350825 สังโยชน์ 10 เทศน์ก่อนฉัน 25 ส.ค.35 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2535
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์359 KB
วันที่แก้ไข12 ตุลาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

350825 สังโยชน์ 10 เทศน์ก่อนฉัน 25 ส.ค.35 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์

สังโยชน์ 10 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เทศน์ก่อนฉัน เมื่อ 25 สิงหาคม 2535

หายจริงๆ เป้าแท้ๆที่จะทำลายนี่คือ สักกายะ หรือ อัตตา เมื่อละเอียดลงไปแล้วก็เป็นอัตตา เป็นอาสวะ สรุปก็คือ กิเลสที่จะต้องทำลาย สรุปแล้วก็คือกิเลส ตัณหา อุปาทาน หรือทุกข์ สมุทัย ทำลายทุกข์ สมุทัยนั่นแหละ ทำลายทุกข์ ก็ไม่ต้องไปทำลายตัวทุกข์หรอก ทำลายสมุทัยของตัวทุกข์ คือทุกขสมุทัยนั่นแหละ ทำลายฆ่าตัวนั้น ประหาร ตัพพา คือฆ่า คือลด คือละ คือล้าง คือทำให้หมดไป ตัวนั้นแหละเป็นตัวการ สักกายะเรียกโดยภาษา สักกายทิฐิคือ ความเห็น ความเข้าใจในสักกายะ เพราะฉะนั้นพ้นสักกายะ ก็หมายความว่า จะต้องมีความรู้ ความเห็นในการที่จะรู้แจ้งสักกายะ พ้นสักกายะก็คือ การจับสักกายะได้แล้วก็มีปัญญา พ้นมิจฉา ทิฐิ ก็คือความรู้ที่ผิด หรือความเห็นที่ไม่ถูก หรือไม่ได้ เห็นไม่ได้ รู้ไม่ได้ ทิฐิก็ คือเห็น คือรู้ คือเข้าใจ โดยเฉพาะยิ่งเห็นในระดับ ที่เห็นไปสัมผัสของจริง ที่จะเลื่อนเข้าไปหาญาณ หรือเข้าไปหาปัญญา ทิฐิคือความเข้าใจ ยังไม่มีสภาวะรองรับ พอเป็นทิฐิที่เลื่อนเข้าไปสัมผัส เข้าไปถึง เข้าไปแตะสภาวะขึ้นมาเมื่อไหร่ ถูกต้อง แตะถูกต้อง รู้ถูกต้องเมื่อไหร่ เมื่อนั้นคือเป็นการพ้นสภาพมิจฉาเข้าสู่สัมมา เพราะฉะนั้นจะพ้นสภาพมิจฉาเข้าสู่สัมมา ท่านมีเงื่อนไขว่าจะต้องเป็นอนิจจัง ย้อนเข้าไปถึงมิจฉาทิฐิ มีเงื่อนไขว่าเป็นอนิจจังในตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ในสัมผัสทั้ง 6 นี่ มีสัมผัสเป็นปัจจัย แล้วเราก็สัมผัสทั้ง 6 คุณเข้าใจโดยเหตุผล โดยทิฐิเฉยๆ สัมมาทิฐิคุณก็สัมสัมมาทิฐิ คุณก็จะเข้าใจด้วยเหตุผลเฉยๆก็ได้ เข้าใจถูกหมด โดยตรรกศาสตร์ โดยภาษา แต่ถ้าจะเอาถึงตัวขั้นที่พ้นมิจฉาทิฐิ

อ่านต่อ

จริงๆ ถึงระดับปรมัตถ์ ถึงระดับที่เรียกว่าจริงจัง ของการปฏิบัติธรรมแล้วล่ะก็ จะต้องพ้นอนิจจัง จะต้องเป็นอนิจจังที่อาตมาอธิบายๆ ไม่ใช่ง่ายนะ เป็นอนิจจัง ก็อธิบายปรมัตถ์ให้ฟังแล้ว อนิจจังคล้ายๆว่า มันไม่เที่ยง อะไรมันก็ไม่เที่ยง คุณก็เข้าใจ อะไรก็เห็นๆ อะไรๆก็ไม่เที่ยง ไม่ยึดมั่นถือมั่นก็ได้ แต่ไม่มีสัมผัสเป็นปัจจัยด้วยทวารทั้ง 6 ตามมิจฉาทิฐิสูตร ระบุไว้ชัด มิจฉาทิฐิสูตรระบุเอาไว้ชัดเลยว่าด้วยทวารทั้ง 6 ผัสสะเป็นปัจจัยด้วยทวารทั้ง 6 แล้วก็เห็นเป็นอนิจจัง เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่เป็นอนิจจังแค่ตรรกะ แต่มีผัสสะ มีสภาวะรองรับสภาวะนั้นๆ น่ะ ให้เกิดอนิจจังได้ เห็นอนิจจังที่สภาวะ ไม่ใช่เห็นอนิจจังที่ตัวเหตุผล ตัวตรรกะ ตัวความหมาย ความรู้เท่านั้น เมื่อเริ่มเข้าใจที่อาตมาได้อธิบายอนิจจังอย่างปรมัตถ์ เป็นอย่างไร ให้ฟังแล้ว นิจจังเป็นอย่างไร ตีนิจจังแตก ตามเห็นอนิจจัง ตามเห็นอนิจจานุปัสสี ตามเห็นความเป็นอนิจจังได้ชัดจริงๆ นั่นแหละ พ้นมิจฉาทิฐิ แต่ยังไม่พ้นสักกายทิฐิ นี่กว่าจะมาเข้าถึงสังโยชน์ต้นนี่ สักกายทิฐิก็ต่อเมื่อคุณจะต้องมั่นใจ ไม่วิจิกิจฉา ไม่เดา ไอ้นิดหนึ่งของการอนิจจัง บอกแล้วว่าเริ่มต้นมิจฉาทิฐินี่ แม้อนิจจังนั้นเรารู้ว่า เห็นว่าเป็นสภาวะด้วยว่ากิเลส เอาตัวตนของสักกายะกิเลสนี่มา ตัวตนของสักกายะกิเลสตัวนี้แหละ เป็นตัวการใหญ่ที่เราเห็นแล้ว เข้าใจแล้ว สัมผัสถูกต้องแล้ว แต่มันเป็นอนิจจัง ชนิดที่ว่า สักกายะนี่คือตัวตนของกิเลสนี่ มันไม่เที่ยงเหมือนกันแต่มันโตขึ้น มันปุถุ มันหนาขึ้น มันเพิ่มขึ้น มันมากขึ้น คุณก็พ้นมิจฉาทิฐิ แต่จะไม่มีทางพ้นสักกายะแน่ เพราะมันยังให้กิเลสหนา อ่านสภาวะออก เห็นสภาวะเกิดด้วยกิเลสเกิดๆ แล้วคุณก็เห็นจริง รู้จริงด้วยญาณ หรือด้วยทิฐิ หรือด้วยปัญญาอันเข้าถึงทิฐิ หรือความเห็นไม่ใช่เห็นธรรมดา เป็นธัมมจักษุๆ เป็นการเห็นด้วยญาณปัญญาที่สัมผัสสภาวะ โดยเฉพาะสภาวะอัตตาตัวกิเลส หรือสักกายะตัวกิเลส เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่า คุณเห็นอนิจจังเหมือนกัน พ้นมิจฉาทิฐิ อนิจจังตัวนั้นบอกแล้วว่า มันไม่เป็นไปเพื่ออลมริยา มันไม่ได้เป็นไปในทางอาริยะ ไม่ได้เป็นไปในทางลดละจางคลาย แต่เป็นไปเพื่อการพอกเพิ่ม มันก็เป็นอนิจจังเหมือนกัน มันไม่เท่าเดิม มัน 100 มันก็เป็น 105 108 110 ไปเรื่อยๆ กิเลสมันโตขึ้น มันก็เป็นอนิจจัง ไม่ใช่พ้นอนิจจัง มันพ้นมิจฉาทิฐิ พ้นความเห็นที่ไม่ใช่เห็นแค่เหตุผล ไม่ใช่เห็นแค่ถูกต้อง ไม่ใช่เห็นแค่ตรรกศาสตร์ พ้นมิจฉาทิฐิทางตรรกศาสตร์ แต่มาไม่พ้นมิจฉาทิฐิ ไม่ใช่ธรรมดา ไม่พ้นมิจฉาตรงที่ว่าสักกายะมันไม่ลดลง ตัวตนมันไม่ได้ลดลง ตัวตนคือกิเลสนั่นแหละ มันไม่ได้ลดลง มันไม่ได้พ้นตรงนี้ เพราะฉะนั้นทำให้พ้นสักกายะได้ ก็คือลดกิเลสลงได้ อนิจจัง คือไม่เที่ยง ไม่แท้ ไม่แน่ไม่นอน ไม่เท่าเก่า ไม่คงที่ ลดลง มันลดลงเมื่อใด นั่นแหละสักกายะลดลง ลดลงตัวหนึ่ง นิดหนึ่ง มันก็ไม่ชัดๆ ไม่แม่นเท่าไหร่หรอก มันจะลดสักกายะลงไปมากๆ ก็จะเห็นชัดเจนว่าลดสมุทัย ลดได้มากเท่าไหร่ทุกข์ก็ลดตาม ท่านถึงบอกว่าพ้นสักกายทิฐิก็ต่อเมื่อมีตัวทุกข์เป็นหลัก อนิจจังเป็นหลัก พ้นสักกายะคือเอาตัวทุกข์เป็นหลัก คุณพ้นสักกายทิฐิก็คือพ้นทุกข์ พ้นทุกข์อะไรล่ะ ตั้งแต่พ้นทุกข์อาริยสัจ ทุกขสมุทัย พ้นจนกระทั่งถึงทุกข์นิโรธะ คือดับทุกข์ไป พ้นทุกข์สนิท ดับสนิทนิโรธะ คือดับทุกข์ ดับทั้งตัวเหตุนั่นแหละ เป็นตัวสำคัญแล้วทุกข์มันก็ดับตาม ดับเหตุได้ ทุกข์มันก็ดับตามแต่ยังไม่ถึงขั้นพ้นหมดจนเป็นสักกายะ สักกายะมันไม่ได้หมายรวมว่าตัวตนทั้งหมด มันหมายรวมว่าขนาด บอกขนาด สักกายะคือขนาดโต ยังมีอัตตาๆ ต่อไปอีก เพราะฉะนั้นตามอัตตาก็ตาม ได้อัตตานุทิฐิก็ตาม ได้อัตตาบวกอนุนี่ หมาย ความว่า อัตตาก็คือตัวตน มันมีกำกับลงไป อัตตาที่จริงเป็นคำกลางๆน่ะ เป็นคำกลางๆแรกเริ่ม คำกลางๆ กว้างมากทีเดียวคำกลางๆ อัตตานี่ แต่จะไปใช้ย่อยลงไปกว่าสักกายะก็ได้ เพราะสักกายะก็เป็นคำระบุลงไปว่าใหญ่ สักกายะนี่คืออัตตาใหญ่ ถ้าจะพูดอัตตาตัวเดียวนี่ รวมหมด แม้แต่น้อย อัตตาเล็กๆที่ อาสวะก็รวมไว้ ก็ทีนี้เขาละไว้ในฐานที่เข้าใจ เพราะฉะนั้นจึงใช้คำว่าสักกายทิฐิก็ตาม หรืออัตตานุทิฐิ ไม่ใช่อาสวะ อาสวนุทิฐิอีกไม่เอา ละไว้ในฐานที่เข้าใจว่าเศษเหลือพวกนี้ ในผู้ที่มีพื้นฐานแห่งความรู้ มีการปฏิบัติที่จริง รู้จักกลไกในการละล้างกิเลสอีก แล้วมีวิธีการ หลักการ มีสภาพกลไกอันนั้นละเอียดลึกซึ้งไป ต่อไป แล้วได้แล้วก็ไปทำละเอียดถึงขั้นอาสวะ โดยสูตรนัยคล้ายกัน แต่สภาวะละเอียดลึกซึ้งกว่ากันได้ โดยละไว้ในฐานที่เข้าใจ ไม่ต้องมาอธิบายอีก ไม่ต้องมาตั้งสูตรอะไรให้อีก นี่แม้แต่เรื่องของสักกายะเท่านี้นี่ ก็ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ จะพ้นสักกายะ ก็ต้องมีสภาวะที่มีญาณรู้ มีสภาวะจริงของตนเอง ปฏิบัติแล้วมีผลต่อความเป็นจริงอันนั้นเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นลดได้ หน่ายได้ คงจะเห็นจริง เมื่อคุณรู้ คุณเห็นของจริงเหล่านี้แล้วคุณไม่เชื่อใครหรอก คุณก็เชื่อคุณเอง ศรัทธา ศรัทธินทรีย์ของคุณเอง ปัญญาของคุณเป็นตัวยืนยัน ประกอบกับศรัทธานั้นๆ เมื่อพ้นสักกายทิฐินี้ในหลัก 3 ที่ว่าสักกายทิฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส อาตมาอธิบายให้ฟังแล้ว เมื่อเช้าว่าหลักการอันนี้นั้น ก่อนอื่นสักกายะ เมื่อเช้าอธิบายขยายความว่า สักกายะที่เป็นตัวตนอันใหญ่ คือ มานะ ไม่ยอมรับผู้อื่นเลย หลงใหลตัวเองว่าตัวใหญ่ ตัวยิ่ง ตัวเบ้ง ตัวรู้ ตัวสำคัญ หรือจริงๆแล้ว ไม่ใช่ไม่ยอมรับหรอก คนโง่นี่ ยังพูดพอเข้าใจ ก็คงพอที่จะพูดให้ยอมรับ ไม่ถือตัวถือตนได้ง่ายกว่าคนโง่นะ ส่วนคนฉลาดหรือคนที่มีภูมิมาก มีความรู้มากนี่นะ ถือตัวถือตนสูง ไม่ค่อยฟัง ไม่ค่อยจะยอมรับของคนอื่น อันนี้เป็นภัยต่อสักกายะที่เป็นสักกายะที่ว่าตัวตน หมดตัวหมดตน หรือว่าลดตัวลดตน เขาพูดเป็นภาษากลางๆ พ้นสักกายทิฐิ อธิบายกันมาว่าจะต้องเอาตัวนี้ก่อนเป็นตัวแรก ต้องลดตัวลดตน จะต้องเป็นผู้ที่ยอมอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่มีตัวไม่มีตน บางทีเขาก็บอกว่าลดอัตตาตัวตน อัตตาตัวตนก็พูดกันไปกันมา ก็โมเมถึงอัตตามานะไปโน่นอีก ก็เลยยิ่งเมาหมัดใหญ่ ก็ถูก อัตตามานะก็ถูกด้วย เพราะว่ามันถือตัวถือดี ไม่ได้ถือในสายกาม มันถือตัว มันถือดี เมื่อมันถือตัวถือดี ไม่ฟังคนอื่นพูด ตัวเองรู้เท่าไหร่ล่ะ ตัวเองปฏิบัติยังไม่ได้ ก็รู้เท่าเดิมนั่นแหละ คนอื่นเขาปฏิบัติถูก ปฏิบัติได้ ไม่ยอมรับเขา แล้วก็ไม่ฟังเขา มันจะไปได้อะไรต่อ ตัวเองจะไปเอาความรู้จากไหนมาอีก ตัวเองโง่อยู่อย่างนั้น มันไม่รู้ มันก็อยู่เท่าเดิม แต่แกล้งหาเหตุผลอะไรให้แก่ตัวเอง มันก็ไม่รู้หรอก เพราะว่ามันรู้ไม่ได้ มันทะลวงทะลุขึ้นไปสู่ความรู้ที่ลึกซึ้งไม่ได้ ถ้าไม่ยอมรับความรู้ของคนอื่นที่จะนำให้แก่เรา ในสาวกภูมิเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นในสาวกภูมินี่ ผู้ที่ไม่รับอาจารย์ ไม่มีอาจารย์ไม่ได้ ในสายของเถรวาทนี่ ถึงได้มีคำว่าไปแสวงหาอาจารย์ ก็เพราะเขาเป็นสาวกภูมิ ส่วนมหายานนั้นมีปัจเจกภูมิร่วมด้วย แต่ในสายเถรวาท ในสายหินยานนี่ ปัจเจกภูมิหายาก พูดปัจเจกภูมิไม่ค่อยรู้เรื่อง สายเถรวาท สายหินยาน สายที่เรามีอยู่ในเมืองไทยนี่ พูดถึงเรื่องปัจเจกภูมิ พูดถึงเรื่องโพธิสัตว์ พูดถึงเรื่องไม่มีอาจารย์ โอ้ ไม่ได้นะ อาตมาบอกว่า อาตมาไม่มีอาจารย์ แหม หมั่นไส้มหาศาลเลย เพราะสายเถรวาท สายหินยานนี่ ไม่ยอมรับ สายสาวกภูมินี่ จะต้องมีอาจารย์ ไม่มีอาจารย์ไม่ได้ แล้วเขาก็จะไม่พูดถึงขั้นปัจเจกภูมิ และเราก็ไม่ควรจะพูดปัจเจกภูมิกันด้วย ก่อนถึง แม้ว่าเราจะเป็นปัจเจกภูมิ ถ้าเราเป็นระบบที่เรามีอาจารย์ ไม่มีอาจารย์ก็ได้จริงๆน่ะ เราก็จะรู้ของเราเองน่ะว่า ในอนาคต แม้อาจารย์สอนเรานี่ ก็ไม่ใช่อาจารย์จริงหรอก จะมาเป็นข้อเทียบที่ผิด มาเทียบกับความรู้เดิมของเรา แต่ไปคุ้ยเหมือนกับกลไกให้เราตื่นตัวสตาร์ทเครื่องขึ้นมา แล้วก็จะไปรู้เช่นเดียว กันกับพระพุทธเจ้า ท่านมีของท่านเองนะ ท่านเป็นสยัมภู เป็นผู้สูงกว่าปัจเจกภูมินั่นแหละ ปัจเจกยังยิ่งใหญ่ เสร็จแล้วก็บอกว่า ทำไมพระพุทธเจ้าไม่มีอาจารย์ ก็มีฤาษีนี่ อุทกดาบส อาฬารดาบส เป็นอาจารย์ของพระพุทธเจ้า ก็เป็นอาจารย์ผิดๆน่ะ ไม่ใช่อาจารย์แท้หรอก เป็นอาจารย์ผิดๆ จะนับว่าเป็นอาจารย์มาสอน ก็แนะนำให้รู้เท่านั้นเอง แต่รู้แล้วเป็นอย่างไร มันไม่ใช่เรื่องนี้ เหมือนกับอาตมานี่ ไปเรียนไสยศาสตร์นี่ ผู้ที่สอนไสยศาสตร์ หรือแนะนำไสยศาสตร์ อาตมาจะมาถือว่าเป็นอาจารย์อาตมา อาตมามาทางสายธรรมะไม่ได้ เพราะเขาสอนไสยศาสตร์ แล้วเรื่องไสยศาสตร์ ไม่ใช่เรื่องของศาสนาที่แท้เลย แต่ก็เป็นเรื่อง เกี่ยวกับจิตวิญญาณเหมือนกัน เรื่องจิตเรื่องวิญญาณ ที่เลอะเทอะเป็นเดรัจฉานวิชา เป็นอะไรเลอะๆเทอะๆ ไป จะมาตู่ว่าเป็นอาจารย์จริงๆ ไม่ใช่หรอก ไม่ได้เข้าสาย อาตมามาปฏิบัติธรรมสายพระพุทธเจ้าเอง อาตมาไม่มีครูบาอาจารย์ในสายที่สอนศาสนาโดยตรง โดยเฉพาะศาสนาพุทธ มีแต่เล่นไสยศาสตร์มาทั้งนั้น ไม่ใช่พุทธเคียงข้าง และก็ไม่มีใครกล้ามาอ้างว่า เป็นอาจารย์อาตมา ในสายพุทธไม่มี ถ้าบอกไสยศาสตร์ อาตมาก็รับได้ อาตมาก็เคยอ้างมีครูบาอาจารย์ทางไสยศาสตร์ที่ไปเล่นกับเขาไปเท่านั้นเอง ก็เหมือนกับพระพุทธเจ้าน่ะ ไปเรียนกับอุทกดาบส อาฬารดาบส มันเป็นสายสมาธิฤาษี ท่านก็ไปรู้ตาม ท่านก็บอกว่า โอ้ อย่างนี้ท่านก็รู้แล้ว ท่านทำนิดๆหน่อยๆ ท่านก็ได้แล้ว ท่านก็ไม่เอา ท่านก็มาศึกษาของท่านเอง ค้นคว้าของท่านเอง เป็นข้อเปรียบเทียบเท่านั้น จะเรียกเป็นอาจารย์ ไม่ใช่เป็นอาจารย์ที่แท้ เป็นอาจารย์ลำลอง เป็นอาจารย์เพี้ยน เป็นอาจารย์อีกสายหนึ่งให้เปรียบเทียบ ของท่านเอง ถ้าปัจเจกแล้วไม่ต้องมีอาจารย์ อย่างนั้น อาจารย์แท้ๆ ไม่มี แต่ถ้าสาวกภูมิแล้วจะต้องมีอาจารย์ จะไปในสายนี้แหละ คุณจะบรรลุได้ด้วยอาจารย์ที่พาบรรลุนี่แหละ จะพาบรรลุตามความรู้ ความเป็นจริงที่มันจะเกิดขึ้นได้โดยทางที่อาจารย์ผู้นี้นำพานี่แหละ แล้วคุณจะรู้ว่านี่คือธรรมะ นี่คือศาสนา เอ้า ตัววิจิกิจฉาก็จะเป็นตัวที่ไม่เดา ไม่สงสัย มันจะกระจ่างใจ จนกระทั่งมันแม่น มั่นใจว่า โอ้ ปฏิบัติอย่างนี้ถูก ปฏิบัติอย่างนี้มีสิ่งรองรับจริง ปฏิบัติอย่างนี้ ใครมีปัญญา ใครมีญาณขนาดไหน ก็ของตนเองนั่นแหละเป็นตัวตัดสิน หรือเป็นตัวจะบอกกับเราเลยว่า โอ้ เรามั่นใจเลยว่า มั่นใจๆ ไอ้มั่นใจนี่ ก็มีตัวหลอกได้เหมือนกัน แหม มันมั่นใจไป 3 ปี 5 ปี 8 ปี เอ๊ ชักจะมั่นใจถอยลงๆ แล้วมันไม่ค่อยจะมั่นใจต่อไป หนักเข้าพอถึงปีนี้ บอกหมดมั่นใจเลย ไปแล้ว ไม่เอาแล้วก็ได้ แต่ถ้าเผื่อว่าจริงแล้ว มันจะยิ่งมั่นใจ ยิ่งมั่นใจๆไม่มีทางไปอื่นเลย ถ้ามันถูกทาง ถ้ามันเป็นจริงแล้วมันไม่มีไปอื่น ยิ่งจะลึกขึ้น ยิ่งจะสนับสนุนความมั่นใจเดิมนี่ ยิ่งมั่นใจหนักเข้าไปอีก พยัปปนา อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา มันยิ่งแน่วแน่นิ่งมั่นคง ไม่มีออกไปนอกทางเลย ถ้าเป็นสิ่งที่สอดคล้องกันจริง เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าผู้ใดมาแน่ใจลวงๆ แล้วไม่ได้แน่ใจต่อไป ก็อาจจะเป็นสภาพของผู้ที่ไม่รู้แท้ ไม่ค่อยรู้ชัดอะไรหรอก หลวมๆ มาบอกเหรอๆ พอเอาเข้าจริงๆ นานๆเข้าไปบอก โอ้ อย่างนี้เหรอจริงๆ คนนี้นี่ ไม่มีจิตใจอยากจะไปทางโลกุตระด้วยซ้ำไป ยิ่งพอมารู้โลกุตระบอก โอ้ อย่างนี้น่ะเหรอ ไม่เอาแล้ว ไป แต่ถ้าโลกุตระที่คุณมีสัมมาทิฐิจริง เข้าทางเลยนะ มันก็จะไปในทางนี้ ยิ่งนาน ยิ่งปฏิบัติมีมรรคผลเข้าไปแล้ว ไม่มีทางถอย เพราะฉะนั้นคนที่มีบารมีมาก่อน ถ้ามาพบกับผู้ที่ถูกทางด้วยกัน ก็จะต้องไปด้วยกันได้ ผู้ที่ไม่มีบารมีมาก่อนก็ตาม ถ้าเผื่อว่าจริตหรือความประสงค์ ปรารถนาของตนจะไปโลกุตระจริงก็มาได้สภาวะที่จริงขึ้นไปเรื่อย ได้เรื่อยๆ มันก็จะไปด้วยกันหมดเลย เพราะฉะนั้นผู้ที่หลงเห่อบ้าง ไปอะไรต่ออะไรบ้าง ไปตามอะไร ฉาบๆฉวยๆ มานะ บางทีได้ด้วยนะ ได้ผลโลกุตรธรรมมานะ มาได้เล็ม ได้เลียนิดๆหน่อยๆ ก็เปรียบเทียบให้แก่ตัวเอง กดข่มเอาบ้าง อะไรบ้าง ไม่อยู่หรอก บารมีไม่ถึง พูดกันง่ายๆ สรุปง่ายๆ บารมีไม่ถึง ไม่เอา อยู่นานไปเท่าไหร่ก็ไม่เอา ไปถึงเวลาขีดหนึ่งแล้ว ก็ทนไม่ไหว หรือตัวเองเห็นแล้วว่าไอ้อย่างนี้ไม่ใช่ทางที่เราต้องการ ไม่ใช่ทางที่เราปรารถนา เพราะยังมีรสโลกีย์ ยังจะเอารสโลกีย์อยู่ ยังโน้มเน้นไปในทางโลกีย์อยู่ เขาก็ไม่เอา การเห็น การรู้ที่อธิบาย 3 หลักว่า รู้อย่างไม่เดา รู้อย่างชัดแจ้ง ชัดจริงแล้วต้องมีหลักเกณฑ์ปฏิบัติ มีศีล มีหลักเกณฑ์ แล้วก็มีพรต มีภาคปฏิบัติที่จริง ศีลอย่างไร อธิบายความหมายให้เข้าใจ แล้วก็เอามาเปรียบเทียบ หรือเอามาวัดกับตัวเองว่าศีลเท่านี้แหละ เราทำได้เท่านี้แหละ อินทรีย์พละที่เป็นมัชฌิมา เป็นความพอเหมาะพอดีของเรา แล้วเราก็ทำให้ได้พอเหมาะพอดีของเรานี่แหละ ทำจนเกิดผลปฏิบัติเป็นตัวตน ไม่ใช่แค่สีลัพพตปรามาส ดังที่อธิบายให้ฟังแล้วเมื่อเช้าว่า มันต่างกันกับสีลพัตตุปาทาน สีลพัตตุปาทานนี่เป็นแค่ยึดถือศีล ยึดถือพรต มิจฉาทิฐิอยู่ก็ได้ ทำไปบ้าๆบอๆ ศีลพรตมีเยอะแยะ ปฏิบัติศีลไม่ได้เข้าแนวของพระพุทธเจ้า ปฏิบัติศีลไม่ได้มาประกอบไปด้วยสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะนี่ ศีลทั้งนั้นแหละ เป็นตัวศีล จะมาคิดขนาดไหน ถ้าคิดขนาดนี้เกินแล้ว เราไม่ตั้งศีลไว้ขนาดนี้แล้ว ที่เป็นอธิศีลเกินไป อันนี้สูงกว่าเราเกินไป เราก็ไม่ต้องเอามาพิจารณา ไม่ต้องเอามาใช้ตอนนี้ เพราะ เราต้องการแค่ เอ้า จะแค่ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ฆ่าสัตว์แล้วนี่ สูงขึ้นไปอีกหน่อย เอาเป็นไม่กินเนื้อสัตว์ อย่างนี้เป็นต้น เราก็เอาแค่นี้ คนข้างนอกเขาไม่เอา ไม่กินเนื้อสัตว์ เขาเอาแค่ไม่ฆ่าสัตว์ เอ้า เขาก็เอาไปปฏิบัติ แต่จริงๆ เขาไม่ปฏิบัติ ถ้าเขาปฏิบัติจริงๆ แล้วนะ จะรู้สึกว่า เราควรเลื่อนฐานไหม มันจะเจริญด้วยอธิศีลจริงๆ แต่นี่เขาไม่ปฏิบัติ ถ้าปฏิบัติมาอีกขั้นตอนหนึ่งจนถึงไม่กินเนื้อสัตว์ มาถึงขั้นตอนหนึ่ง แล้วก็ไล่ไปเรื่อยๆแหละ แต่ทีนี้เขาไม่ได้ปฏิบัติศีล ปฏิบัติพรตอย่างนั้น ศีลก็ไม่มีอธิศีล ศีลก็ไม่เจริญ ปฏิบัติก็ยิ่งไม่เอาถ่าน ต่อให้คุณสัมมาทิฐิได้ด้วย แม้สัมมาทิฐิแล้ว แต่ว่าคุณปฏิบัติไม่ถึงขั้นเป็นสีลัพพตปรามาส หมายความว่าปฏิบัติแล้วแค่ลูบๆคลำๆ จดๆจ้องๆ แค่เล่นๆหัวๆ แค่ทำ ไม่มีอุตสาหะวิริยะ ไม่พากเพียร อินทรีย์ของวิริยะไม่พอ อินทรีย์ของจิตตะ ไม่พอจริงๆ ก็เพราะอินทรีย์ของตัวฉันทะไม่พอ ไม่มีความยินดีเต็มที่ ยังยินดีในโลกีย์ ยังไม่มีกำลังของวิริยะเต็มที่ หรือว่ามีน้ำหนักของวิริยะเพียงพอ ไม่มีน้ำหนักของเอาใจใส่ จิตตะ เพียงพอ ไม่ ต้องไปพูดถึงวิมังสา อย่างนี้เป็นต้น อิทธิบาทไม่ถึงรอบ มันก็ไปไม่รอด เพราะฉะนั้นการปฏิบัติศีล ปฏิบัติพรต จึงต้องพ้นสีลัพพตปรามาสด้วย แม้คุณจะพ้นสีลพัตตุปาทาน มีสัมมาทิฐิได้ ก็จะต้องมีกำลัง หรือมีความพากเพียร หรือมีความจริงที่ปฏิบัติจนถึงขั้นมีการเจริญได้ถึงขีด จึงจะเรียกว่าเข้าสู่อาริยคุณ เข้าสู่อาริยคุณคืออะไร ก็ลดกามราคะ ลดปฏิฆะ หรือลดความโลภ ความโกรธ หรือลดนิวรณ์ ไม่มีอื่นเลย ลดโลภ โกรธ หลง ที่พ้นหลงคือพ้นโมหะมาก่อน โมหะก็หมายความว่าหลง ตั้งแต่อาตมาอธิบายแล้วว่า หลง นี่อาตมาใช้ภาษาเอาไว้ ภาษาไทยเรียกว่าหลง มันมี 1. หลงลืม 2. หลงผิด 3. หลงใหล 4. หลงเหลือ เพราะฉะนั้นพวกหลงที่เรียกว่า หลงลืมคืออะไร ไอ้หลงลืมแล้วมันทำอะไรไม่ได้เลย คิดไม่ออก ไม่รู้เรื่องเลย มันลืม ไม่มีความรู้ ไม่มีความเข้าใจ ไม่มีทิฐิอะไรทั้งนั้น หลงลืมน่ะ นึกมาได้แต่กลับกัน ผิดไป เรียกว่าไม่ตรงเป้าทีเดียว เป็นหลงผิด ไม่สอดคล้อง เอ้า นึกได้แล้ว เรื่องราวกงจักรก็นึกได้ ดอกบัวก็นึกได้ แต่เอาดอกบัวกับกงจักรมาสลับกันเสียนี่ อะไรอย่างนี้ เป็นต้น หรือมันเพี้ยนอะไรพวกนี้ ก็เรียกว่า หลงผิด หลงคลั่งไคล้ ก็หนักไป แรงไป จัดจ้านไป หลงอะไรก็แล้วแต่ คุณคลั่งไคล้ในธรรมเกินการ เลยเถิด แรงไป จัดไป พวกเรานี่มีสภาพพวกนี้อยู่พอสมควร เอ้า ก็ค่อยๆ ลดกันอยู่ ศรัทธาแรง อย่างนี้เป็นต้น ไม่ไหวนะ บางทีสุขภาพร่างกาย การปฏิบัติเลยเถิด บางทีบ้าไปเลย บางทีตายไปเลย บางทีเสียชีวิตก็ได้ เสียงานการ เสียอะไรก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้นคลั่งไคล้ หลงใหลนี่ ไม่เอา ต้องจัดมัชฌิมา จัดสภาพที่พอเหมาะพอดี หลงเหลือ ก็หมายความว่า เศษธุลีละอองหรือว่าความน้อยลงๆ จนกระทั่งไม่เหลือเศษอะไรทั้งนั้นแหละ แม้แต่อุทธัจจสังโยชน์ อุทธัจจะ ส่วนเหลืออะไรเล็กๆน้อยๆ เมื่อเช้าอธิบายขยายความพอประมาณแล้ว ไม่เหลืออะไรเลย เพราะฉะนั้นในโมหะจึงมีขั้นตอนเหมือนกัน หมายความว่าต้องรู้ถูก ต้องไม่สับสน แต่สุดท้ายแล้ว เมื่อถูกต้องแล้ว ไม่โมหะ ไม่หลงลืม ไม่หลงผิด ไม่หลงใหล ไม่หลงเหลือเอาไว้อันสุดท้าย นั่นหมายความว่าทำไปเป็นลำดับๆ ก็แล้วกัน ไม่หลงลืม ไม่หลงผิด ไม่หลงใหล คุณก็ปฏิบัติได้แล้ว ปฏิบัติอะไร ลดละโลภะกับโทสะเท่านั้นเอง ผู้พ้นโมหะก็คือผู้พ้นว่าไม่เป็นอย่างนั้นแล้ว ก็มาลดโลภะ โทสะเท่านั้นเอง 2 รากมูล เค้ามูลใหญ่ ไม่มีอื่น เสร็จแล้วเรามาปฏิบัติในเบื้องต้นก็คือสังโยชน์ 2 สังโยชน์ 4 สังโยชน์ 5 คือสังโยชน์ของกามราคะ หรือพยาบาท หรือกามฉันทะ พยาบาท หรือกามราคะ กับปฏิฆะนี่แหละ 2 สังโยชน์นี่แหละ ที่เป็นตัวสภาวะแท้ๆ เพราะฉะนั้น 3 สังโยชน์ต้น สักกายทิฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส จึงเป็นหลักการ แล้วสภาวะจริงๆ เป็นกามราคะหรือพยาบาท ก็คือสักกายะนั่นแหละ แล้วหลักการสักกายะก็บอกแล้วว่าเป็นความหมาย ภาษาทฤษฎีที่กว้างๆ สภาวะก็คือราคะ กามราคะ กับปฏิฆะก็เท่านั้นเอง โสดาบันก็ต้องรู้สภาพนี้จริงๆ ตั้งแต่หยาบ ตั้งแต่เบื้องต้น ตั้งแต่อะไรต่ออะไรก็แล้วแต่ ลดลงมาได้ขนาดหนึ่ง ก็เรียกว่าสกิทา ถ้าได้ค่าเฉลี่ยแล้วนะ ขนาดหนึ่งก็เรียกว่าสกิทา ลดลงไปได้มากๆ จนอุทธัมภาคิยสังโยชน์ ก็ค่อยว่ากันอีกทีหนึ่ง อุทธัมภาคิยสังโยชน์ก็คือเหลือจากกามราคะ ปฏิฆะ เป็นรูปราคะ อรูปราคะ แล้วไม่มีกิเลสใหม่ ไม่มีอุปกิเลสเหล่านั้น คือมานะนี่ รวมไว้หมดเลย มานะ อัตตานี่ เรียกว่าฐาน 2 จากสักกายะมาอัตตานี่ รวมไว้หมดเลยว่ายังมีกิเลสใหม่ กิเลสเก่า ก็จะต้องทำออกไปอีกให้หมด แม้จะอยู่ในกามภพ กามตัณหาก็ต้องหมด เศษธุลีไปในกาม ในภพกาม ในภวตัณหาอีก ก็ต้องไปไล่เรียง รูปราคะ อรูปราคะ ก็คือกามในภพ แล้วก็ไม่มีอุปกิเลสใหม่ใดๆขึ้นมาซ้อนอีกเลย หรือมีกิเลสใหม่อะไร หรือว่ากิเลสที่ต่างจากกามตัณหา เป็นภวตัณหาใดๆ ก็สังเคราะห์ลงไปในมานะสังโยชน์ทั้งสิ้น คนหมดกาม และหมดกามราคะ ทั้งสิ้นสูญหมดแล้วมีมานะได้ แต่คนที่มีกามราคะนั้น ไม่มีวันหมดมานะก่อน แต่มานะนั้นหมดกามราคะก่อนได้ หมดกามราคะเกลี้ยงเลย เหลือแต่มานะนั้นได้ เป็นอาริยะชั้นสูงขึ้นไป กามหมดแล้ว เกลี้ยงเลย อนาคามีนี่ หมดกามเกลี้ยงเข้าไปเรื่อยๆ อรูปราคะก็หมดลงไปเรื่อยๆ จนสุดท้าย กามราคะ รูปราคะ อรูปราคะก็หมด สังโยชน์ข้อที่ 6 ข้อที่ 7 รูปราคะ อรูปราคะก็หมด แต่มานะยังมี อุทธัจจะยังมี อวิชชา ยังไม่ถึงที่สุดได้ เพราะฉะนั้นสังโยชน์ที่ลึกซึ้งซ้อนขึ้นไป จะเป็นอย่างนั้น แต่ในสภาพขั้นที่ยังหยาบอยู่ อย่าไปพูด เรียกอุทธัจจะเลย หยาบอยู่ มันก็ต้องมีอุทธัจจะแน่นอน เพราะในสิ่งที่หนา สิ่งที่มาก ไอ้สิ่งที่มันเหลือเศษเล็กเศษน้อย ก็ต้องมีอยู่ในตัวที่มากอันนั้นด้วย ส่วนมากส่วนใหญ่หมดแล้ว จึงเหลือส่วนเล็กส่วนน้อย มันจะค่อยๆไล่ไปตามลำดับอย่างนั้น อวิชชานั้น เป็นภาษาสุดท้าย อวิชชาในระดับหยาบ กลาง ละเอียด ขนาดไหนก็ตาม ก็เป็นอวิชชา คือความไม่รู้ หรือคำความยังไม่ถึงวิชชา วิชชา 9 ประการ ดังที่เราเคยเรียนมาแล้ว วิชชาตั้งแต่ 1 ถึง 9 ที่อาตมานับเอาฌานเป็นวิชชาที่ 1 ด้วย แล้วก็มีวิปัสสนาญาณ หรือบางทีก็เรียกว่าญาณทัสสนะ เริ่มต้นญาณทัสสนะนั่นแหละ เรียกว่าอธิปัญญา หรือญาณทัสสนะที่เรากำลังอธิบายกันซ้อนๆๆในเชิงอยู่นี่ ตั้งแต่ทิฐิไล่เข้าไปหาปัญญาหรือเข้าไปหาญาณ ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละนี่ ไล่กันไปเรื่อยๆ เป็นวิชชาที่แท้ ที่ไปเข้าทาง เข้าสายของโลกุตระ ของพระพุทธเจ้า มันจะไล่เข้าไปเรื่อยๆ เมื่อญาน ก็จะมีญาณเข้าไปเรื่อย นั่นแหละญาณที่ประกอบไปในทิศทางที่ถูกทางล่ะ อย่างนี้น่ะ มันจะเป็นไปเรื่อยๆ เสร็จแล้วก็มีมโนมยิทธิ นั่นคือเจโต หรือคือจิต ตัวมีปัญญา แล้วก็ล้างกิเลส ลดสักกายะลงไปได้ จิตลดสักกายะได้จริง จิตลดไปได้เรื่อยๆ นั่นแหละ คือมีฤทธิ์ทางใจ มโนมยิทธิ ฤทธิ์ทางใจ ทำได้แล้วก็มีอิทธิวิธี ก็ต้องมีวิธีการนานาสารพัดเลยทีนี้ จะรู้เป็นพันเป็นหมื่นอะไร วิธีการไปเรื่อยๆ ซ้อนเข้าไปสภาพซับซ้อนเข้าไป เรียกว่า รู้วิธีลึกซึ้งขึ้นอีก อิทธิวิธี ก็รู้วิธีนานาสารพัด อิทธิวิธี ที่อาตมาก็พยายามอธิบาย ไม่ใช่ง่ายในทางปฏิบัติธรรมนี่นะ จะซ้อนเชิงให้เราได้ลึกซึ้งขึ้น เพราะฉะนั้นญาณที่เกิดจาก หลังจากอิทธิวิธี คือญาณที่สูงขึ้นไปอีก เป็นวิชชาที่สูงขึ้นไปอีก เป็นโสตทิพย์ เจโตปริยญาณ บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตู ปปาตญาณ จนถึงอาสวักขยญาณ ก็จะไล่ซ้อนเป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนลึกเข้าไปอีก วิจิตรพิสดารเข้าไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นเรื่องของหลักการ ทฤษฎีของพระพุทธเจ้านี่ มากมาย ภาษามากมาย พยัญชนะ แต่ไม่ใช่โดดๆ ที่จะไปอยู่ตัวเดียวๆไม่มี ทุกอย่างปฏิสัมพัทธ ทุกอย่างปฏิสัมพันธ์ทั้งนั้น หลักธรรมของพระพุทธเจ้าทุกหลักธรรม ทุกเรื่อง ทุกหัวข้อ สัมพันธ์กันหมดเป็นสมังคี ไม่มีอะไรอยู่โดดเดี่ยว อาจจะห่างไปมาก เพราะฉะนั้นแม้แต่โลกีย์กับโลกุตระก็สัมพันธ์กัน ศาสนาของพระพุทธเจ้าจึงไม่ห่างจากโลกีย์ ศาสนาของพระพุทธเจ้าจึงอยู่กับโลกีย์อย่างนี้แหละ จึงอยู่เหนือโลกีย์ ไม่ใช่หนีโลกีย์เลย อยู่กับโลกีย์ เหนือโลกีย์นี่ คำว่าโลกุตระ หรือ อุตร อุดม อุตม อุตระนี่ จึงเป็นสภาพที่เด็ดขาด ชัดเจนเลยว่า มันอยู่เหนือ มันอยู่บนอันนี้ด้วย อันนี้ทำอะไรไม่ได้ ทำร้ายไม่ได้ มีฤทธิ์มีแรงอย่างสมบูรณ์ เอ้า นี่ขยายความให้ฟังกว้างๆรอบๆ แล้วมันก็มีแนวลึกในของมันอยู่ในตัว มีถามมาว่า ภูมิของพระสกิทาคามี หรือสกทาก็เรียกนะ สกทาคามีก็เรียก สกิทาคามีก็เรียก สกิก็เรียก สกก็เรียก ไม่ได้ผิดความหมายอะไร พระสกทาคามี จะต้องมีศีลอะไรเป็นปกติ พระสกทาคามี จะตีความหลวมๆ ก็มีศีล 8 พระสกทาคามีตีความหลวมๆ ก็คือศีล 8 ศีล 8 เป็นตัวปฏิบัติ ปฏิบัติศีล 8 ได้จะเลื่อนเป็นอธิศีลขึ้นไปหาศีล10 เพราะฉะนั้นจะมีศีลที่พระสกิทาคามี ที่จริงนะ พระสกิทาคามีจะมีศีลเป็นปกติ คือศีล 5 พระสกิทาคามีนี่มีศีล 5 เป็นปกติ ได้ศีล 5 มาเรื่อยๆ ตามฐานะของโสดาบัน โสดาบันปฏิบัติศีล 5 ก็ได้มาเรื่อยๆ เป็นฐานโสดาบันมาเรื่อย จนเป็นโสดาบันสูงขึ้นๆ เลื่อนไหลขึ้นมาเรื่อยๆ ตอนแรกๆ ลดใหม่ๆ ก็อาจจะยังไม่ปกติ ก็ยังจะต้องต่อสู้กัน ยังจะต้องมีอะไรต่ออะไรไปบ้าง จนกระทั่งทำได้ กามหยาบในเรื่องนี้ เหตุปัจจัยในเรื่องนี้ได้เป็นปกติ ได้เป็นปกติในระดับของศีล 5 ความหมายของศีล 5 ก็สูงขึ้นไปเรื่อยๆ เป็นสกิทาคามี เป็นศีล 5 พอจะเป็นศีล 8 ก็ปฏิบัติใ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน