351030 กายสูตร (อย่าลบหลู่) โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2535
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์20 KB
วันที่แก้ไข12 พฤศจิกายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

351030 กายสูตร (อย่าลบหลู่) โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก

กายสูตร (อย่าลบหลู่) โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2535 ณ พุทธสถานสันติอโศก

วันนี้เรามาเรียนกายสูตรต่อนะ ที่ว่าด้วยธรรมะที่พึงละด้วยกาย เมื่อวานนี้ เราได้อธิบายถึงบทแรกว่า ธรรมะที่เราละด้วยกาย ไม่ใช่ด้วยวาจา ไม่ใช่ด้วยใจ คนพึงละด้วยกาย ไม่ใช่วาจา ไม่ใช่ด้วยใจ แต่แท้จริง ท่านไม่ได้บอกว่า ด้วยใจด้วยนะ ก็ธรรมะอันบุคคลพึงละด้วยกาย ไม่ใช่ด้วยวาจา เป็นไฉน ธรรมะอันบุคคลพึงละด้วยกาย มิใช่ด้วยวาจามีอยู่ ธรรมะอันบุคคลพึงละด้วยวาจา มิใช่ด้วยกายมีอยู่ ธรรมะอันบุคคลพึงละด้วยกายไม่ได้ ด้วยวาจาไม่ได้ พึงเห็นชัดด้วยปัญญาแล้วจึงละได้มีอยู่ ทีนี้ธรรมะอันบุคคลพึงละด้วยกาย มิใช่ด้วยวาจา แล้วต่อมาก็ ธรรมะอันบุคคลพึงละด้วยวาจา มิใช่ด้วยกาย แล้วก็สังวรระวัง เมื่อมีอะไรแล้วก็ละลง คือ กายกับวาจานี่ มันก็จะต้องเกี่ยวเนื่องด้วยใจ เพราะว่ากายกับวาจาปราศจากใจมันไปทำอะไรไม่ได้ เพราะใจ หรือมโนเป็นประธานสิ่งทั้งปวง เพราะฉะนั้นคำว่า กายสูตร คำนี้ จริงๆแล้ว มันก็ต้องกายที่ลึกซึ้งเข้าไปถึง กายในกาย หรือใจทั้งนั้นแหละ เพราะฉะนั้นเราละด้วยกาย ก็ควบคุมข้างนอก เราละวาจา ก็ควบคุมข้างนอก แต่ตัวควบคุมนั้นคือใจ ละก็คือใจเป็นผู้รู้ จริงๆแล้วละก็คือ ใจเป็นผู้ละ เป็นผู้สั่งให้กายเป็นเช่นนั้น ให้กิริยาทางกายเป็นเช่นใด ให้กิริยาทางวาจาเป็นอย่างไร ก็ตรวจจิตนั่นแหละเป็นตัวรู้ แล้วก็ตัว กำหนด เป็นตัวสั่ง เป็นตัวปรับ เป็นตัวปรุง เป็นตัวทำให้เป็น จะละอาการอย่างนั้น มันจะเป็นอาการกาย หรืออาการวาจา ละอย่างใด จิตจะต้องเป็นผู้รู้หมด เป็นแต่เพียงว่า กายกับวาจานั้น เป็นคนละลักษณะ ละด้วยวาจาก็คือละด้วยวาจา ละด้วยกายก็คือละด้วยกาย

อ่านต่อ

บางอย่างละด้วยกาย ไม่ได้ละด้วยวาจา ละด้วยวาจาไม่ได้ บาง อย่างละด้วยวาจา ละด้วยกายไม่ได้ แต่ก็คือใจเป็นตัวควบคุม ต่อมาทีนี้ใจเป็นตัวหลัก เพราะฉะนั้นคำว่า กายสูตรนี้ท่านก็จะต้องเข้าใจให้ได้ว่า ตั้งชื่อกายสูตรเสียด้วยซ้ำ แต่แท้จริงแล้วหมายถึง กายที่ลึกซึ้ง ทั้งนอกและใน เราจะต้องอย่าไปพาซื่อว่า กายคือเอาแต่ข้างนอก กาย หมายถึงองค์ประชุม ยิ่งมาถึงใจ อธิบายมาถึงด้านใจแล้ว ธรรมอันบุคคลพึงละด้วยกายแล้วไม่ได้ ละด้วยวาจาไม่ ได้ พึงเห็นชัดด้วยปัญญาแล้ว จึงจะละได้ เป็นไฉน ที่เราได้อธิบายกันไปบ้างแล้วว่า โลภะ อันบุคคลพึงละด้วยกายไม่ได้ ด้วยวาจาไม่ได้ พึงเห็นชัดด้วยปัญญาแล้วจึงละได้ หรือโทสะก็เหมือนกัน โทสะอันบุคคลพึงละด้วยกายไม่ได้ ด้วยวาจาไม่ได้ พึงเห็นชัดด้วยปัญญา แล้วจึงละได้ โมหะก็เหมือนกัน โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ มัจ ฉริยะต่างๆ พวกนี้เป็นอาการที่อาตมาเคยอธิบาย มาบ่อย มานานหลายครั้ง หลายคราว ขยายความละเอียดลออ อะไรก็ได้ขยาย มีความแตกต่างกัน มีมากกว่านี้ก็ได้ โดยเฉพาะ สายหลักๆ ของโลภะ โทสะ โมหะ เป็นต้นตอ เป็นโคตร หรือเป็นมูล เป็นเค้า แล้วก็ขยายออกมาเป็นกลาง เป็นละเอียดในหยาบ กลาง ละเอียดออกมา เราก็พยายามเข้าใจให้ได้ว่า อย่างนี้มันสงเคราะห์เข้ากันในสายไหน สง เคราะห์เข้าในสายโลภะ สงเคราะห์เข้าในสายโทสะ สงเคราะห์เข้าในสายโมหะ อย่างไร เราก็เข้าใจเอาให้ได้ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ มัจฉริยะต่างๆ นี่ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องของกิเลส เป็นเรื่องที่เกิดในทางใจ ซึ่งเราจะต้องรู้ด้วยปัญญานี่ ท่านบอกว่า ต้องพึงชัดด้วยปัญญาแล้วจึงละได้ การละนี่ ละได้ด้วยปัญญาจริงๆ ละที่สุดแม้อนุสัย ถอนอนุสัย ถอนอาสวะ ก็ละด้วยปัญญา ไม่ใช่ละด้วยการกดข่มเท่านั้น หรือการใช้จิตสลัดออกเฉยๆ ทำลืมๆ เฉยๆ ทำห่างๆ แล้วก็จำไม่ได้ หรือว่าไม่ห่างแล้ว ทำสะกดจิตแบบทำสมาธินั่งหลับ ตา เข้าภวังค์นี่แหละ แล้วก็กดไปโดยไม่รู้ ไม่แจ้ง ไม่เข้าใจรอบ มันเป็นอาการยังไง มันมีเหตุมายังไง แล้วเราเองไปหลงใหลยังไง เป็นรสของโลกอย่างไร ติดยึดเป็นความสุขอยู่ในโลกนั่นเอง เป็นความ สุข ติดใจนะ แล้วก็ไม่รู้จักปล่อยจักละ แม้ที่สุดเราไม่ติดใจแล้ว คนที่เป็นพระอรหันต์นี่อยู่กับทุกข์ เคยบอกแล้วพระอรหันต์เจ้านี่ ก็บอกแล้วล่ะว่า ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นดับไปแต่ทุกข์ที่ว่านี้เป็น ทุกข์อาริยสัจ เป็นทุกข์ที่เรายังมีขันธ์ 5 เรายังเลี่ยงไม่ได้ เรายังมีการงาน เรายังมีกรรมกิริยา เรายังมีสิ่งที่จะต้องรังสรรค์ มีสิ่งที่จะต้องเป็นไปด้วยดี ด้วยประเสริฐ ด้วยคุณค่า เรายังชีพไปด้วยสิ่งที่เป็นคุณค่าเป็นกุศล ยังกุศลให้ถึงพร้อมด้วยความ ขวนขวาย ด้วยความเป็นคนมีบุญ มีอัปปจายนมัย มีเวยยาวัจจมัยอย่างแท้จริง แล้วก็เป็นผู้ที่โปรดเปรต อาตมาใช้คำว่าโปรดเปรต มีปัตติทานมัย มีปัตตานุโมทนามัย มีการโปรดเปรต ก็ยินดีอยู่ในสิ่งที่เป็นความดี จิตอนุโมทนานี่นะ เป็นจิตที่วิเศษ จิตอนุโมทนา หมาย ความว่า คนเรานี่ปรารถนาดี เมื่อเราเข้าใจว่า กุสลาธัมมา เป็นอย่าง ไร อกุสลาธัมมาเป็นอย่างไรแล้ว เราก็ปรารถนาให้อกุสลา หรือ อกุ ศลทั้งหลายนี่ ไม่ว่าจะที่เรา หรือไม่ว่าจะที่ใครให้ระงับ ให้เลิก ให้ดับให้สูญ ไม่ให้เหลือ ส่วนดีก็ให้ยิ่งขึ้น กุสลาธัมมาก็ให้ยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าเราเข้าใจ สรุปแล้วมันมีอยู่เท่านี้แหละ มี แต่ดีกับชั่วนี่อยู่ในโลก ปรมัตถ์ก็คือ จิตใจที่รู้ตัวรู้ขันธ์ 5 ก็คือ สภาพที่เรายังเป็นอยู่ อาศัยอยู่ เราต้องรู้สมมุติว่าขันธ์ 5 นี่ ก็เป็นสมมุติ ไม่ ใช่เรา ไม่ใช่เขาอย่างแท้จริง สุดท้ายเราก็เอามันเป็นเราไว้ไม่ได้ มันจะอยู่ด้วยกันตลอดไป ตลอดกาลนานไม่ได้ แม้แต่จิตวิญญาณก็ไม่ ใช่ตัวตนเรา ของเรา ของเขาอะไร มันก็เป็นแต่เพียงปัจจัย องค์ประ กอบของปัจจัย จิตวิญญาณก็เป็นองค์ประกอบของปัจจัย เราก็รู้อย่าง นั้นแล้ว แล้วเราก็สละสิ่งที่ควรสละ เลิกสิ่งที่ควรเลิกออกให้ได้ สิ่งที่มีก็สร้างให้แข็งแรง แม้แข็งแรงเป็นความดี เป็นความชำนาญ เป็นความเก่ง เป็นความสามารถอย่างไรก็ตาม สามารถสร้างสิ่งที่ดี กระ ทำสิ่งที่ดี สิ่งที่วิเศษ ขยันหมั่นเพียร อดทน มีฝีมือ ความรู้ สร้างได้เท่าไหร่ จะสร้างอะไรก็แล้วแต่ สร้างสิ่งที่วิเศษที่สุด ก็คือ สร้างคนให้เป็นพระอรหันต์นี่แหละ วิเศษที่สุด เราสามารถสร้างได้ คนก็ไปประกอบกรรม ไปกระทำอะไรๆ อยู่ในสังคม คนจะไปสร้างอะไรต่อ จะไปสร้างวัตถุ จะไปสร้างอะไรขึ้นมา ให้คนได้อาศัย ให้คนได้ช่วยเหลือ เป็นเศรษฐกิจของโลก เป็นเศรษฐกิจของสังคม หรือจะไปปก ครองดูแลช่วยเหลือ รังสรรค์กัน เป็นรัฐศาสตร์ของสังคม เป็นอะไรของสังคมทั้งนั้นแหละ สามารถทำได้ เป็นสิ่งที่ควร เป็นสิ่งที่อาศัย ฉะนั้นเราไม่ได้ติดใจว่าเป็นเรา ของเรา จะไปเอาเปรียบเอารัด อะไร ชีวิตของเราเปลืองน้อย ผลาญน้อย หรืออาศัยน้อย อาศัยไม่เปลือง ไม่เฟ้อ ได้สัดส่วนแค่นี้ก็เหลือแหล่แล้ว ซึ่งจะไม่เท่ากันทีเดียว พระ อรหันต์บางรูป กินมากกว่าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า จะมาชมเรา เพราะเราเป็นคนกินน้อยไม่ได้ เพราะมีสาวกของเราบางรูปนี่ กินน้อยกว่าเรา บางคนกินมากกว่าเรา จะว่าเรากินมากก็ไม่ได้ จะว่าเรากินน้อยก็ไม่ได้ จะว่าเราเสวยนั่นแหละ ท่านใช้ภาษาของพระพุทธเจ้า ชมเราว่าเรากินน้อยก็ไม่ได้ ชมว่าเรากินมากก็ไม่ได้ มันไม่เท่ากัน แต่ละคนก็อาศัยพอสมควร ให้มันน้อยได้มากๆหน่อยก็ดี แต่ว่าน้อยลงไปแล้ว ถึงขีดสมดุล ถึงขีดลงตัวแล้ว เราก็รู้ว่า เออ เรากินแค่นี้ ใช้แค่นี้ อยู่แค่นี้ก็พอดี แล้วรังสรรค์ทำอะไรได้ มีความจำ เป็นจะต้องมีอันนี้ใช้ เป็นบริขาร เป็นองค์ประกอบก็ใช้ ฉะนั้นใจมันจะเห็นอย่างนั้นจริงๆเลย มันจะไม่มีอารมณ์ ไม่มีอาการที่เสพ ที่ติดยึดเป็นอร่อย โดยเฉพาะอัสสาทะ รสอร่อย ไม่มีรสอร่อยในโลก ไม่ว่าจะเป็นกามตัณหา หรือภวตัณหา ที่สุดแม้วิภวตัณหา เพราะฉะนั้นเราจะไล่เลียงลงไปให้จิตมันทุกข์ เช่นว่า โกธะ มัน ทุกข์นะ มันโกรธ อุปนาหะ ผูกโกรธก็ทุกข์นะ มักขะ การลบหลู่คุณของคนอื่น การลบหลู่ มักขะ อาตมาไม่อธิบายละ โกธะ ไม่อธิบาย อุปนาหะ ไม่อธิบาย มักขะ การลบหลู่คุณของคนอื่น เราเป็นทุกข์นะ ที่จริงนะ มันเป็นทุกข์ มันไม่ได้เกิดคุณค่าสร้างสรรก็ด้วย ถ้าเผื่อว่าเรายังเจอหน้ากัน หรือเรายังจะต้องนึกถึง คนที่มีคุณงามความดี แต่เราก็ลบหลู่ มันไม่ใช่เรื่องรังสรรค์ มันไม่ใช่เรื่องดิบเรื่องดี มันไม่ใช่เรื่องประเสริฐของผู้ประเสริฐ ไม่ใช่เรื่องของความมีปัญญา ของผู้มีปัญญา มันเป็นความโง่ มันเป็นอวิชชา มันเป็นความเหลวไหล เพราะฉะนั้นเราต้องรู้ แม้ว่าเป็นคนมีคุณงามความดี มีดีน้อยหนึ่ง เราไม่ลบหลู่ความดีของคนที่มีนั้นๆ เขาจะมีความชั่วมาก ก็เรื่องของเขา เพราะฉะนั้นเรารู้ให้ละเอียด ถ้าเรารู้เช่นนี้แล้ว เราก็รังสรรค์ ยก ย่องชมเชยกันบ้าง เราก็พอประสานกันได้ในโลก มันก็อยู่ด้วยกันดีๆ แม้จะเป็นศัตรูของเรา เขามีดีอะไรบ้าง เล็กๆน้อยๆ แล้วก็ยังประสานกันได้ ส่วนที่เราช่วยกันได้ ก็ช่วยกันไป คนที่ช่วยกันไม่ได้ มันก็ไม่ ใช่ฐานะของเรา เราก็ช่วยเขาไม่ได้ แต่คนที่มีฤทธิ์แรงช่วยกันได้มันมีอยู่ในโลก ก็ให้คนนั้นแหละช่วยกัน อาจจะเป็นครูที่สู้เราไม่ได้หรอก เราเป็นครูที่มีคุณค่ามากกว่า เป็นครูที่เก่งกว่า บางคนนี่ เป็นครูสู้เราไม่ได้หรอก แต่ครูคนนั้นนั่นแหละสามารถที่จะเป็นครูของศัตรูคนใดคนหนึ่งเราได้ ไม่ใช่เราทีเดียว เรารับผิดชอบอะไรไปทั้งหมดไม่ได้หรอกในโลก แบ่งกัน เพราะฉะนั้นครูคนที่สู้เราไม่ได้หรอก ไม่ได้ดีเท่าไหร่หรอก ยังต่ำกว่าเรา แต่เขาเป็นครูให้แก่อีกคนหนึ่งได้ เขาศรัทธากัน เขามีบุพเพนิวาส เขาเคยร่วมบุญ ร่วมกุศลกันมา เขาเคยช่วยเหลือกันมา เขาเคยเชื่อถือกันมา มันมีได้เยอะแยะเลย เพราะฉะนั้นบางคนก็แค่นั้นแหละ แค่เพื่อนกัน เหมือนกับเป็นเพื่อนกัน แต่ก็ช่วยกันได้นะ เชื่อฟังกัน มั่นใจกัน ไว้ใจกัน เคารพนับถือความคิดเห็นกัน แม้แต่เป็นเพื่อน บางทีเขาแค่เป็นเพื่อน แต่เขาเชื่อกันนะ เขาช่วยกันได้ บางคนน่ะ เป็นครู ก็ฐานะครู รู้สึกเคารพ นับถือ ยกย่อง ไม่ใช่ฐานะเพื่อนเท่านั้นก็มี บางคนนี่เป็นครู โอ้โฮ ครูใหญ่เลย เป็นครูที่สูงส่ง เหมือนกับสิ่งที่จะต้องยกไว้เลย ต่างหากเลยก็มี บางทีครูที่เหมือนกับยกไว้ต่างหากนี่แหละ แต่กลับช่วยเขาไม่ได้ กลับช่วยเราไม่ได้ใหญ่ไป ไกลไป ห่างไป จนเราไม่สามารถที่จะจับรายละเอียดอะไรได้ หรือว่าจับสิ่งอะไรที่สนิทได้ จนกระทั่งสามารถจับติด จับมั่นคั้นตาย แล้วก็แก้ไข ละล้างอะไรได้ มันกลับไม่ได้ อย่างนี้ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้มีอยู่ คุณสังเกตเถอะ แล้วก็จะเข้าใจ เพราะฉะนั้นอย่าไปลบหลู่คุณใครๆ ใครเขาทำงาน ของแต่ละคนๆ เขาก็ทำกันไปเป็นลำดับๆ มักขะคือ การไม่ลบหลู่คุณของใครๆ ไม่ลบหลู่คุณท่าน โดยเฉพาะคนที่มีบุญคุณกับเรามากมาย เป็นคน ที่มีคุณแก่ประชาชน แก่มนุษยชาติมากมาย โอ้ คนนี้ไปมีบุญคุณต่อมนุษย์โลก พระพุทธเจ้ามีบุญคุณต่อมนุษย์โลกเยอะแยะ พระโพธิ สัตว์ หรือว่าผู้นี้ทำงาน แม้แต่ไม่ใช่เรา ทำงานกับคนอื่นก็ตาม แล้วเป็นคุณรังสรรค์ สร้างสรร เป็นผู้ที่มีบุญคุณต่อโลก แม้แต่ยังไม่มีบุญ คุณต่อเราเลยก็ตาม อย่างศาสดาของศาสนาอื่นๆใดๆ เขามีบุญคุณต่อมนุษย์โลกอื่น เราไม่ได้ปฏิบัติตามเขาเลย ไม่ได้เรียนรู้ด้วยซ้ำไปว่าคำสอนของเขาว่าอย่างไรก็ตาม แต่เรารู้แล้วว่า คนในโลกนี้เขามีได้รับประโยชน์ เขามีคุณค่าแก่มนุษย์อื่นๆ แล้วเขาก็ได้รับประโยชน์จากศาสดารูปนี้แหละ องค์นี้แหละ เราไม่ควรไปลบหลู่คุณของท่านแม้เราจะไม่ได้ประโยชน์จากคุณคนนี้ ท่านคนนี้ ท่านองค์นี้ อย่างนี้เป็นต้น ก็ขยายความให้ฟังแล้ว เพราะมันเป็นทุกข์ แล้วมันก็เป็นความต่ำ เป็นอวิชชา เป็นความไม่มีปัญญาของคนไม่มีปัญญา ถ้าเราได้เรียนรู้อาการอย่างนี้ เราก็ละ ก็ลด มักขะ ปลาสะ การตีตนเสมอ ตีตนเสมอนี่ ถ้าเราไม่เสมอจริง โสดาเสมอโสดา สกิทาเสมอสกิทา อนาคาเสมออนาคา อรหันต์เสมออรหันต์ เราเปรียบเทียบ เราวัด เราประมาณ ถ้าเรารู้ความจริงว่า เราเองนี่ถือตัวถือตน จะเข้าไปหาตัวสภาพที่เป็นอัตตามานะ ถือดีหลงผิด เป็นตัวที่หลงผิดเทียบ ตีตนเสมอกับคนที่ไม่เสมอชัดๆ ก็คนที่เขาสูงกว่าเรา เราก็ทำแอ๊ค ทำตีตนเสมอ มันผิดหมดเลย ไม่มีการเคารพนับถือ ไม่มีการเข้าใจถึงสภาวะน้อยมาก สูงต่ำ สภาวะที่ควรยกไว้ สภาวะที่ควรนอบน้อม สภาวะที่ควรถ่อมตนอะไร เราไม่รู้จักความพอดี พอเสมอ พอเป็นไปในสูงในต่ำอะไร ก็เป็นคนวัดค่าอะไรไม่ออก เพราะฉะนั้นเราจะต้องวัดค่า มีมากมีน้อยอย่างไร เราก็จะต้อง เรียนรู้ไปเลย ไม่ว่าด้านไหน เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าเราไม่มีปัญญาอะไร รู้จักวิจัย เราจะไม่รู้ความเสมอ เราจะไม่รู้ความมาก ความน้อย ความสูง ความต่ำ เพราะฉะนั้นปลาสะ คือการไม่รู้เรื่อง ในเรื่องของตีตนอันเสมอ ความหมายง่ายๆ ความหมายสั้นๆ กระทัดรัด เอาแต่ความหมายที่จริงๆแล้ว มันก็ต้องเข้าใจโดยปริยาย โดยรอบ โดยกว้าง ให้เข้าใจได้ว่ามันเป็นสภาวธรรมอย่างที่ได้ขยายไปบ้าง เมื่อกี้นี้น่ะ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่า เราเองเราจะรู้ความหมายว่าโสดาคุณ คือประมาณอย่างนี้ ความเป็นคนชนิดนี้ มีอาการอย่างนี้ มีกาย วาจา ใจ หรือมีจิตที่ได้ละลดกิเลสลง ประมาณอย่างนี้ เรียกว่าโสดา ถ้าเรายังไม่ได้ ก็รู้ว่าเราน้อย เราต่ำกว่าผู้ที่เป็นโสดา ถ้าเราสามารถรู้ผู้ใดว่า เป็นโสดาบัน เราก็เออ ทำตนให้เป็นโสดาอย่างนั้น โดยรู้สารัตถะ รู้ปรมัตถ์ รู้ตัวสำคัญ ว่าสังโยชน์คืออะไร อ้อ เราละสังโยชน์ 3 นี้ได้ อย่างนี้เหมือนกัน เราก็เสมอโสดา เรายังไม่ได้ เราก็รู้ว่าเขาสูงกว่า เราได้เราก็ เออ จนกระทั่งได้ แม้ที่สุดเราได้ แล้วเราเสมอแล้วเราสูงกว่าเขา รู้ มุ่งมั่น มีความลึกละเอียด ในเรื่องจิตวิญญาณ ในเรื่องนามธรรม มีวิธีการ มีมรรคญาณ มีผลญาณ ที่จะเอามาเปิดเผย เอามาอธิบาย เอามาให้พวกคุณได้ศึกษา เป็นการศึกษาทางด้านปรมัตถ์ เป็นการศึกษาที่วิเศษ ไม่ใช่น้อยนะ อาตมารู้พวกคุณเห็นว่า อย่างนี้น่ะหายาก คนอย่างนี้ๆ ที่จะนำพาให้เราเจริญทางนี้ไม่ใช่มีน้อยๆ คุณก็รู้ คุณก็ซาบซึ้ง คุณก็เข้าใจ คุณก็นับถือ ยกย่อง เชิดชู บูชา ยิ่งนานวันเข้า ยิ่งลึกซึ้งขึ้น คุณเข้าใจ คุณก็นับถือของ คุณเองว่า อาตมามีทรัพย์ มีอาริยทรัพย์ ไม่ใช่ทรัพย์ตื้นๆ คนจะมีอาริยทรัพย์ ที่จะมาแจกคุณนี่ หาได้น้อย คุณศรัทธา ก็เป็นของคุณ คนข้างนอก เขาไม่ศรัทธา เราก็รู้ อาตมาก็รู้ อาตมาก็ไม่ไปถือสา เขาลบหลู่อาตมาด้วยซ้ำ อาตมาก็ไม่ได้ถือสา แล้วอาตมาก็รู้ว่า เขาเอง เขาต่ำกว่าอาตมา หรือไม่ต่ำกว่าอาตมา ในหลายๆคนนี่ ถ้าอาต มามีข้อมูล อาตมาก็รู้ชัดขึ้นๆ บางคนไม่มีข้อมูล อาตมาก็ไม่รู้ว่าเขาต่ำกว่าอาตมา หรือสูงกว่าอาตมา คนนั้นเขาต่ำกว่าอาตมาหรือเขาสูงกว่าอาตมา อาตมาก็รู้ ไม่ลบหลู่กันก่อน แล้วไม่ทำตีตัวเสมอ รู้ความจริง จนกระทั่งเรารู้ว่า เออ ไม่ข่ม ไม่เบ่งเขา แล้วก็ไม่ตีเสมอเขา ไม่ตีตัวเสมอ ตอนนี้รู้ว่าเราสูง เราควรจะต้องเป็นผู้ให้แล้ว จึงไม่มัจฉริยะ นี่ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ มัจฉริยะ ตัวต่อมา มัจฉริยะ คือ ตัวตระหนี่ถี่เหนียว อาตมาไม่มีหรอกเงินทอง ไม่มีหรอกวัตถุสมบัติรูปนอกๆ จะเอาไปแจก ไปจ่าย ไปให้ ไม่มีแล้ว อาตมามีทรัพย์จริงๆก็เป็นอาริยทรัพย์ แล้วก็รู้ด้วยว่า คนไหนที่เขามีทรัพย์น้อยกว่าเราโดยเฉพาะอาริยทรัพย์ เราก็ไม่ตระหนี่ถี่เหนียวจริงๆ เราก็มีเจตนา มีปรารถนาดีที่จะให้ มีความปรารถนาดีจริงๆนะ มันซ้อนลงไปอีก ต่อลงไปอีกอันหนึ่ง จากมัจฉริยะ แล้วก็คืออิสสา ปกปิด อิสสา ความริษยาอันชั่วช้า ความริษยาอันชั่วช้า เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่า เราเองไม่ได้ฝึกปรือ จิตวิญญาณอย่างนี้ เราจะอยู่ในโลก ในสังคมนี้ ใหญ่จริงไม่ได้ สูงจริงไม่ได้ ถ้าใหญ่จริง สูงจริง เราจะต้องรู้อาการทางจิต ที่เป็นกิเลสตัวร้ายๆ พวกนี้ชัดๆ ต้องละ ต้องล้างนะ ปลาสะ ตีตัวเสมอ ความตระหนี่ ถ้าเราเองเราคิดว่า คนนี้เป็นศัตรูเรา คนนี้ข่มเรา เราไม่ชอบใจ จิตใจจะอาฆาต จิตใจเราจะไม่เผื่อแผ่อะไรเลย โดยเฉพาะในการที่จะให้ด้วยเจตนาจะให้ด้วยการรู้ตัวจริงๆ เลยนะ มีเจตนา ไม่ใช่ว่าประชด หรือไม่ใช่ว่าด่าเขา ไม่ใช่ว่าบริภาษเขา บริภาษคนที่รู้นี่ สามารถบริภาษ มีประโยชน์เหมือนกันนะ เพราะฉะนั้นคนที่ด่าเราโดยที่เราไม่รู้ตัว ด่า แต่เขาด่าแล้วก็ให้ความรู้ ให้ความหมาย ด่าเราแล้ว ก็บอกความผิดให้แก่เรา ชี้ความผิดให้แก่เรา โดยไม่เจตนาเลยนะ แต่บอกให้เขารู้ความผิด ส่วนเราเองซิ หลงตัว ไม่รู้ความผิดของตน คนนั้นเขาด่า แล้วเขาก็โกรธ แล้วเขาก็ชี้ความผิดของเรา ด่าความผิดมาให้เรา โดยที่ไม่เจตนา เราเองเราตั้งสติดีๆ เราโอ้ ขอบใจเขาเลยนะ เขาบอกอันนี้ถูกจังเลยนี่ เขาบอกความผิดอันนี้ให้แก่เราโดยที่เราก็ไม่รู้เอง เขาบอกให้เราโดยโกรธๆ เคืองๆ โดยไม่เจตนาจะให้รู้ด้วย แต่เรารับได้ มีสติสัมปชัญญะปัญญา รับได้ดี อย่างนี้เป็นต้น อย่างนั้น ไม่ได้เจตนา แต่นี่เราจะเจตนาเลย อย่างอาตมานี่นะ คนที่เขาด่าอาตมา ว่าอาตมา ข่มอาตมา เขาไม่ยอมรับฟังหรอก เขาก็จะต้องมีใจว่า เออ ทำอย่างไรหนอ เราจะมียาทิพย์ อาหารทิพย์ให้แก่เขา ยาทิพย์ อาหารทิพย์ ก็คือสิ่งที่จะไปเป็นประโยชน์แก่เขา รักษาทางจิตวิญญาณให้แก่เขานี่แหละ ช่วย เขาได้ เตือนเขาได้ มีท่าทีลีลาอย่างไร ทำให้เขารู้สึกตัว แต่มันจะต้องมีตัวตรงกันข้าม คือริษยาอันชั่วร้าย ก็คือปาปิกาอิสสา แล้วสุด ท้ายก็มีปาปิกา อิสสาอีกอันหนึ่ง อิสสาก็คือริษยา ปาปิกาอิสสา ก็คือบาปหรือชั่วร้าย ชั่วช้า ปาปิกาอิสสา ริษยาอันชั่วช้า แล้วต่อมาก็ปาปิกาอิสสา ความปรารถนานี่เป็นสิ่งดีแล้ว อิจฉาวจรนี่ไม่ใช่เรื่อง เป็นคำกลางๆ ปรารถนา ถ้ามันปรารถนาร้ายเป็นปาปิกาอิจฉา อันนี้ต้องละ ต้องละ ต้องเรียนรู้เลยว่ากรรม กิริยา กิริยาของมัน อิริยา หรือกิริยาของตัว ที่เรียกว่าปาปิกาอิจฉา เราก็ต้องรู้อาการ แล้วปรับล้าง ละ ลด ด้วยการกระทำใจในใจ ทำอย่างอื่นไม่ได้ เป็นความปรารถนาอันชั่วช้านี่ เดี๋ยวค่อยอธิบายความปรารถนาว่ามีอะไร เช่น ท่านอธิบายต่อว่า บุคคลบางคนนี้ เป็นผู้ไม่มีศรัทธา เป็นผู้ไม่มีศีล เป็นผู้ไม่มีพหูสูต เป็นผู้ไม่มีอะไรพวกนี้ เป็นสภาพต่อไปนี้ ค่อยๆว่ากัน ตอนนี้เอาคำว่า ปาปิกาอิจฉามาก่อน เป็นความปรารถนา ถ้าเป็นความปรารถนาร้าย เราก็ละ ถ้าเป็นความปรารถนาดี รังสรรค์ ก็เถอะ อาตมาว่า อาตมามีความปรารถนาดี อิจฉาวจร ที่ไม่ใช่ปาปิกาแต่เป็นกุสลา เป็นสิ่งที่ดี เป็นกุสลา เป็นกุศลที่ดี หรือเป็นกัลยาณะที่ดีก็ทำ ทำเท่าที่เราประมาณ ทำที่เราคิดว่าอย่างนี้เป็นสิ่งที่ปรุงให้แก่กัน ปรุงให้แก่ผู้นั้น ผู้นี้ เราก็จะได้รับผล ได้รับประโยชน์ ได้รับสิ่งที่สังวร สำนึก สิ่งที่อะไรต่ออะไรจะเกิดคุณค่าขึ้นมา ในลักษณะของแต่ละคน เราจะมีความรู้ หรือมีการกระทำที่จะเกื้อกูลกันได้ทั้งโลก มากหรือน้อย ถ้าอยู่ในฐานะที่ยิ่งถ้าเราจะช่วยใครๆ ได้หมด เราก็จะช่วยใครๆ ได้ทั้งนั้นแหละ ไม่ว่าคนสูง คนต่ำมากหรือน้อยเท่านั้น ส่วนคนที่ไม่ได้เลย เราก็ไม่ได้ช่วยเขาเลยนั้นกันจริงๆ จังๆ ก็ไม่ใช่วาระนี้เท่านั้นเอง พระพุทธเจ้าสามารถช่วยพระเทวทัตได้ ว่าพระเทวทัตนี่เลวที่สุดแล้วฉันใด ซึ่งไม่น่าจะช่วยได้เลย พระพุทธเจ้าก็ช่วยได้ ในอย่างนั้น เท่านั้น นี่เป็นเรื่องที่จะต้องรู้ลึกซึ้งเข้าไปอีก อาตมาก็พูดไกลซึ่งไม่ใช่ฐานะ ที่พวกคุณจะทำถึงขนาดนั้นก็ตาม ก็เล่าให้ฟัง แต่เราจะต้องเรียนรู้ไปในฐานะเราแต่ละคนๆ ว่าสิ่งที่มันเป็นริษยาอันชั่วช้า อย่าให้ มี ถ้าริษยาแล้ว เราไม่สามารถที่จะให้อะไรใครได้ ริษยาแล้ว เราไม่ให้เขาหรอก ตระหนี่ ยิ่งกว่าตระหนี่ ถ้าเราริษยาว่า พวกนี้ได้ดี แล้ว เราไม่อยากให้ดีอะไรแก่เขาอีกต่อไป เพราะเราไม่ต้องการให้ใครได้ดี อันนั้นเป็นความชั่วร้ายๆ จะต้องไม่มัจฉริยะ ไม่ตระหนี่ ถี่เหนียว นอกจากไม่ตระหนี่ถี่เหนียว จะต้องรู้ตัวเองว่า เรายังมีริษยาชั่วร้ายหรือไม่ นี่ลึกลงไปอีก เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าเรามีริษยาอันชั่วร้าย เราจะต้องอ่านจริงๆ ในจิตใจเราว่าเราไม่เอาแล้ว จะต้องปรับปรุงตัวเราเอง ให้ใจเราอภัยนั่นเอง อย่างน้อยที่สุดให้อภัย อโหสิ เลิก ในเรื่องที่จะไปเกลียดชัง ไปถือสาผูกแค้นผูกเคือง ย้อนขึ้นไปหาผูกโกรธ จนกระทั่งพยาบาท ต้องเลิกหมด ถ้าไม่เลิกหมดพวกนี้ หรือไม่รู้ เป็นโมหะ ไม่รู้จัก ไม่เข้าใจชัด ไม่รู้แจ้ง ไม่เห็นชัดด้วยปัญญา คุณก็ไม่สามารถที่จะรู้ตัวสภาพพวกนั้น เพราะฉะนั้นเราจะต้องเรียนรู้ สภาพพวกนี้ให้จริงๆเลย อ่านอา การ ลักษณะของมันเป็นอย่างไรๆ ในหมู่พวกเรานี่ยังมีละเอียดลอออยู่ เราชังกัน ไม่ชอบหน้า อย่าว่าแต่อะไรมากเลย แม้แต่ฆราวาสไม่ชอบสมณะรูปนี้ อะไรต่างๆนานา ขนาดว่าเป็นสมณะนี่ ยังเคารพกันไม่ได้ ยังถือสาพวกนี้กันอยู่แล้วจะทำยังไง สิกขมาตุก็เหมือนกัน เออ ไม่ชอบเลย สิกขมาตุอย่างนี้ ยิ่งเป็นผู้หญิงด้วยกัน ยิ่งยอดริษยากันเก่ง ในๆลึกๆ มันก็มี มันมีความไม่อยากให้ได้ดี มันไม่ยกให้ ผู้หญิงเหมือนกันนี่หว่า ตีตัวเสมอแล้ว ปลาสะแล้ว ยกตนเทียบเท่าแล้ว จะแน่แค่ไหนๆว้า ผู้หญิงด้วยกัน ผู้ชายนี่ใหญ่กว่า เราเคารพสมณะ ก็พอแล้ว มีที่พี่งแล้ว ไม่ต้องเคารพผู้หญิงหรอก สิกขมาตุก็เป็นผู้หญิงที่จะได้รับสิ่งอย่างนี้ แม้แต่ผู้หญิงนี่แหละตัวร้าย ผู้หญิงนี่คือธาตุอิตถีภาวะ นี่ยอด มีอะไรลักษณะพวกนี้น่ะเยอะ กิเลสอะไรนี่ มันจะเก่ง มันจะมาก มันจะละเอียดลออ มันจะวูบๆวาบๆ หรือมันจะ พลิกพลิ้วได้เก่ง นี่อิตถีภาวะ หรือผู้หญิงนี่เอาไว้ก่อนหมดล่ะ แล้วก็มักจะมีเอาไว้มากมาย เพราะฉะนั้นต้องเรียนรู้ ไม่ใช่ใส่ความ แต่เป็นลักษณะอย่างนั้น ตามสัจจะ เพราะฉะนั้นเราเคารพกันไม่ได้ เรานับถือกันไม่ได้ ตีตัวเสมอ ผูกโกรธ ผูกเคือง อุปนาหะ จนกระทั่งถึงพยาบาท สิ่งเหล่านี้มันก็หยาบขึ้นไปอย่างที่ว่านี้ ต้องอ่าน ไม่เอาหรอก ถือแค้นถือเคือง ถือสา ไม่นับถือ เขามีดีอะไร ทำไมถึงยกขึ้นไป ไม่มีดีที่เราพอเคา รพหรือ ส่วนดี ส่วนไม่ดี แม้ว่าเราจะดีกว่า เรายังเป็นฐานะฆราวาส แต่เรารู้สึกว่า จริงๆ เราสูงกว่า เมื่อเทียบแล้ว โดยสัจจะ เราสูงกว่า เราดีกว่า เราเจริญกว่า ก็เอา ขอให้เป็นความจริงเถอะ อย่าหลงผิดก็แล้วกัน

ถอดเท็ปโดย สท.ดงเย็น จันทร์อินทร์ 18 พ.ย. 35 ตรวจทาน 1 โดย สม.ปราณี 1 ธ.ค. 35 พิมพ์โดย สม.มาบรรจบ ตรวจทาน 2 โดย โครงงานถอดเท็ป 7 ธ.ค. 35 เข้าปกโดย สท.คมกล้า เขียนปกโดย พุทธศิลป์

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน