350610 ถาม-ตอบปัญหา อโศกรำลึก 2535 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2535
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์406 KB
วันที่แก้ไข15 ตุลาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

350610 ถาม-ตอบปัญหา อโศกรำลึก 2535 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก

ถาม-ตอบปัญหา อโศกรำลึก 2535 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2535 ณ พุทธสถานปฐมอโศก

ถาม : ดูแล้วยังสดชื่น ใจเต็มๆ ทำยังไงดีคะ ทำยังไงที่ให้เป็นอย่างนี้ ตอบ : ก็พาทำอยู่ แนะนำปากเปียก ปากแฉะ ปากฉีก โอ๊ย! จะทำยังไง อาตมาก็บอกอยู่นี่ตลอดเวลา ก็ฟังให้เข้าใจ แล้วก็ปฏิบัติให้เข้มแข็ง หัดฝึกประพฤติเข้าจริงๆซิ อยากได้อย่างนี้ก็ดีแล้ว ถาม : (คนถามหัวเราะ) บางทีมันก็ไม่สบายใจ แบบฟังข่าว พยายามมันก็ ตอบ : คนที่ไม่สบายใจ ก็โง่อยู่ทุกคนแน่ะ (คนฟังหัวเราะ) เทศน์มาแล้ว คนไม่สบายใจ โง่อยู่ทุกคนแน่ะ จริงๆ เรื่องอะไรจะต้องไม่สบายใจ ก็ใจของเราก็ให้สบายซิ เรื่องอะไรจะไม่สบายใจ มีเรื่องไอ้โน่นมา เรื่องยาก เรื่องหนัก เรื่องอุปสรรค เรื่องโน่นเรื่องนี่ ก็รู้ว่า เออ อย่างนี้จะแก้ไขยังไง จะจัดการยังไง ก็ใจดีๆ ใจสบาย เอ้า...แก้ ไป ตามความรู้ ตามความสามารถ ไม่ท้อ ไม่แท้ ไม่ถอย ไม่น้อยใจ ไม่น้อยอกน้อยใจ ไม่เสียใจ ไม่เว้าใจ แหว่งใจอะไรล่ะ ฝึกเข้า หัดเข้า พูดอย่างนี้ ไม่รู้จะพูดยังไง ก็บอกอย่างนี้เยอะ (พ่อท่านหัวเราะ) วิธีจะตัดรากเหง้า ตัดกิเลสตัณหาอะไร ก็อธิบายแนะนำจน เอ้า! ฟังต่อไป ยังไม่เข้าใจก็ฟังต่อไป อีกซักวันหนึ่งคงจะเข้าใจ อย่าพึ่งให้อาตมาตายก่อนแล้วกัน (พ่อท่านหัวเราะ) ตายก่อนแล้วจะฟื้นมาบอกไม่ได้ ต้องตายตามกันไปภพใหม่ ถาม : ขอโอกาสพ่อท่านนะคะ มีผู้ฝากคำถาม มาถามพ่อท่านว่า กระหนุงกระหนิงนี่ถามได้หมดนะคะ (พ่อท่าน:ได้) ค่ะ สืบเนื่องจากที่พ่อท่านเทศน์บรรยายพวกเราเมื่อเช้าค่ะ บอกว่าอีกปั๊บ...อีกประมาณห้าถึงหกร้อยปีนี่ จะมีผู้มีบุญมาเกิด (พ่อท่าน : โอ้โห! แหม) ทีนี้ก็เกิดความสงสัย ตอบ : อะไร...

อ่านต่อ

เอ๊! อาตมาว่าอย่างนั้นเหรอ มีผู้มีบุญมาเกิดเหรอ ถาม : คือเป็นผู้ที่มีความรู้ มี...มีบุญ ตอบ : มีผู้ที่เก่ง ผู้ที่ดีขึ้นมาเรื่อยๆ (คนถาม : ค่ะ) ไปเรื่อยๆ ต้องเจริญไปเรื่อยๆ ถาม : มี...มีบุญ หมายความว่าทางด้านจิตวิญญาณนะฮะ ที่ได้พัฒนา มีวาสนาบารมี ตอบ : จะต้องมีผู้ที่สืบสานไป สืบสานไปเรื่อยๆ ถาม : ค่ะ สืบสาน ทีนี้อยากทราบว่า การสืบสาน พ่อท่านเคยบอกว่า ก็ต้อง เนื่องมาจากเหตุ ใช่มั้ยคะ แสดงว่าเค้าได้พัฒนามาเรื่อยๆ ทีนี้อยากจะทราบว่า เป็นส่วนพัฒนาซึ่งต่อจากที่พ่อท่านเป็น หรือว่าเป็นคนอื่นที่แซงขึ้นมา มาแทรกให้ ตอบ : ต่อ ต่อ ต่อ ถาม : ต่อจากที่พ่อท่านเป็น ตอบ : พูดจริงๆแล้ว ไม่ได้ใหญ่กว่าอาตมาหรอก แต่ต่อ ต่อฐานขึ้นมาเรื่อยๆ ถาม : ต่อฐานขึ้นมาเรื่อยๆ ทีนี้ก็มี ตอบ : แล้วในยุคสมัยโน้น มันจะต้องเป็นอย่างนั้น ถาม : อ๋อค่ะ ทีนี้อยากทราบว่าการต่อฐานอันนี้ จากฐานที่พ่อท่านเป็นรึเปล่าคะ ตอบ : ที่ปูอ้า! อ้า! สร้างไปแล้ว ถาม : จากฐานที่พ่อท่านสร้างไปแล้วใช่ไม๊คะ ตอบ : ใช่จากที่ทำฐานไปเรื่อยๆ (คนถาม : อ๋อ) ไม่ได้หมายความว่า ที่จริงนี่นะ อาตมามานี่มันไม่มีฐานนะ ที่อาตมามาทำนี่ นอกจากไม่มีฐานแล้ว เห็นมั้ยนี่มันกลับตาลปัตรกับที่เขามีอยู่เดิมแล้วด้วย ที่อาตมามาทำนี่มันไม่มีฐาน ที่อาตมาบอกว่าอาตมาไม่มีครู ไม่มีอาจารย์ ไม่มีฐานเดิม ถาม : ใช่ค่ะ เพราะคนส่วนมากเขาจะงง เพราะว่าอยู่ๆ ก็โผล่ขึ้นมา ตอบ : ไม่โผล่ๆ ต่อไปอภิชาตบุตร เป็นผู้ที่จะต้องเป็นบุตรเป็นลูกที่ต่อฐานขึ้นไป ถาม : เป็นบุตร เป็นลูกใช่มั้ยคะ แล้วพ่อ... ตอบ : อันนี้ และทิศทางนี้ อย่างนี้ ที่ทำฐานไว้แล้ว ถาม : อ๋อ...ค่ะ ทีนี้ขอโอกาสอีกนิด ฟ้ารักอยากถามว่าแล้วพ่อไปไหนคะ ตอบ : เหอ! แล้วกัน (คนฟังและคนถามหัวเราะ) จะไม่ให้ไปไหนซะเลยได้ยังไง เอ้อ! โอ๊! ถามแปลกดีนะ ไปไหนเหรอ เอ๊! ตอบยังไง จะไปไหน ก็ยังไม่ได้ไป แล้วจะตอบได้ยังไงว่าไปไหน เอ้า! เมื่อรู้ว่าไปไหนจะตอบ (คนฟังร้องว๊าย!) รอเวลานั้นให้รู้ซะก่อน ว่าไปไหน แล้วจะตอบ ก็ยังอยู่ที่นี่ จะไปไหนยังไงล่ะ เหอ! ถาม : คือไม่ใช่ค่ะ ก็ต้อง ...คือทราบ... ความจริงทราบว่าพ่อท่านก็ต้องไปสู่ที่ดีกว่าใช่มั้ยคะ แต่ว่าสิ่งที่ดีกว่านั้นน่ะ พ่อท่านก็ต้องดีกว่าผู้มีบุญคนนี้ที่มา แต่ว่าอาจจะไม่ได้อยู่ร่วมกันในที่นั้นใช่มั้ยคะ ตอบ : ก็ไม่เป็นไรนี่ ถาม : อ๋อ...ค่ะ เข้าใจแล้วค่ะ ขอบคุณค่ะ (คนถามหัวเราะ) ตอบ : ก็ไม่เป็นไรนี่ ไม่อยู่ร่วมตอนที่นั้น ก็จะเป็นไรไป มันก็ต้องมีคนที่จะต้องเรียนรู้เป็นระดับ เป็นขั้นเป็นตอน เป็นโน่นเป็นนี่ คนจะ..คนที่เก่งนี่นะ ในศาสนาพระพุทธเจ้าเรานี่ เก่งโดยตนเอง เก่งอย่างสยัมภู อย่างพระพุทธเจ้านี่ เก่งโดยไม่มีใครสอน ไม่ได้รับต่อฐานจากใคร ถือว่าเยี่ยมยอด แม้อาตมาก็รับฐานของพระพุทธเจ้ามา แต่มาปางนี้อาตมาไม่มีฐาน ที่เป็นครูบาอาจารย์ในช่วงนี้ยุคนี้ แต่ผู้ที่จะต่อฐานไปต่อ...ที่จะต่อไปจากนี้นี่นะ เป็นฐานที่สร้างไว้แล้วด้วย แล้วผู้นั้นก็จะมีช่วง มีครูบาอาจารย์ มีอะไรต่อไป แต่ก็จะมีความสามารถ มีความเก่งเหมือนกะลูกที่... เจ้าของบริษัทใหญ่ ที่พ่อสร้างบริษัทไว้ให้แล้ว ลูกก็มาทำงาน แต่เก่งนะ มีทุนเก่าด้วย มีทั้งความรู้ที่พ่อแม่ให้มาด้วย ทุนรอนก็ให้มาด้วย อะไรด้วย ทำบริหารได้ดีมาก เพราะว่าต้นทุนมาก อะไรก็มาก ก็ดูเจริญงอกงามกว่าพ่อแม่มากไปอีกเพิ่มเติมเลย แต่จะเทียบกันจริงๆ เลยว่า เก่งกว่าพ่อแม่ก็ยังไม่ได้ทีเดียว แต่มากกว่าพ่อแม่น่ะใช่ อ๊ะ! ชาวอโศกนี่ เวลาจะพูดจะถามก็เอาไมโครโฟน ไม่งั้นคนอื่นนู่น นั่งอยู่ไกลลิบน่ะ เค้าไม่ได้ยินหรอก คุณพูดเมื่อกี้น่ะ ถามว่าเป็นชาวอโศกหรือเปล่านะ เอาล่ะ มันผ่านไปแล้ว ก็เอาใหม่ ใครจะถามก็ยกมือเอาไมโครโฟน หรือไม่งั้นก็เดินไปโน่นน่ะ ไมโครโฟนตั้งอยู่อันหนึ่งตรงโน้น เดินไปถึงก็จ่อปากใส่ไมโครโฟน แล้วเปิดหรือยังไม่รู้นั่นน่ะ ไมโครโฟน ถาม : คนผู้นั้นจะเป็นชาวอโศกเราหรือเปล่าครับ ตอบ : เป็นชาวอโศก สายอโศกแล้ว ที่พูดนี่พูดถึงสายอโศก ถาม : จะเป็นใครก็ยังไม่ทราบนะฮะ ตอบ : เออ... จะเป็นใครไม่ทราบ ตามดีๆ ซิ ตามดีๆ อีกห้าร้อยปีเท่านั้น (คนฟังหัวเราะ) ตามดีๆ เอ้า! ถามต่อก็ถามซิ เอาไมโครโฟนมาถามต่อ ไมโครโฟนมีกี่ตัว แล้วนี่สายนี้ไปโน่นเหรอ สายนี้ไปโน่น สายนี้ตัวเดียวนี่เหรอ เดินทางอยู่นี่กี่ตัว เห็นต่อตั้งหลายปลั๊ก (คนฟัง : สามตัวครับ) หา! (พ่อท่านถาม) อ๋อ ไมโครโฟนนี่ตั้งสามตัวแน่ะ อยู่ไหนอีกบ้าง ทั้งหมดนี่สามตัวเหรอ (คนฟัง : ข้างล่าง) โอ! ข้างล่างนี่ตั้ง 3 ตัวหรือ เพิ่งเห็นตัวเดียวนี่ อยู่ไหนอีก ถาม : พ่อท่านครับ แล้วพระศรีอาริยเมตไตรยนี่ ท่านจะเป็นใคร ตอบ : เอ้า...เอ้า คุณนี่ แสดงว่าคุณยังหน้าใหม่มาก อธิบายอีกทีหนึ่ง บอกให้ คำว่าพระศรีอาริยเมตไตรยนี่ เป็นตำแหน่ง ไม่ใช่ว่าเป็นตัวตน ไม่ใช่ตัวบุคคลนั้น ไม่ใช่เป็นผู้ที่มีชื่อว่าพระศรีอาริยเมตไตรยคือคนนั้น ระบุเป็นเฉพาะศรีอาริยเมตไตรย แปลว่า แปลกลางๆ เป็นธรรมดา กลางๆ เป็นคุณธรรม เป็นผู้ที่เหมือนกะตำแหน่งสมเด็จพุฒาจารย์ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ อะไรอย่างนี้ เป็นตำแหน่งเท่านั้นเอง ผู้ใดจะเกิดนั่นก็เป็นพระศรีอาริยเมตไตรยทุกองค์น่ะ องค์ไหนมาเกิด องค์นั้นก็คือองค์ในอนาคต ศรีอาริยเมตไตรยคือพระพุทธเจ้าองค์อนาคต จะเป็นใครมาเกิด ก็องค์ศรีอาริยเมตไตรยทั้งนั้น พระพุทธเจ้าองค์ไหนมาเกิด แล้วบอกว่าต่อไปปางหน้าพระศรีอาริยเมตไตรยมาเกิดทุกองค์แหละ เกิดองค์นั้น พระพุทธ เจ้าองค์นั้นมาเกิด เสร็จแล้วก็ชื่อนั้น เป็นอย่างนั้น แล้วพระพุทธเจ้าองค์นั้นตรัสต่ออีกว่า ต่อไปปางหน้า จะมีพระศรีอาริยเมตไตรย ก็อย่างนี้ทุกองค์ล่ะ เป็นที่เท่า นั้นเอง เป็นที่พระอาริย พระพุทธเจ้าใน... ถาม : เป็นตำแหน่งใช่ไหมครับ ตอบ : อ้า...เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต ถาม : จะเป็นใครก็แล้วแต่ ตอบ : องค์ในอนาคต เป็นใครก็แล้วแต่ ที่ไปเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตองค์นั้น เมื่อเป็นแล้วก็เป็นพระพุทธเจ้าองค์นั้น แล้วพระพุทธเจ้าองค์นั้นก็บอก…พระ พุทธเจ้าองค์ต่อไปก็คือศรีอาริยเมตไตรยทุกองค์ไป ถาม : ขอโอกาสค่ะ พ่อท่าน แล้วพวกเราจะได้เกิดรึเปล่าคะ ยุคที่ห้า ห้าหกร้อยปี ที่จะถึงนี่ค่ะ (คนถามและคนฟังหัวเราะ) ตอบ : คุณยังไม่ปรินิพพาน ได้เกิดแน่ (คนฟังหัวเราะ) อย่าไปเกิดในถิ่นที่ไม่ค่อยดีนัก ไม่ใช่เสนาสนะสัปปายะ หรือว่าไม่ใช่อยู่ในหมู่มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวด ล้อมดีก็แล้วกัน ไปเกิดนอกวงนี้จะไม่ค่อยเข้าท่า ทีนี้จะเกิดในวงนี้ได้ก็พากเพียรไป ให้มีศีลเสมอกัน ให้มีอุเทศ ให้มีกรรมอะไรต่ออะไรใกล้เคียงกันเข้ามา อย่าให้นานาสังวาสมาก (พ่อท่านหัวเราะ) ยิ่งเป็นนิกายแล้วยิ่งไปกันใหญ่เลย (พ่อท่านหัวเราะ) ยิ่งไม่ใช่นานาสังวาสแล้วสังฆเภทเลย เลยเลิกเลย ประเดี๋ยวเถอะไม่ได้มาเข้าในแวดวงนี้เลย ยิ่งสังฆเภทออกไปใหญ่เลย (พ่อท่านหัวเราะ) ดีได้ประโยชน์ไงเล่า ถามแล้วได้ประโยชน์ใช่ไหม (พ่อท่านหัวเราะ) เอ้า ใครว่าไงอีก เอ๊อ! พวกเรานี่ดีนะ นั่งนิ่งๆก็เป็น (คนฟังหัวเราะ) ง่ายดี ที่อื่นล่ะ เจี๊ยว หนวกหูเชียว นี่พวกเราก็เออ ไม่มีอะไรก็นั่งเฉย ฟัง เรียบร้อยดี ถาม : กราบนมัสการพ่อท่านค่ะ พ่อท่านคะ ถ้าเกิดเรารู้สึกว่าโลกนี้ เราก็รู้มา มากแล้ว แล้วเราไม่มีเวลาดูวิดีโอน่ะค่ะ เราก็ละเลยกิจกรรมส่วนนี้ไปเลย ไม่ทราบว่า จะมีผลเสียอย่างไร ตอบ : ก็มีผลส่วนลดน่ะ ไม่เกิดโลกวิทู ไม่เกิดได้บทฝึกหัด เรื่องที่อาตมาเอามาให้ดูนี่นะ บอกให้ชัดๆเลยว่าพวกเรานี่ชอบดูในเรื่องของหนังมากกว่าสารคดีนะ มากกว่าข่าว หรือมากกว่าอะไรๆ ที่นำมาให้ดูนี่ไม่ค่อยจะชอบดูเพราะอะไร เพราะ พวกเรายังอยู่ในวงทุกข์ เป็นสภาพที่จะต้องรู้รอบในพวกทุกข์ เรื่องราวหนังที่เป็นหนังเรื่องต่างๆนานานี่ เป็นเรื่องของบทบาทลีลาของโลกีย์เต็มๆ เป็นเรื่องของบทบาททุกข์ทั้งนั้น แล้วพวกเราชอบดูทุกข์ ก็ดีแล้วล่ะ อาตมาถึงบอกว่า ให้เกิดอาริยญาณ ให้ได้เห็นทุกข์ หนังทุกเรื่องที่เป็นหนังเรื่องนี่นะ ที่เอามาฉายให้ดู แสดงถึงทุกข์ทุกเรื่องนั่นแหละ แล้วพวกเราก็ชอบดูอย่างนั้น ใครชอบสารคดี สารคดีไม่ทุกข์เท่าไหร่หรอก ที่จริงจะเป็นความรู้ เป็นวิชาการ เป็นเรื่องที่จะทำให้เรา ถ้าว่ากันจริงก็ตัวพัฒนาอะไรไปในส่วนที่ลึกซึ้งเพิ่มเติมขึ้น ก็ไม่เกิดโลกียรส หรืออะไรต่ออะไรนี่มากนัก พวกเราก็กลับไม่ค่อยจะชอบดู ชอบดูแต่ตัวทุกข์ ดี จะได้ซ้ำ จะได้ย้ำ จะได้เห็น อย่าไปงมงาย ถ้าดูอย่างโลกๆ เค้านี่ มันเสียท่า อย่างพวกคุณไม่ค่อยมีความรู้สึกทางนี้ ไปดูหนังดูละคร โอ๊ย! ไปกะหนังกะละครแล้วมันก็มอมเมาคุณไป อู๊ย! ซาบซึ้งประทับใจ อยากจะเป็นอย่างพระเอกคนนั้น อยาก จะเป็นอย่างนางเอกคนนี้ ถ้าคุณดูอย่างนี้แล้วนี่ มันมีเชิงกุศลบ้าง ที่บอก เออ คนนี้ทำนี่ อย่าว่าแต่พระเอก อย่าว่าแต่นางเอกเลย แม้แต่ตัวดีๆ บางตัว ที่มีความดี เป็นกุศลด้านนั้นด้านนี้ เราเข้าใจเลือกที่จะวิเคราะห์ วิจัยเอาสิ่งนั้นสิ่งนี้มาเป็นคุณ เป็นกำลังใจในการที่จะประพฤติ ปฏิบัติเอาอย่าง มันดี แต่แท้จริงแล้ว ในลีลาของเรื่องแล้วนี่ จะเป็นเรื่องที่ ยิ่งเรื่องไหนที่มันจ๋าๆ มันสนุกนี่ มันโอ้โห! มันยิ่งโลภและโกรธ กามและพยาบาท จัดจ้านซับซ้อน นั่นแหละยิ่งมัน แล้วก็ทุกข์แท้ๆ ทุกข์จ๋าๆ จัดๆ จ้านๆ เลย เพราะงั้นก็ดู เอ้า ดูเข้าไปๆ ชอบดู ก็ดูเข้าไป แล้วเห็นให้เกิดอาริยญาณให้ได้นะ เห็นทุกข์ให้ได้ ถ้าใครดูแล้วไม่เห็นทุกข์ ไม่เกิดทุกข์นะ เสร็จแล้วเผลอตัว ดูไปๆ ก็ยิ่งฝันเฟื่อง ดูไป ก็ยิ่งเลอะเป็นโลกียะ ถูกมอมเมา อะไรต่ออะไรไป ไม่รู้จักดู ไม่รู้จักได้หลักสำคัญ หลงระเริงไปกะรสกาม อยากจะได้สมในกามอย่างเขา ดูไปยิ่งไม่รู้เรื่อง ไม่รู้เท่าทัน ดูไปก็หลงพยาบาท แหม อยากได้สมพยาบาทตามเค้า ก็ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ ถาม : พ่อท่านครับ ขอโอกาสครับ ผมเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งนะฮะ เค้าว่าพระเจ้าจักรพรรดิราช จะเกิดในกึ่งพุทธกาล ตอบ : พระเจ้าจักร...อะไรนะ (พ่อท่านถาม) ถาม : พระเจ้าจักรพรรดิราชนะฮะ จะเกิดในยุคกึ่ง ตอบ : จักรพรรดิอะไร? ดิราช? หา? (พ่อท่านถาม) ถาม : จักรพรรดินะฮะ พระเจ้าจักรพรรดิราช นะฮะ ตอบ : จักรพรรดิราช ถาม : ครับ... จะมาเกิดในกึ่งพุทธกาลนี้ มันจะเป็นจริงเหรอฮะ ตอบ : ไม่ใช่จักรพรรดิราช อันนี้อาตมาก็เคยได้ยินมา ไม่ใช่จักรพรรดิราช พระเจ้าธรรมิกราช ถาม : จะมาเกิดในกึ่งพุทธกาล ตอบ : เขาเรียกว่าธรรมิกราช หา? (พ่อท่านถาม) ถาม : จะมาเกิดในกึ่งพุทธกาลนี้ (พ่อท่าน : แล้วไง) แล้วจะเป็นจริงเหรอ ตอบ : จะจริงไหม? (คนถาม : ครับ) อาตมาไม่รู้ ตอบไม่ได้ว่าจริงหรือไม่จริง อาตมาไม่ได้เป็นคนพยากรณ์ด้วย (คนถาม : ครับ) นอกจากไม่ใช่คนพยากรณ์ แล้ว อาตมาก็ไม่ได้เป็นคนนั่งหยั่งญาณรู้อันนั้นด้วย เลยไม่รู้จริงๆ ตอบไม่ได้ว่าจริงหรือไม่จริง ถาม : ขอบคุณครับ (พ่อท่านหัวเราะ) ถาม : ขอโอกาสค่ะพ่อท่าน พระเจ้าธรรมิกราชนี้ ถ้าจะแปลความหมายว่า ราชาแห่งธรรม (พ่อท่าน : เออ) ผู้ยิ่งใหญ่แห่งธรรม ใช่ไหมคะ (พ่อท่าน : เออ) เราก็ค้นหาเอา น่าจะได้นะฮะ ว่าใครเป็นผู้ที่มีธรรมะ คุณธรรมอันยิ่งใหญ่ (พ่อท่าน : เออ) เราก็ต้องรู้เอาเองนะฮะ (พ่อท่าน : เออ) ว่าใครจะมาถามได้ยังไง (คนถามหัวเราะ) ตอบ : อ้าว... ก็ถามเพราะไม่รู้น่ะซี่ (คนฟังหัวเราะ) ถามเพราะไม่รู้ ก็เหมือนกะพระศรีอาริย์ ที่คุณถามนั่นแหละ คล้ายกัน ถาม : ขอโอกาสค่ะพ่อคะ แล้วอย่างพ่อ...แบบพ่อตายไปแล้ว พ่อจะไม่เกิดมาสอนอีกหรือคะ (พ่อท่าน : หา!) ก็พ่อบอกว่าพ่อจะพยายามขึ้นไปเป็นพระพุทธเจ้า ตอบ : อ้าว... ก็เกิดให้มันได้สมยุค สมกาลหน่อยซี่ ถาม : อ๋อ...เหรอคะ ตอบ : แล้วคุณจะอยู่ไปอีกกี่ปีล่ะเนี่ย (คนฟังหัวเราะ) จะต้องให้มาเกิดอีกล่ะหา! (คนถาม : สงสัย) แล้วตอนที่อาตมาจะมาสอนนี่ คุณจะเกิดทันหรือคุณจะเกิดได้รึเปล่านี่ (คนถาม : ไม่รู้) กลัวมันจะหลุดไปคนละภพน่ะซี่ (พ่อท่านหัวเราะ) หา? อาตมายังบำเพ็ญโพธิสัตว์อยู่ตราบใด อาตมาเวียนเกิดอีกแน่ ไม่ต้องห่วงหรอก ข้อสำคัญคุณเอาให้แน่เหมือนกัน ก็แล้วกัน จะได้มาสอนกัน จะได้มาพบกัน กลัวจะไปคนละภพซิ คนหนึ่งอยู่ภพมนุษย์ อีกคนหนึ่งอยู่ภพบาดาล มันไม่ไหวล่ะซิ (พ่อท่านหัวเราะ) ถาม : พระปัจเจกพุทธเจ้าสายของพระสมณโคดม หรือสายของพุทธนะฮะ มีสิทธิ์ที่จะโดนเค้าฆ่าตายไหมคะ ตอบ : โดนเค้าฆ่าตาย (คนถาม : ค่ะ) ไอ้ที่โดนฆ่าตายนี่ เป็นได้ ปัจเจกของ พุทธก็โดนฆ่าตายได้ เป็นวิบากของส่วนองค์ส่วนตัว ตอบว่ามีส่วนโดนฆ่าตายได้ ปัจเจกของพุทธ ก็มีส่วนโดนฆ่าตายได้ ถ้ายังมีวิบาก ถาม : ค่ะ พ่อท่านคะ แล้วคนแบบตายแล้วเกิดปุ๊บ มีไหมคะ เกิดเลยมีไหมคะ ตอบ : ตายแล้วเกิดปุ๊บเลยเหรอ ...มี ตายแล้วเกิดปุ๊บ มี ตายแล้วโอ้โห! ไปอีกตั้งล้านปี ยังไม่ได้เกิดก็มี (พ่อท่านหัวเราะ) ไม่ต้องกลัวหรอก พวกคุณยังมีเวรอยู่มาก ไม่ได้เกิดช้าเท่าไหร่หรอก (คนฟังหัวเราะ) ยังจะต้องมารับทุกข์อยู่อีกมาก ไม่ต้องห่วงหรอก ไม่ต้องร้องโอ้โฮ! หรอก (พ่อท่านหัวเราะ) คนที่ไม่ได้ นานช้ากว่าจะได้มาเกิดอีกนะ ที่จริงน่ะ เกิดนี่ ไม่ได้มาเกิดเป็นมนุษย์เท่านั้น ไปเกิดเป็นอะไรต่ออะไรน่ะ มาเกิด มันไปเกิดในนรก ไปเกิดเป็นเดรัจฉาน เกิดเป็นสัตว์ได้ หรือเกิดเป็นสิ่งที่ทุกข์ยากมากมายกว่านี้ อย่างพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า คนที่ตายจากคนหรือตายจากมนุษย์นี่ จะได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์นี้น้อยกว่าน้อยนัก เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านตรัสสัจจะ เราระวัง เดี๋ยวไม่ได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก แต่ต้องเกิด ไม่ได้หมายความว่า ไม่เกิดเป็นมนุษย์แล้วจะไม่ได้เกิด เกิด แต่ไปเกิดในบาปเวรของตัวเองเป็นส่วนมาก ที่พระพุทธเจ้าท่านว่าได้ขึ้นสวรรค์นั้นน้อย หรือมาเกิดในโลกมนุษย์นี่น้อย ถาม : ขอโอกาสค่ะพ่อท่าน ดิฉันก็สงสัยมั่ง (คนถามหัวเราะ) พ่อท่านคะ คนเราจะมาเกิดด้วยกันนี่ มันต้องมีการสร้างวัฏจักร มีบุญมีบาป แล้วมีอะไรร่วมกันใช่ไหมฮะ คราวนี้อย่างที่พ่อท่านว่า พวกดิฉันยังมีเวรอีกเยอะ ก็ต้องมาเกิด แน่นอนอย่างนี้ คราวนี้ ไอ้ ไอ้วัฏ ตอบ : อาตมาว่าอาตมารู้แล้วว่าจะถาม เอ้า...ถามไป (คนฟังและคนถามหัวเราะ) ถาม : คราวนี้ไอ้... ตอบ : พูดไป คนอื่นจะได้รู้ว่าจะถามอะไร ถาม : คราวนี้ ไอ้วัฏจักรของเรา ไอ้เวรของเราเนี่ยมาเกิดน่ะ คราวนี้พ่อท่านก็สอนไว้ใช่ไหมว่า พ่อท่านก็ ที่ดิฉันคิดนะ ดิฉันคิดว่า ไอ้พวกเรามีเวรมาเกิดนี่ แล้วพ่อท่านก็เป็นพระโพธิสัตว์ใช่ไหมฮะ ก็คงต้องมาช่วยพวกเรามั่งนะฮะ มัน มันจะเป็นอย่างนั้นไหมฮะ ตอบ : เป็น เป็น ถาม : แล้วทุกชาติไหม? พ่อท่าน (คนฟังหัวเราะ) ตอบ : แหม...ตะกละจังเนาะ (คนฟังหัวเราะ) จะเอาทุกชาติเลย ถาม : ก็อุตส่าห์พยายามทำบุญกับพ่อท่าน (คนถาม และคนฟังหัวเราะ) ตอบ : ตอบไม่ได้หรอก อาตมาจะไปตอบตายตัวอย่างนั้นได้ยังไง แหม มีนัยที่ซับซ้อนตั้งมากตั้งมาย จะไปตอบตายตัวได้ยังไง กาละก็ตาม เหตุปัจจัยก็ตาม มากเหลือเกินในโลก กาละนี่ ก็มีนับไม่ถ้วน อาตมาเคยพูดถึงเรื่องกาละนี่นะ โอ้โฮ คนเรานี่ยัง...เรานับ อย่างพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเราไม่รู้ที่ต้น และเราไม่รู้ที่สุดของวัฏสงสารนี้ ฉะนั้นการเกิด การหมุนเวียนแล้วๆเล่าๆ เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปๆ เกิดตายๆ สรุปง่ายๆ มันไม่รู้กาละเริ่มต้นตั้งแต่กี่ล้านๆๆ (คนฟังหัวเราะ) ยาวยืดไปเลยกี่ปี เราไม่รู้มันเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วมันจะจบอีกกี่ล้านๆๆ ปี เราไม่รู้ พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่าท่านไม่รู้ ว่าเราจะเกิดอีกเมื่อไหร่ จะจบอีกเมื่อไหร่ มันไม่มีจบแล้วก็ไม่รู้ที่เกิดหรอก คนที่ไปอวดอ้างว่ามีตัวเกิด แล้วก็รู้การกำเนิดของสัตว์ โลกอย่างนั้นอย่างนี้ ยิ่งมีนักวิทยาศาสตร์มานี่ มาอย่างโน้นอย่างนี้ แหม อธิบายกันหลายทฤษฏีต่างๆนานา แหม อย่างกะรู้ โลกมีเท่านั้นล้านปี เท่านี้ล้านปี เดาทั้งนั้นแน่ะ โลกลูกนี้ กี่ล้านปีอย่างนี้ เดาทั้งนั้น โดยประเมินประมาณ แล้วก็แก้ คนนี้พิสูจน์เอาไว้อย่างนี้ พอได้ข้อมูลใหม่มา เอ๊! มันไม่ถูกหรอก มีเหตุผลใหม่ เปลี่ยนอีก เปลี่ยนไป พวกนี้ก็เดาทั้งนั้นล่ะ เก่งกว่าพระพุทธเจ้าทั้งนั้นน่ะ พระ พุทธเจ้าอาตมาว่าเก่งนะ ท่านยังไม่พยากรณ์เลย พวกนี้เก่งพยากรณ์จังเลย ก็ไม่เป็นไร ก็ว่าของเค้า ถาม : แต่ที่แน่ๆก็คือว่า ถ้าเรายังมั่นในศีลในธรรมอย่างนี้ ใช่มั้ยคะ (พ่อท่าน : เออ) เราก็ ตอบ : นั่นล่ะ เป็นเนื้อหาสาระที่แท้ มั่น ให้ได้สอดคล้อง ให้ได้สัดส่วนที่พอเหมาะ พอเป็นไป มันก็ได้เอง ถาม : คือถึงยังไง ก็ยังต้อง ต้องได้ไปเกิดเจอกันอยู่แน่นอน ตอบ : อาตมาว่าแทนที่จะกังวลว่า จะได้เกิดที่ จะมาพบอาตมา จะได้ฟังธรรม ได้เป็นผู้สอน ผู้ให้ความรู้อะไรกัน หรือไม่นี่ อาตมากังวลว่า เราจะมีความรู้หรือเปล่า เราจะมีมรรคมีผลรึเปล่า กังวลอันนั้นล่ะให้มาก ถ้าคุณทำมีมรรคมีผล มีเนื้อหาพวกนี้แล้ว ไม่ต้องกังวลหรอกว่าจะพบอาตมาหรือไม่ อาจจะพบครูบาอาจารย์ที่เจ๋งกว่าอาตมาแล้วลืมอาตมาก็ได้ (คนฟังหัวเราะ) ถาม : อ๋อ เปลี่ยน เปลี่ยน เปลี่ยนวัฏจักรกันไปเลยเหรอฮะ ตอบ : อะ ได้ ได้ เปลี่ยนได้ ถาม : พอดีน้องเขามีปัญหาจะถามพ่อท่าน ก็อยากถามพ่อท่านว่า ตอนนี้พ่อท่านเก็บหน่วยกิตเป็นพระพุทธเจ้าได้กี่เปอร์เซ็นต์แล้ว ตอบ : โอ้โฮ! (คนฟังหัวเราะ) แหม ถามเป็นภาษาสมัยใหม่เลย เก็บหน่วยกิต ก็ตอบว่าเป็นพระโพธิสัตว์ระดับเจ็ด ก็ไม่ได้มีหน่วยกิตเหมือนอย่างกะวิธีการที่คุณนับมา แหม ของคุณมีตัวจบ มีตัวอย่างนั้นอย่างนี้แล้ว ก็นับเป็นหน่วยอย่างนั้นอย่างนี้ อาตมานับกับคุณไม่ได้หรอก ตอบคุณไม่ได้หรอก ก็บอก ขนาดอาตมาบอกอย่างนี้นี่ ไม่มีใครอาจหาญจะมากล้าพูดหรอกนะ แล้วก็ไม่มีใครรู้กะอาตมาหรอก นอกจากไม่มีใครรู้กะอาตมาแล้ว เขาก็รู้กะอาตมาไม่ถูกหรอก เพราะว่ามันมีความซับซ้อน มันเป็นอจินไตยอีกตั้งมากตั้งมาย แต่อาตมาจำเป็นต้องพูดเท่า นั้นเอง เพราะไม่เช่นนั้นอาตมาไม่รู้จะเอาคำตอบที่มาชะลอ ขนาดนี้คุณก็ยังถามต่อเลย นี่มาชะลอให้พวกคุณบรรเทาความสงสัยบ้าง ก็ไม่รู้จะเอายังไง ก็เอาแค่นี้ ซึ่งมันเป็นอจินไตยอีกเยอะแยะซับซ้อน แม้ว่าปางเจ็ด หรือว่ารอบเจ็ดนี่ อีกแปดเก้าอะไรพวกนี้ไม่ใช่น้อยๆ โอ้โฮ! อีกซับซ้อนมากมายก่ายกอง แล้วก็ไม่ได้ขึ้นกับปี กับเดือน ขึ้นกับความจริง เอาความจริง อาตมาจะพากเพียร อาตมาจะทำได้มากได้น้อยแค่ไหน ไม่มีใครมากำหนดหรอก มันจะเป็นตามเหตุตามปัจจัยของมันเอง ตามคุณภาพที่แท้จริงของมันเอง ตามสัจจะ นี่อยากรู้ไปทำไมอย่างนี้น่ะ เป็นบริษัทแล้วเหรอ (คนฟังและพ่อท่านหัวเราะ) ถึงพูดไปคุณก็ฟังเพลินๆไปเท่านั้นเอง มันไม่ได้เรื่องอะไร ซึ่งอาตมาก็ไม่อยากจะให้ไปหลงละเมอเพ้อพก เสร็จแล้วพอได้รับความรู้ภาษา คุณเอาภาษาไปตีกิน ไปพูดฟุ้งซ่าน เพราะว่าเราก็ไม่มีจริง ไม่รู้จริง เละ ประเดี๋ยวเน่า ประเดี๋ยวก็กลายเป็นแบบมหายาน แหม โพธิสัตว์อย่างโน้นอย่างนี้ เละไปเลย ไม่ควรหรอก เราเอาปัจเจก เอ๊ย! เอาแค่สาวกภูมิของเรานี่ ให้สมบูรณ์ดีๆ ก็แล้วกัน ถาม : ขอโอกาสค่ะ แต่ดิฉันว่า ดิฉันก็ได้ข้อหนึ่งนะคะพ่อท่าน ที่เมื่อกี้พ่อท่านบอกว่าอาจจะไปพบคน องค์อื่นอีกใช่มั้ยคะ ตรงนี้มันก็เป็นคำตอบเราข้อหนึ่งว่า ตอบ : ไม่ยึดมั่นถือมั่น ถาม : ตรงนี้ดิฉันถึงว่าพ่อท่านว่าถามไปได้เรื่อยๆ ดิฉันว่าไม่ใช่นะอย่างนี้ ทุกทีดิฉันยังมั่นใจว่าที่ผ่านมานะฮะ แม้กระทั่งเมื่อกี้ ไม่ได้ฟังคำตอบนี่ ดิฉันยังเข้าใจว่า จะต้องไปเกิดกับพ่อท่านทุกๆชาติด้วยซ้ำไป ตอบ : มันซ้อนชาติก็ได้ ซ้ำกับองค์นี้ๆไปเรื่อยก็ได้ แล้วก็ไปองค์อื่นอีก แล้วก็มาหาองค์นี้อีกก็ได้ ถาม : โอ ถ้าอย่างนี้ก็ชัดเลย ว่าไม่ยึดมั่นถือมั่น (คนถามหัวเราะ) ตอบ : ไม่ยึดมั่น ไม่ต้องไปปักใจมากมายหรอก (คนถาม : ขอบพระคุณค่ะ พ่อท่าน) เราเน้นบุคคลนี่ ก็เพื่อที่จะได้เป็นเครื่องนำ สำหรับผู้ที่ติดตัวบุคคล หรือตัวหยาบ แต่ถ้าผู้ที่เข้าใจละเอียดแล้ว ไม่ต้องไปติดตัวหยาบหรอก เนื้อหาลึกซึ้ง ตัวละเอียดนี่ เป็นเนื้อแท้นี่ ยิ่งคลายตัวตนบุคคล ติดอัตตา ติดบุคคลได้แล้วจริงๆเลยนี่นะ สิ่งสำคัญไม่ใช่อยู่ที่บุคคล สิ่งสำคัญอยู่ที่คุณธรรม เพราะฉะนั้นพุทธะของกลาง พุทธะ คุณลักษณะที่แท้ที่ชัดนี่สากล สาธารณะ ใครมีใครเป็นก็ได้ทั้งนั้น (คนฟังหัวเราะ) ไม่ส่งเสียงเลย ถาม : พ่อท่านคะ แล้วแบบ ถ้าเรามั่นคงอย่างน้อยๆ ก็ศีลห้าอย่างนี้นะฮะ เราจะมีสิทธิ์เวียนไปศาสนาอื่นมั้ยคะ ตอบ : ถ้าเผื่อว่ามั่นคงที่แท้จริง ได้ฐานที่แท้จริง มันก็ไม่ออกนอกแท่นนอกฐาน ตามภาษาง่ายๆนี่ คุณฟังดูสิ แต่ถ้าเผื่อว่าคุณไม่มั่นคง คุณยังเหวี่ยงๆ ยังเป๋ๆไป๋ๆ ยังวนๆเวียนๆ ไปได้ ไปออกนอกวงจรได้ ถาม : อภิชาตบุตรที่จะเกิดในห้าร้อยปีหน้านี้ (พ่อท่าน : โอ้โฮ! เลยเป็นเรื่องเป็น ราวไปเลยนะ…คนฟังหัวเราะ) บุคคลท่านนี้จะไม่เกิดตรงกับกลียุคหรือคะ แล้ว เมื่อถึงเวลานั้น จะไม่เป็นการทอนกำลังหรือคะ เพราะเผื่อว่าต่อไปจะเข้ากลียุค ตอบ : เอาเถอะน่า กลียุคนี่ คุณก็ฟังไปเถอะ กลียุคมันก็มีส่วนหนึ่งกลียุค แล้วก็มีส่วนหนึ่งที่ดี ในความเป็นจริงแล้วนี่ มันจะเจริญอย่างนี้ ศาสนาพุทธนี่ มันยังจะเจริญมากให้แก่บุคคล เพราะฉะนั้นในฐานระนาบนี่นะ ในฐานระนาบคือในด้านปริมาณ บุคคลที่ได้คุณภาพของอาริยคุณนี่จะมีไป อาตมาก็เคยบรรยายแล้วนะว่าพระอรหันต์สมัยพระพุทธเจ้ากับพระอรหันต์สมัยนี้น่ะ เทียบกันไม่ได้หรอก สมัยพระพุทธเจ้าท่านเยี่ยมยอด หนักแน่น เก่งลึกหลายอย่าง มีอภิญญาด้วย สมัยนี้เป็นพระอรหันต์ให้มันได้ก็แล้วกันเถอะ มันไม่เก่ง ไม่ลึก ไม่เยี่ยมยอด อภิญญานี่ ไม่ต้องพูดถึงเลย ขอให้มันได้ก็แล้วกันเถอะ พระอรหันต์จะต่างกันอย่างนี้ เพราะ ฉะนั้นในคุณภาพที่ว่า อรหันต์ก็ดี หรือแม้แต่โสดา สกิทา อนาคานี่ก็ตาม ก็จะได้คุณภาพอยู่ในขอบเขตที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสนิยามไว้ กำหนดไว้ได้ แต่ว่าไม่ลึก ไม่มากเท่านั้นแหละ แต่จะมีปริมาณที่มากกว่าสมัยพระพุทธเจ้าด้วย แต่ว่าใช้เวลานานนะ นานรวมไปเนี่ย รวมไป ในสมัยพระพุทธเจ้านั่นก็มีมา มีมาๆ แล้วก็หรี่ลงมา แต่เนื้อมันเข้ม แต่ตอนนี้นี่ เนื้อมันจางออก แต่ก็จะมีปริมาณที่มากขึ้นไป ฟ่ามขึ้น มันจะมีลักษณะนี้ไป ไปเรื่อยๆนะ ไปเรื่อยๆ ไปจนกระทั่ง มันถึงขั้น ถึงขีดที่มัน เนื้อกลียุคจะมาแล้ว กลียุคนี่ โอ๊ย! อีกสองสามพันปี กลียุคมันไม่ ไม่ช้านานหรอก สองสามพันปีนี่ไม่ช้าหรอก เร็ว แล้วพวกเรานี่จะวนเวียนเกิดในช่วงพวกนี้อีกเยอะ พวกเรานี่จะเกิด จะวนเวียนอยู่ในช่วงพวกนี้อีกเยอะ จะได้ศึกษา ได้รับวิบาก เพราะฉะนั้นเตรียมตัวไว้ดีๆเถอะ (พ่อท่านหัวเราะ) เตรียมตัวไว้ไม่ดี ประเดี๋ยวแย่นะ ถาม : ครับ (พ่อท่านหัวเราะ) อยากจะถามพ่อท่านว่า ในสมัยพระพุทธเจ้านั้นนะครับ ก็ ท่านแสดงธรรมนี่ก็รู้สึกว่าจะ จะยกเอาตำนานอดีตชาติน่ะครับ ก็มาแสดงธรรม ก็อยากจ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน