350608 ตัวกูที่ต้องกลัว โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2535
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์358 KB
วันที่แก้ไข5 ตุลาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

350608 ตัวกูที่ต้องกลัว โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก

ตัวกูที่ต้องกลัว โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อ 8 มิถุนายน 2535 ณ พุทธสถานสันติอโศก

คนที่ตกอกตกใจ ก็ควรจะหายได้แล้ว คนที่ไม่สบายใจ ก็หายโง่ได้แล้ว เพราะคนที่ไม่สบายใจนั้นยังเป็นคนโง่อยู่ทุกคน เรื่องอะไรเราต้องไม่สบายใจ ขอถามหน่อย...คนที่อ้างเหตุนั้นเหตุนี้ ว่าเหตุนั้นเหตุนี้ทำให้ไม่สบายใจ เราก็พยายามแก้ไขเหตุ โดยทำใจให้สบาย ก่อนที่เหตุมันยังไม่หมดก็แล้วกัน ฟังใหม่... คนที่ไม่สบายใจ แล้วก็อ้างเหตุนั้นเหตุนี้ว่า เป็นเหตุที่ทำให้ไม่สบายใจ ก็จงพยายามแก้ไขเหตุให้มันหายด้วย พร้อมกันนั้นก็ทำให้ใจสบายๆด้วย นั่นคือคนฉลาดแท้ เรียกว่า "สุขาปฏิปทา" ส่วนจะขิปปาภิญญาหรือจะทันธาภิญญานั้น มันเรื่องของเหตุ ที่เราจะสามารถทำให้มันหายไปได้หรือไม่ได้ ถ้าขิปปาภิญญา ก็หายเร็ว ขิปปา แปลว่าเร็ว ทันธาก็แปลว่าช้า ก็เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นสุขาปฏิปทานั้นจะขิปปาภิญญา หรือจะทันธาภิญญา ก็อยู่ที่ความสามารถของคุณว่าจะขจัดเหตุได้เร็วหรือช้า แต่ สุขาปฏิปทาเป็นความฉลาดของมนุษย์ เรื่องอะไรต้องไม่สบายใจ ทั้งๆที่รู้ว่าเหตุมันมี แล้วยังไม่สบายใจแถมไป ก็เลยอ่อนกำลัง ดีไม่ดี ท้อแท้ โง่ มหาบรมมหาโง่ เข้าใจมั้ย (หัวเราะ) อาตมาอธิบายสุขาปฏิปทาเป็นอย่างนี้มาแต่ไหนๆแล้ว แต่คนก็ไม่เข้าใจ สุขาปฏิปทา ไปปฏิบัติอย่างทุกขาปฏิปทา มันก็ทุกข์ มันก็ลำบาก มันก็ยากอยู่นั่นแหละ ทั้งๆที่การแก้กิเลสหรือว่าการแก้ไขปัญหานี่มันยาก ธรรมดามันก็ยากอยู่แล้ว แล้วยังจะแถมตัวเองก็ยังมีใจท้อแท้ มีใจไม่สบาย มีใจกังวล มีใจโน่นใจนี่อะไร นั่นแหละคือการลดกำลังงาน ลดอินทรีย์พละของตนเอง โดยความโง่ของตนเอง สะใจมั้ยลูกเอ๊ย! (หัวเราะ) ลีลาเทศน์สลายม็อบ (หัวเราะ) ลีลาเทศน์หลังสลายม

อ่านต่อ

็อบ ก็คงจะได้รับทราบข่าวแล้วว่าเหตุการณ์ หรือที่เรามีการสมมุติกำหนดกันไว้ว่าจะมีงาน "อโศกรำลึก" ที่สันติอโศก ก็ได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปเป็นจัดที่ปฐมอโศกอย่างห้ามถามเหตุผล (หัวเราะ) มีการเปลี่ยนแปลงไปจัดที่ปฐมอโศก ชนิดห้ามถามเหตุผล เพราะฉะนั้นใครสมัครใจ หรือว่าใครจะไปงานนี้ ก็จงรู้สถานที่ที่จะมีงานก็แล้วกัน เดี๋ยวมาผิดน่ะ บอกมางานอโศกรำลึก โผล่มาที่สันติอโศก มันผิดที่ เพราะฉะนั้นต้องไปให้มันถูกที่ ว่าเขาไปจัดกันที่โน่น เมื่อวานนี้ทางปฐมอโศกก็ได้ประชุมคนที่ปฐมอโศก เพื่อแบ่งงานกัน แบ่งกันเตรียมงาน ผู้นั้นจะรับหน้าที่นี้ ผู้นี้จะรับหน้าที่โน้น อะไรไปตามประสาแบบเราๆแหละนะ เราทำงานกันไป แบ่งหน้าที่กันทำงาน ก็มีอะไรจะดูแลรับผิดชอบกันบ้าง อะไรเราก็ได้จัดแบ่งกันแล้วเมื่อวานนี้ อาตมาไม่ได้เข้าประชุมด้วยหรอก เดินผ่านดูเขาประชุมเท่านั้น เพราะว่าสมภารท่านเอาภาระ กับสมณะอื่นๆท่านก็เอาภาระช่วยกัน แบ่งแจกงานการนั่นนี่ เพราะว่าเคยงานมาแล้ว ดูมาแล้ว เมื่อวานนี้ชาวเม็กซิกันนะ จบโพสต์ด็อกเตอร์น่ะ ชาวเม็กซิกันคนนี้ ไปสัมภาษณ์อาตมา โอ้โห! คำถามเรียงเป็นคิว มีข้อ 1 แล้วก็มีข้อ ก ข้อ ข ข้อ ค ข้อ ง อะไรต่ออะไรเรียงถาม แล้วก็ข้อ 2 ข้อ 3 ข้อ 4 มี 4 ข้อใหญ่ แต่มีอีกกี่ข้อย่อย อาตมาไม่ได้นับน่ะ ข้อ 1 นี่มีกี่ข้อย่อยก็ไม่รู้ แล้วก็ข้อ 2 มีกี่ข้อย่อยก็ไม่รู้ มีข้อย่อยทุกข้อ ถามแล้วก็สัมภาษณ์ไปเป็นข้อๆ ข้อๆ ข้อๆ ข้อๆ กว่าจะจบ สัมภาษณ์อาตมาตั้งแต่บ่ายโมงถึง 3 โมงครึ่ง หรือไงนี่ กว่าจะเสร็จ 3 โมงครึ่งเสร็จ สัมภาษณ์มี ดร.อภิชัย พันธุ์เสน translator เป็นล่าม เป็นคนแปล คนตอบ คนถาม ช่วยเป็นล่าม ภาษาไทยก็ยังเอามาใช้ได้ อาตมาได้ตอบ ได้พูดหลายเรื่อง หลายรายละเอียด หลายคำอธิบาย ที่ไม่เคยอธิบาย ไม่เคยได้บอกพวกเรา ไม่เคยได้พูดออกมา มีหลายๆอัน หรือมีบางประเด็น บางเรื่อง ได้ตอบ ได้พูดละเอียด เจาะลึกขึ้น มีภาษา มีคำพูด มีมุมเหลี่ยมอะไร ที่เข้าใจง่ายขึ้น หลายๆอันเหมือนกัน เมื่อวานนี้ งั้นถอดเทปออกมาดูก็ดีเหมือนกัน เอาละ เรามาพูดถึงส่วนพวกเรา ตอนนี้ก็คงจะเข้าที่ดีนะ เพราะว่าโรงพิมพ์ ก็กลับมา เมื่อโรงพิมพ์กลับมา ก็ดูมีงานมีการหลัก คือที่นี่สันติอโศก อาตมาว่า งานหลักของที่นี่ ก็คืองานเผยแพร่ แล้วงานที่เราทำอยู่อย่างสำคัญ ก็มีหนังสือ กับเทป วิดีโอ ก็ประปรายไปอย่างนั้นแหละ ยังไม่ได้เก่งกาจมากมายอะไร แต่หนังสือนี่ เป็นหลักใหญ่ เทปก็รองลงมา ที่เราทำอยู่ตอนนั้นน่ะ โรงพิมพ์ยุบไปพักหนึ่ง รู้สึกว่า โอ้โฮ! โหวงเหวงเลย โหวงเหวง หายไปเลย เอ๊! สันติอโศกดูเหมือนเป็นยังไง หายๆ ไปยังไง ส่วนของสันติอโศกรู้สึกว่า บทบาทสำคัญหรือว่าเรื่องราวหลักๆ มันเหมือนหายไป เลยดูโหวงๆเหวงๆ ดูเงียบๆ ดูเรียบๆ ดูเกลี้ยงๆ ดูไม่มีเนื้อไม่มีสาระ ไม่มีความอบอุ่น แห้งๆ น่ะ เป็นลักษณะที่อาตมาใช้ภาษาไทยหลายๆอย่างขยายความให้ฟังนะ ทีนี้พอกลับมาแล้ว โอ้ เมื่อเช้ามาก็ครึกครื้น คึกคัก อบอุ่น คนแก่ คนหนุ่ม คนสาว ยกเว้นคนขี้เกียจและขี้หลบ ก็ไม่เจอหน้ากันเท่านั้นเอง ถ้าคนขี้เกียจและขี้หลบมาร่วมด้วยอีก ก็คงจะคึกคักกว่านี้นะ ก็หวังใจว่าคนขี้เกียจขี้หลบ ก็คงจะได้สำนึก และแก้นิสัย (หัวเราะ) ก็หวังว่าเช่นนั้น อาตมาเห็นนะว่าหลายปีมานี้ ที่เราทำหนังสือหนังหานี่ แม้จะอยู่แต่ละแผนกก็ดี ก็ประสานกันทำงานน่ะ ว่างๆ คนทำเลย์เอาท์ ก็มาช่วยพับกระดาษมั่ง คนทำด้านศิลปะมาพับกระดาษบ้าง คนที่โรงพิมพ์มาพับกระดาษบ้าง คนที่แม้แต่จะอยู่ชมร. อยู่พลังบุญ อยู่ไหนๆ ก็แล้วแต่เหอะ ก็มาช่วยกันพับกระดาษบ้าง ไอ้ตรงที่พับกระดาษ รู้สึกว่าจะเป็นสถานที่รวม แล้วก็ทำกันได้ง่ายๆ ถ้าเรามีมือแล้วนะ ไม่ด้วน มีสองมือนะ มีสองมือพับกระดาษได้ทั้งนั้นแหละ มันไม่โง่ ไม่เง่าอะไรเกินไปนัก หรือแม้ไม่พับก็ช่วยได้ น้อยยังมาช่วยได้เลย ใครรู้จัก ไม่ได้รู้จักน้อยบ้าง น้อย น้อย ซึ่งเขาเองเขาก็ไม่มี ถือว่าเป็นไร้สมรรถภาพ หรือว่าเป็นคนที่ทางกฎหมาย ก็ถือว่าไม่สมบูรณ์เท่าไร ยังมีภูมิปัญญาพอจะช่วยงานพับกระดาษได้ มาเดินเอาไอ้นั่นไปให้ เอ้า! เอาจากกองนี้ไปให้โต๊ะนี้ แกยังช่วยได้เลย น้อยน่ะ เพราะฉะนั้นคนที่ไม่ใช่น้อยล่ะ โตกว่าน้อยน่ะ ใหญ่น่ะ ใหญ่กว่าน้อยน่ะ มีสมองใหญ่กว่าน้อยน่ะนะ (หัวเราะ) ก็คงจะต้องทำได้ ไม่ใช่เรื่องยากเรื่องเย็นอะไร นอกจากว่าเรารังเกียจหรือเราขี้เกียจเท่านั้นน่ะ แล้วเราก็ได้ทำกันมา อาตมาบอกแล้วว่าได้งานพับกระดาษนี่ แม้เราจะมีเครื่องพับ มีเครื่องนะ เปิดเทคโนโลยี่เลย ไม่ต้องใช้คนหรอก ใส่เครื่องเข้า เสียบปลั๊ก กดไฟฟ้าปุ่ม มันก็เดินเครื่องฉึกฉัก ก็ตั้งมันให้ดี มันก็เดินเครื่องคั่กๆๆ ปั๊มออกมา ไม่ได้ช้าด้วย เร็ว! อาตมาก็ให้ใช้ในคราวจำเป็นที่เร่งเท่านั้น ปกติแล้วเอามาให้คนพับ งานนี้เป็นงานของสังคม ของมนุษยชาติ เพราะฉะนั้นงานหลายๆงานที่เป็นงานสังคม ของมนุษยชาติ แล้วก็ทำง่าย งานหลักที่นี่ พับกระดาษนี่ง่าย งานที่ปฐมอโศก งานหลักที่ทำง่ายๆ อาตมายังนึกไม่ออกว่า ตอนนี้งานใดที่จะมารวมกันทำแบบหมู่ๆยังงี้ แล้วก็ง่ายๆ กลางๆนี่ ยังนึกไม่ออกเหมือนกัน ตอนนี้ แต่เท่าที่ดูแล้วก็ (มีคนพูดแทรก) ฮะ ขนหินเหรอ มันหนัก ไม่ใช่งานอย่างนี้ ถ้างานขนหินละก็ โอ้โห เข็นแล้วเข็นอีก หนัก หลายคนเลี่ยงแล้วเลี่ยงอีกเลยนะ แต่งานพับกระดาษพูดยังไงก็ไม่เหมือนกัน ดึงจูงกันไปให้ขนหิน ดึงจูงกันไปให้พับกระดาษนี่ ยังไงก็ยังพอทำเนา ใช่มั้ยล่ะ อยู่ในร่ม แล้วก็แถมก็เบาๆ ทำก็ไม่ยากไม่เย็นอะไรนัก ซึ่งก็ไม่น่าหนักใจ ไม่น่าลำบากลำบนอะไรนัก แต่ส่วนงานขนหินน่ะ โอ้โห อยู่กลางแดด หลุมๆบ่อๆ แบกขนหนักๆ ยาก! อันนั้นน่ะ ไม่ต้องพูดเลย นั่นหมายความว่าต้องใจถึงๆ จริงๆ แต่ว่ามันจะมีงาน ถ้าเผื่อว่าที่ปฐมอโศกมีงานหนังสือด้วย ที่โรงพิมพ์มีหนังสือนี่ด้วย งานหนังสือนี้ ก็คงจะเป็นอย่างนั้นแหละ จะมีช่องพับกระดาษนี่ เป็นช่องรวม ที่จะมารวมกันได้เสมอ หลายคนก็ทำงานโน้นงานนี้ ใครจะแบกหิน ใครจะลงนาอะไร พอถึงเวลาก็มาพับกระดาษกันได้ ว่างๆก็มา ช่วยพับคนละเล็กคนละน้อย มาสังสรรค์กัน มารวมกัน การทำงานร่วมกันนี่ จะมีกระทบกระเทียบกันด้วยแนวคิด ด้วยความเห็น คนไหนที่ไม่ข้องไม่ขัดอะไร ทำไป ใครเขาให้ทำอะไรก็ทำไปๆ แต่ถึงกระนั้นก็ตาม คนที่ทำงานยังมีฝ่ายเลย ฝ่ายนี้เห็นอย่างนี้ ฝ่ายนั้นเห็นอย่างนั้น คนนี้เอาตามฝ่ายนี้แนะนำ ฝ่ายนี้เห็นเข้าก็ว่า ฝ่ายนี้เอาตามฝ่ายนี้แนะนำ ฝ่ายนี้เห็นเข้าก็ว่า มันยังเกิดการขัดเกลา เกิดการได้หัดพิจารณา ได้หัดใช้ความคิด ได้หัดปรับจิตปรับใจที่จะอนุโลมปฏิโลมกัน จะเข้ากันได้ สมานกันได้ ขนาดนั้น ขนาดนี้อย่างไร ก็ปรับท่าที กาย วาจา ใจกัน เป็นการขัดเกลากันอยู่ในทีนั่นแหละ เมื่อไรๆก็จะมี จะยิน จะยอม จะลด จะละ ขนาดพิจารณาตัดสินความลงมติแล้วเสร็จ ยังมีลูกดีด ลูกแถม ลูกถีบ อะไรๆ กระเด็นกระดอนกันออกมาอยู่เลย ต่อให้ตัดสินลงมติแล้วว่าเอาอย่างนี้ เป็นอย่างนี้น่ะ เสร็จแล้วก็มาทำอยู่นี่ มันก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่เลย เป็นธรรมดาธรรมชาติ ของสิ่งที่ยังไม่หมดเชื้อ สิ่งที่ยังไม่หมดลูกดีด ยังไม่หมดยางยืด ยางยึด ยางดีด มันก็เป็นธรรมดา สิ่งเหล่านี้เป็นธรรมชาติของคนที่ฉลาด ที่จะเรียนรู้ว่า เราจะอยู่ด้วยกันนี่ เราจะอยู่อย่างสังคมก็มีการงาน ก็มีการกระทบสัมผัส จะเป็นการงานหรือจะเป็น การชุมนุมกัน บันเทิงเริงรมย์ก็ตาม ก็มีการชอบการชัง มีการดูดการผลักอยู่ได้เหมือนกัน การทำงาน แน่นอนต้องมีการดูดการผลัก ต้องมีการชอบการชัง ต้องมีการเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย เป็นธรรมดา ลักษณะสูงสุดของตัวมนุษย์ ที่จะมาละกิเลสของตนและปรับท่าทีลีลาประสาน คนที่ปรับรับปรับท่าทีลีลาประสาน ได้ดีที่สุดก็คือ คนที่ลดกิเลสได้สูงสุดหรือหมด คนลดกิเลสได้สูงสุดหรือหมด จะปรับท่าทีกายกรรม วจีกรรม ให้สอดประสานได้ดีที่สุด หรือยืนหยัดยืนยัน กับยืดหยุ่น ที่ได้ค่า ได้ประโยชน์ ได้สภาพที่เจริญน่ะ ถูกต้องที่สุด ถ้าเป็นผู้ที่ยังมีกิเลสแล้วไซร้จะเอียง กิเลสนั่นแหละทำให้เอียงน่ะ ไม่ว่าจะเอียงไปด้วยลักษณะอคติ 4 จะเอียงไปข้างไหนก็ตาม กิเลสจะทำให้เอียง จะไม่สมบูรณ์ ไม่สมดุลได้ที เดียวน่ะ นี่เป็นจุดสำคัญนะ ในคน ไม่ว่าที่ไหน เพราะฉะนั้นหลักการใหญ่ของพระพุทธเจ้า ที่พามนุษย์ปฏิบัติธรรมนี่น่ะ จึงปฏิบัติอยู่กับการงาน ปฏิบัติโดยการปรับความนึกคิดไตร่ตรอง สังกัปปะ แล้วก็ปรับวาจา ปรับกายกรรม ปรับบทบาทลีลา ท่าทีการงาน ปรับจริงๆนะ ปรับ เพราะฉะนั้น คนที่หมดอัตตามานะ ไม่ถือตัวถือตน หมดตัวหมดตนแล้ว เหลือแต่ปัญญาที่ไม่เอียงนี่ จะประมาณแล้วว่า ควรยืนหยัด หรือควรยืดหยุ่น จะยืดหยุ่นขนาดไหนพอเหมาะพอดี ก็จะยืดหยุ่นได้ตามสัดส่วน ไม่เอากิเลสเข้ามาเป็นน้ำหนัก เข้ามาเป็นเหตุปัจจัยในการตัดสิน จะยืดหยุ่นได้ถูกสัดส่วนที่สุดเลย จะยืนหยัดก็ยืนหยัดได้ถูกต้องด้วย นี่ควรจะยืนหยัดอย่างกระต่ายขาเดียว ยืนหยัดอย่างกระต่ายขาครึ่ง ยืนหยัดอย่างกระต่ายสองขา ก็แล้วแต่น่ะ นี่แก้คำพังเพยนิดหน่อย เพราะคำพังเพยมีแต่กระต่ายขาเดียว ทีนี้อาตมาจะยืนหยัดอย่างกระต่ายเพิ่มขาขึ้นมานะ หมายความว่าก็ยืนหยัดน่ะ เป็นน้ำหนักที่ยืนหยัดได้ล่ะ แต่ว่าอนุโลมน้อย อะไรอย่างนี้ เป็นต้น ก็ยืดหยุ่นมาบ้าง ยืนหยัดแน่ กระต่ายขาเดียวเลย ไม่เอาอื่น ไม่แถมให้อย่างอื่น ก็จะเป็นคนที่ตัดสิน แล้วยืนหยัดได้อย่างถูกต้องที่สุด ยืดหยุ่นก็ยืดหยุ่นได้อย่างถูกสัดส่วนที่สุด เรามาฝึกกันนะ พยายามที่จะเรียนรู้จิต เจตสิก ของเราจริงๆให้ได้ อัตตามานะ นี่ แหม... (เสียงหนัก) มากเรื่องมากราว ซับซ้อนน่ะ ถ้าคนยืนหยัดนี่ ถูกตู่ว่าเป็นคนมีอัตตามานะได้ทันที คนยืนหยัดนี่น่ะยืนหยัด ทีนี้ผู้ที่มีความไม่ลำเอียงแล้วมีภูมิธรรม มีปัญญาเท่าไร แล้วท่านก็มายืนหยัด พระอรหันต์เป็นต้น พระอรหันต์นี่ ถือว่าไม่มีเศษส่วนของตัวตน ไม่มีเศษส่วนของอัตตามานะ ไม่มี พระอรหันต์ถือว่าไม่มีอัตตามานะ ไม่มีกิเลส เศษส่วนอะไรแล้ว แต่พระอรหันต์ก็ยืนหยัด เมื่อเห็นว่าเรื่องนี้ งานนี้ บทบาทนี้ อันนี้ต้องยืนหยัด ท่านก็จะยืนหยัด การยืนหยัดของท่านนี่ คนไม่รู้จะหาว่าท่านมีอัตตา เอาตามตัวเองเห็น เอาตามตัวเองยึด เอาตามตัวเองที่ต้องการให้เป็น คนก็มอง โดยภาษา โดยโวหารได้ว่า ไอ้นี่ มันก็เอาตามของตัว ก็เป็นของตัว มันก็เผด็จการ มันก็ติดยึด มันก็มีอัตตา ไม่ยอมให้คนอื่น ถูกตู่ได้ แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ถูกตู่ได้ ความจริงแล้วมันลึกซึ้ง มันลึกซึ้งอย่างที่อาตมากล่าวไปแล้วว่า ภายในจิตใจแท้ๆจริงๆแล้วนี่ ท่านไม่มีกิเลสจริงๆ เมื่อไม่มีกิเลส เราจะไปตู่ท้วงท่านว่า ท่านมีอัตตา ท่านติดยึด ไอ้การที่จะยืนหยัดนี่มันก็เหมือนติดยึด ลักษณะเดียวกัน แต่จะต้องยืนหยัด ต้องมีหลักยืนหยัด ถ้าไม่มีหลักยืนหยัดในโลกนะ อะไรๆ ก็เอามาตีกิน ไม่ได้เป็นอัตตา เป็นการดื้อด้าน ไอ้การยืนหยัดนี่ดื้อด้าน ติดยึด ไม่ยอมอนุโลมให้คนอื่น ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ทำตามคนอื่นบ้าง อะไรบ้าง ตู่ได้ตลอดกาลนาน ว่าได้ตลอดกาลนาน สิ่งนี้แหละ ที่อาตมาจำนนอยู่ทุกวันนี้ เขาว่าอะไรต่างๆนานา ซึ่งเราก็อธิบายสู่เขาฟัง แต่เขาก็ไม่เข้าใจ ทีนี้คนเรานี่ มันหลงตัวได้ มันก็นึกว่าเราฉลาด เราก็นึกว่า เราถูกแล้ว เรายืนหยัดนี่ ก็เรื่องของเรา อย่าหลงตนว่าเป็นพระอรหันต์ก่อน ถ้าคุณรู้ตัวว่าไม่เป็นพระอรหันต์แล้ว อย่าเพิ่งไปปักใจในตัวยืนหยัด ควรจะต้องฟังผู้ที่เขาสูงกว่า หรือน่าเชื่อถือ เป็นผู้ที่น่านับถือมากกว่า ให้ช่วยพิจารณา หรือไม่เช่นนั้น ก็ให้หมู่กลุ่ม หลายๆผู้หลายๆคน อย่าไปดูถูกคนอื่น หลายๆผู้หลายๆคนมารับรู้ รับทราบเหตุปัจจัยต่างๆ แล้วก็วิเคราะห์กันออกมา บวก ลบ คูณ หาร ออกมาแล้วเป็นมติวิธีการที่สูงสุด เขาจึงใช้วิธีนี้น่ะ นอกจากว่าเรายอม ยกให้คนนี้ นับถือว่าคนนี้ตัดสิน ยืนหยัดหรืออะไรก็ตาม เอาอย่างนี้แล้วยกให้ อย่างนั้นล่ะก็คนที่ยอมจริงแล้วก็ไม่ติดใจ ส่วนคนไม่ยอมจริงมีอัตตานี่ ขนาดที่บอกว่า เอ๊! คนนี้เรายกให้แล้วนะ คนนี้เรายอมนับถือแล้วนะ เสร็จแล้วใจวางไม่เป็นน่ะ มันวางไม่ลง มันก็ตะหงิดๆ อยู่นั่นแหละ นึกว่าฉันแน่ๆ นี่จะมาแน่กว่าฉันได้ยังไง อยู่ยังงั้นแหละ จริง! คุณอาจจะถูกก็ตาม แต่ในการวางใจ ปล่อยวางนี่น่ะ วางได้ๆ คุณอาจจะถูก แต่ตอนนี้เราก็ยอมแล้ว ยกให้ แล้วก็เลิก วาง แล้วเราก็สบายใจ คนวางได้นั่นแหละ คนนั้นน่ะสบายใจแล้ว แต่คนใดวางไม่ได้ ตะหงิดๆ อยู่นั่นแหละ คนนั้นก็ตะหงิดอยู่นั่นแหละ มันก็ทุกข์ร้อน มันก็ไม่หยุด ไอ้หยุด ไม่หยุดนี่ ไม่มีปัญหาเท่าไรหรอกนะ มันมีปัญหาตรงที่เมื่อไม่หยุดแล้วมันมีบทบาทต่อ มันก็หาเหตุหาผล หาเพื่อน หาองค์ประกอบอะไรที่จะมาสนับสนุนตัวของตัวสิ ตัวอัตตามันไม่หยุดยังงี้แหละ มันก็มาสนับสนุนตัวของตัวให้มันต่อๆ ให้มันยังงั้นยังงี้ไป จริงๆนะ คนที่ไม่หมดอัตตาจริงๆนี่ มันจะเป็นอย่างนั้น หาเหตุหาผล หาโน่นหานี่มา เอาแล้ว เอาแง่เอาเชิง ละเอียดหยาบอะไรได้ มันจะยากก็ต้องหามัน ทั้งๆที่หายากๆนี่แหละ มาเป็นเพื่อน มาเป็นเหตุผลประกอบ จะได้เอาไปอ้างอิง เอาไปโต้ต้านอยู่ ยังไม่ยอมหรอกน่ะ เพราะฉะนั้น คนที่ยอมจริง แล้วนี่ แม้ตัวเองรู้ว่าตัวเองถูก มั่นใจในตัวเองถูกเหมือนกัน และความจริงก็ถูกด้วยซ้ำ สมมุติให้ว่าความจริง จริงๆ นี่ก็ยกให้ไม่ต้องสมมุติละ ต่อให้ ความจริงจริงๆ ต่อให้คนนั้นถูกต้องจริงๆด้วย คนที่หมดอัตตาแล้ว เขาไม่มีปัญหาหรอก ยอมเขาก็ยอมไปเลย ปล่อยไปเลย โดยไม่ทุกข์ร้อน ไม่มีอะไรตะหงิดใจเลยน่ะ อาตมาเคยปล่อยเคยวางบ่อยไป พวกเรานี่ เมื่อมติหมู่ตัดสิน แต่อาตมาก็ยังเห็นอยู่ว่า อาตมาเห็นนี่แหละถูก ดีกว่า ดีแน่ๆ หลายเรื่อง แต่พวกเราเห็นอย่างนั้น และสมัครใจจะทำอย่างนั้น ส่วนใหญ่เลยก็จะทำอย่างนั้น เอ๊า ก็เอาซิ มันจะผิดพลาดบ้าง มันจะได้ผลไม่สมบูรณ์บ้าง ก็จำยอม เพราะต่างคนต่างยึดแล้ว เมื่อเราอนุโลม เมื่อเรายอมอย่างนี้แล้ว ความสงบก็เกิดขึ้นในหมู่กลุ่ม ในสังคมนั้นทันที นี่คือวิธีการทำให้เกิดความสงบในหมู่ คุณยอม ความสงบเกิดแล้ว ถ้าคุณยอมไม่จริง ยังเหลือเศษอัตตามานะ คุณก็ทุกข์อยู่ของคุณคนเดียว ทั้งๆที่ข้างนอกยอมไปแล้ว ดีไม่ดี อาตมาบอกแล้วว่า คุณยอมล่ะนะ แต่มันต้องยอมละ เพราะว่ามันแพ้มติน่ะนะ แต่ใจมันไม่หยุด มันก็หาเรื่องกระแนะกระแหนประชด แน่ะ! เห็นมั้ยล่ะ แน่ะ อยู่อย่างนั้นแหละ (หัวเราะ) ลักษณะอิตถีภาวะออกมาเยอะลีลาอย่างนี้ ผู้หญิงรู้ดีน่ะ ผู้ชายก็มีน่ะ นั่นน่ะ...เห็นมั้ยล่ะ! ชั้นว่าแล้วไง! (ทำเสียงล้อเลียน) นี่แหละ อยากไม่เชื่อชั้น แล้วแต่เหอะ อาตมาพูดภาษา ลีลาแสดงออกไปแค่นี้ มันมีมากกว่านี้ ทั้งกายกรรม วจีกรรม ทั้งท่าทีลีลาอะไรต่างๆ มากมาย นี่ก็เป็นนัยหนึ่งของอัตตามานะ ที่เราจะได้หัดลด หัดละ หัดระงับอิตถีภาวะ ท่าที ลีลา วาจา พูดภาษา สำเนียง สุ้มเสียง กายกรรมกระดิ๊กกระดี๊อย่างนั้นก็ตามน่ะ จะได้ปรับอิตถีภาวะพวกนี้ลงไปน่ะ อย่าให้มันมาแหลมๆ อย่าให้มันเป็นไอ้แหลมอยู่นัก รู้สึกมั้ยล่ะ ยุคนี้เขามีไอ้แหลมเกิดมาอีกคนหนึ่ง ไอ้แหลมพวกสอด พวกเสือก (หัวเราะ) พวกแซมน่ะ มันไอ้แหลม มาแหลมแซมเค้าอยู่ได้ แล้วก็มีเรื่อง ไอ้อย่างนี้มันก็มีเรื่องได้เหมือนกันน่ะ เพราะฉะนั้นเราเอง เราต้องปราบพวกนี้ให้ได้ เราต้องเรียนรู้สิ่งเล็กสิ่งน้อยพวกนี้แหละ ยิ่งเรียนรู้และยิ่งเก็บละเอียดเข้าไป ความเรียบร้อย ความราบรื่น ความสงบสันติ ความอบอุ่น ความแน่นผนึกก็ยิ่งเกิดๆน่ะ เหตุการณ์อะไรต่ออะไร มันเกิดขึ้นมาเป็นข้อทดสอบ แม้แต่เหตุการณ์คราวนี้นี่ เหตุการณ์ของสังคมเมือง ไทย เกิดภาวะต่อต้าน หรือเขาเรียกว่า "จลาจล" หรือเขาเรียกว่า "พฤษภาทมิฬ" นั่นน่ะ "พฤษภาโหด" "พฤษภาเลือด" "พฤษภาวิปโยค" โอ๊!หลายชื่อน่ะ "พฤษภาบรรลัยมหาจักร" นี่อาตมาตั้งใหม่ (หัวเราะ) ที่มันเกิดคราวนี้นี่นะ เป็นการทดสอบ แม้แต่พวกเราก็ได้รับการทดสอบด้วยอยู่ดี ไม่ใช่ใช้ภาษาว่า ไม่ว่าดีหรอกนะ อยู่ดีๆ เราก็จะว่าดีหรือไม่ว่าดีก็ตามใจเถอะ ก็ยังโดนหางเลขขนาดนี้ ไม่ได้ไปด้วยเลยน่ะ อาตมาอยู่วัดนี่ตลอด ไม่ได้ไปแหยม ไม่ได้ออกไปเลย ไม่ได้เคลื่อนออกจากวัดไป ในช่วงระยะวันที่ 4 ถึงวันที่ 20 อาตมาไม่ได้เคลื่อนออกไปเลย ไปเคลื่อนอยู่ตอนหนึ่งเท่านั้นเอง ตอนวันที่ 11 อาตมาเดินทางจากนี่ไปอยู่ที่ปฐมอโศก แล้วจากนั้นถึงวันที่ 20 อาตมาก็ไม่ได้ออกไปไหน อยู่นี่ตั้งแต่วันที่ 4 ถึงวันที่ 11 อาตมาไม่ได้ออกไปไหน เหตุการณ์คราวนี้อาตมาถือว่า สงครามอหิงสา สงครามนั้นเกิดเมื่อวันที่ 4 ไปถึงวันที่ 11 จบ เลยจากวันที่ 11 ไป มันมีลูกต่อที่จะไปเชื่อมโยงให้เกิด"พฤษภาทมิฬ" มันก็ไปเกิดน่ะ ไปเกิดรุนแรงจัดจ้านอยู่วันที่ 17-18 จนไปผ่อนคลายลงในวันที่ 20 ถึงเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่หมดวันของพฤษภาทมิฬ ถึงเดี๋ยวนี้ยัง ยังไม่หมดชนวน ยังมีชนวนอยู่ ยังถอนชนวนไม่หมด ขณะนี้พฤษภาทมิฬยังถอนชนวนไม่หมด ยังไม่รู้มันจะระเบิดอีกหรือไม่ ขณะนี้นี่ยังไม่รู้มันจะระเบิดอีกหรือไม่ ก็ช่วยกันไปตามฤทธิ์ตามแรง เราเป็นพลเมืองของประเทศ เราก็ช่วยด้วยวิธีของเรา วิธีของเราที่สำคัญที่สุดก็คือ เราจะต้องทำตัวเรา ทำสังคมกลุ่มที่เราเป็นอยู่น่ะ ทำ ตัวเรา ทำสังคมกลุ่มของเราเป็นนี่ ให้ลึกซึ้งลงไปหาอหิงสาสูงสุด ผ่านวันที่ 17 ผ่านวันที่ 18-19-20 มา มีคนอ่านบทใบปลิว อหิงสาสงคราม ของอาตมาเข้าใจ แล้วเพิ่มขึ้น แต่ก่อนนี้ อาตมาให้เอาไปแจกในวันที่ 10 ดูเหมือนวันที่ 10 นะ ที่ แจกมากใช่มั้ย วันที่ 9-10 ไปแจกวันที่ 9 วันที่ 10 แจกแล้วโดนระงับ หลายคนอ่านไม่เข้าใจเลย หาว่าเป็นความหมายตรงกันข้ามเสียอีก แต่พอผ่าน 18-19 ไป 20 แล้ว เหตุการณ์นั้นได้เกิดขึ้นแล้ว ไปอ่าน อหิงสาสงคราม ที่อาตมาเขียนออกไปนั่นเข้าใจ ยังงี้แหละ มันลงทุนแพงจังเลยกว่าจะมีปัญญาได้ ต้องเสียหายนี้นี่ แหม! (จุ๊ย์ปาก) อาตมาว่านี่ก็เป็นหลักฐาน หรือว่าเป็นบทบาทลีลาการเกิดอันหนึ่ง ที่มันต้องอาศัยการเกิดถึงขั้นนี้ คนจึงจะเกิดปัญญา คนจึงจะเกิดความชัดแจ้ง เห็น เข้าใจได้ แม้แต่แค่อาตมายกอ้าง อหิงสาสงคราม ที่เป็นความหมายภาษา ที่สรุปรวมเป็นบทความ นิดหน่อยนั่นน่ะก็ตาม หรือเห็นแจ้งด้วยอะไรอื่นก็ตามแต่เถอะ แต่ต้องมีข้อมูลอันนี้ มีเหตุการณ์อันนี้ มีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม และเหตุการณ์รวมแล้ว ถึงขั้นต้องเดือดร้อนเสียหายรุนแรงขนาดนี้ จึงจะเกิดได้ จึงจะเกิดปัญญาได้ก็เป็นเรื่องของ"ตถตา" เป็นเรื่องของ"มันต้องเป็นเช่นนี้แหละ" เพราะตัวเหตุหลักคือตัวดื้อด้าน ดึงดัน ติดยึดอัตตามานะ แล้วก็มีฤทธิ์มีแรง มีฐานะ มีตำแหน่ง มีอำนาจ มีสิทธิที่จะกระทำตามความเห็นของเขา สิทธิโดยธรรม สิทธิมนุษยชน ที่ถูกต้องตามยุติธรรมนี่ ไม่ถูกหรอก ที่จริงน่ะ แต่เขาก็ถือสิทธิ์ ถืออำนาจ แม้ที่สุดมีหน้าที่ ซึ่งเขาก็ว่าเป็นหน้าที่ของเขา ทั้งๆที่เป็นหน้าที่ที่ไม่สม บูรณ์อะไรต่างๆ ก็แล้วแต่เถอะ มีอยู่กลุ่มน้อยกลุ่มหนึ่ง แล้วไม่ยอมปลด ไม่ยอมปล่อย ไม่ยอมคลาย มันเกิดมาจากจิตวิญญาณทั้งนั้น จิตวิญญาณเป็นตัวสำคัญที่สุด ไม่ยินไม่ยอม เพราะฉะนั้น เรื่องอัตตามานะนี่ ถึงยิ่งใหญ่จริงๆ ที่สุดในโลก ยิ่งใหญ่จริงๆ จะเกิดสงครามเลบานอน จะเกิดสงครามในอิรัก อิหร่าน ที่บอกว่าเป็นการเชื่อมโยงไปจากศาสนานี้ก็ตาม ก็เกิดจากอัตตามานะ ยิ่งเรื่องทางโลกแล้วนี่ เป็นเรื่องทางโลกน่ะ ดึงดันในเรื่องของอำนาจบาตรใหญ่ของประเทศ อำนาจบาตรใหญ่ของทางรัฐ อำนาจบาตรใหญ่ของทางวัตถุธรรมโลกียะ มันก็ยิ่งแรงอย่างนี้แหละ มันยิ่งแรงอย่างที่เห็นๆ นี่แหละ ยิ่งร้าย ยิ่งเสียหาย แต่มันบอกผลนะ อาตมาว่างานคราวนี้นี่ ประชาชนชนะ มันบอกผลประชาชนชนะ มันไม่ใช่ส่วนมาก เยภุยยสิกา เอาคะแนนส่วนมากแล้วนี่ คะแนนส่วนมากมาทางเห็นด้วยในทิศอีกทิศหนึ่ง ไม่เห็นด้วยในทิศอีกทิศหนึ่ง ส่วนที่ไม่เห็นด้วยอีกทิศที่ว่านั้น คือทิศของคนส่วนน้อย คนมีอำนาจบาตรใหญ่ คนที่ไม่ยอมถอนอัตตามานะ ฝ่ายนั้นเป็นฝ่ายแพ้ ขณะนี้เราตัดสินได้แล้ว โดยทางธรรมนี่ สายตาของธรรมะ ไม่ต้องถึงขั้นธรรมะสูงส่งอะไร สามัญสำนึกของคนขนาดนี้ที่มองกลางๆ ที่ว่ามองอย่างปัญญาชนแท้ๆ ไม่มีกิเลสเข้าไปบัง เข้าไปพราง เข้าไปเป็นตัวหลัก เขาเห็นทั้งนั้นแหละ นอกจาก คนโง่ที่มีอวิชชา มีกิเลสบัง มีพรรคมีพวก มีความไม่ชัดตรง มีมิจฉาทิฐิในจิต มีอวิชชา ความโง่อยู่ คนที่มีความโง่ มีอวิชชา เรียกว่ามีกิเลสบัง พวกนั้นน่ะจะยังมองไม่ออก จะยังเข้าใจไม่ถูก ซึ่งอาตมาว่าเป็นส่วนนี้น้อย ซาวเสียงได้เลยทั้งประเทศขณะนี้ ส่วนน้อย แต่นั่นแหละพวกส่วนน้อยนั่นน่ะ ยังไม่ยอมถอดถอน เห็นมั้ยว่า โอ้โฮ! กิเลสนี่มันร้ายกาจขนาดไหน คุณเป็นคนหนึ่งที่เหมือนอย่างนี้ รึเปล่า! (จุ๊ย์หัวเราะ) แหม อาตมากลัวจะมีในอโศกเรานี่ โอ้โฮ! มันโง่เง่าดักดานมืดบอดกันถึงขนาดนี้ แล้วจะแก้ไขกันได้อย่างไร คนอื่นเขาเห็นกันหมดแล้ว เหลือกูคนเดียวเท่านั้นที่บอด เหลือกูกับเพื่อนอีกไม่กี่คนเท่านั้นที่บอด โอ้โห! แล้วก็ว่าเป็นระดับปัญญาชนนะ ไม่ใช่ว่าเป็นระดับคนโง่เง่าเต่าตุ่น ไม่ได้รับการศึกษา ไม่รู้จักโลก ไม่รู้จักอะไรหรอก ก็ว่าปัญญาชนแหละ อาตมาว่าโดยสำนึกธรรมดา โดยสติสัมปชัญญะ ปัญญาพอสมควร อาตมาว่าเขาเข้าใจนะ เห็นอยู่เหมือนกันว่า มันเหลือน้อยแล้ว เราพวกน้อยแล้วๆ และความถูกผิดก็คงจะพอเข้าใจแล้วว่า เอ้อ...กูผิด! ผิดก็ช่างกู กูจะเอาชนะ อาตมาว่ามันจะถึงขั้นนี้แล้วตอนนี้ อาตมาบรรยายเป็นภาษาไทยธรรมดานะ ไม่ใช่เป็นนักวิชาการ เข้าใจเอาเอง มันหมายความว่าอะไร คุณฟังแล้วก็เข้าใจเอาเอง (หัวเราะ) เข้าใจได้ใช่มั้ย ที่อาตมาพูดนี่ อาตมาว่า มันถึงขั้นที่เรียกว่า โดยความเฉลียวฉลาดนี่ คงเข้าใจแล้วล่ะว่า มันแพ้ด้วยเหตุผล แพ้ด้วยหลักฐาน แพ้ด้วยสัจจะอะไรก็แล้วแต่ แต่ยังเหลือตัวเดียวว่า"กูต้องชนะ" แพ้ก็ช่างหัวมัน! ผิดช่างหัวมัน! เลวช่างหัวมัน! แต่...กูต้องชนะ! อาตมาว่าคงจะสุดๆ ถึงขนาดนี้แล้ว ตอนนี้น่ะ ไม่รู้นะ อาตมาให้เกียรตินะ ว่ามีปัญญา ให้เกียรติปัญญา นี่ไม่ใช่อาตมาลบหลู่นะ อาตมาให้เกียรตินะ ที่อธิบายนี่ อาตมาให้เกียรติ แต่มันยังเห็นกิเลสว่ามันแข็ง มันดื้อ นี่แหละ ถัมภะ ดื้อ โอ้โห! (จุ๊ย์ปาก) บรรดาลูกหลานทั้งหลายเอ๋ย ทั้งที่เป็นลูกหลานหัวแก่หัวหงอก จงอย่าได้มีความดื้อปานฉะนี้อยู่ในอโศกนี้เลย (จุ๊ย์ปาก) อาตมาถ้าเห็นมีอย่างนี้ด้วยคงจะต้องหนักหัวใจตับไตไส้พุงกันจริงๆ ไม่ใช่หนักแต่ใจเท่านั้น คงจะต้องหนักทั้งหัวใจ และตับไตไส้พุงหมดตลอด เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดนะ ได้สั่งสมความดื้อด้าน ความแน่นแข็ง สั่งสมไปๆ มันจะเกิดจริงเป็นจริงอย่างนี้แหละ เกิดจริงเป็นจริงอย่างนี้ ตีไม่แตก ละลายไม่ออก เปลี่ยนแปลงไม่ได้ แล้วจะไปอีกกี่กัปกี่กัลป์ เดาเอา! (หัวเราะ) มันจะไปอีกกี่กัปกี่กัลป์ล่ะนะอย่างนี้ ถ้ามันมีน้ำหนัก มี เขาจะเรียกให้โก้ๆว่า "คุณภาพ" คุณภาพความดื้อด้าน คุณภาพความแข็งกร้าน คุณภาพความแน่นที่ตีไม่แตก ลักษณะนี้เรียกว่า ถีนัง ห

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน