321026 กำลังพุทธ หยุดภัยผอง (ตอน 1) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
321026 กำลังพุทธ หยุดภัยผอง (ตอน 1) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก
กำลังพุทธ หยุดภัยผอง (ตอน 1) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2532 ณ พุทธสถานปฐมอโศก
พวกเราทุกๆ คนนี่ คงไม่มีใครที่จะคิดว่า ไม่อยากจะมีกำลังนะ คงคิดว่าคนเราคงจะอยากมีกำลังกันทุกคน พระพุทธเจ้าท่านสอนเรื่องกำลังของเราไว้เยอะนะ สอนว่ากำลังของเด็กนี่มีอะไรเป็นกำลัง กำลังของผู้หญิงนี่มีอะไรเป็นกำลัง กำลังของสมณะนี่ มีอะไรเป็นกำลัง ท่านก็สอนไว้น่ะ แต่กำลังอย่างหนึ่งที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้น่ะ ถ้ามีกำลังอย่างนี้แล้วน่ะ ถ้ามีกำลังอย่างนี้แล้วนี่ เราจะเป็นผู้เจริญ แล้วจะเป็นผู้เจริญถึงที่สุดได้ด้วย ถ้าเราเข้าใจความหมาย แล้วก็เข้าใจภาคปฏิบัติ ปฏิบัติให้ดี พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ใน พระไตรปิฎกเล่ม 23 น่ะ เล่ม 23 เรื่องพลสูตร พละนี่ก็คือกำลังนั่นเอง พละ กำลัง ท่านบอกกำลัง 4 ประการนี่ มีกำลัง 4 ประการ แล้วจะทำให้ไม่กล้ว จะไม่กลัวเลยในชีวิต จะไม่กลัวต่อภัย ซึ่งมีภัย 5 ประการ ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ จะมีภัย 5 ประการ ในมนุษย์นี่จะกลัว คนเรานี่ ถ้าจะหมดความกลัว ก็คือพระอรหันต์ จะหมดความกลัวทุกประการ ความกลัวนี่ไม่ใช่เรื่องตื้นๆ นะ เป็นเรื่องลึกซึ้ง กําลัง 4 1. ปัญญาพละ (กําลังของปัญญา) 2. วิริยพละ (กําลังของความเพียร) 3. อนวัชชพละ (กําลังของการงานอันไม่มีโทษ) 4. สังคหพละ (กําลังของการสงเคราะห์) เมื่อมีกําลัง 4 นี้ย่อมพ้นภัย 5 (จิตหลุดพ้นความกลัวภัย 5) คือ 1. อาชีวิตภัย (ภัยเนื่องด้วยการเลี้ยงชีพ) 2. อสิโลกภัย (ภัยจากการถูกติเตียน) 3. ปริสสารัชชภัย (ภัยที่สะทกสะท้านในบริษัท) 4. มรณภัย (ภัยจากความตาย) 5. ทุคคติภัย (ภัยที่ไปสู่นรกทางเสื่อม) (พระไตรปิฎก เล่ม 23 “พลสูตร” ข้อ 209)
อ่านต่อ
คนเราไม่รู้หรอกว่าเรากลัว บางคน อย่างไอ้โจร หรืออย่างอันธพาลนี่นะ เขารู้สึกว่าเขาไม่กลัวนะ แหม ! ทำเป็นเก่งน่ะ จะกล้าตีรันฟันแทงกัน กล้าอย่างโน้น กล้าอย่างนี้ ทำเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ ลักษณะพวกนี้เป็นลักษณะยังไม่ใช่จิตวิญญาณที่สมบูรณ์น่ะ ยังเป็นลักษณะที่มันแกล้ง มันเป็นกิเลสชนิดมานะ ชนิดที่จริงน่ะมันกลัว แต่มันแอ๊คออกมาว่าไม่กลัว มันตีกลับ ทำเป็นกลบเกลื่อน อะไรต่างๆนานาพวกนี้ ซึ่งไม่ถูกต้องตามสัจธรรม ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงเท่าไหร่ เป็นเรื่องของกิเลสเป็นเรื่องของการเอาชนะคะคาน เป็นเรื่องอยากจะเด่น อยากจะดัง เป็นเรื่องของความอวดดี เป็นเรื่องที่ไม่มีปัญญา โดยเฉพาะไม่มีปัญญาโดยสมบูรณ์ คนที่วิ่งหนีนี่ ไม่ใช่ว่าจะไปบอกเขาว่าเป็นคนกลัวไปเลยทีเดียว คนวิ่งหนี จะไปว่าเขานี่เป็นคนขี้กลัว อย่างพาซื่อง่ายๆ หมากรุกชั้นเดียว ยังไม่ได้ คนวิ่งเข้าใส่ จะไปบอกว่าเขาเป็นคนกล้า คนไม่กลัว อย่างหมากรุกชั้นเดียว พาซื่อตรงๆ เถรตรง ยังพิจารณาอย่างนั้นไม่ได้ เพราะฉะนั้นผู้ที่จะไม่มีความกลัวนี่ ก็คือคนที่หมดกิเลส ไม่กลัวแม้กระทั่งตาย ไม่กลัวแม้กระทั่งอะไรต่ออะไรต่างๆนานา ความกลัวมันมีที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ว่า 1. อาชีวิตภัย กลัวอย่าง สิ่งที่มันเนื่องด้วยชีวิต เรียกว่า อาชีวิตภัย ภัยอันเนื่องด้วยชีวิต อาชีวิตภัย ชีวิตนั่นเอง อาชีวิต อาชี อาชีพ นี่แหละ ถ้าจะว่ากันแล้วก็อาชีวะ อาชีวิตตะ อาชีวา อะไรนี่น่ะ 2. อสิโลกภัย ภัยคือการติเตียน คำติเตียนนี่คนเรากลัวนะ กลัวคำติเตียน อันเนื่องด้วยชีวิตนั่นเดี๋ยวจะพูด เพราะว่ามันเกี่ยวข้องกับชีวิตทั้งหมด อันเนื่องด้วยชีวิตนี่ ภัยอันเนื่องด้วยชีวิต ชีวิตจะประสบอะไร จะเกี่ยวข้องกับอะไรต่ออะไรต่างๆนานา เป็นระบบของชีวิตอยู่ กลัวไม่มีจะกิน กลัวไม่มีจะอยู่ กลัวจะขาดทุน กลัวจะอะไรต่ออะไรนานาสารพัด กลัวจะไม่ได้ลาภ ได้ยศ กลัวจะไม่ได้สรรเสริญ อะไรทั้งนั้นล่ะ อาชีวิตภัย ทั้งนั้น อสิโลกภัยนี่ คือภัยที่เป็นการติเตียน เป็นการกลัว 3. ปริสารัชภัย ภัยคือการสะทกสะท้านในบริษัท คือการเก้อเขิน คือการหวาดประหวั่น อะไรพวกนี้ การไม่กล้าในเมื่อเวลาอยู่ต่อหน้าชุมชน อยู่ต่อหน้ากลุ่ม หมู่ผู้อื่นอยู่ต่อหน้าใครๆ อื่น ต่างๆ นานาพวกนี้ เป็นคนที่กลัวน่ะ 4. มรณภัย ภัยคือความตาย กลัวความตาย ภัยคือความตาย 5. ทุคติภัย ภัยคือทุคติ ภัยคือนรก ภัยคือความตกต่ำ ภัยคือบาปเวรทั้งหลายนี่ เราก็กลัวกัน ภัยคือที่ที่จะดำเนินไปสู่ที่ต่ำ ดำเนินไปอย่างตกต่ำ ดำเนินไปอย่างที่มีทุกข์ ภัยคืออย่างนั้นอันที่ 5 นี่เป็นภัย 5 ประการของมนุษย์ ที่มนุษย์เรากลัว แต่ถ้าเผื่อว่าเรามีกำลัง 4 ประการแล้วอย่างสมบูรณ์ เราจะหมดกลัวทั้ง 5 กลัวนี่ ถ้าเรามีกำลัง 4 ประการ กำลัง 1 คือกำลังแห่งปัญญา กำลังที่ 2 คือกำลังแห่งความเพียร กำลังที่ 3 คือกำลังแห่งการงานอันไม่มีโทษ คำว่าการงานอันไม่มีโทษนี่แหละ สำคัญมาก ปัญญาก็พอรู้ ความเพียรก็พอรู้ แต่การงานอันไม่มีโทษนี่ จะต้องพูดกันอย่างสำคัญทีเดียว กำลังที่ 4 กำลังคือการสงเคราะห์ อันนี้ก็สำคัญ การงานคือการสงเคราะห์ คือเรากำลังฝึกเพียรกันอยู่ทีเดียว ตัวปฏิบัติคือตัวการงานอันไม่มีโทษ กับการสงเคราะห์ ตัวปฏิบัติส่วนความเพียรนั้นก็เป็นการปฏิบัติเหมือนกัน แต่ว่ามันอยู่ที่ตัวบุคคล ใครจะเพียร ใครจะขยัน ใครจะอุตสาหะวิริยะ จะเอาใจใส่ มันก็ต้องเร่งตัวเองทั้งนั้นแหละ มันไม่มีตัวลึกลับอะไรหรอกความเพียร มันมีแต่พลังดันที่เราจะต้องขยันหมั่นเพียร อุตสาหะ ไม่ขี้เกียจ มันตรงกันข้ามกับความขี้เกียจเท่านั้นแหละ ความขยัน ความหมั่นเพียร ความเพียร ส่วนการงานอันไม่มีโทษนี่ มันอะไรบ้างล่ะ อันไหนมีโทษ อันไหนไม่มีโทษนี่ มันต้องศึกษาสงเคราะห์ อะไรคือสงเคราะห์ อะไรคือไปทำลาย มันต้องศึกษา ถ้ามีกำลังทั้ง 4 นี่แล้ว อย่างสมบูรณ์ จะหมดความกลัวทั้ง 5 นั้น จะไม่กลัวแม้กระทั่งตาย จะไม่กล้วแม้กระทั่งตกนรก จะไม่กลัว จะไม่สะเทิ้นเก้อเขิน จะไม่กลัวคำติคำเตียน จะไม่กลัวคำติเตียนอะไรต่างๆ นานา จะไม่กลัว ไม่หวั่นเกรง ไม่ห่อเหี่ยว ไม่โศกเศร้าอาดูร ไม่หม่นหมอง ใครจะติจะเตียน แต่ไม่ใช่หน้าด้านนะ จะเป็นคนมีปัญญา บอกแล้ว ถ้ามีปัญญาอย่างแท้จริง รู้ความจริงตามความเป็นจริงที่ชัดเจน จะไม่มีความกลัวในสิ่งเหล่านั้น ไม่กลัวตาย ไม่กลัวตกนรก ไม่กลัวสะเทิ้นสะท้าน ไม่กลัวคำติคำเตียน คำกล่าว คำด่า คำว่า ไม่กลัวสิ่งที่จะเนื่องด้วยชีวิตทั้งหลายแหล่ ชีวิตจะมีอะไรเนื่องด้วย จะมีการงานต่างๆ จะมีบุคคลต่างๆ ที่มันจะเนื่องด้วยชีวิต จะมีการสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จะมีนั่นแหละ จะมีการงาน จะมีบุคคล จะมีความเป็นไป การเป็นอยู่เป็นไปอะไร ที่เนื่องด้วยชีวิตอยู่ เป็นการกินอยู่หลับนอน อะไรก็ตามใจ จะไม่มีความหวั่นกลัวอะไรเลยในชีวิต อาชีวิตภัย จะไม่เห็นว่ามันเป็นภัยเป็นโทษอะไร ตอนนี้เราอยู่ในยุคที่จะต้องอภัย คือไม่ให้มีภัย เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าเราเองไม่เห็นว่าเป็นภัย แม้แต่ในอาชีวิต อาชีวิตตะ อสิโลกะ ปริสารัชภัย หรือว่ามรณะ จนกระทั่งถึงทุคติ ก็อภัย ไม่เป็นภัยทั้งนั้นได้อย่างแท้จริง ก็เพราะว่าเราเองเรามีกำลัง เรามีกำลัง กำลังปัญญา กำลังความเพียร กำลังการงานที่ไม่มีโทษ อธิบายตัวกำลังก่อน แล้วเราจะเห็น เราจะเข้าใจน่ะ เราจะเข้าใจสภาพกำลังทั้งหลายแหล่นี่หมด เพราะฉะนั้น คนที่มี… ทีนี้ฟังตรงกันข้ามกันก่อน ฟังตรงกันข้าม คนที่มีปัญญาทราม หรือว่าไม่มีปัญญา หรือมีปัญญาที่มันผิดมันเพี้ยน นี่อย่างหนึ่ง คนเกียจคร้านอีกอย่างหนึ่ง คนที่มีการงานอันมีโทษ ไม่ว่าการงานทางกาย ทางวาจา ทางใจ การงาน หรือการกระทำ กรรม คนที่มีกรรมทางกาย วาจา ใจนี่ อันมีโทษ คนที่ไม่สงเคราะห์ใคร ตรงข้ามกับกำลังทั้ง 4 ย่อมกลัวต่อภัย 5 ประการ ย่อมกลัว การพูดนี่ ฟังดูง่ายๆ ฟังดู เอ๊ะ ! มันจะไปกลัวทำไม ถ้าคนเกียจคร้านก็ไม่เห็นจะกลัวอะไร กลัวนะ คนที่เกียจคร้านนี่ ขี้กลัว กลัวอด กลัวอยาก เรื่องเกียจคร้านกับเรื่องขยันเรื่องเดียวนี่นะ ถ้าคนขยันนี่ ขยันอย่างมั่นใจเลย มั่นใจในความขยันหมั่นเพียร คนขยันนี่จะต้องทำอะไรเป็น ขยันในการงานจะต้องทำการงานเป็น ขยันในการงานหลายอย่างก็ทำการงานหลายอย่างเป็น ขยันในการงานอย่างเดียว ก็ช่ำชองชำนาญในการงานอย่างเดียว การงานนั้นจะเป็นการงานอันไม่มีโทษด้วยแล้ว จะไม่กลัวตาย จะไม่กลัวอดอยาก จะไม่กลัวใครติเตียน จะไม่สะเทิ้นสะท้านในสังคม จะไม่กลัวตกนรกหมกไหม้อะไรเลย จะไม่กลัว จะไม่กล้วเลยว่า เราจะมีชีวิตอยู่นี่ จะไปเนื่องไปเกี่ยวไปสัมพันธ์ จะไปเป็นอะไรต่ออะไรกับใครที่ไหน อย่างไร ในที่ในสถานที่ ในบุคคล ในภาวะแห่งอะไรที่จะไปเกี่ยวไปข้องกับอะไร จะไปยุ่งไปเนื่องกับอะไรในชีวิต จะไม่กลัว ไม่หวาดหวั่นพรั่นพรึง จะไม่กลัวจริงๆ การขยัน แล้วมันจะเป็น คนเรานี่มันไม่ขยัน มันขี้เกียจ มันหลบ มันเลี่ยง มันไม่เอาถ่านอะไรก็แล้วแต่เถอะ ต่างๆนานาสารพัด มันก็เลยไม่ค่อยทำ มันก็ไม่เต็มที่ เมื่อไม่ทำ ยิ่งมีความขี้เกียจ ไม่มีปัญญา เป็นผู้ปัญญาทราม เป็นผู้ที่ไม่เข้าใจอย่างถูกต้องในสัจธรรม ปัญญาก็คือความรอบรู้ คือความเฉลียวฉลาด มันไม่เฉลียวฉลาดในสัจธรรม มันไม่รอบรู้ในเรื่องความจริงตามความเป็นจริง มันเข้าใจเพี้ยน เห็นความได้เปรียบเป็นความดี อะไรอย่างนี้ เป็นต้น เห็นความได้เปรียบเป็นสิ่งที่มนุษย์น่าได้ น่ามี น่าเป็น เห็นความได้เปรียบเป็นอย่างนั้น เห็นความขี้เกียจเป็นสิ่งที่น่าจะฝึกให้แก่ตนเอง แล้วก็ฝึกด้วยความขี้เกียจ จนตัวเองชิน มันเป็นปัญญาทราม มันไม่ใช่ความเฉลียวฉลาด ใช่ไหม มันเป็นความโง่ ไม่เข้าใจในความเป็นจริง อย่างนี้เป็นต้น หรือหลายๆ อย่างมากมายที่อาตมาเคยนำมาอธิบายบ่อยๆ แล้วเราก็พยายามที่จะวิเคราะห์ชี้ออกมาให้เห็นชัดเจนว่า อะไรที่ควรทำ อะไรที่ไม่ควรทำ ปัญญา นี่คือรู้ เราจะรู้ในโลกนี้ จะเป็นอะไรก็แล้วแต่ที่เราจะรู้ล่ะนะ เราจะรู้ตั้งแต่หยาบๆ ไปจนถึงละเอียด ความรู้อะไรก็แล้วแต่ รู้ทุกสิ่งทุกอย่าง รู้ว่าอะไรดี อะไรไม่ดี อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ นั่นล่ะเป็นหลักสำคัญ พระพุทธเจ้าท่านสอนอภิธรรมนี่ สอนเรื่องนี้ กุศลธรรม อกุศลธรรม อะไรเป็นดี ทรงไว้ซึ่งสภาพดี อะไรเป็นสภาพที่ทรงไว้ ซึ่งสภาพไม่ดีทรงไว้ สิ่งที่จะไม่ทรงไว้นั่นคือกิเลส คนเรานี่มีกิเลสมันทรงอยู่ มันมีอยู่ เราทรงผี เราทรงเจ้าเข้าผีนี่คือเราทรงกิเลสไว้ในตัวเรานี่ พวกเรานี่ยังมีกิเลสอยู่นี่ พวกผีเข้าทั้งนั้นแหละ นอกจากผีเข้าแล้วมันไม่เข้าธรรมดาด้วย มันทรงเสียด้วยนะ มันไม่ออกง่ายๆ ด้วย ทรงอยู่ ไม่เอาออกง่ายๆ หรอก นี่เรียกว่า เรายังมีสภาพอกุศลอยู่ เรายังเป็นสภาพ เป็นผู้ที่ยังไม่เป็นธรรมที่แท้ ทรงไว้ซึ่งความไม่มี ที่เราเคยพูดกันว่า ซึ่งความดับสนิท ทรงความไม่มี สุญญตา ไม่มีอะไร ไม่มีกิเลส ไม่มีผี ไม่มีอกุศล ไม่มีทุจริต ทรงไว้ซึ่งความมีแต่กุศล มีแต่ความดี มีแต่ความเป็นอริยะ มีแต่ความเป็นคุณค่าประโยชน์ มีแต่ความถูกต้อง เราจะทรงไว้ ถ้าเผื่อว่าชีวิตเรายังทรงอยู่ ทรงไว้ ยังเป็นไป เราจะทรงไว้อย่างนั้น เพราะฉะนั้น หลักสำคัญของสิ่งที่จะต้องพิจารณา ที่จะต้องเรียนรู้ตามความจริง ตามความเป็นจริงด้วยปัญญานี่ ที่เรียกว่าปัญญานี่ ปัญญาจะรู้สิ่งที่ทรงไว้ หรือว่ารู้ธรรมเหล่าใดที่เป็นกุศล อกุศล มีโทษ ไม่มีโทษ หรือจะใช้โวหารว่า ดำหรือขาว หรือว่าไม่ควรเสพย์ หรือควรเสพย์ ธรรมใดควรเสพย์ ธรรมใดไม่ควรเสพย์ สิ่งใดที่ทรงไว้ควรเสพย์ หรือไม่ควรเสพย์ เพราะฉะนั้น สุดท้ายเราจะไม่เสพย์แม้กระทั่งบำเรอตน เป็นอัตตา เป็นอัสสาทะ เป็นรสอร่อย ถึงขนาดว่าไม่ควรเสพย์เป็นรสอร่อยถึงปานนั้นน่ะ ถึงจะเรียกว่าจิตว่าง จิตกลางๆ รู้ความจริงตามความเป็นจริง แล้วไม่เสพย์ไม่ติดน่ะ ธรรมใดที่สามารถทำความเป็นอริยะ ธรรมใดที่ไม่สามารถทำความเป็นอริยะ ปัญญาจะต้องรู้อย่างนี้นะ พระพุทธเจ้าถึงบอกว่า ปัญญาก็ให้รู้อย่างนี้ ปัญญาก็คือตัวที่จะมีตัววิจัย มีตัววิเคราะห์ ไม่ใช่ว่าเราจะเฉลียวฉลาดแล้วก็เรียกว่ามีปัญญา ทั้งๆ ที่เฉลียวฉลาดเป็นธรรมดา หรือเฉลียวฉลาดเป็นสภาพอกุศล เป็นเฉลียวฉลาดที่ไปเอาเปรียบเอารัด เฉลียวฉลาดที่จะไม่สงเคราะห์ พูดนี่ตัวท้ายน่ะ ปัญญา ความเพียร การงานอันมีประโยชน์ แล้วก็สุดท้ายสงเคราะห์ ที่จะไม่สงเคราะห์เขา เอาเปรียบเขาด้วยซ้ำ ไม่เกื้อกูลเขา ไม่มีคุณค่าประโยชน์ เฉลียวฉลาดนะ บางทีก็หลงเรียกว่าปัญญา เป็นความรู้ รอบรู้ดีด้วยนะ แต่เสร็จแล้วก็ไม่สัมพันธ์กับการสงเคราะห์ ไม่สัมพันธ์กับที่น่าจะขยัน น่าเพียร แต่เขาก็เพียร เพียรฉลาด แล้วก็ทำเป็นการงานด้วยน่ะ ฉลาด แล้วก็เพียร เพียรทำ ทำให้เป็นบทบาทการงานด้วย เป็นการงานอันมีโทษ มีบาป มีภัย ซึ่งตัวเองไม่รู้ เพราะฉะนั้นคนเราถ้าจะฉลาดในโลกนี้ ก็จะฉลาดที่จะต้องรู้สัจจะ วิจัยวิเคราะห์ออกว่าอะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไรดี อะไรไม่ดี อะไรจะทำให้คนเป็นอริยะ อะไรจะทำให้คนไม่เป็นอริยะ ดังกล่าวนี้ เราฉลาดอย่างนี้ รู้ให้ชัดแจ้งเป็นสัจจะเลยว่า อะไรจะทำให้คนเป็นอริยะ อะไรจะทำให้คนไม่เป็นอริยะ เรามาเป็นคนจนอย่างนี้ ทุกวันนี้ เรามันแปลกนะ ทางโลกเขานี่ เขาจะมีแต่ไปร่ำรวย เรามาเป็นคนจน โอ๊ ! นี่มันโง่เง่า หรือว่ามันเป็นอริยะ ฉลาด ประเสริฐ หือ! เห็นว่ามันซ้อนเชิงนะ เป็นคนมา...บ้านช่องเรือนชาน เขาก็สะสมกัน จะให้บ้านใหญ่บ้านโต ทรัพย์ศฤงคาร เขาก็พยายามสะสม แสวงหา กอบโกย แต่เราไม่เอาแฮะ มันสอดคล้องกับการสงเคราะห์ มันสอดคล้องกับการงาน การกระทำน่ะ ไม่เรียกการงานก็เป็นการกระทำ เอ๊ะ! เราทำอย่างนี้มันโง่หรือเปล่า มันเป็นไปเพื่อความเป็นอริยะ หรือจะเป็นไปเพื่อความเป็นพาล พาลหรือคนโง่ พาลคือคนไม่รู้เรื่องน่ะ เป็นพาล เป็นคนโง่ ถ้าเป็นอริยะก็เป็นคนประเสริฐ เป็นคนฉลาดที่แท้ นี่เราต้องวิเคราะห์ออกจริงๆ เลย ต้องเห็นเหตุเห็นผล เห็นสัจจะอย่างมีความเฉลียวฉลาด แต่ก่อนนี้คุณฉลาดไหม แต่ก่อนนี้มีปัญญาไหม คุณก็ว่าคุณมี คุณก็ว่าคุณฉลาดเหมือนกันนะ ฉลาด เห็นไหมนี่หาเงินหาทอง กอบโกยได้มากมาย นี่คนนั้นคนนี้แพ้ นี่ฉันได้เปรียบ อย่างนั้นไม่เรียกว่าฉลาดเห็นไหม อย่างนั้นไม่เรียกว่าปัญญาเห็นไหม อย่างนั้นเรียกว่า พาล อย่างนั้นเรียกว่า อวิชชา อย่างนั้นเรียกว่าโง่ อย่างนั้นเรียกว่าอวิชชาน่ะ นี่แหละ เราจะต้องรู้สัจจะ รู้ความจริงอย่างนี้ เรานึกว่าเราฉลาดนะ แล้วก็คนในโลกนี่เฉลียวฉลาดเยอะแยะเลย เอาเปรียบเอารัดเขานี่ เขานั่งอยู่เฉยๆ วันๆ เดือนๆ วันๆๆนี่เงินงอกๆๆๆ นั่งอยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไร บางทีนอนหลับ บางทีไปเล่นไพ่นกกระจอกอยู่ด้วย เสร็จแล้วก็วันหนึ่งก็เงินงอก ทั้งๆ ที่เล่นไพ่นกกระจอกนี่เสีย มันยังมีเงินงอกมาให้มากกว่าที่เสียไพ่นกกระจอกวันๆ หนึ่งด้วย ไม่ได้ไปทำอะไรหรอก นี่มีระบบ มีเครือข่าย มีอะไรต่ออะไรต่างๆนานาที่จะหมุนเวียนมาให้เขา เขาก็ทำระบบวิธีการที่จะร่ำรวย ที่จะได้เปรียบ เขาก็ว่าเขาฉลาด ถ้าเขาไม่ฉลาดเขาทำอย่างนั้นไม่ได้ นี่เขาว่าเขาฉลาด อย่างนั้นล่ะเป็นการรู้ว่ามันควรหรือไม่ควร มันฉลาดแน่หรือ มันเป็นกุศลหรือเป็นอกุศล มันมีโทษหรือไม่มีโทษ โทษแก่ตน โทษแก่ผู้อื่นด้วย มันมีโทษไหม ไม่รู้ ไม่รู้ความจริง ทุกวันนี้นี่ พวกคุณมาเรียนธรรมะขึ้นมาจนป่านนี้แล้วนี่ รู้ความจริงขึ้น เห็นไหมว่าเราคิดต่างกันกับแต่ก่อน แต่ก่อนเรานึกว่าเราฉลาด เอาละ เราอาจจะไม่ยิ่งใหญ่ เราอาจจะไม่ร่ำรวย เราอาจจะไม่ฉลาดจนกระทั่งกลายเป็นมหาเศรษฐีร้อยล้านพันล้าน ที่เขาฉลาด สร้างธุรกิจ สร้างเครือข่าย อะไรต่ออะไรของเขา จนกระทั่งเขาผงาดในสังคมเศรษฐกิจ เขาเรียกว่าเศรษฐกิจของเขาล่ะนะ เศรษฐกิจที่เขาร่ำรวยของเขา เขาก็นึกว่าเขานี่ฉลาดจริงๆนะ แล้วโลกก็ยกย่องเขาด้วยว่า เป็นผู้ประสบผลสำเร็จ เฉลียวฉลาด เดี๋ยวนี้ก็ยังยกย่องกันอยู่ในสังคมน่ะ ในระดับผู้ที่ฉลาด ในระดับเรียกว่าเป็นผู้มีความรู้ มีวิชาการ มีปัญญา เขาเรียกกัน คนระดับปัญญาชน ยกย่อง ชมเชยกันอยู่ ให้เหรียญให้ตรากันด้วย ให้เหรียญให้ตราให้โลห์ ให้คำยกย่องชมเชยอย่างจริงๆ เขานิยมชมชื่น เขาถือว่าเป็นสุจริตธรรมด้วย ยังทำกันอยู่ ชมเชยกันมากกว่าด้วย มากกว่าผู้ที่เสียสละ ผู้ที่จะมาสงเคราะห์ผู้อื่น ตัวเองไม่กักตุน ไม่สะสม ไม่เอาเปรียบ เป็นคนที่จะมีเรี่ยวมีแรง มีผลผลิตของตัวเอง ขยันหมั่นเพียร มีความเพียรแล้วก็ทำการงานที่เป็นความเพียร ที่เราเข้าใจแล้วว่า การงานอย่างนี้แหละ เราจะทำการงานอย่างนี้นี่ เราจะทำ การงานที่ไม่ได้เงินไม่ได้ทองอะไร ทำไปก็มีแต่ทำให้เขา แล้วการงานที่จะทำนี่ เป็นงานอย่างไรๆ ซ้อนเชิงลงไปอีกว่า งานนี้มันเหมาะสมกับเศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจไหม งานนี้สมควรไหม เราจะเห็นได้ชัดเจนเลยว่า งานนี้ไม่ใช่เป็นงานที่ทำผลิตอะไรออกมาแล้ว ก็ไปมอมเมาเขา ไปทำร้ายทำลายแก่บุคคล แล้วงานนี้เหมาะกับกาละไหม กาละนี้ เวลานี้ ยุคนี้ สมัยนี้ ผู้คนมันรู้สึกว่า มันเป็นสิ่งจำเป็นของชีวิตไหม ในสถานที่อย่างนี้ ภูมิประเทศอย่างนี้ ควรทำขึ้นไหมในหมู่ชน ชุมชนอย่างนี้ ควรทำขึ้นไหม เหมาะสมถูกต้องตามคุณลักษณะอันสมควร เป็นดีมานต์ เป็นอุปสงค์ของทั้งกาละ-ทั้งบุคคล-ทั้งสังคม-ทั้งภูมิประเทศ เหมาะสมสมควรที่จะทำ มันจำเป็น มันสำคัญนะ อะไรอย่างนี้เป็นต้น เราจะเป็นผู้รู้ว่า การงานนี้เป็นการงานอันไม่มีโทษ การงานนี้เป็นการงานอันมีคุณค่า การงานอันไม่มีโทษก็คือการงานอันมีคุณค่า เรากำลังจะสร้างธรรมชาติ เรากำลังจะพยายามทำธรรมชาติเป็นตัวอย่าง เป็นโมเดล เป็นธรรมชาติตัวอย่างซึ่งเราทำขึ้นมาจริงๆ อาตมาออกรู้สึกหวัง แต่ที่จริงก็ไม่ได้สร้างความหวังให้แก่ตัวเองมากเกินไปหรอกนะ ประเดี๋ยวกลัวอกหัก ออกรู้สึกหวัง นี่พูดด้วยโวหาร ในหมู่บ้านปฐมอโศกของเรานี่จะมีธรรมชาติ ธรรมชาติที่สมบูรณ์หรือสมดุล เป็นธรรมชาติสมดุล ที่เราจะมีชีวิตอยู่อย่างสบาย แต่ไม่ใช่จะพาให้ขี้เกียจนะ เราก็จะขยันไปอีกอย่างหนึ่ง แต่ว่าธรรมชาติมันก็จะช่วยเรา ถึงหน้าฤดูฝน ฤดูอะไรพวกนี้ไป โอ๊ย! ไม่ต้องไปทำแล้วโรงเห็ดนี่เลิกได้ เพราะสถานที่ของเรานี้เป็นโรงเห็ดโดยธรรมชาติ นี่ดูซิเมื่อวานนี้ ท่านอิทธิคุปโตเดินไปข้างหลังโน่น ไปเก็บเอาเห็ดฟาง 2 ดอกมา ดอกโตๆ เอาไปใครรวนไว้หรือเปล่า เมื่อวานนี้ ท่านอิทธิคุปโตเอาไปที่ในครัว ใครรับไว้ ดอกเบ้อเร่อเลย ก็เกิดตาม... นี่อยู่ข้างคลองข้างลำธารเรา ไม่ได้อยู่ในฟาร์มอยู่ในโรงที่ไปเพาะนะ เห็ดนี่มันอยู่ข้างคลองโน่นนะ เห็ดฟางนี่ เกิดจากพวกเรานี่แหละ เอาไอ้เห็ดฟางนี่มากิน แล้วก็มาปอก ไอ้เหง้าอะไรมันต่างๆนานา ไอ้เชื้อของมัน สปอร์ของมัน รากของมัน หรืออะไรของมันนี่ มันก็จะเป็นเชื้อต่อ โยนทิ้งไปในดินต่างๆ นี่ ขณะนี้ ยังไม่นานนะ นี่เรายังไม่นานเลยนะ ที่เราทำอะไรต่ออะไรขึ้นมาแล้ว มันก็ยังไม่นานเลย มันก็เกิดแล้ว เกิดตามโคนไม้ เกิดตามข้างลำธารนี่อย่างที่ว่านี่ เกิดเห็ดฟางนี่ เรารู้แล้วว่ามันไม่เกิดเองแน่ที่นี่ เห็ดฟางมันจะมา เชื้อที่เราเอามาเพาะ เราเอามาทำอย่างนี้ เสร็จแล้วเราก็กิน เอาที่เพาะนั่นมากิน กินแล้วก็มีเชื้อจากฟางที่ผสมอยู่กับฟาง ที่ผสมอยู่กับเศษอะไร เราก็เอามาโรยมาซัดเข้าไปตามพื้นดินของพวกเรา ให้เป็นปุ๋ย เป็นเชื้อ หรือว่าจากไอ้ที่เรากินนั่นแหละ ดอกที่เรากิน เราก็มาล้างมาตัดมาหั่นไอ้โคนมันที่มันติดดินติดหญ้า มีรากมีอะไร เราก็ตัดออก ตัดออกแล้วเราก็เอาใส่กะละมังไปสาดทิ้งไว้ตามโคนไม้ ตามพื้นดิน ตามตรงนั้นตรงนี้ มันก็จะเป็นเชื้อเป็นสปอร์เป็นที่มันจะต่อจะเนื่อง มันยังไม่สูญสิ้นน่ะ มันจะเป็นไป นี่ถ้าเราทำไปเรื่อยๆ เราทำไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเห็ดฟางหรือเห็ดพวกนี้ เห็ดอะไรก็แล้วแต่ มันจะมี แล้วมันจะเป็น ดูซิบนภูเขาโน่นเห็ดโคนยังขึ้นเลย ปีนี้เราก็ได้กินแล้ว บนพื้นดินนี่ยังมีเห็ดสารพัดขึ้น แต่ไม่รู้เห็ดอะไรต่อเห็ดอะไรกันบ้าง มันกินไม่ได้น่ะ เห็ดยังไม่ดี เพราะว่าที่นี่มันยังไม่มีเชื้ออะไรมาสาดมาอะไรต่ออะไร แต่ก็ไม่จำเป็นจะต้องเอาสาดมากนักหรอกนะ เดี๋ยวมันจะรกเกินไป ให้มันอยู่ในสวนในป่าทางโน้น ภูเขาลำธารข้างๆ ทางด้านโน้นน่ะ ให้มันงอกเต็มไปหมดเลย อาจจะเป็นก็ได้ อาจจะไม่เป็นก็ได้ นั่นแหละมันก็จะเป็นธรรมชาติไง พื้นดินแผ่นดินเหล่านั้นเอาโรยไปอะไรไป มันก็จะสะพัดไป แล้วเราก็หว่านหมุนเวียนไป หมุนเวียนไปอีกหน่อยมันก็จะสะพัดเต็มไปอยู่กับพื้นดิน มันก็จะเป็นอย่างนั้นอยู่ ฝังอยู่กับมัน พอถึงปีพอได้เหตุปัจจัย ได้ฝน ได้อากาศ ได้อุณหภูมิที่มันเหมาะมันสม มันก็จะงอกจะเงย นี่อาตมากำลังพูดนี่ เพื่อยกตัวอย่างให้เห็นว่า แม้แต่เห็ด แม้แต่ต้นไม้ ต้นไม้ล้มลุก ต้นไม้อย่างนั้นอย่างนี้อะไรก็แล้วแต่ มันก็จะมีเชื้อมีพืชมีพันธุ์ มีอะไรต่ออะไรของมัน แล้วก็หมุนเวียนไป เอาอันนี้มาแล้วก็เอามาสาดคืนมา มีอะไรต่ออะไรที่จะแพร่จะเป็นของมัน ตันนั่นต้นนี่ มีดอกมีผล ไอ้เมล็ดมันก็จะเกิดอีก ส่วนนั้นส่วนนี้ อย่างนี้เป็นต้น จะเป็นพริก มะเขือ ข่า ตะไคร้ อะไรก็ตามใจเถอะ มันก็จะเกิด หรือว่าไม้ล้มลุก ไม้โน่นไม้นี่ กินจนพอ แล้วก็ให้มัน มันก็จะแตกลูก แตกใบ แตกราก แตกหน่อ แตกเมล็ด แล้วมันก็จะโรยจะกระจายอะไรต่ออะไรไปของมันเป็นธรรมชาติ เป็นวงจรสมบูรณ์ มันเกิดตามธรรมชาติอย่างทัน มีการหมุนเวียนอย่างทัน ชีวิตของพวกเรานี่ จะเข้าใจได้ว่า เราจะทำลายมันคืออย่างไร จะไม่ทำลายคืออย่างไร จะรักษาธรรมชาติเอาไว้ให้สมดุล จะให้มันหมุนเวียนของมันคืออย่างไร เราจะรู้ เป็นการงานที่ยากมาก ทุกวันนี้นี่ธรรมชาติมีแต่คนทำลาย การงานสร้างธรรมชาติเป็นการงานที่สำคัญ เพราะว่าโลกทุกวันนี้มีแต่ทำลายธรรมชาติ ไม่ฉลาดในธรรมชาติ ไม่รู้ในธรรมชาติ นอกจากไม่รู้ในธรรมชาติแล้ว มีแต่ทำลาย ไม่สร้างธรรมชาติ เพราะฉะนั้น การสร้างธรรมชาติอย่างมีญาณปัญญา อย่างรู้จักธรรมชาติ จึงเป็น demand เป็นอุปสงค์ที่สำคัญ เป็นตัวเศรษฐกิจ เป็นตัวความต้องการของโลกอย่างสำคัญเลยทุกวันนี้ ทุกวันนี้เราไม่เข้าใจธรรมชาติ นี่ไม่ใช่แค่ที่อาตมาพูดนะ ไม่เข้าใจธรรมชาติ โดยคนนี่นึกว่าตัวเองนี่เก่งกว่าธรรมชาติ แล้วก็มา สร้าง ไม่ว่าจะเป็นการเกษตร เขาก็ไม่ใช่ธรรมชาติ เขาก็มาสร้างอย่างที่เขาสร้าง แล้วเขาก็ว่าเขาเก่งกว่าธรรมชาติ จริง เขาอาจจะใช้พื้นที่น้อย แล้วเขาก็ปลูกผักปลูกพืช ปลูกอะไรขึ้นมาอย่างที่เขาต้องการ ได้ผลิตผล ได้ผลิตผลที่เขาต้องการได้มากกว่า จริง แต่มันไม่เป็นธรรมชาติ เขาต้องลงแรงลงทุน เขาจะต้องพยายามประคบประหงมดูแลมัน และไอ้สิ่งที่มันเป็นสิ่งประกอบของมันนี่ จะมีสัตว์ก็ดี มีพืชอื่นก็ดี มีอะไรก็ดี ที่หมุนเวียนกันนี่ มันไม่มี เขาจะต้องคอยดูแล ดูไปดูมา ทำไปทำมา มันจะอยู่ได้ในช่วงระยะหนึ่งเท่านั้น เสร็จแล้วมันก็จะโทรม มันจะไม่เกิดหมุนเวียนว่า ไอ้นี่ตาย ไอ้นี่เกิด ไอ้นี่ตาย ไอ้นี่เกิด ไอ้นี่ตาย ไอ้นี่เกิด ทั้งๆ ที่ผลไม้หรือว่าผลผลิตชนิดที่เขาต้องการนั่นแหละ มันจะโทรม ชั่วระยะหนึ่ง เอ้า ! อย่างเก่งก็ 100 ปี ต้นไม้ชนิดนั้นทนได้อย่างเก่งก็ 100 ปี ก็โทรมแล้ว และบรรยากาศแถวนั้นอย่างนั้นไม่มีองค์ประกอบที่เป็นธรรมชาติที่สมบูรณ์ของมัน คือมันจะต้องมีเพื่อน มันจะต้องมีอะไรหมุนเวียน จะต้องมีทั้งสัตว์ จะมีทั้งพืช เพื่อนของพืช ที่เป็นสิ่งแวดล้อมที่ได้เหมาะสมกัน แล้วก็ช่วยเหลือเฟือฟายกันหมุนเวียน มีทั้งน้ำ มีทั้งดิน มีทั้งลม มีทั้งไฟ มีทั้งพืช มีทั้งสัตว์ โดยเฉพาะมนุษย์นี่แหละเป็นตัวเลวร้าย มนุษย์ที่ไม่รู้จักธรรมชาติก็จะทำลาย แต่มนุษย์ที่รู้จักธรรมชาติ จะช่วย สัตว์มันก็จะทำไปตามประสาที่มันมีสัญชาตญาณ มันก็จะเป็นไป พืชมันก็เป็นสัญชาตญาณของมัน มันก็จะดำเนินของมันไป ที่มันเป็นอยู่ ที่มันจะห้อมล้อมช่วยเหลือ อะไรที่มันอยู่ด้วยกันได้ มันอยู่ด้วยกันได้ สัตว์ก็ตาม ต้นไม้ก็ตาม อะไรที่มันอยู่ด้วยกันไม่ได้ มันอยู่ด้วยกันไม่ได้ อะไรที่มันทำลายกัน ทีนี้เรา คนนี่ เป็นคนนี่ เราจะศึกษาว่าอะไรที่มันอยู่ด้วยกันไม่ได้ ไม่ต้องปล่อยให้มันอยู่นาน เอามันออก มันก็จะเจริญไว อย่างนี้เป็นต้น เราก็รู้ อะไรที่ควรจะให้มันอยู่ด้วยกัน ก็ให้มันอยู่ด้วยกัน มันจะช่วยกัน เอื้อกัน สนับสนุน ส่งเสริมกัน นี่เป็นรายละเอียดที่เราจะศึกษา แม้อาตมากำลังพูดนี่ อาตมาก็ไม่ได้มีความรู้ละเอียดถึงขนาดว่า อะไรที่มันจะไปอยู่ด้วยกัน อะไรที่จะสงเคราะห์กัน มันเป็นการสงเคราะห์เกื้อกูลกันนี่ อะไรที่มันจะเกื้อกูลกัน อะไรที่มันจะสงเคราะห์กัน อาตมาก็ไม่ได้รู้หมดหรอกนะ แต่อาตมารู้หลัก รู้หลัก รู้ทฤษฏีที่กำลังพูดอยู่นี่ เพราะฉะนั้น เราจะต้องเข้าใจอย่างธรรมชาติ อย่างสำคัญ ความรู้เรื่องธรรมชาติ ความรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมที่เราจะต้องรู้ว่า อันนี้มันควรเกิดควรมี ขนาดนั้นขนาดนี้ เป็นน้ำ เป็นดิน เป็นลม เป็นไฟ เป็นต้นหมากรากไม้ เป็นสัตว์ต่างๆ นานา อะไรที่มันจะ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive