350904 ทำไม? ก็ทำเอง โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
350904 ทำไม? ก็ทำเอง โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก
ทำไม? ก็ทำเอง โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2535 ณ พุทธสถานปฐมอโศก
แต่ละวันๆ พวกเราก็เป็นอยู่กันไปเรื่อยๆ นะ มีจารีตประเพณี มีวัฒนธรรม มีกิจวัตร มีกิจกรรม มีพิธีกรรม อะไรของเราไปน่ะ นั่นเป็นการทำให้คนมีระเบียบ มีระบบ มีทิศทางดำเนินไป มีการดำเนินไป ที่เจริญขึ้น เจริญคืออะไร เรารู้ความเจริญของชีวิตแท้ๆ ลึกๆ ทั้งรอบกว้าง แนวลึกต่างๆ เราก็เข้าใจ ด้วยเหตุผล ด้วยปัญญา ที่ได้ตรวจสอบ ทั้งพิจารณาตรวจสอบ ใช้วิจารณญาณของแต่ละคน ช่วยกันวิจัยวิจารณ์ ช่วยกันตัดสินและตรวจสอบตามหลักฐานดั้งเดิมจากปราชญ์ผู้เก่า โดยเฉพาะอย่างพวกเรานี่ ดำเนินรอยตามปราชญ์ซึ่งเป็นพระบรมศาสดาของพวกเรา คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นต้น และเราก็มีหลักฐาน คือมีพระไตรปิฎก เป็นหลักฐานที่เอามาใช้ตรวจสอบตามความเข้าใจ ขนาดมีหลักฐานนี่ เขาก็ยังเพี้ยนกันไป แตก แยกกันไป ยังเข้าใจกันไปคนละแง่ คนละเชิงได้ ซึ่งห้ามไม่ได้เลยในเรื่องที่จะให้มีการเห็นต่างกัน แผกแยกไป นี่มันเป็นธรรมดา ห้ามไม่ได้ พระพุทธเจ้าเองก็ห้ามไม่ได้ สมัยพระพุทธเจ้าเอง อยู่ทั้งพระองค์เลย ตรัสออกมาจากพระ โอษฐ์ อธิบายเองด้วย ก็ยังมีการแผกแยก ยังมีการต่างกันได้ ไม่มีปัญหาอะไร และความจริงแล้ว คนเราจะเข้าใจเท่ากัน เข้าใจเหมือนกัน เห็นเหมือนกันไปทีเดียวนั้น เป็นไปไม่ได้ในโลก เพราะว่าความเชื่อ มีความสำคัญของปัญญาซึ่งเป็นตัวที่จะรู้ พิเคราะห์รู้ หรือหยั่งรู้ มีปัญญาที่ต่างกันอยู่แน่แท้ เชื่อก็ต่างกัน ปัญญาก็ต่างกัน เพราะฉะนั้นสองหลักนี่ ศรัทธา กับ ปัญญานี่ มันมีความต่างกันอยู่ในคนทั้งนั้นแหละ มากหรือน้อย นอกจากมากหรือน้อยแล้ว ยัง ต่างไปมากต่างไปน้อย ต่างไปพลิกแพลงนะ ไปคนละม
อ่านต่อ
ุมคนละด้าน จนกระทั่งตรงกันข้ามอย่างสมบูรณ์แบบเลย เห็นต่างกันอยู่อย่างขาวเป็นดำเลย ทิศเหนือเป็นใต้ ตรงกันข้าม สวนกันเลยตรงๆได้ เป็นธรรมดา ธรรมชาติของสิ่งอย่างนี้ ทีนี้เราก็มาพยายามศึกษา ใครจะศึกษาได้ จะเห็นอย่างไร ก็มาทำความเข้าใจ ใช้การฝึกอบรมพิสูจน์ จนเกิดความเชื่อ เกิดปัญญา หรือความเห็น ที่เรียกเป็นภาษาบาลีว่าทิฐิก่อน และทิฐิก็ค่อยๆเจริญขึ้น จนกระทั่งมาเป็นปัญญาแล้วก็เสริมซ้อนๆ ซับซ้อนไปเรื่อยๆ ศรัทธา ปัญญา ปัญญา ศรัทธา ปัญญาไป เรื่อยๆ อันไหนมันเชื่อเสร็จ เชื่อถูกขั้นสุด เพราะว่าได้มีสิ่งนั้นจริง พิสูจน์จริงๆ ด้วยปัญญาเห็นแจ้งเห็นจริงแล้ว มันก็จบ สิ่งที่พิสูจน์ได้จบ สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่สมบูรณ์บริบูรณ์ มันจะเชื่อ และก็จะเห็นอย่างนั้นๆไม่มีเปลี่ยนแปลง นั่นเรียกว่าเที่ยงแท้หรือนิยตะ เที่ยงแท้ยืนยันมั่น คงไปอย่างนั้นได้ เพราะเรามีผู้ที่นำพาคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นำ พานำทางของความเป็นมนุษย์ จะเกิดอีกกี่ชาติก็แล้วแต่ ไม่ใช่เรื่องสั้นๆ กี่ชาติๆ ท่านสรุป ทำเป็นสูตรเป็นแนวต่างๆนานา ละเอียดลออ มากหลากหลาย ในขบวนที่เป็นศาสดาด้วยกันแล้ว เท่าที่มีอยู่ในโลก อาตมาว่าไม่มีศาสดาองค์ใด ที่จะมีคำสอนมากมายหลากหลาย เท่าของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในของเถรวาท เรามีแค่ 45 เล่ม ที่บันทึกไว้นี้นะ มันไม่ได้มีเท่านี้นะ ที่บันทึกไว้ ของทางมหายาน ทางอาจาริยวาท ยังมีมากกว่านี้อีกเป็นร้อยๆเล่ม มีทั้งที่เป็นของอาจารย์ในรุ่นแรก ที่บันทึกไว้ และมีทั้งของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ไม่มีในพระไตรปิฎกของเถรวาทหรือหินยาน ที่เราใช้อยู่นี่ 45เล่ม ขนาด 45 เล่ม นี่ก็มากหลากหลาย ของพระเยซูนั่นเล่มเดียว ของพระโมหะหมัดมีอยู่แปลเป็นไทยแล้ว มี 3 เล่ม หรือยังไงนี่ ของพระโมหะหมัด เท่าที่ดูๆมาแล้วก็เป็นศาสดาเอกของโลกเหมือนกัน ศาสดาอื่นๆใดก็มีอีกเหมือนกัน แต่ไม่สมบูรณ์เหมือนของพระพุทธเจ้าที่มากหลากหลาย มีถ้วนรอบครบครัน และผู้ใดศึกษา ขนาดศึกษาไม่ต้องหมดหรอก ที่จริงสูตรท่านสรุปลงมาเป็นสูตรๆ นี่ มันสัมพันธ์กันนะ จับสูตรไหนที่ถนัดก็ เอามาปฏิบัติประพฤติได้ และมันจะเกิดญาณ เกิดปัญญาที่จะรู้สูตร อื่นๆ ที่จะสัมพันธ์ซ้อนสอดกันไปอะไรกันไป ขยายได้เรื่อยๆ มันจะเจริญอย่างนั้นจริงๆ พิสูจน์กันไป พวกก็มามีชีวิตที่ได้ทดสอบพิสูจน์อบรม ฝึกฝนทำให้ตนเองนี่ ให้มีชีวิตเจริญไป ตามทิศทางของพระ พุทธเจ้า เกิดมาเป็นคนนี่ จะเกิดอีกกี่ชาติก็ตาม ก็ต้องหาทางเจริญไปในทิศทางนี้แหละนะ เจริญ แล้วถึงที่สุด ที่ท่านบอกว่า ความเป็นคนประเสริฐสุดที่เรียกว่าอรหันต์ เจริญสุด นี่ที่อาตมาเข้าใจที่อาตมาเชื่อมั่นว่าถูกต้อง คุณเจริญสุดแล้ว เป็นพระอรหันต์แล้ว คุณจะเกิดอีกกี่ชาติก็ได้ มีหลักประกันอย่างสมบูรณ์เลย จะเกิดก็เกิด ซึ่งอาต มานำพูดอยู่นี่ เขาหาว่าอาตมาทำให้วินัยของพระพุทธเจ้าวิปริต อะ ไรนี่ก็ตามใจเถอะ อย่างพวกเราก็คงจะฟังได้แล้ว แล้วก็ เข้าใจแล้วว่าความเกิดของชีวิตร่างกายนี่ มันประเสริฐจริงๆ ยิ่งคุณเป็นพระอร หันต์แล้ว คุณจะเกิดชาตินี้ ชาติหน้า ชาติโน้น ชาตินั้น ชาติไหน คุณจะเกิดไปอีก ไม่เบื่อ บำเพ็ญไป สร้างสรรไป เป็นประโยชน์ในโลกมนุษย์ เป็นคนอย่างพระอรหันต์นี่ เป็นคนอย่างไร เราก็พอเข้าใจแล้ว ใครเขาจะไปว่าอะไรเรา เข้าใจดีแล้ว ขอให้มันมีเถอะ เกิดแล้ว ก็เป็นคนที่ปลอดภัย เป็นคนที่มีคุณค่าต่อโลก ไม่ได้เกิดมาเบียดเบียนใคร เป็นตัวอย่างอันดีงามด้วย จะเกิดยังไงก็เกิดซิ ไม่ต้องไปเอาถึงอร หันต์ ไม่เอาอรหันต์สุดยอดสมบูรณ์ เอาอรหันต์แค่โสดา อรหันต์แค่สกิทา อรหันต์ที่ซ้อนอยู่ในองค์ธรรม เหตุใดปัจจัยใดก็ได้ คุณมีตัวจิตที่เป็นนิพพาน เป็นจิตที่เป็นสมุจเฉทวิมุติ มันเป็นตัวซ้อนๆ ที่เรียกย่อยเรียกขยายอะไรกันอยู่ได้ เป็นสมุจเฉทวิมุติ เป็นวิมุตติญาณ ทัสสนะ สักเหตุปัจจัย สักเรื่องหนึ่ง เข้าใจปรมัตถ์เข้าใจจิต จิตที่มันถอนอนุสัยอาสวะแล้ว ด้วยเหตุนี้ ปัจจัยนี้ เรื่องนี้สูญ นั่นก็คือตัวอย่างของอรหันต์ ถ้าคุณสามารถที่จะเข้าใจรอบได้ว่า องค์ประกอบเป็นอย่างไร และมันจะพาให้เกิดกิเลสอย่างไรในจิต และกิเลสมันสูญ และมันสนิท มันเกิดญาณเกิดปัญญารอบเป็นวิมุติญาณทัสสนะ และคุณก็เชื่อมั่น และคุณก็มีศรัทธาพละ มีปัญญาพละสมบูรณ์แบบ คุณก็จะรู้ คุณก็จะเกิดอยู่นี่แหละ คุณมีอรหัตตผล คุณมีอรหันต์เกิดอยู่ นี่แหละ ชีวิตเราก็ดำเนินไป ดำรงอยู่น่ะ สุคโต ถ้าคนอย่างเรานี่ เรียกว่าสุคโตนี่ ก็ดีแล้ว พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า ตถาคโต ตถาคต ดำเนินไปด้วยดีอย่างของท่าน ก็มีศัพท์เรียกเฉพาะท่าน เราไม่เอามาเรียกคนทั่วไป สุคโต เรียกร่วมกัน พระพุทธเจ้าเรียกสุคโตก็มีนะ เป็นพระสุคโต เราเรียกก็ได้ หรือเราเรียกมหัคคโต มหัคคะก็ได้ เป็นศัพท์ที่เรียกว่าเป็นผู้ดำเนินไปดีแล้ว ดำเนินไปได้ดีแล้ว จะดำเนินไปอยู่ จะดำรงอยู่อย่างไรก็ได้นี่ มันประหลาดอะไร และเราก็ไม่ได้เป็นผู้มีกิเลสอย่างนั้น การไม่มีกิเลสอย่างนั้น และเราอยู่กับโลกของเขา มันทุกข์ มันสุขอย่างไร เราก็จะรู้ มันไม่มีสุข มันไม่มีอย่างไร เราก็จะทราบ คนที่เขามีทุกข์เพราะเหตุนี้ เพราะปัจจัยนี้ เราไม่มีแล้ว ยิ่งหลายเรื่องหลายเหตุ หลายปัจจัยที่เรากระทำได้ มีตัวอย่างของวิมุติได้ หลายเรื่องหลายอันลงไปได้เรื่อยๆ คุณก็ยิ่งจะชัดเจน คุณก็ยิ่งจะชำนาญ คุณก็ยิ่งจะรอบรู้มากยิ่งขึ้นๆไปจนกว่าจะ...คุณมีอะไรละเป็นกิเลสอยู่ คุณก็ล้างให้มันหมด ตามที่เราได้มาเรื่อยๆ มีตัวอย่างมากเรื่องนั่นแหละ เราก็จะรู้แจ้งรู้จบ เป็นพระอรหันต์อย่างสมบูรณ์อยู่ในโลกนี้ คุณก็จะรู้ เมื่อคุณเป็นอรหันต์ที่ยังไม่ตาย เป็นพระอรหันต์ที่ยังมีชีวิต คุณจะเกิดอีกหรือไม่เกิดอีก ทีนี้คุณไม่ต้องมีปัญหาอะไรละ หรือแม้แต่ตัวอย่างนี่ คุณจะเกิดอีก จะไม่เกิดอีกคุณก็รู้ คนที่สูบบุหรี่ เคยติดบุหรี่ เป็นทาสบุหรี่ ถอนอาสวะเรื่องบุหรี่ คุณจะสูบบุหรี่ก็สูบไปซิ ถ้าเกิดญาณปัญญามันแจ้งชัดแล้ว ก็แค่นั้นแหละบุหรี่ คุณจะสูบก็สูบไป คุณจะสูบกับเขา อนุโลมกะเขา ก็เชิญ จะมีปัญหาอะไร แต่คนเราไม่ทำหรอก เมื่อมันเห็นแล้ว มันไม่น่าได้น่ามีน่าเป็นอะไร เราจะกลับไปอย่างนั้น จะอนุโลมคนอื่นด้วย บางอย่างก็อนุโลม บางอย่างอนุโลมง่าย เราไปตามอย่างเขา อย่างผู้หญิงนี่ เราไม่ติดใจแล้วในเรื่องเครื่องแต่งตัวที่จะต้องไปหลงใหลได้ปลื้มแบบโลกๆ แต่เขาจะต้องให้แต่งอย่างนั้น เราก็แต่งกะเขา เราก็แต่งได้ เหมือนเล่นละครน่ะ เป็นครั้งเป็นคราว แต่งเล่นกะเขา แต่งเล่นอะไรไป อนุโลมไปกะเขา เป็นครั้งเป็นคราว ดีๆ เราก็อยู่อย่างปกติของเรา ที่เห็นว่าอย่างนี้สมควร แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าชอบ เราแต่งอย่างนี้มันก็ดีแล้ว แล้วแต่ว่าเราจะแต่งอย่างไร คนไทยจะมีวัฒนธรรมอย่างไทย แขกมีวัฒนธรรมอย่างแขก จีนมีวัฒนธรรมแบบ จีน อะไรไป ก็ว่ากันไป เขาจะแต่งยังไง ที่แต่งแล้วเห็นว่าเรียบร้อย เห็นว่าอยู่กับหมู่ไปด้วยกัน ก็ทำได้ ก็อนุโลมไปกะเขา ก็เพียงว่าสิ่งเหล่านี้เป็นอาศัย เป็นอาหาร หรือวิหาระ เป็นอาหารและเป็นเครื่องอุปโภคบริโภค บริโภคเราก็เรียกอาหาร เป็นเครื่องยังอยู่ เป็นเครื่องอาศัย อาหารนี่เครื่องอาศัย ที่มันยังชีวิตอยู่ ดำเนินอยู่ หรือว่าดำรงอยู่ ดำเนินไปตามโลกเขา เราก็ไปเท่านั้นเอง เป็นไปเพื่อว่าเรารักเราชอบ เราอร่อย เราเพลิดเพลิน ไม่ใช่ แต่มันต้องอาศัย เข้าใจคำว่าอาศัยให้ดีๆ และเราก็อาศัยสิ่งที่ประกอบกับชีวิตไปเท่านั้นเอง เมื่อเราเองเป็นคนมักน้อยสันโดษ รู้จักจุดความพอแล้ว เราก็ไม่เป็นคนเปลืองคนฟุ่มเฟือย หรูหราอะไรเลอะเทอะ มันจะต้องผลาญต้องพร่าอะไร ก็อาศัยน้อย เราก็มีเครื่องอาศัยในชีวิต ไม่มีอะไรมากมาย ถ้ามันครบครันแล้วชีวิต การกิน การอยู่ การหลับ การนอน มีชีวิตที่มีวง จรชีวิต รู้แล้วสิ่งสำคัญ ความสำคัญของชีวิต เราไม่ติดไม่ยึด เราอยู่อาศัยมันนี่แหละ สุดท้ายนี่สิ่งที่จะลึกที่สุด ก็คืออาหาร ถ้าใครพิจาร ณา พิสูจน์ ลดละ พิจารณาเรื่องที่ มันเสพมันติด ในเรื่องนิวรณ์ ใน อาศัยนี่ให้ได้ อาหารนี่เป็นหนึ่งในโลก เราพิจารณาไปเถอะ ปฏิบัติธรรมกะอาหาร อาตมาเคยชี้ ยืนยัน เรื่องอาหารนี้ เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเราได้อ่านจิตอ่านใจ พิจารณาพวกนี้ได้จริงเลย แล้วลดละกิเลส คุณจะละเอียดลออมากเลย เรื่องอาหารนี่ ละเอียดในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆ และมีชีวิต เมื่อเว ลาเรายังไม่ตาย มันจะมีชีวิตอยู่ ต้องกะอาหารนี่แหละ อะไรอื่นก็ไม่เท่าไหร่ บ้านช่องเรือนชาน ไม่ต้องมีมันก็อยู่ได้ มีแผ่นดินที่ไหนเรานอน เรานั่งได้ ยืนได้ เดินได้ นอนได้ จะยากอะไร แต่อาหารนี่มันจะต้องกิน ไม่มี ไอ้ที่บ้านเรือน มีอยู่ในพื้นดินไหน เป็นคนไม่มีบ้าน ช่องเรือนชาน แต่ไม่มีอาหารนี้ไม่ได้ อยู่ที่ไหนก็ต้องอาหารจะเคี้ยวจะกลืนเข้าไปในร่างกาย ให้มันสังเคราะห์เลี้ยงไว้ และมันก็กระทบมีสัมผัส ตา หู จมูก ลิ้น กาย นี่ โดยเฉพาะอาตมาว่า เรื่องเสียง มันอาจจะไม่สมบูรณ์นักก็ตาม แต่มันก็มีส่วนที่เราไปติดยึดอยู่ ในเชิงเสียง มันก็พอพิจารณา เรียนรู้ได้นะ ถ้าเราเรียนรู้จริง แล้วพิจารณาจริงจะเห็นว่า ชีวิตของเราประเสริฐอย่างไร และเรามาอยู่กันทุกวันนี้ อยู่รอบๆ กันแล้ว ก็มีวัฒนธรรม มีจารีตประเพณี มีการงาน มีกรรมกิ ริยา มีกิจกรรม มีพิธีกรรมอะไร มีพฤติกรรมของเรา ก็ปรับปรุง พฤติ กรรมของเรา กาย วาจา ใจ ปรับปรุงไปเรื่อยๆ ปรับปรุงได้ตลอดเวลา ต่อให้คุณจบพระอรหันต์แล้ว คุณยังปรับปรุงกาย วาจา ใจได้ต่อไปเลย แม้ใจคุณจะจบ คุณก็ยังปรับปรุงได้ ก็ยังจะมีตัวเจริญไปอีก เจริญ ก็รู้ชัดว่า อะไรดีอะไรไม่ดี อะไรควร อะไรไม่ควร ปรับปรุงกาย วาจา ใจ ที่จะให้ดี เป็นวาสนาที่ดี แม้คุณจะพ้นทุกข์อาริยสัจแล้ว และก็ยังเจริญได้ต่อ เจริญได้จริงๆ พระอรหันต์นี่ เอาที่กิเลสหมด ส่วนความเจริญนั้น เจริญไปได้กระทั่งพัฒนาไปจนถึงพระพุทธเจ้า เป็นการเจริญต่อไปเรื่อยๆ เป็นโพธิสัตว์ ก็สั่งสมความเจริญเรื่อยไป จนกระทั่งไปถึงเป็นพระอรหันต์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าโน่นแหละ เพราะเราอยากเจริญก็ต้องทำ ต้องอบรม ต้องฝึกฝนเอาเอง ถ้าเผื่อว่านอนใจ ชะล่าใจ พระพุทธเจ้าตรัส ว่า ธรรมใด วินัยใด เป็นไปเพื่อความประมาท เพื่อความเนิ่นช้า ผลัดวันประกันพรุ่งไป เหยาะๆแหยะๆไป อันนั้นไม่ใช่ธรรมะของพระพุทธ เจ้า พระพุทธเจ้าท่านตรัสยืนยันว่าอย่างนั้นเป็นคนประมาท มันจะได้อะไรบ้างแล้วก็ตาม ก็ไม่น่าจะประมาท ก็น่าจะขวนขวาย เพราะเราได้เจริญขึ้นๆ มันก็ไม่ไปไหนเสีย เรายังอยากจะเกิดอยู่อีก ได้อาศัยก็ได้อาศัยดี เพราะเราก่อบุญ ก่อสร้างที่ดี เป็นฐานอาศัย เป็นสิ่งรอง รับ เป็นฐานที่ได้อาศัยรองรับ ตัวเราๆ ก็ทุกข์น้อยลงๆๆจริงๆ คุณได้อาศัยขนาดนี้ รู้สึกว่าสบาย ยิ่งคุณทำให้จิตละเอียด จิตสูงขึ้นจริงๆ ก็ยิ่งสบายกว่านี้ ได้อาศัยสิ่งที่สบายกว่านี้ ทำไปอีกเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้อาศัยสบายกว่านี้ จนกระทั่ง จนถึงพระอรหันต์โน่นแหละ ถ้าจบเป็นอรหันต์สมบูรณ์ครบ ไม่เหลือเลย กิเลสอะไรเราก็เข้าใจหมด ในตัวเราล้างเกลี้ยง และคุณก็ได้อาศัย มันไม่ดีกว่าคุณได้อาศัย แค่เป็นโสดา สกิทา และได้อาศัยแค่นี้ไป วกๆเวียนๆ บางทียังหัวหกก้นขวิด ตีลังกานะ ในพระสูตรมีบอกไว้ว่า อรหันต์ตกต่ำได้ก็มี มันเวียนวน มันประ มาทนี่แหละ ไม่ใช่ว่ามันจะตกแท้หรอกนะ แต่ว่ามันก็ลงไปจิตใจ หรือว่า ความไม่ระมัดระวังนี่ ทำให้เราไปเปื้อน ไปเลอะเทอะ ทำให้เราอะไรลงไปตามความประมาทได้ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องแกนหลัก แต่สักวันหนึ่งขึ้นมาได้ แต่ว่ามันไม่ควรที่จะต้องไปมีชั่วระยะใดๆ ก็ตาม ซึ่งเป็นระยะที่เราลงไปเกลือกกลั้ว ลงไปเละเทะอะไรต่างๆนานา มันก็ไม่ถึงเละเทะหรอก ถ้าเผื่อเป็นพระอรหันต์จะมีชั่วตามลำดับ พระอรหันต์ก็แข็งแรง แล้วก็รู้เร็ว แล้วก็มีสภาวะ ที่เรียกว่าไม่น่าที่จะหรือไม่น่า ที่จริงพระอรหันต์จะรู้ดีจริงๆ แล้วมันไม่ใช่พระอรหันต์จงใจจะเป็นทีเดียว แต่พระอรหันต์นี่จิตใจท่านรู้ และฐานแท้ สภาพสภาวะแท้นั้น มันมีอยู่แล้ว ทีนี้จิตใจนี่ มันสามารถที่จะเกิดจะดับ สามารถที่จะยืดหยุ่น สามารถที่จะเป็นอะไรได้อย่างวิจิตร อย่างมากมาย เพราะฉะนั้นจิตใจเราจะทดสอบ จะวิสังขาร จะอะไรลงไปนี่ได้ เพราะฉะนั้น อินทรีย์พละ ของพระอรหันต์บางรูปนี่ ยังไม่ได้แข็งแรงแก่กล้าถึงขนาดนั้น ก็ลองวิสังขารไปๆ มันก็จะนั่นนะ มันก็จะถูกเลือนลงๆอะไรไปได้พอสมควร แต่เสร็จแล้วก็รู้ เพราะว่าท่านรู้ทุกข์ดีอยู่แล้ว ท่านย่อมไม่เลยขีด ที่ท่านเอง ท่านจะสุดทรมานแล้ว ท่านจะไม่เอาแล้ว และท่านก็มีหลักประกันแล้ว คุณอยากจะลองอย่างนั้น เป็นอรหันต์แล้วคุณก็ลองซิ มีหลักประกัน แต่คนที่ไม่มีหลักประกันนี่ ไม่น่าจะช้าเลย ไม่น่าจะช้า เพราะว่าหลักประกันไม่มี เมื่อเวลาไปช้า หรือว่าไปวุ่นวาย เราจะต้องเอาอย่างนี้ ทำอย่างนี้ก่อน เอาเถอะน่า นอนมันก่อนเถอะ กินมันก่อนเถอะ เสพมันก่อนเถอะ เอามันอย่างนี้ก่อนไปเรื่อยๆ มันไม่เป็นหลักประกันที่คุณมี คุณก็เสพอย่างนี้ได้ คุณก็มี ยังจะทุกข์ทรมานซับซ้อนอยู่หลายชาติ มันซับซ้อนอยู่อย่างนั้นนะ รีบเอาให้มันจบเถอะ เอาเถอะน่า ไอ้เรื่องนอน เรื่องกินอะไร ก็ตามใจเถอะ เอาให้มันเด็ดๆ เสียแต่เดี๋ยวนี้ มันจะได้เสร็จๆไป เสร็จแล้วคุณจะมาลองอีกทีหลัง มันก็มีหลักประกัน ยังไงๆ มันก็ไม่เวียนกลับแน่ นอน เพราะตัวแท้แล้ว มันจะไม่เวียนกลับ ทั้งปัญญา ทั้งศรัทธา ทั้งตัวจริงพวกนี้ มันจะไม่วนเวียนกลับจริงๆ อาตมาอยากให้พวกคุณใช้วิจารณญาณ อยากให้ใช้ปัญญาทำ ความเข้าใจตัวนี้ให้ได้ จะกลายเป็นคนไม่ประมาท ไม่ใช่กลายไปใน ทางต่ำ จะกลายเป็นคนขมีขมัน กลายเป็นคนอุตสาหะวิริยะ กลายเป็นคนพากเพียร เอาให้มันได้ เอาให้มันจบ ไอ้จบที่ว่านี่ จะเอาให้มันได้ที่ว่านี่ ไม่ได้หมายความว่า ต้องแหม่ เคร่งเครียดๆไปจนกระทั่งดีไม่ดีเลย ก็กลายเป็นโรคอีกชนิดหนึ่ง เข้าไปซ้อน แล้วยิ่งปฏิบัติไม่ได้เอาเลย ก็ไม่ใช่อย่างนั้น ต้องรู้มัชฌิมา ต้องรู้ตัวเองให้ดีๆ จริงๆแล้วก็พยายามกระทำนะ ทำให้มันได้พอเหมาะพอดี เราก็จะเจริญได้สัดส่วนที่ดี เจริญดี เบิกบานในธรรม เจริญดี ใครที่ไปสะสมกิเลสมาให้แก่ตัวเอง จะปฏิบัติแล้ว ก็แก้ไม่ค่อยได้ มันก็ยากนี่ เราจะทำของเราตัวนี้ ไอ้เราบอกแล้ว ไม่ต้องไปถามทำไม ก็คุณทำเอาเอง คุณทำมา คุณสั่งสมมาแต่ชาติปางไหน ก็เพราะไอ้ที่เรากระทำอยู่บางสิ่งบางอย่าง ที่เราชอบมัน เราก็อนุโลมมันอยู่นั่นแหละ เอาน่ะ อันนี้ให้มันอยู่นี่ ต่องแต่งๆ อยู่นี่ ก็นั่นแหละ อย่างนั้นแหละๆ อย่างเรื่องอะไร เรื่องไหนของคุณของใครก็แล้วแต่ ละคน คุณก็ให้อาหารมันอยู่เรื่อยๆ ก็นั่นแหละ และทำไมกิเลสนี่มันตัดยากเหลือเกิน ทำไมมันไม่หมดสักที ไม่ต้องอะไร ไม่ต้องทำไมหรอก ทำเองทั้งนั้นนะ ด้วยอวิชชาของแต่ละคนทั้งนั้นแหละ เพราะเราก็น่าจะรู้ว่า โอ๋ ไอ้อย่างนี้เองแหละตัวไหนก็แล้วแต่ เห็นท่าทีว่ามันยิ่งไม่มากไม่มาย ยิ่งไม่เอาเรื่องเอาราว อะไรกับเรามากมายนัก ควรจะจัดการกับมันให้เด็ดขาด ให้มันหมดเกลี้ยงไปเลย ไม่ควรจะเหยาะแหยะ แช่ให้มันฟักตัวสะสม ให้มันหมักหมม ให้มันหนาเข้า ไปอีกนา หรือตัวไหนร้าย ก็อย่าไปประมาทต่อไปเป็นอันขาด ตัวนี้มันยังแรง มันยังร้ายเราสู้มันไม่ค่อยได้ ปล่อยมันไปก่อนเถอะอนุโลมมันก็สะสม ดูดซึม เพาะตัว ไปเรื่อยๆไป เพราะฉะนั้นตัวน้อย ก็ประมาทไม่ได้ เหลือน้อยก็รีบเอาให้หมด เหลือมากก็ไปปล่อยปละ ปล่อยให้มันยิ่งย่ามใจ ให้มันยิ่งแข็ง ให้ มันหนา ให้มันยิ่งดูด ให้มันยิ่งดึง ให้มันยิ่งตีไม่แตกง่ายๆ มันก็ไม่ควรทั้งนั้นเลย ไม่ควรทุกข์ทั้ง 2 ด้าน เออ กิเลสนี้ มันยังเหลือน้อย ไม่เป็นไร ปล่อยๆ มันไปก่อน โอ กิเลสนี่มันมาก เอาละ ถ้าสู้ไม่ไหวจริงๆ ก็ต้องตั้งใจ อย่าไปเหยาะแหยะกะมันเกินการนัก ก็พยายามถ้าเผื่อว่าเลี่ยงได้ละได้ ทำเป็นลืมๆ ใช้สมถะไปก่อนก็ได้ ก็พยายามมันก็แล้วกัน อย่าไปประมาทมันเป็นอันขาด เพราะมาถึงเวลานี้แล้ว กิเลส ทำไมนะ เรื่องนี้เราไม่หมดสักที ทำไมนะ เราทำไม่ได้สักที เหลืออยู่อย่างนี้ รำคาญตัวเองอะไรก็ตามเถอะ ใจเมื่อรู้แล้วนี่นะ แล้วคุณจะมาถามทำไม บอกแล้วไม่มีคำตอบให้คุณ ก็คุณทำเอง ทำไมทำเอง ทำไมๆ มันถึงไม่หมดสักที ทำเอง ทำมาเองทั้งนั้นน่า ไม่มีใครมาจับยัดเยียดให้คุณ จะไปโทษใครไม่ได้เลย โทษคนนั้น โทษคนนี้ ไม่ได้นะ โทษใครไม่ได้ เราทำเองทั้งนั้น เพราะฉะนั้น เราจะเอาออกก็เอาออกเอง ต้องพากเพียรเอง อาตมาพูดนี่ วนๆอยู่อย่างนี้ เพราะกิเลสนี่ มันไม่มีทางที่จะไปเหยาะแหยะ เหลาะแหละ เล่นกับมัน ให้โอกาสกับมัน อะไรให้มากนัก แต่เราก็จะเจริญไป ยิ่งเป็นกลุ่มหมู่ทุกวันนี้ มีอะไรต่ออะไร รวมกันแล้ว มีสภาพที่มันเป็นหนึ่งเดียวกัน มีเอกภาพ มีทิฐิสามัญญตา มีศีลสามัญญตา ซึ่งใช้ทิฐิสามัญญตา ศีลสามัญญตา ก็ไม่ได้หมาย ความเหมือนกันเป๊ะไปหมดเลย ไม่ได้หรอก มันก็มีระดับ มาก กลาง ระดับอะไรอย่างนี้ เราขัดเกลากันไปในตัว มิตรดี สหายดี เพื่อนดี อยู่รวมกัน มีสิ่งแวดล้อมรวมกันไปหมด และมันก็มีอะไรสอดซ้อนไป ตอนนี้เราก็มีคนจนกระทั่ง คนต้องอนุโลมเข้ามาในระดับ เอาเด็กมาเรียนมาฝึก เด็กเราก็ต้องรู้ว่าเด็กบ้างนะ ต้องเข้าใจในสถานะเด็ก แม้แต่ทางโลกเขายังเข้าใจ นับเอาอายุ 20 ขึ้นไป เป็นบรรลุนิติ ภาวะ เรียกว่าเป็นภาวะที่ควรจะมีหลักมีเกณฑ์อะไรอย่างสำคัญ นิติก็คือหลักเกณฑ์ บรรลุนิติภาวะ ก็คือภาวะที่ใช้หลักเกณฑ์อย่างครบ พร้อมของสังคมกับเขา อายุ 20 ขึ้นไป เพราะฉะนั้นผู้ที่ยังไม่ถึง 20 ก็ยังจะมีลดหย่อน แม้จะถูกฟ้องร้องตามกฎหมายอย่างโน้นอย่างนี้ เราจะมีกฎหมายที่ละเว้นผู้ไม่บรรลุนิติภาวะ คนนี้เขาฟ้องให้ตาย เขา ทำผิด เอาผิดกะเขามากอะไรไม่ได้หรอก อะไรอย่างนี้ เป็นต้น เราจะต้องเข้าใจให้ดี อินทรีย์พละอะไรของเขา ในทางโลกเขายังเข้า ใจ ในทางธรรม เราก็ต้องเข้าใจด้วยว่า เราเองเราจะไปถือสา จะไปเอาจริงเอาจังอะไรไม่ได้หรอก ภาวะยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ อินทรีย์พละ หรือสรีระ องค์ประกอบทุกอย่าง เรายังถือว่ายังไม่เจริญเต็มที่ โดยเฉพาะแม้แต่ในอุปกรณ์ด้านสมอง เราจะไปบอกว่าสมบูรณ์ไม่เต็มที่ เพราะฉะนั้นแม้แต่อุปกรณ์ในด้านสมอง ในด้านอื่นๆ ใดๆ ด้าน สรีระอื่นๆ เราก็ยังถือว่า ยังไม่สมบูรณ์ อายุ 20 ขึ้นไป ค่อยยังชั่วนะ ก็พอสมบูรณ์ได้ พระพุทธเจ้าก็เอาอายุ 20 ให้บวชเป็นพระ นอกนั้นยังถือเณรอยู่ ฉันเดียวกัน ไม่รู้ทางโลกนี่เขาไปเอายังไงมาไม่ทราบได้ แต่ของพระพุทธเจ้านี่มาแต่เดิมแล้วนะ อายุ 20 มีมาแต่ดั้งเดิม ทางด้านสมัยใหม่นี่ เขาก็เอาอายุ 20 เขาก็เข้าใจได้เหมือนกัน ตรงกัน เหมือนกัน พระพุทธเจ้าตั้งกี่พันปีมาแล้ว ท่านระบุว่าอายุ 20 นั่น บวชเป็นพระอายุ 20 นะ ท่านก็กำหนด นั่นก็คือบรรลุนิติภาวะเหมือนกัน ของทางโลกเขาก็มาบรรลุ ก็เอา 20 เหมือนกัน และตรงกัน ซึ่งเหล่านี้ จะพลาดหรือคลาดกัน อาจจะเล็กน้อยก็เป็นได้ แต่แล้วมันก็ยิ่งตรงกันอย่างนี้ มันยิ่งชัดเจน เพราะฉะนั้นเด็กๆเล็กๆนี่ก็ต้องรู้บ้าง เด็กก็คือเด็ก หลายคนก็ไปเคร่งเครียดแกมาก แกจะวิ่งเล่นบ้าง จะอย่างโน้นอย่างนี้อะไรต่ออะไรบ้างก็ โอย มันซนเหมือนลิง มันอย่าง โน้นมันอย่างนี้ เสร็จแล้วใจเรานี่หม่นหมอง ใจเราไม่มีการเอื้อเอ็นดูเพราะเราเองไม่รู้จักสภาพ เราก็รู้สภาพว่า แกเด็ก แต่นั่นแหละ จะไปปละปล่อยไปเลยทีเดียวก็ไม่ได้ จะเห็นได้ว่าเด็กบางคนนี่นะ แกโตกว่าอายุ อายุแกโตกว่านั้น แกน่าจะเล่นเหมือนเด็ก แกไม่เล่นเหมือนเด็กหรอก แกคิดไม่เหมือนเด็ก ทำอะไรไม่เหมือนเด็ก เสร็จแล้วเราก็หมั่นไส้ แก่แดด เราก็ต้องดูว่ามีวุฒิภาวะที่เกินตัว มันมีได้นะ เราก็ดู เราก็ส่งเสริมสนับสนุนพอสมควร แต่ระวังมันจะลักลั่นกัน สำหรับเด็กด้วยกัน อายุเท่ากัน แต่มันไม่เหมือนกัน และเราก็ไปส่งเสริม หรือว่าไปสนับสนุน ไปยินดีปรีดา ยกย่องเชิดชูอะไรให้มันเกิดการเปรียบเทียบกัน และก็ริษยากัน อะไรกันมากเกินไป ก็ระมัดระวัง มุมนี้ ประเด็นนี้บ้าง อะไรพวกนี้ เราก็ต้องดูนะ ของเราต้องดำเนินไปให้มันครบวงจร พยายามที่จะทำ ตอนนี้แม้แต่โรงเรียน สมัยนี้ ยุคนี้ ไม่เหมือนสมัยพระพุทธเจ้า สมัยพระพุทธเจ้า ไม่มีโรงเรียนถึงขนาดนี้ เราก็ต้องมี โลกเขาเป็นอย่างไร อะไรที่จะต้องอาศัย ความรู้ทางโลกเขาก็ต้องอาศัย ไม่ใช่ว่าไม่อาศัย เราจะไปเป็นเหมือนคนโบราณมะงุมมะงาหราไม่ได้หรอก หลายๆอย่างเราไม่มี เหมือนอย่างกะสมัยโบราณมี เราก็จำเป็นที่จะต้องมีสิ่งที่ทดแทน สมัยใหม่เขาต้องใช้พวกนี้ทดแทน เราก็ต้องเข้า ใจว่าทดแทน สมัยโบราณไม่มีอะไร ไอ้นี่มีอะไร เราก็ต้องใช้ เราจะต้องเข้าใจว่า จะต้องใช้มันได้ อาศัยที่มันพอเหมาะพอสมควร มากไปเราก็รู้ น้อยไปก็ไม่ทันการ หรือว่าอยู่ไม่รอดหรอก เราจะต้องผสม ผสานพอเป็นพอไปนะ เรามีโรงเรียนอย่างนี้ เป็นต้น สมัยโบราณไม่ มีโรงเรียนอย่างนี้ ไม่ต้องเอาเด็กมาเรียนอย่างนี้ ในความรู้แบบโลกที่เราจะต้องอาศัยพวกนี้บ้าง เราก็ต้องเข้าใจว่า อาศัย ไม่ได้หมาย ความตีทิ้งตลอดไปเลย แต่เราต้องรู้ ถ้าเผื่อว่าไปเรียนแบบโลก ไม่ มีความรู้ทางธรรมไปเลยนี่ ตีทิ้งได้จริงๆด้วย ไปเรียนปริญญาตรี โท เอก แบบโลกๆ มานี่นะ อาตมาตีทิ้งได้เลย ถ้าไม่มีภูมิธรรม ไปเรียนมาแล้ว ป่วยการ เพราะเขายิ่งเรียนมา ก็ยิ่งทุกข์ มาให้สังคมทุกข์ซ่อนด้วย โลกทุกวันนี้มันแย่ เพราะคนเรียนสูง ไม่ใช่ว่านะ แต่ก็ว่าไปแล้วน่ะ มันเลวลงเพราะคนเรียนสูง คนยิ่งเรียนสูงก็ยิ่งฉลาด เอาเปรียบ และก็มีเชิงเอาอย่างตามๆกัน ลัทธิที่เอาอย่างก็เอาอย่างกันมาเรื่อย แล้วก็สร้าง แล้วก็มาพัฒนาฐานะที่ได้เปรียบซ้อนๆ ไว้เรื่อย แก้ไม่ตกหรอก มันก็เป็นรูปแบบ เป็นวัฒนธรรม เป็นจารีตประเพณี เป็นหลักการ เป็นหลักเกณฑ์ของสังคมไปด้วย และก็ใช้อย่างนี้ไป และก็ยอมรับกันอย่างนี้ คือสุจริตธรรม เป็นยุติธรรม ความจริงนั้นฉ้อ ฉล ไม่ยุติธรรม มีมากมายก่ายกอง ถ้าอาตมาจะหยิบมาพูดแล้วนี่ ไม่ต้องอยู่กับเขาหรอก เขาบอกว่า ไอ้พวกนี้มันบ้าๆบอๆ อยู่กับเขาไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นหลายอย่างเราจำนนๆ เราก็เอา จำนนไปก่อน จน กว่า จะหยิบเอามาพูดได้ เป็นคราวๆ ครั้งๆ แล้วค่อยๆ มาแก้ แล้วค่อยๆ มาปรับๆ ไปได้เรื่อยๆนะ เพราะฉะนั้นสังคมที่ฉลาดและโกง ฉลาดแล้วก็ยังเอาเปรียบนั่นแหละ มันเป็นตัวร้าย ถ้าฉลาดแล้วเสียเปรียบซิ หรือเสียสละซิ ฉลาดด้วย เก่งด้วย ก็เสียสละให้ได้มากๆ จะได้เป็นคนมีคุณค่า มีประโยชน์ในสังคม ก็ไหนๆ ก็ฉลาด ไหนๆก็มี ฝีมือ มีความสามารถ คุณก็สร้างสรรซิ ฉลาดก็ ใช้ทั้งความรู้ ราคาความรู้ก็รู้ละ ถ้าฉลาดมาก เขาก็คิดราคาความรู้แพงในโลกแหละนะ แต่ในทางธรรมนี่ มาคิดแพงทำไม ไปคิดแพง มันแลกเปลี่ยนกลับมา เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ ที่อาตมาพูดแล้ว ทฤษฎีกำไรขาดทุนของอาริยชน ไปคิดแลกกลับคืนมา ก็ยิ่งสูญ ก็ยิ่งน้อยซิ ราคาคุณค่าบุญ หรือ คุณค่าของประโยชน์ จริงๆ แท้ๆ ที่อาตมาก็วิเคราะห์แล้ว วิเคราะห์อีก พวกเราฟังกัน ก็ฟังไปนั่นแหละ ก็ไม่มีปัญหาอะไร ไม่ต้องไปเบื่อ เพราะเป็นหลักสัจจ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive