351008 ยอดพลัง-เหนือพลัง โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2535
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์353 KB
วันที่แก้ไข6 ตุลาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

351008 ยอดพลัง-เหนือพลัง โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก

ยอดพลัง-เหนือพลัง โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อ 8 ตุลาคม 2535 ณ พุทธสถานสันติอโศก

เราได้พิสูจน์ธรรมะของพระพุทธเจ้ากันมาเรื่อยๆ แล้วก็คงจะต้องพิสูจน์ไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ พิสูจน์ ปฏิบัติ ประพฤติ โดยปริยัติปฏิบัติ เมื่อมันได้ผล ได้สิ่งที่เราเกิด เราเป็น เรามี จิตใจจะเบิกบาน ผ่องใส เราจะเห็นว่าคนเรานี่มันทุกข์ แต่เราไม่รู้ทุกข์ เพราะเราเอาความสุขที่เป็นโลกียสุขที่ได้พอใจ ที่ได้เสพบำเรอนั่นแหละมาหลอกเอาไว้ มาคั่นเอาไว้ แล้วก็เลยอยู่กับไอ้สิ่งนั้น ถ้าไม่ได้สิ่งนั้นรู้สึกว่ามันขาด มันเป็นชีวิตที่พร่อง เป็นชีวิตที่ไม่สมบูรณ์ มันมีสิ่งที่เรียกว่ากิเลส เรียกว่าตัณหา เป็นเจ้าเรือน แล้วก็จะต้องบำเรอ บำบัดกิเลสตัณหานั้นๆ เสมอๆ เป็นมาอย่างนั้น ตั้งแต่ไม่ค่อยรู้เรื่อง มีน้อย ตั้งแต่เป็นเดรัจฉาน จนกระทั่งมีมาก ช่างหาเรื่องมาให้แก่ตัวเอง บำเรอบำบัดให้แก่ตัวเองมาเรื่อย จนกระทั่งกลายเป็นมนุษย์นี่ มันหนักหนาสากรรจ์ที่สุดเลย เมื่อเรามาเรียนรู้แล้วก็ได้เลิก ได้ละ ได้ล้างโลกียรสออกไปเรื่อยๆ เราก็ เห็นได้ว่า ชีวิตมันยิ่งไม่ต้องมีความต้องการ ไม่ต้องบำเรอ ไม่ต้องบำบัด ชีวิตมันยิ่งง่าย ยิ่งโปร่ง เราจะเห็นว่าความอึดอัดขัดเคือง ความจะต้องมีน้ำหนักอะไรที่จะต้องแสวงหา ที่จะต้องดิ้นรนอะไรนี่ เพื่อมาบำเรอบำบัดมันน้อยลงๆ มันก็จะว่างลงๆ ทีนี้ชีวิตของคนนี่ เมื่อเวลาไม่ต้องบำเรอ ไม่ต้องบำบัดอะไรให้แก่ตนเองว่างลงๆ นี่มันก็จะเบา จะง่ายเข้า ก็จะเห็นความจริงว่า มันเบา มันว่าง มันง่าย เมื่อมันง่ายแล้วเป็นอย่างไร เบา ว่าง ง่าย ก็จะติดมัน ก็ไม่อยากจะทำอะไร ก็จะผ่านไปวันๆ คืนๆ เฉยๆ ชีวิตมันก็คล้ายๆ กับสัตว์เดรัจฉานเข้าไปอีก เพราะสัตว์เดรัจฉ

อ่านต่อ

านนี่ มันไม่มีธุระอะไร ถ้ามันหิว มันอยากแสวงหา มันมีกิเลสตัณหาอะไรขึ้นมา มันก็หาไอ้นั้นบำบัดตนเอง เมื่อมันบำบัดได้แล้ว มันก็ไม่มีสังขารอะไรมากเหมือนคน อย่างที่กล่าวแต่ต้นน่ะ ไม่หาเรื่องอะไรมาบำเรอ บำบัดตนเองมากมาย มันก็บำเรอบำบัดตัวเองนิดหน่อย แล้วมันก็จบ มันก็ว่าง ก็อยู่เฉยๆ นอนๆอยู่ นิ่งๆอยู่ ไปหลบๆ หลับๆ คู้ๆ ไปตามเรื่องตามราว ไม่มีประโยชน์อะไรกับโลก สัตว์ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ก็อยู่อย่างนั้นของมันน่ะ แล้วก็จบไปวันๆ ชะลอไป ยาวนานไป จนกว่าจะตาย ก็ไร้ค่า เราก็เห็นว่าชีวิตเกิดมา มันไม่มีอะไรเลย ถ้าไม่ทำงาน ถ้าไม่ทำกรรมกิริยาอะไร ที่จะเป็นการรังสรรค์ สร้างสรร เป็นคุณค่าต่อสัตว์โลก ต่อเพื่อนมนุษย์ โดยเฉพาะมนุษย์ ก็เป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน หรือเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ด้วยกันนี่แหละ วิเศษยิ่ง ยิ่งทุกวันนี้ มีเรื่องที่จะสอนกัน จะแนะนำกัน ที่จะช่วยเหลือกัน อุดหนุนกันยิ่งมาก เพราะว่าคนผลาญมาก คนทำลายมาก บำเรอมาก มันก็ยิ่งพร่อง มันก็ยิ่งน้อย มันก็ยิ่งลำบาก ต้องแย่ง ต้องชิง เราก็ต้องช่วยกันสร้างสรร แล้วก็สอนกันให้หยุดผลาญ หยุดบำเรอตน อย่างที่เรากำลังกระทำอยู่นี่ ชีวิตจึงจะมีคุณค่า ชีวิตที่เกิดมาใกล้กลียุคนี่ ยิ่งนานมันยิ่งมีสังขารมาก ยิ่งมีอะไรมาก อย่างทุกวันนี้นี่เป็นชีวิต ถ้ารู้ดี เข้าใจธรรมะดีแล้ว จะเป็นชีวิตที่มีบุญมาก ชีวิตทุกวันนี้ ยุคนี้ สมัยนี้ มีบุญมากกว่าสมัยพระพุทธเจ้า ใครทำบุญทำกุศลนี่ บุญกุศลราคาแพง ตามหลักเศรษฐศาสตร์ ถ้าเอาหลักเศรษฐศาสตร์มาจับแล้วจะเห็นชัด เพราะทุกวันนี้นี่ บุญ การเสียสละ การขาดแคลนมันมีมาก สมัยพระพุทธเจ้าการขาดแคลนมีน้อย เพราะฉะนั้นของที่ยังมีอุดมสมบูรณ์อยู่ ราคาจึงไม่สูงโดยสัจจะ ทุกวันนี้นี่ ของมันขาดแคลนมาก วัตถุดิบ หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่เป็นสิ่งจำเป็นของมนุษย์นี่ขาดแคลนมาก เมื่อขาดแคลนมาก เราสร้างขึ้นมา ราคามันก็แพง การเสียสละก็น้อยกว่า สมัยพระพุทธเจ้าไปทางนามธรรม สมัยพระพุทธเจ้าแย่งชิงกันไม่มาก การหวงแหนก็ไม่มาก มันมีอยู่มาก มันอุดมสมบูรณ์มากกว่า เพราะฉะนั้นการแย่งชิง การตระหนี่ถี่เหนียว ก็จึงมีน้อย เดี๋ยวนี้การตระหนี่ถี่เหนียว แย่งชิงมาก หวงแหนมาก แรงด้วย จัดจ้านด้วย เพราะฉะนั้นการเสียสละ การสร้างสรรขึ้นมาทดแทน จึงมีราคาสูงมาก บุญจึงมาก ฟังเหตุผลเหล่านี้ดีๆ ง่ายๆ ไม่ได้ยากอะไรหรอก ชัดเจนเลย เพราะฉะนั้นทุกวันนี้นี่ ผู้ที่หลงไปตามโลก ตามโลกีย์ เมื่อแย่งชิงมาก การแย่งชิงก็บาปมาก การเอาเปรียบก็บาปมาก ที่ว่าแย่งชิงมากนี่นะ ไม่ใช่ผิดหลักเศรษฐศาสตร์ คือคนเรานี่ ของมีน้อย ราคามันแพง การแย่งชิงขึ้นมา ก็จึงบาปมาก คนแม้จะแย่งชิงมาก ก็ยังบาปมาก มันดูจะค้านแย้งกันนิดหนึ่ง แต่ว่ามันยิ่งซ้อนลึกลงไปเลย เพราะว่าของยิ่งมีน้อย คนยิ่งมีน้ำหนักของการแย่งชิงนี่จัดจ้านขึ้นไป เพราะฉะนั้นค่าของมันก็ยิ่งสูง ค่าสูงที่ว่านี้ ก็คือบาปมันสูง การแย่งชิงมันเป็นบาปมันสูง เพราะฉะนั้นการทำบุญก็จึงได้มาก การทำบาปก็จึงได้มาก ทุกวันนี้คนที่ไม่ได้เรียนรู้พระธรรมของพระพุทธเจ้า แล้วไม่ได้พัฒนาตน อิริยาบถ กรรมกิริยา พฤติกรรมของคนทุกวันนี้ ที่ไม่ได้เรียน จึงบาปกันมากมายเหลือเกิน มีบาปกันจัดจ้าน มีบาปกันรุนแรง มีบาปสูง แต่เมื่อรู้โลกุตระ รู้ทิศทางที่จริง แล้วมาทำบุญ ยิ่งด้วยน้ำใสใจจริง ด้วยความจริงใจ ด้วยเจตนา มีปัญญารู้ แล้วก็เจตนาให้มันบริสุทธิ์ ให้มันสะอาด ให้มันปราศจากกิเลสที่ซ้อน ที่จะไปลดค่านี่ ลดไปได้มากเท่าไร บุญก็ยิ่งราคาสูงมากเท่านั้น พวกเรานี่ได้มาอบรมฝึกฝน แล้วก็ได้พัฒนากัน สร้างบุญ เป็นโอกาสบุญจริงๆ นี่อาตมาไม่ได้หลอก ไม่ได้ลวง ไม่ได้มาประเล้าประโลมอะไร เสร็จแล้วผล ของพวกเราที่ได้กระทำ พิสูจน์ธรรมะของพระพุทธเจ้า จนได้เห็นความอัศจรรย์ ว่าคนพวกเรานี่อยู่กันมาก อยู่กันเยอะแยะเป็นร้อยๆ อยู่รวมกัน ไอ้เรื่องพิเศษ เรื่องที่เป็นความต่าง ที่เป็นความเป็นไปได้ ที่มันรู้สึกว่าแปลก จนกระทั่งถึงเรื่อง ความเป็นมหัศจรรย์ อัศจรรย์นี่ อย่างวันพุธเมื่อวานนี้ วันอังคารที่อาตมาได้เทศน์บรรยายว่ามันน่าอัศจรรย์ พวกเรานี่น่าอัศจรรย์นะ แต่พวกเราจะไม่รู้สึกอัศจรรย์ เพราะพวกเราเป็นคนอัศจรรย์ เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ ที่โลกเขาเป็นไปไม่ได้แล้ว แต่เราก็เป็นไปได้ ดำเนินไปได้ ไม่น่าเชื่อ พวกเราเป็นคนอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า อัศจรรย์ โลกเต็มไปด้วยกาม เต็มไปด้วยอัตตามานะ แล้วจะไปสอนคนให้ละกาม ละอัตตามานะนี่ เป็นไปได้ยากเหลือเกิน ขนาดพระพุทธเจ้า ท่านยังปริวิตกอย่างนี้ ทั้งๆที่สมัยพระพุทธเจ้านั่นน่ะ คนที่มีกามก็ไม่หนาจัดเหมือนกับทุกวันนี้ มีอัตตามานะ ก็ไม่หนาไม่จัดเหมือนอย่างทุกวันนี้หรอก คนมีบุญ มีอินทรีย์พละ ดีกว่านี้ตั้งแยะ พระพุทธเจ้ายังปริวิตกเลย คือมายุคพระพุทธเจ้านี่ เป็นยุคหลังสุดแล้ว เป็นภัทรกัปสุดท้าย ที่พระพุทธเจ้าองค์นี้ขึ้นมาตรัสรู้นี่ มันไม่เหมือนยุคต้นๆ ซึ่งคนยิ่งมีบุญกันมากนะ กามน้อย อัตตามานะน้อย สอนได้เป็นล้านๆ เลย บรรลุเป็นพระอรหันต์ทีละเป็นล้านๆ เลย ยุคต้นๆ ภัทรกัปแรกๆ น่ะ ที่อายุยาวๆ ยืนๆ น่ะ ทีนี้มาถึงภัทรกัปของพระพุทธเจ้านี่ ปลายภัทรกัปแล้ว เป็นองค์สุดท้ายแล้ว ต่อจากนี้ก็พระศรีอาริย์ ซึ่งจะหมุนเวียนไปหาการเป็นคนมีบุญมาเกิดแล้ว นี่คนมีบาปมาเกิดแล้ว พระพุทธเจ้าถึงปริวิตก เพราะเห็นจริงๆเลยว่า ขนาดยุคพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมานี่ ก็เป็นยุคที่มีกาม มีอัตตามานะมากแล้ว ถือว่ามาก ยิ่งมาถึงทุกวันนี้แล้ว ไม่ต้องพูดเลยว่ามาก มันมหามากเลย มหาบาปเลย ไม่ใช่บุญมาก ไม่ใช่มหาบุญมาก มหาบาปมาก มากจริงๆ เพราะฉะนั้นอาตมาถึงได้พูดเป็นเชิงให้เห็นว่า พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า อัศจรรย์จริงหนอ คนเหล่านี้ มีกามมาก มีอัตตามานะมาก ยังมาฟังธรรม มาปฏิบัติธรรม ยังบรรลุได้ ยังพัฒนาตนขึ้นมาได้ พระพุทธเจ้าท่านเปล่ง อัศจรรย์จริงหนอ อาตมาพาพวกเรามาทำนี่นะ บรรลุได้ พัฒนาขึ้นมาได้ ลดละ ไม่ได้ติดเยื่อใยอะไรในโลก ลดกาม ลดอัตตามานะได้พอสมควร ขนาดนี้ มันต้องอัศจรรย์ต่อธรรมะของพระพุทธเจ้านี่ มันต้องอัศจรรย์จริงโว้ย อย่างที่อาตมาว่า ไม่ใช่อัศจรรย์จริงหนอ แค่นั้นหรอก มันอัศจรรย์จริงโว้ยนะ มันอัศจรรย์จริงๆ ที่พวกเรามาได้ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆเลย คุณจะรู้สึกแค่ไหน อาตมาไม่รู้ แต่อาตมานี่ รู้สึกจริงๆเลยว่า โอ! เป็นไปได้ถึงปานนี้นะ ฤทธิ์เดชของพระพุทธเจ้านี่ ฤทธิ์เดชของทฤษฎี ฤทธิ์เดชของหลักเกณฑ์ ฤทธิ์เดชของสัจจะ พวกคุณก็มีบุญด้วยกันนั่นแหละ พูดกันไป พวกคุณก็มีอินทรีย์พละ มีปัญญา มีบุญที่จะฟังธรรมะเข้าใจ รู้ แล้วก็มีกำลังของเจโต กำลังของจิตที่ได้สะสม ที่จะมาปฏิบัติ ประพฤติลดละ ฝืน ต้าน แย้ง อยู่กับโลกียะนี่แหละ ทั้งๆที่เขาเองยั่วยวน ประเล้าประโลมกันอยู่ โอ้โฮ! ฉึ่งๆฉ่างๆ พวกเรายังมีกำลัง มีอินทรีย์วางได้ขนาดนี้ วันนี้อาตมาจะเอา สีหสูตร สูตรที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสถึงกำลัง ที่จริงไม่รู้จะใช้ภาษาอะไรดี อาตมาว่ากำลัง ใช้คำว่ากำลังเฉยๆ มันยังไม่เข้าใจดีหรอก มันเป็นสุดพลังอะไรล่ะ เป็นพลังนี่แหละ กำลังของตถาคต 10 ประการ เป็นอำนาจ ฤทธิ์แรงอะไรล่ะ อินทรีย์พละ กำลังที่มันมีฤทธิ์มีเดช มีอำนาจเหนือชั้นเหลือเกิน มีฤทธิ์แรง ความขับดัน ความแข็งแรง ความต่อต้าน หรือความสามารถที่จะมีน้ำหนัก ไม่รู้จะเรียกอะไร ฤทธิ์แรง จะเรียกฤทธิ์แรง ก็ดูพอฟังได้ มากกว่าคำว่ากำลัง กำลังมันดูจืดๆ เป็นภาษาธรรมดา มันเป็นฤทธิ์แรงของพระพุทธเจ้า เป็นสิ่งวิเศษที่เป็นไปในเชิงฤทธิ์แรง น้ำหนัก ลองฟังดู ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ในเวลาเย็น สีหมฤคราช ก็คือ ราชสีห์ นี่ย่อมออกจากที่อาศัย ครั้นแล้วย่อมเหยียดดัดตัว ย่อมเหลียวดูทิศทั้ง 4 โดยรอบ ครั้นแล้วย่อมบันลือสีหนาท 3 ครั้ง ครั้นแล้วย่อมหลีกไปเพื่อหากิน แหม ! เป็นจังหวะๆ นะ จังหวะที่หนึ่ง พอลุก พอจะออกจากที่อาศัย ในเวลาเย็น นี่ก็จะเหยียดดัดตัวเสียก่อน เสร็จแล้วก็เหลียวดูรอบ 4 ทิศ เสร็จแล้วก็บรรลือสีหนาท คือร้องเปล่งเสียงกึกก้อง แล้วก็ออกไปหากิน ข้อนั้นเพราะเหตุไร? เพราะมันคิดว่า เราอย่าได้ยังสัตว์ตัวเล็กๆ ผู้ไปในที่หากินอันไม่สม่ำเสมอ ให้ถึงการถูกฆ่าเลย ดูกร ภิกษุทั้งหลาย คำว่า สีหะ นี่แล เป็นชื่อแห่งพระตถาคต อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย การที่ตถาคต แสดงธรรมแก่บริษัท เป็นสีหนาทของตถาคต เอาอันแรกเสียก่อน ในความหมายต้นนี่แหละ พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ราชสีห์นี่ ก่อนจะออกไปหากินนี่ เปล่งเสียงออกไปก่อน บันลือสีหนาท เปล่งเสียงออกไป ให้กึกก้องไปก่อน แล้วค่อยออกไปหากิน แล้วท่านให้เหตุผลว่า เพราะอะไร เพราะว่าราชสีห์นี่ ย่อมคิดว่า มันคิดว่า มันอย่ายังสัตว์ตัวเล็กๆ ผู้ไปหากินในที่อันไม่สม่ำเสมอ ให้ถึงการถูกฆ่าเลย บอกว่าราชสีห์นี่จะออกไปหากิน แล้วไม่ต้องการจะรังแกสัตว์เล็ก สัตว์เล็กมันก็อยู่กัน อย่างในความหมายนี้ อาตมาว่าแปลขลุกๆขลักๆ อย่างไรไม่รู้ ความหมายมันน่าจะชัดกว่านี้ อาตมาเข้าใจโดยภูมิ โดยปัญญาของอาตมาว่าผู้ไปในที่หากินอันไม่สมำเสมอ ให้ถึงการถูกฆ่าเลย ฟังภาษาพระไตรปิฎก แล้วเหมือนเดินอยู่ในหลุมในบ่อ อยู่ในหนามในไหน่ คลุกคลิก ฟังแล้วไม่ค่อยเข้าใจ ความหมายเป็นอย่างนี้ คือสัตว์เล็กๆน้อยๆ ที่เปรียบนี่ก็เหมือนว่า มันก็อยู่กันอย่างยากเย็น สัตว์เล็กน้อยพวกนี้ สัตว์ตัวน้อยตัวเล็กพวกนี้ ก็อยู่กันอย่างหลบๆเลี่ยงๆ กระเบียดกระเสียร อยู่กันอย่างไม่ได้ง่ายดาย ไม่ได้อยู่อย่างเรียบร้อย ราบรื่น ไม่ได้อยู่กันอย่างเป็นผู้มีอำนาจ มีทรัพย์ศฤงคาร หรือว่ามีอะไรต่ออะไรที่พรั่งพร้อมไปด้วยความสมบูรณ์ สัตว์เล็กสัตว์น้อยพวกนี้ก็ต่อสู้ชีวิต เพราะฉะนั้นก็ไม่ควรถูกเบียดเบียนอะไรอีก เพื่อซ้ำเติมไป ฉะนั้นผู้ที่จะต้องมาสงเคราะห์ พระพุทธเจ้านั้น หรือสีหราช ตัวสัตว์ที่จะมาสงเคราะห์ เป็นอาหารให้แก่สีหราช ก็ควรจะเป็นสัตว์ที่ไม่อยู่อย่างลำบากลำบน ไม่มีทุกข์มาก สบาย อยู่อย่างเรียบร้อย ราบรื่น ไม่ต้องลำบากลำบน อุดมสมบูรณ์ ก็จะได้ไม่ต้องทุกข์ซ้อนทุกข์ ต้องแบ่งปันได้ เพราะอุดมสมบูรณ์ อยู่เรียบร้อย ง่ายดาย นัยใด ก็นัยนั้น เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าก็เปล่งสีหนาท คำเปล่งสีหนาทของพระพุทธเจ้านี้ ก็นัยคล้ายกันว่า คำสอนของท่านจะไม่ไปเบียดเบียนคนทุกข์ คำสอนของท่าน จะไปปราบคนที่ไม่ทุกข์ ไม่ทุกข์นี่ ซ้อนเลยนะ ไม่ทุกข์ในทางโลกียะ แต่สร้างบาปให้แก่ตัวเอง ซ้อนนะ ฟังดีๆ มีโลกียะบำเรอ มีความสุขอย่างโลกียะบำเรอ คนอย่างนี้หลงในโลกียะ เป็นความสุขอยู่ ก็เหมือนอุดมสมบูรณ์ สบาย บันเทิง เริงรมย์ คนอย่างนี้นี่ ควรจะต้องถูกพระพุทธเจ้าท่านปราบ หรือจะต้องเอามาช่วยพระพุทธเจ้า เพราะเขาบำเรออยู่เท่าใด เขาก็บาป แต่เขาหลงบาปนั้นเป็นความสุข ฟังดีๆ เพราะฉะนั้นไม่ถือว่าพระพุทธเจ้าท่านเบียดเบียนคนเหล่านี้ หรือไม่ถือว่าราชสีห์เบียดเบียนสัตว์เหล่านี้ สัตว์ที่มันเป็นตัวอยู่ ทำมาหากิน อย่างที่เรียกว่าสบายๆ กว่าสัตว์เล็กสัตว์น้อย สัตว์ที่อยู่อย่างยากเย็น อย่างเป็นทุกข์ อย่างลำบากลำบน ยังต่อสู้ชีวิตอยู่แล้วน่ะ พอได้ยินเสียงของสิงห์ หรือสีหราชแล้วต้อง เผ่นหนีหมดนะ เพราะฉะนั้นราชสีห์ก็จะออกไปปราบสัตว์ที่ผยอง สัตว์ที่อวดดี สัตว์ที่ท้าทาย สีหราช เปล่งเสียงกำราบ คำรามไว้แล้ว เอ็งยังต้องการลองของหรือ ก็สัตว์เหล่านั้นแหละ จะถูกสีหราชขม้ำเป็นอาหาร ฉันเดียวกันกับพวกที่มีอำนาจทางโลก พวกที่มีศักดินา ทุนนิยม พวกนี้จะต้องถูกสีหราชปราบหรือพระพุทธเจ้าจะต้องช่วยคนเหล่านี้ ท่านไม่ได้เบียดเบียน แต่ท่านเอง ท่านปลดบาปให้เขาด้วยซ้ำ ให้เขาได้ทำบุญ ให้เขาได้ปลอดโปร่ง ให้เขาได้เจริญ ทีนี้ คนที่มีบุญ ฟังธรรมะพระพุทธเจ้า จะรู้สึกว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้านี่ไม่ได้ข่ม สีหนาท บรรลือสีหนาทนี่ คือเปล่งคำ ที่รู้สึกมันบาด มันแรง สีหนาท ถ้าเผื่อว่าผู้ใดฟังบาดหู ก็บาดลึก แรง เหมือนกับมันข่ม ยกตนข่มท่าน มันข่มเขา คนที่ไม่มีปัญญามองออก ก็จะรู้สึกว่าเป็นปฏิปักษ์ รู้สึกเจ็บแสบ ข่ม แต่คนที่มีบุญ มีญาณปัญญาฟังออก มองออก กลับยิ่งเห็นจริงเห็นจัง บอก โอ้โฮ! ท่านมาโปรดแล้ว ท่านมาช่วยเราแล้ว ท่านเป็นเนื้อนาบุญ เป็นผืนบุญที่วิเศษ ที่เราจะต้องไปช่วยเหลือเฟือฟาย ไปอุดหนุนท่าน ฟังดีๆ มันจะซ้อน ถ้าคนที่มีบุญ ฟังธรรมพระพุทธเจ้า ไม่ถือว่าเป็นการข่ม ไม่ถือว่าเป็นการเบียดเบียน ถือว่าเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เป็นสีหนาท บันลือสัจจะ บันลือธรรมะที่ยิ่งใหญ่ ไม่ถือว่าข่ม เป็นที่น่าเลื่อมใส น่าบูชา ส่วนผู้ที่ไม่มีบุญ ไม่มีปัญญาญาณ ฟังแล้วมันคนละทาง เหมือนกับเขามาข่ม เขามากำราบ เขามาปราบ เขามาเป็นศัตรู เขามาเบียดเบียน ฟังเข้าใจไหม นี่ลักษณะมันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะฉะนั้นเสียงนี้มันก็เป็นเสียงที่สีหนาท บันลือสีหนาท นี่เป็นเสียงที่สองทิศสองทาง สองลักษณะที่อาตมาอธิบายแล้ว มันจะออกมาอย่างนั้นจริงๆ นัยนี้แหละ มันเป็นสัจจะ เราทำอยู่เดี๋ยวนี้ อาตมาไม่ได้บันลือสีหนาท ไม่ต้องเรียก เรียกไม่ได้ เรียกบันลือสีหนาทอย่างพระพุทธเจ้าไม่ได้หรอก แต่อาตมาเปล่ง เปล่งหมาน้อยหะนาท ตามลักษณะของเรา แค่เรา แต่มันก็เป็นลักษณะนัยคล้ายๆ ของพระพุทธเจ้านี่แหละ เพราะเป็นธรรมะของพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นธรรมะของพระพุทธเจ้า เปล่งออกไปแล้ว มันก็เป็นไปบาดเสียดคนที่ฟังแล้ว คนที่ไม่มีบุญน่ะ ฟังแล้วมันรู้สึกข่ม รู้สึกเป็นศัตรู รู้สึกเป็นการฝืนใจ เป็นการขัดหู ขัดตา ขัดความรู้สึกของเขา เพราะมันคนละทางกัน สวนทางกัน ปฏิโสตัง มันทวนกระแส ส่วนคนมีบุญฟังแล้วก็ซาบซึ้ง รับได้ ชื่นชม แล้วก็มาเอา นี่เป็นเรื่องจริงอย่างนี้ เพราะฉะนั้นคุณเองคุณได้ยินเสียงหมาน้อยหะนาท คุณก็ชื่นชม คุณก็มา คนที่ฟังเสียงหมาน้อยหะนาท ที่อาตมาเปล่งไป เขาบาดจิตบาดใจ เขาไปไม่ไหว เขาก็ฟังแล้วเขา มันน่าเห็นใจนะ อาตมาเห็นใจ เข้าใจจริงๆ เห็นใจเขาๆ แต่เราเองไม่รู้จะทำอย่างไร อาตมาก็ไม่มีบุญบารมีมากพอที่จะไปปราบ พวกที่เขาฟังแล้ว เขาก็ทนไม่ไหว เหล่านั้น แต่พระพุทธเจ้ากำราบได้ แม้พวกนั้นจะถูกข่ม พระพุทธเจ้าบันลือสีหนาทนี่ เขาก็ต้องกลัวเกรง ไม่กล้ามารอหน้า เขาจะต้องถอยไกล ห่างออกไป ไม่กล้ามารบรา แต่เราเป็นเพียงหมาน้อย เขามารบรา เป็นธรรมชาติอย่างนั้น มันไม่ถึงของพระพุทธเจ้า ของพระพุทธเจ้านั้น จะต้องหนีไป หรือไม่เข้ามา ก็จะต้องถูกพระพุทธเจ้าปราบ เป็นอาหารของสีหราช ก็คือเขาเองเขาก็จะต้องได้รับประโยชน์ จะต้องไม่เหมือนอย่างเดิม คือแทนที่เขาจะสร้างบาปบำเรอตน เขาจะต้องไม่เจริญ ยิ่งไม่เจริญหนักๆขึ้น เขาก็ต้องได้เจริญ ฟัง ฟังได้นะ อาตมาพยายามอธิบาย มันไม่ง่ายนัก มันซับซ้อนเห็นไหม ธรรมะพระพุทธเจ้าซับซ้อนอย่างนั้น ไอ้นี่เป็นนัยแรกเลย นัยสำคัญที่อาตมาไขให้ฟัง มันลักษณะในโลกโลกียะ กับโลกุตระ มันมีอย่างนี้ ทีนี้มาฟังในข้อต่างๆ ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า 10 ประการ ทศพลญาณนี้มีอะไรบ้าง ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ตถาคตประกอบด้วยกำลังเหล่าใด ย่อมปฏิญาณฐานะของผู้เป็นโจทบันลือสีหนาท ประกาศพรหมจักรในบริษัท พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า พระพุทธเจ้านี่ประกอบด้วยกำลัง ประกอบด้วยฤทธิ์แรงนี่แหละ อย่างที่อาตมาพูดแต่ต้นแล้วว่า จะใช้คำว่าอะไรดี เป็นคำที่เป็นฤทธิ์เป็นแรง เป็นน้ำหนัก เป็นฤทธิ์วิเศษ เป็นอำนาจใหญ่ เหมือนอำนาจปรมาณู มันมีฤทธิ์มีแรงอย่างนี้ อำนาจปรมาณู อำนาจนิวเคลียร์ที่มันมีพลังมาก ถ้าเรียกพลังทับศัพท์ก็จะดูดี กว่าคำว่ากำลัง กำลังมันดูจะจ้อยๆ ถ้าเรียกว่าพลังจะดูว่ามีพลังมากมายจริงนะ เพราะฉะนั้นพลังต่างๆ นี่ มันจะประกอบไปด้วยพลังจริงๆ พระพุทธเจ้าประกอบไปด้วยพลังอย่างนั้นอย่างใดๆ พระพุทธเจ้าก็บอกท่านย่อมปฏิญาณฐานะของผู้เป็นโจท ท่านเป็นผู้เป็นคนนั้นจริงๆ มีฐานะอย่างนั้นที่ปฏิญาณได้จริงๆเลยว่าท่านเป็นเลิศ เป็นยอด เป็นหนึ่ง เป็นโจทที่จะบันลือสีหนาท ที่จะเปล่งเสียงกึกก้อง อย่างไม่ระย่นย่อ อย่างไม่ต้องกลัวเกรงอะไร ใครทั้งนั้น แล้วก็ประกาศพรหมจักร คำว่าพรหมจักรนี่ แหม! ฟังแล้วไพเราะ อาตมาฟังแล้วรู้สึกว่า แหม! เห็นจักรวาลเลยนะ มองเห็น ประกาศพรหมจักรไปในอาณา อย่างจอมจักรพรรดิอย่างโลกๆ น่ะ เขาประกาศจอมจักรพรรดินี่ จะประกาศบันลือสีหนาทของจอมจักรพรรดิว่าอาณาบริเวณนี้ ข้าจะต้องไปปราบ ข้าจะต้องไป เป็นที่แล้ว ที่จะต้องไป แหม สะสมอาณาจักร ไอ้นี่ไม่ใช่อาณาจักรอย่างนั้น แต่เป็นพรหมจักร ซึ่งเป็นเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นไปเพื่อความร่มเย็น รื่นรมย์ เพื่อความกว้างของบริเวณนี่แหละ แล้วก็มีตัวจักรกลของสิ่งที่จะไปเกิดในสังคม ถ้าไปล่าอาณาจักร เขาก็ล่ามาเป็นเมืองขึ้นแบบโลกๆ กว้างไกลไปเรื่อยๆ มีอาณาจักร ถ้าเป็นพรหมจักรก็จะกว้างไกลไปอย่างนั้น แต่จะเกิดกลไกของเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ออกไปเป็นดินแดนแห่งความรื่นรมย์ ดินแดนแห่งความเป็นสวรรค์ชั้นสูง เป็นดินแดนสวรรค์ อาณาจักร ไม่ใช่ดินแดนสวรรค์ อาณาจักรเป็นดินแดนแห่งการเป็นทาส การเป็นเมือง เป็นอาณานิคม เป็นประเทศราช เป็นอะไรขึ้นมาอย่างนั้น อันนี้มันมีการขยายออกไปเหมือนกัน แต่ขยายสิ่งที่น่าชื่นชมพรหมจักร อาตมาถึงว่าฟังคำนี้คำเดียวแล้ว พยายามอธิบายเป็นภาษาไทย เป็นภาษาคนให้พวกคุณฟังนี่ คุณจะเข้าใจแค่ไหน อาตมาสัมผัสคำเดียวอย่างนี้ อาตมาก็รู้สึก โอ้โฮ! เนื้อหาสาระ ความหมาย และเป็นสัจจะ ความจริงใจนี่ มันมากมายเหลือเกิน ฟังแล้วมันยิ่งมานึกถึงอโศกเรา แล้วเราก็พยายามที่จะมีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา แล้วก็พยายามที่จะขยายให้กว้างไกลออกไป สร้างจักร กลไก สร้างแรงกลของสังคมนี่ ที่ใช้แรงกลของเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา หรือเสียสละ สร้างสรร สรุปง่ายๆ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา คือสร้างสรร เสียสละนี่ พยายามติดเครื่องสร้างสรรเสียสละ พยายามกอปรก่อกลไก สร้างสรร เสียละ ด้วยกรรมกิริยาของพวกเราอยู่จริงๆ เพื่อเป็นการเกื้อกูล ช่วยเหลือ เฟือฟาย กอบกู้ อนุเคราะห์ชาวประชาชน ทำอยู่นี่ เสร็จแล้วก็ถูกต้าน ถูกกีดกัน ซึ่งดูแล้ว แหม! ชาวอโศกก็ยิ่งไม่มีฤทธิ์ ไม่มีแรง ไม่มีพลังอะไร อย่างพระพุทธเจ้ามากมายด้วย ก็เลยเห็นกลไกของพวกเรา แรงกลของพวกเราจ้อย ก็เลยถูก ทำออกไป เดี๋ยวก็บิ่นกลับมา เดี๋ยวแรงกลก็ถูกหยุด ถูกระงับส่วนนั้น ถูกระงับส่วนนี้ โอ! มันยากเย็นจริงๆน่ะ ถ้าอาตมามีอัตตามานะนี่นะ โอ๋ตัวเอง มีอัตตา ก็คงจะได้น้อยใจ อื๋อ! น่าน้อยใจจริ๊งๆ มนุษย์ เอ๋ย มนุษย์ เราก็พยายามที่จะสร้างสรร เสียสละ กอบกู้ อนุเคราะห์คุณแท้ๆ เขาแท้ๆ เขาก็เต็มไปด้วยบาป มีวาระเวลาเป็นอยู่ ก็มีแต่ทางบาป ทางเบียดเบียน มีแต่ทางก่อทุกข์ให้แก่กันและกัน เราก็พยายามที่จะไปช่วยยับยั้ง กีดกัน ต้านไว้ ให้เกิดปัญญา เกิดรู้ตัว หยุดเสียเถอะ อย่าทำเลยอย่างนั้น เขากลับมองเราไปในแง่ผิด ในแง่ที่จะไปทำลายเขา ไปทำให้เขาไม่มีสุข ไปทำให้เขาตกต่ำ จะไปทำให้เขาไม่เจริญ อะไรอย่างนี้ โธ่เอ๊ย! โธ่เอ๋ย! โธ่น้อ! โธ่หนอ! มันน่าสังเวช น่าสมเพทเขาจริงๆเลย เขาไม่รู้ ไม่รู้จริงๆ ไม่รู้แล้วยังมาทำอวดดิบอวดดี อย่างที่เขาผยอง เขาน่ะถูก เขาน่ะดี เขาน่าจะจัดการกับเรา เราเป็นผู้ผิด เป็นผู้มาทำลายอะไร มาคิดถึงตัวเองแล้ว เราทำดีกับเขาแท้ๆ ทำไมมาทำกับเราอย่างนี้ โธ่! เราทำดีจริงๆนะ เรามองอย่างไร ก็ไม่ได้มีอะไรซุกซ่อน ว่าดีกับเขาจริงๆน่ะ ไม่ได้มีเจตนาร้าย ไม่ได้ทำร้ายอะไรเลย ช่วยเขาจริงๆ เขา แหม! ตกหลุม ตกท่อ จะตกนรกหมกไหม้ จะบาป จะเวร จะมีอะไรต่ออะไรร้ายแรง เสียๆหายๆ มากมายแท้ๆ เราจะช่วยเขาแท้ๆ ทำลายเรา ปราบเราอะไรอย่างนี้ แล้วก็มานึกถึงเรา โอ้! ถ้าเผื่อว่าประชด ก็เรียกว่า ช่างหัวเอ็ง หรือมันก็ใจดำ ช่างหัวเอ็งเถิด เอ็งจะเป็นจะตาย ช่างหัวเอ็ง มันก็ใจดำ แต่ถ้าเราทำแล้วเขาไม่เห็น มองไปในแง่พ้อๆ ก็บอกว่า แหม! ทำไมหนา เขาไม่เห็น ทำไมหนอเรานี่ ทำดีกับเขาแท้ๆ ทำไมเขาไม่เห็นความดีของเรานะ มาโอ๋อัตตาตัวเอง มันก็น่าน้อยใจ น่าเสียใจนะ แต่อาตมาเอง อาตมาไม่ได้เป็นคนอย่างนั้นแล้ว ก็ไม่ได้ท้อแท้อะไร ก็เข้าใจ เข้าใจว่าความจริงก็เป็นอย่างนี้แหละ เขาไม่รู้ดอก เขาไม่รู้ตัวเองว่าเขา เขาทำอะไรอยู่ เขาก็นึกว่าเขาเองทำถูก ทำถูก แล้วเขาก็ว่า เรานี่จะมาทำเสียหาย จะมาทำผิด ทำเลว ทำชั่ว อะไรอย่างนี้เป็นต้น นี่ กลับกันอย่างนี้ กำลังหรือ พรหมจักร ที่ว่านี้ อาตมาแค่ว่าสัมผัสแล้ว มันจะรู้สึกว่า โอ้โฮ! มันมีความลึกซึ้ง มีความไกล มีเนื้อหา มีอะไรนี่ เอ๊! คุณฟังที่อาตมาพูดนี่มันๆ พอเข้าใจไหม ซึ้งๆ มันไปบ้างไหม หา? หรือว่า ฟังแล้วไม่รู้เรื่อง อาตมารำพี้รำพันอยู่คนเดียวหรือเปล่า หา เข้าใจนะ พระพุทธเจ้าท่านตรัสสั้นๆหรอกนะ แต่ว่าคำของท่านนี่กินความแล้วก็ครบสัจจะ ครบสาระสัจจะ ที่อาตมาเอามาขยายสาระสัจจะในนี้ให้ฟัง ท่านประกาศพรหมจักรไปในบริษัท บริษัทก็คือ หมู่ชน หมู่คนทั้งหลายแหล่นั่นแหละ ประกาศพรหมจักรในบริษัท กำลังของตถาคต มี 10 ประการนี้ 10 ประการเป็นไฉน 1. ตถาคตย่อมรู้ชัดซึ่งฐานะโดยเป็นฐานะ และอฐานะโดยเป็นอฐานะในโลกนี้ นี้ข้อที่ 1 พระพุทธเจ้าบอกว่า ท่านเป็นผู้ที่ย่อมรู้ชัดในฐานะ โดยเป็นฐานะ และอฐานะ โดยเป็นอฐานะ ในโลกนี้ คือ ท่านรู้ฐานะของคน ฐานะของอะไรก็แล้วแต่ ว่านี่เป็นฐานะ ฐานะก็คือ การเป็นไปได้อย่างนั้นๆ เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ อฐานะก็หมายความว่า เป็นฐานะสิ่งที่เป็นไปไม่ได้อย่างนั้นๆ อฐานะ สิ่งที่เป็นไปไม่ได้อย่างนั้นๆ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้านี่ ถึงทำอะไร ทำได้ดี รู้แล้วว่า สิ่งนี้เป็นไปไม่ได้หรอก เพราะฉะนั้นอย่าไปฝืนทำอยู่ จบ นี่อย่างนี้ไม่ใช่ฐานะ อฐานะ เออ! อย่างนี้เป็นฐานะที่เป็นไปได้ แม้จะดูอัศจรรย์ แม้จะดูยาก แต่ท่านมองออกว่าเป็นไปได้ เพราะท่านรู้องค์ประกอบ รู้รายละเอียด รู้อะไรต่างๆนานา ที่มันไม่ปรากฏอย่างง่ายๆ มันไม่ปรากฏอย่างตื้นๆ แต่มีแนวลึก มีอะไรต่างๆนานา ซึ่งท่านมีญาณลึก ท่านมองออกว่าอย่างนี้เป็นไปได้ อันนี้เป็นไปไม่ได้ ฐานะและอฐานะ ทีนี้ประการที่ 2 อีกประการหนึ่ง ตถาคตย่อมรู้ชัดซึ่งวิบากแห่งการยึดถือ การกระทำ หรือยึดถือกรรม ย่อมรู้ชัดซึ่งวิบากแห่งการยึดถือ การกระทำทั้งที่เป็น อดีต อนาคต และปัจจุบัน โดยฐานะ โดยเหตุตามเป็นจริง ดูกร ภิกษุทั้งหลาย การที่ตถาคตรู้ชัดซึ่งวิบากแห่งการยึดถือ การกระทำที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน โดยฐานะ โดยเหตุ ตามเป็นจริงนี้ เป็นกำลังของตถาคต ที่ตถาคตอาศัยปฏิญาณของฐานะผู้เป็นโจท บันลือสีหนาท ประกาศพรหมจักรในบริษัท อันที่สองนี้ พระพุทธเจ้าท่านยืนยันว่า ท่านเป็นผู้ที่รู้ซึ้งถึงวิบากของกรรม วิบากแห่งการยึดถือ การกระทำ วิบากแห่งการติดยึด ในกรรมต่างๆ ทั้งที่เป็นอดีตกรรม อนาคตกรรม หรือปัจจุบันกรรม โดยฐานะ ฐานะก็อันต้น โดยสิ่งที่เป็นไปได้ โดยเหตุ และมีสิ่งที่เป็นไปได้ แล้วมีเหตุทำให้เป็นไปได้ตามเป็นจริง ก็ไม่ต้องอธิบายอะไรมาก อันนี้ไม่ต้องอธิบายอะไรมาก เพราะว่าจะอธิบายวิบากแห่งการติดยึดกรรม ก็เป็นอจินไตยที่อธิบายยากอยู่แล้ววิบ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน