351029-30 มนุษย์ศรีอริยเมตไตรย์ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2535
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์20 KB
วันที่แก้ไข17 พฤศจิกายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

351029-30 มนุษย์ศรีอริยเมตไตรย์ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก

มนุษย์ ศรีอาริยเมตไตรย์ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 29-30 ตุลาคม 2535 ณ พุทธสถานสันติอโศก

ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมะอันพึงละด้วยกายมิใช่ด้วยวาจาเป็นไฉน ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้ต้องส่วนอาบัติไรๆ อันเป็นอกุศลด้วยกาย หมายความว่าเราไปละเมิดทุจริตกาย หรือไปทำมิจฉาทางกาย มิจฉาทางกาย มีอะไรบ้าง มิจฉา 3 ปาณา อทินนา กาเมสุมิจฉาจาร เอารูปง่ายๆก่อน เอารูปหยาบๆก่อน เราละเมิดด้วยอกุศล หรือว่าเราละด้วยกาย เพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย เป็นวิญญูใคร่ครวญแล้ว ได้กล่าวกับภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุ เป็นผู้ต้องแล้วซึ่งส่วนอา บัติไรๆ ไม่ว่าจะเป็นอาบัติอะไรล่ะ เราก็รู้อันนั้น อันเป็นอกุศลด้วยกาย เป็นการดีหนอ ที่ท่านผู้มีอายุจงละกายทุจริต บำเพ็ญกายสุจริต ภิกษุนั้น อันเพื่อนพรหมจารีย์ทั้งหลาย เป็นผู้วิญญูใคร่ครวญแล้ว กล่าวอยู่ ย่อมละกายทุจริต บำเพ็ญกายสุจริต ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ธรรมะเหล่านี้เรียกว่า อันบุคคลพึงละด้วยกาย มิใช่ด้วยวาจา ก็เป็นง่ายๆ เราฆ่าสัตว์ เราลักทรัพย์ เราผิดในกาม เป็นกายกรรม หรือเป็นกรรมทั้งหมดแหละ กาย วาจา ใจ ก็ตาม มันรวมแล้ว มีกายด้วยบทบาทหยาบ เป็นอิริยาบถใหญ่ ละเมิดในอิริ ยาบถใหญ่เป็นอกุศล หรือเป็นมิจฉา หรือเป็นทุจริต หยาบๆ เราก็รู้หยาบๆ กลางๆ เราก็รู้กลางๆ ของใครของมัน ที่จะกำหนดรู้ว่า อันนี้มันทุจริตแล้ว อันนี้หยาบแล้วสำหรับเรา อันนี้เราตั้งใจจะละแล้ว เพราะว่าอย่างนี้ไม่เอาล่ะ กรรมกิริยากายอย่างนี้ไม่เอา อย่างนี้เราถือ ว่าทุจริต หรือกายอย่างนี้ เราถือว่าอกุศลสำหรับเรา มันอาจจะเป็นในฐานของคนบางคน บอกว่าเขาก็ยังทำอยู่ ก็เขาก็ยังทำอยู่ มันก็เรื่

อ่านต่อ

องของเขานะ สำหรับเราก็ต้องกำหนดให้ชัด กายกรรมอย่างนี้ เราไม่เอาแล้ว หยาบไป อย่างนี้ยังถือว่าอกุศล เรายังถือว่ามิจฉา จะเป็นไป เพื่อเอาสาระเลย ปาณาติบาตนี่ เป็นไปเพื่อละหน่ายคลายโทสมูล อทินนาทานนี้ เป็นไปเพื่อการละโลภมูล อันที่ 3 กาเมสุมิจฉา จารนั้น เป็นไปเพื่อละราคมูล ละกาม เราก็เข้าใจให้ชัด อาการเป็นอย่างไร อาการที่เรากำหนดแล้วว่าอย่างนี้หยาบ อันนี้เป็นไปเพื่อละโทสะ พยาบาท นี่หยาบแรงสำหรับเรา เราจะละแล้ว ทั้งกายกรรม ทำอย่างนี้มันหยาบนะ เงื้อมมือฆ่า นี่เป็นอาบัติของสมณะ เงื้อมมือฆ่า ไม่เอาล่ะ ลักษณะอย่างนี้ มันน่าเกลียด หยาบ เราจะต้องละนะ กายกรรมอย่างนี้ กิริยาอย่างนี้ เราไม่เอาละ กิริยาส่อแสดงถึงกาย ถึงราคะ อย่างนี้หยาบนะ นี่เล่นชายหูชายตา ทำช้อนชะม้าย หรือว่าไปจับเนื้อต้องตัวเขา เป็นสมณะแล้ว อย่างนี้แสดงอาการหยาบ สัง ฆาทิเสสเชียวนะ มีด้วย หรือไม่ถึงขนาดนั้น เราก็จะกำหนดเอาของเรา ขนาดไหนละ กำหนดเอาว่าอย่างนี้ เราทำได้แล้ว เอ้า อย่างนี้ละเอียดขึ้นไปอีก หยาบอย่างนี้เราอย่าทำเลย กายกรรม วจีกรรมอย่างนี้หยาบ อันนี้ยังไม่ถึงวจีกรรม เอาแค่กายกรรมก็ได้ กิริยากายกรรมอย่างนี้หยาบ เราอย่าทำเลยอย่างนี้ เป็นไปโทสมูล เป็นไปเพื่อโลภมูล เป็นไปเพื่อราคมูล เราอย่าทำเลย น่าเกลียด หยาบ อย่างนี้แสดงอาการโลภมูล อาการอยากจะได้มาเป็นของเราอย่างนี้ กายกรรมทำท่าอย่างนี้น่ะ ไม่ดี หยาบ ทั้งๆที่มันยังไม่หยาบเท่าไหร่สำหรับบางคน บางฐานะ เขาทำอยู่ก็ตาม สำหรับเราจะรู้ของเราแล้วมันสอดคล้องไหม มันถูกต้องไหม ไม่ใช่ว่าคนอื่นหมั่นไส้ หรือคนอื่นเขาเห็นว่า อย่างนี้ไม่ใช่หยาบหรอก เกินไป อย่างนี้ไม่ได้หยาบอะไรหรอก ดีแล้วละ กายกรรมขนาดนี้ ไม่ได้เป็นไปเพื่อโทสะ ไม่ ได้เป็นไปเพื่อโลภะ ไม่ได้เป็นไปเพื่อราคะ อะไรหรอก เราก็เข้าใจให้ได้ก็แล้วกัน นี่กาย ทีนี้วาจา ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมะบุคคลพึงละด้วยวาจา มิ ใช่ด้วยกายเป็นไฉน ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ต้องส่วนอาบัติไรๆ อันเป็นอกุศลด้วยวาจา เพื่อนพรหมจารีย์ทั้งหลาย ผู้เป็นวิญญู ใคร่ ครวญแล้ว ได้กล่าวกับภิกษุนั้น อย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุ เป็นผู้ต้องแล้วซึ่งส่วนอาบัติไรๆ อันเป็นอกุศลด้วยวาจา เป็นการดีหนอที่ท่านผู้มีอายุจงละวจีทุจริต บำเพ็ญวจีสุจริต ภิกษุนั้นอันเพื่อนพรหมจารีย์ทั้งหลาย ผู้เป็นวิญญูใคร่ครวญแล้วว่า กล่าวอยู่ ละวจีทุจริต บำเพ็ญวจีสุจริต ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้ เรียกว่า อันบุคคลพึงละด้วย วาจา มิใช่ด้วยกาย ก็คงจะไม่ยากอะไร ก็คงจะเข้าใจนะ ทีนี้เป็นพฤติกรรมของวาจา วาจาอย่างนี้มันหยาบนะ สำหรับเราละ เรายังมีอยู่ แล้วก็สังวรระวัง ประพฤติ เปลี่ยนแปลงอันนี้เป็นไป วาจาส่อให้เห็นว่า เป็นไปเพื่อโทสมูล วาจา น้ำเสียง ลีลาอะไรก็แล้วแต่เถอะ อย่างนี้วาจาของเรา ส่อไปในเรื่องโลภมูล ไม่ควรพูดหรอก อย่างนี้ หยาบแล้วนะ ในลักษณะสูงขึ้นมา อย่างนี้เป็นการพูดเอา พูดโลภนี่ หยาบมากกว่านี่ เลิกลักษณะอย่างนี้ ลีลาอย่างนี้ คำพูด ภาษา สำ นวนโวหารอะไรก็แล้วแต่ สำเนียงอย่างนี้พูดเอา พูดโลภเอา อย่างนี้มันพูดราคะนี่ ภาษาอย่างนี้ ภาษาจีบนะ ถึงแม้ว่าเราจะไม่มีจิตใจในราคะ แต่เรารู้ว่านี่เป็นสมมุติ อย่างนี้เขาถือกันว่าเป็นภาษาจีบนะ เป็นภาษาแสดงราคะ เราก็ต้องรู้ นี่มันจะประณีตขึ้น มันจะระวัง จะเรียบร้อย จะเข้าใจสมมุติโลก เข้าใจปรมัตถ์ แม้ใจเราจะไม่มี หรือเรามีใจด้วยนะ ใจเราก็มีราคะ เสร็จแล้วเราพูดอย่างนี้เป็นคำสำนวนภาษาโลก บัญญัติโลก เขารู้เลยว่าสำนวนอย่างนี้ไปจีบด้วย หรือแม้สมมุติรู้กันเองสองต่อสอง ภาษานี้ภาษาจีบนะ ใจมีราคะด้วย อย่าง นี้สมณะทำก็อาบัติสังฆาทิเสสโน่นแน่ะ ใจมีความกำหนัด แล้วก็ใช้ภาษาพูดเคาะ พูดจีบ นี่เป็นสังฆาทิเสสเชียวนะ ของผู้เป็นพระ ถึงผู้เป็นฆราวาส เราก็เรียนรู้ เราก็อย่าไปแสดงความหยาบนั้น เป็นฆรา วาสเราก็ศึกษาได้ อันเดียวกันนั่นแหละ ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง ไม่ว่าจะ เป็นผู้ชายก็พูดเคาะ พูดจีบ พูดเป็นราคะกันได้ อย่างนี้เป็นต้น เราก็รู้รายละเอียดของเราไป จะเป็นโลภ เป็นโทสะ พยาบาท หรือเป็นราคะ อ่านทั้งรูปบัญญัติ อ่านทั้งใจของเรา เพราะฉะนั้นรูปบัญญัติภาษา พูดอย่างนี้ส่อแสดง เขาถือ เขากำหนดกันอย่างนี้น่ะ ภาษาคนกลุ่มนี้ ถ้าคนกลุ่มนี้ถือ ก็ระมัดระวัง คนกลุ่มนี้เขาไม่ถือแล้ว คนกลุ่มนี้เขาไม่สมมุติด้วยหรอก พูดอย่างนี้เขาไม่ถือว่าเป็นโกรธ ไม่ถือว่าเป็นรัก เป็นราคะ ไม่ถือว่าเป็นโลภ คนกลุ่มนี้ไม่ถือหรอก ต้องเข้าใจเขา ว่าสมมุติเขาใช้กันอย่างนี้ คนกลุ่มนี้ถือนะ เราต้องรู้ เราจะรู้บริษัท เราจะรู้บุคคล แม้แต่ในคนกลุ่มน้อย คนนี้ไม่ถือ ปุคคลปโรปรัญญุตา รู้ละเอียดไปอีก แล้วก็กำหนดให้ถูก ไปอีก แล้วถ้าทำถูกอย่างนี้ไปหมดเลยนะ โอ๊ เราอยู่ที่ไหนก็ได้ ไม่เดือดร้อนหรอก ระมัดระวังได้ดี นี่ระงับด้วยการรู้ความหมาย รู้ลักษ ณะ รู้อะไรสุจริตทุจริต รู้อย่างไรที่แสดงออกอย่างสมควรไม่สมควร เพราะฉะนั้นบางทีนี่ เราไม่เข้าใจละเอียดแบบนี้ เราไม่รู้ว่าการ พูดอย่างนี้ เป็นการขัดเกลา อย่างเราพูดในเรื่อง ความไม่ดีไม่งามของคนนี่ เราไม่ได้พูดด้วยโกรธ ไม่ได้พูดด้วยโทสะ ไม่ได้พูดด้วยพยาบาทแก้แค้น ขุ่นเคืองอะไรเลย ไม่ได้พูดให้เขาเจ็บแสบ แต่พูดให้เขารู้ตัว ให้เขาขัดเกลาบ้าง บางทีลีลาหนัก ลีลาแรง แต่เรารู้ตัว อย่างนี้ บางทีบางคนรู้ตัวแล้ว ก็แสดงอันนี้ออก อย่างนี้แหละคน บาง ทีไม่เข้าใจ มีเจตนานะ เจตนาแสดงเพื่อที่จะให้ ถ้า...ทำวิธีนี้แหละ เป็นศิลปวิทยา เป็นศิลป์อย่างหนึ่ง เป็นศิลปะที่จะทำให้เขากระทบสัมผัสแล้วเขารู้สึกตัว หรือว่าเขาสำนึกได้ เกิดการขัดเกลา เกิดการเปลี่ยนแปลง มีผลต่อการพัฒนา โดยผู้พูดนั้นรู้ตัว ผู้พูดนั้นเจตนาจริงๆเลย เป็นมโนสัญเจตนา สังขารเพื่อปรุง เพื่อที่จะให้เป็นสิ่งที่ขัดเกลาเขา อันนี้ต้องดูให้ได้ หรือว่าเขาอนุโลม อย่างนี้รู้สึกเหมือนราคะ หรืออย่างนี้รู้สึกเหมือนอย่างกับความโลภ พูดไปเหมือนกับ ความโลภ ต้องการอันโน้นอันนี้มา แต่จริงๆไม่ใช่หรอก เราอนุโลมพูดไปกับเขา เออ ก็ทำเถอะ ก็ต้องอย่างนี้บ้างล่ะ ต้องรับ ต้องเอา ต้องมี ต้องเป็น บางคนก็บอกว่า เออ อย่างนี้ก็ไปอย่างนั้นน่ะๆเถอะ เหมือนกับว่าเราเห็นด้วยกับราคะ เอ้า ทำอย่างนี้ก่อน อย่างนี้อย่างนั้นไป เอ้า ทำอย่างนี้ๆ จำเป็นจะต้องมีอย่างนี้ก็ดีแล้ว อะไรอย่างนี้ คล้ายๆกับเราเองน่ะ เห็นร่วม ใจไม่มีของตนเองหรอก แต่ว่าอนุโลม เออออห่อหมก รู้สึกดี รู้สึกร่วมด้วย สวยนะ บางที ก็ว่าเป็นราคะ อย่างนี้งามนะ อย่างนี้ไพเราะน่ะ อะไรต่ออะไรไป ไปตาม เหมือน ราคะ เหมือนกาม แต่ไม่ใช่หรอก เป็นการทำบัญญัติ ภาษา สมมุติอนุโลมไปกับอันนั้น ปรุงอันนั้นเพื่ออันนั้นแล้วก็ไปอันนั้น แต่ไม่ใช่ตนเอง ทำเพื่อบำเรอตน ทำเพื่อเสพตน ทำเพื่ออร่อยของตนเอง ไอ้สิ่งอย่างนี้ก็เป็นเรื่องที่ซับซ้อน ปฏินิสสัคคะ สลัดคืนกลับ มีกรรม กิริยาเหมือนโทสะ มีกรรมกิริยาเหมือนโลภะ มีกรรมกิริยาเหมือนรา คะไป พูดก็ดี การแสดงกิริยากายก็ดี แต่ใจไม่มีสิ่งนี้ ก็ต้องศึกษาให้ลึกซึ้ง แล้วหลอกคนได้ด้วยนะ คนขี้โกง หลอก นั่นบาปจัด เดี๋ยวจะมีลามกนี่ จะมีสูตรนี้ เดี๋ยวก็มีลามกทางด้านใจ เพราะฉะนั้นเราจะต้องไม่ลามก เอาละ ทีนี้ด้านวาจา ด้านอะไร อาตมาได้อธิบายซ้อนๆให้ฟังขึ้นมาแล้ว ทีนี้ดูต่อไป ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมะอันบุคคลพึงละด้วยกายไม่ได้ ละด้วยวาจาไม่ได้ พึงเห็นชัดด้วยปัญญาแล้วจึงละได้ เป็นไฉน ดูกร ภิกษุทั้งหลาย โลภะอันบุคคลพึงละด้วยกายไม่ได้ ด้วยวา จาไม่ได้ พึงเห็นชัดด้วยปัญญาแล้วจึงละได้ เพราะฉะนั้นความโลภใดก็ตาม ถ้าเราละ เรารู้แล้วว่า มันไม่ใช่เรื่องของกายนะ อันนี้นี่บอกแล้วว่า กายอาจจะแสดงความโลภได้ เหมือนกับโลภ ยังเอาอยู่นี่ แหม สร้างสรร เหมือนกับคนปรารถนาอยากใคร่ ทำเอาอย่างนี้ เข้า อย่างนั้น อย่างนี้เหมือนความโลภนะ แต่อาการใจเรานั้น เป็นความอยากได้มาเป็นเรา เป็นของเรา เป็นการบำเรอใจ บำเรอตน โลภโมโทสันมาเป็นตัวเรา ของเราหรือไม่ ถ้าเราเห็นแล้วว่า เราก็สร้างสรร เถอะสิ่งนี้ ไม่ใช่เป็นเรา ของเราหรอก ทำมาเพื่อเกื้อกูลกัน เราเองจะแบ่งใช้แบ่งสอยบ้าง ก็พอสมควร เล็กๆน้อยๆ เราก็ไม่ได้เป็นคนเปลืองคนผลาญ บางทีไม่ได้สร้างมาเพื่อเราเองเลยด้วยซ้ำ สร้างมาเพื่อเกื้อกูลผู้อื่น เรารู้ให้ชัดว่าใจเราเป็นยังไง แต่อาการกิริยากายเหมือนโลภ วาจาเหมือนโลภ เราต้องรู้ตัวด้วยปัญญาอันยิ่ง พึงเห็นชัดด้วยปัญญาแล้วจึงละ ถ้ามีอาการที่เราโลภมาเพื่อเราไหม แหม เราได้แล้ว เราก็จะหวง จะแหน แล้วก็เป็นของเรา แล้วก็ฟูใจในสิ่ง เหล่านี้ เราได้อาศัยก็จริง ได้อาศัยส่วนหนึ่ง หรือได้อาศัยอยู่แท้ๆ อย่างสมมุติว่าเราจะสร้างอาคารขึ้นมานี่ เราก็จะต้องได้อาศัยอาคารนี้ แล้วเราก็จะติดอาคารนี้ ติดว่าเป็นเรา เป็นของเรา เราก็จะตายเป็นปู่โสมเฝ้าอาคารอยู่อย่างนั้นเหรอ หรือว่าเรา ไม่หรอก ไม่ได้หวง แหน ไม่ได้คิดว่าเป็นเรา เป็นของเรา อะไรนัก เราก็เผื่อแผ่เกื้อกูลมันย่อมเสื่อมไปเป็นธรรมดา จะใช้จะสอย ก็ใช้ก็สอยกัน จะหัดระมัด ระวัง ไม่ให้มันพัง ไม่ให้สลาย ไม่ให้เสื่อม ไม่ให้ชำรุดทรุดโทรมไปเร็วกว่าควร ก็ช่วยกัน พยายามระมัดระวัง ประณีต ประหยัด ระมัดระ วังกันไป แต่ไม่ใช่หวงแหน ไม่ใช่กลัวมันจะเสื่อม มันต้องเสื่อม แม้อยู่เฉยๆ ไม่ให้ใช้เลย มันก็เสื่อม ถ้ามันเสื่อมเพราะเราได้ใช้ เราได้คุณค่า ได้ประโยชน์ ได้อาศัยกัน เป็นคุณค่าแล้ว เป็นคุณค่าที่ได้อะไรก่อเกิดจากสิ่งที่อาศัยนี้ เป็นประโยชน์สร้างสรร มากกว่าที่เสียไป หรือเสื่อมไป ที่ต้องใช้ไปก็เป็นกำไรแล้ว ก็เป็นการพัฒนาแล้ว ก็เป็นการเจริญแล้ว ก็งอกงามแล้ว แต่เอาไว้เฉยๆ ไม่ใช้มัน ก็เสื่อม ลงๆ ด้วยความหวงแหน ไม่ให้ใครใช้ เสื่อมไปตามอายุกาล ไม่ได้เกิดคุณค่าอะไรงอกงามขึ้นมา นั่นซิเป็นความโง่ ไม่ใช่ปัญญา เป็นความหวงแหนเกินการ เพราะฉะนั้นไม่ต้องหวงแหนหรอก มีคนจะใช้ หรือแม้แต่เขาจะมาใช้ แล้วก็เป็นการฝึกหัด ฝึกหัดมันก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่หรอก คนยังไม่เป็น ยังไม่เก่งใช้ อาจจะเสียมากกว่า เอ้า เสียก็เสีย แต่เราได้ฝึกคนขึ้นมา อย่างนี้เป็นต้น ผลก็ยังไม่ได้ไม่ดีอะไรหรอก เพราะว่าเป็นคนฝึกหัด ผลผลิตจากเครื่องใช้นี้ มันผลิตออกมา ก็คงจะไม่เป็นโล้เป็นพาย บางทีอาจจะพอนิดๆหน่อยๆ ก็ต้องรู้ถึงกาลเทศะว่า กาลอย่างนี้ ก็ต้องอย่างนี้นะ ก็ต้องลงทุนไปก่อน แล้วจะค่อยได้ดีขึ้นมา เมื่อเป็นแล้ว เก่งแล้ว อะไรอย่างนี้ เป็นต้น เราจะเข้าใจราย ละเอียดอะไรต่างๆนานา เพราะฉะนั้นเราจะโลภเป็นเรา เป็นของเรา หรือเราจะราคะในนี้ ท่านไม่มีคำว่าราคะ อาตมาก็ขอขยายความเป็นราคะ อันบุคคลพึงละด้วยกายไม่ได้ ด้วยวาจาไม่ได้ พึงเห็นชัดด้วยปัญญา แล้วจึงละได้ เพราะฉะนั้นเป็นราคะ ก็เหมือนกัน ละด้วยกายไม่ได้ รู้แล้วว่ากายนี่ บางทีเราต้องทำอย่างนี้อยู่ แต่เราจะละอายใจ เราก็ละนี่ รา คะเราทางกายนี่ เราไม่ได้ละ หรือโลภก็ละไม่ได้ โลภเหมือนกับโลกธรรม กรรมกิริยาอย่างนี้ เราก็ต้องอ่านใจในใจ ละใจในใจให้ได้ ให้ไม่มีอาการนั้น เป็นเรา เป็นของเรา เสพเป็นของเรา อร่อย เป็นของเรา เราติด เรายึด กรรมกิริยานอกและใน จะดูเหมือนค้านแย้งกัน ได้เหมือนกัน โทสะก็ดี โมหะก็ดี โทสะมันก็หลักแล้ว โลภะ โทสะ โมหะ โทสะ บุคคลก็พึงละด้วยกายไม่ได้ ละด้วยวาจาไม่ได้ พึงเห็นชัดด้วยปัญญาแล้วจึงละได้ เพราะฉะนั้น เราจะต้องเห็นความจริงด้วยปัญญาเลยว่า เออ อาการของโลภะเป็นอย่างนี้ อาการของโทสะเป็นอย่างนี้ อาการของโมหะเป็นอย่างนี้ เราก็ไม่มีโลภะ ก็ไม่มีโทสะ ก็ไม่มีโมหะ ไม่มีเป็นอย่างไร เราก็ชัด จนกระทั่งละเอียดไปเป็นโกธะ เป็นอุปนาหะ เป็นมักขะ ปลาสะ มัจฉริยะ อาการโกธะ ก็คือโกรธ อาการโกรธ มันต่างกันอย่างไร โทสะ อาตมาเคยเรียนเหมือนกันว่า กรรมกิริยาในสายโทสมูลนี่ มีโทสะ พยาบาท โกธะ อุปนาหะ ปฏิ ฆะ อรติ อะไรพวกนี้น่ะ เป็นอาการที่หยาบ กลาง ละเอียดลงไปเรื่อยๆ แล้วในลักษณะของมัน มันต่างกัน มีความต่างกัน แม้แต่สายเดียวกัน ยังมีความต่างกันอีก ว่ามากหรือน้อย หรือลักษณะต่าง โท สะกับพยาบาท โทสะกับโกรธ นี่เป็นสายเดียวกันกับโกธะ พยาบาทกับอุปนาหะ นี่เป็นสายเดียวกัน ต่างจากโทสะกับโกธะ ที่จริงโทสะนี่ เรียกว่ารวมหมด มูล แล้วกัน เป็นรากเหง้าเลย โทสะกับพยาบาทนี่ เหมือนรากมูล เพราะฉะนั้นจะใช้คำว่ากามกับพยาบาท จะใช้โท สะกับโลภ หรือราคะก็แล้วแต่ ท่านก็ใช้คู่กันมาเรื่อย คำว่าพยาบาท คำว่าอุปนาหะ มีตัวดูดดึง พัวพัน ส่วนโทสะ หรือโกธะนี่ บอกลัษณะอาการอย่างนั้น เหมือนกับที่โกรธ วืบ แล้วก็ ไม่ติดใจ ไม่พยาบาท ไม่อาฆาต ไม่ผูกใจต่อ แต่แรง เป็นลักษณะโกรธนั่นแหละ ก็รู้ให้ได้ เพราะฉะนั้นลักษณะโกรธนี่ เป็นลักษณะที่ชี้ลงไปถึงอาการโทสะแท้ๆ ส่วนอุปนาหะ หรือพยาบาทนี่ อุปนาหะขยายไปถึงอุปนาหะ อุปนาหะละเอียดกว่า อุปนาหะ เขาแปลว่าผูกโกรธ ผูก คือความโกรธนั่นแหละ โกรธแล้วไม่ปล่อย ยังพยาบาท ยังอาฆาต ยังถือสา ยังติ่งต่องๆ ยังมีพี้รี้พิไร ไม่ยอมตัด ไม่ยอมจบ ไม่ยอมหยุด ไม่ยอมเลิก บางทีเราใช้ว่าคนนี้น่ะโกรธง่ายหายเร็ว ที่ จริงโกรธก็คืออาการอย่างนั้น จบอาการโกรธนั้น ถ้าไม่มีอุปนาหะก็ จบ ไม่มีการผูกโกรธต่อ จบ คนลักษณะอย่างนี้มี โกรธแล้วก็จบไปในตัว ไม่ผูกพยาบาทอะไรหรอก บางคนมีผูกพยาบาทด้วย หรือว่ายังจำบ้าง ยังถือสาอยู่บ้างนิดหน่อย หรือขนาดหนึ่งกลางๆ ซึ่งมันมีรายละเอียดอีกเยอะแยะ ใช่ไหม ก็มี ก็ถือสาอยู่บ้าง บางคนถือสานิดหนึ่ง บางคนก็ เออ เลิกไปเลย ไม่ถือสา จบ ไม่มีอุปนาหะ ไม่มีผูกโกรธต่อหรอก อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นอาการโกรธที่ว่าโทสะ อาการโกรธที่ว่าโกธะ ที่ เรียกว่าปฏิฆะอย่างนี้ ลักษณะเดียวกัน ปฏิฆะ ก็ไม่ชอบใจ วูบวาบๆ แต่อ่อนแล้ว อ่อนกว่าโกธะ หรืออ่อนกว่าโทสะ ส่วนพยาบาทนั่นมีการผูกโกรธ มีการอาฆาต มีการถือสาที่ไม่ยอมวาง คือโกรธแหละ คือโทสะนั่นแหละ แล้วไม่ยอมวาง ก็เรียกว่าพยาบาท หรือเรียกว่าอุปนาหะ หรือเรียกว่าอะไรอื่น ที่มันจนกระทั่ง อรติเป็นลักษณะไม่ชอบใจ ไม่ชอบใจนี่จะต่อเนื่อง หรือไม่ชอบใจเป็นปัจจุบันก็ตามใจ อรติ คือลักษณะไม่ชอบใจแล้วล่ะ จะนิดน้อย อะไรก็ตาม ไม่ชอบใจจะแรงๆ วูบวาบแล้วก็เลิก ก็ตาม หรือวูบวาบจะพยาบาทต่อไปก็ตาม ก็เป็นตัวกลางๆ คำว่าไม่ชอบใจ อรติ ไม่ชอบใจนิดหนึ่งก็ได้ อ่านอาการหยาบๆ กลาง ละเอียดให้ได้ พวกนี้ลักษณะของสายโทสะ ก็มี ลักษณะนัยที่ลิงคะ หรือว่ามีเพศ มีความต่างกันอยู่บ้าง อันหนึ่งก็เป็นตัวลักษณะของมันโดยตรง อีกอันหนึ่งมีการถือต่อเนื่อง ผูกพัน ผูกเอาไว้ไม่ยอมปล่อย ไม่ยอมวาง เอาไว้ นี่ก็ต้องรู้อาการของเรา เราถึงจะตัดถูก เราถึงจะลบไปได้ แม้ไม่ให้อาการนี้เกิด หรือไม่ให้ ต่อเนื่อง เราก็จะต้องรู้ว่าเราได้ละ ละเอียดลอออย่างนั้นหรือไม่ อุปายาสะ นี่เป็นการขัดเคือง ขัดข้อง เป็นการเคือง อุปายาสะ เป็นการขัดเคืองๆ ขัดเคืองนี่ มันข้องอยู่นะ มันเกี่ยวอยู่นะ มันยังไม่ยอมปล่อยเหมือนกัน อุปายาสะ อุปนาหะ ถ้าปฏิฆะ อุปายาสะ อรติ อะไรพวกนี้ มันมีลักษณะของมันที่จางคลาย ที่อ่อนบางลงไปก็ตามลักษณะ ถ้าเข้าใจว่า พยาบาท กับอุปนาหะนี่ มีความต่างกันอย่างไร มีลักษณะที่ มันยังผูกพันอยู่ ยังไม่ปล่อย ถ้าพยาบาทแล้วไม่ปล่อย ไม่ปล่อยกันอย่างยึดแรง ถ้าอุปนาหะก็เบาลงแล้ว ไม่ปล่อยอยู่ แต่ก็เบาแล้วละ มันไม่เท่าไหร่ ถ้าเป็นอุปายาสะ ยังขัดๆ เคืองๆ ข้องๆ ยังไม่ปล่อยออกไป ยังอึดๆ อัดๆ ยังอยู่ในใจอยู่เลย ยังถือๆ ในใจอยู่เลย อุปยาสะ อย่างนี้เป็นต้น เราจะต้องเข้าใจอาการพวกนี้ มันมีความต่างกัน มีลิงคะ หยาบ กลาง ละเอียด ก็มีลิงคะ ลักษณะคนละเพศเลย คนละตระกูลเลยก็ต้องรู้ โทสะกับโลภะ หรือโทสะกับราคะ คนละตระกูลนะ ต้องเข้าใจให้ชัด แม้ตระกูลเดียวกันก็มีความหยาบ กลาง ละเอียด ที่แตกต่างกัน อย่างนี้เป็นต้น ในนัยต่างๆ พวกนี้เป็นปรมัตถ์ทั้งนั้น ใจในใจนี่ จะรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง รู้อาการ ลิงคะ ของมัน อาการ ลิงคะ นิมิตนี่ เรียกว่ารู้รูปนามทางปรมัตถ์คือจิต เจตสิก อารมณ์ อาการทางจิต ไม่ใช่รูปหยาบทางกาย ไม่ใช่รูปหยาบทางวาจาเท่านั้น แต่ทางใจนะ อาการทางใจนี่ เราเรียนปรมัตถ์แล้วต้องรู้ สอดส่อง มีสติ กระทบสัมผัสแล้วเกิดเดี๋ยวนี้ เกิดโกรธเดี๋ยวนี้ ไม่ถึงขนาดขั้นโกรธหรอก ดูกิริยาแล้ว ข้างนอกไม่แสดงออกหรอก แต่ข้างในมีปฏิฆะนะ ปฏิฆะนี่เรียกว่าแรง ปฏิฆะคือความไม่ชอบในภพ ไม่ถึงขนาดกะโกรธ ถ้าโกรธนี่ อาการกาย อาการวาจา จะเห็นได้ ถ้าปฏิฆะแล้วบางทีไม่เห็นด้วย อาการกาย อาการวาจา ปฏิฆะนี่ชักไม่ชอบใจเอาพอสมควรแล้ว แต่อาการกาย อาการวาจา ไม่แสดงออกก็ได้ แต่เราต้องรู้แล้วว่าปฏิฆะนะ แรงอยู่นะ ปฏิฆะนี่ ไม่ใช่เบา เพราะฉะนั้นผู้ที่จะผ่านปฏิฆสังโยชน์ไปขึ้นสู่ระดับอนาคามี จะไม่มีเหลือพวกปฏิฆะ แต่อาจจะมีนิดๆ หน่อยๆ เป็นอุปายาสะ หรือ เป็นสภาพอรติ ไม่ชอบใจพวกนี้น่ะ ละเอียดลออขึ้นไปอยู่บ้างนิดนึง อรติความไม่ชอบใจ เบา ก็ต้องรู้ ก็ต้องอ่านอาการ นี่ไม่ถึงขั้นร้อน ไม่ถึงขั้นปฏิฆะ ปฏิฆะนี่ ยังมีอาการที่เรียกว่ามันร้อนใจอยู่บ้าง หมดความร้อนใจแล้ว แต่ก็รู้ว่า อาการนี้เราไม่ค่อยชอบใจน่ะ จะไม่ล้างก็ได้ แต่โทษอันมีประมาณน้อย ก็ไม่สูญสิ้นอยู่นั่นเอง มันก็อย่างนั้น มันไม่ชอบใจ มันก็เกิดการผลัก การดูด เกิดปฏิกิริยา ที่ไม่ดีอะไร เพราะฉะนั้นต้องเรียนรู้ให้ละเอียด แล้วก็หมด แม้แต่ความไม่ชอบใจ ความชัง อะไรก็ไม่มี มันเหลือนิดๆหน่อยๆ มัน เอ๊ นี่ไม่ชอบใจอยู่ละ แต่ไม่ถึงกับขนาดผลัก กิริยาทางกาย วาจา ก็ไม่มี แต่ใจเรามีอาการของเราเอง แล้วมันก็ไม่ร้อน ไม่ถึงขั้นร้อน เพราะฉะนั้นถึงขั้นปฏิฆะก็ร้อน จะร้อนมาก ร้อนน้อย มันก็แบ่ง ละเอียดออกไปอีก ก็แบ่งเอาเองน่ะ มันจะต้องแบ่งขนาดของใครก็ประมาณเอาเอง อย่างนี้เป็นต้น ต้องเข้าใจลักษณะ พออรติ ไม่ชอบ ใจ ชัง ยังไม่ชอบอะไรก็วางความไม่ชอบใจ เราก็ดูกลางๆ จะชอบหรือไม่ชอบ ก็ดูลักษณะสารัตถะของมัน เออ ดี เราก็ส่งเสริมกัน ยิ่งจะอยู่ในตัวศัตรู หรือคู่อาฆาต หรือคนที่ไม่เคยชอบมานี่แหละ เราจะต้องรู้อาการพวกนี้ เมื่อหมดอาการพวกนี้ ถ้าเราไม่ชอบตัวตนเขา โอ้โฮ ยิ่งหยาบใหญ่เลย แต่ถ้าเราไม่ติดที่ตัวตนละ ดูกรรมกิริยาเขา แต่กรรมกิริยาของเขาก็แก้ไขยังไม่ได้ เป็นความไม่ดีไม่งามที่เราไม่ชอบ ความไม่ดีไม่งามที่เราไม่ชอบ ก็เป็นของเขา เขาจะมีกรรม มีวิบากก็เป็นของเขา เราทำไมจะต้องไม่ชอบตัวเขาละ ถ้าตัวเขานี่ มีคุณงามความดีอยู่บ้าง แล้วเราไม่ชอบคุณงามความดีนี่ ไม่ถูกแล้วน่ะ ในตัวเขานั่นน่ะ มันต้องรู้ว่า อันนี้มันสมควรที่จะอย่าไปติด ไปยึด เพราะฉะนั้นคนที่ยิ่งมีคุณงามความดีอยู่มาก แต่อันที่ไม่ดี ไม่งามอยู่ที่ตัวเขานี่ เราจะไปเอาไอ้ที่ไม่งามไม่ดีนี่เป็นตัวหลักเลยแล้วก็ไม่ชอบคนทั้งคนนี่ เอาขี้หมาไปแลกทองคำจริงๆเลย อย่างนี้ตก ต่ำมาก โง่ โง่จริงๆเลย โง่ตายเลย เขาเป็นคนมีคุณค่า มีความดีตั้งเยอะ มีความไม่ดีอยู่นิดหน่อยเท่านั้นเอง แล้วไปตีทิ้งหมดเลยอย่างนี้แย่ แม้ว่าเขาจะมีความดีไม่มากนัก มีความไม่ดีมาก ก็เป็น ของเขา เรามีความสามารถจะลดความไม่ดีของเขา บอกความไม่ดีของเขาได้อย่างไร ก็บอกด้วยใจเป็นกลาง ไม่ต้องไม่ชอบ เขาต่างหากควรไม่ชอบความไม่ดีในตัวเขา แล้วเขาก็จะทิ้ง หรือละ หรือเลิกในความไม่ดีของเขา เราเองเราไม่มีแล้วก็ดี แล้วเราก็ไม่ควรอึดอัดขัดเคือง จะต้องทุกข์ใจ ลำบากใจ ไม่ต้องชัง ไม่ต้องผลักอะไรนี่ ช่วยกันซิมนุษย์ คนที่ดีย่อมช่วยคนไม่ดีนั่นแหละ คนไม่ดีก็ต้องไม่ดี ถ้าเราจะเกลียดคนไม่ดี เราก็ไม่ได้ช่วยคนไม่ดีแล้ว ก็คนไม่ดีก็ต้องมีความไม่ดี เพราะฉะนั้นเราก็จะอยู่ใกล้ อยู่ชิด คนไม่ดีนี่แหละ เราจะต้องเมตตาปรานีกัน ไม่ใช่ชัง ต้องห่าง ต้องไกล แกอย่าอยู่ใกล้ฉันเลย อะไร ไม่ใช่ อยู่ใกล้กันนั่นแหละยิ่งจะเห็นความละเอียดลออ ติงกัน เตือนกัน เมื่อนั้นเมื่อนี้ ทันการ ทันเวลา รู้เมื่อไหร่ จี้เมื่อนั้น ก็ยิ่งได้ก็ยิ่งดี ถ้าเขาศรัทธาเลื่อมใสเรา แล้วก็ช่วยกันจี้ ช่วยกันบอก ช่วยกันแก้ไขไป จนทุกปัจจุบันหรือทุกเวลา ให้เขาสำนึกสังวร ก็จะช่วยกันได้สมบูรณ์ ให้ชัดๆ ให้ละเอียดอย่างนี้ อย่าให้ชังความไม่ดีของคนไม่ดี เขาไม่ดีเป็นของเขา เราต้องสมเพชเวทนาสงสาร ควรเกื้อ กูลเขาต่างหาก ว่าเขายิ่งไม่ดีนั่นแหละ ถ้าเรารู้แล้ว เราจะมีวิธีการช่วยเขาได้ก็รับ เราก็ต้องช่วยเขา มันต้องมีน้ำใจอย่างนี้ ไม่ใช่ผลักๆ ตะพึด ไม่ใช่เกลียด ไม่ใช่ห่าง ไม่ใช่โกรธกัน เพราะฉะนั้นเมื่อเราได้ช่วยกันได้ ก็จะดีขึ้นมาเรื่อยๆ ได้ปรับปรุงขึ้นมา เอ้า ขยายความให้ละเอียดลออขึ้นไป เพื่อที่จะรู้รายละเอียดชัด เอ้า เลยเวลาแล้วนิดหน่อย สำหรับวันนี้ พอก่อน

ถอดเท็ปโดย สท.ดงเย็น จันทร์อินทร์ 29 พ.ย. 35 ตรวจทาน 1 โดย สม.ปราณี 1 ธ.ค. 35 พิมพ์โดย สม.มาบรรจบ ตรวจทาน 2 โดย โครงงานถอดเท็ป 6 ธ.ค. 35 เข้าปกโดย สท.คมกล้า อโศกตระกูล เขียนปกโดย พุทธศิลป์

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน