321002 วิธีพิชิตความอาฆาต โดย ท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน สันติอโศก .docx
เนื้อหาในไฟล์
321002 วิธีพิชิตความอาฆาต โดย ท่านโพธิรักษ์ ณ. พุทธสถานสันติอโศก ทำวัตรเช้า เมื่อ 2 ตุลาคม 2532
เอ้า เรามาฟังธรรมกันต่อนะ ที่ตั้งแห่งความอาฆาต 10 อย่าง หรือ เครื่องนำความอาฆาต ออก 10 อย่าง ใน ทสกนิบาต
ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ที่ตั้งแห่งความอาฆาต 10 อย่างเหล่านี้ คือ 1. บุคคลย่อมผูกอาฆาตว่า เขาได้ประพฤติสิ่งที่เป็นความพินาศแก่เรา 2. บุคคลย่อมผูกอาฆาตว่า เขากำลังประพฤติสิ่งที่เป็นความพินาศแก่เรา อันที่หนึ่งนั่น เขาได้ประพฤติ สิ่งที่เป็นความพินาศแก่เรา ใครที่รู้สึกตัว รู้สึกตัว เอ๊ะ นี่ เขาได้ประพฤติสิ่งที่เป็นความพินาศแก่เรา หรือ ความเสียหาย ความพินาศ หรือ ความเสียหาย เขาได้ประพฤติสิ่งที่เป็นความเสียหาย หรือความพินาศแก่เรา
ข้อที่ 2. เขากำลังประพฤติสิ่งที่เป็นความพินาศแก่เรา 3. บุคคลย่อมผูกอาฆาตว่า เขาจักประพฤติ อันนี้ยัง อันนึงนี่ เขาทำไปแล้ว ได้ประพฤติ อันที่ 2. เขากำลังประพฤติ อันที่ 3. นี้เขาจักประพฤติ สิ่งที่เป็นความพินาศแก่เรา ยัง อันนี้ยังไม่ได้ทำ แต่ว่าเขาจะนั่นแหละ นี่เขาจะประพฤตินะ เขาจะกระทำ อันนึงเขาได้ทำสิ่งที่เป็นความพินาศแก่เรา อันที่ 2. เขากำลัง อันที่ 3. นี่เขาจะประพฤติ สิ่งที่เป็นความพินาศแก่เรา 4. บุคคลย่อมผูกอาฆาตว่า เขาได้ประพฤติสิ่งที่เป็นความพินาศแก่คนที่รัก ที่พอใจของเรานะ
5. บุคคลย่อมผูกอาฆาตว่า เขากำลังอันแรก อันที่ 4 นั่นเขาได้ประพฤติ สิ่งที่เป็นความพินาศ แต่ว่าไม่ใช่เรา แต่เป็นคนที่รักที่พอใจของเรา 6. บุคคลย่อมผูกอาฆาตว่า เขากำลังประพฤติ สิ่งที่เป็นความพินาศ แก่คนที่รักที่พอใจของเรา อันที่ 6 ก็คงจะเดาได้นะ บุคคลย่อมผูกอาฆาตว่า เขาจักประพฤติสิ่งที่เป็นความพินาศ แก่คนที่รัก ที่พอใจของเรา ก็หลัก 3 อันต้น แต่ตอนนี้ เ
อ่านต่อ
ป็นแก่คนรักที่พอใจ ไม่ใช่ตัวเราละ แต่เป็นคนที่พอใจ ที่รัก ของเราด้วย 7. บุคคลย่อมผูกอาฆาตว่า เขาได้บำเพ็ญประโยชน์แก่คนที่ไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่พอใจของเราน่ะ ไปโน่นเลยทีนี้ ไปทำประโยชน์ให้แก่อีกฝั่งนึงนะ 8. บุคคลย่อมผูกอาฆาตว่า เขากำลังบำเพ็ญประโยชน์แก่คนที่ไม่เป็นที่รัก เป็นที่พอใจของเรา 9. บุคคลย่อมผูกอาฆาตว่า เขาจักบำเพ็ญประโยชน์แก่คนที่ไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่พอใจของเรา 10. บุคคลย่อมโกรธ ในฐานะที่ไม่สมควร ข้อ 10 นี่เหมาเลย เหมาเข่ง บุคคลย่อมโกรธในฐานะที่ไม่สมควร ก็คือ อวิชชา หรือ โมหะ เป็นคนที่ไม่มีปัญญา ที่จะรู้สัจธรรม นั่นเอง
ทีนี้ เครื่องนำออก เราอ่านเครื่องนำออกไปด้วยเลย เครื่องนำออก 10 อย่าง เครื่องนำความอาฆาตนี่ออก 10 อย่าง ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย เครื่องนำความอาฆาตออก 10 อย่างเหล่านี้คือ 1. บุคคล ย่อมนำความอาฆาตออกด้วยคิดอย่างนี้ว่า เขาได้ประพฤติสิ่ง ที่เป็นความพินาศแก่เรา จะไม่ให้เป็นอย่างนั้น จะได้แต่ที่ไหน ซึ่งเราเคยพูดอยู่ แล้ว ถ้าเผื่อว่าเขาจะอาฆาต เขาจะประพฤติ เขาจะกระทำทำสิ่งมันเสื่อมเสีย ทำสิ่งที่มันเสียหาย ทำสิ่งที่มันจะเป็นความพินาศแก่เรานี่ บุคคลนั่น ก็คิดว่า เอ๊ ต้องคิด เอ ก็ถ้าเขาได้ประพฤติสิ่งนี่แก่เราอย่างนั้นแล้ว จะไม่ให้เป็นอย่างนั้นจะ ได้จากที่ไหน จะห้ามเขาได้หรือ จะไม่ให้เป็นอย่างนั้น จะไปทำยังไง ถ้ามันจำเป็น ถ้ามันได้ทำไปแล้วซ้ำทำอย่างนี้เป็นต้น 2. บุคคลย่อมนำความอาฆาตออก ด้วยคิดอย่างนี้ว่า เขากำลังประพฤติสิ่งที่เป็นความพินาศแก่เรา จะไม่ให้เป็นอย่างนั้น จะได้แต่ที่ไหนนา ก็ต้องคิดปลง ๆ ยังงั้นนะ 3. บุคคลย่อมนำความอาฆาตออกด้วยคิดอย่างนี้ว่า เขาจะประพฤติสิ่งที่เป็นความพินาศแก่เรา จะไม่ให้เป็นอย่างนั้น จะได้แต่ที่ไหน นี่ก็เหมือนกันนะ อันที่ 1 - ที่ 2 ที่ 3.อันนึงได้ประพฤติ อันที่ 2 กำลังประพฤติ อันที่ 3 จักประพฤตินา แล้วทีนี้ เราต้องคิด คนที่จะเอาออกได้ต้องคิด ต้อง ปลง ต้องเห็นจริงๆว่า โอ๊ จะไปให้เขาทำอย่างงั้นได้แต่ที่ไหน 4. ก็เหมือนกันแหละนา บุคคลย่อมนำความอาฆาตออก ด้วยคิดอย่างนี้ว่า เขาได้ประพฤติสิ่งที่เป็นความพินาศแก่คนที่รักที่พอใจของเรา จะไม่ให้เป็นอย่างนั้น จะได้แต่ที่ไหน 5. ก็เหมือนกัน บุคคลย่อมนำความอาฆาตออก ด้วยคิดอย่างนี้ว่า เขากำลังประพฤติสิ่งที่เป็นความพินาศ แก่คนที่รักที่พอใจของเรา จะไม่ให้เป็นอย่างนั้น จะได้แต่ที่ไหน 6. บุคคลย่อมนำความอาฆาตออก ด้วยคิดอย่างนี้ว่า เขาจะประพฤติสิ่งที่ เป็นความพินาศ แก่คนที่รัก ที่พอใจของเรา จะไม่ให้เป็นอย่างนั้นจะได้แต่ที่ไหน 7. บุคคลย่อมนำความอาฆาตออก ด้วยคิดอย่างนี้ว่า เขาได้บำเพ็ญประโยชน์แก่คนที่ไม่เป็นที่รัก แก่คนที่ไม่เป็นที่พอใจของเรา จะไม่ให้เป็นอย่างนั้นจะได้แต่ที่ไหน 8. บุคคลย่อมนำความอาฆาตออกด้วยคิดอย่างนี้ว่า เขากำลังบำเพ็ญประโยชน์แก่คนที่ไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่พอใจของเรา จะไม่ให้เป็นอย่างนั้น จะ ได้แต่ที่ไหน 9. บุคคลย่อมนำความอาฆาตออกด้วย คิดอย่างนี้ว่า เขาจักบำเพ็ญ ประโยชน์แก่คนที่ไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่พอใจของเรา จะไม่ให้เป็นอย่างนั้น จะได้แต่ที่ไหน แล้วก็แก้กันอย่างในประเด็นที่ว่า ให้ปลงทั้งนั้นนา ทั้ง 9 หลักนั่น
ทีนี้ 10 บุคคล ย่อมไม่โกรธ ในฐานะอันไม่สมควรนา ก็แก้กันนา ถ้าจะจำก็จำไม่ยาก แต่ที่นี้มันมีความลึกซึ้งอยู่ตามสภาวะจริง คนเรานี่ ไม่ค่อยรู้ตัวว่า เราอาฆาต ไม่รู้ตัวว่า เราติดเรายึด เราถือ เพ่งโทสนา จำมันสัญญาอยู่ในใจนี่แหละ และมันเป็นกิเลสจริง ๆ แหละนา เขาได้ประพฤติสิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่เสื่อมเสีย สิ่งที่พินาศ สิ่งที่มันเอาแต่แค่ว่าไม่พอใจ เขาประพฤติสิ่งที่ไม่พอใจ มันก็ติด แล้วมันก็ถือ ยิ่งคนอาฆาตเก่ง ๆ นี่ ไม่ถึงกะทำให้เราถึงพินาศฉิบหายหรอก แต่แค่ว่า ทำกะเรา แค่เราไม่พอใจ ไม่สมใจเรา ไม่ถูกใจนีคนที่มีความอาฆาตเคียดแค้น ถือสาแรงแรงหน่อย แล้วก็จำเชียว สัญญาอยู่ในใจเนี่ย ไม่ลืม ไม่ลืม ไม่ลืม อยู่นั่นแหละ อยู่ในใจนั่นแหละ แล้วมันก็แสดงออกโดยไม่รู้ตัวนา มันแสดงออก มึนตึง แก้แค้น เอาให้สะใจ แล้วไม่รู้จบแล้วนะ ทีนึงก็ไม่พอ สองที แก้แค้นได้ อย่างโน้นอย่างนี้ สามที สี่ที ห้าที อะไรก็ไม่พอ ไม่รู้จะชังกันไปถึงไหนนะ มันเป็นกิเลสของคนที่ไม่ได้ศึกษานา วิธีปลง ท่านก็บอกวิธีปลง เอ... จะไปให้คนอื่นนี่ เขามาทำถูกกะใจเรา จะทำให้คนอื่นซึ่งเขาก็มีความโลภ โกรธ หลง เขาก็ต้องทำอย่างนี้กะเรา เราก็ต้องเสีย เขาก็ต้องได้ หรือ เขาก็ต้องทำร้ายแก่เรา ถ้าเขาไม่ชอบใจ เขามีความโลภ โกรธ หลง ในโลกนี้มีคนอย่างนี้อยู่ทั้งนั้น
แม้แต่คนที่เรารัก คนที่เราพอใจ คนใกล้ชิดก็ตาม ถ้าเราไปสัญญากำหนดว่า นี่คือ ของของเรา แล้วใครอย่ามาทำให้เสียหาย ใครจะมาทำให้ฉิบหาย ใครจะมาทำให้พรากออกไป หรือ นี่ผู้ที่เรารัก ของที่เรารัก สิ่งที่เรารัก ขยายความออกไปแล้ว ก็ ไปนึกถึงขนาดนั่นด้วย ความเป็นจริงไม่ใช่ว่าเขาไปทำคนที่เรา คนที่เราแก่คนที่เรารัก คนที่พอใจเท่านั้น ไม่ใช่แต่แค่คนน่ะ ไม่ใช่แต่แค่คนที่เรารักเท่านั้น สิ่งที่เรารัก ของที่เรารัก อะไรที่เรารักต่าง ๆ นานา จนกระทั่งเป็นสิ่งที่เป็นนามธรรมก็ตามนา ภพที่เรายึดติดเอาไว้ ใครมาทำลายภพของเราก็ พวกเราปฏิบัติธรรมแล้ว พวกเราจะรู้ ก็ถือสา อาฆาต เคียดแค้น โกรธ เคือง ต่างๆ นานา ไม่ชอบใจ ดูได้ทั้งนั้น นี้เป็นหลัก ภาษานี่เป็นหลักเบื้องต้น เป็นหลักหยาบๆ แต่ว่าในสายโทสมูลแล้ว มันมีความอาฆาต พยาบาท มีความผูกใจ ๆ เจ็บ ผูกใจที่ไม่ชอบ ผูกใจที่จะต้องถือสาอยู่ อาฆาตเคียดแค้นอยู่ ไม่วางใจ ไม่ปลดปล่อยออกจากจิต ไม่อภัยในสายโทสะทั้งหมดทั้งสิ้น มันเป็นจริง เพราะฉะนั้น เราจะต้องมองโดยโลกนี่ เขาทำยังงี้ เขาเป็นยังงี้ จะไม่ให้เขาเป็นยังงี้ได้อย่างไรนา เขาก็ต้องเป็นอย่างงี้แหละ แม้แต่ลองคิดดูดี ๆ นะ พวกเรานี่ แม้แต่อาตมา พวกคุณว่า นับถือ เคารพ แล้วอาตมาทำอะไรนี่ ไม่เป็นที่สมใจ ลดแล้ว ความเคารพนับถือ ชักลดแล้ว ความพอใจที่เราพอใจ ชักไม่ค่อยเท่าเก่าแล้ว ชักจะถือสา ดีไม่ดีโกรธไปหลายวัน ไม่อยากมองหน้าเลยนะ ไม่อยากเห็นหน้าเลย ไม่อยากได้ยินเสียง เลยอะไร ดีไม่ดีโกรธไปหลายวัน อาฆาตไปหลายวัน คนที่โกรธแรง ๆ เลย แม้แต่ไม่สมใจเล็ก ๆน้อย ๆ นิด ๆเดียวนะ เคารพก็เคารพเถอะวะ นับถือก็นับถือเถอะวะ มันยังไม่มีแรงพอ ปั๊บปั๊บไปเลย ไม่เคารพแล้ว ไม่นับถือแล้ว ไม่เอาแล้ว ไปเลย ทั้ง ๆ ที่ในรายละเอียดบางครั้งบางคราวนี่ สติสตังดี ๆ สติสัมปชัญญะ ปัญญาดี ๆ ถามว่า เอ๊ แล้วมีสิ่งดีไหม อย่างอาตมามีสิ่งดี มีของดี มีความดี หรือ มีความสามารถที่จะช่วยให้เราได้เจริญขึ้น ดีขึ้นบ้างไหม และเคยได้ดีขึ้นด้วยได้ดีจริง ๆ ใช่มั้ย ถามในรายละเอียดพวกนี้ ด้วยเหตุ ด้วยผลอะไรต่างๆ นานา เสร็จแล้วอั้ยสิ่งที่เราได้ประโยชน์ ได้ดีอะไรต่าง ๆ นานา เมื่อหยิบคุณประโยชน์คุณค่าอะไรมา เปรียบเทียบกับสิ่งที่เรามากระทบใจเราไม่ชอบใจเรา ในบางเรื่อง เล็กๆน้อยๆ บางทีมันไม่สมแก่กันเลย เรื่องแค่นี้ ก็ถือสา เล็กๆ น้อยๆ เสร็จแล้วเราเรียกว่า เลิกที่จะเอาประโยชน์ต่อ เพราะความถือสา เพราะความติดใจ ความไม่สมใจตน ไม่พอใจตน ในอะไรก็แล้วแต่ หลายคนก็อาจจะหลาย ๆ อย่าง หลายคนก็แต่ละอย่าง แต่ละยึด แต่ละถือ มันทำให้เป็นการแพ้ภัยตัว นี่เรียกว่า แพ้ภัยตัวด้วยความตื้นเขิน มันเป็นได้นะ ในบางระยะ บางโอกาส บางครั้งบางคราวแล้วก็ทำวู่วาม เป็นอะไรต่ออะไรไป บางคนก็ไป คิดได้ทีหลัง แต่เสร็จแล้ว ทำไปแล้ว มีมานะซ้อน จะกลับมา จะยังโน้นยังนี้อีก ให้กลับมาเป็นดีอีกต่อไป ก็ทั้งยาก หรือไม่สนิทนา ไม่ค่อยจะเรียบร้อยอีกแหละ ก็ล้วนแต่เรื่องที่เราเอง ไม่หนักแน่น เราเองเราไม่ฉลาดรอบ ไม่รู้รอบเพียงพอ และทำให้เกิดผลไม่ดีไม่งามอะไรอย่างนี้ เป็นต้นนา บางคนโกรธได้ แม้กระทั่งแม่ แม้กระทั่งพ่อ ถือสา โกรธเคือง ไม่พูดไม่จาด้วย อย่างนั้นอย่างนี้ ไม่เอาด้วยอะไรด้วยต่าง ๆ นานา ขนาดพ่อ แม่นี่ นา เราจะไปโกรธได้ยังไง ถึงจะเป็น จะตายยังไง ก็ต้องพ่อ ต้องแม่ ไปโกรธอยู่อย่างงั้นไปได้ยังไง ถ้าเราจะไม่รวมด้วยน่ะ ในบางสิ่งบางอย่างของท่าน ที่เห็นว่า เออ นี่มันไม่ถูกต้อง ไม่ดี เราจะไม่ร่วมด้วย จะไม่เห็นด้วย จะไม่ทำด้วย อะไรก็ตามใจ ก็เป็นเรื่องๆไป แต่ใจของเรานี่ไปทำโกรธ เคียดแค้น อาฆาต ชังๆพ่อ ชังแม่ เอาหัวจิ้มขี้โคลนตายซ่ะ ไปชังได้ยังไง มันไม่สมควร มันเกิดจากอาการจิต จริง เราอาจจะไม่ชอบในพฤติกรรมของพ่อของแม่ ในบางสิ่งบางอย่าง กรรมก็เป็นของท่าน เราจะไม่ให้อย่างนั้นได้แต่ที่ไหน สอนได้ไหม สอนพ่อสอนแม่ พ่อ หยุดทำอย่างนี้น่ะ แม่หยุดทำอย่างนี้นะ เออ ลูกรักที่เคารพ พ่อจะหยุดแล้ว แม่ จะหยุดแล้ว ลูกสั่งลูกสอน มันได้แต่ที่ไหน เราจะทำอย่างนั้นได้ไหม คนฉลาดนะ พ่อแม่เชื่อถือ ลูกก็มีปัญญา มีศิลปะในการจะบอกพ่อแม่ ให้แก้ไขปรับปรุง การสอน การบอกผู้ใหญ่ หรือยิ่งเป็นพ่อเป็นแม่ ต้องมีสัมมาคารวะใช่ไหม ต้องรู้จักที่ต่ำ ที่สูง ผู้ใหญ่ ผู้น้อย อะไรต่างๆ นานา จะบอกจะสอน ก็ต้องมีลีลาท่าที มีกิริยา ผู้ใหญ่สอนเด็กก็กิริยาหนึ่ง เด็กสอนผู้ใหญ่ก็กิริยาหนึ่ง มีศิลปวิทยา มันไม่ได้ง่าย ๆ แล้วจะทำยังไง เราจะไปบังคับ สุดท้ายเราไม่มีเลย วิธีก็ไม่มี ความสามารถก็ไม่มี จะบอกจะสอนจะแก้ไขพ่อแม่ให้เปลี่ยนแปลงมา เรารู้ว่า มันไม่ดี โดยสัจจะ มันก็ไม่ดีจริง ๆ อย่างนี้เป็นต้น พ่อก็ทำไม่ดี แม่ก็ทำไม่ดี ในบางสิ่งบางอย่าง หลายสิ่งหลายอย่างก็ตาม แล้วเราจะไปโกรธ เราจะไปทำใจเคือง ใจโกรธ ใจไม่ชอบตัวบุคคลนั้นไม่ได้ ๆ และกรรมใดที่พ่อแม่ ไม่ดี เราเห็นว่าไม่ดีโดยจริงน่ะ ต้องพิจารณาโดยจริงนะ เราก็ต้องอนุโลม ก็เราก็ต้องปล่อย เราก็ต้องรู้ว่า เราจะไปทำให้ เป็นอย่างนั้นได้แต่ที่ไหน ทั้ง ๆ ที่เป็นพ่อเป็นแม่ ทั้ง ๆ ที่เป็นคนใกล้คนชิด เป็นคนที่เรานับถือ อย่างที่กล่าวไปแล้ว และจะไปป่วยการจะกล่าวไปไย ถึงคนที่ไม่เกี่ยวกะ เราเลยมาทำให้เราไม่ชอบใจ มาทำให้เราเป็นอย่างโน้น มาทำให้เราเป็น อย่างนี้ หรือ เขามาโลภ มาโกรธ มาทำให้เราเสื่อมเสีย มาทำให้เราเสีย ให้เรายิ่งเป็นแบบโลกๆ นา ติดยึดว่าเป็นของเรา เราขาดทุน เราต้องขาดทุน หรือ เราต้องเสียหายไปจริงๆ จะไปห้ามได้ที่ไหน เพราะคนในโลกนี่ ก็มีแต่แย่งชิง เอาเปรียบเอารัด ทำลายผู้อื่น สร้างสรรให้แก่ตัวเองโดยเขาก็ไม่อยากทำลาย ถ้าเขาเอามาเป็นของเขาได้ เขาก็จะเอามาเป็นของเขา ถ้าไม่ได้เป็นของเขาก็ไม่ได้ ของแกฉันก็ไม่ชอบ เออ ต่างคนต่างอย่าได้เลยว่ะ ก็ทำลายไปเสีย ทำให้เสียหายไปเสีย นัยมันก็เป็นอย่างนี้ นัยต่าง ๆ นานา มันก็อย่างนี้ทั้งนั้น แล้วเราจะไปห้ามกันได้ จะไม่ให้เป็นอย่างนั้นนะมันไม่ได้ ถ้าจะได้คุณต้องเก่ง คุณต้องมีความสามารถที่จะสอนเขา บอกเขา หยุดเขา ให้เขาหยุดทำความเสียหายนั้น ๆ แก่เรา หรือ แก่สิ่งที่รักที่ชอบ หรือแก่อะไรก็ตาม โดยเฉพาะนักปฏิบัติธรรมนี่ ก็ไม่ได้ให้ใครไปทำความเสียหาย ต้องมาเอาความเข้าใจคำตรงความว่า เสียหาย หรือ พินาศ อะไร ๆ เราจะไม่ทำให้อะไรพินาศเลย ถ้าสิ่งนั้นไม่เป็นตัวพิษภัย กิเลสเป็นพิษภัยของจิตวิญญาณ เป็นพิษภัยของมนุษย์ สิ่งที่เป็นพิษอยู่ในโลกก็มี แต่ในสิ่งที่เป็นพิษนั้น ก็เป็นคุณเป็นวัตถุรูป เป็นอะไรต่าง ๆ นานา มนุษย์ก็มีคุณในตัวของมันอยู่ มันเป็นพิษนา แต่เราก็ใช้มันเป็นคุณ อย่างน้อย เป็นสิ่งที่เราต้อง ระมัดระวัง สังวรงูพิษ มัน ๆ ไม่เป็นประโยชน์ งูพิษ มันไม่เป็นประโยชน์อะไรแก่ เราเล้ย แต่อย่างน้อยที่สุด มันก็เป็นประโยชน์ตรงที่ว่า มันก็เป็นงูพิษนะ ถ้า เผื่อเราระวังไม่ดี มันไม่รู้เรื่อง เราจะไม่ให้เป็นงูพิษจะได้แต่ที่ไหน ถ้าไปใกล้ไปทำอะไร ให้มันเกิดโกรธ เกิดจะต้องกัด จะต้องทำกับเรา ถึงตาย มันก็ไม่รู้ละ มันก็ต้องทำล่ะ เราก็ต้องระวัง อย่างน้อย ก็ทำให้เรา สังวรระวังว่า สิ่งนี้เป็นพิษ เป็นภัย ไม่ใช่ทำอะไรก็ไม่มีความสังวรระวัง ทำ อะไรก็ไม่สุขุมประณีต ทำอะไรก็ไม่รู้จักอะไรเลย ปล่อยปละละเลย ทำอะไรตาม อำเภอใจ ดีดๆ ทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ ทำอะไรไปสารพัด สาระเพ ไม่สังวร ไม่สำรวม ไม่กำหนด ไม่รู้สึก ไม่มีสติ ไม่ทำอะไรอย่างต้องพยายามฝึกหัด กาย วาจา ใจ อัน นั้น มันก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เป็นประโยชน์ ให้เราจะต้องฝึกกาย วาจา ใจน่ะ คนเป็นคนเลว ก็เป็นประโยชน์ๆให้แก่เรา จะต้องระมัดระวังคนเลว อย่าให้มาทำเลย โดยเฉพาะ มาทำกับเรา หรือมาทำกับใครก็แล้วแต่ ถ้าเราเอง เราเป็นคนที่เป็นอริยะสูงขึ้นแล้ว เราก็จะไม่ระมัดระวัง ยิ่งผู้ที่เป็นอริยะ เป็นอริยะสูงๆแล้ว ไม่ได้ติดยึด ไม่ได้อาฆาต เคียด แค้น ไม่ได้โกรธใคร แม้แต่ศัตรู แม้แต่ผู้ที่จะทำร้าย ทำความพินาศให้แก่เรา โดยที่เขามีกิเลสนั้นจริงๆนะ ตั้งหน้าตั้งตา จะหาทางแก้แค้นเราด้วยซ้ำ เรา จะไปห้ามเขาได้แต่ที่ไหน เป็นอริยะ ก็ยังห้ามเขาไม่ได้เลย ห้ามไม่ได้ เห็นไหม ใครเห็นไหม ใครไม่เห็นจงตาบอด เหตุการณ์มันเกิดขึ้นอยู่หลัดๆ เห็นอยู่ทั้งนั้นๆ เขาไม่เห็นนะ เขาไม่ เข้าใจ เขาไม่รู้หรอก เขาว่าเขาเสียประโยชน์ เขาเห็นว่า เราไปทำแก่เขา ไปทำแก่สิ่งที่เป็นที่รักที่หวงแหน คือศาสนาอย่างนี้ เป็นต้น เขาก็หวงแหนว่านี่เป็น ศาสนาของเรา เป็นสิ่งที่รักยิ่งชีวิต เขาบอกอย่างนั้นเลยนะ เราต้องต่อสู้นี่ มัน จะมาทำลายทำร้าย สิ่งที่เป็นที่รัก ทำความเสียหาย ทำความพินาศ มาทำความ พินาศให้แก่ศาสนาของเรา นี่ มันก็ของเราเหมือนกันละว้า แต่ที่จริง มันไม่แย่งชิงกันหรอก ไม่แย่งชิงกันหรอก ศาสนาจะชื่อว่าเรียกพุทธก็ตาม ฝ่ายหนึ่ง เขาบอกว่า แย่งชิงศาสนา ของเรา ไม่ อาตมาไม่ได้แย่งชิงเขานา เราก็ไม่ได้แย่งชิงเขา เขาก็ไม่ได้แย่งชิง เรา แต่มันก็เข้าใจกันไม่ได้ ไม่ได้แย่งชิงหรอก แต่เหมือนเรามาแย่งชิง แท้จริง มันไม่ใช่เท่านั้นนะ มันซ้อนเชิง จริง ๆ ไม่ได้แย่งชิง ไม่ได้แย่งชิงศาสนา แต่ แย่งชิงสิ่งที่เกี่ยวข้อง จนกลายเป็นลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ติดอยู่อย่างนั้น เป็นของกู นึกให้ดีนะ อาตมาว่า ในพวกเราเนี่ย จะถือสานา จะถือสา หรือ จะติดยึดเนี่ยน้อยกว่าอีกด้านหนึ่ง เพราะฉะนั้น เราต้องเห็นจริงทางด้านโน้น ทำไมถึงต้อง ทำประกาศนียกรรม เขาจะต้อง แหม ทำไมเขากระเหี้ยนกระหือรือ ลงทุนลงแรง โอ๊ย ก็ของของเขาเสียไปนี่ เขาต้องรักษาผลประโยชน์ของของเขาจัด เขามี ผลประโยชน์ เขานึกเขาว่าเขามีผลประโยชน์ เราก็นึกว่าเรา ศาสนานี้ ก็มี ประโยชน์ต่อเราน่ะ แต่ศาสนาของเรามันคนละแบบกะของเขาแล้ว เราก็ทำของเราเท่าที่ รักษาตัว ป้องกันตัว เพราะฉะนั้น ทำให้เกิดสัจจะแก่ประชาชน ถ้าเผื่อว่าอาตมา ไม่ต้องการที่จะทำประโยชน์แก่ประชาชนให้มันกว้างขวางยิ่งขึ้น โอ๊ย เราไม่ต้อง ไปทำอะไรหรอก อาตมาสอนพวกคุณ พวกคุณก็อยู่ของคุณ คุณก็ได้รับการสอน ได้รับการ ศึกษา ประพฤติปฏิบัติอยู่แค่เนี่ย ทุกวันเราไม่ได้หยุดใช่ไหม เราก็ทำของเราได้ เราก็วางเขาเราก็วาง เราก็ทำการด้วย คิดด้วย เราก็คิดเสียว่า โอ๊ย ไม่ ให้เป็นอย่างนั้นจะได้แต่ที่ไหน มันก็เป็นอย่างนั้นแหละ เพราะเขาเป็นอย่างนั้น เราก็ปลง เราก็ว่าง เขาก็ทำของเขาเราก็ทำของเรา เขาจะทำเข่นเรา ฆ่าเรา ข่มเรา ทำเรา เขาจะไปประกาศ ทำให้คุณอื่นเขามาถล่มทลายเรา หาพวกหาหมู่ให้มาก ให้คนเขาเข้าใจเราผิด ๆๆ อย่ามาถล่มทะลายเรา มาเกลียดมาชังอะไรก็ เขาก็กระทำอยู่ เราก็ทำของเรา คนอื่นเขาไม่เข้าใจ เขาไม่มาก็ได้ แต่ขนาดที่เขาทำอย่างนั้นน่ะ มันยังเป็นประโยชน์แก่เราอยู่เลย ไปทำอย่างนั้น บางคนเขาก็รู้ทัน เขาบอก เฮ้อ เหอ มันจริงหรือเปล่าว้า มาดูสักหน่อยซิ ทำไมมันเลวร้าย ทำไมมันถึงอยู่ได้ ถ้ามันเลวร้ายจะได้ช่วยกันจัดการ ก็มาซะเลยมาดู พอมาดูแล้ว เฮ้ย อย่างนี้จัดการไม่ได้แล้ว ก็ได้ผลประโยชน์กลับไป มีไม่น้อยใช่ไหม ลักษณะนี้ก็มีไม่น้อย อย่างนี้ เป็นต้น นี่ เรายกตัวอย่าง สิ่งที่เกิดในปัจจุบัน เราห้ามเขาไม่ได้ เพราะฉะนั้น วิธีปลงของท่าน ทำไมมันดูมันไม่เป็นเหลี่ยม เป็นคูที่ลึก ซึ้งอะไรนักหนา ลึกซึ้งนะ พุทธเจ้าท่านตรัสว่า บุคคลย่อมนำความอาฆาตนี้ ใน สิ่งที่ติดใจนี่ ออกด้วยคิด ต้องคิด ต้องเห็น ต้องพิจารณาๆให้ดีเลยว่า เอ๊ เราจะ ไม่ให้เป็นอย่างนั้นได้แต่ที่ไหน จะไม่ให้เป็นอย่างนั้นได้ยังไงเล่า มันก็ต้องเป็นอย่าง นั้นแหละ เพราะฉะนั้น วางใจ เถอะ เขาจะด่าเรา เขาจะว่าเรา เขาจะลงโทษเรา เขาจะยังโน้นยังงี้ มันเป็นที่เขามันเป็นของเขา เขาคิดอย่างนั้น เขาเห็นอย่างนั้น และเขาเห็นว่าควร ลงสุดท้าย ท่านว่าบุคคลย่อมไม่โกรธ หรือ ย่อมโกรธก็ตาม ในฐานะที่ไม่สมควร หรือ ในฐานะที่ควร มันก็เรื่องของเขา จริง ๆ เขาเห็นว่าควรน่ะ แต่ถ้าเขาผิด มันก็ไม่สมควร ใช่ไหม เพราะงั้น ผู้ใดที่โกรธ จะอาฆาต จะมีโทสมูล ก็เพราะเขาเห็นว่า ไม่สมควร เขาจริงใจ ส่วนมากจริงใจ เขาจริงใจของเขาเหมือนกัน เขา เห็นจริง ๆ อย่างนั้นจริง ๆ แล้วจะไปโกรธแค้นเขาได้ยังไง เขาก็จริงใจนะ เขาฉลาดเท่านั้น เขารู้เท่านั้น เขาเข้าใจอย่างนั้น ดีไม่ดี คุณนั่นแหละ คุณอาจ จะโง่เขาฉลาด เขาถูกต้อง เราผิดก็ได้ เผื่อตรงนี้บ้างซิ เออ บางทีเขาอาจจะถูก พยายามศึกษาวางใจทำใจดี ๆ เอ อย่าไปเพ่งโทส มันอาจจะมีมุมถูกก็ ได้ เราวางใจได้ พยายามดูข้อมูล พยายามศึกษากันต่อไป ไม่ต้องไปปัดทิ้ง ถ้าเราทนได้ ไม่ต้องไปปัดทิ้งอะไรหรอก นอกจาก คนที่ทนไม่ได้ โอ๊ อันนี้มัน ไม่ไหว ทุกข์ ทรมานใจ ตัดทิ้งก่อน และเราก็ไม่เป็นอันทำอะไรหรอก อาฆาตเขาอยู่ในใจ นี่ วุ่น ๆๆ อยู่นี่ ทุกข์ร้อนอยู่นี่แหละ แต่ถ้าผู้ใดวางใจได้ ไม่ เป็นไร รู้ก็รับรู้ไปซี้ ไม่อาฆาต ไม่พยาบาทอะไร ไม่โกรธไม่เคืองอะไร รับรู้ แล้วก็เอามาศึกษา ไม่แปลกอะไร ถ้าคุณมีเวลาเห็นว่า เพื่อที่จะช่วยเขา หรือ เพื่อฝึกตน นั่นแหละด้วย ตนเอามาศึกษานี่ เอามาศึกษาได้จริงไหม ศึกษานี่ มันลำเอียงนะ ถ้าเราไม่ค่อยชอบแล้วนี่ ก็เหมือนคนที่อาบน้ำกลัวเปียก ศึกษาก็ ศึกษาไปอย่างงั้นๆ ไม่พินิจพิจารณาให้ดีๆ ไม่พยายามทำอะไรให้ละเอียดลออนา คนที่จะศึกษาอะไรได้ก็ศึกษาไป ศึกษาได้เร็ว ศึกษาได้มาก ที่ศึกษาได้มาก ก็เกิดที่ญาณ เกิดที่ความรู้ของตัวเหมือนกัน คนจะศึกษาคนนี้ หรือ จะศึกษาสิ่งนี้ ถ้าคนไหนมีความรู้ในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง รู้ดีมาก่อนแล้ว เข้าใจดีมาก่อนแล้ว ตั้งแต่เป็นรูปวัตถุ ไปจนกระทั่งถึงนามธรรม สัมผัสนามธรรม สัมผัสอย่างนี้ กิริยากาย วาจา ก็รู้ถึงนามธรรม ฟังภาษาก็รู้ถึงสภาพจิตวิญญาณ คนที่รู้ลึกซึ้งแล้ว รับนิดรับหน่อย ก็รู้ลึกไปถึงรายละเอียดได้ คนที่รู้จักเครื่องยนต์ดี ๆ พอไปดูเครื่องยนต์ อ๋อ ลักษณะนี่ แตะนิดหน่อย ดูรายละเอียดขององค์ประกอบเครื่องยนต์ อ๋อ ! ยังงี้เหรอ รู้แล้ว แตะนิดหน่อย รู้ สัมผัสนิดหน่อย มีความรู้ในเรื่องเครื่องยนต์ดี อ้อ รู้แล้ว คนที่ไม่เป็น โอ้โฮ บอกปุ่มทุกตัว บอกน็อตทุกตัว ยังทำอะไรไม่ได้ ต้องศึกษาละเอียด โอย น็อตอยู่ที่ไหน ตัวนั้นอยู่ที่ไหน อย่าว่าแต่เครื่องกล อย่าว่าแต่ตัวหลัก ๆ เลย บอกตัวหลักก็แล้ว บอกตัวละเอียดอีก ก็ยังไม่ค่อยรู้เรื่อง ทำอะไรก่อน อะไรหลัง อะไรมีหน้าโยงไปถึงอะไรไปต่าง ๆนานา ไม่ค่อยเข้าใจดี ไม่ดี จับเอามันช็อตเอาตาย เพราะไม่รู้ แต่คนรู้แล้วอะไรนิด ๆ หน่อย ๆ บอกหลักหลักอะไร บอกปั๊บๆ อะไรนอกนั่น องค์ประกอบ อะไร ๆ ก็ง่าย รู้ลึกซึ้ง รู้เข้าใจในรายละเอียด รู้เข้าใจในหลักแกน จะเป็นรูปวัตถุ หรือ เป็นมนุษย์ เป็นคนที่มีจิตวิญญาณก็ตาม ผู้ที่มีความรู้ลึกซึ้ง รู้สัมผัสอะไรเล็ก ๆน้อย ๆ ก็จะรู้รายละเอียดต่อมิอะไรได้พอสมควร ลึกซึ้งไปตามจริง รู้ได้ไว รู้ได้เร็ว อย่างนี้เป็นต้นนา ก็คิดว่า คงพอเข้าใจ พวกคุณฟังก็คงพอรู้ในเรื่องนี้นะ เพราะฉะนั้น การที่เราจะไม่ถือสา จะปลงจะวางในสิ่งอะไรต่าง ๆ นานาเนี่ย เรายังไม่เก่ง เราควรศึกษา ๆ แล้วก็จะได้รับรู้ ทีนี้ ผู้ที่ท่านรู้แล้วจะช่วยกันได้หรือ ไม่ได้ จะทำประโยชน์อะไรต่ออะไรเพิ่มขึ้นหรือไม่ แค่ไหน ก็ว่ากันไป มันเกินกว่าแรงเราก็วาง อย่าง อาตมานี่ วางหลาย ๆ อย่าง แล้วไม่อยากจะไปสร้าง เพราะว่า เรารู้จิตวิญญาณหลาย ๆ ซับซ้อนอยู่ ถ้าอาตมานี่นะคิดไปในเรื่องนี้นา อาตมาโต้ อาตมาจะโต้ทางด้านโน้นโดยตรงเลยนี่นะ โอ๊ย ป่านนี้ แรงกว่านี้แยะ เชื่อมั้ย โต้ท่านมหา ท่านธรรมหาวีรานุวัตรว่ามาอย่างนี้ เราก็ออกโต้ออกไปเลย โอ๊ย ป่านนี้ กระเหี้ยนกระหือรือ จะโกรธจะอาฆาต จะถือสามากกว่านี้ โต้ท่านพระ เทพเวที โต้พระโสภณคณาภรณ์ โต้เสฐียรพงษ์ โต้ใครก็แล้วแต่ ที่เขาว่ามา นัยต่างๆ นานา ถ้าอาตมาเป็นตัวตรงเลยนะ โต้เลยนะ โอ๊ย ป่านนี้ เขารุมกัน อีก ผนึกกันเข้าอีก ผนึกกันเข้าแล้ว ก็จะรุมอาตมา ตะนี้ พวกเรานี่ อาตมาก็ใช้วิธีพวกเรานี่โต้บ้าง อะไรบ้างนี่ หลายๆ คนโต้ ไม่ใช่ให้เป็นเป้าเดียว และก็ไม่ใช่เป็นเป้าหลักด้วย เขาก็เลยไม่ค่อยจะ เป็นยังงี้ เป็นวิธีการๆ ที่จะต้องทำให้มันมีสภาพหรือสภาวะ กระแสสังคม ให้มันเบา อย่าให้มันแรง มันก็ไม่แรงนักใช่ไหม ก็พอเป็นไป ก็พออะไรต่ออะไรไปเท่าที่เราทำไป อาศัยเวลาด้วย อาศัยภาษาสื่อ อาศัยน้ำหนักของสิ่งที่จะโต้ จะตอบอะไรต่าง ๆ นานา อีกหลายประการ นี่ก็เป็นเรื่องที่เราจะพยายาม ปรับให้ดี ไม่ใช่ว่า จะไปทะเลาะ เบาะแว้ง อาฆาตเคียดแค้น กล่าวแก้ หรือ ว่าเราตอบความจริง เราให้ประโยชน์แก่ประชาชน เราให้เกิดความรู้อะไรต่ออะไรขึ้นบ้าง ตามวิธีการ วิธีการพวกนี้มาก วิธีการนี่อาตมาอธิบายไม่หวาดไม่ไหว หลาย ๆ อย่าง คุณต้องเรียนตามความเป็นจริง และค่อย ๆรู้ อาตมาก็ค่อย ๆ อธิบายมุมนั้นเรื่องนี้ อะไรต่าง ๆ นานา ค่อย ๆ ขยายความเพื่อจะได้รับรู้ ได้ บางคนยังข้องใจ เอ๊ ทำไมอาตมาถึงทำอย่างนี้ ทำไมไม่ทำอย่างนี้ ทั้ง ๆ ที่เราเห็นว่า ควรจะทำอย่างนี้ เอ๊ะ ทำไมท่านไม่ทำ และ ท่านทำไมทำ อย่างนี้ เราไม่เห็นว่ามันจะเข้าท่าอะไร มันก็ค่อย ๆ ศึกษาไปเอา สรุปแล้ว ในเรื่อง ความอาฆาต ต่าง ๆ นี่ ที่มันก่อให้เกิด ในความ อาฆาตนี่ ก็คือ เราเห็นกิริยา เราเห็นพฤติกรรมของอีกสิ่งหนึ่ง มันมาทำให้เรา เสียหาย หรือ เราจะต้องลดความเป็นของ ๆ เราลงไป ไม่ใช่แต่ตัวเราเท่านั้น เป็นของของเราลงไปจากที่เรารักเราหวง จะเป็นคนที่เรารัก หรือ จะเป็นของเรา รัก เป็นสิ่งที่เรารัก เป็นสภาพที่ยึดถือว่ารัก ยกตัวอย่างมาจนกระทั่งถึงแม้แต่ ศาสนานี่ที่เรารัก ใครมาทำให้ศาสนาของเราพินาศ ฉิบหาย เสื่อมเสีย คำว่า ศาสนานี่ เป็นภาษากว้าง แท้จริงไม่รู้ศาสนาแท้จริงนี่ หมายถึง ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข หรือเปล่า ยังไม่รู้เลย ศาสนานี่นะ เพราะฉะนั้น ศาสนาของฝ่ายที่เป็นโลกียะ ก็คือ มันทำให้เสียหายใน ลาภ ยศ สรรเส
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive