350611 สังคโสภณสูตร บุคคลผู้ยังสังคมให้งาม (รวมพลัง-พลังธรรม) ณ ปฐมอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2535
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์373 KB
วันที่แก้ไข29 กันยายน 2569

เนื้อหาในไฟล์

350611 สังคโสภณสูตร บุคคลผู้ยังสังคมให้งาม (รวมพลัง-พลังธรรม) ณ ปฐมอโศก

สังคโสภณสูตร บุคคลผู้ยังสังคมให้งาม ( รวมพลัง - พลังธรรม ) โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2535 ณ พุทธสถานปฐมอโศก

วันนี้วันที่ 11 เป็นวันที่เราจะต้องอยู่ที่นี่ สำหรับผู้ที่จะต้องกลับไปสันติอโศก นี่ไม่มีความจำเป็นอะไรจริงๆ เราก็ยังไม่กลับกันละ อยู่ที่นี่ก่อน เพราะว่าตอนนี้นี่ เราก็ยังไม่ประมาท ยังเตรียมตัวอยู่ ที่จะต้องเตรียมตัว ไม่ใช่เตรียมตัวเพราะอะไร เตรียมตัวก็คือ เราป้องกัน ตอนนี้เหตุการณ์ทางด้านในกรุงเทพฯ ในความเข้าใจของคน รวมทั้งอาตมาด้วย เข้าใจ หรือว่าคาดคะเนกันอยู่ว่า มันจะเกิดความไม่สงบ เพราะรู้ๆกันอยู่ว่า เหตุการณ์ของบ้านเมืองกำลังข้นมากตอนนี้ อย่างที่ได้บอกไปแล้วเมื่อวานนี้ ย้ายงานอโศกรำลึกมาอยู่ที่ปฐมอโศก ก็เพราะว่าไม่อยากจะเป็นกลุ่มชนที่ทำให้เขาเพ่งเล็ง เมื่อเราไปชุมนุมกันขึ้น เพราะว่าเขากำลังมีปัญหาว่าจะมีม็อบมาชนม็อบ มีคณะกลุ่มชน ประชาชน มาชนกันนั่นก็หนึ่ง สอง เหตุการณ์มันไม่ดี เพราะว่ามันเป็นความเอาชนะคะคานกัน แย่งชิงอำนาจบาตรใหญ่ จนกระทั่งสิ่งที่ผ่านมา เกิดมาก็เห็นแล้ว ทำกันได้อย่างร้ายแรง อย่างอำมหิต โหดเหี้ยมอะไร ก็ทำกันได้ เราก็ไม่ไว้ใจว่า เมื่อทำได้ทีหนึ่งแล้ว ที สอง มันคงง่ายขึ้น เดี๋ยวจะยุ่งกันใหญ่ มันก็ไม่ดีไม่งาม เราก็ไม่เปิดโอกาสให้เขาไปทำบาปทำชั่วอะไรมากละ เพราะฉะนั้นเราจะต้องไม่เป็นตัวที่จะเป็นตัวเหตุ แล้วก็ไม่เป็นตัวที่จะต้องไปให้เขาทำ เป็นตัวโดนให้เขาทำอะไรอย่างนี้ ต่างๆนานา เราก็ไม่ควรทุกด้าน เราก็เลยเลี่ยงออกมาเสีย มาอยู่ที่นี่ มาจัดงานกันที่นี่ ก็สบายดี เมื่อวานนี้ผ่านไปก็สบายดี แม้ตำรวจที่นี่ เราก็แจ้งให้เขาทราบว่า เราทำอะไรของเราไปตา

อ่านต่อ

มประสาประเพณีจารีตเป็นหมู่เป็นชุมชน เป็นหมู่คนที่อยู่กันอย่างงามพร้อม อยู่กันอย่างโสภณ ไม่ได้อยู่กันอย่างน่าเกลียดน่าชังอะไร ไม่ได้อัปลักษณ์ แต่อยู่อย่างโสภณ อยู่กันอย่างดี อย่างงาม ตามที่เราก็เป็นจริงของเรา เราว่าเราเป็นจริงนะ เดี๋ยวจะได้เทศน์เรื่อง สังคโสภณ อีกเที่ยวหนึ่ง อาตมายังติดใจในสังคโสภณนี่ รู้สึกว่าเรายัง อาตมายังพูดอีก กระจายขยายความสู่กันฟัง ที่อ่านสูตรนี้แล้วซาบซึ้งนะ ประทับใจ มันมีอะไรที่เป็นจุด เป็นข้อ เป็นหลักเกณฑ์ที่รวมไว้ครบพร้อม รอบ กว้าง ลึก พร้อมอยู่ในนั้นเยอะ ในสังคโสภณสูตร นี่เราจะได้สาธยายกันต่อ ทีนี้ วันนี้นี่ ข่าวคราวของประเทศไทย ข่าวคราวประเทศชาติ ขณะนี้มี นายกรัฐมนตรีแล้ว เป็นนายกฯ ที่ได้รับพระราชทานแต่งตั้งขึ้นมา ชื่อว่า นายอานันท์ ปันยารชุน ซึ่งเป็นนายกฯ ที่ไม่ได้เป็น ส.ส. และรัฐธรรมนูญก็ได้รับการแก้ไข 4 ข้อแล้วเรียบร้อย ตามที่ร่ำร้องกัน แม้แต่ข้อที่นายกฯ ต้องมาจากการเลือกตั้ง โดยผ่านจากทาง ส.ส. ก็ได้ผ่านเป็นรัฐธรรมนูญแล้ว ผ่านวาระที่ 3 แล้ว ยังเหลือแต่เพียงว่า จะประกาศเป็นกิจจานุเบกษาออกมา ซึ่งยังไม่ได้ลงบันทึกประกาศ ถือว่ายังไม่สมบูรณ์อยู่จุดนี้เท่านั้น ช่วงระยะที่ยังไม่ประกาศนี่แหละ ก็ไม่มีใครจะไปสามารถล้มล้างได้แล้ว หมดภาระของสภา จะมีล้มล้างได้อย่างเดียว คือปฏิวัติ ฟังดีๆนะ มันหวาดเสียวนะ จะล้มล้างได้อย่างเดียวคือปฏิวัติ เมื่อปฏิวัติ ราชกิจจานุเบกษายังไม่ออก คนขึ้นมาครอบครองอำนาจเป็นคณะใหม่ ไม่ใช่คณะนี้เท่านั้น เพราะฉะนั้นเราหวาดเสียว ว่าจะมีคนมาทำให้เกิดความเป็นไปไม่ได้อันนี้หรือไม่ เพราะฉะนั้นเมื่อความหวาดเสียวเกิดขึ้น เราก็ไม่ต้องไปล่อแหลมอะไร เราก็อยู่ของเราสบายๆ ที่ปฐมอโศกนี่ เราก็อยู่ที่นี่แหละ ข้าวมีกิน ดินมีเดิน ตะวันมีส่อง พี่น้องมีเสร็จ เห็ดมีให้เก็บ อยู่กันที่นี่ก่อนน่ะดีแล้ว เหตุการณ์มันยังล่อแหลม ยังมีอะไรๆ อีกหลายๆอย่าง อาตมาก็ไม่อยากจะพูด ไม่อยากจะวิจัยอะไรต่ออะไรให้ฟังมากกว่านี้ มันมีเหตุการณ์ที่จะเป็นไปได้อย่างที่อาตมาพูดไป ถ้ามันไม่เป็นน่ะดี แต่ถ้ามันเป็นน่ะ มันก็ไม่ดี เราก็ไม่อยากจะอยู่รวมกับคณะที่มันไม่ดี ถ้ามันไม่ดี เราก็เลี่ยงมาเสีย อย่างน้อยถ้า ก็ไม่ร่วมไปรับความไม่ดีด้วย ด้วยประการทั้งปวง ไอ้ไม่เป็นผู้ทำความไม่ดีนั่นน่ะ เราไม่เป็นแล้วล่ะ เราไม่ควรจะเป็นส่วนหนึ่งให้เขาปู้ยี่ปู้ยำความไม่ดีด้วย เราก็ไม่ควรจะไปเป็นอย่างนั้นด้วย ไม่ใช่เรากลัว แต่เราไม่ต้องการจะไปร่วมในประการใดๆ ในสิ่งที่ไม่ดีอย่างนั้น เราทำความไม่ดีนั้นด้วยไม่ได้เลย แล้วเราก็ไม่ควรไปเป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้เขาทำไม่ดีด้วย เขาจะทำอะไรต่ออะไร ก็เป็นเรื่องของเรา สุดวิสัยที่เราจะไปห้าม สุดวิสัยที่เราจะไปต้านไปกั้น ประชาชนทุกวันนี้ร่ำร้อง เรียกร้อง เข้าใจหมดแล้ว ขณะนี้เป็นประชาธิปไตยขึ้นมามาก พฤษภาทมิฬ เป็นเหตุการณ์ที่ได้ลงทุนไปมาก ประเทศไทยเราได้ลงทุนไปมาก การลงทุนอันนี้เกิดผลดีขึ้นมา เราได้ประชาธิปไตยขึ้นมามากทีเดียว เกิดการเปลี่ยนตัว 6 ตุลาคม 2519 เป็นความน่าเกลียดน่าชัง ยิ่งกว่าพฤษภาทมิฬ เพราะคนทำนั้นหยาบหยามน่าเกลียด เป็น การฆ่าแกงกันในขั้นแสดงความโหดเหี้ยมอำมหิตอย่างทุเรศ ถ้าใครยังจำสภาพ 6 ตุลาคมนั้นได้ ส่วน 14 ตุลาคมนั้นน่ะ เป็นภาวะเริ่มต้น ที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลง จะให้เกิดประชาธิปไตย โค่นอำนาจเผด็จการชัดเจน พอมา 6 ตุลาคม เรียกร้องรัฐธรรมนูญอะไรขึ้นมา แล้วก็มีภาวะของคนหลายกลุ่ม ทั้งประชาชนด้วยประสมประเส แทรกแซงมีอำนาจกดดัน ในวันที่ 6 ตุลาคมนั้น แล้วก็สภาพการฆ่าแกงกัน การทำร้ายทำลายกัน ก็ โอ้ ทุเรศทุรังการ จับแขวนคอ เอาลิ่มตอก ทำอะไรมันน่าเกลียดยิ่งกว่าคราวนี้ ยิ่งกว่าพฤษภาทมิฬ อันนั้นเป็นโจรหยาบ ยุค 6 ตุลาคม นั้นน่ะเป็นโจรหยาบ หยาบตื้น ทำอะไรโป้งโล่ง โป๊ แต่พฤษภาทมิฬนี้ 17 พฤษภาคม ถึง 20 พฤษภาคม นี้ เป็นความหยาบชนิดซ่อนพราง เรียกว่าโจรผู้ดี พฤษภาทมิฬนี่ เป็นโจรผู้ดี เป็นเรื่องที่พยายามกลบเกลื่อนซับซ้อน ทำได้เรียบร้อยมาก แต่อำมหิตลึกมาก คนตายมากกว่า 6 ต.ค. แต่ไม่ทุเรศทุรังการ เพราะว่าเขาเก็บแล้วเขาพร่าพรางซ่อน ดูไม่หยาบถึงขนาด 6 ต.ค. เขาปกปิด เก็บ พราง มีความรู้ล่วงหน้าว่าจะทำอย่างไร มีวิธีการทำอย่างไรให้ดูงาม ให้ดูโสภณ เขาทำได้ดูงาม แต่ขนาดที่พยายามปกปิดแล้ว มันก็ยังซ่อน มันก็ยังหยาบๆ มันก็ยังน่าเกลียด มันก็ยังโหดเหี้ยมออกมาไม่น้อยเลย จนรู้ไปทั่วโลก 6 ต.ค. ก็รู้ไปทั่วโลก สรุปแล้วก็เป็นเหตุการณ์ที่ไม่น่าจะเกิด แล้วก็ไม่ควรเกิด เราก็ต้องพยายามยับยั้งที่จะช่วยกันไม่ให้เกิด ให้เป็นสังคมที่อยู่กันอย่างพี่อย่างน้อง อยู่กันอย่างสุภาพเรียบร้อย อยู่กันอย่างใจดี เออ อาตมาขอแก้โศลกเมื่อวานนี้ บอกว่าดีใจเป็นใจดีนะ เอาคำว่าใจดี ดีกว่า เพราะว่าขยายความได้มากกว่าดีใจเฉยๆ ที่อาตมาเน้นดีใจเมื่อวานนี้ อยากจะเน้นความเบิกบาน ความร่าเริง อยากจะเน้นความเบิกบานร่าเริง เพราะผลมันจะเป็นภาพของความเบิกบานร่าเริง พุทธะ นี่สุดท้ายผลมันจะเป็นเบิกบานร่าเริง ทีนี้ไม่ใช้คำว่าเบิกบานร่าเริงเพราะอยากจะขยายจิตวิญญาณ จะขยายใจ มันเป็นคำที่เน้นชี้ความหมายลงไปที่ใจ เพราะฉะนั้นเอาใจดี เร็ว ประณีต ครบนะ มันเป็นเหตุการณ์ที่จะต้องเกิด ต้องเป็น ต้องมี อาตมามองเหตุการณ์ที่เกิดพวกนี้เป็นการพัฒนาการของสังคมมนุษยชาติ ซึ่งสังคมของประเทศไทยเราเป็น ประชาธิปไตย หรือเป็นลักษณะที่เดินทาง พยายามจะปรับปรุงสังคมไปสู่ทิศทางที่เป็นอยู่ดีนั่นแหละ จะว่าประชาธิปไตยก็มีความลึกซึ้ง ถ้าประชาธิปไตยที่มันไม่เป็นแบบธรรมาธิปไตย ไม่เป็นอำนาจที่เป็นธรรมะอย่างถูกต้องแล้ว ไปนับปริมาณของตัวคนเป็นปริมาณชนะ ประชาธิปไตยก็นับเอาหัวคนมาเข้าหมู่ มาเข้าพวกเฉยๆ ฉะนั้นคนที่ไปอยู่เป็นพวกนั้นน่ะ เป็นพวกเพราะถูกบังคับ เพราะถูกอำนาจอิทธิพล อะไรก็แล้วแต่ ครอบงำไว้ ไม่เป็นอิสรเสรีภาพ และไม่มีปัญญาเพียงพอ ถูกครอบงำทั้งประเภทบังคับ ถูกบังคับ ถูกครอบงำทั้งความรู้ ถูกหลอก ซึ่งไม่เป็นสัมมาทิฏฐิ ไม่บริสุทธิ์ ไม่ถูกธรรม เขาทำได้ หว่านล้อมกัน พยายามสอนกัน แนะนำกัน ล้างสมองกัน เหมือนไม่บังคับหรอก เหมือนเต็มใจ แต่โง่ ถูกจูงจมูก ถูกล้างสมองไว้ว่าควรจะยินดี ควรจะชอบใจ ควรพอใจ อย่างนี้ถูกต้อง พยายามที่จะทำความเห็น ความเข้าใจ ให้เขาเข้าใจว่าอย่างนี้ดี อย่างนี้ถูกต้องที่สุด ไม่บังคับ คล้ายๆให้อิสรเสรีภาพ เป็นเสรีนิยมเหมือนกัน แต่แท้จริงแล้วฉลาดเหนือชั้น หลอกเอาไว้ แม้แต่ผู้หลอกเองก็ยังโง่ แม้แต่ผู้หลอกเอง ก็ยังไม่มีความรู้รอบ ยังไม่แทงทะลุ ยังมีอำนาจเผด็จการทางจิตวิญญาณ เผด็จการทางความคิด แล้วก็ใช้การเผด็จการนั้นครอบงำ จนเขาหลงเชื่อว่าเป็นเสรีนิยม ซ้อนเชิงมาก มันซ้อนเชิงกันอยู่อย่างนี้ อาตมานำพาพวกเรานี่นะ ปฏิบัติ ประพฤติ พยายามที่จะให้เกิดเสรีสูงสุด ซึ่งเป้าหมายหลัก ความเป็นอยู่ของมนุษยชาติ มีอิสรเสรีภาพ มีภราดรภาพ มีสันติภาพ มีสมรรถภาพ มีบูรณภาพ อาตมาว่า อาตมาได้ร้อยเรียงหาคุณธรรมอันสมบูรณ์ สภาพสมบูรณ์ของมนุษยชาติมาไว้ อาตมาว่าครบแล้ว 5 คำนี้ เพราะฉะนั้น 5 คำนี้ จึงสลักลงไปในหินซึ่งเราเรียกกัน หินฟ้า เป็นหินที่ยิ่งใหญ่ Monolith เป็นหินหนึ่งเดียวที่เป็นตัวยืนยัน หลักเอโก เอโกธัมโม เอกธรรม เอกภาพ เป็นสิ่งรวมอยู่ในนี้ทั้งหมด อิสรเสรีภาพนี่ ไม่ใช่เรื่องตื้นเขิน เป็นเรื่องลึกซึ้ง คนมักเข้าใจผิดว่า เราได้ทำอะไรตามใจชอบ แล้วเราก็ว่าเราเป็นอิสระ อย่างนี้ก็ยังไม่ใช่อิสรเสรีภาพอันสมบูรณ์สูงสุด มันเป็นอัตตา ยังเป็นอัตตนียา ยังเป็นการยึดติดเป็นเรา เป็นของเรา ยังมีอัตตา ยังบำเรอตน ยังมีตัวตน ยังมีตัวกูของกู ยังไม่ใช่อิสรภาพสูงสุดโดยเฉพาะในศาสนาพุทธเรา ยังเป็นเรื่องที่จะต้องศึกษา และปฏิบัติ ประพฤติเข้าไปสู่สภาพสูงสุดอันนี้ ดังกล่าวนี้ เป็นอิสรเสรีภาพที่สมบูรณ์สูงสุด เป็นพระอรหันต์ให้ได้ ถ้ายังมีตัวกูของกู ซ่อนซ้อนอยู่อย่างที่กล่าวนี้ ยังไม่สมบูรณ์ นี่อิสรเสรีภาพ มันลึกซึ้งถึงปานฉะนั้น นี่เราศึกษากัน บอกกล่าวกัน แนะนำกัน แนะนำให้ดี เกิดปัญญาชาญฉลาด มีความเฉียบแหลม มีความรู้เป็นสัมมาทิฏฐิ รู้แล้วก็ปฏิบัติ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ให้จริง ให้ได้มรรค ได้ผล จนกระทั่งเกิดความทรงธรรมขึ้นตามลำดับ ทรงธรรม คือมีในตน ทรงไว้ เราเป็น เรามีอยู่จริง แล้วมันก็จะเกิดความเชื่อมั่น เป็นศรัทธินทรีย์หรือศรัทธาพละ เชื่อมั่นในศรัทธาพละ เป็นศรัทธา พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่าบุคคลใดเป็นผู้ฉลาดแกล้วกล้า เป็นพหูสูต ผู้ทรงธรรม ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม บุคคลเช่นนั้นเราเรียกว่า ผู้ยังหมู่ให้งาม ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เป็นผู้มีศรัทธาสมบูรณ์ด้วยศีล เป็นพหูสูตเหล่านี้แล ย่อมยังหมู่ให้งามแท้จริง บุคคลเหล่านี้เป็นผู้ยังหมู่ให้งาม บุคคลเหล่านี้ก็หมายใจเอาแล้ว ท่านบอกไว้แล้วว่าเป็นบุคคล 4 คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ก็จะต้องมีศรัทธา สมบูรณ์ด้วยศีลตามฐานะ แล้วเป็นผู้มีพหูสูต ต้องรู้ พหูสูต อาตมาอธิบายแล้วเมื่อวานนี้ ตั้งแต่ปริยัติ จนปฏิบัติ มีความรู้รอบ มีญาณ ญาณเกิดขึ้น เห็นของจริงตามความเป็นจริง เห็นกิริยากายที่เราได้เปลี่ยนไป ทรงไว้ซึ่งกิริยากายที่พัฒนาขึ้นมา แต่ก่อนนี้มันเป็นกายทุจริต เราก็เปลี่ยนมาเป็นกายสุจริต แต่ก่อนนี้มีวจี มีภาษาคำพูดทุจริต ไม่งามหรอก เป็นวจีหยาบคาย เป็นวจีส่อเสียด เป็นวจีเพ้อเจ้อ โดยเฉพาะเป็นวจีโกหก ตลบตะแลงอะไรอยู่ก็ตาม เราเปลี่ยนมาจริงๆ มาเป็นวจีสุจริต โดยเฉพาะลึกซึ้งเป็นมโนสุจริต แต่ก่อนเป็นมโนทุจริต เป็นมโนที่เป็นอกุศล เป็นจิตที่มีกิเลสหลายชั้นหลายเชิงที่จะต้องเรียนรู้อย่างมาก แล้วก็ปฏิบัติให้เปลี่ยน ให้เกิดอย่างที่เราต้องการ หรือรู้ดีว่าเราจะต้องให้เกิดอย่างนี้ เป็นอย่างนี้ ขึ้นมาตามขั้นตามตอน ตามฐานะ ตามลำดับ จากหยาบมาหากลาง มาหาละเอียด วิจิตรประณีต สูงขึ้นมาจนตั้งมั่น จนเป็นอย่างนั้นครองอยู่ในสภาพอย่างนั้นเป็นอัตโนมัติ กายกรรมอย่างนี้ เป็นอย่างนี้แล้ว แต่ก่อนนี้กายกรรมของเรานี่ไม่ไหวละ หยาบอย่างโน้น หยาบอย่างนี้ วจีกรรมของเราไม่ไหวละ แต่ก่อนนี้หยาบอย่างโน้น หยาบอย่างนี้ โดยเฉพาะมโนกรรมเป็นประธาน มโนปุพพัง คมา ธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา จิตวิญญาณหรือมโน เป็นประธานที่จะให้เกิดกายกรรม วจีกรรม ทั้งเรียนรู้และอบรมฝึกฝน จนกายก็เป็นไปตามนั้น อย่างอัตโนมัติ ไม่ต้องไปควบคุมสังวรก็เป็นแล้ว แต่ก่อนไม่ควบคุมสังวรเหมือนกัน เป็นไปตามอำนาจอำเภอจิตที่เป็นประธาน มันก็หยาบอย่างนั้นน่ะ จนกระทั่งเรามาอบรมฝึกฝนมาเป็นได้ดังหมาย ดังที่เราเข้าใจ ดังที่เรารู้เป็นสัมมาทิฏฐิ เป็นคนไม่อำมหิต โหดร้าย ทารุณ เป็นคนไม่รุนแรง แต่เป็นคนแข็งแรง เป็นคนไม่เบียดเบียน ที่สุดยอมให้ผู้อื่นเบียดเบียนได้ด้วย ที่สุดต้องยอมถ้าสุดวิสัย แต่เราก็ไม่ให้ใครเป็นนักเบียดเบียนแหละ ใครมาเบียดเบียน เรา หรือเบียดเบียนใคร เราก็พยายามช่วยกัน ยังหมู่ให้งาม ใครไปเบียดเบียน ใครอยู่ ป่วยการกล่าวไปใยถึงใครยังอำมหิตโหดเหี้ยมทารุณอยู่ เราก็ช่วยเขาบ้างแหละ แต่สุดวิสัย ผู้ใดที่โหดเหี้ยม ที่มันร้าย ผู้ใดอำมหิต ผู้ใดทารุณนี่ ถือเป็นพาลชน เป็นอเวไนยสัตว์ เป็นสัตว์ที่สอนไม่ได้ เราหลีกพ้นให้ไกล พระพุทธ เจ้าก็สอนให้หลีกพ้นให้ไกล พระพุทธเจ้าเคยเปรียบเทียบว่า ม้าพยศที่เราสอนไม่ได้นี่ ท่านไปถามพวกช่างฝึกม้า พวกนักฝึกม้าทำยังไงเล่า ม้าพยศที่มันสอนไม่ได้แล้วทำอย่างไร นักฝึกม้าชั้นดีเขาก็บอกว่า ผมก็ฆ่าทิ้ง ฆ่าม้านั่นทิ้ง พระพุทธเจ้าท่านก็บอกว่า เออ เราก็เหมือนกัน ม้าพยศที่สุดวิสัยที่จะแก้ได้ เราก็ฆ่าทิ้งเหมือนกัน นายช่างฝึกม้าก็บอกว่า ไอ้หยา เป็นพระพุทธเจ้ายังไง ฆ่าม้า โอ้ ฆ่าม้า มันก็ยังอำมหิตโหดเหี้ยมสิ ยังมีการฆ่าอยู่ได้ยังไง พระพุทธเจ้าก็อธิบายว่า การฆ่าม้าในความหมายของเรานั้นคือ เราพรหมทัณฑ์ เราวางมือ เราปล่อยเขาแล้ว เราไม่ยุ่งไม่เกี่ยวกับเขาแล้ว นั่นคือการฆ่าทิ้งในอาริยธรรม ในอาริยวินัย เราปล่อยเขาแล้ว เขาจะชั่วจะเลว เขาจะอำมหิตโหดเหี้ยม เขาจะทารุณ หรือเขาจะทำรุนแรง ขนาดที่เราช่วยเขาไม่ได้แล้ว เพราะเป็นปทปรมะ เป็นคนที่จะต้องปล่อยให้เต่าปลากินไปแล้ว เป็นบัวใต้ตม หรือบัวใต้ตึก สมัยนี้ สมัยใหม่ บัวใต้ตมยังไม่เท่าไหร่ เป็นบัวใต้ตึกเลย นี่เลิกกัน ฆ่าทิ้งคือไม่ช่วย ช่วยไม่ได้ รู้แจ้งชัดเลยสุดวิสัย ช่วยไม่ได้ ระวัง เธอคือผู้หนึ่งนั่นใช่ไหม ขนลุกไหม ระวัง แต่คิดว่าคงไม่หรอก อาตมายังไม่เห็น เพราะอะไร เพราะเราขับออกอยู่เสมอ เราจัดหมู่ให้งามอยู่เสมอ หมายความว่าขจัดสิ่งที่ไม่งามออกจากหมู่ หมู่ก็จะงามเสมอ เรามีวิธีการ เรามีมาตรการบ้าง ก็มีมารวนๆ เรๆ ทำให้หมู่ไม่งาม ด่างๆ พร้อยๆ มีอยู่บ้าง เดี๋ยวนี้ก็มี มันงามไม่เต็มที่ เพราะว่ามันมีกลีบ มีใบ มีส่วนประกอบที่มันยังกะพร่องกะแพร่งอยู่บ้าง แต่ก็ยังพอเลี้ยงดูกันได้ ยังพอเอาไว้ได้ เชื่อว่ายังไม่สุดวิสัย แล้วก็มีอย่างมาตรฐานของพฤติกรรม เราก็มีขนาดมาตรฐานพฤติกรรมว่า เออ ยังต้องอยู่ในศีล 5 นะ ยังมีพฤติกรรมที่ไม่หยาบคาย ไม่ดุเดือด อำมหิต โหดเหี้ยม ฆ่าสัตว์ อย่างประเภทที่มีทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่เราเห็นแล้วว่า คนนี้แม้ศีล 5 นี่ มันหยาบคายแล้ว เราก็คัดออก ถ้าไม่หยาบคาย เราก็ดูสังวรระวัง ดูเป็นผู้ที่พัฒนาอยู่ว่าจะต้องเป็นผู้ทำตนให้เจริญศีล 5 ที่ได้ขนาดนี้ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ กามไม่มาก ผัวเดียวเมียเดียว หรือว่ามีกาม มันจะได้ สังวรระวังอยู่ มีกามสัญญา มีการสังวรในวาจา มีการไม่เสพติดในระดับอบายมุข ซึ่งมีความหมายขนาดไหน เราก็บอกกันโดยภาษาที่รู้เรื่อง ละได้ เว้นได้ขาด แม้จะเป็นการกดข่ม เขาก็อยู่ไปเป็นปีแล้วปีเล่า เขาก็ไม่ละเมิดอะไร ก็เอา ละเมิดขึ้นมาเมื่อไหร่ ดุเดือดขึ้นมาเมื่อไหร่ จนกระทั่งดูเละเทะจัดจ้านแล้ว เราก็เอาออก ปรับหมู่ให้งาม ขจัดสิ่งที่มันดูไม่งามในหมู่ออก อุบาสก หรือ อุบาสิกานี่ หมายความว่าผู้มีศรัทธา มีศีล มีพหูสูต ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ตามคำสอนของพระพุทธเจ้านี่ อาตมาว่าครบครัน และสั้นชัด โอ้โฮ! สมบูรณ์จังเลย พร้อมพุทธบริษัทนี่ ผู้ที่ไม่มีศรัทธาในศีล ไม่มีศรัทธาในความเป็นคนในระดับอย่างนี้ ดีไม่ดี ไม่ศรัทธาแล้วยังทำเป็นมองว่า พวกนี้บ้า จะมาทำลายศาสนา พวกนี้ประพฤติผิด พวกนี้มีกายกรรม วจีกรรม มโน กรรมผิด มีพหูสูตผิด มีความรู้ผิด มีทิฐิผิด มาทำธรรมวินัยให้วิปริต เป็นพวกที่วิปริตไปจากธรรมวินัย คือเป็นผู้ตกร่วงไปจากพุทธธรรมแล้ว โอ้! ผู้มีศรัทธาอย่างนี้ มีปัญญาอย่างนี้ มีพหูสูตอย่างนี้ มีความรู้รอบอย่างนี้นี่ มันต้องร้อง ไอ้หยา ไอ้หยานี่ เป็นสำนวนของนายกฯอานันท์ ซึ่งกำลังเวียนมาเป็นนายกฯ อีกครั้งหนึ่ง ไอ้หยา เป็นคำอุทานที่สุภาพ โอ้แย่ ไอ้หยานี่หมายความว่า อาการหนักเหมือนกันนะ อาการหนักแล้ว ไอ้หยา อาการหนักเป็นภาษาจีนๆอยู่หรอก แต่ไทยเราก็เข้าใจ เป็นภาษาจีน ไทยเราก็เข้าใจ คือจีนเขาอุทาน ไอ้หยา ไม่รู้ในเมืองจีนเขาอุทานไอ้หยาหรือเปล่า ฮะ คนจีนมาจากเมืองจีนนี่มีไหม อ๋อ อุทาน ไอ้หยาอย่างนั้นเหรอ มาอยู่ในเมืองไทยก็ ไอ้หยา ไทยก็เลยฟังคำว่าไอ้หยานี่ เป็นรู้เรื่องเหมือนกันว่า หมายความว่ายังไง ขยายความหมดไม่ไหวเหมือนกันน่ะ แต่ว่า รู้ว่า มันหมายความว่ายังไง แม้แต่รุ่นใหม่ๆ เล็กๆ เด็กๆ ก็เข้าใจใช่ไหม ไอ้หยา โอ้ มันเป็นคำอุทานที่เรารู้ว่ามันหมายความว่ายังไง เพราะฉะนั้นคนที่มีพหูสูต มีความรู้รอบถือว่าเป็นพหูสูตเหมือนกันน่ะ แต่เข้าใจคนอย่างพวกเรานี่ที่มีพฤติกรรม กาย วาจา ใจนี่ เป็นคนที่นอกพุทธธรรม วิปริตจากธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าแล้ว แล้วก็เป็นคนที่จะมีพฤติกรรม มีคำสอน มีความเห็น จะทำให้ธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าวิปริตไปอีกด้วย โอ้โฮ คนที่มีพหูสูตอย่างนี้นี่ มันต้องร้องไอ้หยาเลยจริงๆ โอ๊ย มันทำไม ก็ไหนว่าเป็นผู้รู้ เป็นพหูสูต ยอมรับกัน ให้ปริญญาดุษฎีบัณฑิต อะไรต่ออะไรด้วยนะ แล้วมาเข้าใจกันคนละอย่าง เรานี่ออกนอกพุทธแล้ว แล้วก็กำลังทำหมู่ไม่ให้งามแล้ว เป็นหมู่ที่ไม่งาม เอ๊ อาตมาว่า อโศกนี้ ศรีไสววิไลตา อยู่หว่างกลางพนา เป็นสง่าแห่งเมืองไทย ร่มรื่นชื่นอารมณ์ ลมเพยพัดระบัดใบ ดูสุขสนุกใจ เหมือนแลดูจอมภูผา มันถูกต้องหมดละ นี่เป็นพระราชนิพนธ์ของ ร. 6 โอ้ ร.6 นี่ มีพระญาณลึกซึ้ง ชมเชยอโศกไว้ ไม่ได้ชมเชยใครหรอก ชมเชยเรา ไม่ได้ขี้ตู่กลางนาหรอกนะ จริงๆ มันเรียกว่าไม่สมยุคสมสมัยอยู่นิดเดียวเท่านั้นตรงที่ว่า อโศกนี้ ศรีไสววิไลตา อยู่หว่างกลางพนา มันไม่อยู่กลางพารา เพราะสมัยท่านนี่นะ ถือว่าศาสนานี่หรือพระธุดงค์ พระที่อยู่ป่านี่เป็นพระที่ดี เป็นสังคมที่ดี ต้องออกไปอยู่ป่า ซึ่งมันผิด มันไม่ได้หรอก ไปอยู่ป่า เป็นสังคมหมู่ชนที่งามนั้น ไปงามอยู่ในป่า มันงามเล็กไปๆ มันไม่ถูก แต่สมัยนั้นท่านเข้าใจอย่างนั้นจริงๆ เข้าใจว่า พระที่ดี ภิกษุที่ดี อุบาสก อุบาสิกาที่ดี จะต้องไปกองกันอยู่ในป่า อัมพวา เป็นแนวป่า แห่งแนวไพร ไปโน่น ตรงนี้เท่านั้นแหละ ที่ไม่สมบูรณ์นัก นอกนั้น โอ้โฮ! มีพระปัญญาญาณ มีพระวิสุทธิญาณพอได้นะ ตรัสเอาไว้ ให้รับรองเราไว้ อาตมาไม่ได้ไปคิดถึงหรอกนะ ไม่ได้คิดว่าอโศก ชื่ออโศก พวกเรานี่จะไปเกี่ยวข้องกับของในหลวงอันนี้ ท่านชมเอาไว้ เอาตามนี้แหละ ท่านชมไว้สวย เอาชื่ออโศกก็แล้วกัน ท่านก็ไปชมต้นอโศกธรรมดา เราก็เป็นต้นอโศกที่จริง นี่ มันเหมือนกับโมเมน่ะ ฟังๆ ดู ก็เหมือนกับคนจับแพะชนแกะ แต่แท้จริง มีอะไรอจินไตยลึกๆอยู่นะ แต่ฟังไป ระวังจะเข้าใจเหมือนคนบ้า เหมือนอย่างที่หมอปุ๋ยถามเมื่อวานนี้ เพื่อนฝูงเขามา แล้วก็รู้สึก เอ๊ มีอจินไตยอะไร เขาฟังแล้วเหมือนบ้า จริง คนที่ไม่มีภูมิ เป็นอนุปสัมปัน ฟังก็จะเข้าใจอย่างนั้น พวกคุณนี่ฟังก็เข้าใจนัยๆลึกๆอยู่ ถ้าสงสัยตัวเอง ก็ไปโรงพยายาลสมเด็จเจ้าพระยา หรือโรงพยาบาลศรีธัญญา ตรวจสอบตัวเองดูว่าชักจะบ้าๆ แล้ว หรือว่าไม่ใช่บ้าหรอก เพราะบ้ากับอัจฉริยะนี่ มัน แหม ใกล้เคียงกันมาก บ้ากับอัจฉริยะ นี่ใกล้เคียงกันมาก พลิกปั๊บ เป็นบ้าเลย พลิกปั๊บ นี่เป็นอัจฉริยะเลย อยู่กันคนละขั้ว แต่มันมีเนื้อหาใกล้เคียงกัน คล้ายคลึงกัน หมู่เรานี้งามนะ อโศกนี้ ศรีไสววิไลตา อยู่หว่างกลางพารา เป็นสง่าแห่งเมืองไทยจริงๆ และผู้ที่เป็นพหูสูต ผู้ที่เขายอมรับว่าเป็นผู้ที่รอบรู้ มาเข้าใจเราว่าเป็นผู้ที่ไม่งาม เป็นพวกที่วิปริต เป็นคนบ้า เป็นคนที่จะมาทำลายสังคม มาทำลายศาสนา มาทำลายประเทศชาติ มาทำลายอะไรต่ออะไร ต่างๆนานาสารพัด จนกระทั่งจะต้องปราบปราม ไอ้หยาๆ เอ้า นายกฯ อานันท์บอก ซี้เลี้ยวด้วยเหรอ ไม่นะ นายกฯ อานันท์ อุทานไอ้หยาเท่านั้น แถม ยัง ยังไม่ตาย ซี้เลี้ยวนี่ตายแล้ว ยังไม่ตาย ยัง ยังอยู่ ยังไม่ตาย ยังไม่ตาย ทีนี้ผู้ที่ท่านบอกว่า ท่านสมบูรณ์ด้วยศีล เป็นพหูสูต แล้วต้องมีหลักฐานว่า จะต้องสมบูรณ์ด้วยศีล แล้วต้องมีศรัทธา ศรัทธินทรีย์ ศรัทธาพละ เชื่อมั่น อันนี้พิสูจน์เหมือนกันว่า เชื่อมั่นนี่เป็นการเชื่อที่หนักแน่น เป็นการเชื่อ เป็นศรัทธาพละที่ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นความลงหลักปักแหล่ง เป็นเจตโส อภินิโรปนา เป็นความแน่น เป็นความปักมั่น เป็นความเที่ยงแท้ เป็นความไม่เปลี่ยนแปลง อปริต ตัน ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่แปรปรวนแล้ว เป็นญาณ เป็นปัญญาที่เชื่อมั่น ญาณปัญ ญานะ ต้องประกอบด้วยญาณปัญญาที่เข้าใจและมีรายละเอียด ญาณปัญญาที่มีรายละเอียด มีเหตุผล มีความจริงที่เป็นที่เกิด เราเชื่อสิ่งนี้ ประกอบไปด้วยกาย วาจา ใจ ประกอบไปด้วยกิจกรรม ประกอบไปด้วยพิธีกรรม ประกอบไปด้วยชีวิตที่มีสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีพ ประกอบไปด้วยชีวิตมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งสมมุติสัจจะ และปรมัตถสัจจะ ประกอบไปด้วยสภาพพวกนี้ครบ มีสัจจะที่ครบ เราถึง เชื่อมั่น เราจึงเชื่อมั่น มีศรัทธาที่เจริญถึงขั้นศรัทธาพละ อาตมาพูดนี่ อาตมาเอาตัวเองเป็นหลัก อาตมาเชื่อมั่น อาตมาพยายามไม่หลงตัวตนที่จะยึดติด เขาวิเคราะห์ เขาวิจารณ์ เขาให้เหตุผลอะไร รับฟัง เราผิดอะไร รับฟัง และนำมาตรวจสอบ ตรวจสอบรับฟังๆ ยิ่งตรวจสอบ ยิ่งเห็นลึก จนเราได้กล่าวแก้ จนเดี๋ยวนี้ เราก็ยังกล่าวแก้ไม่ครบ เราก็ตอบกล่าวแก้ไปอยู่ แต่ไม่ทะเลาะวิวาท ไม่โต้เถียง พอพูดมาปั๊บ ก็เถียงทันที สวนทันควันไม่ตกฟาก ไม่เอา ลักษณะอย่างนั้นเรารู้ว่า เป็นลักษณะทะเลาะวิวาท โต้เถียง เราไม่โต้เถียง แต่เรากล่าวแก้ พระพุทธเจ้าอนุญาตให้กล่าวแก้ แต่ไม่ส่งเสริมการโต้เถียง โต้แย้งกัน มันก็ต้องเถียงกัน เราไม่อยู่ในภาวะรูปของการโต้เถียง เราไม่โต้เถียง แต่เราอยู่ในรูปรู้จักกาละเทศะ กล่าวแก้ เรากำลังทยอยการกล่าวแก้อยู่นี้ ชี้แจงด้วยความใจเย็น สุขุมประณีต ไม่ใช่ว่า มาร้อนๆ รนๆ ดูรูปก็ร้อนรน ไม่ร้อนรน เหมือนกับมันจืดมันชืดแล้วด้วยซ้ำไป เราพูดอยู่เดี๋ยวนี้ แต่ว่าจะต้องแจกแจง เพราะเราไม่ร้อนตัว ไม่ร้อนใจ เขาว่าเราผิด เขาว่าเราเลว เราตรวจตัวเราก่อน ตรวจว่าไม่จริงอย่างเขาว่า เราก็ใจเย็นๆ ไม่ต้องรีบร้อน ไม่ต้องร้อนตัว เขาจะเข้าใจผิดก่อน ช่วยไม่ได้ ตอนนี้ต้องรู้จักกาละว่าเรายังช่วยไม่ได้ เรายังกล่าวแก้ไม่ได้ เรายังแสดงตัวไม่ได้ ถ้าแสดงตัวไปจะกลายเป็นโต้เถียง เป็นทะเลาะวิวาท เป็นเรื่องที่จะทำให้เกิดภาวะที่ เกิดแอ๊คชั่นรีแอ๊คชั่นปุ๊บปั๊บกลับไปกลับมา ยิ่งแรง ยิ่งร้าย ยิ่งหยาบคายกันขึ้น เราไม่เอา เรารู้สภาวะเหล่านี้ว่า ถ้าทำอย่างนั้นมันจะหยาบคาย มันจะรุนแรง ไม่เข้าท่า เราก็ประกอบกรรมที่ไม่ให้มันเกิดสภาวะอย่างนั้นขึ้น อย่างนี้เป็นต้น ทุกวันนี้เรายังกล่าวแก้อยู่ ยิ่งลึกซึ้ง ยิ่งตรวจ ยิ่งสอบ ยิ่งทาน หลักฐาน ตรวจสอบของพระพุทธเจ้า โอ้โฮ! ยิ่งลึกซึ้ง ยิ่งสำคัญ เราก็กล่าวแก้ เราก็ตอบให้รู้ แจกแจงให้รู้ด้วยความจริงใจ แล้วเราก็ยิ่งเห็นจริงเชื่อมั่น ใจเราก็ไม่เรรวน ไม่เปลี่ยนแปลง ปัญญาเราก็ยิ่งเกิด ยิ่งศึกษาหลักฐาน ยิ่งตรวจสอบธรรมะ ธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า ยิ่งตรวจสอบ โอ้ ยิ่งเห็นจริง เห็นดี ช่วยกัน นี่เราก็ช่วยกันกล่าวแก้กันอยู่ ให้เห็นว่าเราเป็นหมู่ที่งามนะ เป็นหมู่ที่มีพุทธธรรม มีศรัทธา มีศีล มีพหูสูต มีสิ่งที่เจริญ ที่เป็นกุศลอยู่ครบครัน เป็นผู้แกล้วกล้า จึงขยายความเมื่อวานนี้ ไม่ใช่ห่าม เราไม่ใช่คนห่าม ระวัง ใครมีนิสัยห่าม มันชักจะกล้าเกินกล้า กล้าเกินขีดที่ควร ที่พอเหมาะ อวดดี คุณจะเลิกการเมืองแล้วก็ยังห่ามอยู่ อะไรอย่างนี้ เป็นต้น มันยังกล้าเกินไป มันยังอยาก ทั้งๆที่มันจนด้วยเหตุผลแล้ว หลักฐานก็จนแล้ว ว่ามันไปใช้การเมืองยาก หนัก ที่มันหนัก มันยาก เพราะมันยังไม่มีคนดีมากพอ เพราะฉะนั้นเรามาสร้างเหตุดีกว่า สร้างคนดีให้มากพอ แล้วอยากจะเล่นการเมือง เมื่อมีคนดีพอเพียงแล้ว เมื่อนั้นเอาเลย ถึงกาละนั้นแล้ว เล่นการเมืองเอา อาตมายังไม่รู้ว่า ชั่วชีวิตอาตมานี่ ชาวอโศกจะทำงานการเมืองได้ดีแค่ไหน ทำแล้ว ทดสอบแล้ว

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน