351030 ขยันชนะโรค-ขยันขี้โรค โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2535
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์355 KB
วันที่แก้ไข8 ตุลาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

351030 ขยันชนะโรค-ขยันขี้โรค โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก

ขยันชนะโรค-ขยันขี้โรค โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อ 30 ตุลาคม 2535 ณ พุทธสถานสันติอโศก

อยู่ในหมวด 10 จุด 10 ที่จริงในหมวดนี้ มันทสกนิบาต ก็เอาจุดจากนี้แหละ ท่านเอาจุดตรงนี้แหละ ไปใส่หมวดนี้ จุดตรงที่ว่าปรารถนาชั่วช้า ความปรารถนาชั่วช้านี่ เสร็จแล้วมันก็มีข้อที่จะต้องมีหลัก มีข้อที่จะต้องพิจารณาไปอีก ถึงรวมแล้วก็ 10 หลัก กับความปรารถนาชั่วช้านี้ด้วย ถ้าเป็นความปรารถนาชั่วช้าที่เรียกว่า ปาปิกาอิจฉานี่ แล้วเราก็มีจิตอย่างนี้ แล้วเราก็ไม่รู้ตัว แล้วเราก็ไม่ได้อ่านถึงลักษณะต่างๆที่พระพุทธเจ้าท่านขยายไปอีก 9 ไม่ใช่ 10 แล้วขยายบอกว่าเป็นความปรารถนาชั่วช้า เราเองไม่มีศรัทธา แต่ก็เป็นความปรารถนาอยากให้คนอื่นเข้าใจว่าเราเป็นผู้มีศรัทธา เราเองทุศีลหรือไม่มีศีลหรือมีศีลเลว แต่ก็ปรารถนาจะให้คนอื่นเข้าใจว่าเราเป็นคนมีศีล มีศีลดีเป็นผู้มีศีล เราเป็นผู้ที่ไม่คงแก่เรียน เราเป็นผู้ที่สดับน้อย ไม่ได้คงแก่เรียนอะไร ก็อยากให้คนอื่นเขาเข้าใจว่า เราเป็นผู้คงแก่เรียน เป็นผู้ที่ได้สดับมาก เป็นผู้รู้มาก เราเองเป็นคนที่ยินดีคลุกคลีในหมู่คณะ โดยเฉพาะอาตมาขยายความแล้ว เมื่อเช้าก็ขยาย คือ สังคณิการาโม คือ ยินดีในสังคนิกา สังคณิกะ คลุกคลีอยู่กับสิ่งที่มันไม่ดีไม่งาม ตั้งแต่หยาบ จะบอกว่าคนไม่ดีก็ได้ จนกระทั่งที่ สุดท้ายก็คลุกคลีอยู่กับกรรมกิริยาที่ไม่ดี คลุกคลีอยู่กับจิตที่เป็นกิเลส กลุ่มกิเลส ละกิเลส สิ่งที่เป็นกิเลส ที่ไม่ดี ก็คลุกคลีในสิ่งเหล่านั้น แล้วเราก็ยินดีอยู่กับสิ่งเหล่านั้น โดยที่เรามันไม่ได้เจริญอะไร ก็อยากให้คนอื่นเขาเข้าใจว่า นี่ปลอดแล้ว ปลอดจากกิเลสเหล่านั้น แล้วไม่ได้คลุก คลี ไม่ได้ติดยึด ไม่ได้มีแล้ว สงัดส

อ่านต่อ

งบแล้ว เป็นปวิวิตโต ท่านใช้ภาษาว่า ปวิวิตโต ปวิวิตตะ หรือวิตโต หรือปวิเวก ก็อันเดียวกัน ปวิวะ ปวิเวก ปวิวิตโต หมายความว่า ความสงัดในใจ ใจสงัดแล้ว ปวิวิตโต นี่ไม่ได้หมายความว่า ความสงัดจากบรรยากาศข้างนอกนะ ปวิวิตตะ นี่มันเรื่องของจิตสงัด จิตสงบ ปวิเวก หรือปวิวิตโต เป็นผู้ที่ยินดีในความสงัดแล้ว เป็นผู้ที่เห็นดีพอใจ หรือยินดี หรือเข้าใจ จิตของเราเป็นจิตสงัด แล้วเราก็ยินดี เราก็พอใจในจิตสงัดอันนี้ของเรา นี่ยิ่งชัดเจนว่า มันค้านแย้งกับคำว่าคลุกคลีด้วยหมู่คณะเท่านั้นที่บอกว่ายินดีในการที่จะอยู่ สังคณิการาโมนี่ มันเป็นตัวพยัญชนะที่อยู่ในคู่เดียวกัน คือ ยินดีในการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ก็อยากให้คนอื่นเขาเข้าใจว่าเราเป็นผู้ชอบสงัด นี่เรียกว่า ปรารถนาลามก เป็นคู่เดียวกัน เพราะฉะนั้นคำว่าคลุกคลีด้วยหมู่คณะ จึงไม่ได้หมายความว่า จริงๆแล้ว หมายถึงจิตสงัด จิตที่สงบระงับ จิตที่ไม่มีคณะของกิเลส ไม่ใช่เอาคนไปไว้ที่ในจิตได้ หรือว่าไม่มีคนในจิต ไม่ใช่ว่าไม่มีตัวตนบุคคลอยู่ในจิต ไม่ใช่อย่างนั้น เพราะฉะนั้นอันนี้ยิ่งอธิบายชัดเจนนี่ยิ่งเห็นชัดเจน ถ้าเข้าใจดีแล้วว่า การแปลว่ายินดีในการคลุกคลีด้วยหมู่คณะนั้น จะต้องเข้าใจว่า ถ้าจะหมายเอาการปฏิบัติตั้งแต่เบื้องต้นก็ใช่ แล้วต้องรู้ และเข้าใจลึกไปด้วยว่า "คณะ" อะไร คณะคนพาล คณะคนที่ไม่ควรไปคลุกคลีด้วย แต่ต้องคลุกคลีด้วยหมู่คณะที่เป็นบัณฑิต หรือเป็นมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี หรือเป็นบุคคลสัปปายะ อะไรอย่างนี้ เป็นต้น แล้วก็คลุกคลีเกี่ยวข้อง พระพุทธเจ้าท่านสอนเราให้เข้าสู่บริษัท ไม่ใช่ว่าให้ออกจากบริษัท เข้าสู่บริษัท ไม่ใช่ว่าหลบลี้อยู่คนเดียว เข้าสู่บริษัท ไม่ได้หมายความว่า ให้หลบให้หลีกลี้อยู่คนเดียว เข้าสู่บริษัทอย่างที่ได้อธิบายเมื่อกี้นี้แล้ว มันจะมีตัวอย่าง จะมีผัสสะ เป็นปัจจัย จะมีหลากหลาย เป็นนานาชนิดโจทย์ โจทย์ต่างๆ จะมี ในหมู่คณะที่เราเอง เราไม่ได้เจตนา หรือว่าไม่ได้มอมเมา ไม่ได้ยั่วย้อม ไม่ได้เต็มไปด้วยสิ่งหยาบ สิ่งที่เป็นกิเลสอะไรนักหนาแล้ว ขนาดเราก็ยังทนไม่ได้ หรือยังสัมผัสไม่ได้ แสดงว่าเราอ่อนแอ เพราะฉะนั้นเราจะต้องเข้าสู่บริษัท สัมผัสเป็นปัจจัยอะไร ฝึกปรือไปเรื่อยๆ เก่งขึ้นก็เข้าสู่บริษัทที่หยาบขึ้น เข้าสู่บริษัทที่เป็นคนที่มีกิเลสมากขึ้นได้ไปเรื่อยๆ เข้าสู่บริษัทที่กว้างขึ้น ไม่ใช่แต่ในเล็กๆแคบๆ ไม่ใช่บริษัทแต่เฉพาะคนดีเยี่ยมเท่านั้น คนจริตนิสัยที่ดีน้อยลงๆ นี่ก็แสดงว่า เราอยู่เหนือโลก หรืออยู่เหนือโลกียะที่จัดจ้านได้เก่งขึ้น แข็งแรงขึ้น เป็นผู้ที่เกียจคร้าน ก็มีจิตปรารถนาลามกให้คนอื่นเขาเข้าใจว่าตนเองเป็นผู้ปรารภความเพียร เป็นผู้มีสติหลงลืม ก็มีความปรารถนาลามก อยากจะให้คนอื่นเขาเข้าใจว่า เราเป็นคนมีสติตั้งมั่น เป็นคนไม่มีสมาธิ ไม่มีใจตั้งมั่น อันไม่มีสติ อันไม่มีสมาธิ อันหนึ่งใจนะ เป็นผู้มีใจไม่ตั้งมั่น ก็อยากจะให้คนอื่นเขาเข้าใจ ปรารถนาให้คนอื่นเขาเข้าใจว่าตัวเองเป็นผู้มีใจตั้งมั่น เป็นผู้มีปัญญาทราม ทุปัญญา ก็ปรารถนาให้คนอื่นเขาเข้าใจว่าตัวเองมีปัญญา มีปัญญาดี ปัญญาวา เป็นผู้ไม่สิ้นอาสวะ ปรารถนาลามก ปรารถนาชั่วช้า อยากให้คนอื่นเขาเข้าใจว่า ตัวเองเป็นผู้สิ้นอาสวะ นี่เป็นโดยจุดสำคัญ ก็คือ ตัวความปรารถนาชั่วช้า เป็นปาปิจฉานั่นเอง ความปรารถนาชั่วช้าลามกอันนี้แหละ เราจะต้องเข้าใจจริงๆเลย ที่ท่านตรัสไว้นี่ แง่เชิงต่างๆพวกนี้นี่ ในระดับพวกเรานี่ มันมีเยอะน่ะ มีเยอะ เราจะต้องพยายามเข้าใจหลายผู้หลายคน แม้แต่ปัญหาที่ถามมาเมื่อกี้นี้ ตัวเองเป็นผู้ที่เที่ยวได้พูดแรงๆ พูดอะไรๆ ตัวเราเองดีแล้วหรือ ให้คุณเข้าใจว่าเราเอง เป็นผู้ที่สอนเขาได้ เป็นผู้ที่จะให้เขาเข้าใจว่า เราเองนี่เป็นคนเจตนาดี เป็นผู้สดับมามาก เป็นผู้ที่มีพหุสัจจะหรือพหูสูตที่เป็นผู้ที่เจริญ หรือเป็นผู้ที่มีภูมิธรรมในระดับที่จิตสงัด เป็นคนขยันหมั่นเพียร เป็นคนที่มีสติตั้งมั่น เป็นคนที่มีสมาหิโต จิตแล้วก็ใจ สมาธิตั้งมั่น เป็นผู้มีปัญญาดี เป็นผู้สิ้นอาสวะ เราเป็นคนถึงขนาดนั้นแล้วจริงหรือ ที่เราเจตนาที่จะทำอย่างนั้น เหมาะสมแล้วหรือมันเกินฐานะ เกินตัวมากไปไหม จัดไปไหม จริงๆแล้วละก็ ถ้าเราไม่ดีนี่ เข้าใจไม่ให้ลึกละเอียดนี่นะ คนที่พูดนี่ อาตมาว่าจะตำหนิให้ฟังคือ แอ๊ค! ทำแรงๆนี่น่ะ เที่ยวได้สอนคนนั้นคนนี้ ว่าคนนั้นแรงอยู่เรื่อยๆ อาตมานี่อาตมาว่า อาตมาใหญ่กว่าคนที่พูดอยู่ในนี้นะ อาตมายังไม่กล้าทำขนาดนั้นเลย เพราะกลัวจะเหม็นเน่าในนี้ เขาจะศรัทธาคุณมากเท่าอาตมาหรือ อาตมานี่ได้รับการศรัทธามากกว่านะ อาตมายังไม่กล้าทำขนาดนั้นเลย ยังประมาณ ยังรู้จักกาลเทศะ ไม่เช่นนั้นแล้ว เขาเหม็นเน่าจริงๆ เขาทนไม่ไหวหรอก เพราะฉะนั้นคนนั้นนะ ปัญญาต่ำ คนที่แกล้งพูดไปว่า ฉันจะพูดแรงๆอย่างนี้ ทนไม่ได้ก็แล้วไป ฉันจะพูดอย่างนี้กับใครๆ ก็พูดอย่างนี้ไปเรื่อยๆนะ นั่นคือความโง่ของคนนั้น โง่เกินไป ที่จะต้องแสดงภูมิธรรมอย่างนั้น แสดงแต่ตัวความยึดติดอย่างนั้น ที่อาตมาพยายามวิเคราะห์ให้ฟังลึกๆนี่ จะบอกสติให้ฟัง อยู่ในนี้ เอาในนี้ อาตมาคิดว่าที่ถามมานี่ คือคนในนี้ คนนั้นใหญ่กว่าอาตมาแล้วหรือที่จะกล้าทำถึงขนาดนั้น แข็งกระด้างขนาดนั้น เขาศรัทธาคุณมากกว่าอาตมาหรือ คนที่ศรัทธามากเขาก็ยังยอมให้น่ะ ขนาดนั้นก็ยังทนไม่ค่อยได้เลย ขนาดอาตมานี่เขายังทนยากเลย แล้วขนาดอย่างคุณน่ะหรือ จ้างก็ไม่มีประโยชน์หรอก คุณจะอ้างว่าคุณต้องทนให้ได้ มันไม่รับกันหรอก ไม่มีผลหรอก ไม่มีประโยชน์หรอก เพราะมันไม่ศรัทธากัน ใช้ความเมตตาก็เสียเปล่า เสียแรงเปล่า คนที่ทำนั่นเสียแรงเปล่า อ้างอย่างไรก็ไม่ขึ้น เขาก็ยังทนไม่ไหวแล้ว แล้วเขาก็ไม่ศรัทธาเลื่อมใสแล้ว เขาเบื่อแล้ว เขาชังแล้ว เบื่อชังแล้วมันจะไปรับอะไรกัน มันไม่รับหรอก ไม่ได้ผลหรอก เสียแรงเปล่า เหม็นขี้หน้า เขาเหม็นขี้หน้ามากกว่า เพราะฉะนั้นแก้ตัวก็แก้ไปอย่างจัญไรๆ อย่างนั้นแหละ ไม่ได้คุณค่าหรอก ไม่ได้ ขออธิบายให้ฟังละเอียดๆ ขึ้น เมื่อกี้อาตมาขอตอบปัญหากลางๆ ให้มองในแง่เหลี่ยมมุมไม่ดีไปเสีย ไม่ได้ตัดทอนกำลัง แต่ตอนนี้ขยายละเอียดให้ฟัง ให้เห็นองค์ประกอบชัดๆ ฟังด้วยเหตุผลดีๆ จะเข้าใจ ไม่เช่นนั้นแล้ว เราจะหลงระเริง แล้วก็เลยไม่พยายามปฏิบัติ ไม่พยายามที่จะฝึกฝน ไม่พยายามปรับปรุง แล้วมันไม่ได้เจริญอะไรหรอก เพราะ เอาความเคยชินของตัวเอง เอาจริตของตัวเอง พระสารีบุตรนั่นน่ะ ท่านยอมรับตัวเองเลยว่า ท่านเอง ท่านไม่เรียบร้อย ท่านก็ยังยอมรับตัวเอง เขาติท่าน ท่านก็ยอมรับ ไม่แก้ตัว ถ้าแก้ตัวจัญไร มันจัญไร มันไม่ดีหรอก เพราะฉะนั้นท่านเอง ท่านบกพร่องอันนั้น ท่านเองท่านยอมรับว่าท่านไม่เรียบร้อย แล้วท่านก็แก้ตัว ไม่ใช่ว่าเอาความไม่เรียบร้อยนี่ มาลองของคุณ คุณจะทนไหวไหมนี่ ฉันไม่เรียบ ร้อยอย่างนี้ คุณจะเลื่อมใสศรัทธาฉันไหม ไม่ใช่เอาแค่นั้นมาแก้ตัว มันไม่ควร จะมีได้ก็บางครั้งบางคราว ไม่ใช่ทำตลอดไป ลองๆดูบ้าง อะไรกันบ้างเล็กๆน้อยๆ นั่นพอสมควร แต่ไอ้จริตก็ต้องยอมรับว่าจริต จริตของเรา นิสัยของเรา เป็นเช่นนั้นๆ ก็ต้องยอมรับว่า นี่คือจริต นี่คือนิสัย แล้วก็ต้องยอมรับ แต่ถ้าเผื่อว่าเราทำด้วยเจตนาก็คือเจตนา เอาละ ก็ขยายความให้ฟังชัดๆเจนๆ ขึ้น เพราะฉะนั้นการที่เราจะเรียนรู้ เพื่อที่จะปรับให้ลึกซึ้งขึ้นนี่ แม้แต่คำว่า "ศรัทธา" นี่ อาตมาขยายความไม่ใช่ตื้นๆน่ะ คนเราจะมีศรัทธานี่ คำว่า "ศรัทธา" คำเดียวนี่ มันเป็นอินทรีย์ของอินทรีย์ 5 พละ 5 เป็นตัวหัวต้นเลยนะ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา 5 ตัวนี่ เราปฏิบัติในโพธิปักขิยธรรมนี่ เราสร้างอินทรีย์พละ 5 ตัวนี่ ให้สมบูรณ์ แล้วมันก็จะสัมพันธ์กันเข้าไปหมด ช่วยเหลือเกื้อกูลกันไปหมด ศรัทธานี่ เป็นความเชื่อที่ในคนที่มีตัวนี้จริงๆ จริงน่ะ นี่มันเป็นทรัพย์ เป็นความเป็นอันหนึ่งของคน ศรัทธานี่ เป็นเจตสิกอันหนึ่งของคน แล้วจะมีปัญญาหรือมีตัวศรัทธานี่ประกอบ ทั้งปัญญาและตัวศรัทธา ประสิทธิภาพของศรัทธานี่ คุณเชื่อนี่ เชื่อแรงก็ได้นะ แต่โง่ เชื่อแล้วมีเหตุผลก็ได้ มีความเฉลียวฉลาดก็ได้ แล้วเฉลียวฉลาดให้เหตุผลเข้าข้างตัวด้วยน่ะ ยกตัวอย่างเช่น คนที่ไปติดอบายมุขนี่ ฉลาดนะ เล่นไพ่เก่งนี่ อย่างนี้เป็นต้น ฉลาดน่ะ โอ้โฮ! ฉลาด โกงก็เก่ง ไหวพริบ ปฏิภาณไว เร็วนะ ไม่ใช่คนโง่น่ะ คนเฉลียวฉลาดเฉียบแหลม เสร็จแล้วเขาก็ไปศรัทธาในการเล่นไพ่นี่ว่าดี เขาเชื่อว่าดี ไม่มีบาปอะไรหรอก ไอ้เรื่องเล่นไพ่ เล่นการพนันนี่ ไม่ได้บาปอะไร เป็นการเจริญ ชีวิตของเขาก็รุ่งเรือง ชีวิตของเขาก็ได้ยอมรับนับถือเก่ง มีคนนิยมยกย่องชมเชย จนเงินทองก็ได้ เป็นแชมเปี้ยน เดี๋ยวนี้สังคมเขาไปเล่นไพ่ เขาไปเป็นโอลิมปิกโน่นแน่ะ ดาราดังด้วยน่ะ จัดเข้าไปเป็นเกมเลย ยักษ์ใหญ่ เป็นดาราดังระดับโลก ไม่ใช่ระดับประเทศแล้ว แค่นั้นเอง รายได้ก็โอ้โฮ เป็นเรือนล้านๆ ด้วยซ้ำ อะไรอย่างนี้ เป็นต้น หรือแทงบิลเลียดนี่ เขาเชื่อจริงๆ น่ะว่าดี นี่ยกตัวอย่างให้ฟัง เขาเชื่อ เพราะฉะนั้นคนที่เชื่ออย่างนั้นแล้วนี่นะ เป็นความเชื่อของเขาจริงๆ แล้วเขาก็เห็นดิบเห็นดี แล้วเขาก็อาศัยอันนี้เป็นชีวิตจิตใจ เป็นการเป็นอยู่ เพราะฉะนั้นเขาไม่แก้กลับหรอก เขาไม่เปลี่ยนแปลง เขาเชื่ออย่างนี้ เขาไม่เปลี่ยน จนกว่าเขาจะมีปัญญา แม้เขาจะมีปัญญา ทีนี้ มีปัญญานะไม่ใช่มีเฉกตา ไม่ใช่มีความฉลาดทางโน้นน่ะ มีปัญญาทางธรรมขึ้นมา อ๋อ มันไม่ดีจริงนะ จนกระทั่งเขาได้เหตุผลรู้ เขาก็มีความรู้แล้วเชื่อ จนกระทั่งเถียงไม่ได้เลยน่ะว่า เล่นการพนันนี่ไม่ดี โดยปัญญาน่ะ โดยตัวความหมายทางธรรม นั่นก็ไม่เสริมให้เกิดอินทรีย์ทางศรัทธาอีกแหละ เพราะเขาไม่ได้ปฏิบัติเพื่อซ้อนเชิง เพื่อลึกซึ้งให้เกิดศรัทธา ความเชื่อ ที่จะเห็นจริงในผล ที่เขาจะเห็นจริงว่า มันดีอย่างไร มันเลิกมา เขาก็จะติดอยู่ ตามติดนั่นแหละ กิเลสเขาเป็นเหตุใหญ่ที่เขาชอบ เขาติด เขาก็เลยไม่…ทั้งๆที่เหตุผลเขาเถียงไม่ออกหรอกว่ามันไม่ดี ขออภัยไม่ใช่ดี ที่ว่าทำอย่างนี้ไม่ดีนี่ เชื่อ ไม่เถียง แต่เขาก็ไม่ทำ เขาก็ไม่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต กรรมกิริยา คนติดเหล้า เป็นต้น คนติดเหล้าพอมีปัญญาพอควรแล้ว ก็รู้ว่า เออ! กินเหล้ามันไม่ดีหรอก สุขภาพร่างกายเสีย บางคนถึงขั้นเป็นโรคตับแข็งแล้ว เป็นโรคแอลกอฮอลลิซึ่ม Alcoholism แล้ว แต่ก็ไม่ยอมเลิก ไม่ยอมอบรมฝึกฝนตน ก็เพราะอินทรีย์ในศรัทธาที่เรียกว่าศรัทธินทรีย์ หรือพละมันไม่เจริญ เพราะไม่ได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของโพธิปักขิยธรรม ที่พระพุทธเจ้าท่านพาให้ปฏิบัติ มันเติมความรู้ ความเข้าใจเฉยๆ ได้เหมือนกัน เติมสุตมยปัญญา เติมจินตามยปัญญาได้ แต่ไม่มีภาวนา ภาวนาแปลว่าการทำ ทำให้เกิดผล เขาไม่ได้เกิดการทำ ไม่ได้เกิดการฝึก เพราะฉะนั้นอินทรีย์พละที่จะเกิดเป็นปัญญาเข้าไปเสริมหนุนให้เกิดศรัทธินทรีย์ ศรัทธาพละนั้น จึงไม่เกิด อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นคำว่าศรัทธา จึงไม่ใช่เรื่องตื้นเขิน ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย พวกเรานี้เรียนพยัญชนะ เรียนภาษา เรียน บอกเรียนอะไร เรียน แต่ไม่อบรมตนนี่ อย่านึกว่าเราเจริญนักหนานะ วน เรียนอยู่ตรงความรู้เท่านั้นแหละ ดีไม่ดี ในสังคมทุกวันนี้นี่มีตัวอย่างเยอะ ดีไม่ดีเอาความรู้นี้ไปสร้างลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ให้แก่ตัวเอง ตีราคาแพงๆ เป็นหนี้เป็นบาป ดีไม่ดีเอาความเห็นของตัวเองซ้อนเข้าไปอีก ในความรู้ที่เรียนมานี่ จนกระทั่งเพี้ยน จนกระทั่งเบี้ยว จนกระทั่งกลายเป็นวิปริต ทำให้ธรรมะที่ตัวเองมีคนยอมรับขึ้นมา แล้วก็มีความเฉลียวฉลาดซับซ้อน เอาเขียน หรือเอาไปเผยแพร่ เอาไปบรรยาย หรือเอาไปหากินทางโลก ล่าลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ทำให้ตัวเองบาป ทั้งไปหาบำเรอตน บาปทั้งไปเบี้ยว ไปทำให้คำสอนเหล่านี้เพี้ยน ทำลายธรรมะของพระพุทธเจ้า นั่นบาปหนักแล้ว ยังแถมกิเลสเอาไปแลกลาภ แลกยศ แลกสรรเสริญ หากินโด่งดัง ได้ลาภ ได้ยศ ได้สรรเสริญอะไรอยู่ แล้วก็เสพโลกียสุข ไม่ได้ลดได้ละอะไรอยู่ ก็เป็นกิเลสของตัวเอง ซวย บาปทั้งตัวเองมีกิเลส บาปทั้งตัวเองที่ได้ไปทำลายศาสนาพระพุทธเจ้า เดี๋ยวนี้มีอยู่ ในสังคมมีอยู่จริงๆ อวดดิบอวดดี อยู่อย่างนั้นแหละ พูดไม่มีเข้าใจหรอก เถียงย้อนแย้งอยู่ในเชิงที่เขาเชื่อ เขาเชื่อของเขาจริงๆอยู่อย่างนั้น เขาก็เชื่อของเขาอย่างนั้น นี่ศรัทธาทั้งนั้น เพราะฉะนั้นคำว่าไม่มีศรัทธา ก็ปรารถนาให้คนอื่นเข้าใจว่า ตัวเองมีศรัทธา มันจึงไม่ใช่คำพูดตื้นๆเท่านั้น ไม่ใช่บทบาทหรือภาษาที่เขียนตื้นๆ เพราะฉะนั้นจะเกิดศรัทธา มีศรัทธาที่มีน้ำหนักความเชื่อ แล้วก็มีอินทรีย์พละในความเชื่อด้วย น้ำหนัก หมายความว่า เชื่อมาก เชื่อดิ่ง แต่ไม่มีอินทรีย์พละในทางที่จะทำให้เกิดโลกุตรธรรม ทำให้เกิดการเจริญในคุณภาพคุณธรรมแท้จริง นี่อาตมายกตัวอย่าง ที่ว่าฆ่าสัตว์เป็นบาป แต่ฆ่าอยู่นั่นแหละ ฆ่าหมด อะไรฆ่าได้ ก็ฆ่า ฆ่ามด ฆ่าแมว ฆ่าไก่ ฆ่าเป็ด ฆ่าช้าง ฆ่าม้า ฆ่าวัว ฆ่าควาย ฆ่าอยู่นั่นแหละ ฆ่าโดยที่เขาไม่ได้ เขารู้ เชื่อๆ น่ะว่าฆ่าสัตว์เป็นบาป แต่ก็ฆ่า นี่คิดดูซิ มันไม่เชื่อได้อย่างไร เยอะไปนี่ เชื่อว่ากินเหล้าไม่ดี กินเหล้าเป็นบาป ก็กินน่ะ ไม่อะไรมาก ในพวกเรานี้ด้วยก็แล้วกัน เคยผ่านมาทุกคน อาจจะเคยฆ่าสัตว์ อาจจะดื่มเหล้า ก็อาจจะน้อย เชื่อว่าโกหกนี่เป็นบาป แต่โกหกอยู่อย่างนั้นแหละ โกหก คนที่ไม่ได้ปฏิบัติธรรม แต่ก่อนเขาไม่ได้ปฏิบัติธรรม เราก็ไม่สำเหนียกสังวรอะไร โกหกเมื่อไรก็โกหกได้ง่ายๆ แล้วโกหกเป็นบุญหรือเป็นบาป บาป แต่โกหกมานะ เชื่อไหมว่าโกหกเป็นบาป เชื่อ ไม่เถียง เชื่อสนิทเลย เชื่อลึกๆมากๆ ด้วย ไม่เถียง แต่ก็โกหกมันอยู่อย่างนั้นแหละ กี่ 10 ปีแล้ว ปฏิบัติไม่ลงตัว ปฏิบัติไม่ได้ละล้างกิเลสจริง แต่อย่างน้อยนะ ต้องอ่านให้ชัดว่า มันอยากสูงหรือว่ามันอยากแรง อยากมากอย่างเก่า หรือว่ามันก็ทนได้กว่าเก่า มันก็ไม่ได้แรง ไม่ได้อยากเหมือนอย่างเก่า อย่าไปเข้าใจว่า ไอ้แรงอย่างขนาดที่เรานี่ ก็ไม่แรงอย่างเก่า แล้วไปเหมือนว่า เอ๊ะ! ก็ยังอยากอยู่อย่างเก่า มันไม่ใช่น่ะ มันยังไม่หมดอย่างไร มันไม่ทำต่อ ก็ถึงบอกอย่าประมาทโทษภัยลดลงๆ ถึงบอกว่า อย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด ต้องปฏิบัติล้าง ดีแล้วล่ะเราลดมาก็ต้องให้หมด จนกระทั่งถึงวิมุติ จะได้อ่านวิมุติ กำลังของวิมุตินี่น่ะ เป็นกำลังช่วยเสริมหนุนให้เราทำอื่นๆได้อีก เพราะความเชื่อมั่น เห็นจริง มันมีพลังสูงๆ จะช่วยให้เรานี่ พัฒนาในการปฏิบัติธรรมดียิ่งขึ้น ยิ่งมีมากเท่าไรๆ ก็ยิ่งเป็นการช่วย ยิ่งเป็นของจริง ที่จะทำให้เรามีน้ำหนักในการที่จะเอาจริงเอาจัง วิริยะก็ยิ่งจะสูง เพราะถ้าศรัทธินทรีย์เป็นศรัทธาพละ วิริยะนี่ เป็นวิริยินทรีย์ วิริยะพละ ก็จะเติมขึ้นมาเอง จะเกิดจริงๆ จะซ้อน จะตามติดขึ้นมา แต่ถ้าเราไม่ได้จริงนะ ก็จะเฉื่อย ไม่อยากทำหรอก เอ้อ! ไม่ได้ศรัทธาเต็มที่ ไม่ได้มีกำลังของศรัทธาที่เป็นเนื้อหาแท้ ที่เป็นคุณวิเศษที่ได้ขึ้นมา ก็จะไม่มีกำลังของวิริยะ ไม่มีกำลังของความเอาจริง ไม่มีกำลังของพากเพียร มันจะเฉื่อยด้วยซ้ำ มันจะไม่ขมีขมัน เพราะฉะนั้นถ้าปฏิบัติไม่ค่อยถูกทางแล้ว ก็กลายเป็นว่าอินทรีย์อื่นก็ไม่เกิด ต่อให้เชื่อดิ่ง เชื่อปัก เชื่อมั่นอะไร ก็ตามใจเถอะ วิริยะไม่มี ป่วยการกล่าวไปไย จนไปปฏิบัติสติที่จะได้เจริญขึ้น สติที่ปฏิบัติ มีสังวรระวัง มีสติรู้ตัว สัมผัสอันนี้ แตะต้องสิ่งนี้ อะไรอย่างนี้ ผ่าน พลัดสิ่งนี้ อันนี้ก็ได้วิจัยวิจารณ์ ได้วิปัสสนา ได้ลดได้ละ มันก็ไม่เกิด จะไปสั่งสมเป็นสมาธิ เลิก จะเกิดปัญญินทรีย์ ปัญญาพละที่เป็นตัวญาณแท้ๆ ที่เป็นญาณของจริงตามความเป็นจริง ก็ของจริงไม่เกิด จะไปเห็นได้อย่างไร ของเรายังไม่เกิด ไม่เป็น ไม่เห็นของเรา เห็นของจริงตามความเป็นจริงนี่ ของเราเองนะ ไม่ใช่ของคนอื่น มีลักษณะอย่างนี้ ในตัวคนหรือไม่ก็มักจะอ้างว่าเป็นจริต จึงแก้ยาก แต่ที่จริงเป็นลักษณะของการติดภพมากกว่า ไม่ใช่เรื่องของจริตเลย ติดภพกับจริต เป็นความติดภพมากกว่า มันทำไมมันกว้าง ติดภพนี่มันกว้าง จริตนี่ หมายความว่า สิ่งที่เราได้ทำกับตนเอง ติดตัวเองมาชินแล้ว ติดภพจริงแก้ยาก แต่ที่จริงเป็นลักษณะการติดภพมากกว่า ติดภพหมายความว่า เราไปยึด เราไปเข้าใจเอาอันนั้น แล้วเราเป็นอย่างไรละ เราเข้าใจเอาอันนั้นแล้วเราเป็น พอเป็นแล้ว พอฝึกจนกระทั่งตัวเป็น ถ้าฝึกเอาจนกระทั่งตัวเป็น จบ ก็ก่อจริตอันนั้น ก่อบุคลิกอันนั้น จนตัวเองเป็นบุคลิกอย่างนั้น จริตอย่างนั้น เพราะฉะนั้นจากภพ มาเป็นจริต จากภพเฉยๆ ภพนี่ เป็นความนึกคิด ไม่ได้ออกมาทางกายกรรม วจีกรรม จริตออกทางกายกรรม วจีกรรมด้วย ที่ถามมานี่ใช่ไหม? เป็นการติดภพ ถ้าติดภพแล้ว ก็ไม่ได้ออกมาทางกาย ทางวาจาอะไรมากมาย นี่เข้าใจภพเลอะไปหรือเปล่า ไปปนกับจริต หรือแบ่งว่าภพเป็นการติดภพ แล้วคุณเข้าใจคำว่าภพว่าอย่างไร อาตมางงๆ คนถาม ภพมันต่างกับจริตอยู่แล้ว แต่ภพของคนนี่ เข้าใจว่าอย่างไรเป็นภพ เป็นการติดภพ ติดภพนั่นคือติดความคิด ภพนี่หมายถึงสภาพของในจิต ไม่ใช่กามภพ ไม่ใช่ทวารข้างนอก ไม่ใช่ทางหู ลิ้น กายข้างนอก ไม่ใช่กรรมกิริยากาย วาจา แต่เป็นลักษณะทางจิต ภพนี่ เพราะฉะนั้นคุณติดภพเฉยๆแล้วไม่ได้ฝึก ไม่ได้กระทำตามที่ตัวเองติด แล้วก็ไม่ได้ออกมาข้างนอก ภพ ภวะ ภวตัณหานี่น่ะ เป็นภพนี่ ก็หมายความว่า เราอยู่ข้างใน ภวตัณหา เราติดในความนึกคิดอย่างนั้น ความหมายอย่างนั้น แล้วก็ให้สมใจตามความคิดความนึกของเรา นี่เรียกภวตัณหา เราเข้าใจภพกันอย่างไร แค่ไหน ที่พูดกันนี่ ภพนี่ ไม่ใช่กามภพนะ ไม่ใช่ภพข้างนอก แต่เป็นภวภพ หมายความว่า ภพข้างในเข้าไปอีกทีหนึ่ง ภพทางจิต ถ้ากามภพนี่ หมายออกมาข้างนอก ทางตา หู จมูก ลิ้นกาย เป็นกามคุณ 5 หรือเป็นวัตถุรูปข้างนอก นี่เรียกว่ากามภพ หรือภพกาม เป็นภพหยาบ ภพนอก ส่วนภพที่เราจะเข้าใจโดยปริยายนี่ หมายความว่า ภพนี่ คือภวะใน ภายใน เป็นภวตัณหา เป็นตัวละเอียดของนามธรรม ไอ้ที่ว่านี่ เมื่อกี้นี้ จริตที่ว่านี่ จะออกทางจริตนี่ ออกมาทางรูปแล้ว จริตนี่เป็นบุคลิก เป็นพฤติภพ เป็นกรรม และเป็นกรรมกิริยาออกมาทางกาย วาจา เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งออกมาแต่จิตนั่นแหละ อะไรก็ไม่ใหญ่เท่าจิตหรอก แต่ออกมาจากจิต ถ้าจริตแล้วก็ออกมาเป็นกายกิริยา วาจากิริยา จริตมันจะออกมาทางนี้มาก ถึงแม้ว่าเขาจะอธิบายบอกว่า เขาจะเรียกจริตว่าเป็นโลภจริต โทสจริต โมหจริต อะไรก็ตาม ก็แสดงว่ามีกิริยาของโลภะ ออกมาทางกาย วาจา มีกิริยาของโทสะ ออกมาทางกาย วาจา มีกิริยาโมหะ ออกมาทางกาย วาจา หมายความว่าอย่างนั้น อย่างโทสจริต ก็ออกมาแล้ว เป็นลีลาอย่างนี้ ต่างกัน ที่ถามมานี่ ไม่รู้ว่า จะตอบว่าอย่างไร ก็ ถ้าคนนี้จมกับตัวเอง มีแต่ภพไม่มีจริต ก็ไม่ออกมาซี ไม่เป็นจริต ไม่ใช่บทบาทของจริต ก็ไม่ออกมา แล้วดูซิ ลักษณะของจริต เป็นตัวนอกน่ะ ภพเป็นตัวใน ถ้าติดภพ เป็นภพของตัวเอง คงไม่ออกมาเป็นจริตน่ะซิ เพราะฉะนั้นก็อ่อนซี ไม่มีจริตนี่ ไม่มีหยาบอะไรมากนี่ เพราะว่าภพเป็นเรื่องภายใน อย่างฤาษีนี่นะ ฤาษีนี่ เมื่อเขาไปนั่งสะกดจิต เขาก็จะเข้าไปในภพเสียมาก เป็นภวตัณหา แต่ก่อนนี้เขาติดกาม ก็ไปสะกดจิตเข้าไป กามเขาไม่หมดหรอก เขาดับมันไว้ในภพ ก็เป็นภวตัณหา เขาดับมันไว้ในภพ โดยกดมันด้วย ข่มมันด้วย จนลืม จนหลงผิดว่าตัวเองหมดกาม ก็อัดมันไว้ในภพ ใต้บาดาลภพโน่นแน่ะ แล้วเขาก็ไม่ขึ้นมาด้วย ไม่ขึ้นมาสู่วิถีด้วยน่ะ จะไม่เป็นจิตขึ้นมาสู่วิถีด้วย เพราะเขากด สะกดจิตนี่ จะกดจนกระทั่ง ไม่ออกมาทางกาย เพราะฉะนั้นเขาก็จะไม่มี ทั้งๆที่เขาไม่หมดกิเลสนะ ในภพเขามีน่ะ ในภพเขามีกาม เพราะใช้วิธีนั้น ใช้วิธีสะกดจิต ใช้วิธีลืมข้างนอก เพราะฉะนั้นไม่ปฏิบัติก็ไม่ชิน เพราะจริตทางกาย จริตทางวาจา พูด แต่เสพ แต่เรื่องกาม เรื่องกามทางกาย กามทางวาจา เขาก็ไม่มีจริต ไม่มีแสดงออก แต่อัดเข้าไว้ในภพ นั่นเรียกว่าบทบาท จริตไม่ออก แล้วคนก็ดูไม่ออกด้วย แต่ไม่ได้หมายความว่าหมด ถ้าเผื่อว่าเขาไม่ล้างอย่างถูกทาง ตามที่ศาสนาพุทธเราสอน วันหนึ่งก็ขึ้นมาใหม่ ก็ออกสู่วิถี เมื่อออกสู่วิถีแล้วก็ออกมาเป็นจริตใหม่ จริตแก่ จริตอ่อน จริตเบาบางก็แล้วแต่ จะออกมาเป็นจริตใหม่ มีคนเข้าใจคำว่า "จริต" กับ"ภพ" มากขึ้นน่ะ อ้าว! เอ้ ที่เป็นคำถามแทรก กิเลส ไม่รู้อธิบายไปถึงไหนแล้ว ศรัทธาน่ะ อาตมายังอยู่ที่ศรัทธา ว่าศรัทธานี่ ลึกซึ้งมีสภาพที่จะต้องสร้างอินทรีย์พละให้เป็นศรัทธา เป็นสภาพจนกระทั่งถึงสมบูรณ์แบบเป็นพละ เป็นพละ เพราะฉะนั้นในตัวศรัทธานี่ จึงไม่ใช่ตัวเล็ก ไม่ใช่เรื่องย่อย เป็นทรัพย์อันประเสริฐ ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา หรือ ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ พหูสูต (สุตะ) จาคะ ปัญญา ถ้าขยายเป็น 7 เป็นอาริยทรัพย์ หรือเป็นทรัพย์ เป็นเรื่องของภูมิเทวดา ของผู้เจริญที่แท้จริง เทวดาคือผู้เจริญที่แท้จริง คือจิตวิญญาณที่เจริญอย่างนั้นที่แท้จริง ผู้ที่เข้าใจตัวศรัทธา เป็นตัวสำคัญ ตัวหลัก แล้วก็จะเข้าใจตัวอื่นๆต่อ ในนี้ก็ต่อเหมือนกัน ต่อศีล ต่อพหูสูต ต่อเสนาสนะอันสงัด ต่อมาก็มาต่อ ภาวะของคนเกียจคร้านกับคนขยัน เกียจคร้านกับการขยันนี่ เป็นเรื่องหลักเหมือนกันนะ อาตมาอยากจะพูดตรงนี้เหมือนกัน เรื่องสดับมาก เรื่องคลุกคลีด้วยหมู่คณะ เมื่อเช้าก็ขยายไปเยอะแล้ว ทีนี้ไอ้ตัวนี้บ้าง กุสีตะ หรือ โกสัชชะ มีอะไรอีก มีหลายตัว อาตมาลืมแล้ว พระบาลีหลายๆตัว ซึ่งแปลว่าเกียจคร้าน กุสีตะ หรือ โกสัชชะนี่ แปลว่าเกียจคร้าน แล้วก็อารัทธวิริยะ หรือวิริยารัมภะ หรือว่า เอา ก็นี่แหละ ไม่อื่นล่ะ เป็นการปรารภความเพียร ปรารภความเพียรนี่ เรามาใช้ภาษาซ้อนๆ ปรารภ ก็เป็นภาษาบาลี ปรารภ หมายความว่าเราบอกตัวเอง ปรารภ ปรารมย์นี่ บอกตัวเองอยู่เสมอ เรียกว่าปรารภหรือปรารมย์ เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดมีการบอกตัวเองอยู่เสมอว่า เพียรนะๆๆ นี่คือปรารภความเพียร แล้วก็จะมีสติว่า ก็จะมีการปรารภหรือปรารมย์อยู่ตลอดเวลา ปรารภ คนที่ปรารภว่า หมายความว่า เราเตือน หรือว่าเราสำนึก หรือว่าเรามีความนึกคิดอันนั้น หรือว่าเรามีการดำริอันนั้นอยู่ ปรารภ นี่ก็มาจากรากศัพท์คำว่า "ดำริ" นั่นแหละ ดำริให้มีความตริตรึก หรือดำริที่จะเป็นอย่างนั้น ดำริ ก็คือทำให้เริ่มก่อเกิด ทำให้เริ่มก่อเกิดอยู่เรื่อยๆ เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดมีตัวต่อเนื่องของการเริ่มก่อเกิดตัวเพียร อาการเพียร หรือสำนึก หรือเตือน หรือปรารภตนอยู่ตลอดเวลาว่า เราจะเพียรน่ะ เราจะต้องเพียรนะ เราจะต้องเพียรน่ะ เราจะต้องเพียรนะ อย่างนี้เรียกว่า ปรารภความเพียร เพราะฉะนั้นคนนี้ก็จะมีความเพียรต่อเนื่อง สรุปง่ายๆ มีความเพียรต่อเนื่อง คนที่มีความเพียรต่อเนื่องนั่นแหละ คือคนนั้นก็ตัดภาวะเกียจคร้านออกไปได้เรื่อยๆ ปิด เรียกว่าปิดประตูเกียจคร้าน ก็เข้าใจง่ายๆ คนเราถ้ามีกรรมกิริยาอย่างนั้นน่ะ มีกรรมกิริยาที่เห็นได้ ยิ่งกาย วาจา เห็นได้ว่า โอ้! เป็นคนที่เอาใจใส่ เป็นคนที่พยายาม ดูกิริยารู้เลยว่าเป

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน