทำไม่ครบก็หาว่าไม่ตรงตามจารีตเขา ไม่ได้ ต้องทำๆ เพราะผู้ทำพิธีจะกำหนดอยู่ที่วัดไหนๆก็ตาม เขาเป็นผู้กำหนดเพื่อที่จะได้เงินได้ทอง ได้รายได้เป็นกิจกรรม เป็นกิจการชนิดหนึ่ง นี่เป็นเรื่องสังคม เดี๋ยวนี้ยิ่งเลอะเทอะใหญ่เลย พองานศพที ก็ตั้งศพกันไว้นานๆ ได้มางานศพแต่ละคืน ก็เปิดบ่อนเล่นการพนันกัน โดยตำรวจก็ไม่อยากจะยุ่งถือเป็นเรื่องที่เห็นอกเห็นใจ ให้เขาคลายทุกข์คลายเศร้า พวกฉวยโอกาสก็เลยถือโอกาสเปิดบ่อนไปในตัว ผิดกฎหมายซ้ำร้ายไปอีก เป็นเรื่องเลอะเทอะมากมายก่ายกอง อาตมาพูดไป ก็มีอีกมาก ถ้าจะสาวไส้เรื่องไม่เข้าเรื่องราวอะไรนี่มา เข้าหาสาระงานศพ เพราะฉะนั้นเราก็เลยพยายามจะเข้าหาสาระแก่นสารการจัดงานศพ ที่นี่ก็พยายามเดินเข้าไปหาสาระแก่นสาร ดังที่กล่าวมาแล้ว ตามที่พระพุทธเจ้าท่านได้ดำเนิน ตรัสไว้สอนไว้สั่งไว้ให้ทำยังไงๆ ท่านตรัสสอนให้ทำง่ายที่สุด ท่านให้ทำให้ง่ายที่สุดนะ ให้เผาศพของชาวพุทธ พระพุทธเจ้าก็เผา ขนาดพระพุทธเจ้า ท่านยิ่งใหญ่นะ ไม่ใช่เล็กๆนะก็เผา เผาให้หมด เป็นฝุ่น เป็นขี้เถ้าไปเลย เผาไม่ให้เหลืออะไรไว้ แต่เสร็จแล้วทุกวันนี้คนก็มาย้อนแย้ง ไม่เอาตามอย่างพระพุทธเจ้าทั้งๆที่เป็นลูกพระพุทธเจ้าเหมือนกัน ว่าอย่างนั้นเถอะ ก็ทำนอกรีตนอกรอย ไม่เผาซะ เก็บศพเอาไว้อย่างนั้นแหละ ใส่โลงเอาไว้ เหมือนกะหลายศาสนา เขาไม่เผา ที่ไม่เผาก็เพราะว่าจะได้อ้างเอาไว้เคารพบูชา ค่อยมาทำบุญทำทานอะไรต่อๆไป ถ้าเผาก็หมดไปก็ไม่มีอะไรเหลือซากที่จะเอามาเป็นเครื่องหากิน นี่พูดกันตรงๆนะ ใครจะโกรธกันก็โกรธกันไปเถอะ คนโกรธก็บาปเองนะ อาตมาพูดนี่ อาตมาพูดอย่างจริงๆ พูดอย่างที่เข้าใจเลยว่ามันไม่เข้าท่าอะไรหรอก เก็บเอาไว้ก็ต้องมาเป็นภาระ นอกจากเป็นภาระแล้วก็ยังไปหาเรื่องต่อ จะต้องมาคอยสวดบังสุกุล สวดนั่นสวดนี่ หาเงินน่ะ มาทำบุญทำทาน ทำโน่นทำนี่อะไรอยู่กับศพนั่นแหละ อยู่ยังงั้นแหละ ใครมาเคารพนับถือ ใครมาก็มากราบมาไหว้ แล้วก็เอาอะไรมาให้อยู่ยังงั้นแหละ คอยหารายได้ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นครูบาอาจารย์ เป็นพระ เป็นสงฆ์อะไรแล้ว ตายไปก็เอาไว้ยังงั้นแหละ เอาไว้เพื่อจะได้เรียกร้องมาทำบุญ ที่จริงมันเป็นเรื่องเครื่องอาลัยอาวรณ์ เป็นเหตุปัจจัยที่ยังเหลือรูปเหลือร่าง เหลือทรวดเหลือทรง เหลือตัวเหลือตน เหลืออะไรที่ทำให้เกิดสภาพที่มันไม่ดีไม่งาม เกิดสภาพที่เป็นภาระวุ่นวาย อาลัยอาวรณ์ เกิดกิเลสหลายๆอย่าง ถ้านานๆไป ไม่เป็นที่น่ารัก มันยิ่งเป็นสิ่งที่น่าเกลียด น่าชัง นานๆไปนี่ ศพมันยิ่งเปื่อย ยิ่งเน่า ยิ่งเหม็น ไม่ได้ยิ่งน่าดูน่าชมอะไรหรอก พระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่มีพระปัญญาธิคุณสูงส่ง ท่านรู้อะไรไม่ควรก็จัดแจงบอกกล่าวให้เป็นจารีตประเพณีเอาไว้ ท่านบอกให้เผาให้เร็วที่สุด ไม่ให้รอแม้กระทั่งญาติที่เดินทางไกลมายังไม่ถึง นี่เป็นคำตรัสของพระพุทธเจ้า ตรัสเอาไว้ขนาดนั้น พระสารีบุตรทูลถามว่า ศพนี่ เมื่อตายแล้วให้ทำอย่างไร พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่าให้เผา สารีบุตร เผาให้เร็วที่สุด เท่าที่จะทำได้ ไม่ต้องให้รอ ไม่ต้องรอแม้แต่ญาติที่เดินทางไกลมายังไม่ถึง ท่านตรัสยังงี้นะ ผู้ที่เข้าใจโดยปัญญา ก็เข้าใจเหตุผล หลายๆอย่าง ต่างๆนานา ก็เข้าใจ ผู้ เข้าใจก็มากัน อธิบายแจกแจงกันให้เข้าใจ พวกเราก็ต้องพยายามทำ อาตมาก็เลยนำพาทำกัน ทำกันอย่างง่ายๆ ทำกันอย่างไม่ต้องไปผลาญพร่าเปลืองเปล่าอะไรนะ มีโลงมีศพอะไรก็ใช้กันไป โลงศพเรานี่ โลงนี้ใช้มาหลายคนแล้วนะ มาถึงเผา ก็เอาศพออกเผา โลงเอาเก็บไว้ เอาไว้ใส่ต่อ ไม้ยิ่งหายากเดี๋ยวนี้ โลงนี่ไม่ใช่ไม้เล็กนะ ไม้แผ่นบาง ไม้แผ่นใหญ่ ไม่ใช่ไม้ต่อนะ โลงนี่ ไม้เป็นแผ่นเดียวเลยนะ ไม้ต้นโต เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีแล้ว ไม้ก็หายากเต็มทีแล้ว เปลืองโลง ไม้ฟืนพอมีเผาก็ดีแล้ว แล้วไม้ที่ทำโลงนี่หายากด้วย และเราก็ใช้ให้ประหยัด และก็ไม่สูญเสียอะไร ได้ประโยชน์คุณค่า เผาไป ก็ให้เป็นขี้เถ้าให้เรียบร้อยไป เราเผานี่ เราทำมาที่นี่ เรามีตัวอย่าง เรามีแบบ เราทำมา เผานี่ใช้เวลาไม่เท่าไรหรอก ไม่กี่ชั่วโมงเกลี้ยงเรียบร้อย เก็บได้ ใครจะเอากระดูก เหลือกระดูก ไม่เอากระดูกก็เผาเป็นขี้เถ้าหมดเลย เสร็จเรียบร้อยก็เป็นปุ๋ย เป็นธาตุดิน เป็นด่าง เป็นขี้เถ้า เป็นอะไรต่อมิอะไรหลายอย่าง ของศพนี่มีธาตุอยู่ในนั้น เป็นอะไรลงไปในดินก็มีประโยชน์มีคุณค่า หมุนเวียนต่อไปแหละ พูดง่ายๆ ก็เป็นดิน น้ำ ไฟ ลม กลับไปสู่ธาตุเดิม ก็กลับไปสู่ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม อย่างเดิม คนนี่ก็มาจากดิน น้ำ ไฟ ลม มหาภูตรูป กอรปก่อขึ้นมา พอเสร็จแล้วมันไม่ได้ทำประโยชน์อะไรได้แล้ว มีแต่จะเน่าจะเหม็น จะผุจะพังเป็นที่น่าเกลียดชัง เราก็ใช้ความร้อน ใช้ไฟเผา แล้วมันก็จะได้สลายตัวเร็ว เป็นกรรมวิธีชนิดหนึ่งเท่านั้น มันก็สลายออกไป ก็เลิกกันไป ทีนี้ คนเราเกิดๆตายๆนี่ ศาสนาก็สอนไว้ละเอียดลออหมด เกิดมาแล้วมีพฤติกรรมกาย วาจา ใจ มีกรรมกิริยากาย วาจา ใจ นี่แหละ คนเราเกิดมาจะได้ ได้ตรงกรรมกิริยากาย วาจา ใจได้ ตัวเราประกอบกาย วาจา ใจ กายกรรม วจีกรรมอันนี้ มโนกรรมที่เป็นกุศล ที่เป็นเรื่องดี สั่งสมความดี มีกายกรรมที่ดีเป็นกายกรรมที่สร้างสรร เสียสละ กายกรรมที่ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง วจีกรรม มโนกรรมเหมือนกัน นี่นะ สรุปง่ายๆ สรุปเป็นเป้าหมายหลักๆ ทำแล้วอันนั้นจะเป็นกรรม คนเรานี่เกิดมามีทรัพย์ หรือมีสมบัติที่สำคัญคือกรรม ถ้าขยายกรรมออกไปคือเรื่องศรัทธา มีศรัทธา มีศีล มีจาคะ มีปัญญา ขยายจากกรรมก็กรรมนั่นแหละ ศรัทธามันจะเกิดความเชื่อ ก็เชื่อจากที่เรามีญาณปัญญา มีปัญญาเห็นและเข้าใจรู้ เชื่อ ถ้าเชื่อโดยที่ไม่มีปัญญา เชื่อดายๆไป ถึงแม้เชื่อไม่มีปัญญา มันก็เป็นสิ่งหนึ่งนะ เกิดกรรมกิริยาในใจ ใจคนนี่เชื่อ มีอะไรน่าเชื่อ หลงๆ ไปหลงเชื่อตามโลกเขา เชื่อว่าคนตายไปแล้ว ทำความรักกันไว้ดีๆ เหมือนอย่างกามนิต วาสิฏฐี อย่างนี้เป็นต้น แล้วก็มาเล่ากัน ตายแล้วนะ มีความรักผูกพันดีๆกันจริงแล้วจะขึ้นไปสวรรค์ด้วยกัน ไปเกิดอยู่สระ ออกมาที่ดอกบัว เกิดในสวรรค์ จะไปเกิดร่วมกัน เล่ากันไป เขาก็เชื่อนะ เชื่อ รักกันมากๆก็จะไปเกิดร่วมกันที่สวรรค์ ที่เขาว่าเป็นภาคสวรรค์ไป ที่จริงจะไปในนรก ส่วนมากก็เชื่อว่าเกิดในสวรรค์ เชื่องมงาย ไม่มีปัญญา ก็เชื่อกันไป บอกเล่ากัน หรือเรื่องอื่นๆใดๆก็แล้วแต่ เลอะเทอะเยอะแยะ ที่เล่ากันแล้วๆ ก็ตายไป ตายแล้วจะไปเป็นนั่น จะไปเป็นนี่ ตายแล้วจะไปอย่างนั้นอย่างนี้ ไปสวรรค์ ไปนรก อย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็เล่ากันไปไม่มีปัญญาที่แท้จริง ไม่เห็นสัจธรรม เข้าใจตามที่เขาเล่าว่า เสร็จแล้วก็จำถ่ายทอดกันมา ดึกดำบรรพ์ ว่ากันมานานมากมาย พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้เรื่องจริงแล้วเปิดเผยสวรรค์ เป็นนรกสวรรค์อยู่เหมือนกัน คำว่านรก หมายถึงความทุกข์ร้อน คำว่าสวรรค์ ก็หมายความว่าอยู่สบาย เป็นสุขเจริญ สวรรค์ เป็นความเจริญและเป็นสุข จิตวิญญาณเป็นสวรรค์ นรก ไม่มีสถานที่ แต่ว่าสวรรค์มันหมายถึงความสูงๆ ความสูงเลยชี้ไปข้างบน ก็เลยไปนึกว่าท้องฟ้า ขึ้นไปบนโน่น นรกเป็นเรื่องต่ำ ก็เลยลงไปข้างล่าง ก็นึกว่านรกมันอยู่ใต้ดิน สวรรค์มันอยู่บนฟ้า มันก็เป็นความเผินน่าตื้นเขินง่ายๆ ไม่มีท้องฟ้า ไม่มีสวรรค์ ถ้ามี ป่านนี้ทะลุแหลกลาญหมดแล้ว เครื่องบินจรวดมันวิ่งแหลกเลย ขนาดเครื่องบินมันยังชนกันเลย ถ้าเป็นสวรรค์บนฟ้า มันอยู่ตรงไหนๆ มันคงทะลุทะลวงไปหมดแล้ว เครื่องบินมันจะไปเห็นที่ไหน วิ่งทะลุทะลวงไปหมด สวรรค์แตกหมดแล้ว ตายหมดแล้ว ดินก็พรุนหมด ถ้ามันมีนรกอยู่ดิน เดี๋ยวนี้มันเจาะแหลกลาญ เจาะหาน้ำมงน้ำมัน เจาะทำบาดาลอะไร โอย เจาะแหลกลาญ เจาะทำรถไฟ รถยนต์อะไรก็ไม่รู้ เป็นอุโมงค์ ทำรถยนต์ รถไฟ รถอะไรวิ่งกันเต็มไปหมด นรกก็พัง สวรรค์ก็แตกไปแล้ว ถ้ามันอยู่ มีสถานที่ ความจริงแล้ว สวรรค์กะนรก นี่คือเราเรียกว่า ภพภูมิ ภพภูมิมันก็ไม่มีสถานที่ ภพภูมิก็คือเป็นแดนที่จิตวิญญาณ เป็นจิตวิญญาณ เป็นอยู่ที่ไหน สวรรค์อยู่ที่นั่น จิตวิญญาณอยู่ที่ไหน นรกอยู่ที่นั่น จิตวิญญาณนี้บอกไม่ได้ว่าอยู่ที่ไหน บอกไม่ได้ จะไปจะมาไม่มีใครไปรู้แจ้ง ไม่รู้ว่ามันจะไปอยู่ที่นั่นมาอยู่ที่นี่ อะไรไม่มีใครไปรู้อะไรได้นะ มีอย่างเดียวเท่านั้นแหละ บอกกันได้อย่างชัดเจน ก็คือว่าเป็นๆอะไรละ เป็นผี เป็นเทวดา เรื่องสถานที่ไม่มีสถานที่ นรกสวรรค์ ไม่มีสถานที่ บอกได้แต่ความหมายเท่านั้นว่า สวรรค์ก็สูง นรกก็ต่ำ แต่อย่าไปเข้าใจว่าสูงคือฟ้า สวรรค์ต้องอยู่บนฟ้า นรกก็คือความต่ำความเลว แล้วก็อยู่ใต้ดิน ไม่ใช่ อันนี้เข้าใจให้ได้เสียก่อน ไม่เช่นนั้นแล้วก็เข้าใจเพี้ยนๆผิดๆนะ ไม่ได้อยู่ที่ไหน สถานที่ไม่มี สวรรค์นรกไม่ได้ยึดติดสถานที่นะ แต่สวรรค์นรกนั้นรู้ให้ชัดเถิด อยู่ที่จิตวิญญาณ เพราะฉะนั้นจิตวิญญาณเป็นอย่างไร อยู่ที่ไหน เราก็บอกกันยากนะ พระพุทธเจ้าก็ตรัสไม่ได้ตายตัวเหมือนกัน เพราะมันบอกไม่ได้ มันเป็นสิ่งหนึ่งเหมือนพลังงาน ขณะนี้พลังกระจายอยู่ทั่วนี่ ไม่รู้อยู่ที่ไหน พลังงานเสียง พลังงานไฟฟ้า นี่คว้ามาตรงนี้ก็มีนี่ คว้ามาตรงนี่ก็มี คว้ามาตรงไหนก็มี เสียงคว้ามาตรงนี้ก่อน จะนึกว่าเสียงดังอยู่ตรงนี้ คว้าเอาตรงนี้มันอันเดียวกัน เอาวิทยุมาเปิดตรงนี้ ก็เสียงเดียวกัน ไปเปิดตรงโน้นก็เสียงเดียวกัน ถ้าเสียงนี่มันยังมีกระแส มีพลังที่จะไปถึงนั่น ถึงนี่ได้มันก็จะมี อยู่ตรงนั้นตรงนี้ตรงไหนพร้อมกัน เอาเครื่องรับมาเปิดร้อยอันตรงนี้ๆ กว้างไกลไปตรงโน้น ที่มันยังมีกระแส ที่พลังมันไปถึงอยู่ พลังนี่ก็บอกแล้ว มันไม่ได้เป็นตัวตน และก็ไม่ใช่คลื่น นี่แค่พลังงานเสียง พลังงานแค่เสียงหรือแสงก็ตาม แสงนี่กระจาย ถ้ามันมีสภาพที่มันเป็น สภาพที่กระจายออกไปได้ เหมือนกะแสง กะเสียง ไม่มีอะไรต้าน ไม่มีอะไรดัน มันจะไป และมันไม่ใช่คลื่น และมันไม่มีตัวตนแท่งก้อน ทะเลาะกันเกือบตาย นักวิทยาศาสตร์ เรื่องพวกนี้นี่ ขนาดพลังงานที่ยังไม่ละเอียดนัก และยิ่งวิญญาณละ ทีนี้เลิกเลย ขนาดแค่เสียงนี่ ยังกำหนดอะไรไม่ได้เลย และยิ่งพลังงานที่ละเอียดยิบขนาดวิญญาณแล้ว ไม่ต้องไปเดาเลย มันบอกไม่ได้ด้วยภาษา พระพุทธเจ้าถึงได้ตรัสว่า วิญญาณัง อนิทัสสนัง อนันตัง สัพพโตปภัง วิญญาณนี่ วิญญาณัง อนิทัสสนัง บอกให้กันรู้ไม่ได้ มันเป็นยังไง อยู่ที่ไหน บอกให้กันรู้ยาก อนิทัสสนัง อนันตัง มันไม่รู้ที่สิ้นสุดที่ไหน บอกกันไม่หวาดไม่ไหวนะ จริงๆแล้วมันไม่มีตัวตนด้วยซ้ำ แต่มันอยู่ด้วยเหตุปัจจัยของกิเลสนี่แหละ ทำให้เป็นตัวตน เรียกว่าอัตตา หรือสักกายะ หรืออาสวะ มันเป็นตัวตน กิเลสทำให้เป็น ความจริงแล้ว กิเลสมันไม่ใช่จิตวิญญาณ กิเลสมันเป็นกิเลส มันเป็นตัวตน เกิดจิตวิญญาณบริสุทธิ์นั้น ไม่มีตัวตนหรอก ที่มันมีตัวตนอยู่ถึงไม่ใช่จิตวิญญาณแท้ แต่มันมีกิเลสเป็นตัวหลัก มีกิเลสเข้าไปยึดถือไว้มันจึงเป็นตัวตน พระอรหันต์เจ้า เมื่อได้แล้วก็เข้าใจ อ๋อ ว่ามันไม่มีตัวตน อาศัยมันอยู่ก็เป็นตัวตน เป็นสำรองไป ถ้าท่านปรินิพพานแล้ววางทุกอย่าง ไม่ยึดไม่ถืออะไร ทุกอย่างมันก็สลาย มันก็ไม่มีตัวตนอะไร ความจริงมันไม่มีด้วยซ้ำ ถ้ามีก็คือตัวตนของกิเลสน่ะ เพราะฉะนั้นคนเรานี่ไม่เข้าใจอะไร หลักต่างๆก็ไม่รู้ โดยเฉพาะไม่รู้จักกรรม ไม่เชื่อกรรม และก็ไม่รู้จักสังสารวัฏ ไม่เชื่อสังสารวัฏ ไม่เชื่อว่าตายแล้วนี่ยังจะต้องมีวิบากกรรม ยังจะต้องไม่สูญ ถ้าไม่ปฏิบัติธรรมให้เป็นพระอาริยเจ้า เป็นพระอรหันต์ ถ้าไม่ถึงเป็นพระอรหันต์ แล้วยังจะมีตัวที่ยังไม่จบเป็นวิบาก วิบากบาปวิบากบุญ ยังจะสืบทอดต่อเนื่องไปอีก ไม่เอาก็ไม่ได้ ของใครๆๆ ไม่เอา นี่บอกบาปฉัน ฉันเอาแต่บุญไม่ได้ เอาบาปโยนทิ้ง เลือกเอาแต่บุญ บาปไม่เอา ไม่ได้ คุณทำเป็นบุญ ก็เป็นบุญ คุณทำเป็นบาป ก็เป็นบาปของคุณ ไม่เอาไม่ได้ โกงไม่ได้ ทำแล้วไม่ใช่ของฉัน ไม่ได้ ฉันทำต้องเป็นฉัน ใครทำก็เป็นของคนนั้น โกหกไม่ได้ โกงไม่ได้ ไม่รับก็ไม่ได้ กรรมเป็นอันทำ ใครทำแล้วเป็นของคนนั้น จะทำน้อยหนึ่งก็เป็นน้อยหนึ่งของเรา ทำมากก็เป็นมากของเรา จะทำขนาดไหนก็เป็นของเรา ขอให้ได้ทำเข้าไปเถอะ กายกรรมก็ตาม วจีกรรมก็ตาม มโนกรรมก็ตาม ทำลงไปแล้วเป็นการสั่งสม เป็นวิบากของตนๆ เรียกว่า กัมมัสสโกมหิ กัมมัสสกตา กรรมเป็นของๆตน ทุกวันนี้ไม่สอนกรรมกัน สอนน้อย จะว่าไม่สอนก็ไม่ใช่ทีเดียว สอนเหมือน กันแต่สอนน้อย สอนอย่างๆ ยังงั้นแหละ สอนไม่เน้น สอนไม่ให้รู้ว่า มันสำคัญ กรรมนี่สำคัญ เกิดมานี่ เราจะมาสะสมวัตถุ หลงใหลว่าทรัพย์ก็คือวัตถุ มีลาภ มียศ มีตำแหน่ง มีอำนาจ แล้วก็ไปหลงใหล แย่งชิง ทุจริต ก็ยังทำเลย ทุจริตกันเพื่อที่จะแย่งลาภ แย่งยศ แย่งสรรเสริญ แย่งโลกียสุขอะไรกัน ไปแย่งกัน นึกว่าอย่างนั้น เป็นสิ่งที่น่าได้ ก็หลงกันอยู่ในโลก แต่แท้จริงไปทำกรรมที่ชั่ว กรรมนี่คือการกระทำ แล้วนั่นแหละเป็นทรัพย์ เป็นของติดตัวติดตน ไปทำชั่วเพื่อจะได้ของมาฉาบฉวย สมัยก่อนนี้ไปทำชั่ว ไปปล้นเพื่อได้เงินมา ปล้นสำเร็จได้เงินมา แต่การปล้นนี่ก็เป็นกรรมที่เลว เป็นกรรมที่เป็นบาป ได้ด้วย ได้เงินก็ได้ไปเถอะ แต่ได้ชั่วนั่นด้วย แต่ได้เงินมานี่ไม่ได้ไปด้วยหรอก จะไปปล้นจี้มา ได้เท่าไหร่ก็ตาม ได้เงินก็ได้ไปยังงั้นแหละ แต่จริงๆแล้วที่ได้ติดจิตวิญญาณ ที่ได้สภาพวิบากต่อไปในผู้นั้นๆ มีตัวกรรมปล้น กรรมชั่วนั่นน่ะ ได้ไปอีกนานเลยนะ ติดตัวไปอีกนานเลย ไอ้เงินอย่างดีก็ทิ้งไว้ในแผ่นดินนี้ ดีไม่ดีปล้นมานี่ ก็ใช้อย่างฟุ่มเฟือยด้วย เดี๋ยวก็หมด เอามาใช้ก็ใช้อย่างไม่อะไร เพราะว่ามันปล้นมามันได้ง่ายๆ ใช้อย่างสุรุ่ยสุร่าย ใช้อย่างบาปๆก็ได้เอามาบำเรอตน ว่ามันง่ายๆ ได้มาก็มาบำเรอตน ทำให้กิเลสหนาขึ้นด้วยซ้ำ แม้แต่ทำดี เราได้เงินมานะ แต่เงินนั้นไม่ใช่เป็นของที่เป็นทรัพย์ที่ถาวร สะสมทรัพย์ที่แท้จริงหรือว่าทรัพย์ที่สำคัญกับชีวิตเลย มันยิ่งไปทำชั่วมา ได้ทรัพย์ ได้ลาภ ได้ยศมา มันยิ่งไม่ได้เรื่องใหญ่ เพราะไอ้สิ่งที่จะได้ไปก็คือกรรมชั่ว ไปทำทุจริตกรรม ไปทำอกุศลกรรม แม้จะได้ยศชั้น จะได้ลาภ ได้อะไรต่างๆนานาสารพัดที่ว่า แต่ว่ามันอกุศลกรรมนะ เป็นกรรมชั่วนะ เป็นทุจริตกรรมนะ กรรมบาป กรรมเวร ถึงแม้จะได้เงินได้ทองมามากๆ ได้มากมายขนาดไหนก็ช่าง ยิ่งได้มาก ก็ยิ่งเป็นค่าที่เลวร้าย เป็นหนี้ที่เลวร้าย ให้แก่ตนเองต่อไป คนไม่เข้าใจกรรมอย่างนี้ถึงกล้าทำทุจริต กล้าทำอกุศลเพื่อแลก ในปัจจุบันนี้ อกุศลไปโกงเขา ไปทุจริตปล้นเขาแล้วได้เงินมา และเอาเงินมาใช้ ขอมันแค่นี้ ขอแค่นี้ แต่ไอ้สิ่งที่เราได้ เราได้ติดตัวไป บอกแล้วมันเลวร้าย เขาไม่เชื่อ อย่าว่าแต่ไปปล้นไปจี้เลย เราทำกรรมของเราไป ฝึกหัดทำกิริยาหยาบ กิริยากายกรรมหยาบๆคายๆ มันก็เป็นกรรมติดไปนะ เคยตัว เคยชิน เรียกโดยภาษาว่าสันดาน นิสัย สันดาน ถ้าในด้านชั่วเขาเรียกว่าสันดาน ถ้าด้านดีเขาเรียกว่าบารมี ติดตัวไปนี่ ฝึกตนนี่ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ฝึกให้ดี ฝึกดีมันมีบารมีทางกาย วาจา ใจ ถ้าด้านดีเรียกว่าบารมี กรรมที่กระทำ ถ้าด้านชั่วเขาเรียก สันดานติดตัวไป ติดจิตวิญญาณนี่ ถ้าเป็นสิ่งที่พิเศษๆ ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ตั้งแต่เด็กแต่เล็กมา ก็ปรับปรุงนิดหน่อย แล้วก็ไปละ เขาเรียกพรสวรรค์น่ะ บางคนได้ติดตัวมาแต่ปางไหนก็ไม่รู้ เด็กๆก็แสดงออกได้แล้ว กายกรรมอย่างนั้น วจีกรรมอย่างนั้น ความสามารถพิเศษอย่างนั้นๆ เป็นพรสรรค์ ถ้าของดีสิ่งที่ดีก็ดีไป ถ้าพรสวรรค์ทางอันธพาลก็อันธพาลติดตัว เป็นอันธพาลแต่ชาติไหนไม่รู้ พ่อแม่ไม่เคยสอนเลย ไม่เคยเป็น ไม่เคย มันก็มีมาได้ มันเป็นของตน กรรมเป็นของๆตน มรดกกรรมทายาท เราเป็นทายาทของกรรมของเราเอง เป็นมรดกของส่วนตัว ไม่ใช่ของพ่อของแม่หรอก กรรมเป็นมรดกของส่วนตัว ใครทำไว้อย่างไร ก็เป็นมรดกของเราที่จะรับทอดไปอย่างนั้น เพราะฉะนั้นเรื่องคนเราเกิดมามีชีวิตและมีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ถ้าเผื่อว่าไม่เข้าใจเรื่องกรรมแล้ว จะไม่ค่อยเอาใจใส่ ปรับปรุงเรื่องกรรม อาตมาถึงบอกว่าชีวิตคือกรรม 3 ชีวิตคือ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม คือกรรม 3 ชีวิตนี่ แล้วทีนี้เราก็เรียนรู้กรรม 3 ให้ดี กายกรรมที่เป็นสุจริต วจีกรรมที่เป็นสุจริต มโนกรรมที่เป็นสุจริต เป็นอย่างไร เราฝึกเอา อบรมเอา เลิกที่มันทุจริต ที่มันอกุศล ที่มันไม่ดีไม่งาม กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่ทุจริต ต้องเลิก เราหัด เราอบรม เราฝึกฝน เราก็ได้ บอกแล้วว่าได้เป็นในตัวเรานี่ ถ้าอบรมในสิ่งดี มันเป็นบารมี ถ้าอบรมได้กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมดี มันก็เป็นบารมีติดตัว ถ้าสิ่งไม่ดีติดตัวไปก็เรียกว่า สันดาน ดังที่กล่าวแล้ว ติดไปเมื่อไหร่ๆๆ ก็ไปกะเรา นี่ก็เป็นสิ่งที่เราต้องคำนึง เพราะฉะนั้นคนเราไม่รู้ว่าเกิดมามีชีวิตแล้วนี่ เราควรจะได้อะไรติดตัว เกิดมาก็ไปแย่งลาภ แย่งยศ เสร็จแล้วก็ไปทุจริตขี้โกง บาปไป บอกแล้วว่าได้บาปนั่นติดตัวไป มันน่าสังเวชจริงๆ ไม่ค่อยเข้าใจกัน พูดกันดีๆก็เข้าใจๆนะ แต่ไม่ค่อยเชื่อเพราะว่าไม่เข้าใจลึกซึ้ง ไม่เข้าใจอย่างแท้จริง คนเราถ้าเข้าใจอย่างแท้จริง ลึกซึ้ง แล้วก็เชื่อ ศรัทธา ศรัทธินทรีย์ ศรัทธาพละ ในการเชื่อ มีกำลังจริงเลยนะ โอ๊ มันจะเชื่อมั่น เชื่อจริงๆเลย และมันไม่กล้าทำหรอก ยิ่งกำลังความเชื่อที่มันมีปัญญาว่า อั้ยนี่มันเลว มันชั่ว เราจะไปทำทำไม ทำไปแล้วก็เรานั่นแหละเป็นผู้ได้ เพราะกรรมเป็นของจริง กรรมมันก็จะตกเป็นของเรา แล้วมันก็จะเป็นมรดก เป็นของเรา จะไปทำทำไม แม้มันจะมีกิเลสที่มันไปเคย ไปชิน ไปหลงผิดก็ตาม เรามาทำความรู้ให้เห็นจริง อย่าไปหลงผิด แล้วถูกแล้วก็เรามารู้ตัวเราว่ายังมีกิเลส เป็นโลภะ จะเป็นโกรธอะไรก็ยังมีอยู่ รู้อาการของมัน แล้วก็มาล้างมาเลิกสิ่งที่เป็นกรรมกิริยาที่มันไม่เข้าท่า อย่างนี้เป็นอาการน่าเลื่อมใส เป็นอาการที่เป็นไปเพื่อความโลภ เป็นอาการที่สั่งสมความโลภ สั่งสมความโกรธ สั่งสมความหลง เรียนรู้ให้จริง แล้วเราต้องเลิกให้มันจริงๆ หัดฝึกไม่ง่ายเลย กิเลสที่มันมีอยู่ในตัวเรานี่ มาฝึกอบรมเพื่อจะให้มันเป็นคนดี ให้เลิกกายกรรม วจีกรรม จนกระทั่งถึงมโน ถึงจิตใจ ให้มันเลิกให้ได้ ละชั่ว ประพฤติดี ดังพระพุทธเจ้าท่านสรุปเอาไว้ในโอวาทปาติโมกข์ และชั่วที่ว่านี่ ก็เกิดจากกิเลสตัวโง่ ตัวอวิชชา ตัวไม่รู้จริงทั้งนั้นแหละ เพราะฉะนั้นเราถึงกลับไป เพราะฉะนั้นต้องฝึกหัดอบรมไป จิตวิญญาณก็จะรู้ยิ่งแล้วก็ยิ่งฉลาด รู้จักสัจจะและก็ยิ่งทำได้ ทำในสิ่งที่ดี ที่ถูกต้องได้เรื่อยๆ เราก็ได้พัฒนา เกิดมาชีวิตก็ได้พัฒนา แม้ที่สุดได้ปฏิบัติธรรมดีๆแล้วเป็นขั้นโลกุตร ธรรมสูงขึ้นไปๆก็จะเห็นจริง ชีวิตนี่ไม่จำเป็นที่จะต้องมาโลภโมโทสัน ได้เงิน ได้ทอง ได้ลาภ ได้ยศ ได้อะไรมากมาย ไม่จำเป็นเลย จะเห็นจริงๆเลยนะ เพราะอาตมาพูดของตัวเองนะ พูดอย่างตัวเอง อาตมาเคยทำงานทำการแย่งลาภ แย่งยศ อยู่ในโลก เหมือนอย่างคนโลกๆ เขาคิดเห็นทั่วๆกันไปทั้งนั้นแหละ ไปแย่งลาภ แย่งยศ แย่งสรรเสริญ อยากได้สรรเสริญยกย่องชูเชิด อยากได้เงินเยอะ อยากจะได้ยศชั้น มีอำนาจบาตรใหญ่นะ อะไรต่างๆ อยากจะได้ไปเสพสุข โลกียสุขก็เสพไป ตามรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ได้โน่นได้นี่มาสุขสมใจ ก็เคยเป็นอย่างนี้มา พอมาปฏิบัติธรรมแล้ว ถึงได้รู้ ได้เห็นว่า มันไม่ต้องหรอก มันไม่ต้องไปมี ไปเป็นอย่างนั้นได้ ไม่ต้องไปมียศ มีชั้นอย่างนั้นก็ได้ ในชีวิตไม่ต้องมีเงินสักบาทก็ได้ พิสูจน์จริง จะเห็นจริงว่า ไม่มีเงินสักบาทได้นี่ วิเศษ คนที่มีเงินหนักเข้ามากๆ เขาก็บอกวิเศษ คนมีเ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive