351029 ความเป็นมาของงานเท็ปฯ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
351029 ความเป็นมาของงานเทปฯ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก
ความเป็นมาของงานเทปฯ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2535 ณ พุทธสถานสันติอโศก
ทานอาหาร บริโภคธรรมะของเรานี่ เราบริโภคกันจริงๆเลยนะ จนกระทั่ง หลายคนรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว มันมาก ว่าอย่างนั้นนะ แล้วไม่อยากมาบริโภค ไม่เป็นไร ของเราไม่เน่า ไม่เสีย เราปรุงแล้วก็อัดเป็นเทปไว้บ้าง ถอดเป็นหนังสือไว้บ้าง หรือว่าฝากฟ้าฝากดินไว้บ้าง พูดไปกับลมกับแล้งไปก็ตาม ของเรารับรองไม่เป็นมลพิษ แม้จะแสดงออกไป ปรุงออกไปแล้วไม่รับ ก็ไม่เป็นไร กระจายเกลื่อนอยู่ตามฟ้าตามดิน ก็ไม่เป็นไร เพราะไม่เป็นมลพิษ ไม่เน่า ไม่บูด แล้วคิดว่าจะไม่สูญหายด้วย เพราะอย่างน้อยก็มีการบันทึกเทปแล้ว จากเทปก็เอาไปถอดเป็นตัวหนังสือ ใส่ตู้ไว้นี่ อีกหน่อย จะเต็มห้องแน่นอนเลย เป็นเทปแล้ว ก็ไปถอดเทปเป็นตัวหนังสือ แล้วก็พิมพ์ๆเก็บไว้ ในอนาคตนี่ ไม่รู้ รุ่นนี้จะสนใจเอาไปเรียบเรียงหรือเปล่า ไม่รู้นี่ หือ พวกตัวน้อยๆ พวกนี้โตขึ้นมาจะสนใจเอาไปเรียบเรียงหรือเปล่าไม่รู้ แต่ถ้าคนเห็นค่านะ ก็คงจะต้องเอาไปเรียบเรียงแน่ มันเป็นไปตามธรรมนะ อาตมาเองอาตมาก็ไม่ได้เจตนา ไม่ได้ตั้งใจอะไรพวกนี้เลย ว่าถึงขนาดนี้ ตอนแรกๆ อยู่แดนอโศกนี่ โอ้ เราทำงานของเราไป แม้แต่เทปจะอัดเสียงนี่ก็ไม่มีนะ จนกระทั่งว่า จะทำยังไงดีหนอ จะมีเทปอัดเสียง ไปได้เทปอัดเสียงตัวเล็กๆ ตัวหนึ่งมา อัดไป เสียไป หนักเข้าก็เลย คุณประพันธ์สงสาร ก็เลยเอาเทปของตัวเองมาให้ มีอยู่เครื่องหนึ่ง เครื่องอัดเทปนี่ เครื่องเล็กนะ เครื่องอัดม้วนแค่ 5 นิ้วเอง แต่ก่อนเทปมันไม่มีแบบคาสเซ็ทอย่างนี้หรอก มีเป็นม้วนกลมๆ ไม่มีคาสเซ็ทอย่างนี้หรอก แต่ก่อนนี้คุณประพันธ์เอามาให้เครื่องหนึ่ง โอ้ โฮ ดีใจ เสร็จแล้วก็หาสต
อ่านต่อ
างค์ซื้อม้วนเทปนี่ ก็ไม่ค่อยได้ ได้เครื่องอัดมา จะซื้อม้วนเทปนี่ ม้วนหนึ่ง ก็หลายตังค์ตอนนั้นน่ะ แล้วเราก็อยากได้ม้วนดีๆ เพราะว่าเราอยากจะอัดเอาไว้ แล้วก็จะได้เก็บทนๆ เพราะว่าไอ้ม้วนคุณภาพไม่ดี อัดไว้ เดี๋ยวมันก็เสื่อมง่าย ว่าอย่างนั้นนะ ก็อยากจะซื้อม้วนคุณภาพดีๆ ก็ แหม ม้วนหนึ่งก็หลายตังค์ ไม่ค่อยมีตังค์จะซื้อ พอได้มา ก็พยายามหิ้วไปนะ อาตมาไปบรรยายที่วัดมหาธาตุฯ หิ้วกันไป เอ้า อัด ตั้งอัดกันไปอยู่เรื่อยๆ พอเป็นไป ถูไถไปถูไถมา เสร็จแล้วก็มีคนซื้อเทปให้อีก ดูเหมือนจะ สม.จินดา เขายังไม่ได้ออกจากงาน ตอนนั้นน่ะ เขากำลังจะออกจากงานแล้ว ก็สตังค์สะตุ้ง ปฏิบัติธรรมแล้วนี่ คนปฏิบัติธรรมแล้วนี่ สตางค์เหลือ รับราชการอะไรนี่ รับรองสตางค์เหลือ ก็เหลือสตางค์ เลยซื้อเครื่องเทปให้อีก เครื่องอัดเทปตอนนี้ ไปซื้อเครื่องเทปแบบอัดตลับแล้ว ตอนนี้อัดตลับแล้ว ซื้อเครื่องเทปอัดตลับ อัดคาสเซ็ท ซื้อมาก็เลยได้ซื้อมาเรื่อยๆ ทีนี้ก็ซื้อเครื่องอัดเทป ซื้อนั่นซื้อนี่มาเรื่อย จนทุกวันนี้นี่ ไม่ต้องพูดถึงเลยว่า ไม่มีม้วนเทป จะมาอัดเทปตอนที่สิกขมาตุ จินดา ตอนนั้นยังไม่ได้เป็นสิกขมาตุหรอก ยังทำงานอยู่นะ ยังทำงานอยู่ที่ปรมาณูเพื่อสันติ ยังไม่ได้ลาออก ตอนหลังมามีเครื่องแล้ว ตลับเทปก็ว่ามันจะหายาก เราจะไม่มีสตางค์ซื้อมั้ง ก็ค่อยๆอัด ก็อัดอยู่ได้เรื่อยๆนะ อาตมาเทศน์เมื่อไหร่ ก็พยายามอัด ไม่อัดสุรุ่ยสุร่ายนัก เดี๋ยวนี้ซิ โอ้โห สุรุ่ยสุร่ายจังเลย ตลับเทปนี่ อัดกันเละเลย ใครจะอะไร ก็อัดกันได้เกลื่อน โอ้โห กิจการเรื่องเทปแต่ก่อนที่เราเคยกังวลว่าจะไม่มีเครื่องอัดเทป ใครนะจะซื้อเครื่องอัดเทปให้เพิ่มเติม เครื่องชักจะเสียแล้ว เครื่องชักจะรวนแล้ว ก็หากันแทบแย่ คอยกันไป เดี๋ยวนี้ละ โอ้โห ไอ้เทปนี่ โยนทิ้งไป เป็นหลัวๆ เครื่องอัดด้วยนะ อย่าว่าแต่ตลับเทปเลย เดี๋ยวนี้ ก็มีเครื่องอัดเทปถึงขนาดระดับแด๊ท ระดับ digital น่ะ เครื่องหนึ่ง ก็ตั้งหลายหมื่น ตลับเทปตลับหนึ่ง ก็ตั้งอัน 3 ร้อย 4 ร้อย ตลับเทปนะ ตลับม้วนเท็ปนี่ตลับหนึ่งนะ 300 - 400 บาท เครื่องอัดระดับ digital ระดับแด๊ทนี่นะ ก็มีใช้ คุณภาพมันสูง ก็มีใช้กับเขาไป อย่างนี้เป็นต้น ก็ได้เก็บ ได้บันทึก อาตมาบรรยาย หรือพูดที่ไหนเมื่อไหร่ เดี๋ยวนี้บันทึกหมด สัมภาษณ์นะ ที่นั่นที่นี่ ดีไม่ดี องค์นี้มีอีกม้วน อีกตลับ เครื่องหนึ่ง พูดที่ไหนเอาจ่ออัดไว้ ไม่ได้หรอก พูดไม่มีที่ลับที่แจ้งอะไร พูดที่ไหน เห็นควรอัด อัดเก็บไว้หมด เอามาไว้ เสร็จแล้วทางแผนกที่เอาเทปไปถอด ก็เอาไปถอด อาตมาก็เรียกว่า ถอดเอาไว้มากๆ ถอดไว้ทุกเรื่อง ก็ไม่ได้บอกนะ ม้วนไหนจะควรถอด เรื่องไหนควรจะถอด ก็บอกไปเป็นเรื่องๆ แต่ก็รับภาระ เอาใจใส่ เอาภาระ ก็เอาไปถอดกัน ให้คนนั้นคนนี้ แจกไปถอดแล้ว ก็มาพิมพ์กันเอาไว้ หนักเข้าก็ไม่มีตู้จะใส่ พวกกระดาษที่จะพิมพ์ไอ้นี่ ก็เลยขออนุญาต ขอเบิกเงิน ขอหาเงินมาสร้างตู้ไว้ สำหรับเก็บเอกสารพวกนี้ไว้จริงๆ สักวันหนึ่งจะต้องปลวกขึ้น จะต้องหายาฆ่าปลวก หรือหายากันปลวก หรือหาตู้ที่กันปลวกได้อีกมั้งนี่ ต่อไปนะ มันก็มีเข้าไปเรื่อยๆ ซึ่งอาตมาก็ว่ามันเป็นไปตามธรรม และคนที่เห็นค่า คนที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ ก็ทำไว้ ก็น่าอนุโมทนา อาตมาก็คิดว่า สักวันหนึ่ง คงจะมีคนเอาไปเรียบเรียง เอาไปอะไรๆขึ้นมา อาตมาไม่กล้าพูดนะว่า ความรู้ หรือ ความจริง หรือว่าเรื่องราวอะไรต่างๆนานา ที่อาตมาได้พูดออกไป ได้สาธยายออกไปมันเป็นของที่เลิศลอย วิเศษ ยิ่งใหญ่ อะไรต่ออะไร ต่างๆนานา ซึ่งคนจะต้องเห็นคุณค่า จะต้องมาเอา จะต้องอย่างโน้นอย่างนี้ เป็นการพยากรณ์เอาไว้ อาตมาไม่กล้าพูดนะ แต่ก็พูดเปรยๆไว้ว่า เออ มีคนเห็นค่า ก็คงจะเอามาทำอะไรนี่ พูดอยู่นะ อาตมาก็รู้สึกว่ามันมีค่า ก็พูดเปรยๆ บ้างว่ามันมีค่าอยู่นะ ไอ้นี่ แต่ก็ไม่กล้าพูดหนัก พูดอย่างอวดดี พูดอย่างผยอง ไม่กล้า ไม่กล้าพูดอย่างนั้น รู้สึกมันจะอวดตัวอวดตน หรือจะหลงมากเกินไป ก็ไม่กล้าพูดอย่างนั้น อาตมาคิดว่าอย่างนั้นๆ อาตมารู้สึกอย่างนั้นน่ะ แต่ก็พูดเปรยอยู่บ้างว่า เออ ไอ้ของนี้ก็มีค่านะ อาตมาก็เชื่อมั่นในสิ่งดี สิ่งจริง เหล่านี้ ยิ่งนับวันอาตมาก็ยิ่งแน่ใจว่ามันเป็นจริง มันยากนะ ยากน่ะ ไม่ใช่ง่ายๆ ขนาดเด็กๆ พวกเรานี่ ก็ยังมาประพฤติปฏิบัติ ก็ยังลด ยังละ ยังอด ยังทนได้ ทั้งๆที่ข้างนอกนี่ โอ้โฮ เดี๋ยวนี้นี่ เขาหลอกเด็กนี่นะ เด็กวัยรุ่นนี่ เขาหลอกค้า หลอกขาย หลอกมอมเมา พ่อแม่ที่มีลูกๆ พวกนี้นี่ ทุกข์แล้วนะ ทุกวันนี้ทุกข์แล้ว เพราะว่าเบิกเงินเบิกทอง ขอเงินขอทอง หรือไม่ก็หลอกล่อเอาเงินเอาทองไปเสียหายวุ่นวาย พวกนี้ก็ตักตวง หาทางที่จะดูดเอาเงินเอาทองไป ไม่ว่ากิจการ กิจ กรรมอะไรกันบ้าง อาตมาเอง อาตมาตามไม่ทัน เด็กรุ่นใหม่เดี๋ยวนี้ แม้กระทั่งไปเที่ยวผับ เที่ยวโรงเต้นโรงรำ โรงอะไรต่ออะไร ต่างๆนานา เดี๋ยวนี้มันก็ไปกัน มีแก๊ง มีอะไรต่ออะไรกัน อาตมาได้ข่าวนะ เด็กวัยรุ่น อะไรพวกนี้ ไปเป็นแก๊งทำ โอ๊ะ อาตมาฟังแล้วเสียวสยอง โชคดีที่เราไม่ไปมีลูก ถ้ามีขึ้นมา ยังไม่รู้ว่าจะดึงอยู่หรือเปล่า ถ้ามันเป็นอย่างนั้นแล้ว โอ๊ ซวยจริงๆ ซวย ไอ้คนที่รอดได้มันไม่ซวย มันไม่เจอเข้ากับตัวนะ ลูกเต้าไม่เป็นไป ก็บุญนะ แล้วก็มากมายจริงๆเลย นี่อาตมาว่าพวกคุณนี่ จะรู้เรื่องเหล่านี้มากกว่าอาตมานะ อาตมาว่า อาตมารู้หน่อยเดียวนะ ที่บอกที่พูดไปนี่ ว่าอาตมารู้หน่อยเดียว ที่อาตมาพูดแย้มๆไว้หน่อยหนึ่ง พวกเรา พวกข้างนอกๆ คงจะรู้มากกว่าอาตมา ในวงการ ในอะไรต่ออะไร พวกนี้ เขาบ้าๆบอๆ อะไรเยอะๆแยะๆ เพราะฉะนั้นเด็กพวกเราที่รอดนี่นะ รอดมาได้ เข้ามาถึงขนาดนี้นี่นะ โอ้โห นอกจากจะรอดตัวอยู่ข้างนอกโดยไม่ไปคลุกคลี ไม่ไปวุ่นวาย เด็กพวกนั้นรอดตัว ได้โดยที่ว่าตัวเองก็ไม่ถึงขนาดหลุดไปเข้ากลุ่มเข้าแก๊ง เข้าแบบนั้นแล้วนี่นะ ยังอุตส่าห์รอดเข้ามาได้ ตาข่ายเข้ามาในนี้นี่ โอ้โห ไม่ใช่รอดเข้ามาในตาข่ายนี้ง่ายนะ รอดเข้ามาอยู่ในวงอสัญแดหวานี้น่ะ เอ๊ะ อสัญญแดหวานี่มันดีหรือเปล่า พูดไปแล้ว หือ วงอสัญแดหวานี่ วงดีหรือเปล่า หือ วงศ์อิเหนาดีแน่ อิเหนาดีหรือ จรกานี่ไม่ดีหรือ วงศ์จรกา ถึงไม่ดีใช่ไหม เขาดำเท่านั้น ใช่ไหม อ้อ จรกา แล้ววงศ์ไหนไม่ดี อาตมาไม่ค่อยได้ อิเหนาก็อ่าน แต่ที่ได้เรียนหนังสือนิดหน่อย ไม่ค่อยรู้เรื่อง อาตมาไม่เคยอ่านเรื่องอะไรจบนะ เรื่องอะไรที่เคยเรียนมา เอาแบ่งไปให้เรียนในชั้นเรียน อาตมาแม้แต่ในหนังสือ ในชั้นเรียน อาตมาไม่เคยเรียนจบ ไม่ว่าเรื่องอะไร แต่อาตมาสอบภาษาไทยได้ท็อปทุกที เป็นเรื่องที่ตลกมาก อาตมาเป็นคนที่อ่านหนังสืออะไรนี่ แม้ในเวลาเรียนนี่นะ อ่านหนังสือไม่จบ อ่านหนังสือเล่มไหน ก็ไม่เคยจบกับเขา จริงๆนะ อาตมาเรียนหนังสือมานี่ อ่านหนังสือเล่มไหนก็ไม่เคยจบกับเขา โดยเฉพาะภาษาไทยนี่นะ เขาก็ว่าสนุกล่ะนะ ภาษาไทย อาตมาก็ชอบ ภาษาไทย โคลง กลอน ก็แต่งเก่ง แต่งเป็นทั้งนั้นแหละ แต่ไม่เคยอ่านจบเลย เรียน ม.7 ม.8 ตะเลงพ่ายก็ไม่จบ โลกนิติ เรียน ม.5 ก็ไม่จบ โคลงโลกนิติ ก็ไม่ใช่เอาเต็มนะ เขาก็แบ่งมาเรียนส่วนหนึ่ง โลกนิติ ใน ม.5 แต่ก่อนนี้อาตมาเรียน ม.5 จำได้ว่า โคลงโลกนิติ ก็อ่านไม่จบ ทั้งๆที่ชอบโคลง ชอบกลอนนี่แหละ อ่านไม่จบหรอก แต่สอบได้ท็อปทุกทีแหละ ภาษาไทย ตลก เป็นเรื่องตลกมาก ถ้าเผื่อว่าผู้ใดเล็ดลอดเข้ามาได้ ในหมู่เรานี่นะ แม้อย่างเด็กๆ อย่างที่ว่านี่ มันเป็นเรื่องที่ซับซ้อนแล้ว เกินแล้ว แกไม่ถูกพวกนั้นดึงไปอยู่ ก็รอดมาขนาดหนึ่ง แล้วรอดไปอยู่กลางๆพวกนั้น ก็ยังถูกโลกียะมอมเมาอยู่บ้างน่ะ ถึงแม้ไม่หยาบ ไม่ตกต่ำไปถึงขนาดนั้น แต่นี่นอกจากที่ไม่น่ารอดขนาดนั้น ยังรอด แล้วยังหลุดเข้ามาในมุม เข้ามาในส่วนที่เราเองขัดเกลา ต้องพากเพียร ละล้างโลกียะเข้าไป อีก ไม่ใช่ถูกโลกียะบำเรออยู่บ้าง แล้วก็ยังติดโลกียะอยู่บ้าง ขนาดนั้นยังมาถูกขัดเกลาโลกียะโลกๆเขาไปได้อีกนี่ อาตมาก็ว่ามันไม่ง่ายนะ ไม่รู้ว่าเด็กๆ พวกนี้นี่จะรู้ตัวบ้างหรือเปล่า ว่าตัวมีบุญนี่ หือ รู้กันบ้างหรือเปล่า รู้สึกตัวกันบ้างไหมว่า ตัวมีบุญ หรือว่า โอ้โห เราซวยจังเลยนะนี่ อื้อหือ พ่อแม่บังคับ พ่อแม่ดันให้เข้ามาอยู่ในนี้ โอ้โห ซวยจังเลย ไม่ได้ไปเต้นไปดีด เหมือนอย่างข้างนอกเขา เด็กๆ ข้างนอกเขา โอ้โห เขาอยากกิน ก็ได้กิน เขาอยากเที่ยว ก็ได้เที่ยว เขาอยากสำเริงสำราญที่ไหนก็ได้ เขาอยากสวย อยากหรู อยากฟู่ฟ่า หรูหราอะไร ไปคอนเสิร์ตที่ไหน ใครมีกิจการอะไร มันก็ได้นัดกับเขา ได้ไปเต้นไปดีด ไปกับเขา ไปซิ่งกับเขา เรานี่ แหม อาภัพจังเลย อย่างนั้นหรือเปล่า นึกอย่างนั้นหรือเปล่า ไม่นึกนะ แน่นะๆๆ เอ๊ อาตมาต้องถามเป็นตตินะ ต้องทุติ ตติ 3 ครั้ง ว่าแน่จริงหรือเปล่า ถ้าใจเรานี่นะ ใจจริงๆของเรานะ เรารู้สึกจริงๆเลยนะ ไม่ใช่ว่าเราฟังอาตมาพูดเอาโก้ อาตมาถามเข้า แหม ต้องตอบ เรารู้แล้วอย่างนี้ต้องอย่างนี้ มันถึงจะตอบอย่างนี้เก่ง มีปฏิภาณเหมือนกัน ไม่ได้ตอบเก๋ ตอบโก้หรอกนะ รู้สึก ใจจริงๆ เรา เอ้อ เรานี่ได้มาอยู่อย่างนี้ได้ขัดเกลา เราเห็นดีจริงๆนะ ว่าเราได้มาประพฤติ ปฏิบัติบำเพ็ญ ไม่ได้ไปหลงโลกียรส ไม่ได้ไปหลงโลกียารมณ์ อย่างที่เขาเป็นกันอยู่ล่ะนะ สนุกเพลิดเพลิน เอร็ดอร่อยอะไรอยู่อย่างนั้นน่ะ เราก็มีความเข้าใจบ้างเหมือนกันล่ะนะ ว่า เออ มันดีจริงๆนะ ถ้าเรามาลดมาละนี่ ถ้าไปทางโน้น เราก็จะถูกมอมเมา แล้วเราก็รู้ด้วยว่ากิเลสของเรา มันก็ยังอยากบ้างอยู่นะ ยังติด ยังมีรส เออ เราต้องมาล้าง มาอะไรเสีย มันก็ล้างยากอยู่นะ แล้วเราก็เห็นว่า เออ มาล้างดีกว่า ก็ยังพอมีเอนเอียงเข้ามาทางนี้ จะเห็นว่าดี เข้าใจเหตุผล หรือว่าได้ลดได้ละมาบ้าง ได้ลองนะ ลองละ ลองเลิก ลองลดมาบ้าง ก็ เอ๊อ เข้าใจนะ เลิกแล้วเราไม่เป็นภาระ เราไม่ได้เห็นดีเห็นชอบเท่าไรนะ อาตมาว่าพวกเรานี่ ถ้ามันมีจริงนะ แม้แต่เด็กประถมนี่ รุ่นปี 1 ปีนี้ยังไม่ถึงปีหรอก เด็กเพิ่งมาเรียนได้ 5-6 เดือน ย่าง 6 เดือนเข้ามา เด็กปี 1 ปีนี้ แกไปร่วมงานที่โรงเรียนภัทรญาณ ไปร่วมงาน เขาก็เต้น เขาก็ดิ้น เขาก็มีอะไรต่ออะไรของเขา เจี๊ยวจ๊าวหวือหวา แกก็ยังท้วงนะ บอก โอ้โห เขาอย่างนี้เลยนะ เขา แกก็รู้สึกว่า แกก็ไม่ค่อยชอบ แล้วแกก็มาบอกมาเล่า ก็เปรยน่ะ เด็กเขาก็เปรยไป ถามไถ่กันบ้าง อะไรต่ออะไรบ้าง ก็ลองสัมภาษณ์กันดู หยั่งเสียงกันดู ก็ได้มีเด็กๆที่แกแสดงความรู้สึกอย่างนี้จริงๆนะ รู้สึกว่า เออ เห็นแปลก แล้วเห็นว่า อื๊อ มันไม่ค่อย มันชักจะรู้สึกว่าไม่น่าได้ ไม่น่ามี ไม่น่าเป็น ขึ้นมานี่ เท่านี้จริงๆ อาตมาก็พอใจนะ พอใจว่า เออ มันเป็นไปได้แล้ว ธรรมะของพระพุทธเจ้านี่นะ ที่โลกมอมเมาไปด้วยกาม มอมเมาไปด้วยอัตตามานะกัน แล้วก็ตกเป็นทาสกาม เป็นทาสอัตตามานะกันอยู่นี่ ก็ยังมีคนรู้ได้ รู้เท่าทัน แล้วก็พยายามที่จะเลิกละออกมา เข้าใจทิศทางที่เปลี่ยนทิศ แต่ก่อนเป็นโลกียะ จะต้องจมเข้าไปกับกาม จมเข้าไปกับอัตตามานะอย่างนั้นแหละ แต่พอมาได้ฟัง สดับตรับฟังธรรมะของพระ พุทธเจ้าที่อาตมาเอามาบรรยาย เอามาเปิดเผยบ้าง เออ เข้าใจได้ แล้วก็เห็นด้วย แล้วก็ได้ลองอบรมตน ฝึกฝนลดละมา เป็นไปได้ อยู่กับโลกเขานี่ทวนกระแสกัน โลกเขาเอา เราไม่เอา เราล้าง เราละ แล้วเราก็มาอยู่อย่างที่จะมีประโยชน์กับเขา เราก็เห็นว่าทิศทางนี้เป็นทิศทางอันประเสริฐ แล้วเราก็สบาย มีคุณค่าประโยชน์กับโลกด้วย ไม่ได้มานั่งถ่วง นั่งหนักแผ่นดิน หรือว่าถ่วงอะไรต่ออะไรเขา จริง ถ่วงเหมือนกันนะ คือว่าถ่วงเขา ไม่ให้เขาได้สะดวกคอ เราก็ขวางๆ เขาอยู่บ้างเหมือนกัน ว่ากันจริงๆ ล่ะนะ ถ่วงหรือขวาง ขวางเขาเหมือนกันที่จริง ไม่ให้เขาสะดวกดายสบายดี คล่องคอละ คุณจะโลภโมโทสัน คุณจะบำเรอ คุณจะมอมเมากันยังไง เราก็ต้านๆบ้าง บอกประชาชนบ้าง ให้รู้ให้เข้าใจว่า อย่ามานั่งมอมเมากันมากนัก มันยิ่งทุกข์ยิ่งร้อนอยู่ อย่างคุณทำไปอย่างโน้นหมดเลย มันก็ไปกันใหญ่ แล้วก็ต้องแย่งต้องชิง ต้องผลาญ ต้องพร่า ต้องทำลาย วุ่นวายนะ มันไม่ได้เป็นสุขเลย มันเป็นทุกข์จริงๆ เขาไม่รู้จริงๆ ว่ามันเป็นทุกข์ แต่เราแก้บ้างแล้ว ก็สงบระงับได้ ถ่วงบ้างนี่ ก็จะลดความร้อนแรง ลดความแย่งชิง ลดความมอมเมา มัวเมา ลดที่มันวุ่นวายกันลงได้จริงๆนะ อาตมาว่าเห็นจริงๆเลย แต่มันยากเหลือเกิน มันมากเหลือเกิน ทางโลกโลกียะนี่มันมากจริงๆ เราก็สู้ท่ามกลางปริมาณทั้งคุณภาพของโลกีย์ด้วย จัดจ้าน ปริมาณก็มาก จัดจ้านก็จัดจ้าน เราก็ปริมาณน้อย ก็พยายามเพิ่มฤทธิ์แรง ก็ แหม เข็นพวกเราให้เพิ่มฤทธิ์เพิ่มแรงอยู่นี่ เข็นยากจังเลย จะเติมฤทธิ์เติมแรง คุณภาพทางด้านปรมัตถ์ คุณค่าทางโลกุตระนี่ ให้สูงขึ้นบ้าง ก็โอ้โห มันยากเย็นจริงๆล่ะนะ เข็นกันก็เข็นไปเถิด พูดไปเถิด หลายคนก็บอกว่า โอ๊ เรานี่ทำไมไม่เจริญขึ้น อาตมาฟังแล้วก็ แหม จะทำยังไง แล้วบ่นว่าไม่เจริญขึ้น ก็ยังดีนะ รู้สึกว่าเราไม่เจริญขึ้นน่ะ ก็ แสดงว่าเรารู้ตัว ก็พากเพียรขึ้น ตรวจตราเอาจริงๆจังๆก็แล้วกัน วิริยะ อุตสาหะ อาตมาเตือนอยู่เสมอ พระพุทธเจ้าก็เตือนมา บอกว่าคนเรานี่ ชีวิตมันสั้น สั้นจริงๆนะ 100 ปีนี่ ก็ไม่ได้นานเลย แล้วพวกเราถึง 100 ปีกันยาก ไม่ง่ายนะ อายุจะถึง 100 ปี นี่มันยาก อายุแค่นี้นี่แหละ ให้ 100 ปีด้วย ให้นานๆ ถึง 100 ปีด้วย เก่งให้ถึง 100 ปี ไม่เร็ว ไม่ได้นานเลยนะ 100 ปีนี่ ถ้ายิ่งคุณเข้าใจสังสารวัฏของสัตว์โลก เกิดตายๆ แล้วก็ลงนรก ขึ้นสวรรค์ ทุกข์ร้อนบ้าง สุขบ้าง ทุกข์ไปทดแทน ใช้หนี้วนเวียนกัน อยู่ไป ดีไม่ดีก็ไปเกิดเป็นสัตว์นรก เป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นโน่นเป็นนี่ ใช้หนี้ใช้สิน พอได้ดีขึ้นมาบ้าง ก็ค่อยยังชั่ว พอดีขึ้นมาหน่อย ประเดี๋ยวก็เหลิง เดี๋ยวก็ไม่รู้เรื่องอีก ตกนรก สร้างบาป สร้างเวร ตีลังกาหกคะเมนอยู่นี่ คุณรู้กันบ้างไหมว่า เห็นหน้ากันอยู่นี่ มานั่งเห็นหน้ากันได้อยู่ในที่นี้นี่นะ นี่กว่าจะได้ดิบได้ดี พอที่จะรู้รส รู้อมตธรรม รู้ธรรมะของพระพุทธเจ้า โลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าบ้างนี่ ใช้เวลากันมาตั้งคนละเท่าไหร่ ไม่ใช่เริ่มเกิดจากสัตว์ พัฒนาจากสัตว์มาก็โผล่พัวะ เข้ามาเรียนธรรมะของพระ พุทธเจ้าได้ อย่าหวังเลย คนที่ยังไม่มีบุญบารมี ยังไม่มีภูมิธรรม อะไรพวกนี้ รับไม่ได้หรอก แล้วคุณจะมาทำในระดับที่จะไปสู่โลกุตระ ไปนิพพานนี่ ไม่ได้ ไม่รู้เรื่องหรอก จริงๆ ฟังไม่เข้าใจ ฟังไม่รู้เรื่อง เอ๊ ก็อร่อยนี่ เขายังติดรสอร่อยอยู่ในโลกโลกียะ วุ่นอยู่อย่างนั้นล่ะ งมงาย มัวเมาอยู่นั่น กว่าจะมาเปิดจิตเข้ามาเป็นโลกุตระได้นี่ ไม่ใช่เรื่องเล่นนะ ที่จะเห็นด้วย เห็นดีว่า เอ๊ เราละลดสิ่งที่เป็นโลกียรส เป็นโลกธรรมอย่างนี้ ลดเถิด กว่าจะเข้าใจได้นี่ ไม่ใช่เรื่องเล่นนะ เพราะฉะนั้นคนที่ฟังออกแล้วก็เข้าใจได้ มีอินทรีย์พละ มีกำลังแรงที่จะมาลดมาละอย่างนี้ได้นี่ เป็นคนที่ได้ผ่านแค่ได้ยิน แค่ฟังเข้ามากๆ ฟังแล้ว ก็จะไปตั้งใจฟังได้ ไอ้ผ่านไม่เข้าหูนั่นไม่รู้กี่ชาติ กว่าจะเข้าหู เข้าหูแล้วกว่าจะซาบซึ้ง กว่าจะเข้าใจ เข้าใจซาบซึ้งประทับใจ กว่าจะเห็นดี เห็นชอบ กว่าจะเอามาลองปฏิบัติ ลองดูซิ แค่ขนาดอาตมาพูดนี่ ไม่รู้แต่ละขยักๆ นี่ ไม่รู้ขยักละ กี่สิบกี่ร้อยชาติ สังสารวัฏมันยาวนานอย่างนี้นะ เพราะฉะนั้นชีวิตคนเราเกิดมา 100 ปีตายนี่ เอาไปเทียบกับสังสารวัฏนี่นะ โอ๊ มันจ้อยนัก น้อยนัก 100 ปีตายนี่ เพราะฉะนั้นเวลาท่านเปรียบเทียบกัปหนึ่ง กัปหนึ่งๆนี่ ขนาดเอาผ้าใยบัวมา ทอผ้าใยบัวมาแล้ว ก็เอาผ้าใยบัวลาด ไม่ได้ไปถูไปขัดอะไรนะ เอาไปลาดบนยอดเขาสิเนรุให้มันสึก ก็เอาผ้าใยบัวไปลาด จะสึกขนาดไหนกันเชียว แล้วเราลาดไปอย่างนั้น ไม่รู้ระยะกี่ปี หรือกี่ร้อยปีมาลาดที ร้อยปีมาลาดทีหนึ่ง จนกว่าภูเขานี่ราบสึก ราบเป็นพื้น คุณคิดดูว่านั่นกัปหนึ่ง นานขนาดนั้นน่ะ จะไปรออะไร แค่ฝันก็ไม่น่าฝันแล้ว ท่านเทียบขนาดนี้นี่ ไม่ใช่เทียบเกินนะ คนเรานี่ นับสังสารวัฏไม่ได้ นับเกิดนับตายไม่หวาดไม่ไหว แล้วทุกข์ทรมานมา ไม่รู้จักทุกข์ ไม่รู้จักความลำบากลำบน อาตมาพูดอีกที ถ้าคุณยังอยากเกิดเป็นมนุษย์อีกนี่นะ คุณได้เกิด คุณเอาคุณธรรมหลักประกันนี่ หลักประกันนี่ว่ารู้เท่าทันโลกียะแล้วนี่ คุณจะมาอนุโลมนี่นะ มาสนุกครื้นเครงกับโลกเขาก็ยังได้เลย อาตมาจริงๆนะ ว่าจริงๆนะ ถ้าเผื่อว่าอาตมาไม่เป็นผู้ที่จะต้องทำงานด้านนี้โดยตรงนี่นะ อาตมาไปหัวหกก้นขวิดอะไรอีกก็ได้ ไปตีลังกาอะไรเล่นกับเขาก็ได้ แต่มันก็เหนื่อยล่ะนะ ที่จริงก็ไม่ได้คิดว่ามันจะไปทำหรอก มันจะไม่คุ้มกับการลงแรงลงทุน เพราะว่ามันเสียหาย ไปเป็นมวลให้แก่เขาด้วย แล้วเราก็ไม่ได้อร่อยเอร็ดอะไรแล้วจริงๆ เพราะฉะนั้นเราถ้าไปทำก็เสียเวลาเปล่าๆ แต่อาตมาแน่ใจว่าอาตมาไปทำได้ ให้อาตมาไปสนุกสนานเหมือนเขาสนุกสนานนี่นะ ให้ลงไปเล่นไพ่ ลงไปเล่นเกม ลงไปอะไรตามที่อาตมาคิดว่าอาตมาเล่นได้นะ แต่อาตมาก็ไม่นึกสนุกเท่าไหร่หรอก แล้วไม่อยากไปเป็นตัวอย่าง หรือไปเป็นส่วนอะไรกับเขามากเกินไปนัก แม้แต่คิดดูซิ อาตมาอยู่ในวงการทางด้านบันเทิงนี่ ชาตินี้เป็นไปตามธรรมของมันเองจริงๆนะ คุณเชื่อไหมว่าอาตมาหัดเต้นรำได้แต่อาตมาเต้นรำไม่เป็น ในชาตินี้อาตมาเต้นรำไม่เป็น คุณเชื่อไหมคนอย่างอาตมานี่ไปหัดเต้นรำนี่เป็นแน่ เชื่อไหมๆ คนอย่างอาตมานี่ไปหัดเต้นรำกับเขานี่ เต้นรำอย่างที่เขาเต้นกันนี่นะ เต้นจังหวะอะไรก็แล้วแต่ อาตมาไม่เคยเต้น จังหวะบอลล์รูม แม้แต่สโลว์ ก็ยังไม่เคยไปเต้นกับเขาเลยสโลว์นี่ มันก็ย่างก้าวไปเท่านั้น ไม่ต้องไปอะไร อย่าเหยียบตีนคนเท่านั้นแหละ ไม่ได้มีจังหวะยากอะไร ยังไม่เคยเต้นเลย ไม่เต้น อาตมาไม่เต้นรำเลย ในชีวิตนี้ ไม่น่าเชื่อนะ ไม่น่าเชื่อ ทั้งๆที่อาตมาอยู่ในวงการดนตรี วงการเพลง อาตมาเองนั่งนี่ คนเต้นรำไม่เป็น ไม่รู้จังหวะดนตรี ยังมาถามอาตมาว่า นี่จังหวะอะไร อาตมาบอกให้ เขาก็ไปเต้นตามจังหวะนั้น เขายังไม่รู้จังหวะด้วยซ้ำ อาตมาถึงบอกจังหวะให้เขา แล้วเขาก็ไปเต้น อาตมาไม่เต้น ไม่ได้แกล้งนะ แต่ใจมันเป็นยังไงไม่รู้ มันอื้อ อย่าไปเต้นเลย แล้วอาตมาก็ไม่เห็นจะชอบจะชื่น ไม่เห็นว่าสนุกสนานอะไร ไม่เห็นว่าได้เปรียบ ได้ท่าอะไรนะ แหม ได้เต้นรำ ได้จับเนื้อจับตัวผู้หญิง ทั้งๆที่อาตมาก็มีกามนะ มีกามแบบที่เขามอมเมากัน กามก็มีได้ แต่ว่าตัวนี้เป็นการฉวยโอกาสแล้ว โอ๋ย ใครเขาไม่ว่าหรอก ไปเต้นรำนี่ จับผู้หญิง บางทีก็ได้แนบ ได้กอด ได้แต๊ะอั๋ง หลายๆอย่างเหมือนกันนะ อาตมาไม่ เคยคิดว่าเป็นกำไร ควรจะไปทำ ไม่เอา มันน่าคิดเหมือนกันว่า เอ๊ะ ทำไมถึงไม่ทำ มันเป็นกิริยาอย่างหนึ่ง เป็นกิริยาที่เป็นไป เป็นตถตา มันเป็นอย่างนั้นเองแหละ ต้องเป็นอย่างนั้นน่ะ ไม่ไปสนับสนุน แต่ไปเล่นไพ่แฮะ ไปกินเหล้านะ กินก็ไม่ติด เล่นไพ่ก็เล่นไปอย่างนั้น เป็นหมูสนาม เล่นที่ไหน เขาก็ชอบ เพราะเราเล่นไปแล้วก็เสียให้เขาตะพึด ไม่ค่อยได้ เสียมากกว่าได้ เล่นไปก็เหน็ดเหนื่อย เพื่อนก็เล่นงมงาย ไปเล่นกับเขา แทงบิลเลียดก็แทง แทงก็ไม่เก่ง เป็นหมูสนามเหมือนกัน แทงไป โอ๊ย เอ๊ะ ทำไมเราแทงไม่ได้ ทำไมมันทำได้ ทำไมเราทำไม่ได้ ทำอยู่นั่นแหละ ก็ไม่เก่ง ก็นึกว่า เอ๊ เราทำไมไม่เก่งนะ เล่นไพ่ก็ไม่เก่ง กินเหล้าก็ไม่เก่ง แทงบิลเลียดก็ไม่เก่ง วะ มันไม่ยอดเยี่ยม เราก็พยายามจะทำ เดี๋ยวนี้ถึงมาเข้าใจว่า เออ ดีแล้วล่ะ ไม่เก่งน่ะ มันเป็นบุญแล้วล่ะ ถ้าเก่งแล้วจะไปติดไปหลง เขาเยินยอสรรเสริญ อะไรต่ออะไรอีก ย่ามใจ ได้ลาภ ได้ยศอีก ก็ไปหลงติดอยู่อย่างนั้น ก็แย่กัน ขนาดเสียๆ ยังไม่ค่อยเข็ดเลย เสีย ยังอุตส่าห์ ทุกข์ก็ทุกข์นะ เล่นไพ่ก็ทุกข์ แทงบิลเลียดก็ทุกข์ บางทีก็แทงยันรุ่งเลยนะ โอ๊ แขนนี่ ไม่ต้องยกเลย ยกไม่ขึ้นจริงๆ เลยนะ มันเมื่อย มันปวด แต่ถึงเวลาแทงยกแล้ว ยกคิวแล้ว เอ้า ต้องแทง แทงเสร็จแล้วก็ต้อง โอ้โห เมื่อย ถึงขนาดนี้จริงๆ ยังจำได้เลย ทำไมโง่จังเลยก็ไม่รู้ โง่จริงๆเลยนะ ไปทำอยู่ได้ คนเราถึงบอกว่า โอ้โห ขนาดเรานี่นะ มันยังไม่ค่อยเห็นทุกข์เลย ทั้งๆที่มันทุกข์ทนโท่นะ เพราะฉะนั้นคนในโลกน่ะหรือ โอ้ย กว่าจะมาเห็นทุกข์ได้นี่ มันไม่จริง มันยาก เขาหลงระเริงว่ามันอร่อย มันสุข ไอ้ความอร่อยหรือความสุขนี่ มันบัง มันพรางให้คนหลงติด คนก็หลงติดอยู่อย่างนั้น นี่อบายมุขก็ตาม โลกียะ กามารมณ์ กามคุณก็ตาม โลกธรรมก็ตาม ทำแล้วก็ได้เงิน ได้ทอง ได้ลาภ โอ๊ ได้ศักดิ์ศรี ได้อำนาจ ได้อะไรต่ออะไรทางโลกใหญ่ โอ้ ได้เชิดหน้าชูตา มันจะทิ้งลงเหรอ พุทโธ่ แหม ยิ่งมีความสามารถ ยิ่งมีความรู้ ยิ่งมีความเก่งในทางโลกีย์ ทำเท่าไหร่ก็ร่ำรวย ทำเท่าไหร่ก็ได้ ทำเท่าไหร่ก็มีประสิทธิภาพ ได้มาลาภก็ขึ้น ยศก็ขึ้น สรรเสริญก็ขึ้น แล้วจะไปทิ้งง่ายๆได้หรือ อาตมาเข้าใจนะ เข้าใจ เห็นว่า โอ อย่างนี้เองล่ะนะ มันยากนะ แม้แต่คนที่ไม่ค่อยจะเก่ง ยังไม่ค่อยมาเลย แย่งเขาก็สู้เขาไม่ได้ มาเถอะ ไม่มา เอาอยู่นั่นแหละ ดันทุรังต่อไป ไปแข่ง แย่งลาภ แย่งยศ แย่งสรรเสริญ แย่งโลกีย์ แย่งกามอะไรของเขาอยู่อย่างนั้น เพราะฉะนั้นคนเรากว่าจะเห็นจริงนี่นะ กว่าจะปล่อยวาง กว่าจะเลิก มาเอาอย่างนี้ดีกว่า ดีแล้วเราไปติดไว้มากๆ ก็มานี่จะง่ายดี เข้าใจนะเราไปติดมากๆ ก็ดีแล้ว เห็นทางรอด เห็นทางถูกต้องอย่างนี้นะ ไม่ง่ายนะ เป็นไปได้ยากอยู่นะ โลกีย์นี่ แต่มันก็มีในพวกเรา มันก็มี มาได้น่ะ มากันได้ขนาดนี้ ท่ามกลางสังคมที่เป็นโลกียะอย่างนี้นี่ แล้วมันเป็นจริงขึ้นมา จนกระทั่งอาตมาก็ยังหวังๆอยู่นะ จะบอกว่าหวังก็หวัง แต่ไม่ได้ตั้งไว้นะ ไม่ได้ตั้งในใจไว้ว่าให้หวังไว้ให้มากมาย ถ้าไม่ได้แล้ว เราจะต้องอกหักอกพัง ไม่เอา รู้แล้ว รู้ทัน เหลี่ยมนี้รู้ทันแล้ว ได้ก็ช่าง ไม่ได้ก็ช่าง ได้ก็ดี ถ้าได้อย่างนี้ เจตนารมณ์ที่จะให้เป็นอย่างนี้ได้ ได้ก็ดีซิ ได้เจริญเท่าไหร่ ก็ดีเท่านั้น แต่ถ้าไม่ได้ ไม่ได้ก็แล้วไป เรื่องอะไรจะไปอกหักอกพัง เราพากเพียรเต็มที่ไหม อยู่ที่ตรงนี้ต่างหาก ตรงนี้สำคัญ เราอุตสาหะพากเพียรเต็มที่ก็แล้วกัน อย่าเหยาะแหยะ อย่าย่อหย่อน พยายาม เมื่อยพอพักก็พัก ไม่เมื่อยพอพัก พอขวนขวายได้ ขวนขวาย พยายามเป็นไป ไม่ได้ทรมานตัวเองอะไรมากมาย ไม่ได้ทรมานสุขภาพร่างกายอะไร ระวังจะขี้เกียจ ระวังไม่ขวนขวาย ระวังไม่เอาถ่าน เท่านั้นแหละ ก็ทำไป ก็ได้ผลขึ้นมาอยู่เรื่อยๆ นะ นี่ก็ดูว่า เอ้อ ก็พอเป็นไป แล้วก็มีรูปร่าง มีตัวจริงขึ้นมา มากขึ้นๆๆ ทำงานจนกระทั่งเขาบอกว่า เอ้อ พวกนี้ จะแกล้งทนไปได้ขนาดไหนนี่ มาทำงานฟรี ทำเป็นเอาอะไรมาเยินยอ เอาโวหาร เอาคารมมา ที่จริง ทุกอย่างทุกอันนี่ ไม่มี บุญไม่มี บาปไม่มีหรอก เป็นโวหารมาหลอกคน เอาบุญมาล่อ เอาอะไรมา เขาก็มีนะ พูดอย่างนี้ ความจริงแล้ว อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อะไรก็ไม่มีตัวตน อะไรไม่มีความจริงหรอก อะไรก็ไม่แท้ ไม่เที่ยง นี่พวกนัตถิกทิฐิ พวกทิฐิที่ไม่มีอะไร ก็ไม่มีตะพึด แต่มันมีนะ คือตัวเขาน่ะมี เขาเสพ เขาสวาปามไป แล้วเขาก็หลงคิดว่า เออ มันไม่มีอะไรหรอก ตายแล้วก็สูญ พวกนี้จะมีลักษณะอุจเฉ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive