601127_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ แบบคนจนตามลำดับวิชชาของพุทธ.docx
เนื้อหาในไฟล์
601127_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ แบบคนจนตามลำดับวิชชาของพุทธ
สมณะเดินดินว่า… วันนี้ วันจันทร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2560 ที่ราชธานีอโศก เป็นวันบวรของชาวบ้านราชฯ ในสังคม มีคดีของครูจอมทรัพย์ ที่แต่เดิม เขาดูเหมือนเป็นคนถูกตัดสินผิด ต้องจำคุก ดูน่าสงสาร มีคนมาบริจาคเงิน ให้เขามาก แต่ต่อมามีการสอบสวน พบความจริงว่า ครูจอมทรัพย์ เป็นครูแกะ ไม่ใช่ครูแพะ ตอนนี้ครูจอมทรัพย์ ต้องไปติดคุกรอบที่ 2 ทางเรือนจำต้องประกบตัวไว้เลย เกรงว่าครูจอมทรัพย์จะฆ่าตัวตาย ตอนนี้ ก็ติดคุกครั้งที่ 2 ทั้งที่พ้นคดีมาแล้ว ทั้งที่ไม่น่าจะต้องไปทำอย่างนั้นเลย เล่าเรื่องนี้ ให้พวกเราได้เห็นถึงกระแสโลกธรรม การขึ้นโรงขึ้นศาล เป็นเรื่องเสียเวลาชีวิตมากเลย พวกเราก็เคยผ่านมาแล้ว ขนาดพวกเรา ยังไม่ได้ติดคุกนะ คนจีนเขาบอกว่า ใครมีเรื่อง มีคดี ไปกินขี้ดีกว่า มันเป็นเรื่องไม่ได้อะไร การที่เขาไปติดคุก มันก็น่าจะเข็ดหลาบ ไม่ควรทำผิดอีก แต่เขาก็กล้าที่จะทำอีก ตอนนี้จะโดนหนัก โดนคดีหลอกลวงประชาชน ให้การเท็จอีก แต่ก่อนสังคมสงสาร ตอนนี้สังคมไม่สงสาร เล่าเรื่องนี้ ก็ให้เห็นว่า ไม่มีอย่างอื่น การที่เขาต้องโกหก ก็เพราะว่าเขาต้องการการยอมรับ ได้โลกธรรม ให้สังคมเห็นใจอีกครั้ง ก็เลยกล้าโกหก ยุคนี้เป็นยุคที่น่ากลัว ความอยากได้โลกธรรม อยากได้รับการสรรเสริญ ยอมรับ ก็เลยกล้าทำชั่ว ทั้งที่ไม่น่าจะทำได้ ตอนนี้ทางตำรวจ ขอจัดสอบสวนเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรม คนไหน ที่มีส่วนร่วมด้วย อาตมาฟังรองปลัด ที่เป็นคนเดินเรื่อง เขาก็ให้สัมภาษณ์ว่า พยานปากเอก นาย สัป วาปี เอาไปเข้าเครื่องจับเท็จ เขาก็รู้ว่าเครื่องจับเท็จ มันก็บอกว่าไม่จริง เขาก็บอกว่า รู้ตั้งแต่ต้นแล้ว ว่าเท็จ เขาก็ว่า รู้ว่าเท็จ เป็นเรื่องหนึ่ง การให้ความช่วยเหลือ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ
อ่านต่อ
่ง เป็นคำพูดที่สับสน เจ้าหน้าที่ ที่รักษาความยุติธรรม กลับไปให้ความช่วยเหลือ เป็นเพราะอะไร ไม่คิดว่า เขาจะได้เงินได้ทอง แต่กระแสโลกธรรม ที่เขาเป็นคนดัง ใครๆก็เชียร์ ทำให้เจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรม ไปกับกระแสโลกธรรม แทนที่จะยืนหยัด ในความถูกต้อง สุดท้ายไม่สามารถพิทักษ์ความยุติธรรมได้ โอนเอน เอียงเอน ไปตามกระแส ที่มีขึ้นในตอนนั้น มาเล่าให้พวกเราฟัง ให้เห็นอันตรายของโลกธรรม ชาวอโศก อยู่มาได้ถึงทุกวันนี้ อาจารย์ ส. ศิวรักษ์บอกว่า ถ้าอยากจะให้ชาวอโศกเติบโต ก็ให้คำตำหนิ แต่ถ้าอยากให้ชาวอโศกพัง ก็ชมเข้าไป เราอยู่กันมา 30 40 ปี รู้สึกว่าได้รับคำชมน้อย ก็เลยอยู่รอดปลอดภัย ไม่รู้ว่า วันไหนชาวอโศก ได้รับคำชม อาตมาก็คิดว่า ไม่รู้ว่า จะเป็นเหมือนครูจอมทรัพย์ หรือไม่ ติดลมบนแล้ว จะไม่กล้ายอมรับความจริง ไม่ยอมรับความบกพร่อง เป็นเรื่องที่น่ากลัวของเรา แต่ก็คงสักวัน คิดว่าเรายืนหยัด ยืนยัน ทำดีไป สังคมก็จะยอมรับ แต่ถ้าวันนี้ เราไม่มีสาระแก่นสาร ทำงานจนไม่มีเวลาฟังธรรม ถึงวันนั้น ก็น่าห่วง เราต้องมาเรียนรู้ ที่พ่อครูได้พาพวกเราปฏิบัติ ให้มีภูมิต้านทาน เมื่อถึงวันนั้น เราจะไม่ได้เป๋ไป เป๋มา เหมือนคนในสังคม พ่อครูว่า… เจริญธรรมทุกคน หายใจเข้ายาวๆ แล้วก็ตั้งใจ สดับ ตรับฟังธรรมะ คนที่มีโอกาสได้มานั่ง สดับตรับฟังธรรมะนี่ เป็นคนที่มีกุศล มีโชคดี ที่ได้มา เวลาก็เคลื่อนไป ทุกคนก็อยู่กับเวลา แต่เจ้าตัว เอาตัวเอง ไปไว้ที่ไหน ก็ไม่รู้ ไปเต้นไปดีด ไปสนุกสนาน ไปทำดีทำชั่วตรงไหน ก็ไม่รู้ สรุปก็คือ ไม่ได้มานั่งต่อหน้า ผู้ที่จะแสดงธรรมให้ฟัง ไม่ได้มาเป็นอย่างนั้น ชีวิตชาวอโศกเรานี่ มีเวลาให้ฟังธรรมะทุกวัน นอกจากมีเวลาฟังธรรมทุกวันแล้ว สื่อสารเรา ก็มีโทรทัศน์ ถ่ายทอดรีรัน บทธรรมะ อะไรต่ออะไร อีกตลอดวัน แต่สดๆ ก็มีอย่างนี้แหละ อย่างน้อยก็ 6 โมงเย็น เราก็จะได้มีโอกาสมานั่งฟังธรรม นึกถึงคนข้างนอก คนที่มีชีวิตอยู่ข้างนอก อย่างอาตมา ตอนที่มีชีวิตทำงานเลี้ยงชีพ อยู่ข้างนอก ตั้งแต่หนุ่มๆ อายุ 36 ปี ไม่มีโอกาสอย่างนี้หรอก ไม่มีโอกาส ในการนั่งฟังธรรม ไม่มีเลยสักครั้งเดียวมั๊ง ไม่น้อยนะ ไม่รู้กี่วัน 36 ปี ที่มีชีวิตอยู่ทั้งโลก คนอื่นๆ ก็ไม่เห็นเขาไปแสวงหา ก็มีคนที่ได้ยิน ได้เห็นเขาไป เขาไปฟังเทศน์ไปวัด ไปทำทาน อาตมาก็บอกได้เลยว่า ชีวิตนี้ ไม่ได้ไปทำบุญ ทำทาน วัดวาไหนเลย มีชีวิตเป็นฆราวาส ไม่สนใจศาสนา จนกระทั่งปลายๆอายุ 36 สนใจปฏิบัติธรรม ก็มองเข้าไปวัดวา ก็แวะเข้าไป ไปดูว่า เขาทำกันอย่างไร ก็มีการเทศน์ อย่างที่เราเห็นกัน และก็มีสวดมนต์ เป็นส่วนใหญ่ วัดไหนๆ ก็สวดมนต์ อีกอย่างหนึ่งก็คือ พานั่งสมาธิหลับตา นั่นแหละหนัก เขาว่าวัดนี้ วัดที่พาปฏิบัติ เดินจงกรม นั่งหลับตา นี่คือปฏิบัติ นอกนั้นก็ฟังเทศน์ มีการบรรยายบ้าง การเทศนาที่เป็นบรรยาย ไม่ใช่เทศนาไป ตามแบบที่เขาเทศน์กัน ตามพิธี การเทศนาที่จะมาเจาะให้ผู้ฟัง ได้รู้ธรรมะ โดยเฉพาะธรรมะที่เป็นปรมัตถ์ ธรรมะที่เป็นการปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญา แล้วก็จะเกิดวิมุต วิมุตติญาณทัสสนะ อย่างนี้ไม่เห็น อาตมามาบรรยายธรรมะ นี่ก็จะ 40 ปีแล้ว ก็ไม่เห็นว่า ใครเขาจะบรรยายธรรมะ อย่างที่อาตมาบรรยาย บรรยายออกโทรทัศน์ บรรยายในวัดป่าใดๆ อาตมาไม่เคยเข้าไปฟังธรรมะวัดอื่นเท่าไหร่ เคยได้ยินบ้าง ก็ไม่เหมือนอาตมาอธิบาย เขาบรรยายธรรมะของเขาอย่างไร สมณะเดินดินว่า... ผมเคยฟังญาติธรรมว่า เมื่อพระเทศน์ ก็นอนหลับไปสักตื่นนึง ก็นอนหลับไปตื่นขึ้นมา ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เหมือนเดิม ไม่ได้ทำให้เกิดปฏิกิริยา เปลี่ยนแปลง ไม่เกิดข้อคิดอะไรขึ้นมา พ่อครูว่า... บรรยายแบบโลกีย์คือ นี่ชั่ว นี่ดีนะ ชั่วอย่าทำ ก็มีนัยอย่าง ชี้ดี ชี้ชั่ว แต่ไม่ชี้ว่า นี่กิเลส เช่น ปฏิบัติศีล ...ก่อนจะบรรยาย ศีล สมาธิ ปัญญา ก็อ่าน sms ก่อน
สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน พ่อครูผู้หมดบุญหมดบาป SMS 25 พ.ย.60 0816963xxx… กราบเรียนพ่อครูที่เคารพยิ่ง วิเคราะห์ มณี ศรียงค์ ตอนแรกผมรู้สึกทึ่ง ที่มีนักรบนิรนาม ที่ไม่เคยมีผลงานใดๆมาก่อน มารำทวนท้ายอดขุนศึก แห่งกองทัพธรรมโลกโลกุตระ พอเห็นฝีมือ ซึ่งมีไม่เท่าไหร่ แต่ไฉนบังอาจนัก พอค้นหาดูผลงานในโลกออนไลน์ ก็พบว่า 1.นิรนามในโลกออนไลน์จริงๆ(มีเพื่อนเฟสบุคน้อยมาก เหมือนเปิดเฟสขึ้นมาเฉพาะกิจ เพื่อภารกิจก่อกวนจริงๆ) 2.วิเคราะห์ความคิดทางการเมือง ไม่มีข้อความใดๆ ที่แสดงว่ามีความคิด และแนวทางการเมืองที่เด่นชัด แต่พอเห็นบ้างว่า ไม่ชอบทหาร แสดงความนิยมชมชอบ ตัวอดีตผู้นำ ณแดนไกล ว่าเป็นคนโกงที่คนส่วนใหญ่รัก แต่ถูกแก๊งค์คนดีลวงโลก ใส่ร้าย และได้แสดงความเห็นใจ น้องสาวอดีตผู้นำ ว่าจำเป็นต้องหนีคดี 3.ชอบโชว์ รูปถ่าย อวดความสวย เซ็กซี่ ณ สถานที่ต่างๆ ผิดวิสัย ผู้มีภูมิรู้ทางพุทธธรรม ระดับปรมาจารย์ที่กล้ามาตีฝีปากกับพ่อครู 4.ดูโดยรวมแล้ว ผมว่าเขาเป็นแค่นักรบรับจ้าง ในสงครามออนไลน์ เพื่อเข้ามาก่อกวนเท่านั้น อาจเป็นลูกจ้างคนพเนจร ณ แดนไกล 5.ดูรูป/ดูพฤติกรรม การแสดงออก ผมว่าเขาเหมือนเป็นหญิงเทียม แต่จะให้ชัวร์ ถ้าได้ฟังเสียงด้วย รู้แน่นอนว่าเป็นหญิงแท้ หรือเทียม .....ขอบพระคุณพ่อครู ที่แสดงออกในเรื่องนี้ อย่างสุขุมคัมภีรภาพ ไม่มีอารมณ์แม้เล็กน้อย ผมเห็นความเมตตาของพ่อครูต่อเขา ชัดมากครับ ขอยึดไว้เป็นแบบอย่าง ในการปฏิบัติเมื่อเผชิญปัญหา ขอกราบขอบพระคุณพ่อครูด้วยใจจริง จากศิษย์นอกวัดครับ
พ่อครูว่า... อาตมา ตั้งแต่ตัดสินใจ ชีวิตออกมาทางนี้ ก็ไม่เคยมีความคิด ที่จะหันกลับ หรือว่าที่จะวอบแวบอะไร ว่าเราจะต้องไปเป็นฆราวาส หรืออยู่กับโลกเขา ไม่เคย มาแล้วก็มาเลย มาแล้วตั้งแต่เริ่มตัดสินใจมา มาจนกระทั่งป่านนี้ อาตมาว่าถ้าจะเป็นการเดินทางไปในเส้นทางนี้ อาตมาว่าโอ้โห ไม่ได้หันหลัง นาคาวโลก หันหลัง นาคาวโลก คือเหลียวหลังกลับไปดูทางเก่า คือ นาค นาคา งูเหลียวหัวกลับไป ได้เดินมาทางนี้ เพื่อประกาศพุทธธรรมของพระพุทธเจ้า ที่ทุกวันนี้ เขาปู้ยี่ปู้ยำ เละแล้ว จึงพยายามพูดมาก ว่าอย่างนั้นมันผิดมันบาปมันชั่ว ว่าเพื่อให้เข้าใจให้รู้สึกตัว ไม่ได้โกรธ ไม่ได้เกลียด ได้ชังเลย ไม่รู้จะไปโกรธ ไปเกลียด ไปชัง อย่างไร เพื่ออะไร อาตมาว่า อาตมาไม่มีความโกรธ ความเกลียด ความชังที่ใจ มีแต่ความสงสารเมตตาเป็นหลัก อาตมาว่ามีจิตเช่นนี้ ตั้งแต่รู้จักธรรมะ แล้วตนเองบรรลุธรรม จิตใจก็ไม่มีอะไร เป็นโลกียะเลย อาตมา อ่านจิตตัวเองเป็น ปฏิบัติธรรมก็อ่านจิตตัวเองเป็น รู้อาการ ลิงค นิมิต ตามอุเทศ ตามอนุสาสนีย์ของพระพุทธเจ้า ตรวจสอบได้ชัดเจนว่า ตัวเราเอง ตรงตามที่พระพุทธเจ้าท่านทรงสอนไว้ ยิ่งหอบพระไตรปิฎก มาอ่าน มาตรวจสอบ ก็ยิ่งชัดเจน ยิ่งชัดเจน ยิ่งมั่นใจ ยิ่งแน่นอน ยิ่งแน่นอนว่า เรานี่ถูกต้องๆ ก็ยิ่งเห็นความผิด ของผู้ที่เขาพา ออกนอกทาง พาผิดยิ่งละเอียดๆๆ ขึ้น ซึ่งความละเอียดนี้ จะหมุนรอบเชิงซ้อน ที่คนเข้าใจได้ยาก ปฏินิสสัคคะ ปฏินิสสรณะ ปฏิ แปลว่า ย้อนกลับทวนกลับ เป็นเรื่องที่ยิ่งน่าเห็นใจว่า เขาจะรู้ต้นปลาย ได้อย่างไร มันสลับซับซ้อน ต้นปลาย คือต้นที่ถูก ที่ผิด สลับไปมา จนไม่รู้ว่าต้นปลาย รอบไหน คือถูก คือผิด อาตมาว่า เขาไม่รู้นะ เขาคลำไม่ถึงหรอก ว่าอันนี้ถูก อันนี้ผิด มันสลับซับซ้อน ผิดถูก ถูกผิด จนเขาไม่รู้เลยว่า อันไหนผิด หรือถูกกันแน่ เช่นคำว่า บาป กับ บุญ มันชัดมาก จนอาตมายืนยันว่า ศาสนาพุทธทุกวันนี้ ไม่มีคนเข้าใจคำว่าบุญอีก เข้าใจผิดกันทั้งนั้น เขาเข้าใจบุญ นี่คือกุศล ซึ่งบุญไม่ใช่กุศลเลย บุญเป็นโลกุตระ 100% อย่างเดียว ถ่ายเดียว ไม่มีโลกียะเลย ส่วนกุศลนั้น ไม่เป็นโลกุตระ กุศลเป็นโลกียะ และมีอกุศลอยู่ในตัว บุญ นี่จะบอกว่า เป็นโลกุตระ ก็เป็นอย่างที่ว่า จริงๆแล้ว ไม่มีอะไร ที่บอกได้ว่าบุญนี้ คือโลกียะในเศษเสี้ยวใดๆเลย คือพลังงานหนึ่ง คือพลังงานชนิดหนึ่ง เกิดในปัจจุบันเท่านั้น พลังงานที่คนสามารถสร้างขึ้น ในจิตตัวเอง สร้างขึ้นในปัจจุบัน ที่ มีเหตุปัจจัย ถ้าไม่มีเหตุปัจจัย บุญไม่เกิด บุญจะเกิด เมื่อมีผัสสะ ตากระทบรูป หูกระทบเสียง ผัสสะภายนอก ผัสสะภายในไม่ได้ เพราะว่าบุญ เป็นปัจจุบัน บุญอยู่กับโลกียะ แต่ตัวบุญเป็นโลกุตระ ถ้าไม่มีโลกียะ บุญทำหน้าที่ไม่ได้ บุญ มีหน้าที่หั่นฆ่าโลกียะ หมดเลย เจอโลกียะที่ไหนฆ่าหมดเลย ฆ่าแล้วก็สูญ จบ คนต้องสร้างพลังงานจิตตัวเอง ให้เป็นพลังงาน ที่เรียกได้ว่าบุญ แล้วจัดการปัจจุบันใด ที่เห็นเป็นโลกียะในตน ตั้งแต่หยาบ ระดับ อบายมุข หมดอบาย เหลือกามภพ ก็ฆ่าต่อ จากกามภพหมด สัมผัสภายนอก เหลือเชื้อเป็น รูปภพ ภายใน แต่ต้องมีสัมผัสเป็นปัจจัย แต่ยังเกิดเชื้อเหลือโลกีย์ เป็นรูปภพ ฆ่ารูปภพ ก็เหลือ อรูปภพ ก็สัมผัสภายนอก ฆ่าอรูปภพอีก หมดเกลี้ยงเลย โลกียะ กามภพ รูปภพ อรูปภพ หมดเลย บุญก็หมดไป ปุญญปาปปริกขีโณ สิ้นบุญ สิ้นบาป ไม่มีบุญ ไม่มีบาป จบ ความรู้อันนี้ ไม่มีแล้วในวงการศาสนาพุทธ อาตมาว่าทั้งโลก ไม่มีความรู้ ที่อาตมาพูดนี้กันแล้ว เป็นความรู้ศาสนาพุทธศาสนาเดียวในโลก ที่มีอันนี้ คือมีเรื่องของบุญ บุญ เป็นคำเฉพาะของศาสนาพุทธเท่านั้น เป็นของศาสนาพุทธ ตราออกมา เมื่อบุญ หรือว่าเครื่องมือในการกำจัดกิเลส กุศลกำจัดกิเลสไม่ได้ มีแต่บุญกำจัดกิเลสหมด บาปก็หมดเกลี้ยงด้วย พระอรหันต์ ที่หมดบุญ หมดบาป ยังเหลือชีวิต เหลือกรรม กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ทุกกรรมของพระอรหันต์ ถ้ามีอาการขึ้นมา ก็มีแต่กุศล เพราะเป็นพระอรหันต์แล้วไม่มีบุญแล้ว อาการที่เกิดอยู่ เป็น กาย วาจา ใจ ของพระอรหันต์ ไม่มีบุญเกิดแล้ว หมดบุญ หมดบาป แล้ว เป็นคนสิ้นบุญ สิ้นบาป มีแต่กุศลอย่างเดียว สัพพะปาปัสสะ อกรณัง จะมีกรณีใด กรรมใด มีอาการใด กระทำขึ้นมา กาย วาจา ใจ ไม่มีบาปทั้งหมดแล้ว ปุญญปาปปริกขีโณ อาการกาย วาจา ใจ กระดิกขึ้นมา เป็นอาการทางกาย วาจา ใจ เป็นกุศลทั้งสิ้น ซึ่งลึกซึ้งอย่างนั้น เพราะฉะนั้นในโอวาทปาติโมกข์ที่ว่า สัพพะปาปัสส อกรณัง กุสลสูปสัมปทา กุสลสูปสัมปทา ท่านไม่ได้บอกว่า กุสละกรณัง นะ อย่างคำว่า อันต้นที่คำว่า บาป อกรณัง ไม่ทำ อันที่สอง ทำแต่กุศล ทำไมท่านไม่บอกว่า กรณัง บาปอกรณะ แต่กุศล ทำไมไม่บอกกรณะ เป็นนัยที่ลึกซึ้งมากเลย ถ้าไม่เข้าใจที่ไปที่มาของภาษา ที่ชัดเจนลึกซึ้ง เข้าใจแม้แต่บาปกับอกุศล หรือบุญกับกุศล มันคนละเรื่องเลย บุญกับบาป คู่กัน กุศลกับอกุศล เป็นคู่กัน บาป คืออาการของกิเลสเกิด กิเลสเกิดเมื่อไหร่ ก็คือบาป ส่วน กุศล และ อกุศล นั้นเป็นเรื่องของ กรรม เป็นเรื่องการกระทำ แต่ว่าการกระทำนั้น เป็นโลกียะ กระทำและมีสภาพปรากฏ สั่งสมเป็นกัมมัสกะ กรรมเป็นของของตน ทุกกรรมเป็น กุศล อกุศล ทั้งสิ้น แต่ บาป บุญ ไม่ได้เป็น กัมมัสกะ ไม่ได้มีกรรมเป็นของๆตน แต่เป็นอาการของพลังงาน ทุกปัจจุบัน บุญก็ดี บาปก็ดี บุญกับบาปคู่กัน ถ้าทำไม่ดี ไม่สำเร็จ ก็เรียกบาป ถ้าทำสำเร็จ ก็เรียกว่าบุญ ทำสำเร็จ คือกำจัดกิเลสได้ ก็เรียกว่าบุญ ถ้ากำจัดไม่ได้ ก็เรียกว่าบาป อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นเรื่องที่อาตมาพูดไป คงมีคนเข้าใจ ไม่เข้าใจกันเยอะ
_เด็กๆเสนอให้มีจุดเล่นกีฬา ไม่ใช่กีฬาที่แข่งขันนะ พ่อครูว่า...อาตมาขอต๊ะไว้ก่อน ตอนนี้กำลังพูดเรื่องธรรมะกัน
สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน พ่อครูหมดบุญหมดบาปแล้วหรือไม่ _หนูอยากทราบว่า หลวงปู่หมดบุญ หมดบาปหรือยัง พ่อครูว่า... ดูคนนี้ตั้งคำถามเข้าเป้า ผู้ใหญ่บางคน จะรู้เรื่องอย่างนี้ ไหมเนี่ย พระโพธิราช ท่านก็พูดว่า ท่านเป็นผู้หมดบุญ หมดบาปแล้ว พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า ท่านเป็นผู้สิ้นบุญ สิ้นบาปแล้ว ตอนท่านเอง กล่าวถึงอดีต ที่เป็นโชติปาลมานพ มีคำนี้อยู่ คำว่าสิ้นบุญ สิ้นบาป หลวงปู่หมดแล้ว เป็นผู้หมดบุญ หมดบาปแล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าเข้าใจว่า ผู้หมดบุญ หมดบาป คือคนในระดับไหน มันก็เป็นการบอกแจ้ง ในอุตริมนุสธรรม ที่เรามี เราเป็น แท้ๆ คนทุกวันนี้ กลัวมาก ที่จะบอกอุตริมนุสธรรมแก่ใคร กลัวมาก กลัวจนทำให้ธรรมะพระพุทธเจ้าผิดเพี้ยนไป จนกลายเป็นว่า คนบรรลุธรรม ไม่ควรจะบอกใคร บอกแล้วจะเป็นบาป ตามพระไตรปิฎก เล่ม 9 ใน โลหิจจสูตร โลหิจจพราหมณ์ มีทิฏฐิลามก ว่า “ผู้บรรลุแล้วไม่พึงบอกแก่ผู้อื่น เพราะคนอื่นจะทำอะไรแก่อีกคนหนึ่งได้ การบอกแก่คนอื่น จัดว่าเป็นความโลภ ที่เป็นบาป เปรียบเหมือน คนตัดเครื่องพันธนาการเก่าออกแล้ว กลับทำเครื่องพันธนาการใหม่... ฯลฯ ” พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ย่อมมีคติ 2 คือ นรก หรือกำเนิดเดียรัจฉาน อย่างใดอย่างหนึ่ง (พระไตรปิฎก เล่ม 9 ข้อ 358) จะเห็นได้ว่า ผู้บรรลุธรรมควรจะบอกผู้อื่น ไม่เช่นนั้น ก็ไม่รู้ว่าศาสนา มีมรรคผลหรือไม่ เพราะฉะนั้น ผ่านมาเกือบ 2600 ปีแล้ว จนป่านนี้ ก็เข้าใจอย่างนี้ มาถึงวันนี้ มันก็เลยมาไกลมาก จนกระทั่งว่า บอกใครไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นเมื่อบอกใครไม่ได้ และก็ไม่มีใครบอกใคร มา นานถึงหลายพันปี มาถึงป่านนี้ แล้วมันจะนึกออกหรือไม่ว่า คนบรรลุธรรมเป็นอย่างไร เพราะไม่บอกกันเลยว่า ใครบรรลุธรรม และให้เดาเอาเองว่า คนไหนบรรลุ ต้องรู้เอง ดูเอง เอ๊องค์นี้อรหันต์นะ องค์นี้อนาคามี ต่างคน ต่างเดา ศาสนาจึงฉิบหาย สมณะเดินดินว่า… ผู้บรรลุธรรมแล้วไม่บอกใคร เหมือนเจ้าของแคว้น ที่มีทรัพย์สมบัติมากมาย แต่ไม่แบ่งใครเลย ในโลหิจสูตรนี่แหละ พ่อครูว่า... ยิ่งพูดอย่างนี้ ทำให้เป็นการทำลายศาสนาพุทธ ให้เป็นศาสนาที่ เดาคลำ มืดมัว ดำปี๋ ไม่รู้ว่าศาสนาพุทธคืออะไร นี่คือความหลงผิด องศาที่ผิดนิดนึง มันไปไกลมาก จนวันนี้มา 2560 ไกลจากความจริงมาไกล จนไม่เห็นความจริง น่าสงสารจริงๆ น่าสงสารศาสนา เอาล่ะ อาตมาวิจารณ์ พูดย้ำแล้ว ย้ำอีก เพื่อให้ผู้ที่ได้ยิน ได้ฟัง มีความรักในศาสนา สะดุดบ้าง สะเทือนบ้าง เอาไปไตร่ตรองบ้าง ว่าจริงอย่างที่อาตมาพูดไหม ถ้าหากเป็นจริง ก็ควรจะทบทวน และแก้ไข ถ้าแก้กลับมา จนเกิดปฏิภาณความรู้ว่า อย่างที่โพธิรักษ์พูดนี้ มันถูก เป็นสัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ สัมมาปฏิเวธ ทั้งนั้น จะเกิดการเข้าใจ มีปฏิภาณ เห็นอย่างนี้จริงๆเลย อาตมากล้า ยืนยันตัวเอง อย่างนี้จริงๆ ซึ่งอาตมาก็บอกตัวเอง จนไม่รู้จะบอกยังไงแล้ว จนกระทั่ง ว่าอาตมาเป็นใคร ก็มีคนเดาว่า อาตมาเผลอพูด ลักษณะเขาก็เดาเอาว่า อาตมาเป็นใคร มาเกิดเป็นใคร มาทำงานนี้ อาตมาประกาศไปว่า อาตมาคือคนนี้ คนไหน ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ในสัมมาทิฏฐิข้อที่ 10 ใน มหาจัตตารีสกสูตร อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ ประกาศโลกนี้ โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง ปเวเทนตีติ แปลว่า ประกาศให้แจ่มแจ้ง ผู้ใด เข้าใจว่า สัมมาทิฏฐิ หรือมิจฉาทิฏฐิ ข้อที่ 10 พระพุทธเจ้าท่านตรัส เพื่อเตือนนักการศาสนาทุกคน ว่า นัตถิโลเก ในโลกขณะนี้ นัตถิโลเก หรืออัตถิโลเก ในโลกนี้ คุณว่า...สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ นัตถิ แปลว่า ไม่มี อัตถิ แปลว่า มี มีไหมในโลกนี้ ขณะนี้...มี แล้วมีอยู่ไหน ? ต้องหาให้เจอ คนผู้นี้ ต้องหาให้เจอ ถ้าหาไม่เจอ แล้วไม่เข้าใจ แล้วไม่เชื่อว่า ผู้นี้คือผู้นี้ ไม่ใช่ว่า ผู้นี้เป็น สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ เป็นผู้รู้ชอบ ปฏิบัติชอบ ไม่รู้ ไม่เข้าใจ ไม่เชื่อ คนนั้น นัตถิโลเก เกิดมาในโลกนี้ ก็ไม่รู้ ไม่เห็น คนๆนี้มีไหม? ถ้าในโลกนี้ มีคนประกาศ อย่างอาตมา แสดงตัวอย่างอาตมา คุณก็ต้องไปรู้คนนั้น แล้วเอาของคนนั้น มาเทียบกับของอาตมา ว่าอะไรเข้าร่อง เข้ารอย กับพระไตรปิฎกบ้าง คนไหนจะสอดคล้อง กับคําสอนพระพุทธเจ้า ลงกันกับคำสอนพระพุทธเจ้า อันนั้นก็เป็น ธรรมวาที คนไหนอันไหน ไม่ลงกับคำสอนพระพุทธเจ้า ก็เป็น อธรรมวาที ไม่ใช่ธรรมะของพระพุทธเจ้า อย่างนี้เป็นต้น สมณะเดินดินว่า… ผมคิดว่า ผู้ที่เป็นสยัง อภิญญา จะตรวจสอบได้ ต้องมีคุณสมบัติ 2 ข้อ ข้อ 1. คือถ้าท่านเป็นจริง ก็ต้องประกาศให้คนอื่นรู้ได้ และข้อ 2. ก็คือว่า เมื่อประกาศ สยัง อภิญญา ก็ต้องอธิบาย สัมมาทิฏฐิ 10 ข้อที่ 1 ถึงข้อ 9 ได้ พ่อครูว่า… อธิบาย มหาจัตตารีสกสูตร จนรวมเป็น สมาธิพุทธ เล่ม 1 เล่ม 2 จนเล่ม 2 ไปไหนไม่รู้แล้ว พิมพ์มาแต่เล่ม 1 ก็ไม่เห็นมีใคร เห็นความสำคัญ ดังนี้แล้ว อธิบายแจกแจง เพื่อให้ปฏิบัติ เพราะว่าในมหาจัตตารีสกสูตรนี้ สำคัญมาก ตั้งแต่ข้อ 252 ถึง 281 มีทั้งหมด 30 ข้อ ด้วยกัน พระสูตรนี้ เป็นพระสูตรที่ไขความถูกต้อง ชัดเจนว่า สมาธิของพระพุทธเจ้า นั้น หรือของตถาคตเอง ท่านตรัสว่าของตถาคต เป็น อริโยสัมมาสมาธิ เป็นสมาธิที่เป็นสัมมา และเกิดอาริยธรรม อาริโยสัมมาสมาธิ ก็มีคำที่ชัดเจนทุกอย่าง นอกนั้นมันไม่ใช่ ต้องอย่างนี้ ถึงจะใช่ อย่างเดียวด้วย ทางปฏิบัติของพระพุทธเจ้า มีทางเดียวด้วย “มรรค มีองค์ 8” นั้นคือ "ทางเอกทางเดียว ไม่มีทางอื่น" (เอเสวมัคโค นัตถัญโญ) เล่ม 25 ข้อ 30 ทางปฏิบัติที่ถูกต้อง มีอันนี้ อันเดียว ไม่มีสองด้วย ทางปฏิบัติที่สัมมา มีทางเดียว มีสองทางไม่ได้ จนกระทั่งผิดเพี้ยนไปว่า ทางปฏิบัติไปนิพพาน ไปทางไหนก็ได้ เหมือนจะไปที่ไหน ก็เดินทาง มีทั้งทางรถ ทางน้ำ ทางอากาศ เขาก็บอกว่า ทางไหนก็ได้ แต่เป้าหมาย คือนิพพาน ซึ่งมันไม่ใช่ คําสอนพระพุทธเจ้า ไม่ได้เป็นอย่างที่พูดนี้เลย อาตมาเอง อาตมายิ่งต้องประกาศตัว ยิ่งต้องประกาศความจริง ว่าอาตมามากอบกู้ศาสนา เอาความผิดพลาด จากธรรมะพระพุทธเจ้า กลับคืนมา แล้วก็ต้องบอกความจริงว่า อย่างนั้นมันผิด ถูกเป็นอย่างนี้ ก็พูดด้วยความจริงใจ ก็หาว่าไปดูถูกคนอื่น ก็เทียบทำไมว่า ผิดนั้น มันเขาผิด มันก็ถูกแล้ว ที่อาตมาพูดนี้ถูก เขาก็หาว่า อาตมาอวดดี อาตมา พูดดี นะ ไปอวดดีนะ ไปอวดชั่วทำไม อาตมาก็ว่า อวดสิ่งที่ดี ไม่ได้อวดชั่ว ใครจะอวดความชั่ว ก็อวดไปเถอะ แล้วก็หาว่า อวดดีของอาตมา เป็น สาเฐยจิต ใครคนไหนพูดว่า อาตมามี สาเฐยจิต อยากโชว์ดีนี้ อาตมาก็บอกว่า อาตมาไม่มีสาเฐยจิต ที่เป็นจิตอยากอวดว่า ตัวเองดี ตัวเองรู้ อย่างนั้น อาตมาไม่มีจิตเช่นนี้ เป็นการแสดงความจริง ไม่มีการอยากอวด ถ้าบอกว่า อยากพูดนั้นมี อยากบรรยายอยากบอก มีเต็มๆเลย แต่อยากอวดโอ่ โชว์ตัวว่า ฉันรู้ฉันมี ฉันเป็นอย่างนี้ ไม่มี ใครจะไม่เชื่อ ก็แน่นอน ไม่มีปัญหา แต่ใครฟังอาตมาพูดความจริง ถ้าอาตมาโกหก อาตมาอาบัติปาราชิกนะ เพราะการอวดตัวว่า ไม่มีกิเลส มันเป็น อุตตริมนุสสธรรม ถ้าตนเองไม่มี ความจริงที่พูดนั้น อวดตัวเองว่า ไม่มีกิเลส ก็ปาราชิก และพวกนักรู้ก็หาว่า อาตมาอวดบอกตัวเอง นั้น ถ้า จะอวดได้ ต้องบอกกับ อุปสัมบัน ก็แย้งกันอีกว่า อุปสัมบัน กับ อนุปสัมบัน ต่างกันอย่างไร อาตมากล้าพูดว่า คนที่ฟังธรรมะอาตมา ก็เป็นอุปสัมบันทั้งนั้น คนที่เป็นอนุปสัมบัน ไม่มาฟังอาตมาหรอก ส่วนใหญ่เป็นคนที่ฟังธรรมมะ รู้เรื่องทั้งนั้น อุปสัมบันแปลว่า ผู้ที่เข้าถึง แต่เขาไปแปลว่า ผู้ที่บวชเป็นพระ คืออุปสัมบัน อนุปสัมบัน คือฆราวาส แล้วอาตมาก็พูดกับฆราวาส เสียส่วนใหญ่ ก็ขอยืนยันว่าฆราวาสนี่แหละ รู้ยิ่งกว่าพระอีก การบวชทีละแสนรูป คือการทำลายศาสนา เกณฑ์กันมา ทำพิธีเล่นๆ นี่ธงชัยพระอรหันต์นะ จีวรนี่ ใครที่ผ่านพิธีบวชตามพระวินัยของพระพุทธเจ้าแล้ว คลุมนี้ เข้าปั๊บ พ่อแม่ก็ต้องกราบต้องไหว้ ผู้ใหญ่ชั้นไหนๆ ก็ต้องไหว้ ครองผ้านี้แล้วนี่ มันเป็นของเล่นหรือ เอาไปปู้ยี่ปู้ยำเล่น เป็นเครื่องมูรธาภิเษกนะ ไม่ใช่ของเล่น ซึ่งบาปกินหัวกันไม่รู้เท่าไหร่ ที่ทำเล่น ทำหัวกัน หยุดเสียที ที่จะไปเกณฑ์คนมาบวช นั้นมันหาเงิน หาชื่อเสียง โฆษณาตัวเอง เอาเรื่องมากๆ เกณฑ์คนมาแสดง มหัปปิจฉะ ฉันมีความใหญ่ มีแต่ความเบ่งความใหญ่ ตรงกันข้ามกับศาสนาพระพุทธเจ้า ที่บอก พระธรรมใดวินัยใด มีแต่ความมากๆ ธรรมวินัยนั้นไม่ใช่ของเราตถาคต พระธรรมใดมีแต่ความมักน้อย อัปปิจฉะ พระธรรมนั้นวินัยนั้น เป็นของเราตถาคต แต่นี้ก็ไม่รู้เรื่อง ไปแสดงความใหญ่ แล้วหลงกัน ก็เลยพาลให้คนโง่ด้วยกัน หลงเข้าใจผิด เพราะคนโง่ โลกียะ หลงความใหญ่ ความหรูหราอยู่แล้ว ก็เข้ากันกับกิเลส เป็นมวลใหญ่ แล้วคนก็หลงเถรสมาคม เป็นส่วนใหญ่ ว่าเป็นคนที่มีผลสำเร็จทางศาสนา ไปถึงต่างประเทศ ที่จริงแล้ว เอาอบาย อเวจี ไปสร้างทั้งนั้นเลย ทำลายศาสนามาก ยิ่งมีมาก ยิ่งจะทำลายศาสนามาก ยิ่งธัมมชโย ไม่รู้จะตกนรกเท่าไหร่ คือความโง่ในตัวเอง ไม่รู้ความจริง นึกว่าใช่ นึกว่าถูก แล้วเขาก็ยิ่งได้ลาภยศ ซึ่งไม่ใช่เรื่องของศาสนาเลย ยิ่งได้รับเกียรติ สรรเสริญ โลกียสุขมาก ยิ่งบ้าใหญ่เลย มันน่าสังเวช สงสารมาก ทำไม ทำกับตัวเองอย่างนั้น ใครเตือนก็ไม่ฟัง เข้าหลักเดียวกันเลย ยิ่งลักษณ์ มาเป็นนายกฯ รับคำสั่งจากพี่ชาย ใครจะเตือนว่าอย่าทำต่อ แม้แต่พวกกันเองจะเตือน ก็ไม่ฟังเลย ดันทุรัง จะทำเหมือนกันเลย สุดท้ายหายไปเลย หาหัวไม่เจอ ทั้งสองหัว เหมือนกันเลย จุดสุดท้าย เหมือนกันเลย จะว่าลงรู ก็หารูไม่เจอ ไม่รู้อยู่รูไหน ถึงขนาดนั้น มุดรูเงียบ ไม่ให้ใครเห็น สงสัยปิดปากรู สงสัยขาดใจ ตายไปแล้ว ก็ไม่รู้ อาตมาพูดเหมือนแดกดัน ยัดเยียด แต่พูดให้เกิดความชัดเจน ให้เข้าใจ ประเทศไทย เป็นเมืองพุทธ ธรรมะหลัก คือพุทธศาสนา เมื่อคนพาลพาศาสนา พาล แปลว่า โง่ ไม่เดียงสา เกเร เป็นนักเลง สรุปคือ เป็นคนโง่ คนไม่รู้ความจริง แล้วเอาความไม่รู้ความจริง เอาความผิด มาปรุงรส มาเชิดชู เอาความผิดนี้มาให้ ประชาชนคนไทย ที่เป็นพุทธศาสนิกชน รับรู้ เรียนรู้ และมาใช้ สังคมประเทศชาติ จึงมีผลอย่างนี้ อย่างที่เป็น งมงายกันไป เกือบหมด ไม่เหลือ อาตมาว่าเกือบ มันจมในก้นมหาสมุทร เกือบดึงขึ้นไม่ทัน สมณะเดินดินว่า... แสดงว่าศาสนาอาการหนักกว่าชาติ แต่ก่อนเราไป ชุมนุมกู้ชาติ แต่ไม่เคยมีใครพูดถึง กู้ศาสนา พ่อครูว่า… ไปกู้ชาติก็เอาศาสนาไปกู้ชาติ เอาศาสนาไปกู้ อาตมาพาไป neoprotest neo คือเป็นการประท้วง แบบที่เขาไม่เคยทำกัน เป็นการประท้วงแบบใหม่ ที่ใหม่ คืออะไร ที่เอาไปประท้วงคือ เอาความสงบไปสยบความรุนแรง ให้มันเข้าร่อง เข้ารอย ให้เข้าที่ แล้วอาตมาก็เห็นผลว่า เอาความสงบสยบความรุนแรง ได้สำเร็จ ซึ่งไม่เคยมีใครเขาทำกัน เขาประท้วงกันมีแต่ทำความเดือดร้อน ก็ไปประท้วงแล้ว ก็เกิดการปะทะ มีการตายเกิดขึ้น ไม่ได้เกิดจากเรา เป็นต้นเหตุ เกิดจากกรณีไปทางการเมือง เกิดจากเรื่องการเมือง แล้วไปครอบงำภิกษุ ฆราวาส ให้มาก่อเรื่องรุนแรง จนกระทั่งฆราวาสนั้นแหละ มาทำรุนแรง ก็คือพวกที่ไม่ใช่เรื่องของศาสนา ไม่ใช่เรื่องของธรรมะ อาตมา เอาธรรมะ ความสงบไปแสดง เป็นเดือน เป็นปี แสดงความสงบ ตลอดเวลา คำพูดแค่ว่าไปแสดงความสงบนี้ ลึกซึ้ง เป็นภาวะ สภาวะธรรม ที่มากลีลา ที่สุด
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive