320918 อย่าเดาเรื่องอุตริมนุสธรรม โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน สันติอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2532
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์28 KB
วันที่แก้ไข15 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

320918 อย่าเดาเรื่องอุตริมนุสธรรม โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน สันติอโศก วันที่ 18 กันยายน พุทธศักราช 2532

เอาเรื่องพระเทพเวทีมาอ่านสู่ฟัง แล้วก็จะวิเคราะห์ให้ฟังว่า พระเทพเวทีทำยุทธวิธีอะไรไว้อยู่น่ะ... ที่อาตมาเอาอันนี้มาอธิบายวันนี้นั้น ก็ไม่มีเจตนาที่จะไปโต้...โต้ตอบ...หรือจะไปตอบโต้อะไรกับพระเทพเวที แต่ว่าอาตมาอยากจะมา นำมาให้พวกเราได้ฟัง แล้วก็ตั้งข้อสังเกต ได้ศึกษา มันเป็นการศึกษา ที่ทำนี่ไม่ใช่ทำเพื่อที่จะเอาชนะคะคานหรืออวดดีอวดเก่งข่มเบ่งอะไรกันต่างๆนานา ไม่ใช่ นี่เป็นความคิดเห็นของอาตมา...เป็นความคิดเห็น เป็นความรู้น่ะ แล้วก็เป็นความรู้สึกของอาตมาเอง ที่รับซับทราบความรู้ความคิดเห็นของพระเทพเวที แล้ว อาตมาก็เห็นอย่างนี้...ตามที่อาตมาเห็นแล้วก็จะพูดความจริงของอาตมา มาสู่พวกเราฟังเท่านั้น เรื่องนี้เป็น อาตมาถือว่าเป็นการศึกษา เพราะพวกเราก็ศึกษาเรื่องนี้กันให้เห็นส่อให้เห็นถึงความ... ความเป็นไปอยู่ในสังคม.. มันมีธรรมาธรรมสงครามกันอยู่เรื่อยน่ะ อาตมาจะอ่าน...ช่วงตอนนี้ให้ฟังเสียก่อนน่ะ คือความเห็นในเรื่องอวดอุตริมนุสธรรมของพระเทพเวทีนี่ ที่ได้แสดงไว้ในหนังสือพุทธธรรม...พุทธธรรมเล่มนี้เป็นเล่มที่ทำ.... ทำครั้งหลังสุดมั้ง... ดูเหมือนจะเป็นทำครั้งหลังสุดน่ะ พิมพ์เผยแพร่ในพ.ศ.2529...หนังสือพุทธธรรมนี่ ซึ่งเป็นหนังสือที่เขาถือว่าเป็น MASTER PIECE ของท่านเจ้าคุณเทพเวทีทีเดียวน่ะ ท่านทำ...ทำมาแล้ว มันก็เลย...ตั้งแต่เล่มเล็กๆจนกระทั่ง...ท่านก็เขียนเรื่องมา ขยายเรื่อยมา ต่อเรื่อยมา เพิ่มเรื่อยมาจนกระทั่งเติมมาเรื่อยแหละ หลายปีดีดัก จนกระทั่งได้เป็นเล่มใหญ่โต...อย่างนี้น่ะ คงจะเหมือนอาตมาเขียนทางเอกล่ะนะ อาตมาก็เขียนเรื่อยไป เขียนไปจนกระทั่ง เอาเข้าแล้วมันเยอะกว่านี้ด้วยซ

อ่านต่อ

้ำ...ทางเอกที่ 3 เล่มที่พิมพ์ไปแล้วเอาไปเอามามันเยอะกว่านี่อีก แต่ก็เป็นภาษาของอาตมานะ อาตมาเขียนไม่ได้มีตำราอะไร เหมือนท่านเท่าไหร่ สำหรับท่านนี่ก็เขียนมีตำราเยอะนะมันต่างกัน อาตมาเขียน by heart...ท่านเขียนมัน by text..ฮึ...มันก็เลยไม่เหมือนกันน่ะ ลองฟังคำ...ข้อเขียนของท่านในหน้า 440 เป็นต้นไปน่ะ ลองฟังดูก่อน แล้วค่อยขยายความ อะไรกันดู บทบัญญัติในวินัยซึ่งแสดงถึงเจตนารมณ์ ที่มุ่งเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ให้ความสำคัญแก่สงฆ์ ที่ควรกล่าวไว้ในที่นี้อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่พุทธบัญญัติ ไม่ให้ภิกษุอวดอุตริมนุสธรรม คือคุณวิเศษหรือการบรรลุธรรมอย่างสูง ที่เกินปกติของมนุษย์สามัญเช่น สมาธิ ฌานสมาบัติ มรรค ผล ถ้าอวดโดยที่ตนไม่มีคุณวิเศษนั้นจริงคือหลอกเขา ย่อมต้องอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นภิกษุ แต่ถึงแม้ว่าจะได้บรรลุคุณวิเศษนั้นจริง ถ้าพูดอวดหรือบอกกล่าวแก่ชาวบ้าน หรือผู้อื่นใดที่มิใช่ภิกษุหรือภิกษุณี ก็ไม่พ้นเป็นความผิด เพียงแต่เบาลงมาเป็นอาบัติปาจิตตีย์ ต้นเหตุที่จะให้มีพุทธบัญญัตินี้ เกิดจากในคราวทุพภิกขภัย ภิกษุพวกหนึ่งคิดหาอุบายจะให้พวกตนมีอาหารฉันโดยไม่ลำบาก จึงกล่าวสรรเสริญกันและกันให้ชาวบ้านฟังตามที่เป็นจริงบ้างไม่จริงบ้าง ว่าท่านรูปนั้นได้ฌาน ท่านรูปนั้นเป็นโสดาบัน ท่านรูปนั้นเป็นพระอรหันต์ ท่านรูปนั้นได้อภิญญา 6 เป็นต้น ชาวบ้านเลื่อมใส พากันบำรุงเลี้ยงภิกษุกลุ่มนั้นอย่างบริบูรณ์ เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบจึงทรงบัญญัติสิกขาบทขึ้นห้าม ได้ทรงติเตียนว่า ไม่สมควรที่จะอวดอ้างคุณความดีพิเศษกัน เพราะเห็นแก่ท้อง และสำหรับผู้ที่อวดอ้างโดยไม่เป็นจริง ทรงติเตียนอย่างรุนแรงว่า เป็นมหาโจรที่เลวร้ายที่สุดในโลก เพราะบริโภคอาหารของชาวบ้านชาวเมืองโดยฐานะขโมย พุทธบัญญัติอีกข้อหนึ่ง ในจำพวกห้ามอุตริมนุสธรรม คือสิกขาบทที่มิให้ภิกษุแสดงอิทธิปาฏิหาริย์แก่ชาวบ้าน ภิกษุใดแสดงภิกษุนั้นมีความผิด ต้องอาบัติทุกกฏ ต้นเหตุเกิดจาก เศรษฐีท่านหนึ่ง เอาบาตรไม้จันทน์ แขวนไว้ที่ปลายไม้ไผ่ แล้วประกาศท้าภิกษุว่า ใครเป็นพระอรหันต์มีฤทธิ์จริง ก็ขอถวายบาตรนั้น แต่ให้เหาะไปเอาลงมา เอาลงมาเอง พระปิณโฑล ภัทรทวาชะ ได้ยินคำท้า ก็คงจะรักษาเกียรติของพระศาสนา จึงเหาะขึ้นไปเอาบาตรลงมา ทำให้ชาวเมืองตื่นเต้นเลื่อมใสกันมาก พระพุทธเจ้าทรงทราบ จึงทรงบัญญัติสิกขาบทห้าม โดยทรงตำหนิว่า ไม่สมควรแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ ซึ่งเป็นธรรมล้ำสามัญมนุษษย์ เพื่อเห็นแก่บาตรที่เป็นของมีค่าต่ำ ทรงเปรียบการทำเช่นนั้นว่า เป็นเหมือนสตรีที่เผยอวัยวะพึงสงวนให้เขาดู เพื่อเห็นแก่เงินทองของต่ำทราม ถ้าตามเรื่องที่เกิดขึ้นนั้น เหตุผลส่วนที่ปรากฏชัด ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงปรารภ ก่อนที่จะทรงบัญญัติสิกขาบทเหล่านี้คือ...ก็คือ เป็นการไม่สมควรที่จะอวดคุณความดี และความเก่งกล้าสามารถพิเศษของตน เพราะเห็นแก่ลาภสักการะหรือผลประโยชน์ต่างๆ แต่ในเวลาที่ทรงบัญญัติจริง ปรากฏว่าทรงเปิดกว้าง ให้สิกขาบทนั้นมีขอบเขตครอบคลุมเหตุจูงใจทุกอย่าง ไม่จำกัดเฉพาะการอวดหรือแสดงเพราะเห็นแก่ลาภสักการะและผลประโยชน์ที่จะได้เท่านั้น ในเรื่องนี้เพื่อเสริมความเข้าใจให้กว้างขึ้น สมควรที่จะพิจารณาถึงเจตนารมณ์ที่ลึกซึ้งลงไปอีกด้วย เช่น การที่ไม่ทรงประสงค์ให้ประชาชนตื่นเต้นหลงใหล กับสิ่งที่เข้าใจว่าสูงส่งเกินวิสัยของตน แล้วหันไปติด...ขออภัย แล้วหันไปติด...ขออภัย แล้วหันไปคิดพึ่งพาฝากความหวังไว้กับผู้อื่นสิ่งอื่น จนละเลยการเพียรพยายามทำตามเหตุผลที่เป็นวิสัยของตน ดังนี้เป็นต้น แต่สิ่งที่ควรพูดถึงในที่นี้ก็คือ เจตนารมณ์ที่คำนึงถึงสงฆ์ตามหลักการของพระพุทธศาสนา การดำรงอยู่แห่งธรรมวินัยเพื่อประโยชน์สุขของชาวโลกนั้น ขึ้นอยู่กับสงฆ์ที่เป็นส่วนรวม การที่จะสืบต่อพระศาสนา หรือรักษาพระธรรมวินัยจึงต้องทำให้สงฆ์คงอยู่ยั่งยืน พูดอย่างชาวบ้านว่า พระพุทธเจ้าทรงฝากธรรมวินัยไว้กับสงฆ์ มิใช่ไว้กับบุคคลผู้ใดผู้หนึ่ง ซึ่งไม่อาจคงอยู่ได้นาน พระพุทธเจ้าทรงมุ่งหมายให้ประชาชนทะนุบำรุงภิกษุทั้งหลาย และสัมพันธ์กับภิกษุทั้งหลาย ในฐานะที่เป็นสงฆ์ ให้ทานบำรุงและสัมพันธ์กับพระภิกษุ ในฐานะที่ท่านเป็นภิกษุรูปหนึ่ง หรือเป็นตัวแทนผู้หนึ่งของสงฆ์ ไม่ใช่ในฐานะบุคคลชื่อก. ชื่อข. ชื่อค. แม้ว่าภิกษุรูปใดรูปหนึ่งหรือบางรูป เก่งกล้าสามารถหรือบรรลุธรรมวิเศษ ความสัมพันธ์ของท่านกับประชาชน ก็จะแสดงออกทางสงฆ์หรือผ่านสงฆ์ ให้สงฆ์มีส่วนร่วมในผลสำเร็จของท่านด้วย คำที่พูดนี้พอจะมองเห็นได้ยาก ในกรณีที่ภิกษุรูปหนึ่งมีความดีงามความสามารถพิเศษ ถ้าความดีงามความสามารถนั้น เป็นไปในฐานะที่ท่านเป็นภิกษุรูปหนึ่ง ผลที่ได้ที่มีมาถึงภิกษุรูปนั้น จะมีมาถึงสงฆ์ด้วย หรือสงฆ์จะมีส่วนได้รับผลด้วย สงฆ์จะเจริญงอกงามไปกับภิกษุรูปนั้น แต่ในทางตรงข้าม ถ้าความดีงาม ความสามารถของภิกษุนั้น แสดงออกในฐานะบุคคล ผู้มีชื่อนี้โดยเฉพาะ เป็นพวกกลุ่มนั้นกลุ่มนี้โดยเฉพาะ ภิกษุนั้นจะเจริญเติบโตขึ้น แต่เป็นความเจริญเติบโตส่วนตัว หรือเฉพาะกลุ่มของตัว ที่บั่นทอนให้สงฆ์...ทรุดโทรม อ่อนแอลง การอวดคุณวิเศษของภิกษุ ย่อมทำให้ประชาชนรวมจุดความสนใจไปที่ภิกษุนั้น ได้หันไปทุ่มเทความอุปถัมภ์บำรุงให้ในเวลาเดียวกัน สงฆ์จะได้ความสำคัญลง ภิกษุส่วนใหญ่ไม่ได้รับความเอาใจใส่ขาดผลได้ และสงฆ์ส่วนรวมก็จะอ่อนกำลังลง ด้วยเหตุนี้จึงมีตัวอย่างพระอรหันต์บางท่านในสมัยพุทธกาล เมื่อความดีเด่นและความสามารถพิเศษของท่านปรากฏเป็นที่รู้ขึ้น และในความสนใจต่อตัวท่านเปลี่ยนจากความสนใจในฐานะภิกษุรูปหนึ่ง กลายไปเป็นความผูกพันในตัวบุคคล พร้อมกับมีลาภผลติดตามมา ตัวท่านกลายเป็นที่รวมความสนใจแทนสงฆ์หรือเป็นเหตุให้ความสนใจต่อภิกษุส่วนมาก และความสำคัญของสงฆ์ลดลง ท่านก็หลีกออกไปเสียจากที่นั้น ถ้ากล่าวโดยสรุป การอวดหรือบอกกล่าวอุตริมนุสธรรม คือคุณวิเศษของตนแก่ชาวบ้าน แม้จะเป็นจริงก็มีผลเสียหายที่สำคัญแก่ส่วนรวมดังนี้ 1 ทำให้ชาวบ้านตื่นเต้นระดมความสนใจมารวมที่บุคคลผู้เดียว หรือกลุ่มเดียว แทนสนใจสงฆ์ได้...ดังได้กล่าวแล้ว และชาวบ้านที่ไม่รู้ไม่เข้าใจ ก็จะคิดเปรียบคิดเทียบ เกิดความรู้สึกดูถูกดูแคลนท่านอื่นกลุ่มอื่นอย่างถูกต้องบ้าง ผิดพลาดบ้าง เป็นโทษแก่ตนเองและแก่พระศาสนาโดยส่วนรวม ความข้อนี้สัมพันธ์กับข้อต่อๆไปด้วย ข้อ 2 เมื่อมีการอวดกันได้ไม่เฉพาะท่านที่รู้จริงได้จริงเท่านั้นที่จะอวด ท่านได้สำคัญตนผิดก็จะอวด แต่ที่ร้ายแรงยิ่งก็คือเป็นช่องให้ผู้ไม่ละอายทั้งหลายพากันฉวยโอกาสอวดกันวุ่นวาย ชาวบ้านซึ่งไม่ได้รู้ไม่ได้มีประสบการณ์เอง ก็แยกไม่ถูกว่า อย่างไหนจริง อย่างไหนเท็จ บางคราวที่เท็จมองในสายตาชาวบ้าน กลับเห็นเป็นอัศจรรย์น่าเชื่อถือกว่า ดังที่ผู้เชี่ยวชาญการหลอก หรือเล่นกลลวงชาวบ้านได้สำเร็จกันมามาก ข้อนี้สัมพันธ์กับข้อต่อไปอีก ข้อ 3 ชาวบ้านระดับโลกียะปุถุชนทั้งหลายมีความพอใจนิยมชมชอบต่างๆกันตื่นเต้นในต่างถิ่นต่างระดับกัน และผู้ที่บรรลุธรรมวิเศษก็มีบุคลิกลักษณะคุณสมบัติและความสามารถด้านอื่นๆต่างๆกันไป มิใช่จะมีคุณสมบัติที่พร้อมจะเป็นผู้นำ ตามรอย..รอยบาทพระศาสดาได้เหมือนกัน บางท่านบรรลุธรรมวิเศษแล้วพูดสอนอธิบายไม่เป็นคล้ายกับพระปัจเจกพุทธะ สู้แต่พระพหูสูตที่ยังไม่บรรลุก็ไม่ได้ เปรียบได้กับคนที่ได้ไปเที่ยวถิ่นห่างไกลเห็นมาด้วยตนเอง กลับมาแล้วบางคนพูดคุยเล่าให้คนอื่นฟังไม่จับจิตจูงใจ ส่วนบางคนไม่เคยไปจริงเลย แต่เล่าได้เป็นคุ้งเป็นแควน่าตื่นเต้น เหมือนอย่างคุณครูบางท่านสอนวิชาภูมิศาสตร์เมืองฝรั่งเก่ง ทั้งที่ตนเองไม่เคยไป หรือในด้านบุคลิกลักษณะ บางท่านสำเร็จอริยผลแล้วก็จริง แต่รูปร่างไม่ชวนเลื่อมใส เช่นอย่างพระอรหันต์ชื่อลักคุณะตกะภัททิยะ ผู้มีร่างเตี้ยค่อม ถูกพระหนุ่มเณรน้อยคอยล้อเลียนเย้าแหย่อยู่เสมอ จนพระพุทธเจ้าต้องทรงช่วยอนุเคราะห์ ในกรณีเช่นนี้ ท่านที่บรรลุจริงนั่นแหละ เมื่ออวดแล้ว กลับจะทำให้คนไม่เชื่อ หรือถ้าเชื่อเข้า ก็เลยหมดหรือคลายความเลื่อมใสในพระศาสนาลงไป ส่วนคนที่ไม่ได้จริงแต่พูดคล่อง...หลอกเก่ง ลักษณะดี กลับนำฝูงชนสู่ทางผิดไปได้จำนวนมาก 4.เมื่อท่านที่บรรลุจริงสอนเก่ง อุบัติแล้วสอนบ้าง ท่านที่บรรลุจริง...จริงสอนไม่เป็นแล้วพูดออกมาบ้าง ท่านที่ไม่รู้จริงสำคัญตนผิด คิดว่าบรรลุแล้ว เที่ยวบอกเล่าไว้บ้าง ท่านที่ไม่บรรลุ แต่ชอบหลอกพูดลวงเขาไว้บ้าง ต่อไปหลักพระศาสนาก็จะสับสน ปนเป ฟั่นเฟือน ไม่รู้อันใดแท้อันใดเทียม บางท่านมีส่วนรู้จริงในประสบการณ์ บางแง่บางอย่าง แต่ทำอรรถะกับพยัญชนะให้เคลื่อนคลาดจากกัน เพราะหย่อนความรู้ทางปริยัติ ก็ทำให้หลักธรรมสับสน เสียเอกภาพคำสอนของพระศาสดา ความจริงนั้นการยืนยันความตรัสรู้เป็นภารกิจของพระศาสดา ซึ่งเป็นผู้นำในเมื่อ...ทำหน้าที่ตั้งพระศาสนาและปกป้องพระศาสนานั้น พร้อมทั้งหมู่สาวก ส่วนหมู่สาวกภายหลังเมื่อสมัครเข้ามา ก็คือยอมรับคำสอนของพระศาสดาแล้ว การยืนยันหรืออ้างอิงจึงไปอยู่ที่องค์พระศาสดา และคำสอนของพระองค์ ความรับผิดชอบในการสอน ไม่อยู่ที่อ้างการบรรลุของตน แต่อยู่ที่สอนให้ตรงกับคำสอนของพระศาสดา หรือสอนตัวของพระศาสนาแท้ๆ ดังนั้นสาวกทั้งหลายจึงมุ่งว่าจะสอน ให้ถูกต้องตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เอาความซื่อตรงต่อคำสอนของพระศาสดาเป็นเกณฑ์ วัดความถูกต้องของการสอนพระพุทธศาสนา ไม่จำเป็นต้องอ้างการบรรลุของตน เป็นหลักเกณฑ์ตัดสิน จึงทำให้ดำรงเอกภาพแห่งคำสอน และเอกภาพแห่งพระพุทธศาสนาทั้งหมดเอาไว้ได้ อนึ่งเมื่ออวดคุณวิเศษออกไปแล้ว มีผู้เลื่อมใสเอาลาภสักการะมาถวาย ของถวายนั้นกลายเป็นของที่ได้มาเพราะการพูดอวดนั้นเอง ทางพระวินัยถือว่าเป็นลาภไม่บริสุทธิ์ พูดให้ลึกลงไปอีกท่านว่า ไม่ต้องกลัวว่าผู้บรรลุอริยะผลแล้ว จะมาพูดอวดอ้างหรือป่าวประกาศ เพราะเป็นธรรมดาของพระอริยะทั้งหลายเอง ที่ว่าท่านไม่อวด หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่า ผู้ที่อวดว่าตนเป็นพระอริยะ ก็คืออวดว่าไม่ได้เป็นอริยะนั่นเอง ผู้ที่อวดคุณวิเศษที่มีจริงจะมีก็แต่ปุถุชน ซึ่งได้คุณวิเศษขั้นโลกีย์ เช่น ฌานสมาบัติ เป็นต้น…

เอาละอ่านแค่นี้...ที่ท่านไม่เห็นด้วยแล้วท่านก็บอกว่า การอวดอุตริมนุสธรรมนั้น อวดไม่ได้เลยน่ะ ดังที่จะอ่านตั้งแต่...พารากร๊าฟท้ายไล่ขึ้นไปหาพารากร๊าฟบนน่ะ แล้วอาตมาจะอธิบายทวนให้ฟัง ตั้งแต่บรรทัดท้ายที่สุดน่ะ พารากร๊าฟท้ายนะ อนุเฉทสุดท้าย ท่านบอกว่า พูดให้ลึกลงไปอีก ท่านว่าไม่ต้องกลัวว่าผู้บรรลุอริยผลแล้วจะมาพูดอวดอ้างหรือป่าวประกาศ เพราะเป็นธรรมดาของพระอริยะทั้งหลายเอง ที่ว่าไม่อวด หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่า ผู้ที่อวดว่าตนเป็นพระอริยะ ก็คืออวดว่า ไม่ได้เป็นอริยะนั่นเอง แหม! ท่านสรุปเก่งนะ ใครอวดความเป็นอริยะของตัวนี่ ไม่ได้...ไม่ได้เลย อวดแล้วถือว่านั่นคือ การอวดความไม่ใช่อริยะนั่นเอง เพราะเป็นไปไม่ได้ ท่านว่าอย่างนั้นนะ ผู้ที่อวดคุณวิเศษที่มีจริง จะมีก็แต่ปุถุชนซึ่งได้คุณวิเศษชั้นโลกียะ เช่น ฌานสมาบัติ เป็นต้นน่ะ เพราะฉะนั้นท่านยืนยันเด็ดขาดเลยว่า ผู้ที่อวดอริยคุณนี่น่ะไม่มีน่ะ พระอริยะจะไม่อวดเด็ดขาดน่ะคำพูดคำนี้ ท่านเบี้ยวบาลีแล้ว เพราะในพระไตรปิฎกนั้น มีตัวอย่างที่พระอริยะท่านอวดอริยคุณนี้ เดี๋ยวหนังสืออวด แล้วเครื่องหมายตกใจนะ อุตริมนุสธรรม แล้วก็เครื่องหมายคำถาม ชื่อหนังสือของเราว่าอย่างนั้น ซึ่งได้รวมอยู่ตอนนี้ กำลังรวบรวมเรียบเรียงอยู่ ก็ใกล้จะเสร็จแล้วละ แล้วก็จะได้พิมพ์ออกมาเล่มหนา เป็นตกลงยอมให้เก็บบันทึกเอาไว้ เพราะว่าตรวจมาจาก พระไตรปิฎก มีหลักฐานที่ผู้ที่อวดอุตริมนุสธรรมมีทั้งพระน่ะมีทั้งฆราวาสอวด มีทั้งที่พระที่อวดกับพระ พระที่อวดกับฆราวาส ฆราวาสอวดกับพระ และมีหลักฐานว่าฆราวาสที่ได้อริยคุณนั่นแหละควรสอนพระด้วย ควร...สอนพระที่ไม่มีอริยคุณด้วย อะไรอย่างนี้เป็นต้น มีมากมายก่ายกองนะ ซึ่งมันค้านแย้ง ท่านพูดอย่างนี้นี้ อาตมาไม่เชื่อว่าท่านไม่ได้อ่านพระไตรปิฎก ท่านได้อ่านแต่พระไตรปิฎกแน่นอน และท่านก็จะต้องเห็นหลักฐานเหล่านี้แน่นอน ท่านไม่ได้อ่านพระไตรปิฎกเท่านั้น แต่ต้องอ่านหนังสืออรรถกถา อ่านอะไรอีกเยอะแยะน่ะ ที่อ้างอิงถึงสิ่งเหล่านี้ว่า ไม่ใช่ไม่มีพระอริยะอวดอริยคุณ เพราะฉะนั้นการกล่าวของท่านนี้ จึงเป็นการกล่าวที่ขัดแย้งกับหลักฐาน เป็นคนที่เอาหลักฐานมาอ้างตลอดกาลนาน ชอบที่จะเอาหลักฐานมาอ้าง แต่เสร็จแล้วตัด ตัดหลักฐานนั้น พูดให้ขัดกับหลักฐานนั้น แล้วอาตมาบอกแล้วว่า อาตมาไม่เชื่อว่าท่านไม่ได้อ่าน แล้วพวกคุณก็คงจะไม่เชื่อใช่ไหม นี่ละทำเป็นลืมๆ ทำเป็นไม่รู้ แล้วก็พูดออกมาได้อย่างนี้ว่าพระ... ผู้ที่อวดตนเป็นพระอริยะก็คืออวดว่าไม่ได้เป็นอริยะนั่นเองแล้วในพระไตรปิฎกนั้น หลักฐานต่างๆ พระที่อวดอุตริมนุสธรรมอวดอริยะของตนเองนั่นไม่เป็นอริยะหรือ ท่านเหล่านั้นไม่ใช่อริยะหรือ ซึ่งพระพุทธเจ้ามีด้วยว่าพระพุทธเจ้าท่านรับรองด้วย...พระหลายรูปที่อวดอริยะ เสร็จแล้วพระภิกษุ...ก็ไปฟ้องพระพุทธเจ้าว่า เพราะท่านไม่เชื่อว่า พระองค์ที่อวดอริยะนี่ว่าเป็นพระอริยะ ไปฟ้องพระพุทธเจ้ามีอยู่มากราย พระพุทธเจ้าก็รับรองว่าใช่เขาเป็นอริยะ เขาไม่มีการโกหกหรอก พระพุทธเจ้ารับรองตั้งไม่รู้กี่ราย อยู่ในหลักฐานเดี๋ยวจะได้อ่านหนังสือเล่มนี้น่ะ อาตมาเชื่อว่าท่านก็ต้องได้อ่าน เพราะฉะนั้นการกล่าวอย่างนั้น นี่สรุปผลอย่างนี้ ที่ท่านพูดนี่ แสดงว่าท่านมีเจตนาในจิตไม่ดี ที่จะพูดอย่างนี้ เพื่อลวงคน เพราะฉะนั้นตำราของท่านเป็นตำราที่เชื่อถือไม่ได้ คนที่อ่านแล้วก็ต้องเข้าใจอย่างนี้ เมื่อเข้าใจอย่างนี้ ท่านพูดผิดท่านก็สอนผิด ธรรมวินัยก็ผิดธรรมวินัยก็วิปริต... ใช่เพราะค่านิยมสังคมสอนอย่างนี้นี่สิศาสนาถึงเสื่อม นี่จะวิเคราะห์ให้ฟัง ดีนะที่พวกเรามีจำนวนพระ จำนวนสมณะ และพวกคุณคงเชื่อว่าพวกเรามีคุณวิเศษ มากหรือน้อยก็แล้วแต่ มีภูมิธรรมที่เป็นอริยคุณ เดี๋ยวจะยกตัวอย่างและจะอธิบายให้ฟัง น่ะ...เดี๋ยว...มันจะช้าไป เดี๋ยว...เวลาจะไม่พอ เดี๋ยวจะต้องค่อยๆอธิบายน่ะ เอาละสรุปตอนแรกนี่เลย ท่านกล่าวอย่างนี้นี่ กล่าวโดยอัตโนมัติของท่าน อ่าน...กล่าวโดยความเห็นของท่าน แล้วกล้าที่จะพูดอย่างนี้ด้วย แสดงว่าท่านองค์นี้นี่ไม่แคร์ตำรา ไม่แคร์หลักฐานทั้งๆที่ตัวเองยกย่องหลักฐานบูชาหลักฐาน แต่ตัวเองก็ทำลายตัวเองตรงที่ตัวเองไม่ ไม่ยอมรับหลักฐาน แล้วก็พูดออกไปโดยอัตโนมัติด้วยอำนาจเจตนารมณ์ อำนาจความไม่กลัวความผิด พูดให้ขัดแย้งกับตำรา พูดให้ขัดแย้งกับหลักฐานที่มีในพระไตรปิฏกมาน่ะ หรือมีในตำราพระอรรถกถา...อื่นๆอีกก็ตาม แล้วก็พูดได้ว่า ผู้ที่อวดเป็นพระอริยะนั้นก็คือ ความไม่ได้เป็นพระอริยะ สรุปถึงอย่างนี้เชียวน่ะซึ่งมันค้านแย้งแน่นอนใช่ไหม ใช่ คนอื่นๆไม่ได้ศึกษา เขาก็เชื่อตามนี้ แล้วก็ยกย่องกันด้วยซ้ำไป แล้วท่านก็รู้ด้วยว่า คนรักนับถือท่านไม่ใช่น้อย ซึ่งควรระมัดระวัง เมื่อคนยิ่งรักนับถือเรา เราก็ยิ่งจะต้องระมัดระวัง คำสอนของเราว่า เขารักนับถือ เขาเชื่อถือนะ ถ้าเราพูดไม่ถูกต้อง คนก็เชื่อถือสิ่งที่ไม่ถูกต้องนั้นไป ความผิดพลาดจะกระจายบานปลายออกไปอีกตั้งเท่าไหร่ เป็นบาปเป็นเวรอีกตั้งไม่รู้เท่าไหร่ ท่านจะไม่รู้จักบาปหรือ ทำไมถึงกล้าปานนี้น่ะ ทีนี้ท่านก็บอก ผู้ที่อวดคุณวิเศษที่มีจริงน่ะ ท่านสรุปอีกเพื่อที่จะให้มันสอดคล้องกับอันนี้ว่า ผู้ที่อวดคุณวิเศษที่มีจริง อันประโยคแรกนี่ท่านบอกว่า ผู้ที่อวดว่าตนเป็นอริยะ ก็คือไม่ได้เป็นอริยะ นี่หมายความว่าไม่มีจริง ทีนี้ท่านก็สรุปอีกว่า ผู้ที่อวดคุณวิเศษที่มีจริง จะมีก็แต่ปุถุชนคือไม่ใช่พระอริยะ ซึ่งได้คุณวิเศษชั้นโลกีย์เช่นฌานสมาบัติเป็นต้น... ก็หมายความว่าท่านเองท่านก็บอกว่า เมื่อสรุปแล้วว่าพระอริยะไม่อวด ถ้าอวดไม่ใช่พระอริยะ เพราะฉะนั้นผู้ที่อวดนั้นจะต้องเป็นปุถุชนเท่านั้น เพราะฉะนั้นจะอวดสิ่งที่เป็นคุณวิเศษ ก็จะต้องเป็นคุณวิเศษที่ไม่ใช่อริยคุณ แต่เป็นคุณวิเศษของคุณวิเศษฌานโลกีย์ หรือว่าคุณวิเศษแบบโลกียะ ไม่ใช่โลกุตระน่ะ ท่านว่าไม่ใช่โลกุตระ ท่านสรุปอีกอันหนึ่ง ท่านตีลึกเหมือนกันนะ ตีลึกเหมือนกัน ไม่ใช่โลกุตระ เป็นโลกียะอย่างเช่นฌานสมาบัติ ก็เป็นฌานสมาบัติอย่างโลกีย์เท่านั้น ไม่ได้หมายถึงพุทธธรรม พุทธคุณ อันนี้ส่อแสดงให้เห็นว่า ท่านรู้ว่าพุทธธรรมหรืออริยธรรม ที่เป็นของพุทธศาสนาโดยตรงนั้นคืออะไร ที่ไม่ใช่พุทธศาสนาโดยตรงนั้นคืออะไรน่ะ นี่ประโยคท้ายหลังนี่ บอกแล้วนะ ว่าท่านรู้ท่านแยกออก นี่เป็นโลกียะเป็นอุตริมนุสธรรมที่เป็นโลกียะนะ...ท่านบอกแล้ว...เป็นอุตริมนุสธรรมที่เป็นโลกียะ คือฌานสมาบัติที่เป็นโลกียะฤทธิ์เดชเหาะเหินเดินอากาศได้อะไรต่างๆนี่ เป็นโลกียะอย่างพระเทวทัตได้นี่เป็นโลกียคุณน่ะ เป็นโลกียธรรม ไม่ใช่โลกุตรธรรม นี่แสดงว่าท่านเองท่านแยกออก แล้ว...ทีนี้ฟังนะ ต้นน่ะที่อ่านไปเมื่อตอนแรก ท่านก็บอกว่า อันแรกเหตุที่เกิดการบัญญัติห้าม ไม่ให้อวดอุตริมนุสธรรม แล้วก็ถ้าจะอวดก็อวดอย่างมีเงื่อนไข ต้นบัญญัติน่ะที่เป็นวินัยมีไว้ ถ้าอวดที่ไม่มีในตนปาราชิกน่ะ และการอวดที่ไม่มีในตนนั้นปาราชิก ไม่ว่าจะอวดคุณวิเศษอย่างใดๆ คุณวิเศษอย่างโลกียะ หรือคุณวิเศษอย่างโลกุตระ ก็ปาราชิกทั้งนั้นน่ะ ถ้ามีในตนทีนี้ ถ้ามีในตน อวดอริยคุณแบบโลกุตระอวดได้น่ะ นี่อาตมาพูดนะแต่ไม่ใช่ท่าน ท่านบอกอวดไม่ได้เลย ไม่ควรอวด ไม่ว่าจะเป็นโลกียฌาน ยิ่งเป็นโลกุตระแล้วท่านบอกว่า คนอวดก็คือคนที่ไม่ใช่โลกุตรธรรม ไม่ใช่อริยะนั่นเอง เพราะฉะนั้นผู้จะอวดอยู่นั้นน่ะไม่พระอริยะหรอก ผู้ที่จะอวดอยู่นั้นน่ะก็เป็นพวกปุถุชนที่อวดโลกียฌานเท่านั้นน่ะ ฟังนะลึกซึ้งนะแล้วมันซับซ้อนอยู่มากนะ ทีนี้ในบทบัญญัติของพระพุทธเจ้าท่านห้ามนั้น ท่านห้ามเป็นเงื่อนไขที่ลึกซึ้งมาก ห้ามเพื่อที่จะให้ศาสนานี้ยั่งยืน ให้โลกุตรธรรมยั่งยืน ท่านห้ามไว้ว่าถ้าเป็นโลกียะเป็นอุตริมนุสธรรม ในด้านอาเทสนาปาฏิหาริย์หรืออิทธิปาฏิหาริย์ เป็นปาฏิหาริย์ที่มีฤทธิ์มีเดช เป็นปาฏิหาริย์ของโลกียสมาบัติ หรือโลกียธรรม คุณวิเศษเป็นอุตริมนุสธรรมแบบโลกียะนั้นท่านห้ามเลย พระไม่ให้แสดง ถ้าแสดงอาบัติทุกกฏแม้จะมีจริง ถ้าไม่มีจริงปาราชิกน่ะ หลอกลวงชาวบ้านในอุตริมนุสธรรมที่เป็นอิทธิหรืออาเทสก็ตาม ถ้าไม่มีจริงปาราชิก ถ้ามีจริงทุกกฏ ไม่ว่าจะอวดกับภิกษุ ภิกษุณี ไม่ว่าจะอวดกับฆราวาสก็ตามน่ะ ถ้ามีจริง แม้อวดกับภิกษุภิกษุณี ก็ทุกกฏ *จบหน้า A ม้วน 1 *

ให้อวดทาง...อันนั้นแน่นอนน่ะ อิทธิปาฏิหาริย์กับอาเทสนาปาฏิหาริย์ ซึ่งเป็นฤทธิ์เดชแบบโลกียะนี่ ท่านห้ามแน่นอนไม่ให้อวด อันนี้แหละซับซ้อนลึกซึ้ง แต่ท่านไม่ได้ห้ามอนุศาสนีปาฏิหาริย์ ว่าไม่ให้อวดเบี้ยวแล้วเห็นไหม เบี้ยวบอกว่าไม่ควรอวดและไม่อวด ผู้ที่อวดไม่ใช่ นี่แหละจุดนี้แหละทำให้ศาสนาเสื่อม ศาสนาไม่ต้องอวดอิทธิปาฏิหาริย์ ไม่ต้องอวดอาเทสนาปาฏิหาริย์นั้นดีแล้ว จะทำให้ศาสนาเสื่อม ดังที่ท่านพูดเหมาเข่งไปนี่ ถูกทั้งหมดในความมุ่งหมายว่า ถ้าอวดไปแล้วจะเกิดลาภสักการะ จะเกิดคนมาศรัทธาเลื่อมใสคนเดียว...จะเกิดมาศรัทธาเลื่อมใสคนนั้น เพราะคนมันเห่อโลกียะมันเห่อไอ้แปลกๆแผลงๆน่ะ ทีนี้ก็เข้ามาหาพวกเราน่ะ เข้าใจแล้วนะอาตมาบอกหลักแล้วเมื่อกี้ ส่วนอุตริมนุสธรรมที่เป็นพุทธนั้น เป็นของพุทธธรรมแท้ๆ เป็นอริยคุณแท้นั้น อวดได้น่ะ ท่านบอกว่ากับอุปสัมบัน ซึ่งตีความหมายอุปสัมบันต่างกันอยู่กับอาตมาเดี๋ยวนี้ ท่านตีแต่ว่าภิกษุกับภิกษุณี ตกลงในความหมายพื้นฐาน อาตมาไม่มีปัญหา อาจจะติงยกกันไว้ เพราะว่าสอนกันบอกกันนี่นะแนะนำกัน มันก็จะต้องจะเป็นภิกษุ ภิกษุณีที่เป็นอนุปสัมบัน ภิกษุภิกษุณีที่เป็นอนุปสัมบัน มีหลักฐานอยู่เยอะไปในพระไตรปิฏกที่กล่าวว่า ภิกษุหรือภิกษุณีนี้ ยังอยู่ในฐานะอนุปสัมบันน่ะ ในหลายๆอย่างหลายๆแง่ มีเยอะไปน่ะ ไม่ใช่อุปสัมบันแท้มันซ้อนอยู่ ถึงกระนั้นก็ตามเอาละจะถือพาซื่อ ว่าท่านยกเว้นว่าภิกษุภิกษุณีอวดได้ ก็เอา ก็ไม่ว่ากระไรนั่นเป็นขั้นพื้นฐาน ทีนี้ผู้ที่มีภูมิธรรมแล้วในฆราวาสทั้งหลายแหล่...จะไปเหมาเลยทีเดียวนี่มันจะกว้าง เพราะฉะนั้นก็ต้องคำนึงถึงความเหมาะควรประมาณ เพราะฉะนั้นผู้ที่ท่านมีอริยคุณ ที่ท่านมีภูมิธรรม ท่านก็จะวัดตามควรของท่านเองพอเหมาะพอสม มีสัปปุริสธรรม 7 ท่านก็จะทำของท่านเอง อันนี้ก็ละไว้ในฐานที่เข้าใจน่ะ เพราะฉะนั้นศาสนาจึงได้เผยแพร่ เผยแพร่ความเป็นอริยธรรมให้แก่คนที่ได้รู้ได้เห็น ยืนยันเป็นเอหิปัสสิโก มันเป็นสิ่งที่อวดของตนเอง เอหิปัสสิกะ ปัสสิโกนี้ แปลว่าผู้เห็น เอหิ...นั้นแปลว่าด้วยตนเองน่ะ เอหิภิกขุแปลว่า พระพุทธเจ้าท่านบวชเป็นภิกขุได้ด้วยตนเอง เอหิปัสสิโกก็ด้วยเราเอง เราเห็นด้วยเราเอง เราก็แสดงของเราเอง เมื่อเราแสดงของเราเอง ผลมันจึงทำให้คนอื่นนี่ อยากจะมาดู ท้าทายคนอื่นให้มาพิสูจน์ เชิญชวนเชิญคนอื่นให้มารู้ตาม ท่านถึงแปลโดยอรรถ เอหิปัสสิโกว่ามันท้าทายให้ผู้อื่นมาพิสูจน์ หรือเชิญชวนหรือเรียกร้องให้มาดูได้ มาดูอะไรล่ะมาดูคุณวิเศษ ที่เป็นเอหิที่เราเองมีเองเป็นเองนี่แหละ อวดเอง บอกเอง เป็นเอง ของตัวเอง เองเองจริงๆ เอหินี่ อาตมาก็เข้าใจ...พยัญชนะหรือว่าบาลีตัวนี้อย่างลึก แล้วก็ได้พูดมาแล้ว ได้อธิบายมาแล้ว...เสร็จแล้วเมื่อแสดงแล้ว คนอยากจะมาดู ก็เฉพาะคนที่แสวงหาน่ะ ท่านบอกว่า ท่าน ท่านพูดคล้ายๆกับว่าท่านไม่รู้ว่าอุตริมนุสธรรมนั้นมันทั้งท่านพูดคล้ายๆกับว่านะ แต่มันค้านแย้งกัน พอบทท้ายอาตมาอ่านให้ฟังแล้วว่าท่านรู้ ท่านแยกโลกียะกับแยกโลกุตระออก แล้วก็ระบุด้วยว่า ถ้าอริยเจ้าจริงๆนั้นจะไม่อวด ถ้าอวดนั้นไม่ใช่พระอริยะแน่ ถ้าอวดจะต้องเป็นปุถุชนเท่านั้น นี่แสดงว่า ท่านรู้อุตริมนุสธรรมท่านแยกออก แต่เสร็จแล้วท่านพูดธรรม ข้อ 1 กล่าวโดยสรุป การอวดอุตริมนุสธรรม คือ คุณวิเศษแก่ชาวบ้านนั้น ข้อ 1 ทำให้ชาวบ้านตื่นเต้น ระดมความสนใจ มารวมที่บุคคลคนเดียวหรือกลุ่มเดียว แทนสนใจสงฆ์ดังได้กล่าวแล้ว มันจะมารวมผู้ที่เก่ง มีอุตริมนุสธรรม แทนที่จะไปสนใจสงฆ์ทั้งหมู่ สงฆ์อื่นๆที่ไม่มีความเก่งไม่ได้อวดแล้วชาวบ้านผู้ไม่รู้ไม่เข้าใจ จะคิดเปรียบคิดเทียบ เกิดความรู้สึกดูถูกดูแคลนท่านอื่น กลุ่มอื่นอย่างถูกต้องบ้างผิดพลาดบ้าง เป็นโทษแก่ตนและแก่พระศาสนาโดยส่วนรวม ความข้อนี้สัมพันธ์กับข้อต่อไป ท่านพูดอย่างนี้คล้ายๆกับ ที่จริงน่ะใครๆก็พูดได้อย่างที่ท่านพูด ใครๆก็เอาสามัญสำนึกมาพูดได้ว่า ถ้าคนไหนอวดอุตริมนุสธรรมแล้วมันจะเด่น แล้วคนจะไม่สนใจสงฆ์อื่นๆ นั่นท่านพูดโดยตักกาวจรา พูดโดยการคาดคะเนด้นเดา แต่ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นอตักกาวจรา เป็นธรรมะที่ไม่ใช่จะด้นเดา... ทีนี้เราหันมามองพวกเรา ในที่นี้พวกเรานี่ มีอาตมาอวดอุตริมนุสธรรม สงฆ์ของอโศกนี่พวกคุณนี่เคารพนับถือบ้างไหม เคารพนับถือไหม ลดความเคารพนับถือไหม ท่านเหล่านี้ไม่ได้อวดใช่ไหม อาตมาอวด เป็นอย่างที่ท่านกล่าวไหม

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน