601204_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตลาดประชารัฐแบบคนจนตลาดแห่งการให้.docx
เนื้อหาในไฟล์
601204_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตลาดประชารัฐแบบคนจน ตลาดแห่งการให้
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ตลาดประชารัฐบุญนิยม สมณะเดินดินว่า… วันที่ 4 ธันวาคม 2560 ที่ บวรราชธานีอโศก วันนี้ วันที่ 4 ธันวาคม 2560 พรุ่งนี้เป็นวันที่ 5 ธันวาคม ถือว่าเป็น วันชาติ เป็น วันพ่อแห่งชาติ วันดินแห่งโลก สหประชาชาติให้เป็นวันดินแห่งโลก เพื่อระลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ได้ทรงช่วยเหลือมนุษยโลก ทางรัฐบาลถือว่า เป็นวัน kick off ตลาดประชารัฐทั่วประเทศ มีหลายร้อยตลาด เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการที่เดือดร้อน จากการที่ไม่มีสถานที่ขายสินค้า พ่อครูว่า... พูดถึงตรงนี้เลย เราไม่รู้ว่ารัฐบาลคิดคำว่าตลาดประชารัฐ คิดขึ้นมาอย่างไร มันมาตรงกับที่เราคิด และเราทำ เราก็สร้าง อาคารตลาด อาคาร บวร ขึ้นมาเพื่อจะให้เป็นแหล่งที่จะให้คนมาขายของ คนที่ไม่มีที่จะขายสินค้า ขายผลผลิต โดยเฉพาะผลผลิตพืชพันธุ์ ธัญญาหาร ซึ่งเราไม่ได้ขายเนื้อสัตว์ นอกนั้นก็เป็นสินค้าอื่นๆ ตั้งใจจะให้เป็นตลาดของแห้งครึ่งหนึ่ง ตลาดสดครึ่งหนึ่ง เจตนาให้เป็นตลาดจริงๆ เพื่อคนจะได้มา ใครก็แล้วแต่ ถ้าถือว่า ไม่เป็นคนสำมะเลเทเมา เป็นคนไม่มีศีลธรรมเลย ก็ควรจะมีศีลธรรมอยู่บ้าง ไม่ได้คิดจะทำตลาดเพื่อหาเงินหาทอง หรือเก็บค่าเช่าเลย อาตมาก็ได้ยินเปรยๆกันว่า ตลาดประชารัฐที่เขาจะเปิด เขาก็บอกไปว่า ตอนแรกยังไม่เก็บเงิน แสดงว่าตอนต่อไปจะเก็บเงิน แต่เรานี่ไม่เก็บเงินเลยตลอดไป รัฐบาลก็คงจะต้องมีรายจ่าย อาจจะเป็นธรรมะ หรือคุณธรรมว่า คงจะไม่ให้คนเห็นแก่ตัวเกินไป เราเองก็จะว่าไป เหมือนส่งเสริมให้คนเห็นแก่ตัวไหม อาตมาว่า มองในแง่ต่างๆ ก็มองกันไปได้ แต่เราไม่มีเจตนาอย่างนั้น จะเห็นแก่ตัว หรือไม่เห็นแก่ตัว เราก็พยายามให้คนได้พัฒนาตัวเอง ช่วยเหลือผู้ค
อ่านต่อ
น ว่ากันไป นี่คือการขยายความในใจที่จะทำ ซึ่งจะถือว่า อาตมาคุยอวดอ้าง ทำเพื่อประชาชน ก็อาจจะเป็นไปได้ ก็ขออภัยที่อาจทำให้เห็นไม่ดี อย่าไปคิดอย่างนั้นเลย ถ้ามันเป็นแง่ลบ อาตมาไม่มีจิตใจอยากโอ้อวด สาเฐยจิต ว่าได้ช่วยเหลือมนุษยชาติ ประชาชนหรือไม่ ที่อาตมาต้องพูดบ่อย บอกว่าตัวเองทำเพื่อสังคม เสียสละเพื่อประเทศชาติ ที่พูดบ่อยก็เพราะว่า อาตมาอยากจะบอกความจริงให้รู้ว่า ความมีจิตใจบริสุทธิ์ มีความจริงใจ ที่เสียสละ โดยไม่คิดสิ่งตอบแทน ไม่คิดจะเอาสิ่งตอบแทน จะไปหาชื่อเสียง หาลาภ ยศ ไม่มี แปลกที่ในคนยุคนี้ ก็ยังมีคนเสียสละต่อประเทศชาติ เป็นการเสียสละที่จริง อย่าคิดว่าธรรมะพระพุทธเจ้านั้น ทําให้คนหมดกิเลส คนเสียสละ โดยไม่ต้องการสิ่งตอบแทนนั้น มันเป็นไปไม่ได้หรอก อยากจะให้ล้มความคิดนี้ ซึ่งอาตมาตนเองมั่นใจว่า อาตมาไม่ได้มีจิต สาเฐยจิต จิตใจอย่างโอ้อวดอะไรหรอก หรือจะทำงานเพื่อให้ได้สิ่งตอบแทนอะไรกลับมาเลย เพื่อจะได้ชัดเจนว่า ธรรมะพระพุทธเจ้านั้น ทำให้คนไม่มีกิเลส สรุปชัดๆ ทำงานเพื่อสังคมมนุษยชาติแท้ๆได้ และไม่จำเป็น ต้องเป็นนักบวชด้วย เป็นฆราวาสนี่แหละ ทำได้ อาตมาถึงมั่นใจ ที่จะทำให้ฆราวาสนี่แหละ จะได้ออกไปเป็นนักการเมือง เป็นข้าราชการ จะออกไปทำงานกับประชาชน ให้เป็นนักการเมือง มีหน้าที่รับใช้ประชาชน ข้าราชการนั่นแหละคือ นักการเมืองประจำ คือเป็นผู้รับใช้ประชาชนอยู่แล้ว แต่เขาก็ถือว่า เขาเป็นใหญ่ เขาเป็นผู้คุมอำนาจ กำหนดกฎเกณฑ์ อำนาจ คุณจะต้องมาพึ่งพาฉัน ทั้งๆที่ข้าราชการคือ ผู้รับใช้ประชาชน คุณพึ่งประชาชนนะ คนรับใช้ประชาชน ในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนเป็นเจ้านายของคุณ แต่เขาไม่ได้สำนึกเช่นนี้ เขาสำนึกว่าตนเองเป็นเจ้านายประชาชน คุณจะต้องบริการประชาชนต่างหาก ประชาชนเขาไม่รู้จริงๆ แต่คุณไปรับหน้าที่ราชการ เขาใช้คุณ เพื่อทำหน้าที่รับใช้ประชาชน คุณต้องมีความรู้ เพื่อรับใช้ประชาชน ตามหน้าที่ กระทรวง กรม กองต่างๆ คุณต้องมีความรู้ในเรื่องนั้นๆ เขาก็บรรจุคุณเป็นคนรับใช้ประชาชน ข้าราชการ ประชาชนเขาไม่รู้จริงๆ คุณก็ต้องรับใช้เขาทำหน้าที่รับใช้ ไม่ใช่ว่าคุณมีความรู้แล้ว คุณจะต้องข่มประชาชน ให้ประชาชนเป็นเบี้ยล่าง นี่คือความหลงผิดของมนุษยชาติ หลงผิดของนักการเมืองและข้าราชการ ในระบอบประชาธิปไตย ก็ขอสอนข้าราชการ สอนนักประชาธิปไตย นักการเมือง เอาไว้ สมณะเดินดินว่า... ไม่รู้ว่าพวกสายการบินจะสอนข้าราชการได้หรือไม่ เพราะว่าดูข่าวทุกวันนี้ พวกดารา ไปเป็นแอร์โฮสเตสกันตามๆ เลิกเป็นดารา ตอนเราขึ้นเครื่องบินจะเห็นว่าแอร์โฮสเตสมาอ่อนน้อมถ่อมตนรับใช้ประชาชน อำนาจเงิน ก็ทำให้คนที่แม้จะแข็งกระด้างอย่างไร ก็ต้องมาเป็นผู้รับใช้ อ่อนน้อม ถ่อมตน พ่อครูว่า… ถ้าเขาอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นคนรับใช้ ไปได้ตลอดเลย เป็นคนอย่างนี้ไปตลอดเลย ก็จะยอดเยี่ยม เป็นคนประสบความสำเร็จในชีวิต สมณะเดินดินว่า... สิ่งที่พ่อครูพูดมีคนข้างนอก อาจจะไม่เข้าใจ แต่พวกเราเข้าใจให้ได้ก่อนก็แล้วกัน กรรมของมนุษย์ ที่ได้ทำไปแล้ว โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน มันสามารถทำได้ และฆราวาสก็สามารถทำได้ พ่อครูเคยพูดถึงในหลวงว่าตลอด 70 ปีของในหลวง ก็จะเป็นตัวอย่าง ที่ทรงงานมาโดย ไม่ได้หวังจะได้ผลตอบแทนอะไร มั่นคง สม่ำเสมอ ยังเดินตลอด ไม่เปลี่ยนแปลง เหมือนตลาดประชารัฐ จริงๆก็มีเทปวิดีโอ เก็บที่พ่อครูพูดไว้ ก่อนที่รัฐบาลจะทำตลาดประชารัฐเสียอีก ว่าจะทำอาคารนี้ เพื่อให้ประชาชนมาใช้งาน คนทางโลกก็อาจจะไม่เข้าใจ ก็จะมองว่า มีอะไรอยู่เบื้องหลัง ซับซ้อนหรือเปล่า จะเอามาหาผลประโยชน์อะไร แต่เราอยู่กับพ่อครูมานาน จะรู้ว่า สิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่รับใช้ช่วยเหลือประชาชน แต่แปลกที่ สิ่งที่พ่อครูพูด ก็ตรงกับที่รัฐบาลคิด และเมื่อไปคุยกับผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ผู้ว่าฯ ก็รับตรงกันเลย เป็นเรื่องสอดคล้องตรงกัน ก็ยังไม่ได้อธิบายเลยว่า เราจะทำอะไร ยังไงกัน ผู้ว่าฯเข้าใจหมดเลย ผู้ว่าฯก็ไปที่อุทยานบุญนิยมอยู่แล้ว มองเห็นรูปแบบ ที่เราให้เกษตรกรมาขายของ โดยไม่เก็บค่าเช่า ผู้ว่าฯก็เข้าใจ พรุ่งนี้เป็นห่วงว่า พ่อค้าแม่ค้าจะมาเยอะหรือเปล่า อย่างที่อุทยานบุญนิยม ก็เปิดโรงบุญด้วย ตอนเช้า จะมีบิณฑบาต 7 โมงครึ่ง เราก็พอเข้าใจว่า วันที่ 5 เป็นวันสำคัญร าชการก็คงจะไม่ค่อยว่าง ก็เลยนิมนต์พ่อครูไปเปิดงานพรุ่งนี้ พ่อครูก็ย้ำตลอดว่า เรื่องของการให้ เป็นสิ่งที่สำคัญ ในหมวดต่างๆ เรื่องของทาน และท่านก็ย้ำอีกว่า ทานอย่างไร ไม่ต้องตั้งจิตหวังว่า จะได้อะไร กลับคืนมา แม้แค่ความปลื้มใจ อย่างที่ธรรมกายเขาเน้น มนุษย์ผู้ใดที่สามารถให้แล้ว โดยไม่หวังอะไรตอบแทนเลย คนนั้นคือเอกบุรุษ หรือสุดยอดมนุษย์ผู้ประเสริฐ ถ้าให้โดยตลอดเวลา โดยไม่หวังอะไรตอบแทน คือพระอรหันต์ ถ้าหวังผลตอบแทน แต่ไม่หวังตอบแทนมากกว่า ก็เป็นพระอนาคามี ถ้าน้อยกว่านั้น ก็เป็นพระสกิทาคามี เป็นพระโสดาบัน ถ้าเอาอยู่ตลอดเวลา ก็ปุถุชน
พ่อครูว่า… ที่ท่านเดินดินพูดเรื่องการให้นี้ เป็นที่สุด แห่งที่สุด ของการปฏิบัติธรรม ใน บารมี 10 ทัศ ก็คือ ทาน มี ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา ก็คือทาน ทำอย่างไรจิตใจของเรา จึงจะเป็นจิตใจที่มีแต่ให้ ในหลวงของเรา ก็รู้จุดที่จบของการมีธรรมะสุดยอด ก็ถึงบอกว่าเราเสียนี่แหละ คือเราได้ เสียสละ เพื่อให้นั่นแหละ จบได้ ก็จบแล้ว ก็เป็นผู้ที่เกิดมาเป็นผู้ที่ได้ทุกอย่างแล้ว ก็เป็นผู้ให้ได้ทุกอย่าง ให้ได้เสมอ เป็นผู้ให้ ผู้เสียสละอยู่เสมอ นั่นแหละ คือผู้จบ ในความเป็นมนุษย์แล้ว พระอรหันต์ ทุกท่าน ทุกองค์ ไม่มีตัวตน หมายความว่า ท่านไม่ทำอะไรเพิ่มมา ไม่ได้ทำอะไรเพื่อตัวตน มีแต่ทำเพื่อให้ผู้อื่น แม้แต่ชีวิตของตัวเอง ก็ไม่ต้องกังวลว่า จะอยู่ยังไง เป็นอย่างไร จะกินอย่างไร เมื่อไหร่จะได้กิน ไม่ต้องกังวล ปรปฏิพัทธาเมชีวิกา ไม่ต้องกังวล ให้คนอื่นเลี้ยงตนเองไว้ ถ้าเราไม่เป็นผู้ให้จริง เขาไม่เลี้ยงไว้ ก็ควรตาย ถ้าหากเราเอง ไม่มีคุณค่า ที่ยังเป็นผู้ให้ผู้อื่นได้อยู่ คนที่เป็นผู้ให้ผู้อื่น เขาก็จะเลี้ยงไว้ เพราะเขาเห็นคุณค่า แต่ถ้าเขาเห็นคนๆนี้ ไม่ได้ให้ใคร ไม่มีใครอยากเลี้ยงไว้หรอก ถ้าเป็นพระอรหันต์ หรือเป็นผู้ที่ตั้งจิตไม่สะสม ไม่มีสมบัติส่วนตัว ไม่มีอะไร เมื่อใครไม่เลี้ยงไว้ ไม่มีใครให้ ก็ตาย เพราะฉะนั้นต้องทำให้ผู้อื่นให้ ให้ได้ ถ้าเราทำให้ผู้อื่นให้ แม้แต่ตัวเอง ก็ยังไม่มีใครเอามาให้กิน ก็ตาย มันเป็นข้อบังคับไปในตัวเหมือนกัน สรุปอีกที ให้ นี่แหละ เป็นคุณสมบัติพิเศษของมนุษย์ มีใจเผื่อแผ่ ให้เสียสละอยู่เสมอ และก็มีกรรมกิริยา มีพฤติกรรม ประจำตนเอง เป็นผู้สร้างสรรค์ ไม่ใช่ไปเอาของคนอื่นมาให้นะ เอาของที่เป็นสิทธิของตัวเอง เราสร้างขึ้นมา เป็นสิทธิในสิ่งของนานๆแล้ว เราก็ให้สิ่งของนั้นให้ผู้อื่นได้ จะเห็นได้ว่า พวกเรานี้ อุดมสมบูรณ์ มันเป็นเครื่องชี้บ่งให้เห็นว่า พวกเราอุดมสมบูรณ์นี้ เป็นเครื่องชี้บ่ง ว่าพวกเรามีเหลือเฟือ และมีเหลือเฟือนี้ เอาไปตีราคาแพงๆ เหมือนไดเรคเซลล์ หาทางครอบงำ ให้คนหลงเชื่อว่า นี่ของดี ของแพง จะได้เอาตังค์มาแลกเปลี่ยน เปล่าเลย! อยากจะให้ฟรีได้ทั้งหมด ถ้าหากเราไม่ต้องการแลกเปลี่ยนเอามาไว้ใช้บ้าง อย่างนั้นด้วยซ้ำไป นี่เป็นใจจริงๆ ขยายความให้ฟัง ดูเหมือนยิ่งใหญ่ แล้วจะเป็นจริงได้หรือเปล่า ถ้าเป็นจริงไม่ได้ ก็ขายหน้า สมณะเดินดินว่า… เลขาฯผู้ว่าราชการจังหวัดแจ้งว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดจะมาตอน 8 โมง ที่อุทยานบุญนิยม บิณฑบาต 07.30 น. เรามีตลาดประชารัฐ 2 แห่ง คือที่อุทยานบุญนิยมเป็นสาขา 1 ที่อาคาร บวร เป็นสาขาที่ 2
พ่อครูว่า… SMS 2 ธ.ค.
_0851614xxx … ภาระใดๆหนักแค่ไหน ถ้ามีวิธีแบ่งกันรับภาระ อย่างเข้าใจเป็นระบบ แม้จะเล็กอย่างก้านไม้ขีด ก็มีวิธีวางตำแหน่งให้สมดุลย์ งานหนักก็ช่วยกันแบกรับได้ อย่างเป็นระบบ เหมือนดังมวลหมู่ชาวโศก /น้อมดิน ทยาธรรม _คำถามจากพลเรือตรีมินท์ กลกิจกำจร ถามพ่อครูว่า... 1. ถ้าช้าง เสือ ควาย ขังอยู่ในคอกเดียวกัน สัตว์ตัวไหนจะตายก่อน และตายทีหลัง เพราะเหตุใดครับ พ่อครูว่า... อาตมาตอบไม่ได้นะ ว่าใครจะตายก่อนกัน เพราะเหตุใด ยิ่งตอบไม่ได้ใหญ่ มันให้เขาคิดอะไรไหมที่ถามมา เปรียบเทียบคนที่มีนิสัย เหมือนสัตว์ต่างๆ ที่ว่านี้ ถ้ามาอยู่รวมกันแล้วใครจะตายก่อน จะเปรียบเทียบอย่างนั้นหรือเปล่า ถ้าไม่คิดเปรียบเทียบ แล้วถามทำไม ไม่ได้ประโยชน์อะไร ฟุ้งซ่าน ไม่มีอะไรทำหรือไง ถ้าถามวิสัยของสัตว์ของเสือ ของคน ยังพอจะได้ปัญญาหน่อย
2. มีคำทำนายจากบุคคลนิรนามกล่าวว่า เศรษฐกิจและสังคมไทยนั้น ปี 2560 เปรียบดังการเผาศพหลอก ปี 2561 เปรียบดังการเผาศพจริง ปี 2562 เปรียบดังการเก็บกระดูก พ่อครูมีความเห็นอย่างไรในประเด็นนี้ครับผม
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน จนอย่างสุขสำราญได้เสร็จ เป็นความสำเร็จของชีวิต พ่อครูว่า... เสร็จ สังคมเศรษฐกิจไทยตายแน่ๆ เศรษฐกิจ ชาวอโศก ขอยืนยันว่า ประพฤติปฏิบัติตน เป็นนักเศรษฐกิจ นักเศรษฐศาสตร์ เบอร์ 1 ในโลก ไม่ใช่แค่ในประเทศไทยเท่านั้น คุยมันให้เต็มที่เลย อย่างนี้มันต้องใหญ่แน่ เพราะว่าชาวอโศกทำเศรษฐกิจได้ถึง สาธารณโภคี สาธารณโภคี คืออะไร ชาวอโศกก็เป็นชาวไทยกลุ่มหนึ่ง ที่อยู่เป็นหมู่บ้าน จะมีกี่หมู่บ้าน ชุมชน ก็เท่ากัน อาตมาเอง บริหารคนไทย นี่ไม่ใช่เล่านิทาน แต่เป็นเรื่องจริงทำมากับมือ ชุมชนชาวอโศก ทำมากับมือก็ตาม ก็อยู่ในระบบสาธารณโภคีหมด ทุกชุมชน ขณะนี้ในประเทศไทย ชุมชนชาวอโศกทุกชุมชน เดี๋ยวนี้ก้าวหน้า เป็นบวร มีระบบสาธารณโภคีทั้งสิ้น สาธารณโภคี หมายความว่า เป็นนักเศรษฐกิจ นักเศรษฐศาสตร์ เป็นคนอยู่ในสังคมนั้นๆ ทำงานให้แก่ส่วนกลาง ทั้งหมด ฟรี ซึ่งระบบประชาธิปไตย ก็ทำไม่ได้ คอมมิวนิสต์ ก็ทำไม่ได้ ยิ่งเผด็จการ ก็ทำไม่ได้ใหญ่ เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจที่ชาวอโศกทำได้ จึงเหนือกว่าทุกระบบ ระบอบเผด็จการ ระบอบคอมมิวนิสต์ ระบอบประชาธิปไตย ขออภัยหากคนรู้สึกหมั่นไส้ เพราะอาตมามั่นใจ ภูมิใจ ทฤษฎีของพระพุทธเจ้า เอามาให้คนศึกษาปฏิบัติตาม จนก่อสังคมกลุ่มชุมชนชาวอโศกขึ้นมา อยู่รวมกันแล้วปฏิบัติเศรษฐศาสตร์ ระบบของพระพุทธเจ้าที่สูงสุด สำเร็จ เป็นเศรษฐศาสตร์อันนี้ ที่สำเร็จแล้ว ? ตอนแรก นี่อาตมาไม่รู้จักว่า เป็นมันอะไร นี่หัวมันมือเสือหรือ? ทำไปทำมาเขาบอกว่าเป็น หัวบุก เนื้อนี่อย่างกับเนื้อวัวโกเบ ? เศรษฐกิจที่เราทำนั้น อาตมานั้นทำอยู่ทำกิน เป็นปัจจัย 4 เน้น อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่พัก ยารักษาโรค เดี๋ยวนี้สังคมเป็นสังคมวัวลืมตีน ไม่เห็นว่าสิ่งเหล่านี้ เป็นรากเหง้าของชีวิต ของสังคม ไปหลงงาน สร้างทำอะไรเห็นแก่เงินเห็นแก่ความโด่งดัง เห็นแก่อะไรต่ออะไรเป็นวัวลืมตีน เป็นวัวที่ทิ้งตีนตัวเอง เป็นอย่างนี้จะไปไหนรอด อาตมาเห็นแล้วก็น่าสงสาร จึงพาพวกเรามาสู่ความเป็นคน คนสร้างสิ่งที่อยู่ ที่กิน เรียกว่าหากิน คุณกินเพชรพลอย ทองคำ ไม่ได้ ไปกินเสื้อแบรนด์เนม กินลิปสติก กินขี้หมูรา ขี้หมาแห้ง ขี้หมาทาสี มาขาย คือมันงมงายกัน มันไปไกลมาก ไกลจนถึง กลายเป็นเครื่องมือหากิน แจ็คหม่าใช้เป็นเครื่องมือหากิน ก็รวยมาก แล้วไปหลงว่าดี ที่ได้เงิน อาตมาก็ว่าอย่าไปหลงพวกนี้เลย ปล่อยให้เขารวยไป เราก็มาสร้าง สิ่งที่ให้ตัวเองอุดมสมบูรณ์ มีอยู่มีกิน แล้วก็ขายให้ถูกๆ ไล่แจกเลย คุณจะมีชีวิตอยู่ได้จนตายไหม ...ได้ คนเราเป็นวัวลืมตีนกันไปไกลมาก ไปหลงอาชีพจนไกลไป อาตมานับอาชีพเหล่านั้น คือ มิจฉาชีพ หลงผิดเป็น อาชีพวัวลืมตีน ไปไกล แล้วหันกลับมาดูถูกพวกวัวควาย หรือพวกที่ทำอยู่ทำกินทำอะไรอย่างนี้ เป็นพวกที่สร้างอาหาร ปัจจัย 4 หรือไม่ก็แปรรูป ปรุงแต่ง เล็กๆ น้อยๆ อาตมานึกถึงตัวเอง ที่พาพวกเราทำ สร้างสังคมหมู่กลุ่ม เป็นชุมชน หมู่บ้าน จนเดี๋ยวนี้ รัฐบาลเห็นว่า ควรเป็นหมู่บ้าน ก็ยกให้เป็นหมู่บ้านนิตินัย อย่างราชธานีอโศก ก็เป็นหมู่บ้านหนึ่ง ในตำบล ในอำเภอ เราก็อยู่กันไป เป็นหมู่บ้าน บริหารกันไป ตามประสาอย่างเรา อาตมาว่า เป็นผลสำเร็จ สังคมหมู่บ้านเรา เป็นสาธารณโภคี สุดยอดทางเศรษฐกิจ แม้รัฐกิจ อย่าว่าแต่เศรษฐกิจ รัฐกิจเราก็บริหารกันได้อย่างสบาย สบายคือ ผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านนี้ ทำงานอะไร ทำงานเอกสารเป็นหลัก นอกนั้นไม่ต้องจู้จี้ ว่าชาวบ้านเขาจะอยู่เป็นอย่างไร ก็ทำหน้าที่บริการลูกบ้าน ไปติดต่อราชการ ไม่ต้องมาจ้ำจี้ จ้ำไช เพราะว่าที่นี่ มีคนบริหารให้เสร็จสรรพ ผู้ใหญ่บ้านไม่ต้องมาบริหารเลย นักรัฐศาสตร์เข้าใจไหมนี่ เราสำเร็จ แม้กระทั่งการบริหาร จนไม่ต้องบริหาร เพราะทุกอย่างลงตัว รู้หน้าที่ของประชากร สมาชิกของสังคม อยู่กันอย่างทำงาน มีความรับผิดชอบ โดยรับผิดชอบถึงขั้น ทุกคนรู้หน้าที่ และทำงานอย่างไม่มีรายได้เลย นอกจากไม่มีรายได้แล้ว คนก็ได้สมบัติที่คนทำ เปล่า? ทำแล้วก็เอาเข้ากองกลาง มันอะไรกันนักกันหนา เป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ขนาดไหน นักรัฐศาสตร์ทำไหวไหม คอมมิวนิสต์ก็ทำไม่ได้ สังคมนี้ สมมุติว่าอโศกนี่ หมู่บ้านราชธานีอโศก เป็นประเทศหนึ่ง มีประชากรคือ สมาชิกสังคมนี้แล้ว สมาชิกในประเทศนี้ ทำงาน และเสียภาษี 100% เข้ากองกลาง กองกลางก็มีคณะบริหาร คอมมิวนิสต์เขาก็ทำไม่ได้ ประชาธิปไตยก็ทำไม่ได้ เผด็จการก็ทำไม่ได้ เราก็ช่วยบริหารกัน อย่างให้อุดมสมบูรณ์ นี่พวกนี้ใครจะเอาไปกิน ก็กินได้ ของกองกลางทั้งนั้น นักรัฐศาสตร์น่าจะสนใจว่า ประเทศไทยมีคนกลุ่มไหน เอาทฤษฎีอะไรมาสอน เอาทฤษฎีอะไรมาศึกษา เอาทฤษฎีอะไรมาปฏิบัติ จนกลายเป็นสังคมแบบนี้ มีวัฒนธรรมแบบนี้ มีพฤติกรรมแบบนี้ เป็นอยู่กันอย่างนี้ นักรัฐศาสตร์ฟัง เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ ก็อยู่ในนี้เสร็จ พอจะฟัง พอจะ get ไหม อาตมาภูมิใจ ทฤษฎีพระพุทธเจ้า แม้ว่าในยุคนี้ จะเป็นยุคที่ คนเห็นแก่ตัวจัดจริงๆ ตัวใครตัวมัน หมู่ใคร หมู่มัน แต่ก็มีคนเห็นว่า อย่าไปยึดถือตัวตน ยึดถือกลุ่มเลย มาทำเพื่อส่วนรวม สมณะเดินดินว่า... สาธารณโภคีนั้น บารมีของในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็ทำให้เกิดท้องสนามหลวงกลายเป็นสาธารณโภคีได้เป็นปี มีแต่คนมาให้กัน พ่อครูว่า… สนามหลวงคือสาธารณโภคี พฤติกรรมอย่างนั้น ที่ความเข้าใจของ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ได้ตรัสไว้ นั่นแหละ ต้องการให้เป็นเช่นนั้น ของพระพุทธเจ้า ก็ต้องการให้เป็นเช่นนั้น ตรงกันหมด อาตมาจึงเห็นว่า ในหลวงเป็นพระโพธิสัตว์จริงๆ เพราะว่าแนวคิด ตรงกัน กับของพระพุทธเจ้า ทุกอย่าง แล้วท่านก็ทรงพระจริยวัตรแบบนั้นมาตลอด แต่คนอ่านไม่ออก ข้าราชการผู้บริหารปกครอง อ่านไม่ออก เข้าใจไม่ได้ ท่านอุตส่าห์ตรัสว่า แบบคนจน เศรษฐกิจพอเพียง ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา แต่ตีความหมายความจริงไม่ออก ว่า แบบคนจนคืออะไร แบบคนจน ก็คือ ชื่อว่าเศรษฐศาสตร์ อย่าไปรวย เศรษฐศาสตร์อย่าไปตั้งเป้าว่า จะต้องรวย ต้องเป็นเศรษฐศาสตร์ ตั้งเป้าว่าจะไปจน แล้วต้องเข้าใจว่าคนจนจะอยู่อย่างไร ทำอย่างไรคนจนจะอยู่รวมกันเป็นสังคม ที่สงบเรียบร้อย จนไม่กัดกัน ให้เหมือนไก่ในสุ่ม ที่จิกกันตาย ไม่แย่งกันแล้ว จนแต่เอื้อเฟื้อ แบ่งปันกัน อะลุ่มอล่วย อย่างที่ในหลวงตรัสทุกอย่าง เตรียมคลิปแบบคนจน ที่ในหลวงตรัส...ถ้าพร้อมเมื่อไหร่ ก็ให้สัญญาณเลย ตอนนี้แบบคนจนขึ้นสมอง "แบบที่เรียกว่า ทำ "แบบคนจน" คือทำวิธีการแบบคนจน ไม่ได้มีการลงทุนมาก หลายอย่างของเขา เราก็ทำไป ก็เลยบอกว่าถ้าจะแนะนำ ก็แนะนำได้ "ทำแบบคนจน" เพราะเราไม่ได้เป็นประเทศที่รวย เราก็รวยพอสมควร อยู่ได้ แต่ไม่ใช่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก แล้วไม่อยากจะเป็น ประเทศอย่างก้าวหน้าอย่างมาก เพราะว่าถ้าเราเป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก มีแต่.. มีแต่ถอยหลัง ประเทศเหล่านั้นที่เขามีอุตสาหกรรมสูงมีแต่ถอยหลัง และถอยหลังอย่างน่ากลัว แต่ถ้าเรามีการปกครองแบบ แบบว่า แบบคนจน แบบที่ไม่ติดกับตำรามากเกินไป ทำอย่างมีสามัคคีนี่แหละ มีเมตตากัน ก็จะอยู่ได้ตลอดไป ไม่เหมือนคนที่ทำตามวิชาการ แล้วก็วิชาการนั้น ก็เราดูตำรา แล้วพลิกไปถึงหน้าสุดท้าย หนึ่งหน้าสุดท้ายนั้นเขาบอกว่า "อนาคตยังมี" แต่ไม่บอกว่าเป็นอย่างไร เวลาปิดเล่มแล้วมันก็ปิดตำรา ปิดตำราแล้วไม่รู้จะทำอะไร ลงท้ายก็ต้องเปิดหน้าแรกใหม่ เปิดหน้าแรกก็เริ่มต้นใหม่ "ถอยหลังเข้าคลอง"แต่ถ้าเราใช้ตำราแบบที่เราอะลุ่มอล่วยกัน ตำรานั้นไม่จบ" (ในหลวงทรงมีพระราชดำรัสนี้เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2534)
ก็แปลว่า ขาดทุน คือ เป็นการได้กำไรของเรา หรือการขาดทุนของเรา เป็นการได้กำไรของเรา ท่านนักเศรษฐกิจคงร้องว่า ไม่ใช่ แต่ว่าเป็นไปอย่างนั้น ก็เห็นว่านักเศรษฐกิจก็ยิ้้ม ยิ้ม ๆ ว่า อะไร ? พูดอย่างนี้ "การขาดทุนของเรา เป็นการได้กำไรของเรา" หรือเราได้กำไร แต่พูดภาษาอังกฤษมันสั้นกว่า งั้นก็ต้องขยายว่าภาษาอังกฤษเป็นอย่างไร ? ภาษาอังกฤษ Our หมายความว่า ของเรา Our Loss .. Loss ก็การเสียหาย, การขาดทุน Our Loss Is .. Is ก็เป็น Our Loss Is Our .. Our ก็คือของเรา "Our Loss Is Our Gain" ..Gain ก็คือกำไรหรือที่ได้ ส่วนที่เป็นรายรับ ก็ตกลงบอกกับเขาว่า "Our Loss Is Our Gain" ขาดทุนของเราเป็นกำไรของเรา หรือว่า เราขาดทุน เราก็ ได้กำไร เวลาพูดไปแล้วเขาก็บอกว่า "ขอย้ำ ขอซ้ำอีกที" ก็พูดซ้ำอีกที เขาก็นั่งเฉยไปอีก ก็หมายความว่าต้องการ การอธิบาย เราก็อธิบาย อธิบายว่า ถ้าเราทำอะไรที่เป็นการกระทำแล้วก็เราเสีย แต่ในที่สุดก็ ไอ้ที่เราเสียนั้นมันเป็น "การได้".. (พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานไว้ เมื่อ วันที่ 4 ธันวาคม 2534)
พ่อครูว่า... พระราชดำรัสของในหลวงที่ได้ตรัสไว้ อาตมาก็นำมาออกซ้ำซาก อยู่ในโทรทัศน์ช่องบุญนิยมนี้ ตลอดเวลา จนหลายคนก็คงจะเบื่อ คงจะเห็นว่า มันเป็นไปไม่ได้หรอก เอามาพูดซ้ำซาก อาตมาขอยืนยันว่า มันเป็นไปได้ ก็ชาวอโศกเป็นไปได้แล้วไง จริง จะทำให้คนทั้งประเทศจนทั้งหมด ไม่ได้หรอก มันก็ต้องมีคนรวยอยู่บ้าง แต่ต้องมีทฤษฎี หรือมีอุดมการณ์ มีความตั้งใจ หรือมีความสำนึก ว่าอย่าไปรวยเลย มันจะอยากรวย สนองกิเลสบ้าง แต่ก็มีสำนึกอยู่ ถ้าคนเรามีความเข้าใจ ความจนไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว น่าเกลียด ไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดี ความจนเป็นสิ่งที่น่าเผชิญ ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว น่าร้าย แต่น่าเผชิญ น่าเป็นให้ได้ เพราะฉะนั้น คนที่มาเป็นคนจนสำเร็จ และก็อยู่ในระบบใด ระบบหนึ่ง อาจจะไม่ต้องถึง เป็นชุมชนชาวอโศกร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นสาธารณโภคี มาเป็นคนจน รายได้เป็น 0 ชาวอโศกที่เป็น ผู้ไม่อยู่ในชุมชน ก็ประพฤติ มีสำนึกสำเหนียก ไม่ไปกอบโกย เอารัดเอาเปรียบ และมีอยู่จำนวนหนึ่ง ที่เขาได้ศึกษา ได้เรียนธรรมะ ของพระพุทธเจ้า ที่อาตมาเอามาประกาศ อธิบายให้ฟัง เป็นคนที่มีกุศล อย่าเห็นแก่ได้อย่าเห็นแก่ตัว อย่าไปมีกิเลสขี้โลภสะสมกอบโกย เอาธรรมะเอาหลักฐานพระพุทธเจ้ามายืนยัน กถาวัตถุ10 วรรณะ 9 โคตมีสูตร 8 เครื่องตรวจสอบธรรมวินัย ก็ยืนยัน อัปปิจฉะ สันตุฏฐิ อปจยะ ก็ยืนยันหลักการ มีทั้งนั้นเลย ซึ่งเป็นหัวใจของศาสนา เราจะอยู่อย่างไร ศาสนาพุทธนั้น ไม่ใช่คนปลีกเดี่ยว คนจะเป็นคนจนนั้น อยู่คนเดียวได้ยาก เป็นได้ยาก และไม่ถาวร ไม่มีหมู่พวก แต่ถ้าเผื่อว่า อยู่เป็นหมู่ เป็นสังคม เป็นหมู่บ้าน เป็นชุมชน แน่นอน เราก็อยู่อย่างชุมชน หมู่บ้าน เป็นหน่วยเล็ก หลายหมู่บ้าน เป็นตำบล และเป็นอำเภอ เป็นจังหวัด จากจังหวัด เป็นประเทศ ก็เป็นลักษณะธรรมดาของสังคมกลุ่มก็ย่อมจะเป็นอย่างนี้ไป สืบสานอยู่เป็นเครือแห ไม่เป็นเครือข่าย เพราะมีเนื้อในที่สานกันอยู่ จะมีระบบระเบียบที่ดี โยงใยถึงกัน อย่างเช่นชุมชนชาวอโศก ก็อยู่ร่วมกัน ช่วยเหลือกัน ลงแขกกัน มาสนุกสนานบันเทิง เริงรมย์ เป็นครั้งคราว เป็นคนที่มี ปิ หุตฺวา พหุธา โหติ, พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ
One For All, All for one จากอาตมาคนเดียว มาเป็นหมู่กลุ่ม ที่เหมือนกัน เอโกปิ หุตฺวา พหุธา โหติ, พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ นี่คือ ความหมาย ท่านแปลอันนี้ ไม่มีคำว่า คน แต่ท่านไปใส่คนเอง เอโกแปลว่าหนึ่ง หนึ่งให้เป็นพหุทา คือหลาย แล้วทำหลาย ให้เป็นหนึ่ง นี่คือ สิ่งที่เป็นทฤษฎีหลักของพระพุทธเจ้า เป็น อิทธิวิธี เป็นความเก่ง เป็นวิธีการที่เก่ง ถ้าทำให้เกิดอิทธิฤทธิ์อย่างนี้ได้ คือคนมาอยู่รวมกัน เป็นเอกีภาวะ เอโกปิ หุตฺวา พหุธา โหติ, พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ อันนี้เป็นสุดยอดของเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ อาตมาว่า ชาตินี้ทำสำเร็จผล เอาของพระพุทธเจ้ามาให้ศึกษา และทำได้ แม้จะได้เท่านี้ สังคมชาวอโศก ที่ประพฤติดำเนินชีวิตกันจริงแบบนี้ อยู่ในชุมชน แต่ละที่ ไม่อยากรวย อยู่กันอย่างพออยู่พอกิน ตลอดมา ช่วยกันสร้าง ช่วยกันกิน ช่วยกันใช้ อยู่ไป ไม่ต้องรวย ดังที่ในหลวงท่านตรัส อยู่อย่างอะลุ่มอล่วย จะไปได้ตลอด ไม่มีจบ ไม่มีการทะเลาะวิวาท อย่างที่เราเป็น ไม่มีการทะเลาะวิวาท ไม่เป็นเรื่องเป็นราว อยู่กันอย่างเป็นสุข มีอะไรก็เอามาแบ่งกันกิน ส่วนกลาง รวย ส่วนกลางก็มีวัตถุดิบ มาก เดี๋ยวมันเน่าเสีย ก็รีบมาช่วยกันถนอมอาหาร ช่วยกันทำช่วย กันเด็ด พูดไปก็อยากให้คนอื่นอิจฉาจังเลย อิจฉาบ้างไหมเล่า ท่านทั้งหลายที่เดือดร้อน ดิ้นรนกัน เรานี่สบาย เป็นคนจน ยืนยันว่าพวกเราเป็นคนจน ไม่เป็นคนสะสม ไม่มีเงินทอง อยู่กันอย่างนี้สำเร็จแล้ว ตามที่ในหลวงตรัส เราทำสำเร็จ ผู้บริหารมาตรวจสอบได้ มาทำความเข้าใจได้ ว่าพวกเราได้สนองพระราชดำรัสในหลวง สำเร็จตรง เป็นจริง อยู่อย่างคนจน อยู่อย่างสามัคคี อะลุ่มอล่วย พออยู่พอกิน ไม่ก่อความเดือดร้อนแก่สังคมอื่นด้วย เกื้อกูลผู้อื่น สังคหะ แก่หมู่บ้านอื่นด้วย อย่างอาตมาสร้างอาคารตลาด คุณจะเอาประชารัฐมาเรียก ก็นี่แหละคือ ตลาดประชารัฐ เป็นสถานที่ที่คนที่ไม่มีที่จะขาย ก็ให้มาค้าขายได้ ไม่เก็บเงินเก็บทอง ช่วยกันดูแลรักษา ปัดกวาดให้ดีๆ เลี้ยงชีพไป จะเอาอะไรมาขายก็มา แต่อย่าเห็นแก่ตัวกันเกินไป ถ้าจัดเกิน ก็ควรให้ออกไป เพราะว่าเรามีสิทธิ์ดูแล ถ้าไม่เชื่อ เข้ามาโดยไม่อนุญาต เราก็บอกว่าบุกรุกได้ เพราะเราเป็นเจ้าของ ก็เอาตำรวจมาจัดการได้ แต่ถ้าอยู่กันให้ดี รับรองว่าอาศัยพึ่งพากันไปจนตาย ทำให้อาศัย ไม่ได้ทำมาเพื่อค้าขาย หรือเพื่อเก็บไว้ได้จากผู้ใดก็แล้วแต่ ถ้าจะว่าจริงๆแล้ว เราคิดและเรา ทำมาก่อนรัฐบาล ขออภัยที่พูดเกินหน้ารัฐบาล ก็เกรงใจอยู่ รู้สึกเขินๆอยู่หรอก เราทำเพราะว่า เราเห็นว่า คงต้องทำ อย่างนี้ก็ต้องช่วยกัน ในสังคมประเทศชาติ แต่มันจะเป็นตลาดที่คนนิยมมาหรือไม่ เราก็พยายามทำไป ทำให้แล้ว เราก็พยายาม อาจจะไม่อยู่กลางชุมชนข้างใน มาอยู่ตรงนี้ เราก็พยายามจะสร้างคมนาคม ไปมาให้สะดวกขึ้น เราไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะเราไม่มีที่จะอยู่ในเมือง เราไม่มีบารมีถึงขนาดนั้น บารมีของเราก็อย่างนี้ บารมีชายเฟือย พวก
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive