601201_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชธานีฯ คนจนที่โลกต้องการเป็นเช่นไร.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์359 KB
วันที่แก้ไข23 พฤศจิกายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

601201_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชธานีฯ คนจนที่โลกต้องการเป็นเช่นไร

สมณะเดินดินว่า… วันนี้ วันศุกร์ที่ 1 ธันวาคม 2560 ที่ บวรราชธานีอโศก เป็นวันใหม่ของเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายของปี 2560 เป็นวันขึ้น 13 ค่ำ เดือนอ้าย อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันที่ 5 ธันวาคม ก็เป็นวันสำคัญของแผ่นดิน เป็นทั้ง วันพ่อ เป็นทั้ง วันชาติ และสหประชาชาติก็กำหนดให้เป็น วันดินโลก ด้วย เพราะว่าเขาได้ทำงานที่ในหลวงได้พยายามช่วย ฟื้นฟูดินแก้ปัญหาเรื่องดินต่างๆ ก็เลยกำหนดให้วันที่ 5 ธันวาคม เป็นวันดินโลก เพื่อมนุษยธรรม ในหลวงได้ทรงงานมา เพื่อมนุษยชาติ วันที่ 5 ปีนี้ ที่บ้านราชฯ จะมีกิจกรรม ปีนี้เราจะลดโรงบุญฯลงเล็กน้อย เพราะเราจะไปช่วยกันที่ อุทยานบุญนิยม ก็จะมีเปิดโรงบุญฯ และเป็นวันที่ เราจะเปิดตัว ตลาดประชารัฐ เป็นประเภท Green Market ซึ่งรัฐบาลก็มีนโยบาย เปิดตลาดประชารัฐ ที่จะมาช่วยคนฐานราก คนรายได้น้อย ให้ทำมาหากิน และสร้างเนื้อสร้างตัวได้ ที่อุทยานบุญนิยมของเรา ก็เป็นที่ให้ชาวไร่ชาวนา ได้มาขายพืชผักผลไม้ ไร้สารพิษ มาหลายปีแล้ว เราได้ทำมาก่อนรัฐบาลเสียอีก เราจะมีตลาดประชารัฐ 2 แห่ง คือที่อุทยานบุญก็นิยม และที่ เฮือนบวร ซึ่งจะเปิดตัวที่อุทยานบุญนิยม ในวันที่ 5 ธันวาคม จะเปิดตัวตลาดประชารัฐ ที่เฮือนบวรวันที่ 31 และในวันที่ 30 ธันวาคม 2560 จะมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ อ.วิวัฒน์ ศัลยกำธร จะมาเปิดงานเพื่อฟ้าดิน โครงการตลาดประชารัฐ ก็เป็นโครงการเพื่อประชาชน ก็คิดตรงกัน กับรัฐบาล พ่อครูให้สร้างอาคารใหญ่ ถึง 11 ไร่ ก็เพื่อช่วยเหลือประชาชน เช่นเดียวกับรัฐบาล อย่างไรก็ตามวันที่5 ธันวาฯ เราจะไปช่วยกันอุดหนุน ตลาดประชารัฐ ที่อุบลฯก็มีอยู่ 10 กว่าแห่ง วันนี้พ่อครู ก็เร่งงาน จนอาการจะเป็น

อ่านต่อ

หวัด

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน สัมประสิทธิ์อายุยืนของพ่อครู พ่อครูว่า… อาตมาเข้าใจอยู่อย่างหนึ่งก็คือ อาตมากำลังพิสูจน์ หรือสร้างพลังงาน Coefficient พลังงานสัมประสิทธิ์ ที่เป็นพลังงานของจิต ของอาตมา อาตมาเข้าใจเรื่องทางจิตมากกว่าทางรูปธรรม ทางรูปธรรม ทางไอน์สไตน์ ทางวิทยาศาสตร์ เขาทำกัน แต่ทางจิตนั้นอาตมาทำ แต่โครงสร้างมันล้อเลียนกันได้ เอามาใช้ร่วมกันได้ มาจนถึงวันนี้ ก็คงพอเข้าใจ และทำได้ตาม อาตมาพยายามที่จะเพิ่ม พลังงานสัมประสิทธิ์หรือ Coefficient เพื่อจะต่ออายุไขของตัวเอง ให้พัฒนาไป ก็มีคนคอยติดตาม คอยสังเกต ดูความจริงนี้ จะเป็นไปได้แค่ไหน อาตมาก็ทำมาจนถึงวันนี้แล้ว ทุกคนก็พอรู้พอเห็น ผ่านปีมาอายุ 84 แล้ว ที่อาตมาบอกว่า อายุขัยอาตมา 72 ตอนนี้ผ่านมา 12 ปี ก็เป็นอีกหนึ่งนักษัตร ก็จะไปอีก ถ้าเผื่อว่าอาตมาอายุมากไปได้อีก จะเห็นอีก 12 ปี ข้างหน้า อีกนักษัตร ถ้าเผื่อว่าอาตมาทำได้จริง อาตมาน่าจะแข็งแรงมากกว่านี้ หนุ่มมากกว่านี้ เพราะว่า Coefficient เป็นอัตราการก้าวหน้า ตั้งแต่ระดับคูณ เป็นต้นไป ระดับบวก ไม่ใช่อัตราการก้าวหน้าของ Coefficient ถ้าเป็นเหตุปัจจัยของ E=C(mc 2 +A) อันนั้นคือเหตุปัจจัย ส่วนประกอบ องค์ประกอบของ Coefficient แม้องค์ประกอบจะเป็น +A แต่ตัว c เล็กนี้ยกกำลัง แม้ตัว C เป็นตัวคูณ มีเงื่อนไขของพลังงานสัมประสิทธิ์ coefficient นั้น จะต้องมีเงื่อนไขหลักเลยว่า ต้องเป็นตัวเร่ง หรือตัวแปรมีน้ำหนักระดับคูณขึ้นไป ไม่ใช่แค่บวก บวก คูณ ยกกำลัง การคูณ เป็นปฏิภาคทวี ไม่ใช่แค่เสมอ หรือไม่ใช่แค่บวก แต่เป็นคูณแล้ว จะยกกำลัง มีน้ำหนักไปทางปฏิภาคทวี ไม่ใช่มาทาง ชรตา มาทางเสื่อม หรือลด หรือแค่บวก ที่ไปช้าๆ ก็ไม่ใช่ ถ้าพิสูจน์ได้ตอนอายุ 96 ก็ยิ่งดีกว่านี้ อีกนักษัตร ถ้าเป็นถึงร้อย ยังแข็งแรงดี อย่างน้อยถ้าร้อย อาตมาก็ยังเท่านี้ได้ ประมาณนี้ แน่นอนอาตมาก็แข็งแรงแน่นอน ดีไม่ดี ที่มันรวนเรในตัวเอง ตามวิบาก ความเจ็บป่วยทางพยาธิ ก็ลดลงไปได้ แน่นอน จะพิสูจน์แบบนี้ได้ทีเดียว ดีไม่ดี Nobel prize ได้เลยนะ ว่า นี่เป็นความจริงเป็นสิ่งที่พิสูจน์ยืนยันที่ เขาต้องยอมรับเลย แม้คนเดียวก่อน พวกเราก็จะต้องตามมา ไม่ใช่แค่คนเดียว อาตมา ท่านองค์นี้ ก็ถึงร้อยบ้าง อาตมาว่าโอ้โห คิดว่าตัวเองจะถึงร้อยไหม? สมณะเดินดินว่า... อยู่แค่ถึง 60 ก็ดีแล้วครับ พ่อครูว่า... แสดงว่าตอนนี้เก่งเหมือนกัน เลย 60 แล้ว ก็ใช้ได้

ก่อนจะได้เริ่ม ก็โอภาปราศรัยกับ sms

สื่อธรรมะพ่อครู(นิยามชีวิต 5) ตอน ธรรมะต้องเป็นจิตนิยามเป็นต้นไป _Mongkol Nath… ทำไมพระพุทธเจ้า จึงไม่ทรงอนุญาต ให้พระภิกษุ อวดอุตริมนุษยธรรม ทั้งมีจริง และไม่จริง ก็เพราะทรงให้รักษาพระศาสนา มากกว่ารักษาคน ถ้าพูดเรื่องการบรรลุธรรม ซึ่งเป็นค่านิยมสูงสุดในพระศาสนา จะทำให้คนมาสนใจที่ตัวบุคคล ไม่สนใจธรรมะ สรายุทธ บุญญโก · Mongkol Nath …ธรรมะ คือรูปกับนาม อันทรงไว้ในร่างกาย อันกว้างศอก ยาววา หนาคืบ ของมนุษย์เรานี้ พูดถึงธรรม ก็คือพูดถึงคน พ่อครูว่า... ธรรมะ คือรูปกับนาม ที่ทรงไว้ในร่างกาย อันยาววา หนาคืบ กว้างศอก ร่างกายนี้ คำว่าธรรมะนี่ ต้องมีนามธรรม ต้องมีคน ธรรมะต้องอยู่ที่คน ธรรมะอยู่ที่แตงกวา หรือต้นไม้ ธรรมะอยู่ที่ดิน หรืออยู่ที่อะไร ไม่ได้ อุตุนิยาม หรือ พีชนิยาม เป็นธรรมะไม่ได้ เพราะมันเป็นเรื่องของเหตุปัจจัย ที่สังเคราะห์กันอยู่ โดยไม่ได้อยู่เหนือธาตุ องค์ประกอบ สังขาร คุณต้องรู้องค์ประกอบเหล่านั้น และต้องสามารถรู้ ทั้งจำนวน และคุณภาพ ถึงขั้นนามธรรม จิตนิยามที่คุณจะควบคุมได้ ถ้ายังคุมไม่ได้ มันทรงไว้ชั่วคราว แล้วเปลี่ยนแปลงไป มันก็ไม่ได้ทรงไว้ มันเป็นอนิจจัง แล้วมันก็จะไปหาศูนย์ หรือมันก็วนเวียน อนิจจัง แม้ ไม่ 0 ก็วนเวียน มากน้อย น้อยมาก ต่ำๆ สูงๆ ทุกข์ๆ สุขๆ อยู่ตลอด ถ้าเป็นจิตนิยาม จิตนิยามนี้จะไม่สามารถนิพพานเอง ถ้าเป็นอัตภาพแล้ว ธาตุความหลงที่มากกว่า พีชนิยามแล้ว จิตนิยาม ที่มีอัตตาแล้ว มันจะหลงตัวตน พีชะมันเริ่มมีตัวตน เป็นพลังงาน ที่มีตัวมันเอง ISH แต่มันจะไม่หลงตัวตน เหตุปัจจัยไม่ครบ มันก็สลายไป แล้วมันก็ไม่มีตัวเชื่อมต่อข้ามชาติ ไม่มี ไม่มีกรรม ไม่มีวิบาก อะไร แต่จิตนิยาม ขึ้นไป เป็นสัตว์ มันไม่ยอมละลายตัวเอง มันจะมีตัวพยาบาท มันจะมีตัวรัก มีตัวตนที่จะต้อง ตอนแรก แน่นอนต้องโง่ก่อน จิตนิยามต่ำๆ ก็โง่ อวิชชา มันไม่รู้ มันก็รักตัวตนของมัน ไม่สามารถสลายได้เลย จนกระทั่งจำนน นั่นคือ ศาสนาเทวนิยม ไม่สามารถสลายตัวเองได้ จิตวิญญาณเป็นนิรันดร อยู่กับพระเจ้า ทำให้ดีที่สุดสูงสุดก็ไปอยู่กับพระเจ้า แล้วก็จบ บางศาสนาก็มีวนเวียน มีอวตาร มีลงมาเกิดในโลกมนุษย์ใหม่ แล้วก็กลับไปอยู่กับพระเจ้า บางศาสนารู้รอบเดียว มาเป็นมนุษย์แล้ว ถ้าทำคุณงามความดีได้ ก็จะอยู่กับพระเจ้า แต่ถ้าทำไม่ดี พระเจ้าก็ไม่เอา ก็ส่งลงนรก ก็แล้วแต่ความรู้แต่ละศาสดา แต่ละศาสนามันจะมีอยู่ประมาณอย่างนี้ สรุป คำว่าธรรมะนั้น จะต้องหมายถึงจิตนิยาม ขึ้นไป โดยเฉพาะต้องมีคน จิตนิยาม สัตว์ก็เป็น แต่ถ้าจะเป็นธรรมะ ที่จะพูดเรื่องธรรมะ อธรรมะ ต้องเป็นคน แม้เป็นคนที่ยังเป็น อเวไนยสัตว์ สัตว์ที่ยังรู้ธรรมะสอนธรรมะให้ไม่ได้ ถ้าเจริญก็มีได้ ธรรมะแค่โลกียะ 1. ดีสูงสุด แล้ววนลงต่ำ เทวนิยม ไม่มีการสลายอัตตาได้ 2. ควบคุมจิตวิญญาณตัวเอง มีความสามารถที่จะให้สูง ให้ต่ำ อนุโลมได้ เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นอย่างยิ่งได้

_สมถวิล บาลเวช… มีอาการเบื่อๆเซ็งๆ ถามตัวเองเกิดอะไรขึ้น ติดแป้นใช่ไหม ไปไม่เป็นใช่ไหม เริ่มเดินต่อตรงไหนดี แล้วก็บอกตัวเองว่า เพิ่มอธิศีลดีไหม เอาข้อไหน ที่สุดเอา สังกัปปะ7 บวกศีล ตามกามกับโทสะ คิดคืนที่แล้ว วันนี้ก็ยังเอาไม่ทันอยู่ พูดด้วยจิตปฏิฆะ ไม่เมตตาเท่าที่ควร เสพความอร่อยในอาหาร ที่เป็นสักกายะ ส้มผัก หวงอาหารบางอย่าง ลวกผักนึ่ง มันผิดหมดทั้งห้าข้อเลย จะเลื่อนออกจากแป้นไดัไหมนี่ ถามตัวเอง แต่ก็จะฝึกต่อไปค่ะ ด้วยความเคารพอย่างสูง แค่รายงานการปฏิบัติธรรมนะคะ พ่อครูว่า... เอาน่า อย่าไปแข็งกร้าวกับมันนัก ดูๆมันไปก่อน ไม่ฝึกก็ต้องฝึกแล้ว อายุ 67 แล้ว

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน ตัดรอบพระโสดาบันตรงไหน _ฝากฟ้า ... จากการตอบแบบสอบถาม เกณฑ์ตรวจสอบความเป็นพระโสดาบัน ชุดที่ 1 เรื่อง ความเป็นผู้มีศีล 5 บริสุทธิ์ ชุดที่ 2 เรื่องญาณ 7 ของพระโสดาบัน มีญาติธรรมหลายท่าน(รวมทั้งนักบวช) ปฏิบัติธรรมมานาน บางท่าน ทิ้งบ้านมาอยู่ในชุมชนกว่า 30 ปี เป็นคนขยัน มีความรับผิดชอบงานของหมู่กลุ่ม จิตมั่นคงต่อเส้นทางที่พ่อครูนำพาทำ รับผิดชอบงาน ความเป็นผู้มีศีล 5 บริสุทธิ์ ก็ไม่ต่ำกว่า 85 % แต่พอมาตอบคำถาม ชุดที่ 2 เรื่องญาณ 7 ของพระโสดาบัน ตรงคำถามที่ว่า” รู้ตนว่ามีผล ได้บรรลุแล้ว (ระดับโสดาบัน)” ก็ไม่ยืนยัน 100% ว่าตนเอง เป็นพระโสดาบัน

....กราบเรียนถามพ่อครูว่า เราจะตัดรอบความเป็นพระโสดาบัน ตรงไหนคะ? พ่อครูว่า... จะวัดที่จิต เราวัดที่จิตเป็นสมาธิ ก็ต้องนับปัญญา และวิมุต เป็นเงื่อนไขหลัก สมาธิต้องมีปัญญาและวิมุต ถ้ามี ปัญญา และวิมุต ตามฐานะของศีล อย่างไร แค่ไหน โครงสร้างใหญ่ๆ ศีล 5 เป็นพระโสดาบัน ศีล 8 สกิทาคามี ศีล10 อนาคามี ศีล จุลศีล ถ้าดูคุณภาพแล้ว 20 ข้อได้ ก็น่าจะเป็นอรหันต์แล้ว ถ้าบรรลุทั้ง 26 จุลศีล เชื่อมั่นว่าบรรลุพระอรหันต์แน่ ถ้ามีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของโลก 26 ตัวนี้ เกี่ยวข้องกับอะไร ต่างๆนานา ทั้งคนและสัตว์ ที่ต้องสัมพันธ์ เกี่ยวข้อง แล้วมันทำให้เราเกิด จิตที่ต้องเกิดทุกข์ เกิดสุข หรือเกิดกิเลส ไม่เกิดกิเลส

เพราะฉะนั้น มีผู้จะทำสิ่งที่เป็นเครื่องวัด เดี๋ยวนี้เก่งวิชาการ หลักเกณฑ์ ก็ใช้ได้ ถ้าไม่มีปัญญา อ่านอาการ ลิงค นิมิต ก็น่าเห็นใจ ระดับโสดาบัน ก็จะอ่านไม่ชัดเจน สกิทาก็ง่องแง่ง คนจะเป็นอนาคามีขึ้นไป ถึงจะอ่านจิต เจตสิก รูป นิพพาน อ่านปรมัตถธรรมได้ชัดเจนกว่า มันก็ยาก ขนาดบรรลุอรหันต์ สายเจโต ก็ยังอ่านจิตตัวเองไม่เก่ง อาตมาว่า สายเจโต มาเรียนรู้กับพวกเราได้ยาก ถ้าพวกเราเป็นสายเจโตเต็มๆ จริงๆ คนจะมากกว่านี้เยอะ แต่นี่สายปัญญา ยาก ยากมากๆ ถ้าเจโตนี้ สองต่อเลย ถ้าตักกจริต วิตักกจริต ก็ 4 ต่อ ขึ้นไป ก็ถามว่าจะตัดรอบความเป็นโสดาบันตรงไหน ก็เอาหลักการพระพุทธเจ้ามา 1. เอาศีล 2. สมาธิ มันก็ไม่มีหลักการอะไร นอกจากจะรู้โครงสร้างของจิตเป็นสมาธินั้น คือจิตที่ไม่มีกิเลส ตัดตรง จิตไม่มีกิเลสชั่วคราว ไม่มีกิเลสถาวร ในเหตุปัจจัยต่างๆ เช่น ผัสสะกับสัตว์ต่างๆ เราไม่มีโทสะ โลภะ ไม่มีราคะอะไรกับสัตว์ หรือข้าวของ ที่ไม่ใช่ของของเรา เราก็ไม่มี สำหรับพระโสดาบัน คนที่ปฏิบัติธรรมแล้ว จิตใจตัวเอง เป็นจริงๆเลย ในโลกไม่มีภัย แม้แต่สัตว์ เพราะฉะนั้นพิษภัยต่อมนุษย์ ก็ไม่มีแน่ ของที่ไม่ใช่ของของตน เราก็ไม่เป็นภัยแล้ว เพราะฉะนั้นคนๆนี้ปลอดภัย ไร้ภัยต่อสังคม โลกมนุษย์ จึงเป็นหลักประกัน ที่ชัดเจนมาก ก็คนอย่างนี้ เป็นจริง กลับกลอก ไม่ถือเป็นผู้บรรลุธรรม ของศาสนาพุทธ ต้องไม่กลับกำเริบได้แล้ว ได้ถาวร ยั่งยืน นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ก็วัดไปตามโครงสร้าง ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ หลุดพ้นหรือไม่

_SMS วันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 (พ่อครู : บวรราชธานีอโศก)

_0015… "แบบคนจน" มีหลักการ และวิธีการปฏิบัติ อย่างไรครับ พ่อครูว่า… โปรดติดตามอย่ากระพริบตา เป็นเรื่องยาว เรื่องนี้ เพราะคนจน เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ และสังคมโลกกำลังเข้าใจ วันนี้จะพูดถึงเรื่องคนจนทั้งรายการ เดี๋ยวรอสักครู่

_3867… บุญ ที่พ่อครูสอนคือ การขัดจิต เกลาใจ ชำระกิเลส ให้จิตใจสะอาดสว่างสงบ พ่อครูบ่ได้สอนลำพังหมู่กลุ่มเดียว! มีพ่อหลวงฯสอนบุญ คือการดับทุกข์ในจิต สร้างสุขในใจ ทรงสอนลูกไทยใ ห้สงบสุข ด้วยจิตไร้ทุกข์ใจ ไร้กิเลสตรงตามบุญ ถูกทาง ไปสู่ความสุขสงบสันติเหมือนกัน พ่อครูว่า… จริง ท่านทรงทำ เป็นรูปธรรมมาก ส่วนอาตมาทำทางนามธรรม อาตมาเป็นผู้นำเรื่องโพธิสัตว์ มาขยายในเมืองไทย เถรวาทไม่พูดถึง เรื่องโพธิสัตว์ เพราะจะเอาแต่อรหันต์ เรื่องโพธิสัตว์ไม่รู้เรื่อง ประโยชน์ตน ไม่พูดเรื่องประโยชน์ท่าน ซึ่งมันผิด อรหันต์ต้องมีความสมดุล ประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน ได้เป็นอรหันต์แล้ว ส่วนใครจะเป็นโพธิสัตว์ก็ได้ พระโสดาบัน ก็เป็นโพธิสัตว์ระดับ 1 สกิทาคามีก็มีความเป็นจริง ของฐานจิต Static เป็น status quo ของตน เป็นปัจจุบันของตน เป็นปรากฏการณ์ฟิโนมีน่า ไม่ใช่เอาแต่นึกเอา หรือไปขบคิด ในภพ

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน รับจำนำข้าวเปรียบกับขาดทุนคือกำไร _0015… โครงการ"รับจำนำข้าว" ทำให้รัฐขาดทุน สามารถเข้ากันได้กับทฤษฎี "ขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา" ได้บ้างไหมครับ พ่อครูว่า… ประเด็นที่ว่า ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา เป็นเรื่องสำคัญ ในหลวงเป็นผู้ตรัส เป็นนัยที่ในหลวงทรงหมาย เคยตรัสไว้ ตรัสถึงว่า รัฐต้องขาดทุนให้ประชาชน นั่นคือกำไรของรัฐบาล รัฐ คือทั้งประเทศ รัฐบาล คือคณะบริหาร แต่ละคณะๆ จะเป็นขนาดไหน ก็คือรัฐบาลนั้นๆ มีใครเป็นหัวหน้า รัฐบาลยิ่งลักษณ์ รัฐบาลสมชาย รัฐบาลสมัคร อะไรก็ว่าไป รัฐบาลต้องขาดทุนให้แก่ประชาชน นั่นคือกำไรของรัฐบาล แต่การกระทำ คือรัฐบาล เช่นว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์ หรือ การปฏิบัติของรัฐบาล ที่ทำการขาดทุนนั้น คือการเอาเงินของรัฐ มาขาดทุนให้ประชาชนประมาณ สองแสนล้าน ห้าแสนล้าน แต่คนของรัฐบาลพากันขี้โกงไปเสียเป็นจำนวนมาก ไม่ไปถึงมือประชาชนที่บริสุทธิ์ เขาทำอย่างบริสุทธิ์ไม่เป็น เขาอม ตรงนี้ต่างหากเล่า คือความจริง พิจารณาตัดสินเข้าคุก ก็คือประเด็นตรงนี้ว่า คุณโกง คุณอม คุณกินเงินรัฐ ถ้าคุณเอาเงินรัฐ จะล้านๆ ก็เอามาให้ประชาชนหมดเลย ก็ไม่เป็นไร ไม่ผิดหรอก แน่นอนประเทศชาติกำไร รัฐบาลก็กำไร คุณทำถูก แต่นี่คุณ อาตมาขออภัย อ่านวจีสังขารเร็ว หยาบ ขออภัย ขอพูดให้ฟังว่า อาตมาเป็นคนหยาบไม่ใช่เล่น คุณเป็นคนยัดห่า หรือว่าคุณรับประทานไปเท่าไหร่ พวกนักการเมืองที่บริหารเงินนั้น นี่ต่างหาก คือประเด็น เรื่องนี้คุณจะต้องละเอียดกว่านี้หน่อย อาตมาพอรู้ทันบ้าง คุณกับอาตมา ต่างชื่อมงคล เหมือนกัน แต่คนละเรื่องคนละอย่างกันแล้ว เข้าใจความละเอียดต่างกัน ก็เอาล่ะ มันเป็นความเข้าใจของคุณ คุณเข้าใจอย่างนั้น ถ้าคุณจริงจังก็เรื่องของคุณ อาตมาไม่เถียงกับคุณ อาตมาเข้าใจอย่างนี้ ก็บอกความต่าง ต่างคน ต่างเข้าใจ ต่างกัน สมณะเดินดินว่า... ความจริงน่าจะบอกว่า การขี้โกงของเราเป็นคุกตะรางของเรา พ่อครูว่า... ตอบย้อนได้ดีมาก ประเด็นที่คุณเข้าใจ จึงเป็นประเด็น ที่ทำความผิด ทำให้คนหนีหมายจับตอนนี้ ตอนนี้ก็ยังมีอยู่หลายคน ก็ล้วนแล้วแต่ เกิดจากการเอาเงินมาแล้วหลอกลวงประชาชน ว่าขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา

สื่อธรรมะพ่อครู(อวดอุตริมนุสธรรม) ตอน อวดอุตริมนุสธรรมให้ทำได้ไหม _Mongkol Nath… พระสงฆ์ห้ามพูดอุตริมนุษย์ แก่อุปสัมบัน พ่อครูว่า… แค่นี้ก็พลาดแล้ว พระสงฆ์ไม่มีห้ามอวดกับ อุปสัมบัน มีแต่ห้ามอวดกับ อนุปสัมบัน อาตมาแปล อนุปสัมบัน คือ ผู้ไม่มีภูมิพอ ไม่เดียงสา จะรู้เรื่องได้ พูดไปเสียของ ไม่ดี ต้องพูดกับ ผู้ที่คุยรู้เรื่องได้ เป็น อุปสัมบัน แต่เขาก็แปลอุปสัมบัน คือผู้ที่บวชเป็นพระ ครองจีวร ห่มเหลืองแล้ว แต่ฆราวาส คืออนุปสัมบัน ก็เข้าใจคนละเรื่องกับอาตมาแล้ว อาตมาก็เข้าใจก็แล้วกันว่า คุณคงประสงค์ว่า ห้ามอวดอุตตริมนุสสธรรม กับอนุปสัมบัน ขอยืนยันว่า ผิดอีก ถ้าสงฆ์จะพูดกับอุปสัมบัน ได้หมด คือผู้ที่มีภูมิรู้กันได้ แต่พระสงฆ์ มีเงื่อนไขวินัย ไม่เอาวินัยไปใช้กับฆราวาส แต่พระสงฆ์มีรูปธรรม ต้องถือวินัยข้อนี้ ไม่เช่นนั้น จะรักษาสถานะของศาสนาพุทธไม่ได้ พระสงฆ์ถ้าไม่มีวินัยเลย ไม่ได้ ก็ขอยืนยันว่า พระสงฆ์อวดอุตตริมนุสสธรรมได้ ไปอ่าน โลหิจสูตร ในพระไตรปิฎก เล่ม 9 ที่ว่า โลหิจจพราหมณ์ มีทิฏฐิลามก ว่า “ ผู้บรรลุแล้ว ไม่พึงบอกแก่ผู้อื่น เพราะคนอื่น จะทำอะไรแก่อีกคนหนึ่งได้ การบอกแก่คนอื่น จัดว่าเป็นความโลภ ที่เป็นบาป เปรียบเหมือนคนตัดเครื่องพันธนาการเก่าออกแล้ว กลับทำเครื่องพันธนาการใหม่... ฯลฯ ” พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ย่อมมีคติ 2 คือ นรก หรือกำเนิด เดียรัจฉาน อย่างใดอย่างหนึ่ง (พระไตรปิฎก เล่ม 9 ข้อ 358) ในพระสูตรนี้ ไม่ได้พูดถึง อนุปสัมบัน หรืออุปสัมบัน ด้วยซ้ำ แค่ถ้าผู้ใด มีความเห็นว่า ไม่ควรบอกผู้อื่น ก็มีคติไปเป็นเดรัจฉาน หรือสัตว์นรก ไปทบทวนให้ดี แล้วยังมีเงื่อนไขว่า ถ้าจะบอกก็ควรมีเงื่อนไขบ้าง ถ้าเป็นสมณะ ภิกษุ ท่านมีหลักอยู่ แต่ถ้าเป็นฆราวาส ไม่มีเงื่อนไขนี้ เพราะว่าฆราวาสไม่ถือพระวินัย อย่างนี้เป็นต้น เรื่องนี้จึงกลายเป็นเรื่องของ การทำให้ศาสนา กลายเป็นศาสนาเดา ว่าผู้บวชแล้ว เมื่อเป็นผู้บรรลุแล้วไม่ควรจะบอกใคร บอกไม่ได้ ก็เลยเดากัน เพราะความเข้าใจผิดกัน ตั้งแต่บัดนั้น จนถึงบัดนี้ เลยกลายเป็นอาริยะเดาหมด ไม่เป็นอาริยะ ที่ทุกคนประกาศได้ บอกตัวเองได้ ยืนยันได้ มีหลักการ ประกาศไม่ได้เลย เพราะเมื่อไม่บอก ก็ต้องพูดหลักการ ขยายความ อาจจะพูดได้บ้าง สำหรับผู้ฉลาด สรุปแล้ว เลยเป็นศาสนา ที่งม คลำ เดา ต่างคนต่างประพฤติเอา ก็แล้วกัน ถ้าจะพูดโดยรวม ก็เพราะว่า มันกั้นคนชั่วได้ดีมาก บรรลุแล้ว อย่าบอกใคร แต่ไปกั้นความดี ที่ใช้ไม่ได้เลย ถ้ากั้นคนชั่ว ก็กันได้ดีมาก แต่ไปเสียที่ ไปกันคนดีด้วย เลยไม่รู้ว่าคนไหนดีจริงๆ ก็เลยกลายเป็นเดา เลอะไปหมด

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน เถยยจิต กับ สาเฐยจิต ต่างกัน _Mongkol Nath… เถยยจิต แปลว่าจิตคิดจะลักสิ่งของผู้อื่น มาเป็นของตน ท่านเข้าใจผิดแล้ว พ่อครูว่า… คำว่า สาเถยยะ มันมีอาการ จิตอยากโอ้อวด แม้มีจริง ก็ยังมีอยาก อวดได้ไหม อวดได้ แต่อย่าอยาก อวดโชว์แสดง อย่าอยาก ต้องอ่านอาการ ของความอยาก ให้ละเอียด มันอยากอวด ถ้ามันไม่อยากอวด มันต้องการให้คนอื่นรู้ เท่านั้น เพราะฉะนั้น สาเถยยจิต จิตอยากอวด คืออยากดัง อยากให้คนอื่นรู้ ว่าตนเองมีอำนาจ ในความดีงาม มีความสูงส่ง อวดดี ให้คนเข้าใจ แต่คนที่แสดงความดีนั้น ให้คนอื่นรู้ อวดคือ แสดง โชว์ แสดงออกไปแล้ว จิตมันไม่มีความเป็นตน เหมือนกับการแสดง คนฟัง เขาจะชมเชยเรา หรือไม่ ดีไม่ดี เขาติด้วย คนฟังเขาติ เขาว่า อย่างอาตมา ไม่ได้คำชม ได้แต่คำติ คำชมได้น้อย แต่อาตมาไม่ใช่ masochism ไม่ใช่ sadism สรุปคือ จิตไม่ได้อยากได้อะไร ตอบแทนมา แม้แต่คำชื่นชม สรรเสริญ หรือจะเอายศ ศักดิ์ ฐานะ ก็เป็น สาเถยยจิต อยากได้ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข คำว่า เถยยะ คือ จิตคิดลักของ เป็นขโมย แต่ว่า คำว่า สาเถยยะ คือ จิตอยากอวด คนละอย่างกัน

_ประภา ชุ่มมงคล…ถ้าดิฉันไม่เจอธรรมะของพ่อครู ชีวิตนี้คงจะดิ่งลงเหว และจมอยู่กับทุกข์ หรืออาจจะอกแตกตายไปแล้ว ก็ได้ค่ะ ชีวิตดิฉันเจอแต่เรื่องหนักๆ ส่วนใหญ่คู่ครอง ดิฉันฟังและเข้าใจธรรมพ่อครู จึงมีสติยอมรับ ในชะตากรรมของตัวเอง และพยายามไม่ทำบาป ไม่ทำเลว ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน เพราะตัวเองเจ้าค่ะขอกราบขอบพระคุณคำสอนของพ่อครูมากเจ้าค่ะ.สาธุ.สาธุ.สาธุ

SMS วันที่ 28 พฤศจิกายน 2560 _8647… เมื่อก่อนจะได้ยินคนเฒ่าคนแก่พูดว่า หมดบุญ ก็คือคนแก่ตาย ก็แย้งในใจตลอดว่า ไม่ใช่ เป็นเพียงการหมดอายุไขเท่านั้น แต่ก็ไม่เข้าใจว่า หมดบุญคืออะไร แต่พอมาฟังพ่อครูอธิบาย จึงกระจ่างแจ้ง

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน จะพบเจออาจารย์ที่สัมมาทิฏฐิได้อย่างไร SMS วันที่ 29 พฤศจิกายน 2560 _2166… นอกจากพ่อท่านแล้ว ท่านอาจารย์โกเอ็นก้า, หลวงปู่ ติช นัท ฮันห์ จะนับว่าเป็นสัตบุรษ หรือมิตรดี ได้ไหมครับ? ท่านโกเอ็นก้า ท่านก็บอกว่า จะมาเป็นผู้กอบกู้พระพุทธศาสนา ท่านจึงได้กลับไปประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของบรรพบุรุษของท่าน ขอถามพ่อท่านว่า มีความเห็นอย่างไรครับ? เท่าที่ดูแล้วท่านโกเอ็นก้า อินเตอร์กว่าพ่อท่านนะครับ? พ่อครูว่า… อาตมาไม่ได้ไปต่างประเทศเลย เคยไปแค่เชียงตุง ออกนอกประเทศ ก็เท่านั้น ออกไปครั้งเดียวเอง อาตมาในจิตใจ ไม่คิดจะไปต่างประเทศเลย ไม่อยากไปต่างประเทศเลย เมื่อย เดินทางในประเทศ เดี๋ยวนี้ ก็ไม่ค่อยจะเดินทางแล้ว ถ้าไม่มีความจำเป็น ใครมีอะไร ก็มา อย่าให้ไปเลย ขอรักษาตัว ถ้าอายุ 100 ดีกว่านี้ไป ถ้าไม่ดีขึ้นก็ขอทำ Coefficient ให้ตัวเองก่อน เดี๋ยวนี้ แม้แต่นั่งรถยนต์ ก็เวียนหัวแล้ว ยกตัวอย่าง ท่านโกเอ็นก้า, หลวงปู่ ติช นัท ฮันห์ ต่างก็มีความเป็นตน มีของตนไป แล้วเชื่อมั่นในของตน ก็เป็นธรรมดาของแต่ละคน แล้วต่างก็ปรารถนาดี ต่อผู้อื่น ต่อสังคม ที่จะให้ได้สิ่งที่ตนเชื่อว่า ถูกต้องของตน ให้แก่คนอื่น จึงต่างเชื่อว่า ต่างคนต่างทำ ตามความถูกต้อง ของใครของมัน ให้คนในศาสนา ได้เข้าใจในสิ่งที่ตนเชื่อมั่น มันก็เป็นลักษณะของแต่ละคน จริงๆ มันก็ต่างคนต่างรับได้ และเห็นดี ได้โอกาส ได้คบคุ้น คบหา เห็นด้วย เห็นดี ถ้าได้คบหาคนเดียว ก็แน่นอน รับคนเดียว ถ้าสองคน ก็เลือกดู อันไหนเป็นธรรมวาที จะฟังทั้ง โกเอ็นก้า, หลวงปู่ ติช นัท ฮันห์ หรือโพธิรักษ์ก็เลือก อ้อ ของติช นัท ฮันห์ ดีก็เลือก ฟังแล้วของท่านโพธิรักษ์เข้าท่า ก็มาเอา หรือท่านโกเอ็นก้า ก็ดี ก็เอา ท่าน โกเอ็นก้า มีสติปัฏฐาน แต่เน้นนั่งสมาธิหลับตา ท่านติช นัท ฮันห์ นั้นจะมีนั่งสมาธิหลับตา แต่ก็มีสติปัฏฐานมากกว่า ส่วนของอาตมานั้น ลืมตาทำสติ มากกว่าไปนั่งหลับตา หรือ แม้แต่ ไม่นั่งหลับตาเลย ก็บรรลุอรหันต์ได้ ของอาตมา ไม่หลับตาเลย ก็บรรลุอรหันต์ได้ แต่ ถ้าสัมมาทิฏฐินั่งหลับตา ก็เป็นอุปการะมาก ช่วยได้ เป็น status เป็นตัวฐาน ที่ทำให้จิตเรารวมตัว ได้เก่ง ได้เร็ว เป็นฐานรับรอง เป็นต้นทุนพลังงานบวก ได้ดี ได้เร็วด้วย แข็งแรงมากด้วย เป็นอุปการะมาก ก็ควรจะทำ จริงๆแล้ว คนไม่มีฐานตัวนี้เลย ทำได้ยาก ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า ไม่มีฐานนั้น ปฏิบัติได้ยาก ถ้ามีฐาน พลังบวก พลังนิ่ง แข็งแรง เหมือนคุณหมุนลูกข่าง หากฐานไม่ดี ลูกข่างของคุณจะไม่มีวันหมุนแล้วนิ่ง เหมือนกินน้ำจั้น คือหมุนเร็วแล้วนิ่ง อยู่กับที่ด้วย ภาษาอีสานเรียก กินน้ำจั้น ภาษาภาคกลาง คือลูกข่าง นอนวัน ต้องนิ่ง แข็งแรง จึงกินน้ำจั้นได้ ที่จริงจะมีแรงเหวี่ยง มีตัวแปร ตัวประกอบ ในแรงเหวี่ยง มีวงของมัน ใน protoplasm มีวงรังสีออกไป มีฐานดูดไว้ แล้วห่างไป ค่อยจางลงไป ตามต้นทุน ที่มีแรงหมุน มีความดึงดูดของโลก ของแกนกลาง โลกหมุน ไม่ว่าจะเป็นลูกโลก ลูกไหน หรือแรงหมุนของอะไร ทีนี้ ต่างคนต่างเข้าใจ ต่างเชื่อมั่น โกเอ็นก้า, หลวงปู่ ติช นัท ฮันห์ หรือแม้แต่คนไหน ก็ไม่มีปัญหาอะไร มีหน้าที่ช่วยมนุษย์ ก็ช่วยกันไป ให้มีสัมมาทิฏฐิมาก คนที่ไปเชื่อ อาจารย์ที่มีสัมมาทิฏฐิมาก ก็ดีไป คนที่มีสัมมาทิฏฐิน้อยกว่า ก็ดีน้อยกว่า คนที่มีสัมมาทิฏฐิน้อย ก็น้อยลงไปอีก หากไม่สัมมาทิฎฐิ แต่เป็นมิจฉาทิฏฐิ ก็ซวยหน่อย เป็นเรื่องที่บังคับกันไม่ได้ ทุกคนก็มีปัญญา ของตัวเอง บางคนอาจใช้คนอื่นแนะนำ เชื่อคนอื่น ให้คนอื่นเป็นตัวนำ ก็ต่างไป บางคนก็เชื่อมั่นตัวเอง ดีนะ แต่ถ้ามันเชื่อผิด ก็เสียเวลาเยอะ จริงๆแล้ว ของใครที่ถูกแท้ ตรงกับของพระพุทธเจ้า ก็เอาตรงนี้ ที่ถูกแท้คือ ที่ตรงกับของพระพุทธเจ้า คนนั้นเรียกว่าสัตบุรุษ แล้วสัตบุรุษ ก็เป็นมิตรดีที่แท้ แล้วใครจะตัดสิน มีหลักอะไร ที่จะตัดสินว่า ใครตรงกับของพระพุทธเจ้า ทุกวันนี้อาตมาก็พึ่งพาพระไตรปิฎกตัดสิน พึ่งพาคนไม่ได้ สำหรับอาตมานะ อาตมา เอาพระไตรปิฎก เป็นหลักตัดสิน พระไตรปิฎกฉบับนี้แหละ ฉบับสยามรัฐ ที่มีอยู่ แปลเป็นไทย บาลี อาตมาก็แปลไม่เก่ง ท่านทั้งหลายที่แปลมานี่แหละ อาตมายังขอบคุณ ที่ท่านแปลพยัญชนะสู่พยัญชนะได้ดีมากเลย อาตมาได้ใช้มากเลย 80 ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นก็มีน้อยมากเลยที่เห็นว่า ไม่เข้าท่า อาตมาก็เอาพระไตรปิฎก เป็นตัวหลักเกณฑ์ที่ตัดสิน ตัวบุคคลอาตมาไม่เห็นว่า ใครจะตัดสินได้ อย่างคุณ เอาใครตัดสิน อาตมามั่นใจ จะใช้พระไตรปิฎกฉบับนี้แหละ ไม่ใช้ฉบับอื่น ตลอดชีวิต 151 ปีนี้ เพียงพอ ไม่ต้องไปเอาพระไตรปิฎกฉบับของจีน ฉบับของอะไร ของจีนมีตั้ง 300 เล่ม นี่เรามี 45 เล่มเอง เอาแค่นี้ก่อน รับรองว่าบรรลุอรหันต์ อาตมายืนยันได้ว่า อรหันต์เป็นอย่างไร บรรลุ อ่านจิต เจตสิก รูป นิพพานออก อาการทุกข์ สุข เวทนา เป็นอย่างไร มันมีอาการเป็นอย่างไร หรือมันไม่มี อย่างถาวร ยั่งยืน ตลอดกาล ต่อการผัสสะต่างๆ คือผัสสะอะไร ก็แล้วแต่ ถ้าคุณหลับตา จะรู้ได้อย่างไรว่า ขึ้นหรือไม่ขึ้น ต้องผัสสะตลอดเวลา เป็นประจำ บาง

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน