350728 ราคาของบาป-ราคาของบุญ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
350728 ราคาของบาป-ราคาของบุญ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก
ราคาของบาป-ราคาของบุญ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2535 ณ พุทธสถานปฐมอโศก
เมื่อวานนี้ อาตมาได้เอาอนุพุทธสูตร ซึ่งมีอยู่หลายสูตร เอาปฐมปัณณาสก์พันธคามวรรคที่ 1 มีอนุพุทธสูตร คือสูตรที่เป็นลำดับ เป็นพุทธที่เป็นลำดับ ความที่เป็นพุทธที่เป็นลำดับมีอย่างไร ก็ว่าไปแล้ว มีอาริยะ 4 ความเป็นพุทธจะต้องมีศีลเป็นอาริยะ มีสมาธิเป็นอาริยะ มีปัญญาเป็นอาริยะ มีวิมุติเป็นอาริยะ ศีลเป็นอย่างไร เราก็ได้อธิบายกันมาเรื่อยๆ เดี๋ยวเราอ่านสูตรที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 มีลำดับๆ อะไรไปบ้าง สอดร้อยอยู่ในตัว แต่ละสูตรๆที่จะอ่านเรียงๆไป ในพระไตรปิฎกที่ท่านเรียงๆกันเอาไว้นี่ อันนี้เป็นปฐมปัณณาสก์ หมายความว่าเป็นสภาพในหมวดที่ 1 พันธคามวรรค สิ่งที่คนจะได้มีเป็นเครื่องอาศัยต่อไป ในพันธคามวรรคเป็นเครื่องอาศัยของคนธรรมดา นี่ไล่ๆไป เป็นวรรคที่ว่าด้วยอย่างนั้น เพราะฉะนั้นในวรรคๆหนึ่ง จะมีในหลายสูตร และร้อยเรียงกันไป เมื่อกี้นี้ที่ บอกว่า อนุพุทธสูตรนั้นคือเป็นสูตรแรก ต่อมาปาปติกสูตรที่เป็นสูตรทัณฑสูตรที่ 1 เป็นสูตรที่ 3 จะไล่เรียงไปเรื่อยๆ มันจะเรียงกัน หรือขยายกัน สอดซ้อนกันไปเรื่อยๆ มีทั้งแนวกว้าง แนวลึก และสลับซับซ้อนกันอยู่พอสมควร อาตมาจะอธิบายซ้อนให้เห็น อย่างพวกเราที่มาปฏิบัติธรรมนี่ จะเห็นได้ว่าบางสิ่งบางอย่างนี่ เราเองเราเพ่งแนวลึก เพ่งแต่ทางจิต เสร็จแล้วเราเองเราก็ลืมกาย ลืมวัตถุ ลืมข้างนอก ชีวิตของคนเรานั้นต้องอาศัยทั้งข้างนอกและอาศัยทั้งจิต ไม่ได้หมายความว่ามาปฏิบัติธรรมจะปฏิบัติแต่ทางจิต แต่จิตก็เป็นประธานสิ่งทั้งปวง และจิตนั่นแหละ จะเป็นตัวสั่งการทางกายออกมาข้างนอก จะเปลี่ยนแปลงให้กาย เปลี่ยน แปลงจากก
อ่านต่อ
ายทุจริต วจีทุจริต ก็เพราะจิตที่ได้ฝึกฝน ถ้าไม่ได้ฝึกฝนกาย ฝึกฝนวจี ฝึกฝนทางคำพูด และกายกรรมข้างนอก เราก็จะไม่ได้ความสมบูรณ์ ไม่ได้ความแข็งแรง และเป็นไปไม่จริงด้วย เพราะฉะนั้นพวกที่ไปปฏิบัติธรรมนี่ จะหยุดเฉยๆ หยุดได้ง่าย เอาแต่หยุด หยุดเฉยๆ เอาแต่หยุดๆ จิตนั่นหยุดได้ง่าย สะกดจิตแล้วก็หยุดเฉยๆ นั่นง่าย ก็ไปหลงว่าสงบ คือการหยุดจิตนั่นไม่ใช่ศาสนาพุทธ ไปหลงว่าการสงบหยุดที่จิต เอาแต่จิตๆ ออกนอกกายนี่ เรียกว่าไม่ถูกทางอะไรอย่างนี้ เป็นต้น นั่นผิด เพราะมรรคองค์ 8 ปฏิบัติกรรม ปฏิบัติกาย วาจาหมด ปฏิบัติงาน มีอาชีพ คำว่าอาชีวะ นี่คือการงานนะ สัมมาอาชีวะ นี่คือการงาน จะต้องปฏิบัติการงาน ปฏิบัติจิต ปฏิบัติกาย วาจา ปฏิบัติหมดทุกฐาน ทุกฐานะ ทุกสิ่งทุกอย่าง มรรคองค์ 8 นี่ยิ่งใหญ่ เรียกว่าแก้สูตรของฤาษี ที่เขาเอาไปแต่นั่งหลับหูหลับตา สะกดจิตอย่างเด็ดขาด ขอยืนยันนะ เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดไม่พยายามที่จะเห็นว่า คนเราจะอยู่ได้ด้วยการงาน ผู้นั้นก็ล้มเหลวแล้วในชีวิต ไม่เห็นว่าชีวิตจะอยู่ได้ด้วยการงาน ยิ่งทุกวันนี้ยิ่งทันสมัยต้องมีการงาน เพราะทุกวันนี้นี่ธรรมชาติล้มเหลวหมดแล้ว ธรรมชาติไม่มากพอเหมือนสมัยพระพุทธเจ้า นี่ท่านตรัสเอาไว้ว่า คนพอไปเห็นข้าวสาลี ก็ไปเก็บข้าวสาลีมาหุงกิน เช้าก็ไปเก็บข้าวสาลีแล้วก็มาหุงกิน แท้จริงมันก็มีงานคือไปเก็บข้าวสาลีอยู่นั่นแหละ เช้าก็ไปเก็บข้าวสาลี ก็มาหุงกิน รุ่งเช้าขึ้นใหม่ก็ไปเก็บข้าวมาหุงกิน แล้วข้าวสาลีไม่ต้องปลูกเพราะงอกเอง เป็นธรรมชาติ และมันมากพอ คนไม่ต้องแย่งกันเพราะมากพอ ไม่ต้องไปกอบโกย ไม่ต้องไปกักตุน คนก็ไปเก็บมาหมุนเวียน ข้าวก็ขึ้นทุกวัน มันขึ้นมาให้กินกัน แต่ก็มีงาน นั่นคือเอามาหุง การหุงก็เป็นงาน การไปเก็บก็เป็นงาน เป็นอาชีพ เพราะฉะนั้นขาดงานขาดอาชีพไม่ได้ จะอยู่เฉยๆ การตักข้าวเข้าปากก็เป็นงาน เป็นอาชีพการหุงข้าวออกมา และก็เอาข้าวมากิน เอาข้าวเข้าปากก็เป็นงาน เป็นอาชีพ ต้องฝึก ต้องพึ่งงานๆ สมัยโบราณนั่นมีเพียงพอ งานไม่ต้องมากนัก ธรรมชาติเกื้อหนุน มันมีสมบูรณ์ เราก็ไม่ต้องแย่งกันมาก งานก็ไม่ต้องไปสร้างมาก เพราะธรรมชาติช่วยสร้างเยอะ แต่ทุกวันนี้ธรรมชาติร่อยหรอไม่เพียงพอ ต้องทำเพิ่มๆ อย่างไม่รู้กี่พันกี่หมื่นต่อ ตั้งแต่สมัย แค่พระพุทธเจ้ามาถึงเดี๋ยวนี้นะ ไม่รู้ว่า ผิดแผกไปไม่รู้กี่หมื่นต่อ เพราะมันจะต้องขยัน จะต้องมีการงานสร้างสรรขึ้นมาเลี้ยงตน นอกจากเลี้ยงตนแล้ว ของพระพุทธเจ้านี่รู้จักกรรม รู้จักวิบาก เพราะฉะนั้นกรรมหรือวิบากที่เราเองสั่งสมมาเป็นหนี้ เป็นบาป เป็นสิ่งที่ไม่ใช่สมบัติ ไม่ใช่ทรัพย์แท้ของเรา เยอะแยะมากเลย เราหมุนเวียนมาตั้งไม่รู้กี่นานับชาติ เพราะเราไม่รู้ เราก็ไม่ประมาท เราสร้างก็แล้วกัน สร้างบุญ กุศล สร้างสิ่งที่เป็นกำไร คือสิ่งที่เราได้ให้ สิ่งที่เราเสียสละเป็นกุศล อย่างน้อยที่สุด ในปัจจุบันนี่ คนที่มีพฤติกรรมที่ให้ พฤติกรรมที่เกื้อกูล พฤติกรรมที่ไม่เอาเปรียบ พฤติกรรมที่มีผลงาน มีแรงงาน มีกรรมกิริยาที่ได้สร้างสรรแล้วก็ให้แก่คนอื่น ไม่ต้องเอาว่าเป็นกรรมเป็นวิบากที่ติดไปชาติหน้าชาติโน้นไหนๆ ปัจจุบันนี้ คนที่ไม่ใช่คนโง่คนเง่า ก็เห็นว่าคนนี้มีคุณ ค่า มีประโยชน์ เพราะมีความสามารถ มีความรู้ เพราะขยันหมั่นเพียร เพราะอดทน และชำนาญในการอดทน ต้องฝึกจิตใจที่จะทำให้คนเราอดทน ขยันอยู่ได้เรื่อยๆ โดยไม่รู้จักเมื่อยง่าย ก็เพราะว่าจิตใจได้ฝึก คนที่ยังไม่ฝึกขยัน จะขยันนิดหนึ่งเบื่อแล้ว เมื่อยแล้ว ไม่อยากทำแล้ว แต่ถ้าเผื่อว่าคนที่ได้ฝึกไป จนกระทั่งลงตัว เคยชิน เคยตัว มันก็จะขยันติดตัว แล้วไม่ยากต่อผู้ที่หัดขยัน ผู้ที่หัดขี้เกียจ ก็จะติดขี้เกียจนะ เคยขยันมากๆ ก็มาหยุด หัดหยุดเข้า ก็จะชินเข้า จะขี้เกียจ แล้วก็ทำงานน้อยลง จะเฉื่อยมากขึ้น จะหยุดกระปรี้กระเปร่า หยุดอะไรต่ออะไร ก็จะอยู่เฉยๆ ถ้าเผื่อว่าไม่มีความบีบคั้น มันมีกินมีอยู่ ไม่ทารุณ หรือไม่ทรมาน เพราะมีกินมีใช้ มีคนเอามาให้ ไอ้การที่ไปรับจากคนอื่น หรือได้แต่ให้คนอื่นเอามาให้เรา โดยที่เราไม่มีแรงงาน ไม่มีความรู้ ไม่มีสิ่งที่เป็นกรรมกิริยา ที่เรากระทำขึ้นคุ้ม มีผลงาน มีแรงงาน มีความสามารถกระทำขึ้นคุ้มกับชีวิตที่ตัวเองกินตัวเองใช้ หรือแท้จริงที่เป็นหนี้ ใช้หนี้ที่ตัวเองมีวิบากเป็นอกุศลกรรมมาตั้งมากมาย ตั้งนานแล้ว มันจะคุ้มอะไร มันก็กลับกลายเป็นชีวิตที่เป็นหนี้ไป ชาติแล้วชาติเล่า สะสมแต่หนี้บาป เวรภัย ทดแทนกันไม่รู้จักหมดจักสิ้นสักที เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าเราเอง เราได้ขยันหมั่นเพียร สร้างสรรสิ่งที่เหลือ สิ่งที่เกินแล้ว เราก็ได้ให้ ได้แจก ได้เกื้อกูลผู้อื่นไว้มากๆ มากเท่าไหร่ๆ ก็เป็นส่วนเหลือ อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านว่า ท่านมีส่วนเหลือเยอะ เกิดมาพร้อมกับขุมทรัพย์ 4 ทิศ หมายความว่าท่านเองท่านมีกุศลวิบาก ที่เป็นทรัพย์ศฤงคารของท่าน เกิดมาพร้อมกับขุมทรัพย์ 4 ทิศ หมายความว่า ท่านมีกุศลนั้นเหลือเฟือ ท่านสั่งสมอย่างนัยอย่างที่อาตมากำลังอธิบาย และท่านเข้าใจ ท่านก็สั่งสมมาไม่รู้ว่ากี่ชาติ ก็เป็นคนที่กำไร กำไร คือเราได้แจกจ่าย ได้ฝากแบงก์แห่งธรรมชาติ แบงก์แห่งธรรม แบงก์แห่งชีวิต เป็นการฝากแบงก์ เป็นการฝากสิ่งที่เราไม่ต้องถอนออก มีแต่ฝากไว้ ก็คือเป็นของเรา แต่ถ้าเราได้แต่ถอนออกๆ มันก็คือหมด ยิ่งถอนออกก็ไม่พอ ยังแถมไปกู้ยืมเขามาอีก ไปเอาของคนอื่นมาเรื่อยๆ ยิ่งเป็นหนี้ๆ ก็ธรรมดาๆ แต่ก็เรื่องลึกซึ้งเท่านั้นเอง เพราะว่าสืบต่อกันหลายชาติ นาม ธรรมด้วย อย่างขุมทรัพย์ 4 ทิศนี่ นามธรรม มันเป็นบุญบารมีของท่าน เพราะฉะนั้นเดี๋ยวเถอะ เดี๋ยวเขาก็เอามาให้ เดี๋ยวก็หมุนเวียนมา คนก็เอามา คนก็ไม่เสียดมเสียดายหรอก เขาก็ศรัทธาเลื่อมใส เขาก็จะเอามาช่วยเหลือ มาเป็นเองนะ ไม่ต้องเอาใคร เอาอย่างอาตมานี่ ก็มีคนที่อยากจะมาช่วยเหลือ คนก็อยากจะมาทำทานทำบุญด้วย ซึ่งอาตมาไม่ได้อยากได้ และก็ไม่พยายามที่จะหาทางไปพูดและเล็มเลียบเคียงเอาของใคร กั้นไว้ด้วย ต้านไว้ด้วย ถ้าเป็นของเรา มันต้องมาหาเรา เราต้องได้ ถ้าไม่ใช่ของเรา ให้ไปโลภโมโทสันอย่างไร ก็ยิ่งน่าเกลียด ยิ่งเป็นหนี้ ยิ่งไม่ค่อยได้ คนยิ่งเบื่อ ยิ่งระอา ยิ่งชัง ยิ่งไม่อยากให้ แต่ถ้าเป็นของเราแล้วนี่ เรายิ่งไม่เอา เขายิ่งต้องคืนมา เขาก็ยิ่งต้องให้ พิสูจน์สัจจะ พวกนี้เถอะ แล้วจะรู้สึก เพราะฉะนั้นแต่ละชาติๆ ไม่ต้องประมาทหรอก และก็ความจริงแล้วนี่ ขนาดพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ปางสุดท้ายที่ท่านจะปรินิพพานแล้วไม่ต้องสะสมกรรมวิบากอีก ไม่ต้องสะสมกุศลวิบาก เพราะว่าร่ำรวยแล้วเกิดมาเป็นชาติสุดท้ายที่ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ก็มีขุมทรัพย์ตั้ง 4 ทิศ ร่ำรวยแล้ว แต่ท่านก็ไม่หยุดสร้างกุศล ทั้งๆที่ไม่ต้องสร้างหรอก บุญเก่ากินไม่หมดหรอก ชาติสุดท้ายแล้วนี่ อายุสักร้อยปี หรือ 80 ปี ท่านปรินิพพานอายุ 80 ปี ก็อายุ 100 ปี 80 ปี กินไม่หมดขุมทรัพย์ 4 ทิศนี่ กินไม่หมดหรอก แต่ท่านก็ไม่ได้ประมาท ไม่ได้หยุดยั้งในกุศล ท่านก็ยังสั่งสมกุศลอยู่ ยังขยันหมั่นเพียร ยังเสียสละ ยังสร้างสรร ไม่โลภโมโทสัน ไม่หอบกลับคืนมา ท่านเกิดมาในกองเงินกองทอง ท่านก็สละคืนอีก ท่านเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ มีกองเงินกองทอง มีอะไรอีกตั้งเยอะแยะ ท่านก็สละคืน จนมาเป็นพระพุทธเจ้า สุดท้ายตายสองมือแบ ไม่ได้กำ ไม่ได้เอาอะไรไปเลย ไปตายในป่า ไม่มีสมบัติอะไร ตายบนก้อนหิน นอนบนก้อนหิน ไม่ได้นอนบรรจถรณ์ ไม่ได้มีอะไรหรูหราฟู่ฟ่า ไม่ได้เอาอะไรให้ตน มาบำเรอตน จนสุดท้าย ทั้งๆที่ปรินิพพาน ปรินิพพานคือตายสูญ ไม่ต้องมีกรรม ไม่ต้องมีเวร ไม่ต้องมีวิบากอะไรอีก กุศล อกุศล ก็เลิกกันหมด ทั้งๆที่มีกุศลมหาศาลมากมาย แต่ก็ตายอย่างวางหมด ปล่อยหมด ทิ้งหมด ไม่เอาอะไรอีกเลย นั่นก็คือ ความบริสุทธิ์ของปรินิพพาน ของความหมดตัวหมดตน หมดอัตตาหมดอัตนียา หมดตัวกู หมดของกู หมด ไม่ได้เอาอะไรติดเหลือกับจิตวิญญาณไปอีกเลย ทั้งรูปและนาม ฟังดีๆ สั่งสมมาแล้วมันเป็นสิทธิ์ของเรา มันเป็นบุญของเรา ถ้าเป็นของเราแล้วมันก็มาเอง มันเป็นขุมทรัพย์ มันเป็นบุญ บารมี มันเป็นกุศลวิบาก มันเป็นความร่ำรวยของเรานะ เพราะฉะนั้นจะร่ำรวย เราก็ต้องฝากแบงก์ หรือเราก็ต้องสะสม สร้างให้ไป ก็เป็นการฝากแบงก์ชีวิต เป็นการฝากแบงก์แห่งธรรมะ เป็นการฝากแบงก์แห่งกุศลของเราเรื่อยๆ มากเท่าไหร่ ก็เท่านั้น เท่าที่เราจะมีชีวิตอยู่ได้ ไม่ซ้อนเชิงที่จะไปเบียดเบียนผู้อื่น ไปดึงเอาของคนอื่นมาแล้วก็เอาไปฝากแบงก์ เอาไว้เสียสละ เอาไปสร้างของเรา ไปดึงเอาของคนอื่น ไปเอาเปรียบคนอื่น ไปเบียดเบียนคนอื่นมา แล้วก็เอาไปเสียสละ เอาไปแจก เอาไปทาน ดึงของคนอื่นมาแล้วเอาไปทาน มันเป็นของเราที่ไหนเล่า ไปเบียดเบียนของคนอื่น ไปกินเลือดกินเนื้อของคนอื่นมา แล้วก็เอามาทาน มันใช่ของเราที่ไหน ต้องออกจากเลือดจากเนื้อของเรา ออกจากเรี่ยวแรงของเรา ออกจากความคิดของเรา ออกจากความขยันของเรา ออกจากความอดทนของเรา ออกจากความพากเพียรของเรา จากเลือดจากเนื้อของเราซิ มันถึงจะของเราแท้ๆ และของเราที่เป็นคุณค่า มันก็มีราคาสูงอย่างที่ว่านี่ มีค่าของอะไรต่อมิอะไรนี่ มันต่างกัน ก็พยายามบอกวิธีให้รู้จัก ให้มีปัญญาเข้าใจ ค่าของบุญ เกี่ยวข้องทั้งสถานภาพ เกี่ยวข้องทั้งตัวบุคคล เกี่ยวข้องทั้งความควรไม่ควร อย่างที่ยกตัวอย่างว่า ข้าวก้อนหนึ่งเท่าเดิมนี่แหละ ให้หมานี่ ก็ได้ราคาค่าของบุญก็เท่านั้น ให้คนธรรมดา ค่าของบุญก็เท่านั้น ให้ผู้ที่ประเสริฐ ให้ผู้เป็นอาริยะสูงขึ้น ค่าของบุญก็สูงขึ้น ให้ผู้ประเสริฐที่สูงยิ่งๆ ค่าของบุญก็สูงขึ้นเป็นธรรมดา เราจะไปโกงเอาของผู้ที่ประเสริฐ ค่าบาปก็แพง โกงเอาบุญของคนที่ไม่ประเสริฐเท่า ลดลงมาเท่าค่าของบาป ก็ลดลงมาบ้าง ไปโกงเอาบุญของสัตว์ที่ต่ำ หรือของผู้ที่เป็นบุญ เป็นคุณค่า เป็นประโยชน์ต่ำลงไปอีก ค่าของบาปก็ลดน้อยลง ก็เป็นธรรมดา ต้องเข้าใจค่าของบาป ค่าของบุญ ทั้งๆที่สิ่งนั้นเหมือนๆกัน อย่างที่ยกตัวอย่าง ข้าวก้อนเดียวเท่ากันนี่แหละ ทำบุญกะหมา ทำบุญกับคนธรรมดา ทำบุญกับอาริยะ ทำบุญกับผู้ประเสริฐที่สูงขึ้น ราคาของบุญก็แพงกว่ากัน หรือมาทำชั่วกับคนดี ค่าของบาปก็แพง ทำชั่วกับคนบาป ค่าของบาปก็ถูก ถูกกว่ากัน ฟังให้ดีๆชัดๆ แต่ถึงแม้เราจะไปทำบาปกับคนชั่ว ก็เป็นค่าแห่งบาปแล้ว จะไปทำ ทำไม ทำบาปกับใคร จะไปทำบาปกับคนดี จะไปทำบาปกับคนชั่ว ก็ไม่ทำทั้งนั้นแหละ เพราะมันบาป สั่งสมไปทำไมเล่าบาป แต่ทำบุญกับคน จะทำบุญกับคนดี หรือจะทำบุญกับคนชั่วละ เราก็ทำทั้งนั้นแหละ และมันมีนัยซับซ้อนอีกด้วย ถ้าทำบุญกับพระอาริยะโสดา ก็ได้บุญเท่านั้น ทำบุญกับพระสกิทา ก็เพิ่มขึ้นๆ ทำบุญกับพระพุทธเจ้า ก็เพิ่มขึ้นๆ แต่ทำบุญกับที่เราไม่เพ่ง ไม่กำหนด แต่รู้จักค่าของความจำเป็น ของความขาดแคลน หรือของความควร ในองค์ประกอบ ในกาละที่สำคัญ เช่น พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ทำบุญ กับสาวกของพระพุทธเจ้าซึ่งขาดแคลนนี่ ขาดแคลนกว่าพระพุทธเจ้าแน่ โดยไม่ กำหนดบุคคล บุญมากกว่าทำบุญกับพระพุทธเจ้า ทานได้บุญมากกว่าทานต่อ พระพุทธเจ้าโดยตรงด้วยซ้ำ อะไรอย่างนี้ เป็นต้น นี่เป็นความซับซ้อน เอ ก็บอกว่า ทำบุญกับคนที่มีบุญสูง ทำบุญกับคนที่ประเสริฐสูงๆ ได้บุญสูง แต่มาทำกับเณร มาทำกับพระธรรมดานี่ ใครก็ได้ โดยไม่ระบุบุคคล กลับได้บุญสูงกว่า ก็ไม่ใช่อันนั้น ฟังดูก็เหมือนมันซับซ้อน เหมือนค้านแย้ง ความจริงไม่ใช่ค้านแย้ง มันเป็นการปลดปลงอัตตา เป็นการปลดปลงตัวกำหนด ตัวจิตที่ไปปรารถนา พุ่งเพ่ง เป็นอัตตา เป็นตัวสภาพตะกละ กลายเป็นว่าเราไปตะกละทานกับพระพุทธเจ้าถึงจะได้บุญสูง ฉะนั้นไม่ทานแล้วกับพวกตัวเล็กตัวน้อยพวกนี้ มันก็เลยกลายเป็นตัวกำหนดที่ตะกละ เพราะฉะนั้นจะไปตะกละเพ่งอย่างนั้น ลดลงมา ไม่ต้องถึงพระพุทธเจ้าหรอก ใครก็ได้ที่เป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้าที่เป็นคนของเรา พระพุทธเจ้านับว่าเป็นคนของเรา ก็หมายความว่า คนที่พระพุทธเจ้าท่านรู้ว่าจะต้องมีศีล มีธรรม มีมาตรฐานนะ คนของท่าน ถ้าต่ำกว่ามาตรฐาน ก็ไม่เรียกว่าคนของท่าน ไม่ใช่คนของเรา วันนั้นที่อ่านพระสูตรนั้น อะไรนะ ตั้งแต่ศีล 5 ขึ้นไป เป็นอาริยะ ไม่ใช่ปุถุชน ไม่ใช่ของท่านก็ได้ ไม่ใช่คนของเรา เป็นคนนอก ไม่ใช่คนในพุทธบริษัท เพราะไม่ใช่อาริยะ ปุถุชนนี่ คนภายนอก เพราะฉะนั้นคนภายในพุทธบริษัทจริงๆ ต้องอาริยะขึ้นไป ท่านถึงรับเป็นคนภายใน หรือเป็นคนของเรา นี่พูดแล้ว จริงๆแล้ว พระพุทธเจ้าท่านตรัสแล้วน่ากลัว แต่พูดอย่างนี้ ไม่ใช่ให้เกิดความแตกแยก ถึงแม้ปุถุชนก็ไม่รับเป็นคนของเราแล้ว เลยไม่สัมพันธ์กับเขา ไม่เกื้อกูลกัน ไม่ช่วยเหลือกัน หรือไม่สร้างกันขึ้นมาอีก พันธุ์ก็ฝ่อ สังคมก็แคบ การเกื้อกูล หรือการจะทำอะไรยิ่งทวีคูณ ทวีบุญ ทวีคุณค่า ทวีความประเสริฐก็น้อยลง เพราะฉะนั้นเราจะต้องให้เขยิบ ขยับขึ้นไป ให้ได้สัดส่วน ที่เราจะต้องเก่งขึ้น กว้างขวางขึ้น ขยายอะไรต่ออะไรขึ้นไป เกื้อกูลกันให้มากขึ้น ต้องมีของจริงที่รองรับนะ เพราะฉะนั้นเราเองเราไม่เข้าใจนี่ โดยเฉพาะเราไม่รังสรรค์ตัวเราเอง เข้าใจตื้น นอกจากตื้นแล้ว แคบเข้าๆๆด้วย ไม่กว้าง และก็ไม่ลึก คือ ตื้นขึ้นแคบเข้า กลายเป็นเอาแต่จิต เอาแต่ใจๆๆ ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า เอาแต่ใจนั่นแหละ คือความหลงผิด และศาสนาเสื่อม จนกระทั่งไม่รู้ว่ากาย วาจา ใจ หรือแม้แต่สมมุติสัจจะ คนนี่ก็จะต้องอาศัยสมมุติ อาศัยวัตถุนอก อาศัยอะไรต่ออะไรพอสม ควร แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราพอตัวเราแล้ว สมควรแล้ว เราก็กินน้อยใช้น้อย เพราะฉะนั้นเราไม่ต้องทำอะไรมาก และมันก็จะมีบุญอะไรเหลือ ประโยชน์ของสังคมที่จะมีคุณค่า ที่จะประเสริฐแท้ ที่รับอยู่ว่าดีหรือชั่ว ซึ่งก็เป็นสมมุติสัจจะ ดีหรือชั่ว และมันจะเกิดคุณค่าความดี มันจะเกิดกำไร มันจะเกิดขาดทุนอยู่ตรงไหนล่ะ ถ้าเผื่อว่าเราไม่สร้างกำไร คือเป็นผู้สร้างให้มากๆ แล้วก็ให้เขาได้ม๊ากมาก คือผู้กำไรมาก และความว่าที่เป็นกำไรมากตามค่าที่พูดกันนี่ มันก็เป็นสัจจะจริงๆ อยู่ด้วย ที่สะสมเป็นวิบาก เพราะฉะนั้นถ้าเราได้ยิ่งให้มากๆ ก็ไปเป็นสัจจะอันนั้นเอง แม้ในปัจจุบันอย่างที่อธิบายแล้ว ก็เป็นคุณค่าอยู่ในปัจจุบัน ที่เราเห็นอยู่นี่แหละ ไม่ต้องไปนับว่าวิบากจะติดตามไปจริงหรือไม่จริง ปัจจุบันนี้เราเห็นว่า เราเองเป็นคนขยันหมั่นเพียรจริง เป็นผู้มักน้อย สันโดษ เป็นคนเลี้ยงง่าย บำรุงง่าย มักน้อยสันโดษ เป็นคนขัดเกลาตัวเอง อันไหนที่ไม่สมควรจะขัดเกลา แม้แต่อัตตามานะในระดับที่อาตมาพูดซ้ำๆซากๆ ให้เรียนรู้ถึงอัตตาก็ตาม เราก็ขัดเกลา เราก็มีศีล ที่จะเป็นอธิศีลสูงขึ้นๆ เป็นศีลอาริยะสูงขึ้นไป เคร่งขึ้นได้เรื่อยๆ โดยที่ผู้ใดทำได้แล้ว มันไม่เคร่งหรอก มันเบา ง่าย ศีลที่เป็นปกติ ศีลที่เป็นธรรมดา ศีลที่เป็นอาริยกันตศีล จนกระทั่งศีลที่เป็นอเสขศีล เป็นศีลที่ปริสุทธิ และก็เป็นศีลที่ขัดเกลากิเลสหมดแล้ว จนกระทั่งเป็นอเสขศีล คือศีลของพระผู้ที่ไม่ต้องฝึกหัดอีก เป็นไปแล้วโดยปกติไปแล้ว โดยอัตโนมัติ เป็นไปเอง เป็นตถตา เป็นไปโดยธรรมแล้ว ศีลนั้นทำให้เราขยัน ศีลนั้นทำให้เราเป็น ก็เป็นง่ายๆ ไม่ต้องอะไร เหมือนคนขี่รถจักรยานเป็นแล้ว ขึ้นขี่บนจักรยานนี่ ปล่อยมือก็ได้ ไม่เห็นต้องจับ Hand เลย มันก็ง่ายๆ เป็นธรรมดา คนที่ยังขี่จักรยานไม่เป็น แม้แต่จูงจักรยานก็จะล้มแล้ว ขึ้นไปจักรยานนั้นไม่ต้องห่วงหรอก ก็คว่ำคะมำเลย จับยังไงก็ไม่อยู่ มันยากจะตายไป แต่พอขี่เป็นแล้ว ขี่จักรยาน ไม่ยากหรอก พอนั่งบนนั้นแล้วก็ถีบไปตามที่มันคล่องแคล่ว ถีบเก่งก็ยิ่งถีบได้ทน ไม่ต้องจับ Hand ปล่อยไป ขี่ไปได้ง่ายๆ แฮนด์ไม่ต้องจับเลย ปล่อยไปสองมือก็ได้ คนที่เป็นแล้ว ก็ไม่ต้องเคร่ง ไม่ต้องยาก ไม่ต้องลำบาก เบา ง่าย เป็นแต่เพียงนิดๆหน่อยๆ มันก็คล่องแล้ว ไม่ต้องดันวิริยะ ต้องขยันๆๆ มันก็ขยันแล้ว คล่องตัวหมดทุกอย่าง คนได้แล้ว เป็นแล้ว เป็นปกติแล้ว ก็ไม่ต้องฝึกอีก เรียกว่าอเสขศีล ศีลที่ไม่ต้องศึกษาอีกแล้ว อเสขะ แปลว่าไม่ต้องศึกษา ไม่ต้องหัด ไม่ต้องฝึก ไม่ต้องอบรม แต่เป็นปกติ เป็นธรรมดา ของง่าย ของสะดวก แต่ก็ต้องทำ ต้องลงมือทำ ไม่ใช่ง่ายแล้วเลยไม่ทำเลย ไม่ทำเลยแล้วจะได้ยังไง เป็นแล้ว ขี่จักรยานเป็นแล้ว ไม่ต้องขี่หรอก มันก็ไม่ต้องไป ก็อยู่ตรงนี้ มันก็ไม่ต้องเดินซิ ก็อยู่ตรงกะที่แหละ ถึงขี่จักรยานเป็นแล้ว คุณก็ต้องถีบ ก็ต้องออกแรง ก็ต้องทำ แต่มันง่าย วิริยะมันง่าย และต้องยินดีที่จะขี่จักรยาน มีฉันทะ มีวิริยะ มีจิตตะ มีวิมังสา มีดำเนินกรรม หรือใช้กรรม เมื่อคล่องแคล่วในอะไรก็แล้วแต่ คล่องแคล่วแล้วเราก็ต้องใช้มันทำ ต้องมีกรรมกิริยา ไม่ใช่อยู่เฉยๆ ศาสนาของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ศาสนาอยู่เฉยๆ ศาสนาแห่งการรู้จักกรรมและยังกรรมไป เป็นผู้ที่ดำเนินไปดี ดำเนินไป หรือว่าแล่นไป ไม่ได้หยุดหรอก เพราะเรารู้ว่าชีวิตคือความยังไม่ตาย เมื่อยังไม่ตาย มันก็เป็น มันต้องทำ มันก็ต้องเป็น มันก็ต้องดำเนินไป เป็นไปดีหรือทำดี เมื่อเมื่อยก็พัก หรือสมควรพักก็พัก ไม่เมื่อยก็เพียร มันไม่สมควรจะพัก เราก็เพียร คนก็เป็นคุณค่าอยู่ตลอดเลย ถ้าคนที่เข้าใจอย่างที่พระพุทธเจ้าเป็น แล้วก็เป็นคนที่ได้ฝึกฝนอบรม เป็นคนของพระพุทธเจ้า เป็นคนภายใน หรือเป็นคนที่มีศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ ที่จริงอย่างแบบของพระพุทธเจ้าแล้วละก็ จะเป็นคนที่มีแต่คุณค่า มีประโยชน์ จะเกิดมาอีกกี่ชาติๆๆ ถ้าคุณไม่ยอมเลิกก็จะเป็นคนขยันหมั่นเพียร คล่องแคล่ว ชำนาญ เบาง่าย แต่มีน้ำหนักเยอะ มีประสิทธิภาพสูง ขยันได้นาน ถึงเป็นคนที่ไม่ขยัน เป็นคนที่ไม่ฝึกฝนนะ เห็นเขาขยัน โอ๋ย ทำไมเขาไม่รู้จักเมื่อยเลย เขาไม่รู้จักเมื่อย จริงๆนะ มันไม่เมื่อยง่าย แต่คนขี้เกียจ คนที่ไม่ได้ฝึกซ้อม เป็นคนที่ไม่ได้หัดได้ฝึกนี่นะ ทำนิดก็เมื่อยแล้ว ทำหน่อยก็เมื่อยแล้ว เพราะฉะนั้นเห็นเขาขยันๆ มากๆนี่ โอ้โฮ ทำไมเขาทำได้ มันจะเป็นของประหลาดๆ เป็นของอัศจรรย์ แต่คนที่เขาคล่องแคล่วแล้ว ก็ไม่เห็นแปลกตรงไหนเลย เป็นธรรมดาๆ ฉันทำขยันอย่างนี้ไม่เห็นเมื่อย ไม่เมื่อยจริงๆ แต่คนที่ไม่ฝึกฝนนี่ ขี้เมื่อยจังเลย เมื่อยง่าย เบื่อง่าย นี่เป็นเรื่องจริงที่เราฝึกฝนทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นตัวสัมมาทิฏฐิ ตัวเข้าใจนี่ ถ้าเข้าใจผิดตัวเดียวเท่านั้นแหละ ก็ไม่ฝึกฝนแล้ว ไปเข้าใจผิดอย่างฤาษี ว่าไปทำอะไรนัก อยู่เฉยๆก็พอ ให้จิตอยู่สงบ ให้จิตอยู่เฉยๆ ไม่ต้องคิด เบาดี ง่ายดี อาตมาพูดไม่รู้กี่ทีแล้ว ใครจะไปเถียงคุณล่ะ คุณอยู่เฉยๆ ไม่ต้องคิดเลย ก็เบา แต่คุณก็ไม่เจริญ ไม่เป็นอะไร ไม่ขยันหมั่นเพียร ไม่มีบุญ ไม่มีกุศลอะไร มีแต่เป็นคนหนักแผ่นดิน เป็นคนที่ก่อหนี้ สร้างหนี้ต่อไป ประสิทธิภาพ หรือความวิเศษ ความประเสริฐของคุณก็ลดลงๆๆ สมรรถภาพก็ไม่มี ความสามารถในด้านใดๆก็ไม่มี ทำอะไรก็ไม่เป็น แย่กว่าสัตว์ สัตว์มันยังหากินเอง มันยังคุ้มตัว มันยังเป็นนะ สัตว์มันก็ต้องหากินของมัน ก็ยังไม่เป็นหนี้อะไรนักหนา ก็ทำมาหากินของมันไป แต่ละสัตว์ๆ ไม่ใช่ว่าเอาแต่นั่งกินนอนกิน ไม่ละ สัตว์นี่นะ มันเลี้ยงลูกนี่นะ มันจะเลี้ยงลูกแค่โตนะ สัตว์นี่ พอเลี้ยงลูกโตแล้ว ไม่หาให้กินหรอก ถ้าเป็นลูกเล็กเท่านั้นเอง แม่มันเลี้ยงลูกมัน เลี้ยงแต่ตอนเล็ก ที่หากินยังไม่เป็น พอสอนให้หากินเป็นแล้ว เลิกเป็นแม่แล้ว ตัวใครตัวมัน และมันไม่สอน และมันไม่หาให้กินหรอก มันจะต้องหากินเองไปทุกสัตว์ จะเป็นจะตาย ก็หากินเองนะสัตว์ คนนี่มีวัฒนธรรม รู้ว่าคนไหนป่วย คนไหนเจ็บ คนไหนจะเป็นจะตาย ก็ช่วยเหลือกันได้ ก็ดีกว่าสัตว์ สัตว์นี่ พอถึงวาระ พอมันโตแล้ว แม่มันไม่หาให้กินแล้ว มันก็ไม่มีทางที่จะได้กินแล้ว มันรู้จักเวลา แล้วก็รู้จักกาละที่ไม่ทำให้บาป เพราะฉะนั้นเป็นสัตว์นี่ ไม่ก่อบาปมากเหมือนกะคน คนนี่ เด็กๆ พ่อแม่หาให้กิน โตมาก็พ่อแม่หาให้กิน พอโตมาที่นี่ ก็คนอื่นหามาให้กิน ตัวเองไม่หากิน หนักเข้ามาเป็นพระเป็นเจ้าเข้า เอาแต่นั่งให้คนอื่นหาให้กิน บาปตาย บอกแล้วบาปของพระนี่ เป็นบาป ก็บาปมาก เป็นหนี้บาป ก็หนี้บาปมาก เคยอธิบายให้ฟังแล้วว่า ข้าวก้อนหนึ่ง เขาเอามาทำบุญกับเรานี่ เขาได้บุญมาก แต่พระกินข้าวเขานี่ ถ้าบาปนะ ไม่คุ้ม อะไรไม่คุ้ม ทำอะไรชั่ว ทำอะไรผิด ทำอะไรไม่ดีนี่นะ ถ้าคนธรรมดา ข้าวก้อนนี้ เอาไปให้กิน ถ้ามันเป็นบาป เขาเองเขาทำชั่วของเขา คน ฆราวาสธรรมดา บาปก็แค่นั้น ข้าวก้อนนี้ เท่ากันนี่แหละ แต่เป็นพระ เป็นสมณะแล้ว เขาเอามาให้ ด้วยความเคารพบูชา เทิดทูน แล้วก็หวังจิตวิญญาณนี่มันมีค่าของมันในตัว เขาหวังว่าอันนี้ จะเป็นคุณค่าอันประเสริฐกว่าให้หมา เขาไม่ให้หมา ได้บุญน้อย เขามาให้พระ ได้บุญมาก เสร็จแล้วพระก็เป็นขบถ ไม่เป็นคุณค่าตามที่เขาหวัง ไปทำชั่ว ทำบาปนะ ไม่ต้องทำมากหรอก ทำชั่วทำบาป ขี้เกียจเหมือนหมาเท่านั้นแหละ บาปมากกว่าหมาไม่รู้กี่เท่า เพราะบุญมันก็มาก กว่าหมาหลายเท่า ต้องรู้ด้วย แค่ความขี้เกียจเท่านั้น ตัวเดียวกัน ถ้าขี้เกียจเหมือนหมา กินแล้วก็นอนเหมือนหมา ถ้าพระกินแล้วนอน เหมือนกะหมานะ ไปกินข้าวเขาเหมือนหมา มันก็บาป มันกินของเขาฟรี เป็นหนี้ เป็นบาป พระก็กินของเขา ก็ฟรี ก็เป็นหนี้บาป แต่บาปมากกว่าหมาไม่รู้กี่เท่า ฟังดีๆ ฟังให้ชัดๆ อาตมาว่า อาตมานี่เก่งขึ้นทุกวัน ปากจัดขึ้นทุกวัน อธิบายชัดขึ้นทุกวัน ปากชัดนะ อธิบายแล้ว มันฟังชัดนะ ใช่ไหม ที่อาตมาพูดนี่ เจ็บ อาตมาว่าพูดเจ็บแสบนะ ถ้าคนมีความสำนึก แต่ถ้าคนจิตด้านนะ มันก็ฟัง ก็ไม่สำนึกหรอก คนจิตมันด้าน จิตมันหนา ใจด้าน ไม่ใช่เพื่อนอริสมันต์ อริสมันต์ใจไม่ด้านพอ แต่คนไม่ใช่เพื่อนอริสสมันต์ ก็ใจด้านๆมาก ไม่ใช่ด้านพอนะ อย่างนี้ เป็นต้นนะ เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจคุณค่าให้ชัด อาตมาเตือนๆ สังวร การขึ้นมาเป็นสมณะนี่ ไม่ใช่ว่า จะมาเอาๆ แต่บุญมาก ได้บุญมาก บาปก็บาปมาก เพราะอยู่เป็นฆราวาสนี่ บาปบางที เรายังไม่หวาดไม่ไหว เป็นบาป ก็ยังบาปมากอยู่ เราทำสิ่งที่เจริญยังไม่ได้ ก็เป็นฆราวาสก่อน ทำบุญให้มากๆก่อน เพราะแม้บาป มันก็ปลอดภัยไม่บาปมากเหมือนกับมาเป็นพระ ถ้าพระผิดพลาดเหมือนกันเท่ากับ ฆราวาสนี่ มันก็บาปมากกว่า พระโกหก บาปมากกว่าฆราวาสโกหก พระฆ่าสัตว์ บาปมากกว่าฆราวาสฆ่าสัตว์ ผิดในกามนี่ ก็เป็นธรรมดา เราต้องรู้ค่าของบาปของบุญพวกนี้ให้ดี ให้ชัด เพราะฉะนั้นระวัง ไม่ใช่ว่าเปรียบ และคนมันชักจะมีไอ้ความฉลาดเฉโก ฉลาดเอาเปรียบนี่ เราขึ้นมาเป็นพระดีกว่าโว้ย สบายดีๆ เขาเอามาให้กิน อะไรเขาเอามาถวาย อะไรเขาก็เอามากราบมาไหว้ด้วย เราก็ไม่ต้องขยันอะไร อยู่เป็นฆราวาสมันขี้เกียจ เดี๋ยวเขาใช้ทำโน่นทำนี่ เพื่อนก็ว่าเอาได้ ติเตียนเอาได้ เป็นพระ เขาไม่กล้าติเตียนแล้ว เป็นพระดีกว่า ระวังเถอะ คิดง่ายๆ ระวังเถอะ ผู้หญิงก็มาเป็นสิกขมาตุดีกว่า เขากราบ เขาเอามาให้กิน เขาไหว้ เขาเอามาถวาย เราไม่ต้องขยันอะไร เราไม่ต้องทำอะไรมากมายนักก็ได้ ได้บัลลังก์
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive