601129_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ลำดับวิชชาของพุทธ ตอน1(อวิชชาสูตร).docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์501 KB
วันที่แก้ไข13 พฤศจิกายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

601129_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ลำดับวิชชาของพุทธ ตอน1(อวิชชาสูตร)

สมณะฟ้าไทว่า… วันนี้วันที่ 29 เดือนพฤศจิกายน 2560 ทุกวันนี้ ที่บวรราชธานีอโศก ช่วงฤดูหนาว ที่เบื้องหน้านี้ ก็มีแตงกวา และที่นี่กะหล่ำปลี ที่กำลังงาม แต่ที่ไม่ใช่กะหล่ำ พอกันคือหญ้า ใครจะมาช่วยถอนหญ้า ก็ดีนะ มีควายที่เข้ามากินหญ้าด้วย เหตุการณ์สังคมในปัจจุบัน ของนายกรัฐมนตรี ตอนนี้ สามารถแบบนายกนี่ เป็นได้ยาก เพราะว่าทำผิดนิดเดียว ก็โดนซะเละตุ้มเป๊ะ เป็นผู้ใหญ่ เป็นผู้นำ ก็ต้องอดทน เมื่อวันก่อน พ่อครูเคยพูดให้ฟังว่า ในชีวิตของท่าน ไม่เคยได้ไปฟังธรรมเลย อาตมาก็เคยฟังเทศน์ ที่วัดอื่นๆ ฟังแล้วโยมก็นั่งหลับกัน ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง พ่อครูเปรียบว่า การฟังธรรมที่ท่านแสดงธรรมนั้น เป็นเรื่องที่หาได้ยาก พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า เราเป็นมิตรดีสหายดีของเธอ พ่อครูก็เป็นมิตรดี ที่คอยช่วยเหลือเกื้อกูลเราตลอดเวลา ให้พ้นกิเลส ท่านเป็นผู้ที่พ้นจากกิเลส แล้วเป็นผู้รื้อขนสัตว์ เราฟังแล้ว ก็ยังยากที่จะฟัง จะไปปฏิบัติ ก็ยิ่งยากขึ้นอีก มีหนังสือ “รวมคนจะมีธรรมะได้อย่างไร” ให้อ่าน เป็นหนังสือที่มีรายละเอียด ในการปฏิบัติธรรมมาก วันนี้พ่อครูจะมาแสดงธรรม ให้เราได้ฟังกัน แม้ท่านจะอายุยาวแล้วก็ตาม แต่ก็จะยาวกว่านี้ต่อไปอีก จนกว่าจะถึง 151 ปี พ่อครูว่า ...เหลืออีก 67 ปี

_หนังสือ “พระโสดาบันเป็นคนเช่นไร” หน้า 35 ความว่า ข้อ 2 คนผู้นั้นเป็นคนที่ไม่หนีหน้า เหตุที่มันจะเกิดกิเลส ต้องทำให้เจริญทำให้มาก ซึ่งทิฏฐินี้ คือมีรูปนามขันธ์ 5 นี้ ในทฤษฎีนี้ ความเข้าใจนี้ จะเป็นผู้ที่มี อาเสวนา-ภาวนา-พหุลีกัมมัง ก็เลยถามว่า คำว่า อาเสวนา ต่างจากอเสวนาในมงคล 38 หรือไม่ มีอเสวนาจพาลานัง คือการไม่คบคนพาล หรือไม่ อย่างไรคะ พ่อครูว่า...

อ่านต่อ

แน่นอน ต่างกัน ที่ถามว่า อาเสวนา ต่างจาก อเสวนา คำว่าอา นี่หมายความว่า เสพคบคุ้น คบค้า แต่ถ้า อเสวนา แปลว่า ไม่คบคุ้น ไม่คบค้า อเสวนา แปลว่าไม่คบคบพาล ขึ้นต้นเลย มีคบบัณฑิต ก็เป็นเสวนา บัณฑิตานัญจเสวนา หรือ อาเสวนา คำว่า อาแปลว่า คบคุ้น คบค้า ซ่องเสพ หรือเป็นการปฏิบัติเลย

สื่อธรรมพ่อครู(ไอน์สไตน์) ตอน ตอบคุณอัมพรเรื่องสูตรสัมพัทธภาพ _ของคุณดั้นเมฆ(อัมพร)...ช่วงที่รอลำดับวิชชาที่ 1 ก็ขอสังขาร ขอปรุงเรื่องของ C ใหญ่ คือ Coefficient ต่อ เท่าที่จะจินตนาไปได้ พ่อครูว่า... E หมายถึง พระอรหันต์ สมณะฟ้าไทว่า... สูตรไอน์สไตน์ E=mc 2 แต่ของพ่อครู คือ E=C(mc 2 +A) สุดของพระโพธิสัตว์คือ เหมือนกับขับรถแล้วเอาเบรคออก เหยียบคันเร่ง ใครยังไม่ถึงโพธิสัตว์ ก็ต้องมีเบรคไว้ พ่อครูว่า... E หมายถึง พระอรหันต์ จิตวิญญาณเป็นพลังงาน ที่ละเอียดกว่าทางวัตถุ ก็เอามาเทียบเคียง อธิบาย ขยายความ ผู้มีพื้นทางวิทยาศาสตร์อยู่แล้ว ก็จะเข้าใจได้ง่ายขึ้น เป็นแต่เพียงว่าเราไม่พาซื่อ จนกระทั่งว่า สมณะฟ้าไทว่า.. .พวกที่เรียนวิทยาศาสตร์จะเข้าใจได้ง่ายขึ้น อาตมาก็คอยเทียบว่า E=mc 2 คือกำลังขนาดนี้ กำลังของเรายังไม่ถึงขนาด ก็ต้องค่อยๆไป ตัว static ของเรามีเท่าไหร่ และตัวเคลื่อนของเรามีเท่าไหร่ พ่อครูว่าให้เราคอยประเมินกรรมว่า ให้พอดีกับกำลังของเรา ถ้าเกินไป จะเสียมากกว่า ท่านจึงบอกว่า ช้างขี้อย่าขี้ตามช้าง แต่พวกเราเป็นแพะ เป็นสัตว์เล็กๆ ที่คอยเดินตาม เราก็ทำตัวเองให้เหมาะสมที่จะทำ คุณดั้นเมฆ(อัมพร)... เขียนมาว่า E หมายถึง พระอรหันต์ คือพลังงานของพระอรหันต์ คือพลังงานทางจิต E= ฌานวิสัย(อเนญชาภิสังขาร) 2 + อปุญญาภิสังขาร คุณอัมพรตีรวม E=C(mc 2 +A) คือ E= ฌานวิสัย(อเนญชาภิสังขาร) 2 +อปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขารบอกว่าเป็น A ส่วน E= ∞ (00 2 +1) พ่อครูว่า… ถ้าจะให้ไขความ มันก็ไม่ผิดหรอก ที่เราจะเอามาทำความเข้าใจ และเอามาใช้ตามควร จริงๆแล้ว ความเป็นพลังงานทางจิตนั้น มันละเอียดลึกซึ้ง ซับซ้อน หมุนวน ซับซ้อน กลับไปกลับมา เรียกว่า ปฏินิสสัคคะ มันวนกลับ เป็นเรื่องที่ยาก มันเดินทางแล้ว เป็นทางโค้ง จิตวิญญาณจะเดินทางแบบ ปรุงแต่ง เป็นวงของสังขาร ก็จะโค้งทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเมื่ออยู่ทางนี้ ปรุงแต่งมาทางนี้ แล้วมันก็จะวนกลับมาทางนี้ แล้วก็วนไปอีก ทีนี้การวนของพลังงาน มันมีการสะสมต้นทุน ส่วนพลังงานฟิสิกส์ ถ้าไม่มีที่เก็บ พอทำงานปรุงแต่งเสร็จ มันก็แตกกระจาย หายไป ที่ทำงานเป็นพลังงาน บวก ลบ ทั้งคู่ ไอน์สไตน์ค้นพบว่ามันเกิดปฏิกิริยา 2 อย่าง อย่างหนึ่งมันทำงานแล้ว มันก็รวมตัว อีกอย่างเป็นเศษ แตกออกไป จริงๆแล้ว มันจะรวมตัวกันหมด แต่ว่ามันรวมกันไม่ได้ การรวมเซลล์ เรียกว่า นิวเคลียร์ฟิวชั่น ส่วนที่รวมกันไม่ได้ เป็นพลังงานแตกตัวออกไป เรียกว่าเป็น นิวเคลียร์ฟิชชัน เป็นลักษณะอย่างนั้น เท่าที่ไอน์สไตน์ค้นพบ ในตัวพลังงานของโลก พลังงานทางฟิสิกส์ จิตวิญญาณก็เหมือนกัน จิตวิญญาณก็เป็นสังขาร ที่รวมในตัวเองเหมือนกัน แล้วมันก็กระจายออกไป ท่านก็ว่า มีลักษณะของความฟุ้งซ่าน กับการเกาะกลุ่ม ถีนมิทธะ กับ อุทธัจจะ ท่านเรียกว่า สังขิตตังจิตตัง กับ วิกขิตตังจิตตัง ผู้ที่ฟังธรรมะอาตมา อธิบายภาษาวิทยาศาสตร์เทียบเคียง ประกอบ ก็อธิบายอย่างนี้มา อย่าเพิ่งอธิบายกว้างไปเลย มันจะขยายความยาวไปทุกที

คุณอัมพรต่อว่า...E= ∞ (00 2 +1) ถ้าดับ อนุสยะได้ อยู่กับ อนุสยะ สะสมอนุสยะ และใช้อนุสยะทำงานจนเกิด จนเป็น “วิสยะ” เจริญมากขึ้นก็เป็น “สยังอภิญญา” พูดอีกแง่มุมหนึ่งคือ เมื่อ E มากพอแน่นพอ ก็ดำเนินไปเองได้ (เหมือนดาวฤกษ์ เหมือนดวงอาทิตย์ ที่มีแสงสว่างในตัวเอง) การเป็นเองได้ ก็คือ เกิดเองได้ เกิดเป็น “สยังอภิญญา” เมื่อ สยะ เป็น วิสยะ เป็น สยัง ก็ไม่ตกต่ำอีกแล้ว จึงเป็นผู้สั่งเกิด (อุปจยะ) ให้สืบต่อ(สันตติ) และให้ตาย (ชรตา) รู้จัด จัดเจนจิต ถึงความเป็นอนิจตา เมื่อ จับต้องพลังงาน “อนุสยะ” ได้ (ย เป็นพลังงานเริ่มต้น เป็นรากเหง้าก่อเกิดพลังงาน) จึงสร้าง C ได้สูงมาก เพราะประกอบพลังงาน ขั้น “เป็นเอง” ได้แล้ว แล้วก็เติม เข้าไปอีก จึงเป็นขั้นทวี ระดับยกกำลัง ค่าC ที่สูงมากๆนี้ ตามหลัก สัมพัทธภาพ ถือว่า เวลา หยุดนิ่ง เมื่อเรามีความเร็วเท่ากับสิ่งสัมพัทธ์ ความเร็วก็เป็น0 หรือไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เหมือนเรายืนนิ่งๆอย่บนโลก หมุนไปพร้อมกับโลก ด้วยความเร็วที่เท่ากัน จึงเหมือนเราหยุดนิ่งอยู่ เมื่อสัมพัทธ์กับโลกที่ความเร็วเท่ากัน…. พ่อครูว่า...A หมายความว่า เป็นพลังงานที่ ถ้าคุณเองสามารถค้น หรือเอามาเติมได้ ถ้าคุณไม่สามารถเติมได้ ก็ได้แค่ mc 2 เพราะฉะนั้นถ้าเติมได้ เต็มลักษณะ ก็เท่ากับ mc 2 +mc 2 +mc 2 +mc 2 +mc 2 +ไปเรื่อยๆ คือ+A แล้วถ้า C ทำไปคุณก็จะยิ่งมีพลังงานมากมาย ดั้นเมฆว่า...ค่า C ที่สูงมากๆ ตามหลักสัมพัทธภาพถือว่าเวลาหยุดนิ่ง เมื่อเรามีความเร็วเท่ากับสิ่งสัมพัทธ์ ความเร็ว ก็เท่ากับ 0 หรือไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง หรือเหมือนเราอยู่นิ่งๆอยู่บนโลก โลกมันหมุนไป เราอยู่บนโลก ก็เหมือนโลกไม่หมุน พ่อครูว่า... เราหมุนไปพร้อมกับโลกด้วยความเร็วที่เท่ากัน ดั้นเมฆว่า... จึงเหมือนว่าโลกนี้หยุดนิ่งอยู่ พ่อครูว่า... จิตของเราจะต้องมีความเร็วเท่ากับการหมุนของโลก ไม่อย่างนั้นหัวหมุนเลย ดั้นเมฆว่า...เมื่อสัมผัสกับโลก ที่มีความเร็วเท่ากันด้วยการสร้าง C จึงอยู่เหนือกาลเวลาได้ เพราะฉะนั้นค่า C จึงเป็นหลักในเรื่องของการขยายอายุขัย หรือเรื่องของเวลา และเหตุปัจจัยอื่นจึงน่าจะมีด้วย งานที่โหลดมากไปน่าจะมีด้วย สรีระกายกรรมวิบากเท่าที่เห็นจากพ่อครู ประมวลได้เท่านี้ครับ ไม่รู้ว่าจะถูกหรือไม่ พ่อครูว่า... C ∞ 2 n A 2 n คืออัตราการก้าวหน้า คือพลังงานอิทธิบาท สูงสุดก็เป็นอัตโนมัติ ขั้นอานาปานสติ คุณหมายถึง อานาปานสติแบบที่อาตมาพูด ไม่ใช่เหมือนที่เขาทำกัน แบบอาตมาเป็นอย่างไร คือชีวิตของเราทุกเวลา เรามีอานาปานะ แล้วเราก็มีสติ อานา อาปานะ คือ ลมหายใจเข้า หายใจออก ทุกลมหายใจเข้าหายใจออก แล้วก็มีอานาปานสติ นี่คือของอาตมา ไม่ได้หมายความว่า ไปนั่งหลับตา สะกดจิต ดูลมหายใจเข้าลมหายใจออกเฉยๆ ที่บอกว่า ดูลมหายใจเข้าออกยาว ก็รู้ว่ายาว สั้นก็รู้ว่าสั้น อย่างนั้นเป็นสมถะ

C ∞ 2 n A ตัว 2 n คืออัตราการก้าวหน้า คือพลังงานอิทธิบาท สูงสุด ก็เป็นอัตโนมัติ ขั้นอานาปานสติ กราบนมัสการครับ ได้เห็นได้รู้การขยายอายุขัยไป 1 รอบ เป็นปรากฏการณ์ ฟิโนมีน่าจริงชัดเจน พ่อครูว่า… มายืนยันว่า ขยายอายุขัยไปอีกรอบ ยืนยันเอง คนอื่นจะเชื่อหรือไม่ ก็แล้วแต่ แต่อาตมาก็ว่า ได้ขยายอายุขัยมารอบหนึ่งนักษัตรแล้ว คุณอัมพร ฟังธรรมอาตมาแล้ว ก็เข้าใจถึง เห็นเป็นฟิโนมีน่า ก็เห็นจริงว่า อาตมายังสังขาร ฝืนอายุไขมาได้ 1 นักษัตรแล้ว ก็คงจะมีความรู้ในเรื่องของ C(mc 2 +A) พลังงานก็คือ E คือ Energy จะบอกว่าใช่ ก็ใช่ ส่วนคนที่เขาเข้าใจไม่ได้ ก็ไม่เชื่อ มีคนซักมา ก็ภูมิใจ..หลายคนว่าบ้าๆบอๆ เอาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ มาปนกันกับเรื่องของธรรมะ ที่เป็นปรมัตถ์ จิต เจตสิก รูป นิพพาน เขาก็หาว่า บ้าๆ บอๆ เพราะเขาฟังไม่รู้เรื่อง เขาจับอะไรไม่ได้ ส่วนมีผู้ฟังรู้เรื่อง อย่างคุณอัมพร ฟังรู้เรื่อง เข้าใจแล้วเอาไปปฏิบัติ ประพฤติได้จริง ก็เลยเห็นความจริงแล้ว ก็เอามายืนยัน อาตมาก็ว่า อาตมาไม่ได้เสียเวลาเปล่า ไม่ใช่เป็นคนมาหลงผิด จนกระทั่งเอาชีวิตมาทิ้งทางนี้ มาอธิบายสิ่งที่กำลังอธิบาย ย่างเข้า 48 ปีแล้ว ก็ยัง ฟิตเปรี๊ยะอยู่ แสดงธรรมไปอยู่ อย่างไม่คิดท้อถอย หยุดอะไรเลย ก็จะตะลุยอธิบายไปเรื่อยๆ เพราะว่า อาตมาเห็นว่า ชีวิตมันไม่มีอะไรดีเท่ากับ การรู้จักธรรมะ แล้วเอาธรรมะมาปฏิบัติกับตัวเอง ให้ได้มรรคผล ธรรมะของพระพุทธเจ้า ไม่ได้ทิ้งงานการ ธรรมะพระพุทธเจ้า ไม่ได้เสียเวลาปฏิบัติ โดยการปฏิบัติธรรม จะต้องมีเวลาเฉพาะ ไปอยู่กับการปฏิบัติธรรม ไม่ใช่เลย ตรงนี้แหละ เป็นความเห็นที่เสื่อมไปจากศาสนาพุทธอย่างมาก ว่า ถ้าปฏิบัติธรรมแล้ว จะต้องปลีกตัวเองออกจากงาน ออกไปปฏิบัติ การปฏิบัติของเขาก็คือ อย่างเก่งที่สุด ที่เขาปฏิบัติได้มรรคผล ปฏิบัติให้เกิดนิพพาน คือการทำให้เกิดสมาธิ การจะทำให้เกิดสมาธิ ตามความเข้าใจของกระแสหลัก ของทั่วไป อาตมาว่า คงจะทั้งหมด ไม่เหลือหรอก เข้าใจว่าการทำสมาธินี้ จะต้องปลีกเวลา มานั่ง สะกดจิตเข้าไป จึงจะได้สมาธิ จึงจะได้อธิจิต ที่เรียกว่า สมาธิ คือ นั่งหลับตา แล้วเขาจะทำให้กิเลสมันหมด หรือมันลด เมื่อกิเลสลด หรือหมด ก็ตกตะกอนตกผลึก สมณะฟ้าไทว่า... มีคนตอบรับว่า เข้าใจที่พ่อครูพูด และปฏิบัติได้ ส่วนคนทั่วไปนั้น อาจจะไม่รู้เรื่อง เพราะเป็นสิ่งที่ลึกซึ้ง และไปไกลมาก เกินกว่าที่เขาจะเข้าใจได้ เขาก็ต้องตามมา ตั้งแต่เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ในการปฏิบัติ เขาเข้าใจผิดว่าที่ทำการไปนั่งสมาธิ เป็นทางปฏิบัติ ถ้าอาตมาไม่มาเจอพ่อครู ก็คงไปทำอย่างเขาด้วย พ่อครูว่า... ก็คงไปอย่างว่า มันไม่มีสำนักไหนที่จะมาอธิบายอย่างที่ว่านี้ เอาแต่ละสูตรมาอธิบาย ขยายความ เข้ากันได้หมด อาตมาว่า อาตมาเข้าใจได้ อย่างที่ศาสนาพุทธทั้งหมด ที่ คุณ ณวมพุทธ รวบรวม อยู่ในหนังสือ ที่ชื่อว่า “ ธรรมะพุทธสุดลึก ” มีทั้งหมวดต่างๆ ในพระสูตรทั้งหลาย เอามาทำความเข้าใจแล้ว จะเข้าใจเห็นจริง ลงกันได้ทุกอัน อย่างไม่ขัดแย้ง ธรรมะพระพุทธเจ้า ไม่มีขัดแย้งกัน ทุกอัน มันจะลงกันได้หมด ทุกสูตร เป็นแต่เพียงว่า มันจะต่อ หรือเรียบเรียง จากอันนี้ไปเป็นผลอันนี้ อย่างไร เอามาเรียบเรียง อาตมาก็มาลำดับวิชชาของพุทธ สมณะฟ้าไทว่า... แต่ปกติ เขาจะอธิบายจากต้นกลางปลาย แต่พ่อครูสามารถอนุโลม ปฏิโลม ต้น กลาง ปลาย กลับไป กลับมา ได้หมด พ่อครูว่า... ในทุกวันนี้ อาตมาสงสารศาสนาพุทธ สงสาร ผู้ที่แสวงหา อยากจะได้มรรคผลของศาสนาพุทธ เมืองไทยมีศาสนิกชนอยู่ 95 เปอร์เซ็นต์ของประชากร ผู้ที่สนใจในศาสนา ก็จะมีไม่ใช่น้อย แสวงหาอยู่ แล้วก็พยายามค้นหา ค้นหาผู้เป็นครูบาอาจารย์ ค้นหา ไปปฏิบัติ เรียนรู้ ฝึกฝน เพื่อที่ตนเองจะได้ธรรมะ ได้มรรคผลนั้นๆ ก็มีอยู่ส่วนหนึ่ง ไม่น้อย ในจำนวนพุทธศาสนิกชน ส่วนคนที่เป็นพุทธแต่เพียงชื่อ ว่าเป็นพุทธ แต่ไม่ใส่ใจปฏิบัติ นั้นมีมากกว่า ทำมาหากินไปตามประสา เลี้ยงชีวิต เรียกว่า โมฆะบุรุษ ไม่ได้อะไรมาเลย เกิดเป็นศาสนิกของศาสนาแท้ นอกจากไม่ได้แล้ว ถูกนำพา ถูกผู้ที่ดูแลศาสนา ที่เรียกว่าภิกษุ หรือในวงการศาสนา ที่เป็นหมู่กลุ่ม หรือเป็นครูอาจารย์ นอกจากไม่ได้มรรคผลแล้ว ยังได้มิจฉาทิฐิใส่เข้าไปเรื่อยๆ ศาสนาก็เลยยิ่งเสื่อม เพราะการทำผิด ของศาสนิก ของศาสนาเอง กับครูบาอาจารย์ที่เป็นมิจฉาทิฐิ เข้าใจผิด ก็เลยทำให้ยึดถือ ยึดถือความรู้ จนกระทั่ง ยึดถือในผลที่ได้ที่เป็นมิจฉาผล แล้วหลงมิจฉาผล เช่น หลงว่าเป็นพระอรหันต์ ได้สมาธิ ได้ปัญญา ได้วิมุติ สิ่งเหล่านี้ อาตมาพูดไปแล้ว เหมือนข่ม ดูถูกคนอื่น ไปหาว่าคนอื่นผิด ตนเองถูกคนเดียว แล้วยิ่งใหญ่เสียด้วย ไม่เห็นใครถูกเลย ไม่กล่าวถึงคนถูกเลย อาตมาขออภัยจริงๆ ที่จะต้องเป็นเช่นนั้น ไม่กล่าวถึงคนถูกเลย แต่มีคนที่มีความรู้ เฉียดศาสนาพุทธ ที่เป็นสัมมาบ้าง ก็เลยเอามายกตัวอย่างไม่ได้ เพราะว่าบางคน จริงๆ อย่าว่าแต่บางคนเลย เกือบทั้งนั้นเลย ที่บอกว่าศีลคืออย่างไร จะต้องปฏิบัติพร้อมไปกับสมาธิ ศีลต้องปฏิบัติไปให้เกิดสมาธิ ให้เกิดปัญญา ให้เกิดวิมุติ แยกกันไม่ได้ อธิบายศีลแล้ว จะไปปฏิบัติกับจิตใจอย่างไร ปฏิบัติอธิจิต แล้วเกิดปัญญาอย่างไร จะเกิดวิมุติอย่างไร ไม่เห็นมีใครเขาทำ ไม่เห็นมีใคร เขามารวมอย่างนี้เลย ให้เกิดเป็น อิทัปปัจจยตา และปฏิจจสมุปบาท ต่อเนื่องเป็นเหตุ ปัจจัย เป็นเหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย ผล ซึ่งทั้งโลกเขาเรียนรู้ ความรู้อันนี้ เขาก็มี System analysis มี Input process output outcome impact คือ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย แล้วก็ผล เหมือนกัน ก็เป็นหลักนี้ ท่านสอนมาตั้ง 2000 ปีแล้ว แต่วิทยาศาสตร์เพิ่งจะมี System analysis แน่นอนว่า เกิดมาที่หลังที่พระพุทธเจ้ารู้ แน่นอน จิตวิญญาณในศาสนาก็อันเดียวกัน มีเหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย แล้วก็มีผลเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ศีลก็ดี สมาธิ ปัญญา วิมุติก็ดี วิมุติญาณทัศนะก็ดี เป็นเรื่องของ สูตร system ระบบของมันที่ต่อเนื่อง เป็นเหตุ เป็นผล จากสิ่งนี้ จึงเป็นสิ่งที่ครบถ้วน เพราะฉะนั้น ทุกวันนี้ ทุกอย่างได้ผิดเพี้ยนไป ขาดหกตกหล่น ขาดวิ่น ไปหมดแล้ว

สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ) ตอน ลำดับวิชชาของพุทธ พ่อครูว่า… อาตมาต้องมาเริ่มต้นกันใหม่ เอาล่ะ ตอนนี้ ก็ขอเอา ลำดับวิชชาของพุทธ ในหมวดแรก มาเริ่มต้นอธิบาย แล้วก็ขยายความกันไป อาตมานำหลักมาอธิบายตั้งแต่ 1-36 ถ้าคุณเข้าใจได้ดีเลย อาตมาไม่ต้องไปลำดับหมวดอื่นหรอก หรือเอาพระไตรปิฎกเล่ม 9 13 สูตร ข้อใด เรียงลำดับไปแล้ว เหมือนกันได้ เอาที่อาตมาเรียงไว้ก่อนก็แล้วกัน

ลำดับ“วิชชา”ของพุทธ (ชุด 1)

1. อวิชชาสูตร เริ่มต้นด้วยการคบสัตบุรุษให้บริบูรณ์ หรือท่านตรัสย้อนกลับว่า... อวิชชา มีอาหาร คือ นิวรณ์ 5 แล้วนิวรณ์ 5 ก็มีอาหาร อาหารของนิวรณ์ 5 ก็คือ ทุจริต 3 เพราะว่าถ้าเผื่อว่า…ถ้าคนอวิชชา ไม่รู้จักอาหาร ก็จะได้อาหารเป็นนิวรณ์ 5 ตลอดเวลา คนไม่ปฏิบัติธรรมก็จะมีนิวรณ์ 5 เป็นกิเลสทั้งหมด กิเลสท่านรวมไว้ เป็น นิวรณ์ 5 กาม พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา คนใดที่ไม่ได้มาศึกษาปฏิบัติ ตามอวิชชาสูตรนี้ พอท่านไล่อาหารไป คนที่จะรู้อาหาร ต้องอาศัยอย่างไร ก็ต้องถอยหลังตามอวิชชาสูตร ไปอันสุดท้ายที่ว่า คบสัตบุรุษ เพราะ ไม่ได้ฟังสัทธรรม เพราะไม่คบสัตบุรุษ จึงไม่มีอาหารที่บริบูรณ์ ไม่มีอาหารที่เกิดจากการได้ฟังสัทธรรม เพราะไม่คบสัตบุรุษ จึงไม่ได้ฟังสัทธรรม ศรัทธาของคุณจึงไม่บริบูรณ์ เป็นความผิดเพี้ยน ศรัทธา ที่ผิดเพี้ยน และ ไม่บริบูรณ์ ก็จะทำโยนิโสมนสิการไม่ได้ โยนิโสมนสิการไม่บริบูรณ์ เมื่อ โยนิโสมนสิการไม่บริบูรณ์ ก็มีการสำรวมอินทรีย์ 6 ไม่บริบูรณ์ เมื่อ สำรวมอินทรีย์ 6 ไม่บริบูรณ์ ทุจริต 3 ก็เกิด สุจริต 3 ก็ไม่บริบูรณ์ เมื่ออย่างนี้แล้วคุณก็มี อวิชชา มี นิวรณ์ 5 เต็ม เมื่อทุจริต 3 เต็มก็เกิดนิวรณ์ นิวรณ์ก็ทำให้เกิดอวิชชาอย่างหนา เป็นปุถุชน ปุถุชนจะมีอาหาร เป็นนิวรณ์ 5 อยู่ตลอดเวลา เพราะว่าไม่รู้จักใน ทุจริต 3 เพราะไม่ได้สำรวมในอินทรีย์ทั้ง 6 เพราะไม่มีสติสัมปชัญญะ เพราะว่า โยนิโสมนสิการไม่เป็น เพราะว่าศรัทธาไม่ถูกต้อง ศรัทธาผิดเพี้ยนไป เป็นศรัทธาขี้หมูรา ขี้หมาแห้ง ไปศรัทธาในสิ่งที่ ไม่เป็นสัทธรรมของพระพุทธเจ้า เพราะว่าไม่ได้ฟังสัทธรรมจากสัตบุรุษ เพราะฉะนั้น พระสูตรนี้ที่หยิบขึ้นมา จึงสำคัญที่สุด อยู่ที่สัตบุรุษ ถ้าไม่มีสัตบุรุษ ทุกอย่างล้มเหลว ก็ย้อนไปที่ สัมมาทิฏฐิ 10 มีสัตบุรุษอยู่ ข้อที่ 10 ถ้าหากคบสัตบุรุษ ก็จะรู้ว่าข้อที่ 1-9 มีสัมมาทิฏฐิ อย่างไร ข้อที่1 ทาน อย่างไรถึงมีมรรคผล อาตมาก็พูดเลยว่า ในบรรดาอาจารย์ ศาสตราจารย์ทั้งหลายในเรื่องศาสนาพุทธ ไม่ได้สอนทานให้เกิดมรรคผล ทานไม่ถูก ทานไม่ได้ผล เอาทานสูตรมาอ่าน อธิบายไปแล้ว ผู้ที่จะทำทานได้ผล จะต้องอ่านจิตเป็น แล้วต้องทำจิต ไม่ต้องให้เกิดความได้ อะไรเลย ทานแล้วอย่าได้อะไรเลย ถ้าคุณจะทานแล้ว ได้อะไร ผิดเลย ไม่มีผล เมื่อคุณรู้อย่างนี้แล้ว ก็ปฏิบัติธรรม ปฏิบัติทาน ให้เป็น อัตถิทินนัง ทานแล้วมีผล จะต้องอ่านจิตเป็น แล้วอย่าให้จิตมันไปอยากได้ แม้มันจะเกิดอาการอยากได้ หวังอยู่ว่าจะได้ ก็อย่าให้มันไปทำงานเต็มที่ ถ้าคุณรู้จิตแล้ว ก็พยายามยับยั้งไว้ อันนั้น เป็นความรู้ที่คุณจะปฏิบัติธรรมได้ ถ้าไม่รู้อย่างนี้แล้ว คุณไปปฏิบัติการทาน เขาว่า ปฏิบัติทานแล้วจะได้ผลเป็นสวรรค์ เป็นอะไรก็ได้ แล้วแต่ เมื่อทำจิตไว้เลยว่า ขอให้ทานนี้มีผล ผลอย่างนั้น อย่างนี้ แล้วสรุปว่า ขอให้ผล เป็นนิพพานด้วย เริ่มต้นด้วยความอยากได้แล้ว ซึ่งจะต้องไม่ตั้งความหวัง ไม่ตั้งความอยากได้อะไรเลยต่างหาก ถ้าคุณยังห้ามไม่ไหวอยู่ ก็รู้ว่า ห้ามจิตจะให้มันไปอยากได้ แม้มันถ้าอยากได้ 100% ก็หักห้ามใจไว้ ก็มีส่วนบุญ ส่วนบุญ คือ คุณห้ามจิต ไม่ให้มีความอยากต่างหาก ไม่มีความหวัง ในสวรรค์ต่างหาก ก็คือบุญ คุณห้ามไม่ให้มีได้ มันอยาก 100% แต่ห้ามได้ 10 ก็อยาก 90 ก็ยังมีส่วนบุญบ้าง แต่ถ้าไปทำใจอยากได้ ทำทานแล้ว คิดอยากได้ร่ำรวย อยากได้มรรคผล ได้สวรรค์ นิพพาน ไปโน่น เป็น การตั้งจิตไว้ผิด ยิ่งกว่าโจรฆ่าโจร มันจะฆ่ากันตลอดกาลนาน ไม่รู้กี่ชาติ ต่อกี่ชาติ แล้วมันก็จะมาฆ่ากันไป ไม่รู้กี่ตลบ เพราะว่ามันไม่รู้เรื่องหรอก ก็จะแก้แค้นกันตลอดเวลา เหมือนกับหนังจีน ก่อนตายก็บอกลูกไว้ว่า แก้แค้นแทนพ่อนะลูก แก้แค้น 100 ปี ยังไม่สาย แค้นนี้ต้องชำระ แล้วเขาก็บอกว่า เป็นหนังที่จะต้องทำให้เกิดเป็นธรรมะ คือ เขาไม่มีความรู้เลย เรื่องนี้ ตั้งจิตไว้ผิดหมด เหมือนกับโจรฆ่าโจร อวิชชาสูตร หรือสุริยเปยยาลสูตรก็ดี

2. สุริยเปยยาลสูตร ...ต้องมีการทำความรู้เบื้องต้น ยิ่งกว่าในสัมมาทิฏฐิ 10 คือเป็นหลักใหญ่ 1 คุณจะ ต้องพบกับมิตรดีสหายดี มิตรดีสหายดี คือใคร คือสัตบุรุษ ถ้าไปคบมิตรที่ไม่เป็นสัตบุรุษ ไปคบไปศึกษาด้วยเป็นอาจารย์ แต่เป็นผู้ที่ไม่เป็นความรู้ สัมมาทิฏฐิ ก็ผิดตั้งแต่ต้นแล้ว เริ่มต้นจะต้องให้มี มิตรที่เป็นสัตบุรุษ ที่เป็นผู้ที่มีความเป็นสัมมาทิฏฐิอย่างแท้จริง ในอวิชชาสูตร แล้วก็เลื่อนมาเป็นสุริยเปยยาลสูตร ก็ยิ่งชัด ชัดที่ว่า ถ้าอวิชชาสูตรนี้ เริ่มปฏิบัติ เป็นวิธีปฏิบัติ ปฏิบัติอย่างไร ปฏิบัติจะต้องพบสัตบุรุษ แล้วจะ ได้ฟังสัทธรรม หรือธรรมะที่ถูกต้อง เป็นสัมมาทิฏฐิ เราจะได้ปฏิบัติ โยนิโสมนสิการ ทำใจในใจได้อย่างบริบูรณ์ โยนิโสมนสิการบริบูรณ์ เพราะว่าคุณทำสติสัมปชัญญะได้บริบูรณ์ ถูกต้อง แล้วมีสติสัมปชัญญะได้ไป สำรวมอินทรีย์ 6 ที่อย่างบริบูรณ์ เมื่อมีการสำรวมอินทรีย์ 6 บริบูรณ์ก็จะเกิดการ ควบคุมกรรม 3 ได้ เกิดเป็น สุจริต 3 สุจริต 3 เกิดได้เพราะว่าคุณจะต้องมี สติปัฏฐาน 4 จัดการ กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรมได้ คุณก็จะสามารถ เมื่อมีสติปัฏฐาน 4 เกิด มันก็จะเข้าล็อคของ โพชฌงค์ 7 ซึ่งมีสติสัมโพชฌงค์ สติสัมปชัญญะของคุณ สมบูรณ์ดี พิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม พิจารณาสติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ ก็สามารถแยกแยะกิเลสใน สังกัปปะ 7 ขจัดกิเลสออก และกำจัดกิเลส วิจัยจิตเจตสิกตั้งแต่ ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ แยกกิเลสได้ ก็แยกเอากามวิตก พยาบาทวิตกออกได้ อภิสังขาร แล้วจัดการเป็น ปุญญาภิสังขาร ปุญญะ คือการชำระกิเลส คือพลังงานที่คุณสร้าง การเรียนรู้แล้วทำพลังงานจิต Coefficient เป็นพลังงานที่เก่ง สามารถจับกิเลส และมีพลัง กำจัดกิเลสได้ เรื่อยๆ แล้วเกิดอาการเจริญด้วยความมีอัตราการก้าวหน้า Coefficient อัตราการก้าวหน้า รู้จักรูปรู้จักนาม m คือรูป c คือนาม แล้วรู้ตัวแปรของมันก็คือกิเลส ทำได้แล้วก็เป็น A ส่งผลเป็น c ก็ยิ่งเป็นปฏิภาคทวี ยิ่งเก่ง c คือพลังงานของจิต ผลได้ของจิตก็จะยิ่งเก่งขึ้นทับทวี สมณะฟ้าไทว่า... ตัว A คืออาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง คือทำให้มาก ทำให้บ่อย ให้ได้ผลมากขึ้น พ่อครูว่า... ที่สุริยเปยยาลสูตร จะต้องมาก่อน ในการปฏิบัติธรรม อวิชชาสูตรนี้ เป็นพระสูตรที่สู่การปฏิบัติแล้ว ด้วยการคบสัตบุรุษให้บริบูรณ์ แล้วได้ฟังสัทธรรมให้บริบูรณ์ แล้วก็จะมีความรู้ มีความเข้าใจ มีความศรัทธา เชื่อถือ บริบูรณ์ สามข้อนี้ คุณก็เอาไปปฏิบัติได้ ปฏิบัติด้วยการโยนิโสมนสิการ มีสติสัมปชัญญะ มีการสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 ตัวปฏิบัติในอวิชชาสูตร ก็คือ โยนิโสมนสิการ มีสติสัมปชัญญะ และ สำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 เสร็จแล้ว คุณก็จะรู้ทุจริต 3 กรรม 3 กาย จะมีตัวไหนที่ทำให้กิเลสเกิด วาจามีตัวไหนให้กิเลสเกิด สังกัปปะ มีตัวไหนให้กิเลสเกิด ก็กำจัดกิเลสด้วยสติปัฏฐาน 4 โพชฌงค์ 7 วิชชา และวิมุติ บริบูรณ์ ใน สุริยเปยยาลสูตร 1.อาตมาเป็น มิตรดี 2. ต้องมีศีล 3. ต้องมีฉันทะ คุณเองพบกับสัตบุรุษ แต่ถ้าคุณไม่มีฉันทะ แม้คุณจะพบสัตบุรุษ แล้วคุณก็ไปมีศีล แต่คุณไม่มีฉันทะที่จะทำอะไรต่อ ไม่มีอิทธิบาท ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ไม่เดินเครื่อง มันก็ไปไม่ออก เพราะฉะนั้นคุณมาฟังมิตรดีสหายดี หรืออาจารย์ผู้เป็นสัตบุรุษสอน จะให้ปฏิบัติสำคัญอย่างไร ศีลนั้น ไม่ได้ขาดจากสมาธิ หรือปัญญา หรือไม่ได้ขาดจาก อธิจิต อธิปัญญา อธิมุติ ไม่ได้ขาดเลย ศีลอยู่ที่ไหน จะต้องมีพลังงานนี้ ศีลไม่ใช่ทิ้งขว้าง เป็นบัญญัติใช้เฉยๆ ก็ไม่มีอะไร แต่ต้องรู้ว่า ศีลคือหลักเกณฑ์ปฏิบัติ แล้วคุณต้องปฏิบัติ คนต้องอยู่กับศีล ศีลต้องอยู่กับคน ตอไม้ ตอไร่ เพชรนิลจินดา ไม่มีศีลได้ ธนบัตร ดอลล่าร์ มันไม่มีศีลอะไร ดอลล่าร์ทุกวันนี้ เป็นเศษกระดาษ ที่พิมพ์ขึ้นมา ขอแวะหน่อย โลกทุกวันนี้ล่มสลาย ยอมให้อเมริกาปั๊มดอลลาร์ ไปอาละวาด เต็มไปหมด เขาจะพิมพ์เท่าไหร่ ก็พิมพ์ขึ้นมา โดยไม่มีหลักประกันเลย ในประเทศ มันเป็นตัวแลกค่าของสมบัตินะ ธนบัตรนี่ ใครมีดอลล่าร์นี้ เอาไปยื่นที่อเมริกาพร้อมกัน เอาสิ่งที่มีค่าราคา เท่านั้น เท่านี้ เอามาแลกกัน จะเป็นทอง เป็นเพชร ข้าว น้ำ แตงกวา ฟักทอง ก็ตีราคามา อเมริกาจะมีให้เขาไหมนี่ แต่ว่าโลกมันโง่ไปทั้งโลก ยอมให้อเมริกา ปั๊มกระดาษเศษเปื้อนหมึก มาเป็นดอลล่าร์ บอกว่าเอามาขึ้นเงิน เมื่อไหร่ก็ได้ แล้วก็ใช้เป็นคูปองกันเต็มโลก อาตมามาในชีวิตนี้ ไม่เคยใช้เงินดอลล่าร์เลยสักดอลล่าร์เดียว เคยผ่านมือบ้าง ก็เอาไปให้เขาเปลี่ยน ไม่เคยเอาไปใช้ และใช้ไม่เป็น ในชีวิตนี้ ไม่กี่ที ที่จะมี ตั้งแต่เป็นฆราวาส ยิ่งเป็นสมณะก็ยิ่งไม่ ถ้าใครก็ตามไม่ได้พบสัตบุรุษ ผู้ที่เป็นอาจารย์ที่แท้จริง ที่สัมมาทิฏฐิก็หมดเลย ศาสนาพุทธที่จะปฏิบัติได้ เห็นได้ว่าความล้มเหลวของศาสนาพุทธ ในสุริยเปยยาลสูตร ข้อที่หนึ่งในคบกับมิตรดีสหายดี เขาไม่คบมิตรดี ก็เลยไม่รู้จักศีล แม้แต่เป็นพระภิกษุ ก็ไม่รู้จักศีล จะไปอ่านจากตำรา ก็ไม่ใช่มิตรดี พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสว่า ตำราคือมิตรดี มิตรดีต้องเป็นคน ทุกวันนี้ดี ที่ยังรู้จักศีล 5 ถึงเหลือเศษของศาสนาพุทธอยู่บ้าง ยังรู้จัก ศีล 8 ศีล 10 ศีล 10 นี้อยู่ในจุลศีล 26 ที่เป็นตัวปฏิบัติ แต่เขาไม่ได้สำคัญมั่นหมาย ชัดเจนว่านี่คือศีล โดยเฉพาะพระภิกษุ พระภิกษุภิกษุณี ไม่มีศีล มีแต่พระวินัย ถามว่ามีศีลเท่าไหร่ ก็บอกว่า 227 ส่วนจุลศีล 26 มัชฌิมศีล 10 ก็ไม่รู้เรื่อง เคยมีคนไปถามว่าศีล จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล เป็นอย่างไร ท่านก็บอกว่า เป็นอาริยวินัย ไม่ต้องไปเกี่ยวข้องหรอก เป

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน