601126_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ชาวอโศก เป็น คนจนที่สุขสำราญเบิกบานใจ.docx
เนื้อหาในไฟล์
601126_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ชาวอโศก เป็น คนจนที่สุขสำราญเบิกบานใจ
สมณะฟ้าไทว่า… วันนี้ เป็นวันอาทิตย์ที่ 26 พฤศจิกายน 2560 ที่บวรราชธานีอโศก วันนี้ เป็นวันพระ ก่อนวันพระ ก็มักจะไปวัด ตอนเป็นเด็กๆ เพราะว่ามีของกินเยอะ ฟังเทศน์ไม่รู้เรื่อง พระสวดแล้ว เราก็ไปจัดอาหารให้พระ จะได้กินอาหารบิณฑบาต วันนี้ มีค่ายสัมมาอาริยมรรค เข้าค่ายครั้งที่ 23 มีคนมาเข้าค่าย 27 คน อาตมาว่า ศาสนาพุทธนี้ ที่มาเรียนรู้กับพ่อครูพาทำนี้ คนสายโลกุตระนี้ จะมีไม่มาก เพราะว่ารู้ก็ได้ยาก ทำตามก็ได้ยาก เป็นของที่สงบ ละเอียดลออ รู้ได้เฉพาะบัณฑิต คนปุถุชนธรรมดา ดูไม่ได้ คนที่จะมาจึงเป็นบัณฑิต ถ้าไม่ใช่บัณฑิต มาไม่ได้ ถ้าเป็นบัณฑิตระดับปริญญาตรี โท เอก อย่างเดียวนั้น ยิ่งมาได้ยาก ต้องบัณฑิตที่รู้จักโลกุตระ มีอัญญะ อัญญา มีความรู้ มีญาณของตัวเอง ดูวิธีลดละกิเลสได้ จึงจะมา เมื่อวานนี้ อาตมาไปอำเภอตระการพืชผล ไปดูเรื่องข้าว ที่โรงสีของเรา จะซื้อข้าวจากเกษตรกร ไปดูว่าเขาเก็บข้าวอย่างไร อำเภอตระการพืชผลนี้ เป็นอำเภอที่ทำข้าวได้ดีที่สุดในประเทศ ได้พบเกษตรกร พบว่าเขาเป็นหนี้กันด้วย บางบ้านทำอย่างสะอาด บางบ้านทำไม่สะอาด คุณภาพข้าว ก็แตกต่างกันไป คนจนๆ นี่เขาว่าจน แต่ที่จริงแล้ว เขาร่ำรวยมาก มีมะม่วงออกดอกเต็มเลย ผักเต็มเลย บางบ้าน มีบ้านราคาเป็นล้าน ไว้เก็บข้าว ตัวเองไปอยู่เถียงนา บอกว่าสบายกว่า มีความสุข มีผักกิน ชีวิตคนจนนี้ แสนสบาย ไม่เดือดร้อน ไม่มีโจรปล้น แต่เขาไม่คิดเช่นนั้น เพราะเขามีอุปาทานว่า ต้องรวย แต่พ่อครูพาเรามาจน กินน้อยใช้น้อยแล้ว ไม่สะสมอีก สุขภาพก็ดี มีความแข็งแรง
SMS วันที่ 24 พฤศจิกายน 2560 (พ่อครู บวรราชธานีอโศก)
สื่อธรรมะพ่อครู(เทวดา นรก สวรรค์) ตอน โยนิโสมนสิการให้พ้นอสุรกาย
อ่านต่อ
_8498… ว่าด้วยอสุรกาย คือพวกที่อายตนะกระทบแล้ว เกิดทุกข์ จึงกลัว ว่าด้วยเปรตคือ พวกอายตนะกระทบแล้ว เกิดสุข จึงเสพ และรักษา ว่าด้วยพวกเดรัจฉาน คือพวกกระทบแล้ว เกิดอาการขวางๆ เก้ๆ กังๆ เหมือนไบโพลาร์ รวมทุกข์ สุข ไม่สุขไม่ทุกข์ แบบโลกีย์ยะ จึงรวมเป็นนรก เข้าใจแบบนี้ พอได้ไหมครับ คือพวกนั่งหลับตามืด พวกปั้นสวรรค์ พวกขวางๆไม่ตัดสินใจ กราบนมัสการครับ พ่อครูว่า... อสุระ คือไม่กล้าแข็ง ไม่แข็งแรง ซึ่งความรู้นั้น ต้องมี รูป นาม มีแต่รูป รู้เองไม่ได้ ต้องมีรูป และนามจึงครบ อสุรกาย คือความไม่ลงตัว ไม่ครบของ รูป และนาม อาตมาอธิบาย รูป 28 นาม 5 ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ปฏิจจสมุปบาท แต่ที่อภิธรรมเขาเรียนอภิธรรม เจตสิก 89 121 เขาเรียนกัน เก่งกันเยอะ แต่ไม่รู้เอาไปปฏิบัติได้หรือเปล่า แค่ รูป 28 นาม 5 นี้ ปฏิบัติไปเถอะ จะได้เป็นพระอรหันต์ นาม 5 มี เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ถ้าเข้าใจ 5 ตัวนี้แล้ว ครบเครื่อง ลงตัวของการปฏิบัติธรรม เวทนา เป็นกรรมฐานของศาสนาพุทธ สัญญา เป็นตัวทำงานกำหนดรู้ ไปตลอดทั้งนอกและใน กำหนดรู้สัญญา เสร็จแล้วก็รู้เจตนา ที่จะรู้เจตนา ที่จะรู้สังขาร ที่จะรู้เวทนา เพราะว่ามีผัสสะ ถ้าไม่มีผัสสะ ไม่มีเวทนา ให้รู้ได้ ตามที่พระพุทธเจ้ายืนยันด้วย พรหมชาลสูตร ( เล่ม 9 ข้อ 87) [87] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า นิพพานในปัจจุบัน ย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่ง ของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ด้วยเหตุ 5 ประการ เขาเหล่านั้นเว้นผัสสะแล้ว จะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ศาสนาพุทธนั้นกลายเป็น ศาสนาสมถะ หาอะไรมาเพ่งเป็นกสิณ รวมเป็น กสิณ 40 เอาอะไรมาเพ่งอีกก็ได้ เป็นการออกนอกรีตศาสนาพุทธ เป็นการสะกดจิต อยู่ที่กสิณ ศาสนาพุทธ เป็น ศาสนาวิปัสสนา ไม่ใช่เป็นศาสนาแบบนั้น เป็น ศาสนาธัมมวิจัย ไม่ใช่ให้จิตหยุดคิด คนที่ยังหลงสวรรค์ จะต้องมีสวรรค์อยู่ ไม่มีทางหลุดพ้นได้ ต้องทำความเข้าใจว่า สวรรค์นั้น เป็นคู่ของนรก ต้องเข้าใจให้ได้ บทเรียนของศาสนาพุทธ เรียกว่า อนุปุพพิกถา มี ทาน ศีล กามาทีนวะ อสังสัคคะ(สวรรค์) เนกขัมมะ ในบทเรียน 5 คำนี้ ทาน ทานอย่างไรจึงจะเนกขัมมะ ปฏิบัติ ศีล อย่างไรจึงจะ เนกขัมมะ กามาทีนวะ ทำอย่างไรถึงจะเห็นโทษของกาม เพราะไม่เห็นโทษของกาม ได้เสพกาม มันจึง มีสวรรค์ เพราะไม่รู้จักสวรรค์ เพราะฉะนั้น สำคัญคือ ตัวปฏิบัติ จะต้องมีทาน กับศีล ก็รู้ว่า จะต้องมี เห็นว่าเป็นโทษ รู้ว่าเป็นโทษ สอง ให้รู้มันเป็นของไม่จริง สวรรค์ไม่มีจริง สวรรค์เป็นอุปทาน ใคร อยากได้สวรรค์ได้นรกไปทันที เพราะสวรรค์กับนรก เป็นตัวเดียวกัน ใครอยากได้สวรรค์ คือนั่นแหละกำลังมี ทุกข์อริยสัจทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นสวรรค์ภายนอก สวรรค์ภายใน เพราะฉะนั้นจึงต้อง เนกขัมมะ จบแล้วศาสนาพุทธ ในจุดนี้ เริ่มต้นแล้ว ปฏิบัติตามที่ว่านี้ จบแล้ว เนกขัมมะ ออกได้หมด ก็เป็น เนกขัมมสิตอุเบกขา เป็นนิพพาน ไม่ว่าจะสัมผัสเกี่ยวข้องอะไร จิตเราก็ทำให้เป็นเนกขัมมสิตอุเบกขานี้ ได้ทุกตัว แจกปริญญา เป็นบัณฑิตอรหันต์ได้เลย ปฏิบัติได้แล้ว ก็เป็นในตัวเอง ไม่ต้องไปแจกให้หรอก ทีนี้ที่ถามว่าอสุรกาย ที่สรุปมาก็ ok ใช้ได้ นามต่างๆที่อธิบายมาเข้าคร่าวๆ มนสิการ คือ การทำใจในใจ นี่แหละ ตัวนี้แหละ คือการทำสมาธิ ทำให้กิเลสลด ทำสมาธินี้ คือทำให้กิเลสลด แล้วก็ มีสัมมาทิฏฐิ ที่จะอ่านอาการ ลิงค นิมิต อุเทศในจิต แล้วแยกแยะ วิตกวิจาร วิจัย แยกกิเลส แล้วทำให้กิเลสลดไป จนหมดได้ สรุปเรียนแค่นี้แหละ ธรรมะพระพุทธเจ้า แต่ทุกวันนี้ ได้ผิดเพี้ยนไป กลายเป็น มนสิการ ทำใจในใจไม่เป็น เป็น อโยนิโสมนสิการ ทำใจในใจไม่ถูกต้อง ถ่องแท้ ออกนอกรีตนอกทาง อโยนิโสมนสิการ คำว่าโยนิโสมนสิการ จึงเป็นหัวใจการปฏิบัติธรรม แม้แต่ในสัมมาทิฏฐิ ก็ต้องรู้จักโยนิโสมนสิการ รู้จักสมณพราหมณ์ ฯ หรือสัตบุรุษ กว่าจะรู้จริงว่า โยนิโสมนสิการทำอย่างไร เพราะฉะนั้น จึงต้องมีปรโตโฆษะ ผู้ที่ยังไม่รู้ ทำใจในใจไม่เป็น จะต้องได้ฟังจากสัตบุรุษ ใน วุฒิ 4 จักร 4 หรือ อวิชชาสูตร ตั้งแต่ พบสัตบุรุษให้บริบูรณ์ ฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ถึงจะโยนิโสมนสิการให้บริบูรณ์ หรือใน ปัญญาวุฒิ หรือ จักร 4 ก็ต้องพบสัตบุรุษ แล้วฟังธรรม จะทำใจในใจได้ดี พบสัตบุรุษ ได้ฟังธรรม โยนิโสมนสิการ แล้วมี ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ ที่จะทำใจในใจ โยนิโสมนสิการ แต่ทุกวันนี้ไปแปล โยนิโสมนสิการว่า ทำใจให้แยบคายเท่านั้น ไม่ได้ทำใจ ให้เปลี่ยนแปลงถึงที่เกิด มนสิการ นี่สำคัญ คือการทำใจในใจให้ได้ อย่างใน มูลสูตร 10 ต้องมี 1. มี ฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) 2. มี มนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) 3. มี ผัสสะ เป็นเหตุเกิด (สมุทัย) 4. มี เวทนา เป็นที่ประชุมลง (สโมสรณา) 5. มี สมาธิ เป็นประมุข (ปมุขะ) 6. มี สติ เป็นใหญ่ (อธิปไตย = พลังอำนาจ) 7. มี ปัญญา เป็นยิ่ง (อุตระ = เหนือ) กัปตันรู้ยิ่งยอด 8. มี วิมุติ เป็นแก่น (สาระ) หลุดพ้นสุดยอดที่จะรู้ยิ่ง 9. มี อมตะ เป็นที่หยั่งลง (โอคธา) = สอุปาทิเสสนิพพาน 10. มี นิพพาน เป็นที่สุด (ปริโยสาน) = อนุปาทิเสสนิพพาน (พระไตรปิฎก เล่ม 24 ข้อ 58)
คำว่า โยนิโสมนสิการ คือการ พิจารณาในใจให้ถ่องแท้ แยบคาย ก็เอาแต่คิด ไม่ได้พูดถึงมนสิการ คือการทำใจตามที่เรารู้ถ่องแท้นั่นแหละ ต้องทำใจในใจ ถ้าไม่ทำ มันก็ไม่ได้ทำ จิตใจมันก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง มันก็เป็นอย่างเก่า ได้แต่รู้ๆๆ แล้วไม่ได้ทำที่ใจ เดี๋ยวนี้ผู้รู้ ท่านแปลอย่างนั้น ผู้รู้เป็นยอดรู้ด้วย ที่ยกเป็นหนึ่งในประเทศด้วยซ้ำ แปลอย่างนั้น ก็เลยไปใหญ่ เพราะมันไม่ได้มนสิการ ต้องทำให้เกิด ให้เปลี่ยนแปลง ให้จิตใจเปลี่ยนแปลง โอปปาติกโยนิ อสุรกาย ที่ไม่แข็งแรงในเรื่องนาม ก็คือไม่รู้นามธรรม ไม่แข็งแรง เพราะมันโง่ ไม่แข็งแรงของอสุรกายนี้ มันมีอยู่ 1. ทุกข์อย่างเดียว จิตมันทุกข์อย่างเดียว จะแข็งแรงได้อย่างไร พวกนี้เรียกว่า สัตว์นรก 2. โง่ อย่างเดียว พวกนี้เรียกว่า เดรัจฉาน 3. อยากอย่างเดียว พวกนี้เรียกว่า เปรต ทั้งสามอย่างนี้แหละ รวมแล้วก็เป็น อสุรกาย คือความไม่แข็งแรง ในส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือครบทั้ง 3 ส่วน เป็นอสุรกาย จิตใจไม่แข็งแรง มีความทุกข์ตะพึด อยากตะพึด ก็ต้องทุกข์ตลอดกาลนาน นี่เรียกว่า นาม ที่เราต้องเรียนรู้ และแก้ไขปรับปรุง
จากเฟซบุ๊ค _ปัญญา หิรัญ… สภาวะธรรมที่..ออกมาจากการปฏิบัตินั้น เป็นคำง่ายๆ ฟังแล้วเข้าใจทันที พ่อครูว่า... ถูกต้อง เพราะไม่ได้เอาแต่พยัญชนะ วิชาการมาพูด ขยายความด้วยภาษา ที่เรารู้สภาวะ ขยายไปได้ละเอียด รอบด้าน
สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน สภาพหมุนรอบเชิงซ้อนของพระเวสสันดร _ปรีชา ขำเพชร … กราบนมัสการพ่อครูครับ...ขอเรียนถามพ่อครูดังนี้ครับ ใน Facebook ระยะนี้มีข้อความเสนอว่า.. พระเวสสันดรนั้นเลวนัก… เพราะยกลูกเมียให้คนที่มาขออย่างไม่แยแส สาระแค่นี้ก็เห็นแล้วว่า พระเวสสันดรเลว หรือใครจะเถียงว่าเป็นคนดี!!! ก็ว่ามา ในคอมเม็นต์ ไม่มีใครโต้แย้งทั้งสิ้น.. มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่ง… มหาเปรียญทั้งหลาย… ทั้งฆราวาสและสงฆ์… หรือองค์กรพุทธใดๆ ที่มักอ้างตนว่ารักพระศาสนาพุทธ จึงเรียนถามพ่อครูว่า...ประเด็นสั้นๆที่เขาเสนอมานั้น..ถ้าจะโต้ตอบที่สั้นๆ ไม่ยาวนัก อย่างสัมมาทิฏฐิ ที่มีพลังควรใช้ตักกะวิตักกะใดครับ? พ่อครูว่า… ลูกนั้นชูชกมาขอ เมียนั้น พระอินทร์ปลอมตัวมาขอ คนอย่างไร โง่นักให้ลูกให้เมีย คำตอบก็คือ เรื่องที่ว่านี้ เป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน ที่ลึกซึ้ง ซ้อนชั้น ขึ้นไปสูงขึ้นได้เรื่อยๆ เป็นเรื่องของ คัมภีราวภาโส เป็นสภาพกลับไป กลับมา เป็นสภาพที่เราไม่รู้ ก็เห็นได้แต่ว่า กลับไปกลับมา สลับกัน เหมือนทางซ้าย แล้วมาทางขวา ทางขวาก็มาทางซ้าย วกไปวกมา ความรู้ของคนที่ไม่มีความรู้ซ้อน ชั้นสูง ก็จะวนอยู่ ซ้ายขวา ขวาซ้าย เหมือนกับที่ท่านแปล ปุญญาภิสังขาร ว่าปรุงแต่งที่เป็นบุญ อปุญญาภิสังขาร ก็แปลว่า เป็นบาป การแปลไปมาซ้ายขวา ทั้งที่อปุญญาภิสังขาร เป็นโลกุตระ แต่ท่านไม่รู้จักโลกุตระ ก็เลยแปลวนไปหาเป็นบาป บุญนี่ล้างกิเลสได้ จนไม่ต้องล้าง ก็อปุญญา ปุญญปาปปริกขีโน ไม่มีบุญ ไม่มีบาป ไม่ต้องล้างอีกแล้ว อันที่สาม อเนญชาภิสังขาร สั่งสมความแข็งแรง ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว นี่คือ อภิสังขาร 3 เป็นโลกุตระ ผู้ที่ไม่เข้าใจโลกุตระ ก็เลยอธิบายไม่ได้ แต่แปลพยัญชนะสู่พยัญชนะ ก็เลยซ้ายไปขวา ขวาไปซ้าย มันก็ไม่ใช่ ความจริงซ้ายไปขวา ขวาไปซ้าย ก็จริง แต่มันวนแล้ว เหมือนก้นหอย สูงขึ้น สูงขึ้น ขวาไปซ้าย ซ้ายไปขวา จนสุดท้ายวนไป จบแล้ว ถึงที่สุด ไม่มีชั้นหมุนรอบเชิงซ้อนแล้ว ไม่มีความรู้ในสภาวะธรรม จึงได้แต่พยัญชนะ ในการทาน ขั้นทานบุตร ทานภรรยา ของพระเวสสันดรนี้ คนไม่มีภูมิปัญญา สภาพหมุนรอบเชิงซ้อน อย่างที่ว่า ก็จะไม่เข้าใจ ลูกเป็นสิ่งที่รัก เมียเป็นสิ่งที่รัก ทั้งลูกและเมีย เป็นสิ่งสุดยอดแล้ว เอาไปให้เขาได้อย่างไร ก็เพราะว่า คุณยอดหวงแหน สุดที่รักก็ให้คนไม่ได้สิ แต่ท่านเป็นพระโพธิสัตว์ ให้มาได้สูงสุดแล้ว จะต้องบริจาคในสิ่งที่สูงสุด คนไม่รู้ ไม่มีภูมิสูงอย่างนี้ ก็เลยคิดว่า มันควรลงมาต่ำ อย่างเก่า ของรักจะไปให้ใครทำไม ก็เลยไม่ต้องหมดเนื้อ หมดตัว ก็นี่ท่านจะสละหมดเนื้อหมดตัว อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น ผู้ที่ยังไม่มีภูมิ อย่างที่ว่านี้ ยังมีความรู้แค่พยัญชนะ จะเป็นอย่างนั้น เช่นพวกเรา เราสามารถปฏิบัติสัจธรรม จนคนเราที่บอกว่าจะต้องไปรวย ในโลกโลกีย์ เรากลับเห็นว่า รวยมันเลว คนไปตั้งหน้าตั้งตารวยนี้ ไม่ดี มันเลว พูดความจริงนะ ให้เห็นความจริงว่า เป็นเช่นนี้ ในโลกนี้ที่มันเดือดร้อนทั้งโลก ก็เพราะว่าคนตั้งหน้าตั้งตาจะไปรวย มันก็ซวย ก็มีคนจำนวนหนึ่งในโลก คือชาวอโศก มันดันมุ่งมาจน ตั้งใจมาจน มาเอาความจน ก็เลยเป็นคนดีอยู่กลุ่มเดียว นอกนั้นเป็นคนเลวหมด พูดไปก็เกรงใจ คนโดนกระทบ ก็รู้สึกเหมือนถูกตบหน้า เหมือนถูกด่า ก็ต้องขออภัย เพราะความจริง คุณยังเป็น สิ่งที่คุณยังเป็นอยู่ พออาตมาพูดไป ก็กระทบคุณ เหมือนตบหน้า เป็นสัจจะที่เลี่ยงไม่ได้ ชาวอโศกนี้ เป็นคนจนที่สุดสำราญเบิกบานใจ
ตอนนี้ขออ่านบทความ หนังสือพิมพ์แนวหน้า หน้า 3 บทความของที่นี่แนวหน้า เลียบวิภาวดี 2561 ไร้คนจนหรือเตี้ยอุ้มค่อม
เรียน คุณวิภาวดีฯ ที่นับถือ พ.ศ.2561 ประเทศไทยจะไร้คนจนหรือเป็นสังคมเตี้ยอุ้มค่อมกันแน่ พ.ศ.2560 มีคนไทย 13 ล้านคนครอบครองบัตรคนจน ซึ่งในปีหน้าที่หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ของนาวาสามแป๊ะ ประกาศว่า “ประเทศไทยจะไม่มีคนจน” นั้น คาดว่าจะมีผู้ครอบครองบัตรคนจน เพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 15 ล้าน เพราะมีคนตกสำรวจเป็นจำนวนมาก ซึ่งต้องตั้งปุจฉาว่า เมื่อผู้ครอบครองบัตรคนจนมากขนาดนี้ ยังจะบอกว่าไม่มีคนจนได้อย่างไร คุณวิภาวดี ช่วยกรุณาวิสัชฉนาด้วยครับ อีกเรื่องหนึ่งคือประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย เพราะจะมีวุฒิสมาชิก หรือ สว. 250 คน และหนึ่งในห้าของประชากรก็เป็น “ซีนาย ซิติเซ้นต์” หมายความว่า จะมีผู้สูงวัยหรือ สว. 13 ล้านคน (อ้างอิงกับจำนวนประชากรไทย 65ล้านคน) เมื่อรวมกับคนจนหรือผู้ครอบครองบัตรคนจน 15 ล้านคน จะเหลือประชากร 37ล้านคน ในจำนวนนี้ก็ต้องมีเด็กที่ยังประกอบอาชีพไม่ได้, มีคนพิการที่ประสิทธิภาพไม่ถึง 100 % รวมถึงพระภิกษุและนักบวชอีกจำนวนหนึ่ง ประมาณว่าอย่างน้อย 10 ล้านคน ทำให้เหลือประชากร 27 ล้านคน ที่ต้องหาเลี้ยง 65 ล้านคน หรือหนึ่งคนต้องหาเลี้ยง 2.5 คน นั่นหมายความว่า ครอบครัวสามีภรรยาในวัยทำงาน ต้องเลี้ยงดู คนในครอบครัวเกือบ 5 คน เป็นภาระที่หนักอึ้ง โดยเฉพาะเมื่อ ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น ตลอดเวลา เพราะรัฐไม่ควบคุม ทำให้ต้องตั้งปุจฉาว่า “ประเทศไทยจะไม่มีคนจนจริงหรือ” ถ้าไม่มีคนจนจริง ก็มิได้หมายความว่า ประเทศไทยจะอุดมด้วยคนรวยจริงหรือ เพราะเมื่อมีคนรวยเพิ่มขึ้นหนึ่งคน ก็หมายความว่า ต้องมีคนจนเพิ่มขึ้น เป็นร้อย หรือเป็นพันคน ดังนั้นคำพูดหัวหน้าทีมเศรษฐกิจนาวาสามแป๊ะ ที่ประกาศก้องว่า “ประเทศไทยจะไม่มีคนจน” จึงเป็นเพียงส่วนเดียว พ.ศ.๒๕๖๑ ประเทศไทยจะไม่มีคนจน แต่จะมีคนไม่มีจะกินหรือกินไม่อิ่มท้องทั้งประเทศไทย เพราะจะมี “พยาธิการเมือง”สูบน้ำเลี้ยงมากขึ้นอีก ดังนั้น พ.ศ.2561 ไทยจะเป็นสังคมเตี้ยอุ้มค่อม อัตราส่วนคนวัยทำงาน : ผู้สูงวัย+เด็กที่ยังไม่เข้าวัยใช้แรงงาน+ผู้พิการทุพพลภาพ+นักบวช+คนจนที่รัฐโอบอุ้ม = 1 : 2.5 มิใช่สังคมไร้คนจนเพราะรัฐให้บัตรคนจนที่มีมูลค่าเดือนละ 200 บาท ทำให้รัฐตีความว่า ได้ช่วยเหลือแล้ว จึงทำให้ไม่มีคนจนหลงเหลืออยู่ ทั้งที่ผู้ครอบครองบัตรคนจนบอกว่า “สินค้าร้านธงฟ้าที่มีมูลค่า 200 นั้น ไม่ทำให้เขาหายจนได้” นอกจากนั้น ยังมีประเด็น คนคนเดียว จะได้รับสวัสดิการทุกอย่าง หรือไม่ เช่น เป็นทั้งคนจน คนพิการ คนชรา จะได้สวัสดิการครบทั้งสามหรือไม่ ถ้าได้ไม่ครบ น่าจะไม่เป็นธรรม เพราะคนชราที่พิการ ย่อมด้อยสมรรถนะกว่าคนชราที่ไม่พิการ และทั้งคนชราและคนพิการ ก็เป็นคนจนด้วยเช่นกัน ดังนั้นอาจจะเข้าข่ายแจก แต่แดง ไม่แจกเหลืองก็ได้นะครับ นั่นคือผลงานทีมเศรษฐกิจเป็น “กระทงหลงทาง” หรือแก้ปัญหาไม่ถูกจุด เพราะประชานิยมนั้นเปรียบเสมือน “โปรยทานงานบวชหรือเทกระจาด” ซึ่งเป็นฝนตกไม่ทั่วฟ้า นอกจากนั้นยังเป็นนโยบายแอบแฝง เพราะเจตนาที่แท้จริงของประชานิยม ก็คือ“เพื่อหวังผลในทางการเมือง” มากกว่าเพื่อแก้ปัญหา เตี้ยอุ้มค่อมอีกเรื่องก็คือ การที่คุณสมชายแอ่นอก รับรองความประพฤติ พี่น้องร่วมนาวาสามแป๊ะว่าเป็นคนดี ไม่โกง คงหวังว่าประชาชนที่ชื่นชอบตัวเอง จะเชื่อตาม แต่ปัญหาคือ ประชาชนส่วนใหญ่ จะคล้อยตามหรือไม่เท่านั้น ถ้าส่วนใหญ่ไม่เชื่อถือ ก็เป็นเหมือน“เตี้ยอุ้มค่อม” เหมือนเช่นแบ่งประชาชนออก เป็นคนจนและคนไม่จน ด้วยรายได้ปีละสามหมื่นบาท ทำให้คนไม่จนที่มีจำนวนน้อยกว่าหนึ่งคน ต้องแบกคนจนบนบ่าเกือบสามคน ซึ่งก็คงเดินไปได้กี่ก้าวก็ต้องล้ม การกระทำของแป๊ะใหญ่ หรือถ้ายอมรับว่าเป็นผลงานสามแป๊ะก็ได้ เรื่องเดียวที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับก็คือ การแต่งตั้งประธาน ป.ป.ช. ที่ทำให้ผลงาน ป.ป.ช.ไม่เป็นที่ยอมรับ เพราะไม่ให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชน แต่ให้ความเป็นธรรมกับผู้ถูก ป.ป.ช.ชุดที่แล้ว กล่าวหา ซึ่งมีความสัมพันธ์โดยตรง กับแป๊ะใหญ่ ถ้าแป๊ะเล็ก เลือกที่จะอุ้มแป๊ะใหญ่ ไม่สนใจประชาชน ก็เปรียบได้กับ เตี้ยอุ้มค่อมเช่นกัน จะอุ้มไปได้อีกนานเท่าใด เพราะการกระทำของป.ป.ช.เรื่องนี้ บ่งบอกว่า การใช้อำนาจแบบไร้ธรรมาภิบาล จะทำให้กลายเป็นศัตรูกับประชาชน เหมือนเช่นการใช้อำนาจของระบอบทรราช สุดท้ายนี้ อยากจะบอกว่า ทุกวันนี้คนไทยจำนวนมากยอมรับความชั่วเป็นความดี ยอมรับความผิดเป็นถูกเพราะผู้กระทำความผิดเป็นญาติพี่น้อง แบบตัวกูของกูต้องมาก่อนเสมอ ทำให้เกิดความขัดแย้งในสมาชิกไลน์ สมาชิกเฟซฯมาแล้วมากมาย โกบักโกรก ตอบ คุณโกบักโกรก ผมคงวิสัชฉนาได้เลยว่า การประกาศ “ปีหน้าประเทศไทยจะไม่มีคนจน” เป็นเรื่อง “ขี้โม้ทั้งเพ” ซึ่งการโม้แบบนี้ ก็เหมือนกับที่ครั้งหนึ่งชายหน้าเหลี่ยม บอกจะแก้ปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ ให้หมดไปภายใน 6 เดือน หรือเรื่องที่จิ๋วหวานเจี๊ยบ ก็เคยประกาศถ้าได้เป็นนายกฯ จะแก้ไขไม่ให้มีคนจนอีก แล้วผลเป็นไง โม้ไปก็มีแต่ทำลายเครดิตตัวเองเปล่าๆ วิภาวดี หลักสี่
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ชาวอโศก เป็น คนจนที่สุขสำราญเบิกบานใจ พ่อครูว่า... ดูเหมือนอาตมาคุยตัว ก็เพราะว่าอยากให้พวกคุณมาพิสูจน์ ในยุคนี้ ทำไมเขาทำได้ว่า เป็นคนจนที่วิเศษ มันเป็นอย่างไรมาดูสิคนจนที่วิเศษ อ่านให้เห็นให้รู้ว่าต่างคนต่างคิดต่างทำในสังคม ชาวอโศกนั้น ทำในสิ่งที่ตนเองเห็นว่าสมควร จะทำเข้าใจว่าดี ชาวอโศก เป็นคนที่มีความคิด ภูมิธรรม ปัญญาอีกแบบหนึ่ง ที่เป็นปัญญาโลกุตระ เป็นปัญญาที่มองทะลุความเป็นคน ที่มีจิตใจแบบโลกีย์ แล้วก็เข้าใจโลกีย์ ว่ามันวนเวียนอยู่ ในสุขๆ ทุกข์ๆ รวยๆ จนๆ อยากมีอยากเป็น ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น สองทิศวน ก็เลยมาเรียนรู้ตามหลักธรรมะ พระพุทธเจ้าสอน ก็เลยเห็นว่า ความจน ความรวย ไม่ใช่ปัญหาชีวิต ความสุข ความทุกข์ ก็ไม่ใช่ปัญหาชีวิต แม้ที่สุดความผิด ความถูก ก็ไม่ใช่ปัญหาชีวิต คนที่เข้าใจ ปรมัตถสัจจะ ทำใจในใจของตัวเองได้แล้ว ก็อยู่กับความผิด ความทุกข์ของโลก ด้วยความไม่สุข ไม่ทุกข์ ไม่เป็นปฏิปักษ์ กับความผิด ความถูก ความผิด ความถูก นั้นคือสมมุติ สมมุติอะไร สมมุติว่าประเทศไทยมีกฎหมาย มีวัฒนธรรมอย่างนี้ว่าถูก นี่คือประเทศไทย ในประเทศหนึ่ง อย่างนี้ของเขา ถือว่าถูกของเขา มันตรงกันข้าม กับอันนี้ของประเทศนี้ อย่างนี้ถือว่าผิด ตรงกันข้ามกันเลย อย่างนี้คือสมมุติ เป็นอย่างนั้นจริงๆ ใช่ไหม มันไม่ได้ตรงกันหมด บางอันอาจตรงกันบ้าง แต่อันไม่ตรงกัน ก็มีไม่น้อย เพราะฉะนั้น เราก็อยู่ตามสมมุติของโลก สมมุติว่าที่นี่อยู่อย่างนี้ เราอยู่กับหมู่ใหญ่ ก็รู้จักอนุโลมปฏิโลม เราอยู่กับโลกได้อย่างดี สัจจะจริงๆนั้น มันไม่มีผิดไม่มีถูก ไม่มีดี ไม่มีชั่ว ไม่มีต่ำ ไม่มีสูง ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ ปฏิบัติธรรมสูงสุดแล้ว มันไม่มีพวกนี้ รู้แต่ความจริงที่มันปรากฏ ที่เขานั้นยึดถือ แต่เรานั้นไม่ยึดถือแล้ว ก็ไม่มีปัญหา เช่น จริงๆแล้วสังคมชาวอโศกนี้ ส่วนรวม จนหรือรวย สังคมชาวอโศก ส่วนรวมนั้นรวย คุณจะตอบว่ารวยก็ถูก จะตอบว่าจนก็ถูก เห็นไหม ที่พูดอย่างนั้น ถ้าเราอุดมสมบูรณ์ อุดมสมบูรณ์นั้น จนหรือรวย ก็รวย เราไม่ได้ยากแค้นอะไร จนอย่างสุขสำราญเบิกบานใจ อุดมสมบูรณ์ แต่เราไม่ได้สะสม กอบโกยทรัพย์สิน เป็นของส่วนตัวไว้ อันนี้เขาเรียกว่าจน ชาวอโศกได้เข้าใจความจนอันนี้ จึงไม่สะสมเอาไว้เป็นของตัวของตน จึงไม่เป็นพิษ เป็นภัยกับสังคม เราจึงกลายเป็นคนที่อยู่ในสังคม โดยไม่แย่งชิงเงินส่วนกลาง ทรัพย์สินส่วนกลาง ที่เขาต่างคนต่างแย่งชิงกัน บางคนนี้มีมากชิบหายเลย มีมากเป็นแสนแสนล้าน ก็ยังกอบโกย เอาอีก เอาอีก นั่นแหละคือ คนเลวในสังคม เพราะว่าทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อน คนที่ไม่เข้าใจอย่างชาวอโศก ก็จะทุกข์ แต่ชาวอโศกนั้น ไม่ทุกข์ คุณอยากได้ ก็กอบโกยเอาไปให้เข็ด อยากเอาไปสะสม ให้เข็ด แต่คุณไม่เข็ดเสียที อยากทำอยากรวยอยากได้มาก ก็ช่างคุณ ชาวอโศกไม่ได้เดือดร้อนอะไร ชาวอโศกมีพฤติกรรมชีวิต มีการกระทำกรรมการงาน อย่างมีความพอเพียง ตามในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านได้ทรงตรัสไว้ ซึ่งพวกเราได้พิสูจน์ความจริง ตรงตามพระพุทธเจ้า ตรงตามในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้สอนไว้ เพราะว่าเป็นคนที่มีภูมิรู้ ในระดับโลกุตรธรรม คนโลกุตระ จึงเป็นคนที่ช่วยสังคมอยู่ตลอดกาล พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) ไม่ใช่แค่ปากเปล่า แต่คนไม่เข้าใจกัน อาตมาเป็นพระโพธิสัตว์ ก็มีความเห็นสอดคล้อง กับในหลวงและพระพุทธเจ้า แล้วก็พาพวกเรามาเป็น ดังที่พูดนี้ ใช่ว่าได้แต่พูด แต่ไม่เป็น ของเรา ยถาวาที ตถาการี หรือ ยถาการี ตถาวาที ยถาการี คือเราทำอย่างไร ก็ ตถาวาที พูดอย่างนั้น เขาก็หาว่าเราอวดตัว ทั้งๆที่เราปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าตรัสไว้ พูดอย่างไร ทำอย่างนั้น ทำอย่างไร พูดอย่างนั้น ถ้าเราทำอย่างนี้แล้ว จะให้พูดอีกอย่าง มันก็โง่ เป็นคนตลบแตลง ทำอีกอย่างหนึ่ง แต่พูดอีกอย่างหนึ่ง อาตมาว่า อาตมาพาพวกเรา ชาวอโศก มาปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้าแล้ว ปฏิบัติประพฤติตน สุขสำราญเบิกบานใจ ชาวอโศกได้มาพิสูจน์ ความเป็นคนจนอย่างสุขสำราญเบิกบานใจ ได้สำเร็จ จนบางคนเปลี่ยนนามสกุล เป็นคนจนอะไรต่างๆมากมาย จนอีหลีอีหลอ จนตลอดชาติ พร้อมจน จนดีจริง มุ่งมาจน จนอย่างเป็นผู้มีปัญญา ชาวอโศกเป็นคนจนที่สุขสำราญเบิกบานใจ
มาอ่านบทความที่ได้เรียบเรียงไว้
ชาวอโศก เป็น“คนจนที่สุขสำราญเบิกบานใจ”
ที่จะพูดต่อไปนี้ ต้องขออนุญาตท่านผู้ฟังอย่างมากยิ่ง เพราะจะเป็นการพูดที่ “ ยืนยันความจริง ” ที่มี ที่เป็นอยู่จริง เกิดได้จริง ในคนยุคนี้ ซึ่งมันเป็นเรื่องดี จริงๆ ประเสริฐจริงๆ เป็นความดีงาม ที่คนทั้งหลาย พึงยกย่องกัน และการกล่าวครานี้ จะเป็นการกล่าวถึงหมู่คณะ ที่หมายถึง “ตนเอง” มันก็เข้าข่าย “อวดตัวอวดตน” ก็ขอยืนยันว่า อาตมาไม่มี “ สาเถยยจิต -จิตที่เป็นกิเลส ตัวนั้นในจิตเลย” จริงๆ ก็ขอบอกด้วยความจริงใจ ส่วนใครจะเชื่ออาตมาหรือไม่ ก็ต้องแล้วแต่ อาตมาจริงใจสุดๆแล้ว ที่จะพูดขึ้นนี้ เป็นการพูดถึง “คนดี-คนที่น่ายกย่อง” และมันก็เป็นตนเอง-หมู่พวกตนเอง คือ ชาวอโศก ชาวอโศก คือ คนไทยกลุ่มหนึ่ง และน่าจะเป็นกลุ่มเดียวเท่านั้น ที่เข้าใจความเป็น “ คนจน ” กันดีที่สุด และได้ทำตนให้เป็น“คนจน”สำเร็จจริง จึงจบปัญหาชีวิต เพราะมี“ ปัญญา ”เข้าใจใน“ ความจน ”ว่า ไม่ใช่“ปัญหา” ของการดำรงชีวิตอยู่อย่างประเสริฐ หรืออย่าง“ อาริยะ ” ที่จะดำเนินชีวิต หรือมีชีวิตอยู่ กับการ เป็น“คนจน” ด้วยความสุขสำราญเบิกบานใจ ไปจนตาย ชนิดที่มี“ปัญญา”อย่างลึกซึ้งเข้าใจ“ตนเอง” เข้าใจ“ความเป็นคน” และเข้าใจ“ความจน” ว่า “ความจน”ไม่ใช่“ปัญหา”ของชีวิต “ความจน”ไม่ใช่ความทุกข์ยากลำบากอะไรเลย “ความจน”เป็นเรื่องดี ในความเป็นคน เพราะคนที่ ทำ“ความจน”ให้ตนเอง อย่างมี“ปัญญา” (มิใช่ฉลาดเฉลียวอย่างเฉโกนะ)นั้น รู้แจ้งรู้จริงว่า เป็น“คนจนอย่างมีปัญญาแท้”นี้ เป็นนักเศรษฐศาสตร์ ที่มีเศรษฐกิจสูงสุด จริงๆ ยิ่งถึงขั้น“ สาธารณโภคี ” ก็ยิ่งยอดเยี่ยมสุด จึงเป็น“คนจน”ได้สำเร็จตามศาสตร์พระราชา ตามคำตรัส ของพระเจ้าอยู่หัว ร.9 ที่จริงยิ่ง เพราะตรงตาม“ความรู้” และ“ความจริง” อันสูงส่ง ยิ่งใหญ่ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ว่า “คนชั้นสูง”นั้น จะมา เป็น“คนมักน้อย ( อัปปิจฉะ ) มีน้อยๆก็พอ ( สันโดษ หรือ สันตุฏฐิ ) เป็นคน ไม่สะสมสมบัติ ( อปจยะ ) อีกแล้ว เป็นต้น “คนจน” ที่อยู่ในสังคมที่ดำเนินชีวิตกันถึงขั้น “ สาธารณโภคี ”นั้น เป็นคนประสบผลสำเร็จของชีวิตแล้ว เพราะเป็นคนมีชีวิต ดำเนินไปถึงที่สุด ของ “เศรษฐศาสตร์”สูงสุด เท่าที่มนุษย์และสังคมมนุษย์จะพึงมีได้ เป็นได้ จริงแล้ว ไม่มีขั้นอื่นใด ที่จะสูงสุดของ“เศรษฐศาสตร์”ไปมากกว่า ขั้น“สาธารณโภคี”นี่แล้ว จึงชื่อว่า เป็นสังคมหรือ“ คนชั้นสูง ” แท้จริง ในสังคมคนใด ที่มีความเป็น“เศรษฐศาสตร์”สูงสุด ถึงขั้น“สาธารณโภคี”ได้ ก็จะต้องเป็นคนที่มี“ รัฐศาสตร์ ” หรือมีชีวิตที่ดำเนินความเป็น“ การเมือง ” ที่สูงสุด ด้วย นั่นคือ สามารถดำเนินแบบ สังคมนิยม หรือ คอมมูนิสต์ ก็สูงสุด เพราะเป็น“คอมมูน”ที่คนในสังคมนี้ เสียภาษีให้แก่รัฐ 100 % นั่นเอง หรือแม้จะนับว่าดำเนินแบบ ประชาธิปไตยก็สูงสุด เสียภาษีให้แก่รัฐ 100 % เช่นเดียวกัน นั้นแหละ และแน่นอนที่สุด ไม่เป็นสังคม“
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive