601202_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ คนจนที่ถูกต้องตามหลักธรรมในพระไตรปิฎก.docx
เนื้อหาในไฟล์
601202_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ คนจนที่ถูกต้องตามหลักธรรมในพระไตรปิฎก
สมณะฟ้าไทว่า… วันที่ 2 ธันวาคม พศ.2567 ที่ บวรราชธานีอโศก พ่อครูมาแสดงธรรมในวันนี้ เนื่องจากวันพรุ่งนี้ พ่อครูจะไม่ได้แสดงธรรม เพราะชาวราชธานีอโศก จะต้องมีกิจกรรม สีข้าว ต้องซื้อข้าวที่โรงสี และอีกหลายกิจกรรม อีกอย่าง ในวันที่ 5 ธันวาคม ที่อุทยานบุญนิยม จะมีการเปิด ตลาดประชารัฐ ของเราจะมี 2 แห่ง เป็น Green Market กับ ตลาดประชารัฐคุณธรรม วันที่ 5 ธันวาคมจะเปิด Green market ที่อุทยานบุญนิยม วันที่ 30 ธันวาคม จะเปิดที่ เฮือน บวร ชาวชุมชนราชธานีอโศก เต็มใจสนับสนุน ร่วมมือกับทางจังหวัดอุบลราชธานี เปิด ตลาดประชารัฐคุณธรรม (Green market) 2 แห่ง ด้วยกันคือ 1. ที่ อุทยานบุญนิยม ใจกลางเมืองจังหวัดอุบล เปิดวันที่ 5 ธันวาคม 2560 โดยปกติจะมีตลาดนัดทุกวันศุกร์และวันอาทิตย์ 2. ที่ อาคารบวร ณ ชุมชนราชธานีอโศก หมู่ 10 ต. บุ่งไหม อ. วารินชำราบ จะเปิดตลาดนัดในวันที่ 31 ธันวาคม 2560 ถ้ามีคนขายพร้อม ก็สามารถเปิดให้ขายได้ทุกวัน ในอาคารใหญ่ 11 ไร่ คุณสมบัติผู้ที่มาขายสินค้า ตลาดประชารัฐ คุณธรรม (Green market) 1. ห้าม นำสินค้าที่เป็น สิ่งที่เสพติด มาขาย เช่น เหล้า บุหรี่ น้ำชา กาแฟ น้ำอัดลม มาขาย เป็นต้น 2. ห้าม นำ เนื้อสัตว์ หรือผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อสัตว์ หรือแม้แต่ส่วนประกอบของไข่มาขาย 3. ห้าม นำผักผลไม้ที่มี ปนเปื้อนสารเคมี มาขาย เมื่อตรวจแล้ว ต้องไม่พบสารพิษตกค้างปนเปื้อน (ต้องไม่ใช้ ปุ๋ยเคมี - ยาฆ่าแมลง - ยาฆ่าหญ้า ให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยคอก มูลสัตว์ ฯลฯ ) 4. ห้ามขายแพง ให้ขายราคาต่ำกว่าท้องตลาด
และอีกสามข้อที่ต้องทำ 1. ไม่ติดอบายมุข เช่น กินเหล้า สูบบุหรี่ เล่นการพนัน เป็นต้น 2.ต้อง นำอุปกรณ์
อ่านต่อ
ประกอบการขาย มาเอง 3. เคารพวัฒนธรรม ประเพณีของชุมชน
ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ เชิญมาสัมผัสหมู่บ้านคนจนสุขสำราญเบิกบานใจ ด้วยวิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง
ในงาน “ เพื่อฟ้าดินปีใหม่ 2561 ” ตั้งแต่ 31 ธค. ถึง 2 มค. 2561 วันที่ 31 ธค. 60 เวลา 09.00 น. รมช. วิวัฒน์ ศัลยกำธร เปิดงานเพื่อฟ้าดิน 61 เพื่อเทิดพระเกียรติศาสตร์พระราชาที่รักษ์ฟ้ารักษ์ดิน ให้ปวงประชา พอมี พอกิน ทั่วทุกถิ่นไทย เวลา 9.30 น ผวจ.อุบลราชธานี นายสฤษดิ์ วิฑูรย์ เปิดตลาดประชารัฐคุณธรรม _ ในงานนี้มี สินค้าจากหลายภาค มาจำหน่าย ในราคาบุญนิยม 4 ระดับ ( 1 ต่ำกว่าท้องตลาด - 2 เท่าทุน 3 ต่ำกว่าทุน 4 แจกฟรี) _ มี นิทรรศการมีชีวิต จากผู้ผลิตสินค้ามาสาธิตให้เห็นๆ เพื่อจะได้นำกลับไป ทำเองได้ เช่น การเก็บจุลินทรีย์ระดับ 1เทพ 8 เซียน , กิจกรรมการดูแลสุขภาพทางเลือก , สาธิตการทำน้ำสมุนไพรพื้นบ้าน เพื่อการพึ่งตนเอง, สาธิตการผสมพันธุ์ข้าว, และสาธิตการแปรรูปสมุนไพรต่างๆ _ พบกับ ปราชญ์ชาวบ้าน อาทิ โจน จันได, ดร. แสวง รวยสูงเนิน, คำนึง นวลมณีย์ _ มีบริการ ตรวจสารพิษตกค้างในเลือด ให้กับผู้มาร่วมงาน
เมื่อวานพ่อครูพูดถึง คนมุ่งมาจน เป็นคนโลกุตระ คนที่เดินทางมาหาความเจริญ ส่วนโลกียะนั้นทางไปสู่ความรวย ไปสู่ความหายนะ แม้จะเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ขนาดไหน ก็ไปสู่ความหายนะทั้งสิ้น มนุษยชาติก็เดือดร้อน ไม่ว่าจะเป็นประเทศไหนก็ตาม การแก้ไขปัญหาสังคมนั้น ถ้าให้คนไปยากจน ก็แก้ไม่ได้ แต่ถ้ามาอยากจน ก็จะแก้ได้ เป็นการกลับตาลปัตรกับชาวโลกีย์เลย มาจนแบบสุขสำราญเบิกบานใจ จนแบบสบายใจ จนแต่ไม่มีความเดือดร้อน ไม่เป็นพิษภัยกับใคร พ่อครูบอกว่า คนจนที่สุดก็คือ 1. คนเป็น 0 คือ คนไม่มีกิเลส ไม่ว่าจะเป็นความสูงระดับใดก็ตาม 2. ไม่เป็นหนี้ พึ่งตนเองรอด ไม่เป็นหนี้ทั้งไม่เอาเปรียบคนอื่นด้วย 3. มีแรงงานทำ ผลผลิต ทำให้ คุ้มกิน คุ้มใช้ ของตนเอง และมี เหลือที่จะแจกจ่าย คนอื่นได้ นี่คือลักษณะคนจน ที่พ่อครูพาทำ ก็ทำได้มาเรื่อยๆ จนพัฒนามาถึงเป็นชุมชน อาตมาว่ามันเป็นกระแสที่เห็นได้ชัดเจน ถามเด็กๆสัมมาสิกขา บอกว่า เขากลับไปบ้าน ก็มียาเสพติด บางคนบอกว่า พี่ชายผมก็ยังติดยา อยู่บ้านก็ไม่ปลอดภัย ทุกวันนี้ยาเสพติด มีเกือบทุกหัวระแหง ในประเทศไทย หมู่บ้านเราสุดยอด ไม่มีสิ่งนี้ได้ ถือว่าพระโพธิสัตว์พามาพ้นภัยจริงๆ เดินสบายๆ เด็กเดินอย่างสนุกสนาน รื่นเริง ศิษย์เก่านี้มาอยู่บ้าน มีลูก ก็ให้ห่างตัวไม่ได้เลย แต่มาบ้านราชฯนี้ ปล่อยไปได้เลย มีความสุข จะเห็นได้ชัดว่าโพธิสัตว์พาให้ มนุษยชาติพ้นภัยจริงๆ ใครไม่มาอยู่ก็ช่างเขา เราก็อยู่ของเราแบบนี้ แต่ถ้าเขารู้แล้ว แห่มา ก็ตัวใครตัวมัน เขาค่อยๆทยอยมา ก็ดีแล้ว พ่อครูก็มีกลยุทธ์ให้เขาค่อยๆมา สร้างสิ่งที่ดีสุด แต่ไม่ให้เขาขี้โลภมาเอา พ่อครูว่า… อันนี้ขอยอมรับจริงๆว่าอาตมาพอใช้ได้ทีเดียว จะเรียกว่าเก่ง ก็ใช้ได้ ยังรู้สึกว่าบารมีที่ได้สั่งสมตามพระพุทธเจ้า ก็ต้องเป็นอย่างนี้ ให้คนเกรง แต่ไม่กลัว ให้คนไม่กล้าที่จะตะกละตะกราม แต่เขาพยายามจะเอา
SMS 1ธ.ค. _0893867… ผู้น้อยสงสัย(อีกล่ะ) ปลาติมิ, ปลาติมิงคลา, ปลาติมิรมิงคลา ในปหาราทสูตร เป็นปลาอะไรมีลักษณะอย่างไร? พ่อครูว่า… ไม่รู้ มันก็เป็นปลาโบราณ ที่มีชื่ออยู่ แต่มาเดี๋ยวนี้ อาจจะเรียกชื่ออื่นไปแล้ว ก็อย่าไปยึดมั่นถือมั่นว่ามันจะตรงกันอย่างไร ปลาพวกนี้ดึกดำบรรพ์ ไม่ต้องไปงงสงสัยอะไรมาก สื่อธรรมะพ่อครู(อบายมุข กามคุณ 5) ตอน ติดเฟสบุคติดไลน์เป็นอบายมุข _0888647… การที่คนที่อยู่อโศก ติดเฟช ติดไลน์ ก็ทราบคะว่า บ้างครั้งต้องส่งงาน แต่หลายๆคนตอนนี้ติดงอมแงม ขอให้พ่อครูให้สติด้วยค่ะ พ่อครูว่า… จริง อาตมาก็เห็น หลายคนติดงอมแงม ใช้เวลาอยู่กับจอมากเกิน มันเอร็ดอร่อยมันสนุกสนาน มันเป็นรสโลกีย์ มันก็เสียเวลา คัดเลือกบ้าง บันยะบันยังบ้าง เอาอันที่เป็นสาระ ต้องคัดเลือก มันก็เป็นรสโลกีย์ หากเราไม่คัดเลือกว่า อันไหนสำคัญมากน้อยนะ ก็ไล่ไปเรื่อย ก็เลยเห็นว่า น่าได้ น่ามี น่าเป็น ไปหมด ก็เสร็จ เป็นเหยื่อของสิ่งเหล่านี้ ที่ว่านี้อาตมาถือว่า มันเป็นอบายมุขเป็นเครื่องมอมเมา หนักมาก สมณะฟ้าไทว่า... ได้เห็นว่าพ่อแม่พูดกับเด็กไม่รู้เรื่อง ต้องจัดการ ทำลายของเหล่านี้จากเด็กเลย พ่อครูว่า... ยิ่งกว่ายาเสพติด เพราะถือว่าไม่ใช่สิ่งผิดกฎหมาย เป็นกันทั่วโลก สักวันหนึ่ง จะถูกกฎหมายมีมาตรการควบคุมพวกนี้ มันจะเป็นโรคภัยในอนาคต คอยดู ตายคาพวกนี้ก็มี ก็ให้สติ คนไหนไม่บันยะ บันยัง ก็ระวังตัว
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน หลักฐานสมาธิพุทธไม่มีสอนนั่งหลับตา _Sutus Soodsali....พท.โพธิรักษ์ น่าจะไปหาหมอจิตเวชบ้าง หมออาจจะช่วยให้หายได้นะ ดูๆแล้วอาการกำเริบไม่น้อย ถ้าปล่อยไว้ อาการอาจมากจนแก้ไขไม่ได้ เห็นแก่มนุษยธรรมนะ เอาบุญก็แปลก แทบจะพูดได้ว่า มีความรู้ด้านธรรมอยู่หน่อยนึง คนก็หลงฟังอยู่ได้ ที่โจมตีสมาธิแบบหลับตา คงกลัวไม่มีคนทำงาน อยากรู้เหมือนกันว่า พระพุทธเจ้ากำหนดว่าสมาธิต้องมืนตา มีในพระไตรปิฎกเล่ม/หน้า/ข้อ อะไร เฮ้อ สงสารผู้พลัดหลงเข้ามาติดกับชาตินี้ เสียเวลาไปชาติหนึ่งเปล่าๆ พ่อครูว่า… ก็เป็นการให้สติ เตือนอาตมา อาตมาก็ขอยืนยันว่า คุณเริ่มต้นอ่านพระไตรปิฎก ในพระสูตรเล่ม 1 หรือพระไตรปิฎกเล่ม 9 ตั้งแต่พรหมชาลสูตรไปเลย ทุกสูตรไล่ไป จนถึงเล่ม 14 มหาจัตตารีสกสูตร คุณอ่านสักร้อยเที่ยว อ่านดีๆเลยว่า สัมมาสมาธิ อันเป็นอริยะของศาสนาพุทธ ในพระไตรปิฎก ... [252] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของ อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียก ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดง สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุ มีองค์ประกอบ แก่เธอทั้งหลาย พวกเธอจงฟังสัมมาสมาธินั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวต่อไป ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า ชอบแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ฯ [253] พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุ มีองค์ประกอบ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ประกอบแล้วด้วยองค์ 7 เหล่านี้แล เรียกว่า สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุบ้าง มีองค์ประกอบบ้าง ฯ http://84000.org/tipitaka/read/v.php?B=14&A=3724&Z=3923
ต้องให้มีสัมมาทิฏฐิ เป็นทิฏฐิใน สุริยเปยยาล 7 คุณต้องมีก่อน ต้องทิฏฐิสัมมาก่อน จึงจะปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ได้ แล้วมรรคมีองค์ 8 ก็ไม่มีตรงไหน ให้ไปนั่งหลับตาเลย คุณไปตีความสัมมาสมาธิ เป็นการนั่งหลับตาเอาเอง ทั้งที่ไม่มี สัมมาสมาธิ เป็นผลของการปฏิบัติ มรรคทั้ง 7 องค์ แต่พวกคุณไปนั่ง หลับตา สะกดจิต เข้าแล้ว เป็นผลสมาธิที่เป็นการสะกดจิต hypnotize ไม่ใช่ concentration ไม่ใช่ analysis ไม่มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ก็จำเป็นต้องพูดย้ำแล้ว ย้ำอีก ก็เห็นใจ และสงสาร หลักฐานในการปฏิบัติลืมตานั้น มีทุกพระสูตร แต่ ไม่มีคำว่าหลับตา ในพระไตรปิฎก เอามาสักหนึ่งคำ ที่พระพุทธเจ้าสอนให้หลับตา อย่างนี้ต่างหาก แต่ลืมตามีสัมผัสภายนอกทั้ง 6 นั้นมีอยู่เต็มไปหมด ลืมตา ด้วยจักษุสัมผัส ส่วน เอกกัคคตาจิต ต้อง เกิดจากการปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์ แต่ที่ปฏิบัตินั่งหลับตานั้น องค์เดียว เอาจิตจดจ่ออยู่กับกสิณ อาตมาก็ทำมาแล้ว ทำเป็น แต่อย่างที่อาตมาพาทำนี้สิ คุณลองมาทำดู อย่างที่ทำกันมานั้น เป็นเรื่องไม่พิเศษอะไร ขออภัยที่พูดเหมือนข่ม ตั้งใจให้ดี อาตมาไม่ได้เป็นโรคจิต ที่จะต้องไปหาหมอ
_มีโยมมาถาม...จากคำถามที่ถามพ่อครูเมื่อกี้นี่ เขาคงคิดว่า พระพุทธเจ้าบอกพระอานนท์ว่า จะออกไป 3 เดือน คงจะไปนั่งหลับตา พ่อครูว่า... พระพุทธเจ้าหลีกเร้นไปเป็นคราวๆ เพราะว่า พระพุทธเจ้าทำงานหนัก จึงต้องมีพักผ่อนบ้าง สมณะฟ้าไทว่า... เขาว่าวิธีทำตาม ก็น่าสงสาร แต่ผมว่า หลับตาตาม กับลืมตาตาม ผมเอาเรื่องลืมตาตาม ดีกว่า
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน จนแต่มีสุขได้ ดีกว่ารวยแล้วมีสุข _มณี ศรียงค์ ....ขอให้คำแนะนำลุงรักษ์เป็นธรรมทาน จะได้มีสัมมาทิฐิ เรื่องสุข-ทุกข์ กับความจน! สุข-ทุกข์ นั้นอยู่ ขึ้นกับความคิด และจิตใจ เมื่อกระทบผ่านอายตนะทั้ง 6 แล้วจะมี reaction แบบไหน ถ้าเป็นชาวพุทธ ก็ใช้หลักพุทธธรรม ฉะนั้นสุข-ทุกข์ จึงไม่ขึ้นกับรวย/จน เลยนะคะ
ปล.และพระพุทธเจ้าไม่เคยตรัสให้แยกโลกุตระกับโลกียะด้วยความรวย-จนเลย แต่ทรงสอนให้แยกแยะด้วยกิเลสตัณหา คือลดละหมดกิเลสตามระดับชั้น ฉะนั้นกลับมาสู่ การเทศน์ ด้วยสัมมาทิฐิ ด้วยหลักคำสอน ถ้อยคำ แก่นแท้ ของพุทธธรรมเถอะค่ะ พระพุทธเจ้าก็ไม่เคยตรัสว่า สุข-ทุกข์ ขึ้นกับ ความรวย ความจน จึงไม่ควรเพ้อเจ้อพาสาวกหลงผิด จมดิ่งกับความเพ้อของท่านเลย อย่าเพิ่งdeadก่อนนะคะ เดี๊ยนแฟนคลับค่ะ อยากดูลีลาวาทะท่านพ่อครู พ่อครูว่า… เรื่อง สุข-ทุกข์ กับ ความจน! ที่ว่า...สุข-ทุกข์ นั้นอยู่ขึ้นกับความคิด และจิตใจ เมื่อกระทบผ่านอายตนะทั้ง 6 แล้วจะมี reaction แบบไหน ถูกต้องแล้ว “ถ้าเป็นชาวพุทธ ก็ใช้หลักพุทธธรรม ฉะนั้นสุข-ทุกข์ จึงไม่ขึ้นกับรวย/จนเลยนะคะ” ที่ว่านี้ถูกต้อง แต่คุณ มณี ศรียงค์ ถ้าจนแล้วจะสุขไหม? ถ้ายังทุกข์ นี้ ก็ยังไม่ไปถึงไหน จนก็ทุกข์ได้ รวยก็ทุกข์ได้ ถ้าอวิชชาเสียอย่าง? เราเข้าใจอันนี้ได้ และเชื่อมั่นว่า รวยแล้วก็เป็นสุข กับจนแล้วสุข เราก็เลือก เอามาจนแล้วเป็นสุขดีกว่า เพราะมันจะไม่ได้ไปแก่งแย่ง เบียดเบียนคนอื่น ให้คนอื่นรวยเสียให้เข็ด คนที่ติดยึดมากๆ เราไม่อยากให้ใครรวยหรอก มาจนสิดี เศรษฐกิจแบบ คนจนที่ยิ่งใหญ่ เราทำได้ อย่างมีหลักฐาน ยืนยันว่า ทำได้ ไม่ใช่แค่ชั่วคราว แต่ทำได้ยั่งยืน ยืนนาน เป็นสุขอันสงบจริงๆ เป็นคุณสมบัติของจิต จะต้องมีความพิเศษหลายด้าน จึงจะอยู่อย่างนี้ได้ สู่แดนธรรมว่า...ทำให้นึกถึงคำตรัสของพระพุทธเจ้า ที่บอกว่า สุขโดยส่วนเดียว พระเจ้าพิมพิสารบอกว่า ต้องนอนบรรจถรณ์จึงจะมีความสุข แต่พระพุทธเจ้านอนได้ ทั้งบรรจถรณ์ บนเตียง ก็มีความสุข นอนขอนไม้ ก็มีความสุข จะบอกว่าไม่เกี่ยวกับขอนไม้ ไม่ได้ทุกข์ ต้องอยู่กับภายนอกด้วย เขาบอกว่าสุขทุกข์ ไม่เกี่ยวกับรวย หรือจนก็ไม่จริง ถ้าคุณมาจนได้ แล้วไม่ทุกข์ คุณลองมาเป็นดู
พ่อครูว่า... เพราะฉะนั้น คนที่มาจนได้ นี่แหละ เรากำลังไขคำว่า ความจน หรือ คนจน คือคนไม่สะสมวัตถุสมบัติ วัตถุสมบัติเป็นส่วนกลาง วัตถุสมบัติ เป็นสิ่งที่มีชิ้น มีอัน มีตัวมีตน มีแท่ง มีก้อน แล้วจำเป็นต้องใช้ สิ่งที่เป็น อุตุนิยาม พีชนิยาม วัตถุที่มันไม่มีชีวิต ก็คืออุตุนิยาม มีชีวิต เริ่มต้นด้วย พีชนิยาม แต่มันยังไม่มีวิญญาณ ไม่มีเวทนา เป็นพลังงานธาตุรู้ แค่สัญญา กับสังขาร ศึกษาให้ดี ศึกษาให้ละเอียดแล้ว จะรู้ว่า เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มันคืออาการอย่างไร ของพลังงานจิตระดับไหน แล้วเราก็จะรู้ว่า พีชะ มีแค่สัญญา กับสังขาร ยังไม่มีเวทนา ยังไม่เป็นวิญญาณ ยังไม่มีธาตุที่มีวิญญาณครอง จึงยังไม่มีกรรมวิบาก จะเข้าใจลึกซึ้งขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้น คนที่ชัดเจนแล้ว ในเรื่องรายละเอียดพวกนี้ดี จึงมาอยู่ข้างไม่สะสม เพราะสะสม ถ้ามีของมาก จะต้องรักษาดูแล อะไรต่างๆนานาอีก เป็นภาระ เยอะแยะ เพราะฉะนั้นมาอยู่ร่วมกัน ช่วยกันดูแล ทำให้เป็นระบบแบบสาธารณโภคี ติดตามไปเถอะ เราจึงพยายามอธิบาย ขยาย และเป็นตัวอย่าง ที่เป็นจริง ยถาวาที ตถาการี พูดอย่างไร เราทำอย่างนั้น ยกถาการี ตถาวาที เราทำอย่างไรก็พูดอย่างนั้น ตรวจสอบกันได้ ด้วยความจริงกันได้ เพราะฉะนั้น เราจึงยึดถือเอาแนวทาง ไม่สะสมทรัพย์สินไว้กับตัวเองมากมาย คือมาจนดีกว่า โดยพยัญชนะพระพุทธเจ้าบอกว่า อัปปิจฉะ ไม่ใช่ มหัปปิจฉะ ที่คือการสะสมแบบปลายเปิด มากไม่มีที่สิ้นสุด ส่วนอัปปิจฉะนี้ น้อยก็พอ จนไปหาศูนย์ มีที่จบที่สุด ส่วนมากๆ ไม่มีที่สิ้นสุด เป็นปากกรวย ออกไปนอกโลก มหาจักรวาล บานไปเรื่อยๆ ไม่จบ มหัปปิจฉะ หรือ มหิจฉะ เป็นพยัญชนะเดียวกัน มหัป คือมาก อ คือไม่ เพราะฉะนั้น อัปปิจฉะ คือคนไม่สะสม มากล้าจน ไม่มีมาก ไม่เอามาก อันนี้แหละ เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ ในสังคมมนุษย์ ที่เรียกว่า เป็นเรื่องเศรษฐศาสตร์ เป็น เศรษฐศาสตร์คนจน คนที่มีภูมิปัญญา มีปัญญาจริงๆ อย่างเช่น ในหลวงรัชกาลที่ 9 ของเรา ตรัส เปิดเผยกับโลกเลย ตรัสตรงๆเลย กับผู้บริหารประเทศ โดยหลักฐานคือ ตรัสกับรัฐมนตรีประเทศเกาหลี ท่านก็ตรัสว่า เอาแบบคนจน ในหลวงเราท่านพูดสั้น พูดน้อย อาตมาก็เอามาขยายความ สาธยายเยอะ แล้วก็ต้องยาก เพราะเป็นนามธรรม ในหลวงทรงทางรูปธรรม อาตมานี่โดยจริงแล้ว อาตมาจะต้อง ขออภัย พูดจริงๆใจ ว่า ก็มีอายุขัยเกินกว่าจะ 89 ปี ไม่เช่นนั้น ไม่ถูกต้อง ตอนนี้ จะย่างเข้า 85 ปีแล้ว
คุณมณี บอกว่า… ฉะนั้นสุข-ทุกข์ จึงไม่ขึ้นกับรวย/จนเลยนะคะ พ่อครูว่า… ถูกต้องแล้ว ความสุขความทุกข์ไม่ขึ้นกับความรวยหรือความจน เราจึงเลือกเอาความจน ด้วยความมีปัญญา จนอย่างมีปัญญา เราก็มีสุข ระหว่าง ไม่ขึ้นกับจน หรือรวย มีสุข เพราะเราจนจึงมีสุข อันนี้เอาไปคิดดีๆ คุณมณี ศรียงค์ คุณจะมาเป็นบ้างไหม ถ้าจะมามีความสุขแบบจน ก็มาเลย ยินดีต้อนรับ
แล้วบอกอีกว่า “พระพุทธเจ้า ก็ไม่เคยตรัสว่า สุข-ทุกข์ ขึ้นกับความรวย ความจน จึงไม่ควรเพ้อเจ้อ พาสาวกหลงผิด จมดิ่งกับความเพ้อของท่านเลย” พ่อครูว่า... ถ้าคุณเองไม่เข้าใจ ในนัยสำคัญ ที่พระพุทธเจ้าตรัส คุณก็บอกว่า ไม่มี แต่ตอนนี้ยังไม่ได้เอาหลักฐานนั้นมา ขอยืนยันว่า โลกียะ กับโลกุตระนั้น ความมักมาก หรือมักน้อย นั้นเกี่ยวกัน สู่แดนธรรมว่า ...พระพุทธเจ้าเคยประนามสาวกที่มักมากครับ พ่อครูว่า… แล้วคุณบอกอีกว่า อาตมาขอยืนยันว่า เกาะติดคำสอนพระพุทธเจ้า ด้วยสัมมาทิฏฐิ แต่คุณ มณีศรียงค์บอกอีกว่า พระพุทธเจ้าไม่เคยตรัสว่า ความสุขทุกข์เกี่ยวกับ ความรวย ความจน สู่แดนธรรมว่า ...พระพุทธเจ้าบอกว่า ความยากจน และเป็นหนี้ เป็นทุกข์อย่างยิ่ง
คุณมณี ศรียงค์บอกอีกว่า… อย่าเพิ่งdeadก่อนนะคะ เดี๊ยนแฟนคลับค่ะ อยากดูลีลาวาทะท่านพ่อครู พ่อครูว่า... คุณก็อย่าเพิ่งตาย ช่วยกันไป สงเคราะห์กันไป
_อันนี้ขึ้นหัวว่า รู้ทันพวกธรรมกาย ...คุณมณี ศรียงค์ คงไม่ใช่คนธรรมดา อาจจะเป็น พระตุ๊ด เณรแต๋ว รึเปล่า.. มายั่วแย้ง ลักษณะเหมือนจะรู้ภาษาธรรมะ นิดๆหน่อยๆ ถ้าจะว่าเป็นการถาม ทักท้วง ติติง ก็ควรจะยกอ้างที่พ่อครูเทศน์ตอนไหน อย่างไร ผิดตรงไหน เอาหลักฐานมาแสดง ไม่ใช่มั่วๆหาเรื่อง พ่อครูอย่าเสียเวลาตอบ เลยครับ พ่อครูว่า… สร้างมิตรไว้ก่อนดีกว่า อย่าสร้างศัตรูเลย ก็มีบางคนที่อาตมาบอกว่า มันเป็นความเห็นต่างกันแล้ว ก็นานาสังวาส ต่างคน ต่างเห็นกัน ไปคนละทาง อันนี้ก็ให้โอกาสกัน จนกว่าที่สุดแล้ว
ขออ่านบทความของ สยามรัฐฉบับรายสัปดาห์ อีก “รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า” แก้ปัญหาความยากจน (1) ชาวอโศก มีรายได้ 0 บาทต่อคน เราก็อยู่ในรายได้พื้นฐาน แต่ว่า เป็นเรื่องยาก ที่จะเข้าใจว่ารายได้มี 0 บาทแล้วจะอยู่รอดได้อย่างไร ถ้าอยู่คนเดียว ก็ยาก ก็ต้องช่วยตัวเอง อย่างสำคัญ แต่ถ้าเจ็บป่วย แก่ พิการ ก็ยาก แต่ถ้ายังไม่พิการ ก็ช่วยเหลือตัวเองไปจนตาย ก็ได้ ตายก่อนแก่ ตายก่อนพิการ ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าแก่ ไม่ไหว พิการด้วย เจ็บป่วยอะไรขึ้นมา ก็ยุ่งนะ ศาสนาพุทธ จึงไม่ใช่ศาสนาคนเดียว ปลีกเดี่ยว แต่เป็นศาสนาสังคม ขอยืนยัน พึ่งพากัน ช่วยเหลือกัน จนตัวเอง ไม่ต้องห่วงตัวเองเลย ปรปฏิพัทธา เมชีวิกา ตัวเองไม่ต้องกังวล แล้วทำงานให้ส่วนรวม ให้คนอื่นดูแลตัวเองให้ ไม่เปลืองผลาญมาก เป็นคนเลี้ยงง่าย คนดูแลจะเห็นได้ว่า เป็นคนเลี้ยงง่าย ไม่ยาก ไม่เรื่องมาก ไม่ลำบาก กินพออย่างมีปัจจัยสำคัญ รู้ มันมีรายละเอียดลึกซึ้ง ผู้ใดศึกษาให้ดีแล้ว มาทดสอบ ก็จะเข้าใจ
เสรี พงศ์พิศ www.phongphit.com
รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (Universal Basic Income) เป็นแนวคิดที่กำลังมาแรง ทั่วโลก วันนี้ อาจเรียกชื่ออื่น แต่โดยรวมแล้ว หมายถึงการให้เงินฟรีๆ แก่ประชาชน โดยไม่มีเงื่อนไข รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (ต่อไปขอเรียกว่า รพถ. หรือ UBI) แตกต่างจากสวัสดิการที่รัฐให้ เพราะเป็นการให้เปล่าแบบไม่มีเงื่อนไข ไม่ยุ่งยาก ให้ทุกเดือน เช่น ประเทศไทย อาจจะโอนเงินเข้าบัญชีของคนไทย ทุกคน หรือคนที่มีรายได้ต่ำกว่า การเสียภาษี ทุกเดือน 5,000 บาท หรือรูปแบบอื่น ฟังดูอาจจะฝันเฟื่อง หรือไม่ก็เป็นการหาเสียงของนักการเมืองประชานิยมสุดโต่ง แต่ลองศึกษาหาข้อมูลและหลักฐานข้อเท็จจริง (ซึ่งมีอยู่มากมายในอินเทอร์เน็ต) อาจจะเปลี่ยนความคิดก็ได้ รพถ.ไม่ใช่เรื่องใหม่ โทมัส โมร์ (1478-1535) เมื่อเกือบห้าร้อยปีก่อน โทมัส เพน (1737-1809) เมื่อสองร้อยปีก่อน พูดถึงส่วนแบ่งที่เป็นธรรม ที่ราษฎรควรได้รับ จากภาษีรายได้ของรัฐ มิลตัน ฟรีดมัน (1912-2006) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล มาร์ติน ลูเธอร์ คิง อดีตประธานาธิบดีของสหรัฐหลายคน จนถึงริชาร์ด นิกสัน ที่เกือบผ่านกฎหมาย UBI ในปี 1971 ผ่านสภาล่าง และไปตกที่สภาบน กฎหมายที่ต้องการ “แจกเงิน” คนอเมริกันเพื่อแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ เรื่องดูเหมือนเงียบไปหลายปี มาเริ่มพูดถึงกันอีกครั้งเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องเพราะความกลัวว่า อนาคตคนจะตกงาน โดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้ว ที่โรงงานต่างก็ย้ายไปอยู่ประเทศกำลังพัฒนา ที่แรงงานถูกกว่า และงานทุกระดับ กำลังถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ และปัญญาประดิษฐ์ จนนักอนาคตวิทยาบางคนทำนายว่า 12 ปีข้างหน้า (2030) จะมีคนตกงาน 2,000 ล้านคน หรือครึ่งหนึ่งของแรงงาน วันนี้ ขณะเดียวกัน โปรแกรมสวัสดิการต่างๆ ของรัฐ ก็ไม่สามารถแก้ปัญหา ความยากจน และความเหลื่อมล้ำได้จริง คนรวยก็รวยขึ้น คนจนก็จนลง ความเหลื่อมล้ำถ่างออกไปทุกที และเป็นเช่นนี้ทั่วโลก ไม่ว่าประเทศรวย หรือจน ภาพรวมของทั่วโลก ดูน่ากลัว จึงไม่แปลกที่คนที่ออกมาพูดเรื่องนี้ และแนวทางแก้ปัญหาด้วย รพถ.จะมีนักการเมืองทั้งซ้ายและขวา ทั้งสังคมนิยม และทุนนิยม รวมทั้งมาร์ก ซักเคอร์เบอร์กแห่งเฟสบุ๊ก และอีลอน มัสก์แห่งเทสลา และบรรดาผู้ประกอบการ ในซิลิคอน วัลเลย์ ที่สำคัญ มีงานวิจัย ทดลองนำร่อง ในหลายประเทศ อย่างที่แคนาดา ที่ทำการทดลอง ในเทศบาลแห่งหนึ่ง ตั้งแต่เมื่อปี 1970 เศษ แต่วิจัยเสร็จ ไม่มีการนำผลมาวิเคราะห์ เพราะเปลี่ยนรัฐบาลท้องถิ่น หลายปีที่ผ่านมา มีการนำผลมาวิเคราะห์ พบว่าได้ผลดี สุขภาพผู้คนดีขึ้น อาชญากรรมลดลง ความคิดริเริ่ม และนวัตกรรม มีมากขึ้น และอื่นๆ ที่แคนาดา จึงมีการทดลองอีก เมื่อไม่นานมานี้ ในอีกบางพื้นที่ เช่นเดียวกับที่ฟินแลนด์ เนเธอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา สก็อตแลนด์ ฝรั่งเศส อินเดีย นามีเบีย ยูกันดา เคนยา บราซิล และอีกหลายประเทศ ส่วนใหญ่เป็นการทดลองนำร่อง ประชากรเป้าหมาย 1,000-8,000 คน ระยะเวลาสองสามปีถึงสิบปี มีหลายโครงการได้สรุปผลการทดลองในเบื้องต้นแล้ว อย่างที่อินเดีย ที่เคนยา และหลายแห่ง กำลังวางแผนทำการทดลอง ซึ่งธนาคารโลกเอง ก็ให้การสนับสนุน และได้ร่วมทำการวิจัยในหลายประเทศ แต่มีการวิพากษ์วิจารณ์มากมาย ซึ่งงานวิจัยนำร่องต่างๆ ก็ให้คำตอบ เช่น เป็นโครงการที่แพงมาก ก็จริง แต่มีหลายรูปแบบ ถ้าหากคำนวณให้ดี ก็จะพบว่าไม่ได้แพงเกินกว่า จะหางบได้ เป็นการลงทุนระยะยาวที่คุ้ม เพราะลดความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ ลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ปัญหาสังคม อาชญากรรม ทำให้คนมีการศึกษาดีขึ้น มีงานใหม่ๆ เกิดขึ้น คนมีอิสรภาพมากขึ้น หรือวิจารณ์ว่า คนจะขี้เกียจและไม่ทำงาน ซึ่งไม่จริง เพราะถ้ามีเงินดำรงชีพพื้นฐาน คนก็จะมีสิทธิเสรีภาพที่จะเลือกงาน ที่มีความหมายต่อชีวิตของตนเองมากขึ้น มีพลังสร้างสรรค์ และมีความสุขมากขึ้น หรือบอกว่ายากจะเกิดขึ้นได้ เพราะเป็นการปฏิวัติโครงสร้างเลยทีเดียว ต้องเปลี่ยนระบบสวัสดิการ ลดงานสวัสดิการ แต่ก็เกือบเกิดขึ้นที่อเมริกาเมื่อปี 1971 และวันนี้กำลังเป็นที่สนใจของรัฐบาลหลายประเทศ รพถ.เป็นการปรับกระบวนทัศน์ เรื่องการแก้ปัญหาความยากจน ที่คนมีอำนาจทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ และสังคม มักคิดแทนประชาชน โดยเฉพาะคนยาก คนจน คิดโครงการแก้ปัญหา เป็นสวัสดิการในรูปแบบต่างๆ เป็นร้อยเป็นพันอย่าง ตั้งเงื่อนไขมากมาย ให้คนปฏิบัติตาม รพถ.ไม่ใช่สวัสดิการแบบสังคมสงเคราะห์ แต่เป็นการให้ เพราะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ของประชาชนที่ควรจะได้รับส่วนแบ่ง อย่างยุติธรรม ในมรดกที่บรรพบุรุษได้ทำไว้ และส่งต่อมาให้เรา ระบบปัจจุบัน ทำให้คนรวยได้รางวัล คนจนถูกลงโทษ ซึ่งเป็นความอยุติธรรมทางสังคม ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้คนเลวลง คนจนไม่ใช่เพราะขี้เกียจ แต่เพราะไม่มีเงิน ไม่มีโอกาสได้พัฒนาตนมีผลงาน (productive) และหลุดพ้นจากความจน สังคมไทยก็มีสวัสดิการมากมาย หลายอย่าง ที่ใกล้เคียงกับแนวคิด รพถ. อย่างสวัสดิการผู้สูงอายุ “สุขภาพถ้วนหน้า” รักษาได้ทุกโรค แต่บางสวัสดิการ ดูเหมือนจะดี แต่มีเงื่อนไขและเงื่อนงำ ให้คูปองซื้อของในร้านที่กำหนด แทนที่จะให้เงินสดไปซื้อของในตลาดนัด หรือที่ไหนก็ได้ หรือว่าสวัสดิการส่วนใหญ่ ไม่ได้แก้ปัญหา แต่เป็นกับดักความยากจน ไม่ได้ช่วยปลดปล่อยศักยภาพคนจนให้ “ระเบิดจากข้างใน” ไปสู่ความเป็นไท ? พ่อครูว่า... อ่านเน้นซ้ำอีกที บทความนี้ อาตมาไม่ใช่เป็นนักอ่านเท่าไหร่ คว้าอะไรได้ ก็เอามา ใครมีข้อมูลมากกว่านี้ ก็ช่วยส่งให้อาตมาบ้าง
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน จนตามกถาวัตถุ และวรรณะ 9 พ่อครูว่า… สรุปการมาเป็น คนจน มันเป็นนัยสำคัญอันลึกซึ้งยิ่ง เราจะต้องพูดกันไปอีกหลายปี กว่าจะเข้าใจชัดเจน เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับจิตวิญญาณ และภูมิปัญญา คนจะแก้ไขด้วยวัตถุ หรือหลักการ No way ไม่มีทาง แก้ไขด้วยวัตถุ และหลักการ วิธีการ No way ขอยืนยันว่า เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นหลักวิธี ที่จะมาให้เป็นคนจนได้ จะอยู่อย่างเป็น คนจน ที่สุขสำราญเบิกบานใจ และมีเศรษฐกิจที่ดีอุดมสมบูรณ์ เป็นคนประเสริฐ เป็นคนมีประโยชน์ต่อสังคมโลก ด้วย ไม่ใช่เป็นภาระตัวถ่วงสังคม จะได้อย่างนี้จริงๆ หากปฏิบัติตามหลักพระพุทธเจ้า อาตมาทำงานมากับสังคมมนุษยชาติ มาถึงวันนี้ ตอนนี้ Coefficient พลังงานกำลังขึ้น จริง มันเห็นว่า โอ้โห เราควรจะต้องพยายาม พากเพียรอยู่ พยายาม พากเพียร แข็งแรง มีสุขภาพดี เพื่อที่จะทำงานอันนี้ ช่วยเหลือประชาชน ให้ประโยชน์แก่ประชาชน ได้รับสิ่งที่ประเสริฐอันนี้ เป็นความรู้สาธารณะ หรือเป็น
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive