350101 ศาลาวิหาร โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก .docx
เนื้อหาในไฟล์
350101 ศาลาวิหาร โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก
ศาลาวิหาร โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 ณ พุทธสถานสันติอโศก
เรื่องที่อาตมาจะพูดนี่ คือเรื่องของวิหารสันติอโศก ซึ่งตอนนี้วิหารสันติอโศกนี่อาตมาเคยเปรยแล้ว พูดไปแล้ว ผู้ที่เคยได้ยินก็บอกไปแล้ว วันนี้เอามาพูดให้มันชัดเจนและมากขึ้น วิหารสันติอโศกที่เราใช้อยู่ตอนนี้นี่ ศาลาเอนกประสงค์ มีตึกโรงพิมพ์เก่าธรรมสันติน่ะ แต่ก่อนใครก็รู้ว่าเป็นโรงพิมพ์อยู่ทางด้านโน้นแหละ ทางด้านกุฏิพระ แล้วก็มีศาลาคลังเสียงทางด้านนี้ก็สร้างขึ้นทีหลังมาใช้ประโยชน์ ซึ่งมันก็ปะติดปะต่อ โยงใยไอ้โน่นไอ้นี่ออกมา มันก็ไม่สมบูรณ์หรอก ไอ้ที่จะต้องรีบสร้างนี่ก็เพราะว่ามันผุ แล้วไอ้ตัวเรือนกลางนั่นแหละ ศาลาเอนกประสงค์นั้นน่ะ ข้างในกลวงโบ๋หมดแล้ว เสาน่ะ ปลวกกิน โบ๋แล้ว มันยังเหลือจะยุบมาทับพวกเราเมื่อไหร่นั่นแหละ ฤกษ์งามยามดี บอกงานอโศกรำลึกก็นั่งกันเต็มศาลา ยุบฮวบลงมา สวยไปด้วยกัน ไปสวรรค์ด้วยกันพร้อมกันมันจะไม่เข้าท่า คือมันนานมาแล้ว ที่จริงเรารู้ว่ามันกลวงมานานแล้ว แต่ตอนนี้เขาก็มา ใกล้เข้ามา เขาก็เข้ามาใกล้มาชิด เขาก็มาเห็น เอ้ย ไม่ปลอดภัยแล้วนะ เขาก็เลยจะช่วย เขาก็จัดการมาดู เขาก็ตัดเสา ยิ่งตัดออกมาก็ยิ่งเห็นเลยว่ามันรูโพรง ไม่มีอะไรนี่นา บอกไม่ไหวแล้วนา ยิ่งตามไปเสานั้นเสานี้อีก มันก็เหมือนกันน่ะ เพราะฉะนั้นถ้าตัดทุกเสาๆ เสาล่างและเสาบน เสาบนก็เสาไม้แล้วคุณคิดดูซีบ้านตัดเสาต่อใหม่หมดนี่ ที่ไหนเขาทำกันบ้าง แล้วก็ไม่ใช่หลังเล็กๆด้วยนา มันจะปลอดภัยหรือ แล้วมันก็เป็นไปไม่ได้นะ แล้วมันก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรสมบูรณ์ มันก็ต่อที่นั่นต่อที่นี่ ที่ธรรมปฏิสันถารก็ โอ้ ก็อย่างนั้นน่ะนา ซ่อมนั่นซ่อมนี่ เมื่อไหร่จะสร้างขึ้นล่ะตอนนี้ เวลาฝนตกมา
อ่านต่อ
ที่ทำเป็นข้างนั่นข้างนี่ ก็เอากาละมังบ้าง ชามบ้าง จานบ้าง เต็มไปหมดน่ะ เต็มมันก็ยังเปียกอยู่นั่นแหละ เพราะมันไหลลงมา แล้วมันก็อะไรอยู่ซอกนั้นซอกนี้ มันไม่ได้สัดได้ส่วน มันไม่ได้อะไรดีหรอกน่ะ มันเสียประโยชน์ตั้งเยอะ แล้วเราก็คิดว่า เอ้ มันก็จะต้องซ่อมแซม จะต้องสร้างต้องอะไรก็เลยมาปรึกษาหารือกัน ตั้งแต่อาตมา ตั้งแต่พวกเราหลายคน ตั้งแต่ช่างขึ้นมาเปรยกับอาตมา อาตมาก็ปรึกษากับหลายคน จนกระทั่งปรึกษากับสมณะ กลุ่มสมณะก็เห็นด้วยว่าควรจะรื้อถอนออกหมด สร้างใหม่เลย รื้อออกหมด สร้างเป็นวิหารอันหนึ่งเลย เป็นสถาปัตยกรรมของสันติอโศกขึ้นมาละ ถึงเวลาแล้ว พระพุทธเจ้ายังมีโลหะปราสาทพันห้องนะ แต่เราไม่ได้อาจหาญอย่างนั้นดอก แค่สามสี่ชั้น เป็นตึกสี่ชั้นจะได้ใช้ประโยชน์ไปอีกเลย แล้วก็เป็นสัญลักษณ์ด้วย ก็เลยมาคิดกัน ปรึกษาหารือสมณะ สมณะโอเค มาปรึกษาหารือกรรมการสี่องค์กรก็โอเค ก็ปรึกษาหารือญาติโยมที่ได้พูดไว้ก่อนแล้ว ก็โอเค ว่าเราจะสร้าง ทีนี้ก็มาเปิดเผยบอกกันหมดทั่วทุกคนว่าเราจะสร้างกันละ แล้วก็คิดกัน ให้ออกแบบ สถาปนิกบ้าง ช่างบ้าง ผู้รู้บ้าง ก็มาช่วยกัน แต่ยังไม่สมบูรณ์หรอก ยังไม่แน่นอน อาจจะต้องเปลี่ยนแปลงบ้าง เรามาคิดได้ว่าเมื่อเราจะสร้างสัญลักษณ์ของเรา เป็นวิหารสันติอโศกขึ้นมา พอบอกสันติอโศกก็รู้เลยว่า วิหาร สันติอโศกแต่ไม่ใช่วิหารของสันตปาปานะ ไม่ใหญ่ยิ่งขนาดนั้นหรอก มันก็ของเรา ทีนี้พอคิดไปคิดมาก็เลยมานึกถึงว่า จะเอารูปใดดี อะไรดีก็คิด อาตมาก็เลยบอกช่างไปอันเดียวว่า วิหารนี้เรียกว่าอาคารนี้ จะต้องมีแสงสว่างส่องลงมาจากข้างบน เป็นแสงธรรมชาติ เข้ามาแล้วก็ให้ส่วนห้องต่างๆได้รับ ไม่ใช่ติดแค่ไฟฟ้านี่ตะพึดตะพือ ยืนยันอย่างนี้ไว้ก่อน แล้วก็ไปนั่งคิด นั่งไป สถาปนิกมองเห็นตราของมูลนิธิธรรมสันติ ใครรู้จักไหม ตราของมูลนิธิธรรมสันติ เป็นยังไง รู้ไหม ตรามูลนิธิธรรมสันติน่ะ เป็นยังไงรู้ไหม เขาบอก เอ้า ได้แล้วตามที่พ่อท่านต้องการ เขาว่าเขาจะสร้างตึกแบบนี้ กลวงโบ๋ตรงกลางนี้เลย แสงมันก็ส่องเข้ามานี่เลย นี่ตรงนี้กลวงโบ๋ แล้วแสงส่องลงมาข้างล่างนี่ ถึงพื้นดินข้างล่างนี่ ศาลาของเรา วิหารของเรา ต่อไปจะไม่ปูหรอก อิฐเอิดอย่างนี้ เป็นพื้นธรรมชาติเลย พื้นดิน มีน้ำ มีต้นไม้ มีแสงเข้ามาถึง มีอะไรต่ออะไร วิหารสันติอโศกนี่ที่กำลังจะทำ ที่เราทำอยู่นี่ มันมีลำธารเข้าไปในใต้วิหารของสันติอโศกเดี๋ยวนี้ มันก็ทำกะเดื๊อกๆเต็มที ตอนนี้แหละ เต็มที่เลย ข้างล่างนี่ เป็นธรรมชาติหมดเลย จะไปมีชั้นอยู่ข้างบน เป็นตึกอยู่ข้างบนโน่น ลอยอยู่ข้างบนโน่น แล้วก็มี จะเป็นรูปนี้ แสงจะสว่างส่องเข้าไป ตรงนี้ก็จะเป็นตัวตึก หลายคนดูอาจจะไม่เป็น ดูไม่เป็น ดูไม่ออก ไม่เป็นไร นี่มองทางด้านแปลน มองลงมาตึกจะเป็นอย่างนี้ ขึ้นเครื่องบินดูตัวตึกจะเป็นอย่างนี้ๆ เอาละข้างหลังนี่คงมองไม่ออกหรอก เพราะภาพมีแค่นี้ ตรามูลนิธิธรรมสันติก็แล้วกัน มีวงกลมสุญญตาตรงกลาง แล้วก็สี่เหลี่ยมที่มุมบนทั้งสองข้างนั่นน่ะ เสร็จแล้วก็ได้ความคิด พอสถาปนิกได้ความคิดอันนี้ก็ได้พยายามคิดแบบออกมา ก็ได้แบบออกมาแล้ว เสร็จแล้วก็จะมีสัญลักษณ์ของไทยบ้าง สัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้าบ้างประกอบกัน ก็จะออกมาเป็นตัวตึกอย่างนี้ ข้างบนนี่ไม่ใช่เจดีย์ธรรมดานะ สัญจินะ ผนวกมาจากสัญจิ เป็นสัญลักษณ์ของศาสนาพุทธอันหนึ่ง ใครรู้ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา สัญจิอยู่ข้างบนนี้ พวกนี้แหละ จะเป็นที่วงกลมข้างบนนั่น แสงส่องเข้ามาทางนั้น ไอ้พวกนี้เป็นกระจกทั้งนั้น แสงส่องเข้ามาได้ ทะลุทะลวงเข้ามาถึงพื้นเลย ข้างบนมีแสงส่องเข้ามาถึงพื้นข้างล่างนี่เลย แล้วนี่ก็เป็นสัญจิอยู่ข้างบนชั้นสูงสุด เป็น ครอบไปอย่างนี้แล้วก็เป็นตึก มีสองชั้น สามชั้น ชั้นๆนี่ ชั้นลอย ชั้นสอง ขั้นสาม ชั้นสี่ นี่ก็ชั้นล่างสุด ชั้นล่างนี่สูงเจ็ดเมตร เดินเข้าไปนี่เหมือนไม่มีตึก มีธรรมชาติต้นหมากรากไม้อะไรหมดเลย แล้วแม้แต่อาสนะสงฆ์ อะไรต่ออะไร มันจะเป็นแท่นธรรมชาติ เป็นดิน เป็นหินหมด ไม่เป็นปูนเป็นอิฐเป็นอย่างนี้หรอก สูงกว่าสะพานลอยสองเมตรน่ะ คุณลองนึกดูขนาดนั้นน่ะ เป็นตึกสูงอย่างนั้น สาม สี่ชั้น ห้าชั้นก็เป็นชั้นบนดาดฟ้า ดาดฟ้านี่ขึ้นไปได้ บนสัญจินี่ขึ้นไปได้ บนนี้ก็ไว้พระบรมธาตุ พระสารีริกธาตุ บนนี้ก็เอาไว้อย่างนั้น อันนี้จะเป็นสัญจิ จะมีสัญลักษณ์ข้างล่างนี้ ต่อมามีต้นโพธิ์ แล้วก็มีทำเป็นดอกบัวเจ็ดดอก เป็นสัญลักษณ์ของการประสูติ แล้วก็มีต้นโพธิ์ สัญลักษณ์ของการตรัสรู้ นี่เป็นสัญลักษณ์ของปรินิพพาน สัญลักษณ์ของธรรมเทศนา ใส่ไว้ในตึกทั้งหมด มีสัญลักษณ์อยู่ในนั้นหมดเลย ทีนี้ใครจะบอกว่าตึกนี้หรือว่าวิหารนี้ไม่มีสัญลักษณ์ของศาสนาพุทธให้มันรู้กันไป แม้ไม่มีพระพุทธรูปก็ตาม ทีนี้ก็จะได้รู้กันละ แม้ไม่มีพระพุทธรูปนะ นี่เป็นด้านข้าง นี่ข้างล่างนี่สูงเจ็ดเมตร โปร่ง นี่มันยังไม่ได้... อาตมาให้เขียนมา ยังไม่เอาภาพประกอบระบายสีเป็น perspective มา ที่เขียนมาให้เท่านี้ แต่แกเร่งจี๋เลยนี่ อาตมาก็เร่งจี๋เลย เขียนมาดูกันแบบนี้ ไม่ได้มาทำเวลา อาตมาเลยบอกเวลา อาตมาจะขออนุญาตพิเศษจากกองทะเบียนที่นี่ให้ว่า สถาปนิกไม่มีเวลามาทำเวลาที่นี่ เดี๋ยวจะโดนไล่ยึดบ้าน อาตมาขออนุญาตพิเศษไว้ ถือว่าทำงานพิเศษอันนี้ก็แล้วกันนะ อันนี้จะมีรูปตรามูลนิธิอยู่ด้วย เป็นสัญลักษณ์ของพวกเรา สัญลักษณ์สำคัญง่ายๆอยู่ด้วย มันก็มีสภาพอย่างนี้แหละ มีเป็นชั้นภาพตัดข้างๆ อันนี้ก็พวกแปลน พวกอะไรต่ออะไรน่ะ อาตมาก็เปิดให้ดูบ้างเล็กๆน้อยๆ ซึ่งยังไม่ได้เขียนรายละเอียดอะไร ซึ่งอาจจะมีการตกลงปรึกษาหารือกันว่าความเป็นไปได้หรือจะต้องแก้ไขส่วนนั้นส่วนนี้ ยังจะพิจารณากันอีกพอสมควร สรุปแล้ว ตึกนี้จะเป็นวิหารสันติอโศกที่ต้องใช้ทุนมากเหมือนกัน ประมาณสิบห้าล้าน ฟังแล้วก็รู้สึกว่า ชาวอโศกนี่พูดถึงเงินล้านแล้วนี่มันเหี่ยวจริงๆเลยนะ พูดถึงเงินล้านนี่ มันไม่เหมือนธรรมกาย ไม่เหมือนท่านกิตติวุฒโฑนะ ไม่เหมือนนิกร เขาก็ยังไม่มีปัญหานะ พูดกันร้อยล้านอะไรอย่างนี้ก็ โอ เราอย่าไปพูดเลยเป็นร้อยล้านน่ะ แค่คำว่าล้านแค่นั้นก็ อื้อฮือ ยาก อือ สิบห้าล้านน่ะ อ้า ที่ต้องรีบสร้างนี่ก็เพราะว่า 1. เราไม่แน่ใจว่า มันจะเกิดดังไปทั่วโลกเมื่อไหร่ ตรงที่ศาลามันยุบทับพวกเราตาย นั่นแหละดัง ดังแน่ ถ้ามันยุบ นั่นน่ะมันไม่แน่ว่ามันจะยุบลงมาเมื่อไรจริงๆนะ เราประมาทไม่ได้นั่นหนึ่ง 2. มันมีเหตุการณ์ คือมีผู้ที่จะมาช่วยสร้าง คือคุณตะวันเขาจะมาช่วยสร้าง คือแกเคยรับก่อสร้าง ทำมาหากินทางก่อสร้างมาแล้วเขาก็มาพบพวกเรา แล้วเขาก็ศึกษาสนใจ แล้วเขาก็มาเป็นนักปฏิบัติธรรม ก็คิดอยากจะวางมือ ทางด้านที่มันไปโลภโมโทสันนั่นแหละ ก็จะมา สละแล้วล่ะ จะมาวางมือทำงานพวกนั้น ก็เลยมาช่วยงานอยู่ในนี้ โอ้โฮ รับงานช่วยงานอยู่เป็นหวัดเลยทีเดียว อะไรก็ตะวัน อะไรก็ช่างตะวัน ช่างตะวันตะพึดเลยตอนนี้ นี่แหละแกก็แนะเรื่องนี้ด้วย ก็เลย เอ้าว่าจะทำ แกก็รับจะสร้าง ตอนนี้แกสร้างคอนโดมิเนียม 10 ชั้นอยู่ แล้วก็มันจะเสร็จภายใน ตอนพูดไว้ก่อนนั้นมัน 9 เดือน ตอนนี้ก็คงจะเหลือ 8 เดือน 7 เดือน อะไรก็ไม่รู้น่ะ จะเสร็จ เสร็จแล้วก็บอกว่า ก็อยากจะหยุด หยุดทีนี้ก็เครื่องมือมันก็มี ไม้แบบ เหล็กแบบอะไรต่ออะไรต่างๆก็มี ถ้าเราจะสร้างวิหารนี้ ก็จะได้พวกโน้นมาเป็นวัตถุดิบที่จะทุ่นขึ้นไปอีกเป็นล้าน เป็นล้านๆ หลายล้านน่ะ ทั้งเครื่องมือ ไอ้แค่ไม้แบบ เหล็กแบบนี้ก็เป็นล้านนะ และคนงานที่มีคุณภาพ ถ้าเผื่อว่าทางนี้ไม่ทันพอดีจังหวะ ทางโน้นเสร็จ ถ้าแกหยุด พวกนั้นก็กระจัดกระจาย คนงานก็กระจาย ของก็กระจัด กระจาย เราก็ต้องไปจ้างไปเสียกันอีก แกก็เสียดาย แกก็เลยบอกว่าทำให้มันทันได้ไหม ประสานกัน ยังไงๆ ก็รื้อแล้วกัน ออกแบบมาแล้วก็ขออนุญาตให้ทันภาย ใน แกสร้างอันโน้นเสร็จ ทางนี้ก็ขนของเข้ามา ทางนี้ก็รื้อเสร็จ เพราะฉะนั้นภายในไม่เกินแปดเดือนนี้ จะต้องสร้างตึกนี้ จะต้องรื้อตึกนี้ภายในห้าเดือนนี้ หรือหกเดือนนี้เป็นอย่างสูง จะต้องรื้อตึกนี้หมด ขออภัยตึกนี้จะสร้าง ตึกสันติอโศกนี่ต้องรื้อหมดภายในห้าหกเดือนนี้ ต้องรื้อ จะอยู่ไปได้อีกห้าหกเดือนที่นั่น เราจะอยู่ไปได้อีกห้าหกเดือนแล้วต้องรื้อ เพื่อที่จะเตรียมสร้างอันนี้ แหม มันเป็นความฝัน ความหวังเท่านั้น เงินล่ะ ยังไม่มีเลยสักบาท นี่อโศกเราพูดกันเจ๋งอย่างนี้ เอ้า ทีนี้มีวิธีคิดกันหลายอย่างว่าเราจะช่วยกันได้อย่าง ไร มันจะเป็นไปได้ไหม ก็มาคิดกันหลายทาง อาตมาก็มาคิดของอาตมาว่าอย่างนี้ เงินจะใช้สิบห้าล้านนี่ อย่างนี้ก็แล้วกัน ใครรวยๆ หรือใครมีสตางค์ก็เอามาทำบุญซี มือละล้าน ห้ามือ ก็ห้าล้าน รายละล้าน ทีนี้ก็คุณตะวันเองก็ปวารณาเป็นช่างมาทำมาสร้าง ข้าวของยังไม่ได้ออกสตางค์เลย ผมปวารณาล้านหนึ่ง ตัวเองก็ออกมาล้านหนึ่ง เอ้า ก็ได้มา แล้วก็มีอีกคนหนึ่ง ล้านหนึ่งมา ผมให้เดือนละสองแสนๆนี่ ผมให้ล้านหนึ่ง ก็บอกไว้แล้ว ขณะนี้มีคนปวารณาไว้สองล้าน อีกคนหนึ่งก็บอกว่า กรรมการมูลนิธิ ดิฉันให้หนึ่งแสน ก็ได้สองล้านหนึ่งแสนแล้วตอนนี้ แต่ยังไม่ได้เก็บเงินมาน่ะ แต่คิดว่า บอกไว้แล้วไม่มีปัญหาอะไร แต่อีกคนหนึ่งบอกว่าดิฉันให้ห้าร้อย เอ้อ มีเศษห้าร้อย ก็ไม่มีปัญหา มีมากก็ให้มาก มีน้อยให้น้อย รายนั้นให้มาเลยนะ บริจาค อาตมาก็ว่า เอา คนมีเงินก็เอามาช่วยกันสักมือละล้านห้าล้าน ก็ได้ ห้าล้านแล้ว มือละล้านห้ามือ เอ้า มือละแสน ห้าสิบมือก็ได้อีกห้าล้านใช่ไหม มือละแสนอีกห้าสิบมือก็ได้ห้าล้าน มือละหมื่นห้าร้อยมือ ได้อีกห้าล้าน เอ้า ได้แล้ว สิบห้าล้าน อาตมาก็คิดของอาตมาอย่างนี้น่ะนะ คนเขาบอกว่า โอ้ มันจะเป็นไปได้หรือ จะมารอมือละแสนห้าสิบมือน่ะ แล้วมันจะมีอย่างไร ไปเก็บกันอย่างไร มันจะยากน่ะนา มือละหมื่นห้าร้อยมืออีก โอ้โฮ เก็บเป็นมดเลย อาตมาก็ว่าลองทำดูอย่างนี้ด้วย ก็มีคนคิดอย่างนี้ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ผ่อนส่ง ใครจะช่วย เดือนละพันบาทเท่านั้น หนึ่งปีทำบุญอย่างนี้ เดือนละพันบาท หนึ่งปีให้ได้พันคน เสร็จแล้วจะได้หนึ่งปี 12 ล้านดีไหม เป็นไปได้นะ พันบาท เดือนละพันบาทๆ ใครจะเอาสองไม่ว่านะ ห้าก็ไม่ว่า เดือนละห้าพันก็ไม่ว่ากัน หมายความว่าเราตั้งไว้พันนี่ หรือมันเป็นอย่างนี้ แหม เราอยากจะส่งเดือนหนึ่ง เราก็ส่งไม่ไหวหรอกเดือนละพันนี่ เราส่งไม่ได้ เอาคิดอย่างแชร์แม่ชม้อยแล้วกัน คันหนึ่งมันพันหนึ่ง สี่ล้อ ก็เอาล้อละ 250 ไปหาเพื่อนมาสี่ล้อ สี่คนส่งเดือนละพัน คนละ 250 มาก็ได้พัน หรือใครจะได้สองพัน บอกว่าไม่เป็นไรหรอก อิฉันเดือนละสองพันก็ได้ ดิฉันเดือนละสามพันก็ได้ ขอให้ได้อย่างน้อยพันคนให้ได้ก็แล้วกัน ได้พันคน จะไหวไหม พวกเรานี่พันคนจะถึงไหม แหม แชร์แม่ชม้อยนี่เขาได้หนอ เรานี่แชร์อโศกนี่ไม่ไหวแล้ว คนละพันใช่ไหม เดือนละพัน ปีหนึ่งคุณก็เท่าไหร่หมื่นสองใช่ไหม พันคน คนละพัน เดือนหนึ่งเท่าไร ล้านหนึ่งเห็นไหม มันมีมาแล้ว เห็นไหม มันมีทำแล้วเห็นไหม ไรไรแล้ว เพราะฉะนั้นพันคน คนละพัน มือละพันนี่พันคน มือละพัน เดือนหนึ่งล้านหนึ่ง ปีหนึ่งสิบสองล้าน เอาละกะปริดกะปรอย คนบริจาคมาบ้างแล้ว ล้านสองล้าน สิบห้าล้านถึงแน่ ถึงแน่ๆอีงวดนี้ นี่ก็มีคนคิดมาอย่างนี้ อาตมาก็ว่า เออ เข้าท่าแฮะ ลงมือ ตอนนี้มีแล้วร้อยกว่าคน มีแล้วตอนนี้เขาเริ่มทำแล้ว มีร้อยกว่าคน เพราะฉะนั้นใครจะเข้าสายนี้ทำ ใครจะเข้าสายอาตมา มาสายอาตมานี่ดื้อๆเลย มือละล้านมาก็มาหาอาตมา มือละแสนมาหาอาตมา มาเล้ย ไม่ต้องไปผ่อนส่งกันอยู่เดือนละพันหรอก มาเลยทีเดียวเลยมา แสนก็มา หมื่นก็มา มือละหมื่นห้าร้อยมือ มือละแสนห้าสิบมือ มือละล้านห้ามือ มาเลย ตอนนี้มือละ ล้านบอกมาแล้วสองมือ มือละแสนบอกมาแล้วมือหนึ่ง ยังขาดอยู่อีกสี่สิบเก้ามือ มือละหมื่นยังไม่มีๆ อะไรนะ คนหนึ่งออก มือหนึ่ง ออกหลายคนก็ได้ สิบสองเดือนๆละพัน เออ เอานี่มือหนึ่งแล้วมาเก็บเอาน่ะ ใครนี้ ขณะนี้มีคณะที่ทำพรรค์นี้อยู่แล้ว เขาทำอยู่แล้ว มีนิตยา พึ่งเป็นสุข เป็นคนจัดทำทะเบียนอยู่นี่ เข้าคอมพิวเตอร์เลยนะงวดนี้ เข้าคอมพิวเตอร์เลย แต่ละเดือนๆก็พยายามส่งก็แล้วกันนะ ให้มันได้เผื่อไว้ เกินพันคนได้ก็ดี เพราะว่าเรายังไม่แน่ใจว่ามันจะบานปลายเท่าไหร่ นี่สร้างไม่รู้กี่ปีจะเสร็จ แล้วก็ของมันจะขึ้นจะลงอะไรแค่ไหนยังไม่รู้เลย แล้วไม่รู้ว่ามันจะเรียบร้อยหรือเปล่า ตึกขนาดนั้นประมาณไว้น่ะ ถ้าเหลือก็ไม่เป็นไร พวกเราใช้เงินเป็น ถ้าสิบห้าล้านนี่ใช้ไม่หมดไม่มีปัญหา หรือใครมีปัญหา ถ้าเงินสิบห้าล้านเหลือ ใครมีปัญหา ยกมือขึ้น ไม่มีปัญหา สบายมากนะ นี่เป็นเรื่องที่จะบอกกล่าวกัน เป็นเรื่องโชคดีปีใหม่ ไม่ใช่เคราะห์หนา บุญน่ะเป็นเรื่องบุญน่ะ เป็นเรื่องสร้างบุญทำบุญน่ะ คือเรื่องวิหารนี่มันก็จะต้องมีวิหารเป็นสถาบันกลางนะ เรื่องศาสนาของอโศกนี่ คุณว่ามันจะจบลงแค่นี้หรือ มันจะต้องยืนยันต่อไป มันจะต้องมีหลักมีแหล่ง จะต้องมีอะไรต่ออะไรต่างๆนานา ที่จะอยู่เป็นหลัก อาตมาก็ว่า สันติอโศกมันก็คงจะต้องอยู่ตรงนั้นแหละ มันไป ไหนไม่ออกหรอก สนามหลวงเขาไม่ให้เราไปสร้างแน่ กรุงเทพฯก็คงได้แค่สันติ อโศกก็อยู่ตรงนั้นแหละ จะอยู่เป็นสันติอโศกไป แล้วเราก็จะมีวิหารหลักไปแล้ววิหารนี่ก็จะเป็นเหมือนสัญลักษณ์นะ เป็น Symbolic ของชาวอโศกน่ะ เป็นสัญลักษณ์ มันก็เหมือนกับหลายๆที่เขาน่ะ มีรูปธรรมอะไรบ้าง เป็นรูปธรรมของสถานที่ เป็นรูปธรรมของอันโน้นอันนี้ แม้แต่สถานที่ปรินิพพาน สถานที่อะไรต่ออะไร ไม่มีอะไรเขายังสร้างรูปขึ้นเลย พุทธคยาก็สร้างเจดีย์ขึ้น เพื่อให้เป็นรูปสื่อขึ้น นี่เป็นเรื่องของศิลปะ ที่จะต้องประกอบองค์ประกอบ เพื่อหยิบไปใช้สื่อให้มันได้อะไรขึ้นมา เป็นอันหนึ่งที่จะหยิบขึ้นมาไปใช้ เพราะฉะนั้นในสังคมเราจะต้องรู้ ในมนุษยชาติจะต้องมีสิ่งอันนี้ จะต้องมี ก็จะต้องเกิดมีกัน เมื่อมีแล้ว เกิดแล้วก็เอามาใช้ประโยชน์อย่างที่กล่าวนี้ แล้วมันก็จะเป็นความสัมพันธ์สืบทอดไป สื่อไป อย่างน้อยคนอื่นๆใดๆ นี่อธิบายง่ายๆ ว่าไปไหน? ไปสันติอโศกไปอย่างไร ก็ดูซีรูปอย่างนี้ นี่อย่างนี้ ไปเถอะ มันมีรูปอย่างนี้อยู่ตรงไหน ยิ่งไม่เหมือนใคร ยิ่งแจ๋วใหญ่เลย นี่สันติอโศกเป็นอย่างนี้ มันก็สบายซี หรือมันจะบันดาลความคิดเหมือนกัน จะสื่อศิลปะในสถาปัตยกรรมบ้างเหมือนกัน เพราะฉะนั้นอาตมาก็เลยบอกกับอภิสินว่า สร้างให้ดีนะ ตึกนี้จะต้องเป็นสถาปัตยกรรมที่จะเป็น ต้องทำให้เป็น master piece ของคุณเลยนะ มันจะเป็นที่ใช้งาน จะต้อง แหม มีสิ่งบันดาลใจ จะเกิดบุญเกิดอะไร ถ้าใครสัมผัสก็บอกว่า โอ้โฮ รู้สึกซาบซึ้ง ตึกนี้จะให้มันเป็นตึกที่รู้สึกขลังๆน่ะ ไม่หวือหวา ไม่ประดับเพชรประดับพลอยพราวเหมือนกับโบสถ์วัดต่างๆ ไม่ล่ะไม่ จะให้มันขลังๆ อาตมาว่าตอนแรกให้มันเป็นปูน นั่นแหละแน่นอน แล้วจะให้ทาสี ก็ต้องทำอะไรลงไป อาตมาก็ว่าปู้ ก็ฉาบให้หยาบๆ ฉาบให้มันเป็นปะๆปุๆ ให้มันเป็นร่อง เป็นทาง ให้มันเป็นสาบเป็นอะไร เพื่อน้ำนี่เวลามา น้ำค้างบ้าง น้ำไอน้ำอะไรมาเกาะได้ อาตมาจะให้ปลูกต้นไม้ขึ้นไปเลย ข้างบนก็ปลูกย้อยลงมาหากันเลย ให้ต้นไม้คลุมกันครึ้มเต็มตึกเลย ให้ต้นไม้คลุมครึ้มตึกนี่แหละไม่ต้องไปเอาเพชรเอาพลอย ไม่ต้องไปเอาแก้วเอากระจกอะไรมาจุ๊ยจิ๊บๆๆ ไม่ต้องล่ะ ไม่เอา อย่างนั้นชนิดนั้นไม่เอา เอาชนิดของเรา ให้มันเป็นอย่างนี้ หลายคนบอกว่า แหม เสียดายนะ จะมาทำลาย โอ สันติอโศกเดี๋ยวนี้ มันรู้สึกมันขลังๆเข้าไปแล้ว มันนึกเยือกๆ มันไม่เหมือนกับวิหารน่ะ ที่อื่นเขานะ เขาหรูหราน่ะ เขาอะไร ของเราเข้าไปแล้ว มันดูง่ายๆ ดูมันขลังๆ อาตมาก็ว่า ไอ้นี่มันก็จะไม่ต่างไปจากนั้น แต่จะเรียบร้อย แล้วก็สมบูรณ์แบบ หรือว่าอะไรกว่าที่มันเป็นอยู่ทุกวันนี้ ความรู้สึกนั้นอาตมาเห็นด้วย ความรู้สึกว่าเรียบง่าย ขลัง ไม่หวือหวา ไม่หรูหราฟู่ฟ่า แต่ช่วยไม่ได้ที่มันจะต้องใหญ่ขึ้น เป็นอาคารที่จะต้องใช้งาน ใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น มันช่วยไม่ได้หรอก อันนี้มันจะต้องทำด้วย แล้วเราจะทำกะปริบกะปรอยทีละทีๆ แล้วค่อยต่อทีๆก็ไม่ได้ แต่อันนี้อาจจะ อาจจะต่อ ทำฐานรากเอาไว้ดี ชั้นแรกได้ พอชั้นที่หนึ่งได้ ชั้นหนึ่งนี่จะเป็นห้องโสตทัศนศึกษา มีคลังเสียง มีอะไรอยู่ ที่จะใช้งาน ก็จะเป็นอย่างนั้นน่ะ เราอาจจะใช้ประโยชน์ที่พวกเราทำงานอยู่นี่เยอะอาจจะยังไม่ได้ หรืออาจจะได้ส่วนหนึ่ง เพราะมันมีสองด้าน อีกด้านหนึ่งก็ให้รายสำคัญเข้าไปทำงานก่อนก็ได้ แต่ถ้าอีกชั้นหนึ่งนี่นะ เป็นชั้นสามนี่นะ ถ้าชั้นสามเสร็จปั๊บนี่น่ะพวกเราจะทำงานได้ครบเลย ที่จะทำงานอยู่เดี๋ยวนี้ พื้นที่จะพอทำงานหมดเลย ชั้นสี่ก็จะเป็นสิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นมา เอาละอาตมาคิดว่าคงพอเข้าใจนะ อาตมาไม่ปลุกเร้าเพื่อที่จะให้พวกคุณมาทำบุญมากกว่านี้ แล้วนี่เป็นการบอกบุญพอสมควร ไม่ต้องถึงกะประกาศเรี่ยไรจนขนาดหนักหนาสากรรจ์ อาตมาจะเสี่ยงบารมีบ้างเหมือนกันว่ามันจะเป็นไปได้ไหม เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดเห็นด้วย ผู้ใดคิดว่าเราสามารถพอที่จะเสียสละอันนี้ได้ ก็ช่วยกันลองดู เดือนละพัน ใครจะเอามือละหลายๆพัน ใครจะเอาหลายมือก็ได้ ไม่ว่าอะไร มือละพัน ถ้าใครไม่สามารถคนเดียวไม่ไหวก็ลองดู เอ้า พี่น้องสองคนคนละห้าร้อยแล้วกัน เราก็ทำงานพอมีรายได้ พอได้ก็เอา หรือว่าบางคนไม่ไหว สองก็ไม่ไหว เอ้า สาม คนละสามร้อยห้าสิบ เศษห้าสิบค่ารถใช่ไหม 350 มันก็เกินพันไป 50 บาทใช่ไหม เกินพันไป 50 บาท 50 บาท ค่ารถก็แล้วกัน รายละ 350 หรือสามไม่ไหวก็สี่ คนละ 250 อะไรอย่างนี้เป็นต้นก็รวมกันดู หรือใครสามารถมาก็บอก โห แหม กระจอก คิดดูก็แล้วกัน หรือเป็นหมื่นก็เอาเลยไม่ ว่าอะไร ไปแจ้งก็แล้วกันนะ เอ้า เจ้าหน้าที่คงได้ยินนะตอนนี้ ไปตั้งหลักเลย เอาที่ไหนดีล่ะ แน่ะถามมาเลย สมัครลงชื่อที่ไหน ชื่นใจๆ โอ้โฮ ถามมาเลย สมัครลงชื่อที่ไหน ชื่นใจ อ้อ อาตมาว่าเอาศาลางานนี่ดีกว่านะ ศาลา มันจะไปปนกับทางโน้น แล้วมันข้างนอก อาตมาไม่อยากให้ข้างนอกมาหวือหวา มาวุ่นวายอะไรกับพวกเรา เราไม่เอาคนอื่น เอาชาวอโศกเท่านั้น เพราะฉะนั้นงานนี้รับเงินบุญเงินมาบริจาคสร้าง เพื่อจะสร้างวิหารสันติอโศกนี้ ไม่เอาเงินคนนอกกี่ล้านก็ไม่เอา เอาเงินคนในเท่านั้น ทำไมอาตมาพูดอย่างนี้ ทำไมหมายอย่างนี้ ไม่รู้ก็อย่ารู้ เราต้องสร้างของเราเอง ของเรา ชาวอโศกของเรา เลือดของเราเอง เราเอาเลือดของเราเท่านั้นที่จะสร้างอันนี้ลงไป เราเอาเลือดของเรา ไม่เอาเลือดของคนอื่น เพราะฉะนั้นใครๆเขาจะมีเงินมีทองมากมายอะไรมาบริจาค เราก็ไม่เอา เราจะเอาคนของเรา หรืออย่างน้อยขีดตัดมาตรฐานก็คือ ต้องมีสิทธิ์ที่จะทำบุญกับเรา อย่างน้อยมาที่นี่ 7 ครั้ง หรืออ่านหนังสือชาวอโศก 7 เล่มขึ้นไป นั่นแหละเป็นอนุโลมสูงสุด ถ้านอกกว่านั้นแล้ว ไม่เอา นอกไม่เอา เพราะฉะนั้นขอให้ได้เนื้อๆในๆ เลือดแท้ๆของเราได้ยิ่งดี เลือดแท้ๆของเราได้ยิ่งดี สมบูรณ์ จนกระทั่งไม่ต้องไปเที่ยวได้พึ่งพาอาศัยข้างนอกเขาเลย หรือห่างๆไปเลยได้ ยิ่งในๆ ชิดๆ ใกล้ๆ ยิ่งดี เอาอันนี้ให้มันทัน ให้มันลองดู เอาศาลางานก็แล้วกัน เจ้าหน้าที่ใครที่จะตั้งรับก็ตั้งตรงนี้ก็แล้วกัน ที่ตรงนี้ สัญญาสุภาพบุรุษน่ะ ลงกันไปแล้วก็ต้องส่งให้เต็ม อย่าให้ขาดส่งจนต้องตามหนี้ ไม่ตามนะ เราจะไม่ตามเหมือนกับทวงหนี้ว่าคุณมาลงไว้แล้ว แล้วก็จะต้องถึงเวลา ขาดส่ง นี่ขาดส่งเบี้ยประกัน ขาดส่งนี่ ผ่อนส่งเดือนนี้ ไม่ส่งอะไรนี่ เราคิดว่าคงจะไม่ตามน่ะ มันน่าเกลียด เพราะฉะนั้นบางเจ้า อาตมาก็เห็นใจเหมือนกัน แหม เดือนนี้มันขลุกขลักมันส่งไม่ได้ เดือนหน้ามาส่งสองมือแทน เดือนนี้มือนี่ขาด เดือนหน้ามาส่ง แต่พูดอย่างนี้ก็อย่าได้ไปเที่ยวต๊ะกันไว้เรื่อยล่ะ ถ้ามันส่งได้ทุกเดือนก็ส่งไปก่อนเถอะ พอพูดอย่างนี้ก็เลยไม่เป็นไรหรอก ท่านไม่ได้เร่งรัดอะไร ไม่เป็นไรนี่ ไม่ได้ถูกปรับถูกไหมอะไรนี่ แหม เสร็จแล้วเราก็สร้างไปๆ เละ ไม่มีเงินต่อเลยพอดี เพราะฉะนั้นก็ลองอย่าให้มันขาดก็แล้วกันน่ะ เอาละอาตมาคิดว่าได้พูดได้บอกอะไรต่ออะไร ที่เราได้ไอ้นี่มาแล้วพอสมควรนะ อะไรล่ะ เสนอแนะมา เอ๊ ทำไมกระดาษเหมือนกันแต่มากันคนละทาง เดือนที่รับบริจาค 1.เดือนที่รับบริจาค 2.วิธีการส่งเงิน แหม ละเอียดลออหนอ ไม่เอาเงินคนนอก ขอสตางค์แม่มาให้ได้ไหมคะ (เป็นเด็กวัดค่ะ) เอ้า อันนี้ก็ต้องอนุโลมกันแหละ แหม ขอสตางค์แม่มานี่ มันก็ต้องอนุโลม พระพุทธเจ้ายังอนุโลมให้พระนี่ แม้ไม่ปวารณานี่ยังถือว่าลูกเต้าเหล่าหลานนี่ หรือพ่อแม่นี่เป็นผู้ปวารณาแล้ว ขอได้ ทวงได้ เอาได้นะ หรือภรรยา ทวงเอาได้ เอามา มาทำบุญเท่านั้นเท่านี้ได้ ให้ของเอาได้ โดยไม่ต้องๆ ถือว่าเป็นผู้ปวารณาแล้วโดยปริยาย ยังให้ญาติเลย ไอ้นี่ลูกกับแม่ก็เอาละ ก็ต้องหยวนกันบ้างซี ไม่มีเงิน ลูกยังหาเงินไม่ได้ก็จะต้องเอา แหม ละเอียดลออเหลือเกิน พวกเรานี่ โอ้โฮ หลากหลายจริงๆ แหม จริงๆเลย ยังไม่จบเลยแค่นี้น่ะ จะต้องลงชื่อลูกหรือชื่อแม่ ไปถึงโน่นอีกเลยนี่ โอ้ เอาๆก็ทะเลาะกันมาก่อนก็แล้วกันว่า จะให้ลงชื่อลูกหรือชื่อแม่ ทะเลาะกันเสร็จแล้วก็เอา ทะเลาะกันได้ว่าลงชื่อลูกก็เอามาลงลูก ลงชื่อแม่ก็มาลงแม่ เอ้า เอาอย่างนั้นก็แล้วกัน แหม ต้องหาคำตอบให้ทุกอย่างน่ะหนอ ในนี้บอกมาว่า เดือนที่รับบริจาคและวิธีการส่งเงิน วิธีการก็จะไปยากอะไรเล่า ก็เอาเงินมายื่นให้เจ้าหน้าที่เขา เจ้าหน้าที่เขาคอยรับ แล้วอาตมาจะให้พวกเราประกาศตั้งเป็นเจ้าหน้าที่โดยตรง แล้วก็จะประกาศบอกไป เพราะฉะนั้นผู้ใดมาลงชื่อเอาไว้ เราก็จะมีจดหมายมีหนังสือบอกไป ว่าผู้นี้ๆเป็นเจ้าหน้าที่ วัน เวลา อะไร พวกนี้แล้วจะบอกทีหลังว่า คือจะไปกำหนดเดือนที่รับ ก็เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เดือนนี้เป็นเดือนที่หนึ่ง มกราคม ต้อนรับปีใหม่ ทำบุญต้อนรับปีใหม่ เดือนมกราคม 2535 เริ่มต้นไปเลย ชนปีถึงเดือนธันวาคม ครบ ง่ายดี จำง่าย มกราคมขึ้นต้นหนึ่ง เดือนแรก ใครมีทันใส่กระเป๋ามาเดี๋ยวนี้ จะเอาเดี๋ยวนี้ก็เดี๋ยวไปลงเลย จ่ายเงินเลยก็ได้ เดี๋ยวจะบอก พอคุณสมัครไว้แล้วนะ พอสมัครไว้แล้วแม้คุณอยู่ต่างจังหวัด เราจะทำเป็นหนังสือ เป็นโรเนียวเลย มีตั้งพันคนก็โรเนียวหรือว่าพิมพ์เป็นชี้ตส่ง พับส่งจดหมายไปถึงที่อยู่ บอกเลยว่าจะส่งธนาณัติระบุชื่อใคร ใครเป็นผู้รับ ใครเป็นอะไร ระบุ ป.ณ.ไหน อะไรอย่างไรต่างๆนานา เดือนก็รู้แล้ว ก็เดือนหนึ่งๆคุณจะส่งวันไหนคุณถนัด บางคนต้องรอรับเงินเดือนก็ต้องเอาต้นเดือน บางคนไม่รอรับเงินเดือน มีเงินได้ไปจนกลางเดือน ถนัดเวลาไหนก็แล้วแต่ของแต่ละคน ในเรื่องของเวลานี่ของแต่ละคน ส่วนสถานที่หรือเจ้าหน้าที่นั้น จะแจ้งให้ทราบ ตอนนี้ยังไม่ได้กำหนดกันเป็นกิจจลักษณะทีเดียว อันนี้จะต้องมีกรรมการดูแลหรือมีเจ้าหน้าที่ดูแลอย่างชัดเจน เพราะจะต้องมีผู้ทำงานที่เราก็เข้าใจแล้วว่า จะต้องเป็นผู้ที่ทำกันจริงๆ แล้วก็ดูแลกัน จัดแจงกันอย่างสมบูรณ์ แล้วจะได้ทำกันไป เอาละ คิดว่าคงจะเข้าใจกันดี แล้วคิดว่าเรื่องนี้คงจะเป็นเรื่องทดสอบพวกเราอีกอัน
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive