350519 เหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ปฐมอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2535
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์362 KB
วันที่แก้ไข1 ตุลาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

350519 เหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ปฐมอโศก

เหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2535 ณ พุทธสถานปฐมอโศก

ผู้ที่พยายามยืนหยัดยืนยันกับความถูกต้อง ที่จะพยายามเอาชนะเหมือนกัน ให้ธรรมะชนะ ให้ความถูกต้องชนะ ก็พยายามแม้จะเสียสละ แม้จะต้องยอมทำร้ายเขา โดยทั้งๆที่จะทำร้ายเขาน่ะ มันทำร้ายไม่ลงหรอก ฝ่ายธรรมะก็มีแต่จะถูกเขาทำร้ายลงไปทุกทีๆ ยิ่งพยายามที่จะต่อสู้ หรือพยายามที่จะให้ความถูกต้อง ให้ความดีงามนี้เป็นฝ่ายชนะ ยืนหยัด ยืนยัน เข้าไปมากยิ่งขึ้นๆ ก็เป็นการเสียสละ เป็นการอดทน จะห้ามไม่ได้หรอก จะบอกว่า ความดึงดันของธรรมะก็ไม่ได้ เพราะความดึงดันของธรรมะก็พยายามน่ะ ที่จะต้องให้ธรรมะเป็นฝ่ายที่มีฤทธิ์ มีแรง ชนะได้บ้าง ฝ่ายอธรรมนั่น เขาก็พยายามที่จะชนะให้ได้แหละ ด้วยความเลวร้าย ด้วยความเดือดร้อน ทุกข์ร้อนของใครอะไรยังไง เขาก็ไม่เกี่ยงละ มันเป็นเรื่องที่จะต้องเกิด ต้องเป็นไป ตามเรื่องของกิเลส เรื่องของมนุษย์ ที่ไม่ได้ศึกษาธรรมะ เท่าที่อาตมามองตามสายตาของธรรมะแล้ว มันน่าจะยอมแล้วทางฝ่ายอธรรม ฝ่ายอธรรมน่าจะยอม น่าจะเลิกราไป กฎระเบียบอะไรก็แล้วแต่ของสังคมที่ทำกันขึ้นมานี่ เขาก็ถือว่า เป็นกฎระเบียบที่จะทำ อย่างถูกกฎระเบียบ แต่โดยรวมโดยค่าของความเป็นมนุษย์ ค่าของความเสียสละ ค่าของอะไรต่ออะไรที่จะเป็นคุณงามความดีต่างๆนานานั้น ขณะนี้ฝ่ายที่ก่อความรุนแรง ถ้าเผื่อว่าเรามองกันอย่างตื้นๆนี่นะ ถ้าเผื่อว่ารัฐบาลยอม นายกฯนี่ลาออก ประชา ชนชนะ คิดดูซิ ถ้าประชาชนชนะจะเป็นอย่างไร ขณะนี้นี่นะ นายกฯ ลาออกเสียเท่านั้น คิดง่ายๆ ตื้นๆ ไม่ต้องคิดอะไรมากหรอก นายกฯ ลาออก อาตมาว่าทุกอย่างก็หยุด การตีรันฟันแทงอะไรก็เลิกรา ทีนี้เรามอ

อ่านต่อ

งต่อไปว่า เมื่อเลิกราแล้ว ประชาชนก็ต้องเข้าสู่ระบบ เข้าสู่กฎ หลักเกณฑ์ เขาก็ต้องจะมีการเลือกตั้งใหม่ หรือว่าจะต้องตั้งนายกฯใหม่ หรือว่าทำอะไรขึ้นใหม่ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรเลย มันก็กลายเป็นเรื่องเรียบร้อย มันจะไม่มีการเจ็บ การตาย มันจะไม่มีการทำลายข้าวของ อะไรต่ออะไรขึ้นมาเลย นี่ฟังดูดีๆ ลองนึกตามดูดีๆ สมมุติว่านายกฯ ลาออกตามเป้าหมายเท่านั้นเอง เสียสละเท่านั้น ไม่เกิดความเสียหายอะไรหรอก มันก็จะเข้าสู่ระบบรัฐธรรมนูญ เขาก็ยังไม่ได้ล้มล้างรัฐธรรมนูญ ก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ อย่างดีก็ตั้งนายกฯขึ้นใหม่ ซึ่งจะเป็นใครก็ได้ ถ้าจะมีนายกฯขึ้นมาใหม่ ก็คงจะไม่ออกมานั่งล่า มานั่งทำลาย มานั่งทำร้ายอะไร มันก็ต้องคัดเลือกขึ้นมา มันก็ต้องเฟ้นหาขึ้นมา ผู้ที่มีตำแหน่งหน้าที่ หัวหน้าอะไร ที่จะอยู่ในภาวะ ที่จะได้ช่วยกันกลั่นกรอง ก็คงจะต้องกลั่นกรองเอาผู้ที่เหมาะที่สมที่สุด ขึ้นมาเป็นนายกฯ มาเป็นผู้นำรัฐบาล หรือไม่ก็ลาออกเสีย แล้วก็เกิดยุบสภา ก็เลือกตั้งใหม่ตามรัฐธรรมนูญ สรุปง่ายๆก็คือ ผู้เสียสละคือนายกฯ ขณะนี้น่ะดันทุรังแล้วก็เกิดจะเอาชนะคะคาน โดยไม่เห็นแก่ว่า ขณะนี้มันเดือดร้อนแล้วนะ มันทำลายทรัพย์สิน คนก็ตายก็เจ็บกันไปเรื่อยๆ โดยอำนาจของตัวเองนั่นแหละสั่งการกันอยู่ นายกฯ กับผู้ที่เป็นคณะ เป็นหมู่ที่ตัวเองบงการขณะนี้ ถ้าเผื่อว่ายอมแก้ เขาก็จะต้องถูกจับ จะต้องเสียตำแหน่งหน้าที่ จะต้องอะไรต่ออะไรไป ก็ยอมไม่ได้ แต่เมื่อยอมไม่ได้ก็เดือดร้อน แต่มันก็เกิดเรื่องอยู่อย่างนี้ ก็เดือดร้อนอยู่อย่างนี้ โดยไม่เห็นแก่ว่า สิ่งที่มันเจ็บ ที่มันร้ายที่มันแรงคืออะไร เพราะประชาชนขณะนี้เป็นประชาชนที่เขาไม่ยอม คุณจำลองก็ถูกจับไปแล้ว แต่ประชาชนเขาก็ไม่ยอม เมืองประชาธิปไตยก็คงจะต้องฟังเสียงประชาชน เมื่อประชาชนเขาไม่ยอม ก็ยอมประชาชนเขาเสีย เมื่อประชาชนชนะ นั่นคือ ประชาธิปไตย แล้วประชาชนชนะ ใครจะเข้าไปเป็นใหญ่ จะไม่ตามหลักตามเกณฑ์ได้ยังไง ใครจะเข้าไปทำร้าย ไปทำลายไอ้โน่น ไอ้นี่ให้มันเสียหายได้ยังไง มันไม่ได้หรอก มันไม่เป็นไปหรอก เพราะฉะนั้นขณะนี้ ถ้าว่ากันอย่างที่อาตมาพูดง่ายๆ อย่างนี้นะ ที่พยายาม วิเคราะห์ให้ฟังง่ายๆ มันอยู่ที่ ผู้ที่ไม่ยอมเสียอำนาจ ไม่ยอมเสียตำแหน่ง เพราะจะต้องถูกจับ เพราะจะต้องเสียผลประโยชน์ เสียอำนาจ เสียอะไรต่ออะไรไป ตัวเองก็จะต้องมีโทษมีภัย เพราะว่าได้แรงได้อะไรต่ออะไรมาแล้ว ถือว่าปราบประชา ชน ถือว่าฆ่าประชาชนแล้วตอนนี้ ถ้าเผื่อว่าเขายอม เขาก็จะต้องมาอยู่ในประเทศไม่ได้ หรือว่าต้องเข้าคุก เขาก็ยอมไม่ได้ ยอมอยู่ไม่ได้ เรื่องมันก็แรงอยู่นั่นแหละ ผู้ที่ฆ่า ผู้ที่ทำร้าย เดี๋ยวนี้ผู้ที่เป็นประชาชนจะมีปืนผา จะไปมีอะไรต่ออะไร มาอะไร เท่าไหร่ ผู้ที่ยิง คนที่บาดเจ็บ ล้มตายไปมากๆ ก็เกิดจากผู้ที่มีอาวุธ มีอะไรๆ ทำร้าย ไปฆ่าตี วิ่งเข้าไปทุบกัน ตีกัน อะไรต่างๆนานา มีอะไรสักเท่าไหร่ ถ้าไปดูของจริงเดี๋ยวนี้ อาตมาก็ว่าประชาชนนั่นแหละ จะบาดเจ็บมากกว่าทหาร หรือว่ามากกว่าตำรวจ ขณะนี้นะ เพราะฉะนั้นขณะนี้นี่ก็ อาตมาดูตื้นๆนะ แต่ในแนวลึกๆ ที่จริงเขาก็พยายาม เท่าที่อาตมาดูทางจิตวิญญาณ เขาก็พยายามที่จะให้มันเบา พยายามอยู่นะ แต่ว่าพยายามแล้วมันก็สุดวิสัย พยายามจะให้เบา มันเบาไม่ได้หรอก เมื่อองค์ประกอบของความรุนแรง ความจัดจ้าน มันขึ้นถึงขนาดนี้ พยายามจะให้เบาอย่างไรก็ไม่ได้ คนเรามันมีขีดแห่งความโกรธสุดที่จะระงับ สุดที่จะอดทนแล้ว มันก็โกรธ ไม่ว่าผู้ที่ทำงานอะไร ยังเหลืออยู่แต่ว่า ถ้าว่าฝ่ายผู้ที่เป็นผู้รับบัญชา เป็นผู้ที่มองดูตามสัจธรรม เห็นว่าไม่ควรจะเข้าข้างอีกฝ่ายหนึ่ง แล้วก็มารวมอีกฝ่ายหนึ่งมากขึ้น จะไปรวมฝ่ายไหนตามแต่ ขณะนี้น่ะ ถ้าฝ่ายที่ได้รับการรวมมากขึ้น ประชาชนได้รับการรวมมากขึ้น หรือฝ่ายรัฐบาลที่จะทำงานอยู่เดี๋ยวนี้ ได้รับการรวมมากขึ้น ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ชนะ ฝ่ายรัฐบาลถ้าได้รับความร่วมมือรวมกันมากขึ้น ฝ่ายรัฐบาลก็ชนะ ถ้าฝ่ายประชาชนได้รับการรวมร่วมกันมากขึ้น คือเปลี่ยนใจได้คนเรานี่ พอเหตุการณ์อย่างนี้มันเกิด ทำให้จิตใจมันต้องเปลี่ยนอะไร มันควรจะเป็นอะไร มันควรจะเข้าข้างไหนกันแน่ เพราะฉะนั้นมันก็จะเป็นไปตามสัจจะ ก็เป็นเรื่องจริงตามเรื่องของคน เป็นเรื่องจริงที่ว่าจิตใจเขาก็จะเปลี่ยนไปเองจริงๆ จนที่สุดนี่ แม้จะต้องจำยอม จำนน จำเป็นที่จะต้องช่วยอีกฝ่ายหนึ่งอยู่ ถ้าเผื่อว่าเขาไม่เห็นด้วยจริงๆ สุดท้ายเขาก็จะต้องเปลี่ยนใจมาช่วยอีกฝ่ายหนึ่ง ไม่ว่าฝ่ายประชาชนเข้าไปช่วยรัฐบาล หรือแม้แต่ฝ่ายรัฐบาลจะเข้ามาช่วยประชาชนก็ตาม นี่เป็นสัจจะที่มันจะเป็นไป เพราะฉะนั้นตอนนี้เราก็รู้อะไรยังไม่ได้ ว่าอะไรกันแน่ ยิ่งกลางคืนนี่ มันก็ไม่ค่อยรู้ ไม่ค่อยเห็น ตอนนี้รัฐบาลก็ใช้วิธีการว่า ไม่หยุดงาน วันนี้ถ้าหยุดงาน เชื่อว่าคนจะต้องออกมามากอีก เขาก็เลยประกาศไม่หยุดงาน ให้ไปทำงาน ทีนี้ประชาชนจะไปทำงานไหม นี่ก็คอยดูกัน พอถึงวันที่ 19 เขาประกาศเปิดงานแล้ว ตอนแรกประกาศตั้งแต่ 18 วันที่ 20 เสร็จแล้วเขาก็มาแก้กลับว่า ไม่ จะต้องให้ไปทำงาน ในย่านมณฑล ปริมณฑลที่เขาประกาศ คือในกรุงเทพฯ กับ 4 จังหวัด สมุทรปราการ สมุทรสงคราม ปทุมธานี แล้วก็นนทบุรี 4 จังหวัด แต่ตอนนี้ประกาศกลับว่า ให้ไปทำงานตามเดิมในวันที่ 19 แต่ก็ยังประกาศอยู่นะว่า ผู้ที่ไปทำงานตามเดิมนั้นก็คือธนาคาร รัฐวิสาหกิจ ให้ไปทำงาน แต่ส่วนราชการจริงๆ น่ะ ยังให้หยุดอยู่ นักเรียนก็ไม่ให้ไปเรียน โรงเรียน มหาวิทยาลัย ก็ยังไม่ยอมให้เปิดวันนี้น่ะ ว่าอย่างนั้นนะ เขาจะหยุดหรือไม่หยุดก็ต้องดูจิตใจเขา ตามเหตุการณ์บางทีแม้บอกให้ไปเรียน พ่อแม่ก็บอกว่าอย่าไปเลย เรื่องมันยุ่งก็ได้ หรือว่าเด็กไม่อยากจะไปก็ได้ หรือว่าให้ไปทำงาน ก็บอกว่า โอ้ ไม่ไปละยังไม่ไป ยังไม่อยากไปก็ได้ ก็แล้วแต่ ต้องดูเหตุการณ์ไปก่อน สำหรับพวกเรา อาตมาก็ว่าตอนนี้พวกเราก็ทำงานอะไรของเราไป เป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นขณะนี้ อะไรก็แล้วแต่ เกิดความเสียหายขึ้นมา เราก็ต้องสร้างสรร แล้วเราก็อยู่กับความจริง ในอนาคตจะเป็นอย่างไรต่อไป ถ้าฝ่ายรัฐบาลชนะ อาตมาก็คิดว่าพวกเราก็คงจะต้องพลอยโดนไปด้วยแน่นอน เพราะเขาก็มอง เขาก็เพ่งอยู่ว่า พวกเรานี่ก็เป็นพวกเดียวกันกับฝ่ายคุณจำลอง เพราะฉะนั้นเขาก็คงจะต้องมาจัดการอย่างใดอย่างหนึ่ง จะอย่างเบาอย่างแรงอะไร ก็เป็นไปตามธรรมแหละ จะแรงแค่ไหน จะถึงขั้นไหนก็ว่าไปโดยเฉพาะ ในอะไรต่ออะไร ต่างๆนานา นี่ยังไม่เคยมีมาว่าทางรัฐบาลจะมาริบของประชาชน เพราะของเรานี่ มันของประชาชนโดยตรง เอกชน 100% ไม่ได้ไปคอร์รัปชั่น ไม่ได้ไปทำอะไรเกี่ยว ข้องกับทางการ ไปโกงคนนั้นมา ไปบุกรุก เหมือนกับหุบผาสวรรค์บุกรุกสถานที่ของทางการอะไรต่างๆ มันไม่ใช่ ของเรามันของส่วนเอกชนโดยตรง 100% เพราะฉะนั้นเหตุการณ์ตั้งแต่เป็นมานี่ จะต้องมาถูกยึด ถูกริบไป ถูกมาเอาไปครองอะไรนี่ ยังไม่เคยมี เพราะฉะนั้นเราก็ไม่ต้องตกใจว่า สถานที่อะไรต่ออะไรพวกนี้จะต้องถูกริบ ถูกดึงไปอะไรนะ แล้วก็จะมากวาดเอาคนไปเข้าคุก เข้าตะรางง่ายๆ มันก็คงไม่ได้ พวกคุณไม่ได้ไปทำอะไร จะเข้าคุกก็คงเป็นตัวหลักๆ หัวหน้า อาตมาเป็นต้น อย่างเก่งก็กวาดเอาสมณะไปเท่านั้นแหละ พวกฆราวาสก็คนหัวๆ ในระดับนำ อย่างคุณจำลอง หรือว่าใครก็แล้วแต่ อย่างพวกคุณ ถือว่าธรรมดาก็คงไม่กระไรหรอก จะยังไงก็ลองดู อาตมาว่าคงไม่ถึงขนาดจะต้องเอาไปประหารชีวิตมั้ง แต่ถึงจะประหารชีวิตก็เอา ไม่เป็นไร เอานึก ประหารชีวิตก็ต้องตายไปล่ะนะ เพราะมันเป็นอะไร มันก็เป็นไปได้ อย่างที่ไม่เคยเกิด มันอาจเกิดก็ได้ ก็ว่าไป คนอยู่ก็รังสรรค์สิ่งที่ดี ถ้าเราเชื่อกรรม เชื่อวิบาก เชื่อสิ่งที่ดี คือใจก็ดี ไม่ต้องอาฆาตเคียดแค้นใคร ไม่ต้องโกรธ ไม่ต้องเดือดร้อนใคร ใครจะทำร้ายแก่เรา เราก็ไม่ต้องไปโกรธเคือง ใครเขาจะเข้าใจผิด ใครเขาจะอวิชชา โมหะ เขาถึงได้ทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามสัจธรรมได้ เขาจะทำร้ายก็ดี เขาจะทำอะไรรุนแรงเกินเหตุเกินการอะไรไปก็ตาม ก็เกิดจากอวิชชา เกิดจากโมหะ ความไม่รู้สัจจะความจริง ทำในสิ่งที่ไม่สมควร ไม่ถูกต้อง ก็เป็นเรื่องจริง มันไม่เป็นอย่างอื่นหรอก กรรมก็เป็นของคนทำ เมื่อเขาทำด้วยโมหะ ทำด้วยอวิชชาก็เป็นกรรมของเขา เราก็ถูกกระทำไป เราพยายามอย่าเสียท่า แพ้ภัยตัว ตัวที่ว่ากิเลส เกิดการโกรธ เกิดการอาฆาต พยาบาทมาดร้าย โต้ตอบด้วยความโกรธ หรือแม้จะรัก แม้จะโลภ ก็ไม่ต้องเห็นแก่ตัว ถ้าเราจะมีความปรารถนา ความต้องการ ก็เป็นความปรารถนา เป็นความต้องการ ที่ควรจะเป็นเรื่องต้องการเพื่อส่วนใหญ่ ส่วนกว้าง เพื่อผู้อื่น ไม่ใช่มาเพื่อตัว เพื่อตน ตัวตนน่ะ มันไม่มีจริงๆ อะไรๆมันก็ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขาอะไรนักหนา นี่เป็นสัจจะสูงสุด ซึ่งเราก็ต้องรู้ว่า เกิดตายๆ มันก็เป็นเรื่องปกติ หมุนเวียนอยู่นั่นแหละ ถ้าเรายังไม่ถึงขั้นเป็นพระอรหันหต์ แล้วตั้งใจจะปรินิพพาน มันก็ยังไม่สูญ ก็ยังวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏ ถ้าเรามีแต่จิตที่เป็นทุน เป็นกุศลวิบากที่ดี ก็ไม่ต้องกลัวหรอก เวียนตาย เวียนเกิดมา สิ่งที่เจริญขึ้น เป็นสิ่งที่ดีเจริญขึ้นมา แล้วได้ทำสิ่งที่ดี สิ่งที่เจริญขึ้นไปอีก สังสารวัฏของมนุษยชาติ มันนับไม่ถ้วน เราก็เกิดมานักหนา แล้วเราก็จะต้องเกิดไปอีก ผู้ที่เกิดมาแล้วนักหนา จนปรินิพพานไปแล้วมากมาย ท่านก็เจอเหตุการณ์ เจอสภาพอย่างนี้แหละ เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป เกิดตายๆๆ กันอย่างนี้แหละ มันจะเรียกว่าสภาพร้ายแรง จะเรียกว่าสภาพดี ก็เป็นเรื่องธรรมดาของมันอย่างนี้แหละ เพราะฉะนั้นผู้ใดจะต้องประสบกับสภาพที่รุนแรง เป็นทุกข์ร้อน เดือดร้อนอะไร ก็เป็นภาวะของผู้นั้น จะต้องได้รับเอาวิบาก ได้รับกับเหตุการณ์ ได้รับสิ่งที่มันแรงอย่างนั้นๆ สำหรับผู้ใดมีแต่กุศลวิบาก สิ่งที่แรงๆ ร้ายๆ ทุกข์ร้อนมากๆ มันก็ลดถอย มันก็น้อยลงเอง ในภาวะที่กำลังมีความเกิดในยุคกาลที่มันร้ายแรง แล้วเราก็จะเป็นส่วนหนึ่ง เป็นตัวหนึ่งในเหตุการณ์ จะต้องได้รับความทุกข์ร้อนเจ็บปวดด้วย ทุกข์ทรมานด้วยก็เป็นวิบากของผู้นั้น เป็นอกุศลวิบากของผู้นั้น ส่วนผู้ที่ไม่ได้อยู่ด้วยนั้นน่ะ จริงๆแล้วก็คือ เป็นผู้ที่ตายไปแล้ว ตายไปจากเหตุการณ์นั้น เขาจะทารุณโหดร้ายอะไรกันก็ทารุณโหดร้ายกันไป แต่ผู้ที่ไม่ได้มีอกุศลวิบากอันนั้น ถ้าท่านไม่ตายจาก ท่านก็อยู่ห่าง ส่วนศาสนาพระพุทธเจ้านั้นไม่ได้อยู่ห่างหรอก ศาสนา ของพระพุทธเจ้านั้น อยู่กับสังคม อยู่กับอะไรๆ ทุกอย่างเป็นปกติ แต่ว่าตัวเองไม่ได้รับความทารุณโหดร้ายนั้นๆเองตามวิบาก ถ้าเป็นวิบากที่เป็นกุศล ก็ได้รับเอง ส่วนผู้ที่มีวิบากอันเป็นอกุศลก็ต้องรับไป เป็นเรื่องสัจจะอย่างนั้น เพราะฉะนั้นถ้าเราจะต้องเจอกับอกุศลวิบาก เจอกับเรื่องร้ายที่เราจะต้องได้รับ ก็ต้องรับไป มันไม่มีสัจจะอื่นหรอก มันเป็นสัจจะที่เป็นไปตามจริง ความเป็นจริงมันก็เกิด เพราะฉะนั้นเราจะเข้าไปสู่ภาวะของการได้รับประสบการณ์ ที่มันเป็นทุกข์โทษภัย หรือว่าเป็นประสบการณ์ที่มันไม่ต้องเดือดร้อน ไม่ต้องทุกข์ร้อนอะไรมากมายนัก หลุดพ้น หลีกพ้นได้ ก็อยู่ที่อกุศลหรือกุศลที่เป็นวิบากของแต่ละคนๆ ซึ่งต้องทำจริง มีจริง เพราะฉะนั้นก็มีหน้าที่เดียว เราก็ต้องพยายามตั้งอกตั้งใจ มีสติสัมปชัญญะ ปัญญาที่ดี สั่งสมกุศลวิบากไป ใครจะทำเลวทำร้าย ก็เรื่องของเขา เราก็พยายามทำใจให้ดี แล้วก็ยอมรับ แม้เราจะถูกฆ่า ถูกทำร้ายทำลายอะไรอย่างไร ก็ตามใจเถอะ เราก็ทำใจให้ดี ไม่ต้องไปอาฆาตมาดร้ายอะไร ที่มันดีก็สร้างสรรขึ้นไป ไม่ใช่สร้างสรรอย่างประชดประชันแดกดันอะไรล่ะ ทำไปเถอะ อะไรเป็นกุศล ก็กอรปก่อขึ้นมา ตามที่ได้ ตามที่ควร เพราะฉะนั้นขณะนี้มันเกินแรง เกินเรี่ยวแรงของเราแล้ว เราจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งที่จะพยายามยืนหยัดยืนยัน มันเกินเหตุการณ์นั้นแล้วตอนนี้ เหตุการณ์ ตอนแรก เราจะต้องพยายามช่วยเหลือกันมากหน่อย เป็นกลุ่ม เป็นพลังที่จะต้องนำไป ตอนนี้มันก็เกิดการเคลื่อน เหมือนกับสตาร์ทติดแล้ว เหตุการณ์ของสังคมขณะนี้มันเหมือนกับสตาร์ทติดแล้ว ประชาชนเข้ามาดำเนินการเองแล้ว เพราะฉะนั้นเราเองเราก็ ใครที่ยังพอทำส่วนที่จะต้องไปเสี่ยงทำ ส่วนดีกว่านี้ได้ ก็ปล่อยให้เขาทำส่วนของเขาดีกว่านะ ในส่วนของประชาชนเขาก็จะทำของเขาไปตามภูมิ ตามปัญญา ตามวิบากของแต่ละคนๆ ก็ดำเนินกันไป ส่วนเราก็ยังจะทำ ยังสร้างสรร จะเอาข้าว เอาน้ำ เอาอะไรไปช่วยเลี้ยงดูอะไรกันนี่ อย่างนี้ อาตมาว่าถึงวาระนี้ อันนี้ก็จำเป็นขึ้นมาแล้วมากกว่า เป็นฝ่ายหนุน ฝ่ายเนื่อง ฝ่ายช่วยเหลือ จะดูแลผู้เจ็บ ผู้ป่วย จะให้ข้าว ให้น้ำ ให้อาหาร หรือว่าสิ่งใดที่บกพร่อง ขาดแคลน เราก็มาสร้างมาเสริมสิ่งเหล่านี้เข้าไปทดแทน ตอนนี้อยู่ในช่วงระยะนี้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดหรอก เราก็ช่วยทั้งนั้นแหละ ถ้าเจ็บ ถ้าป่วย หรือว่า ถ้าอดอยาก หรือว่าลำบากลำบน อะไรต่างๆนานา ทุกข์ร้อนอะไร เราก็ช่วย ในส่วนความคิด ความมุ่งมั่น ในความปรารถนาของแต่ละคนๆ เขาก็ย่อมเกิดในความคิดของเขาเอง เขาจะเห็นว่าอันไหนถูก เขาก็ดันไปทางนั้น เห็นอันไหนควรทำ เขาก็ดันไปทางนั้น หรืออันไหนเขาจำนน ทั้งๆที่ไม่เห็นด้วย แต่เขาเองเขายอม เขาจำนน เขาจะต้องทำอย่างนี้ ทั้งๆที่เขาไม่อยากทำ มันก็เป็นเรื่องของเขาเหมือนกัน เป็นไปตามธรรม เป็นไปตามจริง ก็พยายามดูว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง จะช่วยอะไรได้บ้าง สำเหนียกดูข่าวคราว ดูความเป็นไป อันไหนที่มันช่วยไม่ได้ มันได้แต่ต้องดูเฉยๆ เราก็ได้แต่ดูเฉยๆ เพราะช่วยไม่ได้ ไปช่วยก็เสียหายทั้งสองฝ่าย ประเดี๋ยวก็จะเกิดยั่วยุกัน ทำร้ายทำลายกันเพิ่มขึ้นไปอีก เราก็ไม่อยากให้เกิดการทำร้ายทำลายอะไรกันขึ้นมากมายนะ ก็ไม่รู้จะทำยังไง มันก็เกิดจากภาวะ เกิดจากจิตวิญญาณของมนุษย์ มันก็เป็นอย่างนี้เองนะ เอาละ เรื่องนี้ก็วิเคราะห์วิจัยกันไป มองไปในแง่ลึกของธรรมะก็เป็นอย่างนั้น พวกเราก็ทำดีไปต่อ เหตุการณ์มันจะมาถึง ข้างหน้าจะเป็นยังไง ก็ว่ากันไป ก็ไม่ต้องไปดิ้นรนเดือดร้อน หรือว่าสบายใจอะไรมากมาย จะเป็นอย่างไรก็เป็นไปดู อาตมาก็เห็นว่าพวกเราก็ไม่ได้วุ่นวายอะไรมากมายนัก ไม่ถึงกับขนาดเกิดจราจลในนี้ ก็ไม่ถึงขนาดนั้น ก็ดูพูดกันรู้เรื่องอยู่ ก็ เอ้า ก็พอเป็นไป ทางด้านฝ่ายสันติอโศกก็คล้ายๆ กันน่ะ กับพวกเรานะ ก็ตอนนี้ พวกที่ทะยอยกลับมา ก็เห็นหน้าเห็นตากัน พวกที่ยังกลับมาไม่ถึง หรือยังไม่รู้ว่าไปตกอยู่ไหน หรือจะบาดเจ็บ หรือจะเสียชีวิตกันบ้าง เราก็ยังไม่รู้เลยว่า เป็นใคร อะไร แค่ไหน ญาติโยมพวกเราอีก ก็ยังไม่รู้ มาจากต่างจังหวัดกันก็มี ญาติโยมที่พวกเรารู้จักอะไรนี่ เพราะตอนนี้มันเป็นเรื่องของประชาชนทั้งหมด เป็นเรื่องของประชาชนทั้งประเทศ ต่างจังหวัดเขาก็กันนะ พยายามไม่ให้มารวมจุดกลาง คือ มันมีเหตุการณ์รุนแรงอยู่ที่กรุงเทพฯ เขาก็กันไม่ให้เข้ามากัน กันอยู่ แต่เขาก็มากัน ไปๆ มาๆ เขาก็ยังไม่ได้ปิดทางเดินทางทั่วทุกจังหวัดอะไร มันก็ต้องเดินกันอยู่ จะเป็นยังไง เรายังเดาไม่ได้ขณะนี้ ยังคุมเชิงกันอยู่ทั้งสองฝ่าย ฝ่ายประชาชน ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายทหารอะไรเขาก็ทำกันอยู่ ก็ปล่อยให้เป็นไปดู เรามีอะไรที่จะช่วยเหลือเฟือฟายด้วยเจตนาที่ดีจริงๆ เราก็มีความเห็น ของจริงของแต่ละคน ว่าอะไรควรจะเอนเอียงไปข้างไหนก็มีอยู่ บางคนก็ตัดสินยังไม่ได้ ว่าควรจะเอนเอียงไปข้างไหนก็มีอยู่ ก็เป็นไปตามสัจจะ ก็แล้วกันนะ เอ้า ทีนี้มาฟังเทศน์ ฟังธรรมของเรา ซึ่งเป็นสัจจะที่เราจะต้องศึกษา วันเวลาจะผ่านไปอย่างไรๆ เราก็ศึกษาสัจธรรม อบรมฝึกฝนตน เป็นทรัพย์ เป็นกรรม เป็นวิบาก ถ้าเราเข้าใจกัมมัสสกตา กรรมเป็นของของตน เป็นทรัพย์แท้ เป็นวิบากของเรา เราก็ทำสิ่งที่ดี ที่เป็นวิบากที่ดีนี่ไปเรื่อยๆ ถ้าเชื่อกรรมเชื่อวิบาก เชื่อคำสอนพระพุทธเจ้าว่า กรรมนี่แหละเป็นของของตน กรรมนี่แหละเป็นมรดกที่จะติดตามเราไปจนกระทั่งเราจะปรินิพพาน ไม่ว่าจะเป็นกุศลกรรม หรืออกุศลกรรม จะต้องมีฤทธิ์มีแรงตามจริง กุศลกรรมมีมาก เราก็ได้อาศัยกุศลกรรมมาก อกุศลกรรมมีมาก เราก็ได้อาศัยอกุศลกรรมนั่นแหละมาก ซึ่งก็รู้อยู่แล้วว่า ถ้าอาศัยอกุศลกรรม มันก็ต้องทุกข์ร้อน ถ้าอาศัยกุศลกรรม มันก็ไม่ทุกข์ร้อน หรือพ้นทุกข์ที่ควรพ้นไปได้มากมาย การเกิดอยู่ ยังชีวิตอยู่ ยังมีอะไรต่ออะไรอยู่ มันก็ยังเป็นทุกข์อยู่ทั้งนั้นแหละ แม้ไม่มีชีวิตอยู่ ก็ไม่ใช่ว่ามันจะหมดทุกข์ ถ้ายังไม่ปรินิพพาน ยังไม่ถึงขั้นที่สุด ที่สลายรูป สลายนาม ไม่เหลืออะไรอีกเลย ที่จะเข้าสู่สังสารวัฏ เป็นปรินิพพานสูงสุด มันก็ยังจะมีกรรมนั่นแหละเป็นมรดก จะเป็นกุศลหรืออกุศลก็ตาม ขนาดตรัสรู้ทำกุศลสูงสุดระดับพระพุทธเจ้า อกุศลกรรมส่วนเหลือ มันก็ยังมาออกฤทธิ์อยู่ ไม่ใช่มันจะหมดไปทีเดียว แม้อกุศลกรรมก็ยังมาออกฤทธิ์ ส่วนกุศลกรรมที่ออกฤทธิ์มากๆมันก็สบายมาก ได้สบายมากกว่าส่วนอกุศลกรรมที่มันมีฤทธิ์น้อยกว่า ฤทธิ์มันออกมาสู้กุศลไม่ได้ มันก็ทำให้เราทุกข์ร้อนน้อยลงไปบ้าง แต่มันก็ยังมี อย่างเรามีหลักฐานขนาดพระพุทธเจ้า พระมหาสาวกที่มีฤทธิ์มีเดช มีกุศลมากมาย สั่งสมมามากแค่ไหนๆ ก็เป็นไปตามธรรมอย่างนั้นๆ เมื่อเราเข้าใจแล้ว เชื่อมั่นแล้วในกัมมัสสกตา ในกรรมที่เป็นของตนๆ ดัง กล่าวนี้ เราก็เพ่งเพียรจริงๆ แต่ละวัน แต่ละเวลา แต่ละวินาที อย่าให้มันสูญเปล่า เป็นโมฆบุรุษ พยายามสำเหนียก สังวรระวัง ยังกุศลเข้าไปเถอะ เสียสละ สร้างสรรกันเข้าไปเถอะ อะไรที่ควรสร้างควรสรร อะไรที่ควรสร้างควรทำ มันเป็นของของตนจริงๆ ไม่ทำเหลาะๆแหละๆ ปล่อยเวลาว่างๆเปล่าๆ ไป ก็โมฆะเปล่าๆ โมฆะยังไม่พอ แล้วยังแถมเสพสม อย่างน้อยก็เอาอารมณ์ที่ตัวเองจะเสพสม อารมณ์อะไร อารมณ์ขี้เกียจ อารมณ์เห็นแก่ตัว อารมณ์อยากอยู่เฉยๆ อยู่นิ่งๆ ผ่านเวลาไปเปล่าๆ ซึ่งผ่านเวลาไปเปล่าๆ นั่น จริงๆแล้วมันเป็นการเสพสมอัตตา มันอยากจะอยู่เฉยๆ มันไม่อยากเสียแรงงานอะไร มันไม่อยากจะไปต่อสู้อะไร มันขี้เกียจ มันเหนื่อย มันหนัก ที่จริงก็เป็นทุกข์ชนิดหนึ่ง เป็นทุกข์ตามธรรมดาธรรมชาติเลย เป็นสภาวทุกข์ หรือเป็นทุกขขันธ์ เพราะฉะนั้นถ้าเราจะแค่เป็นทุกขขันธ์ เป็นสภาวทุกข์ เราก็ปรับเสีย ให้มันเป็นอาหารปริเยฏฐิทุกข์ เป็นทุกข์ที่จะต้องแสวงหาสิ่งที่มันเป็นคุณค่า ประโยชน์ที่เรียกว่ากรรม หรือเรียกว่าการงาน แสวงหากรรม แสวงหาการงานที่เป็นกุศล เป็นสมบัติที่เป็นอาริยะ ถ้าไม่เช่นนั้นเราก็ได้สมบัติเหมือนกัน เป็นสมบัติที่ไม่ใช่อาริยะ มันเป็นเรื่องเสพสมอัตตา เราเฉื่อยไป เฉยๆไป อยู่นิ่งๆ เปล่าๆ ก็โมฆะ คือไม่เกิดคุณค่า ไม่เกิดประโยชน์อะไร แล้วบุญไม่ได้ โมฆะที่บุญไม่ได้ กุศลไม่ได้ สิ่งที่ดีงามไม่ได้ แถมกิเลสในส่วนที่เป็นอุกศลที่เรากล่าวแล้ว คือมันอยากอยู่นิ่งๆ อยากอยู่เฉยๆ หรือเสพสงบ ติดภพ หลบหลับ หรือเป็นทิศทางของถีนมิทธะ ซึม หยุด ตื้อ จิตวิญญาณเป็นตัวธาตุรู้ก็กลับทำให้จิตวิญญาณไม่รู้อะไร ให้มันดับ มันตื้อ มันหยุดไปเฉยๆ เรียกว่าถีนังมิทธัง ตกผลึก ที่อาตมาใช้ภาษาไทยคำนี้ มันตกผลึก มันตกตะกอน มันไม่เป็นสภาพสัจจะ คือมันไม่รู้ จิตมันเป็นธาตุรู้แต่ก็ทำตัวเองเป็นไม่รู้ โดยภาวะของเราทำเอง โดยภาวะของเราหลง โดยภาวะเราชอบว่ามันไม่ทุกข์ร้อนดี มันหยุด มันดับไปเฉยๆ แล้วก็อยากจะได้ภพนั้น มันเป็นภวตัณหาชนิดหนึ่ง เป็นภพ เป็นภวตัณหา ไม่ใช่วิภวตัณหา ไม่ใช่ภพอุดมการณ์น่ะ มันอยากอยู่ ไม่ใช่ไม่อยาก เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าเราเอง เราอยากจะอยู่ในภพอย่างนั้น เราก็กลับกันเสีย ไม่อยาก ไอ้ตัวไม่อยาก ที่จะแก้กลับ ไม่เสพสมอัตตา ไม่สมใจที่ตัวเองจะเสพนี่แหละ เป็นวิภวตัณหาที่เรียกว่าไม่อยาก ไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น เป็นการแก้กลับ แก้กลับอัตตา แก้กลับของของตน อัตตนียา แก้กลับความไม่เป็นตน ไม่เป็นของของตน แล้วแก้กลับอย่างนี้ เป็นยังไงเล่า มันก็ทุกข์ เพราะฉะนั้นเราจะเห็นทุกข์ว่า เออ มันก็ทุกข์ ถ้าทุกข์นี้ ถ้าแก้กลับแล้วเป็นอย่างไร มันก็ละอัตตา ละมานะ ละไปแล้ว แล้วก็เป็นอุดมการณ์ชนิดหนึ่ง เป็นอุดมคติชนิดหนึ่ง คือเป็นทิศทางที่แก้ภวตัณหา แม้จะเป็นวิภวตัณหา มันก็ไม่ได้เสพให้แก่ตน เป็นทุกข์ชนิดหนึ่ง เมื่อเราไม่เสพให้แก่ตนนี่ มันเป็นทุกข์ชนิดหนึ่ง ถ้าเสพให้แก่ตน มันก็เป็นโลกียสุขชนิดหนึ่งเป็นอัตตา เสพอัตตา เพราะฉะนั้นแก้เสีย ไม่ไปเสพให้แก่ตน แล้วเราก็มองซิว่ากรรมกิริยาอะไร กุศลกรรมอะไรที่ดี เราไปทำอันนั้นน่ะ ทำอันนั้นแล้วมันก็จะเกิดคุณค่า เกิดประโยชน์ขึ้นมา แล้วเราก็ได้ขัดเกลาจิตที่มันบำเรอตน จึงเรียกว่าตัณหาอุดมการณ์ แล้วพฤติกรรมอย่างนั้นน่ะ เป็นพฤติกรรมที่ละล้างกิเลสอัตตา เป็นพฤติกรรมที่ละล้าง เมื่อละล้างก็ไปสู่ความจางคลาย ไปสู่นิพพาน ไปสู่ปรินิพพาน เป็นธรรมชาติที่มันถูกต้อง หมดไปเอง หมดไปตามที่เราได้ทำ ได้ฝึก ได้อบรม แต่ถ้าเผื่อว่าเราไม่รู้ละเอียดอย่างนี้นะ เราก็บำเรอตนอยู่นั่นแหละ ไม่ง่ายนะ ถึงจุดที่อาตมากำลังกล่าวถึงนี่ ไม่ใช่ของง่าย เป็นของยาก เป็นของลึกซึ้ง เพราะฉะนั้นคนเราจะเห็นได้ว่า ผู้ที่อยู่เฉยๆ แล้วก็ปล่อยไป ให้มัน ไม่เอาอะไร เราวางๆๆ ซึ่งมองดูโดยภาษาแล้ว ก็ดูเหมือนกับเราปล่อยวาง เป็นเรื่องสูง เป็นเรื่องวิเศษน่ะ อย่าไปยุ่งไปเกี่ยวอะไรเลย ไม่อยู่ในโลก เป็นคนหลบโลก ไม่รับรู้ว่ามีอะไร เป็นอะไร แล้วควรจะยังกุศลให้ถึงพร้อมอะไร ไม่รู้ เพราะฉะนั้นกิเลสตัวลึกตัวนี้ นี่เป็นเรื่องยาก เป็นตัวยากน่ะ ถ้าเผื่อว่าเราเก็บตัวลึกพวกนี้ได้ ปราบปราม หรือว่าแก้กลับพวกนี้ได้นะ เราจะมีกุศล กุศลส่วนตนแต่ละคนแล้วรวมกันก็จะเป็นกุศลเป็นกอบเป็นกำ จะมีภาวะสร้างรังสรรค์ จะมีภาวะที่เป็นชิ้นเป็นอันอะไรขึ้นมา โดยแทนที่จะต่างคนต่างหลบไป ต่างคน ต่างมีถีนมิทธะ หรือต่างคนต่างเฉยๆ หยุดๆไป ก็จะกลายเป็นพลังงานๆ เพราะแก้กลับอย่างนี้มันไปสู่วิมุติ เมื่อแก้กลับไปสู่ทิศทางที่เป็นพลังงานของวิมุติ วิมุติคือพลัง แต่ถ้าเผื่อว่าเราไม่ทำอย่างนี้ พลังมันหายไปหมด การงานก็ไม่มีบทบาทอะไร กิจกรรมอะไรมันก็ไม่มี ต่างคนต่างเป็นก้อนหิน ก้อนดิน เป็นของตาย เพราะฉะนั้นคำว่าวิมุติคือพลัง มันก็ไม่เกิด มันไม่มีพลัง เพราะว่ามันไม่เข้าหาวิมุติ มันกลายเป็นกิเลสตัณหา สั่งสมอัตตาเพิ่มเติมขึ้น เมื่อสั่งสมอัตตาขึ้น ไม่เข้าหาวิมุติ เราจะกล่าวว่า วิมุติคือพลัง ดังที่พระพุทธเจ้าท่านยืนยัน พระพุทธเจ้าท่านทรงสอนไว้ มันก็ไม่สอดคล้อง เพราะมันไม่เป็นพลังจริงๆ แล้วมันก็ไม่วิมุติ เมื่อมันไม่วิมุติ มันก็ไม่เห็นได้แม้แต่รูปของพลัง จะเป็นพลังทางกาย พลังทางวาจา พลังทางกรรมอะไร มันก็ไม่เกิดกรรมอะไร เกิดกรรมชนิดหนึ่งเหมือนกัน กรรมหนี เป็นอกุศลกรรม กรรมหลบกรรมแช่ กรรมเหมือนตายแต่ไม่ใช่ตาย ไม่ใช่อรณะ เหมือนตายไป แต่ไม่ใช่ตาย นี่มันซ้อนมันลึกอย่างนี้ เหมือนตาย แต่ไม่ใช่ตาย กลายเป็นสั่งสมเข้าไปอีก เป็นเชื้อที่จะต้องมีบทบาท มีวิบากต่อไปอีก แล้วเป็นอกุศลวิบากนั้นๆ นี่ อาตมาพยายามพูดสู่ฟังเป็นเรื่องลึก เมื่อมีเหต

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน