370101 ความขี้เกียจ โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
370101 ความขี้เกียจ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก
ความขี้เกียจ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ทำวัตรเช้า ณ พุทธสถานสันติอโศก
วันนี้ก็ปีใหม่แล้วนะ ปีใหม่ต้อง วันเวลาเปลี่ยนไปเรื่อยๆ และมันก็เดินไป เรื่อยๆ อาตมาก็แน่ใจว่าพวกเราก็คงจะไม่ต้องกำชับกำชาอีกก็ได้ ว่าเรากำลังเดินไปสู่ความตาย ชีวิตที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า โมฆบุรุษ นั่นคือชีวิตที่มันสูญเปล่า คือทุกๆขณะ ทุกๆวินาที ทุกๆนาที ทุกๆชั่วโมง ที่มันผ่านไปๆนะ มันสูญเปล่า ไอ้สูญเปล่าเฉยๆ ก็พอทำเนานะ คือไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น เราเองมีชีวิตนี่ มีบทบาท มีพลังงาน มีความรู้ มีความสามารถ มีกรรมกิริยา ที่เราจะทำอะไรให้ก่อเกิด ให้มีคุณค่าประโยชน์ได้ ไม่ว่าจะเป็นโลกียะหรือโลกุตระ ถ้ายิ่งได้เรียนโลกุตระแล้ว ด้วย ก็ควรจะได้ด้วย อย่างน้อยก็ได้โลกียะที่เป็นกุศล แต่เวลามันผ่านไป มันก็ไม่เกิดอะไรขึ้นมา นั่นน่ะสูญเปล่านะ ที่มันน่าเศร้ายิ่งกว่านั้นก็คือมันผ่านไปไม่สูญ เปล่าธรรมดา มันได้ความชั่ว มันได้บาป ได้หนี้ ได้เวร ได้อกุศล หรือได้กิเลส เสริมเข้าไปเสียอีก โมฆบุรุษที่อบาย โมฆบุรุษที่ได้นรก ความไม่เจริญ อบายคือ ความไม่เจริญ เพราะฉะนั้นเวลาที่ทำให้ตกต่ำ เวลาที่ทำให้ชีวิตของแต่ละชีวิตตกต่ำ ก็เป็นความโง่ เป็นอวิชชา ทุกวันนี้ยากที่คนจะเข้าใจได้ว่ามันอวิชชากันจริงๆ แต่เวลานาทีที่เขาคิดแต่จะเอาเปรียบเอารัด เขาคิดแต่จะสร้างหนี้ สร้างบาป สร้างเวร ให้แก่ตัวเองด้วยความโลภ ด้วยความอาฆาตมาดร้าย แข่งขัน เอาชนะคะคานกัน ปุถุชนเขาไม่รู้เรื่องอย่างนั้น และเขานึกว่าเขาประสบผลสำเร็จ เขาชนะ เขาได้เปรียบ ร่ำรวย เขามีอำนาจ เขาข่มขี่อะไรต่ออะไรได้มากมาย เขาก็นึกจริงๆ และเขาก็เห็นจริงๆเลยว่า นั่นเป็นความสำเร็จ นี่ในระดับสังคมประเทศชาติทุกวันนี
อ่านต่อ
้ ดูแล้วน่าเศร้าจริงๆ แข่งขันเอาชนะคะคานกันด้วยอะไรก็แล้วแต่ ที่มีอำนาจ มีความสามารถ มี พรรคพวก มีหมู่กลุ่มดึงๆทึ้งๆกัน ต่างๆนานา ซึ่งไม่คิดนึกถึงแก่นสาร คิดถึงเนื้อหาสาระที่แท้จริง เอาแต่เรื่องที่จะได้อำนาจมา ได้ฤทธิ์เดชมา เพื่อที่จะทำได้ตามต้องการของฉันแล้ว เพราะฉันจะได้ประโยชน์ จะได้รับอะไรที่จะต้องชนะคะ คานกันไป ตัวอย่างก็มีให้เห็นอยู่เต็มสังคมเลย ในระดับบริหาร ในระดับที่เป็นผู้ ใหญ่ที่เคารพนับถือกันทั้งประเทศ และน่าเศร้าที่สุดเพราะเขาไม่รู้ ไม่รู้จักสัจธรรม ถ้าเราเข้าใจสัจจะถึงขนาดนี้แล้ว คนที่ไม่ทำอะไรเลย ได้แต่เลี่ยงๆ หรืออยู่ว่างๆ เงียบๆ หยุดๆ ประเภทที่ซื่อบื้อ ไม่เข้าเรื่อง มันก็เป็นความเสื่อมนิดหนึ่งแล้ว ไม่เจริญ โมฆะ เหมือนกันนะ เพราะฉะนั้นขวนขวายเถอะ พระพุทธเจ้าท่านเตือน เวลาล่วงไปๆ เราทำอะไรอยู่นะ และเราก็ต้องพยายามกระทำจริงๆ ต้องทำให้ได้ๆ จริงๆ คือ แก้ไขตัวเองจริงๆ ถ้าหลงใหลยึดมั่นติดมั่นอยู่ มันก็ยังงั้นแหละ ต้องพิจารณาหาเหตุหา ผล หาด้วยความฉลาดเท่าที่เรามี เอ๊ อันนี้ เรายึดมานานแล้ว เราติดมานานแล้ว คนติงคนเตือน มีคนติเรามามากนักนะอันนี้น่ะ เราน่าจะแก้ไขไหม น่าจะเปลี่ยน แปลงไหม มันเป็นอย่างไร เห็นให้มันชัดๆ รู้ให้มันชัดๆ และแก้ไขเปลี่ยนแปลงด้วยความอุตสาหะเถอะ มันจะยากขนาดไหน มันจะลำบากขนาดไหนก็ตาม คนนี่แหละทำได้ อะไรๆมันก็ต้องทำได้ อะไรๆมันก็ต้องเป็นไปได้ โดยเฉพาะที่เป็นกุศล มันต้องเป็นไปได้ ผู้ที่เชื่อว่าเป็นไปไม่ได้นั้น คือคนตายแล้วเท่านั้นนี่ เชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ ผู้ที่เชื่อว่าเป็นไปไม่ได้นั่น ไอ้เป็นไปไม่ได้นี่ อยู่ในเครื่องหมายคำพูดเลย ผู้ที่เชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ คือ “คนตายแล้ว” เพราะฉะนั้นคนเป็นๆนี่ จะต้องทำให้เป็นๆนี่ จะต้องทำให้ได้ โดยเฉพาะกุศล หรืออุดมการณ์ อุดมคติที่เราเห็นว่า อันนี้มันน่าจะเป็นให้ได้นะ ชีวิตของพวกเรานี่ ดำเนินมาเรื่อยๆ นี่พัฒนาขึ้นมา คนที่พัฒนาได้มากๆ ก็ดีมากๆ ขึ้นไปเรื่อยๆ เป็นคนที่รังสรรค์ประโยชน์ตน ก็ลดละความเห็นแก่ตัว เป็นคนขยันหมั่นเพียร ไม่ดูดาย เห็นความชั่วร้ายของการดูดาย เอาตรงนี้ไปคิด ความชั่วร้าย ความเลวทรามของการดูดาย คำว่าดูดาย คงจะเข้าใจนะ ภาษาไทย เราเป็นคนดูดาย นี่เป็นความชั่วร้าย เป็นความเลวทราม ที่เราจะต้องคิดให้เห็น นึกให้ดีนะ ลองทบทวน นาๆพฤติกรรม ของความขี้เกียจกันดูบ้างนะ อาตมาเคย พยายามที่จะชี้ฉีกชี้หน้า หน้าไอ้ของพฤติกรรมขี้เกียจออกมาถึง 6 สภาพน่ะ 1. ไม่ทำอะไรเลย คือไม่ทำทางอาการกาย ไม่ทำการพูด ไม่ทำอะไรเลย นี่คือไม่ทำทางอาการกาย คือกายกรรมไม่มีอาการอะไรเลยนะ ไม่ทำการพูด ที่สุดไม่ทำแม้การคิดใดๆนะ (ผู้เอาแต่สงบอย่างฤาษีนะ ผู้เอาสงบอย่างฤาษีนี่เป็นความขี้เกียจข้อที่ 1) 2. มีเวลา มีโอกาส ไม่ติดงานใดๆ เลย ว่างๆๆ อยู่แท้ๆ แต่ไม่คิดอ่านหางานทำ นี่ก็คือขี้เกียจ ฉีกหน้าตัวขี้เกียจออกมา มีเวลา มีโอกาส ไม่ติดงานใดๆ เลย ว่างๆ อยู่แท้ๆ แต่ไม่คิดอ่านหางานทำ 3. มีงาน หรือมีสิ่งควรจะทำยิ่งกว่านั้นอยู่แท้ๆ แต่ไม่ทำ ฟังดีๆนะ คืองานหรือสิ่งควรๆ จะทำยิ่งกว่านั้นอยู่แท้ๆ แต่ไม่ทำ กลับไปทำสิ่งที่ตนอยากทำ ทั้งๆที่สิ่งนั้นควรๆ ที่จะทำยิ่งกว่า อยู่แท้ๆ แต่ไม่ทำ กลับไปทำสิ่งที่ตนอยากทำ นี่ก็ เป็นความขี้เกียจ มันเลี่ยง เป็นความขี้เกียจ ทั้งๆที่สิ่งนั้นควร ควรยิ่งกว่าแท้ๆ ควรจะทำ แต่ไม่ละ หลีกไปทำไอ้สิ่งที่ตัวชอบ สิ่งที่ตัวอยากบำเรอจิต ชนิดหนึ่ง บำเรอกิเลส ไม่ใช่จิต ไปบำเรอกิเลสนะ 4. หางานเบาๆทำ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องทำงานที่หนัก หางานเบาทำ เลี่ยงไปหางานเบาทำเลี่ยงๆ อะไรไป เพื่อจะได้ไม่ต้องทำงานที่หนักกว่าน่ะ 5. มีงานทำแต่ไม่อยากทำดื้อๆ ตรงๆนั่นเอง ไม่อยากตัวนี้ ไม่อยากทำดื้อๆ ตรงๆ นั่นนะ นั่นขี้เกียจแท้ๆ มีงานทำ แต่ไม่อยากทำดื้อๆ ตรงๆ นั่นเอง นี่ข้อ 5 6. นอนเกินกว่าควรหรือพักผ่อนเกินกว่าควร และเล่นหรือเริงรมย์เกินกว่าควร หรืออยู่ว่างๆ เกินกว่าควร ข้อ 6 นอนเกินกว่าควรหรือพักผ่อนเกินกว่าควร และเล่น หรือเริงรมย์เกินกว่าควร หรืออยู่ว่างๆ เกินกว่าควร นี่ล้วนแล้วแต่คือลักษณะที่มันส่อถึงความขี้เกียจทั้งนั้น ฉีกหน้าออกมาแค่ 6 ที่จริงมันมีมากกว่านี้ ถ้าเผื่อว่าคิดถึงลักษณะที่ส่อถึงความขี้เกียจต่างๆ จะคิดได้มากกว่านี้ แต่อาตมายังไม่ได้ขยันคิดหาหน้ามันมาฉีกให้ดูอีก สรุปแล้วมันก็เป็นกิเลส ที่ทำให้เลว หรือว่าทำให้ความเสื่อมค่า ทำให้ความเสื่อมค่าแห่งความเป็นผู้ประเสริฐไม่เกิดขึ้น ทำให้มันเสื่อมค่ามาทดแทน แทนที่จะเกิดความเจริญ หรือเกิดความมีค่ามีคุณ เกิดขึ้นในคนในตัวบุคคล ถ้ามันเกิดลักษณะพวกนี้แล้วก็รีบรู้ตัว รีบแก้ไขนะ ไม่ทำอะไรเลย คือไม่ทำอาการทางกาย ทางการพูด ที่สุดไม่ทำแม้ทางการคิดใดๆเลย อย่างที่เขาเข้าใจผิดกัน อันนี้เป็นเรื่องที่พูดกันยาก เพราะว่ามันมีลัทธิใหญ่ๆ ลัทธิที่เขาชอบสงบ ไปสงบสะกดจิต แล้วนิ่งสงบเป็นลัทธิเลยนะ นั่นเขาถือว่าเป็นนิพพานเสียด้วยซ้ำ หยุดๆ อาการ ทางกาย หยุดอาการทางวาจา ไม่พูด ไม่อะไร แม้แต่คิดก็หยุดคิด หยุดรับรู้ด้วย หยุดรู้สึกเลยทีเดียว ไม่รู้สึกอะไรเลย ไม่มีกำหนด ไม่มีสัญญา เรียกว่าอสัญญี ไม่มีการกำหนดรู้อะไรเลย ดับสัญญี ดับสัญญา ดับการกำหนดรู้ มันก็ไม่รู้สึกอะไร ดับสัญญา เวทนาต้องดับ เพราะสัญญานั่นเป็นตัวที่จริงๆแล้ว ตัวสัญญานั่นเป็นตัวกำหนด เป็นตัวรู้ที่รู้อะไรก่อน รู้อะไรที่ไม่ใช่ก่อนทีเดียวหรอก จะว่าก่อนก็ก่อน เพราะว่าพูดแล้วมันก็ปนกันอยู่ว่า เวทนาคือตัวแตะรู้จริงๆ แต่ไม่มีคุณภาพของสัญญา คือไม่มีคุณภาพของการกำหนดลงไปว่า อะไรที่เรากำลังรู้สึกนั่น คืออะไร สัญญาเป็นตัวกำหนดรู้ ถ้าสัญญาไม่ทำงาน แตะรู้มันก็เหมือนจิ้มไปเฉยๆนี่ มันไม่มีธาตุวิญญาณ มันไม่มีธาตุเจตสิก ไม่มีธาตุจิต เพราะฉะนั้นธาตุจิต ธาตุเจตสิก จะเริ่มทำงาน ก็คือสัญญาเริ่มกำหนด พอกำหนดรู้ เพราะกำหนดรู้นั่นแหละคือ รู้คือรู้สึก รู้ว่าอะไรเป็นอะไร รู้สึกก็คือตัวมนุษย์ หรือตัวสัตว์ หรือตัวชีวะที่มันรู้ว่าอะไร ถ้ามันเป็นความรู้ มันเป็นความรู้ว่า เออ ไอ้นั่น เออ ไอ้นี่ เออ อย่างนี้ นั่นก็หมายความว่า นั่นน่ะมันมีความรู้ จะเป็นสัตว์ จะเป็นมนุษย์ ก็ตาม ยิ่งมนุษย์ที่มีความรู้ที่มาก มันก็คือรู้ที่ตามที่ผู้มีความรู้มากนั้นๆ และมันก็จะเกิดการเปรียบเทียบ มันจะเกิดการระลึกกับสิ่งที่เราเคยรู้มาแล้ว เรียกว่าความจำ สัญญานี่แหละมันก็จะเทียบกัน เมื่อรู้แล้ว มันก็จะเทียบอัตโนมัติ ระลึกความจำได้มากเท่าไหร่ ที่ระลึกอดีตย้อนไปได้มากเท่าไหร่ ก็จะเทียบกันได้เท่านั้น น่า มันรับ มันเปรียบ มันเทียบนะ มันจะมีเป็นธรรมชาติ ธรรมดาของความเร็วของจิต เจตสิก เทียบว่าดีกว่า เทียบว่าสวยกว่า เทียบว่าควรกว่า ชอบกว่า ชังกว่า อะไรก็แล้วแต่ ถ้ามีกิเลสมาก มันก็เปรียบเทียบไปในทางชอบมากกว่าชังกว่ามากขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ถ้าเผื่อว่าไม่ใช่กิเลส มันก็จะเทียบตามลักษณะความจริง เออ ว่าใหญ่กว่า เล็กกว่า สูงกว่า ต่ำกว่า ขาวกว่า ดำกว่า ถ้ายิ่งมีเชิงชั้นในความรู้ก็จะบอกว่าดีกว่า นี่ชั่วกว่า เรียกว่าอภิธรรม กุศล หรืออกุศล ดีกว่าหรือชั่วกว่า มันจะเทียบโดยอัตโนมัติ ถ้าเราเข้าใจไม่ดี เราเป็นผู้ที่ฝึกฝนมาไม่ดี ฝึกฝนแต่แบบโลกียะ แบบมนุษย์โลกๆ ก็จะเปรียบเทียบไปว่าดีกว่าแบบโลกๆ เออ ได้เปรียบมามากๆ เออ ดีกว่า เสียเปรียบไปไม่ดี นั่นก็เป็นความเข้าใจว่า เอา ได้เปรียบ เออ เป็นความดี เสียเปรียบเป็นความเลว มันก็จะตัดสินอย่างนั้น เปรียบเทียบอย่างนั้นเรื่อยไป และมันก็เลือกเอาสิ่งที่ตนเองเห็นว่าดี ถ้าเข้าใจอย่างปุถุชนอย่างที่ว่า มันก็จะเลือกเอาสิ่งที่นึกว่าดี ไอ้ที่ว่าไม่ดีมันก็จะหยุด มันก็จะไม่เอา เรามาเรียนรู้ทางธรรมสูงขึ้น เราก็จะมาเลือกสิ่งที่ดีกว่า สิ่งที่ถูกสัจธรรมมากขึ้น เรารู้มากขึ้นเท่าไหร่ เราก็เอามาใช้มากขึ้นเท่านั้น ถ้าเรายิ่งมีสำนึกมีสติมาก และสามารถที่จะรู้ และเอาให้มันรู้ยิ่งจริงๆ แล้วก็ให้มีพลังแห่งรู้นั้น ให้เราฝึกฝนปรับตัวเองๆ เข้าไปสู่จุดรู้ดีที่ดีกว่า ทำให้มันจริง ดีขึ้นๆๆ อย่างดี อาตมาก็ไล่ให้ฟังแล้ว แยกให้ฟังถึงเจ็ดดีๆ ดีกว่า รู้ว่าอันนี้ดี ดีกว่า ดีขึ้น ดีแก้ให้มันดีขึ้น จนกระทั่งเราแน่ใจว่าดีแท้ๆ แล้วเป็นเนื้อที่ตั้งมั่นกี่เปอร์เซ็นต์ เต็มกว่าห้าสิบ หกสิบ เจ็ดสิบ แปดสิบ เก้าสิบขึ้นไปเรื่อยๆ ดีมากขึ้นไปเรื่อยๆ ดีแท้นี้ให้มันมากๆขึ้น นี่ห้าแล้วนะ ดี ดีกว่า ดีขึ้น ดีแท้ ดีมาก จนดีที่สุด ดีครบ ดีที่สุด ดีจบ ดีครบ 8,7 เมื่อกี้ เท่าไหร่แล้ว เจ็ดดีแตก ดีล้น ดีเกิน ดีเสีย มันเกี่ยวข้องกับสังคม เกี่ยวข้องกับผู้อื่น เกี่ยวข้องกับอะไรต่อมิอะไรต่างๆดี ดีสุดท้าย ดีครบแล้วนะ พอดีเกี่ยวข้องกับอันอื่นแล้ว มันจะเกิดสภาพที่ มันดีไป มันเคร่งเกินไป ประมาณ มันไม่เกิดความสัมพันธ์หรือเกิดสิ่งที่จะมีสัดส่วน ที่จะเกิดสภาพเจริญงอกงามยิ่งกว่านั้นขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดที่จะมีสัญญา ที่รู้ลึกซึ้งขึ้นเรียกว่าเป็นปัญญา สัญญานี่แหละ สะสมขึ้นเป็นปัญญานะ สัญญาสะสมขึ้นเป็นปัญญา เกิดเป็นความรู้ ความ เฉลียวฉลาดจริงๆ และมันก็ทำงานอย่างนั้นจริงๆ ก็ตรวจตราไป เพราะฉะนั้นคนที่อยู่เฉยๆ ไม่คิด ไม่ฝึกฝน จิตก็ไม่ทำงาน กายก็ไม่ทำงาน วาจาก็ไม่ทำอะไรนั่นนะ ไม่ใช่ความเป็นธรรมดาของมนุษยชาติของสัตว์โลกที่มีคุณค่าแท้ ที่สุดจะละกิเลส พระพทุทธเจ้าก็เอามารวมลงในสูตรหมด ทั้งการคิด สังกัปปะ ทั้งการพูดวาจา ทั้งการกระทำทุกอย่างเรียกว่า กัมมันตะ จนกระทั่งถึงการงานอาชีพ มนุษย์จะต้องพึ่งพาอาศัย ยิ่งทุกวันนี้โลกพร่องวัตถุนี้ ทรัพยากรอะไรของโลกกร่อนร่อย หรอจนจะเป็นโลกโล้นๆ แหละนะ โลกทุกวันนี้ จะเป็นโลกโล้นๆ แล้วทรัพยากร อะไรนี่ มนุษย์มนานี่แหละ เป็นตัวผลาญๆหมดนี่ แม้แต่ที่สุด ดินก็จะไม่มีอะไรที่จะสังเคราะห์ขึ้นมา เป็นธาตุชีวะ เป็นธาตุอาหาร เป็นธาตุอะไรที่จะเอามาให้สัตว์โลก หรือคนนี่อาศัยได้น่ะ เพราะฉะนั้นเราจำเป็นจะต้องช่วยโลกในการสร้าง เพราะฉะนั้นการงานหนักหรืองานมาก ถ้างานหนักหรืองานที่เป็นที่สิ่งจำเป็นสิ่งสำคัญของมนุษยชาติ เป็น DEMAND ของสังคม เป็น DEMAND ของมนุษย์ เป็นความต้องการๆ ที่ตัว สัจจะ ไม่ใช่ตัวความต้องการตามกิเลสน่ะ มันควรจะมีอันนี้ ทรัพยากรที่เป็นอาหารอย่างนี้เป็นต้น มนุษย์ต้องสร้างขึ้นมาเพื่อจะกินกัน เดี๋ยวนี้อาหารมันก็ไม่ทั่วถึงในโลก อย่าว่าแต่ในโลกเลย แม้ภายในประเทศไทยนี่ ยังมีความอดอยากอยู่เลยนะ เขาก็พยายามช่วยกัน ผู้ที่พยายามหาเงิน นักธุรกิจก็หาเงินเอามาไว้ซื้อข้าวซื้ออาหาร เลี้ยงเด็กที่ขาดอาหาร เด็กไม่มีข้าวกลางวันกิน เขาก็ทำโก้ดี หาเงินมาไว้สำหรับซื้อ แต่ถ้ามันไม่มีข้าวให้ซื้อล่ะ จะกินอะไรล่ะ มีเงินละ เพราะฉะนั้นเราไปสร้างต้นราก ไปสร้างข้าว สร้างอาหารนี่ ให้แก่คนมีเงินมาซื้อดีกว่า และเราก็ไม่ต้องขาย จริงๆแล้ว ถ้าเรามีมากแล้วไม่ต้องขาย ให้เลยตัดหน้าผู้ที่ชอบจะไปสร้างมูลนิธิ สร้างเงิน สร้างกองเงินเอาไว้สำหรับซื้อเท่านั้น จะว่ามันก็ดีเหมือนกัน ถ้าอย่างนั้น มันก็ดีอยู่ชั้นหนึ่งนะ แต่ว่ามันไม่ตรงเท่า เลี่ยงหนีงานหนัก สมัครงานเบา แล้วก็ใช้ความเฉลียวฉลาดเชิงชั้น เพื่อที่จะหาเงินนั้นมา แล้วก็เอามาไว้สำหรับใช้เป็นอำนาจเงิน นั่นเขาก็ใช้สมอง ชอบใช้ความคิด เพื่อที่จะได้สิ่งนั้นมาด้วยความฉลาดโกง ฉลาดเอาเปรียบเอารัด ฉลาดได้มามากๆ โกง มักมาก บาปมาก ที่นี่ไม่โกง เขาก็ฉลาดซ้อนขึ้นไปอีก เพราะไม่โกงละ คนมาศรัทธาเลื่อมใส ให้คนมาเห็นด้วย แล้วมาร่วมทำทาน แล้วเขาก็จะเอาเงินที่เขาบริจาคทำทานนี่ เอาไปทำทาน เอาไปสร้างกุศลต่อ มันก็ฉลาด มันก็ดีขึ้นนะ แต่มันก็ซ้อนเชิงว่า คนนี้เก่งนะ เอาหน้าได้เก่ง ได้หน้าใหญ่ โดยเอาเงินของคนอื่น มาตั้งกองทุนอันนี้ขึ้นมา แต่หน้าใหญ่นะ แต่เงินของคนอื่นเขา คนสามารถจะมีอิทธิพล จะมีได้ก็ดีเหมือนกันนะ ก็เก่งเหมือนกัน แต่มันไม่สะอาด มันก็คือแฝงๆไปได้หน้าตา ได้ใหญ่ ได้โต ดูเหมือนว่าเราทำบุญ ทำทาน หรือว่าทำประโยชน์แก่สังคมในส่วนนั้นส่วนนี้ขึ้นมาเหมือนกัน ซ้อนๆ นะ ความพยายามที่จะรู้สาระแก่นสาร โลกทุกวันนี้ อาตมาเชื่อ ชี้บ่งไปว่าเราจะต้องมาเป็นนักกสิกรรม มาเป็นชาวไร่ชาวนากัน หรือมาเป็นกรรมกร ตีนติดดิน งานหนักๆ ก็ต้องมาทำ คนกำลังหนีงานหนัก ไปสมัครงานเบา ปรารถนา ชอบ ปรารถนาที่จะไปทำงานเบากันทั้งนั้นแหละ ด้วยกิเลสของคน แล้วก็หาทาง หนี แล้วด้วยการศึกษาเล่าเรียน หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่เขามีระบบกลไกของสังคมนี่ เพื่อที่จะให้คนหลีกหนีงานหนัก นี่ก็ไปหางานเบาได้เงินได้ทอง ได้ลาภได้ยศ ได้อะไรก็แล้วแต่ที่มาอุปถัมภ์ ชูเลี้ยงชีวิตได้ และเขาเห็นว่า อันนั้นเป็นสมชีวิตา เป็นการเลี้ยงชีพชอบ ถือว่าสุจริตแล้ว ถือว่าชอบแล้ว ควรแล้วกัน ทั้งๆที่เป็นความเห็นที่เป็นแนวโน้มไปในทางเอาเปรียบ หนีงานหนัก ไปสมัครงานเบาเอานั่นน่ะ คิดดูดีๆซิว่าเป็นคนเอาเปรียบหรือเปล่า คนหนีงานหนัก ไปสมัครงานเบา และก็พยายามที่จะเอางานเบา ทิ้งงานหนักให้แก่คนอื่นเขารับภาระ ตนเองก็ไปเอางานเบา มันเป็นการเอาเปรียบหรือเปล่า คิดได้ไหม ฮะ นั่นแหละคือแนวโน้มที่เห็นแก่ตัว แนวโน้มที่ไม่แข็งแรง แนวโน้มที่ไม่สู้ แนวโน้มที่ไม่อดทน แนวโน้มที่ไม่เห็นจริงเห็นจัง เกิดปัญญา แนวโน้มที่ไม่ฉลาดๆ ไม่ฉลาดอย่างปัญญานะ แต่อย่างเฉโก เป็นแนวโน้มฉลาดอย่างเฉโกแน่ แต่ไม่ฉลาดอย่างปัญญา คือแทนที่เราจะเป็นผู้ได้เสียสละ ได้แข็งแรงอดทน นักสู้เป็นผู้เสียสละ คนเสียสละนั่นเป็นคนเลวหรือ เป็นคนอดทนๆ ทนได้เก่ง หนักขนาดไหนเขาก็ทำได้ อึด และก็ไม่อึดอัดขัดใจด้วย อดทน แต่ไม่อึดอัดขัดใจ เบิกบาน ร่าเริง เพราะรู้ความจริง เพราะมีปัญญารู้ ก็ดีนี่น่ะ เขาไม่ทำงานหนัก เราได้ทำงานหนัก ใช้แคลอรี่มาก ต้องออกแรงมาก โดยค่าของบุญก็มาก และทำยากด้วย และคนไม่ชอบ คนยิ่งหนี คนยิ่งไม่เอาด้วย นั่นก็คือ DEMAND มันกลับไป เราก็ยิ่งต้อง SUPPLY เพราะคนไม่ต้องการอันนี้ ยิ่งหนีอันนี้ ก็ยิ่งต้องทำเพราะมันจำเป็น เป็นความสำคัญของมนุษยชาติของโลก นี่ฟังเศรษฐศาสตร์ง่าย DEMAND SUPPLY ง่าย แต่ลึกซึ้งน่ะเห็นไหม คนทุกวันนี้ เขาไม่ได้รู้เศรษฐศาสตร์แบบนี้ แม้แค่ว่าความนิยมของงาน เขาก็ไปนิยมงานที่ได้เปรียบ เป็นงานเบา งานเล่นๆ งานมอมเมาด้วย ไปชอบงานมอมเมา ที่ได้มีเงินเยอะๆ ได้เร็วๆ ไวๆ ให้ได้เปรียบมากๆ ไปแอ๊คท่าแสดงแบบนิดๆหน่อยๆ ได้ทีละแสน ได้ทีละล้าน โอ๋ย ชอบใจ มันอะไรกันนักกันหนา ทำไปแอ๊คท่านิดเดียว โดยเขาก็เอาอะไรในตัวของตัวเอง ดึงค่านิยมของคนที่เห่อ ที่หลง สอนอะไรก็ไม่รู้ ไอ้ที่มันชอบทำอะไร ชอบโป๊ ชอบเปลือย ชอบเนื้อชอบหนัง ชองร่างชอบกาย ชอบท่าทีลีลาอะไร คนชอบก็เอา จ้างเท่าไรก็จ้าง นั่นก็ได้เปรียบไป ทั้งๆที่ไม่ออกเรี่ยวออกแรงอะไรนัก ไม่ต้องใช้ความสามารถอะไรมากมายเลย แต่ว่าเขาก็บอกว่าใช้ความสามามรถเหลือเกิน ไปแอ๊คทีหนึ่ง ได้ค่าตัวเป็นล้าน นั่น โอ้โฮ เดี๋ยวนี้จริงๆ เลยนะ ไม่น่าเชื่อ ก็ต้องเชื่อนะ ก็จริงๆ เขาจ้างกันอย่างนั้นจริงๆ นิยมชมชอบ มามันเอาหมด ซึ่งเป็นการได้เปรียบแล้วก็งานเบา และเขาก็จะต้องพยายามสร้างค่าลงไปว่า แหม งานหนัก งานชุก งานยาก กรรมวิธีอะไรต่างๆนานา มันจะยากอะไร ไปเดี๋ยวนี้ไปแค่ถ่ายรูปนั่นแหละ ถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอ ถ่ายหนัง ถ่ายอะไรออกมา เอาไปแล้วเงินนี่ พวกงานมอมเมา พวกงานเบา พวกนี้ได้เปรียบมาก ตกนรกหมกไม้ เยอะ แต่เขาไม่รู้สึกหรอก เขาก็ถือว่าเป็นงานสุจริต นับวันจะเป็นไปอย่างนั้น เป็นผิวๆ เผินๆ นั่นเยอะเลย เดี๋ยวนี้ทุจริต ถึงแม้จะเป็นงานบริหาร งานในระดับบริหาร ก็ยากกว่างานนี้ อย่างนั้นแหละ ไอ้งานที่ไปแอ๊คอาร์ตอย่างนั้น มันเบากว่าแหละ ไอ้งานบริหารนี่ งานยากกว่าบริหารจริงๆ แต่เสร็จแล้วเขาว่างานหนัก มันซ้อนอีก เขาไม่ได้ไปบริหารจริงน่ะ เขาไปแข่งขันกัน เอาเวลา เอาความคิดไปใช้ในการที่จะเข่นฆ่าแข่งขันกัน เพื่อที่จะได้อำนาจไว้ ได้รักษาอำนาจเอาไว้ให้ยิ่งใหญ่ ให้คนยอมซูฮก และเขาก็จะได้เผด็จการในผลประโยชน์อะไรต่างๆนานา ถ้าคนยังขี้โลภอยู่ ก็จะต้องหาทาง แม้จะได้มาด้วยวิธีการกลไกฉ้อฉลอย่างไรก็จะได้เปรียบมา เป็นใหญ่เป็นโตแป๊ปเดียว ร่ำรวยมหาศาล เป็นรัฐมนตรีสมัยเดียว ร่ำรวยไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยล้าน แล้วมันได้ยังไง นี่ไปเป็นรัฐมนตรี จะต้องมีช่องกินนักหนา มันจะต้องได้เงินยังไง ไม่ใช่เงินค้าขาย ไม่ใช่เงิน เขาบอกเขาได้โดยสุจริต เสน่หา กฎหมายเปิดช่องเอาไว้ให้ได้โดยเสน่หา แต่เสร็จแล้วเขาก็ทำกัน สุดท้ายก็คือ เช็คของขวัญ หรืออะไรก็แล้วแต่ มากมายก่ายกองนะ นี่แหละเป็นความฉ้อฉลที่เลวร้ายในสังคม มันเป็นช่องทางหากิน ถ้าเป็นนักบริหารที่ไปทำงานจริงๆ ไม่เอาเปรียบเอารัดจริงๆ อย่างคุณจำลอง ไปทำนี่นะ แกไม่ไปรับเช็คของขวัญ กินตามน้ำ ไม่อะไรอย่างนี้ มันก็ยังงั้นแหละ ไม่ได้ร่ำรวยอะไรหรอก และก็พยายามต่อสู้อย่างนี้ นักบริหารนี่ ก็หนักในหัวจริงๆ ใช้สมองจริงๆ หนัก คิดอ่านต่อสู้ อย่างต่อสู้ โอ้โฮ ได้อำนาจคานกันอยู่นี่ ทำอะไรก็ไม่ออก ไอ้นั่นก็คาน ไอ้นี่ก็คาน แข่งขันกันในเชิงชั้น อาตมาเห็นแล้ว การเมืองทุกวันนี้ มันเคี่ยวกันจริงๆ มันทำอะไรไม่ได้เลย สร้างคนดีไปเป็นอำนาจของสังคม ที่จะไปเป็นประชาธิปไตยที่แท้ดีกว่า และคนทุกวันนี้ ก็โง่ให้เขาหลอก พูดไปแล้ว ก็เหมือนดูถูกประชาชนทั้งประเทศ ให้พวกนี้ ให้พวกนักบริหารพวกนี้หลอก โฆษณา PROPAGANDA มอมเมา ล็อบบี้เอาไว้ และก็เชื่อเขาหมด ไอ้คนพวกนั้นนะ เขางานหนัก หนักคิดต่อสู้ไปวันๆ คิดจะต่อสู้ในเชิงชั้นเอาอำนาจและผลประโยชน์ให้แก่ตนเอง ไม่ได้คิดหนักตรงที่มาบริหารจริง มาทำงานจริงหรอก ภาคภูมิจริงๆนะ ภาคภูมิใจ ที่ได้พวกเรามา ก็พยายามจะพัฒนาเร่งรัดให้ขยันขึ้น ให้พากเพียรขึ้น อย่าเฉื่อยชา อาตมาชี้จุดให้ฟังแล้วว่า ถ้าเมื่อเราเอง เราจะมีกินมีอยู่พอสมควรแล้ว โลกเขาไม่หยุดนิ่ง เขามีอิทธิบาท เขาขยันหมั่นเพียร กระตือรือร้น เพราะเขามีลาภเป็นวัตถุ มียศเป็นวัตถุ มี สรรเสริญเป็นวัตถุ แล้วเขาก็มีสุขที่ได้ไปเสพให้แก่ตัวเอง สุขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สุขในการบำเรอตนเอง เขาก็รู้ว่า มีชีวิตชีวา เขาก็เลยรู้ว่าเพราะเขาขยัน เขาก็ได้เงิน เขาก็ได้อำนาจ เขาก็ได้รับการสรรเสริญ แล้วเขาก็ได้เอาไปแจกไปจ่าย ไปซื้อความสุขทางตา ทางหู จมูก ลิ้น กาย ใจ ซื้อความสุขตามภวตัณหาที่เขาอยากได้อะไร เขาต้องการอะไร เขาก็ได้ เพราะฉันมีเงินนี่ มันก็สมใจทุกอย่าง เขาก็เลยขยัน เขาก็ขยันเพราะมันตอบรับของเขาอยู่ตลอดเวลา เขายิ่งมีมาก เขาก็ยิ่งได้เบ่ง ได้เสพมาก ได้ยศ ได้ศักดิ์มาก อำนาจมาก ได้บาปมาก เขาก็ยิ่งชอบ เขาก็ยิ่งไปทางโลกียะ ไปทางปุถุชน เขาก็จึงขยัน ฟังดีๆ นะ พวกคุณก็ จะต้องเข้าใจ เพราะมันเป็นลักษณะที่มันซ้อน มันสนับสนุน แต่ทีนี้พอมาทางธรรม ทางโลกุตระ ลาภก็ไม่มาเป็นเครื่องกระตุ้น ทำงานก็ไม่เห็นได้ลาภ ไม่เป็นเครื่องกระตุ้น ยศก็ไม่ได้ สรรเสริญก็ไม่ได้อีก ยิ่งทำมากมันก็บกพร่องเพิ่มเติมขึ้น ยิ่งถูกตำหนิติเตียน บำรุงทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เสพสุขก็ไม่ได้เสพสุข จะทำอะไรก็ไม่ได้สมอกสมใจ ก็เพราะไม่มีเงิน ไม่มีทอง ไม่มีอะไรไป อยากได้นั่น อยากได้นี่ อยากมีนั่น มีนี่ ก็ไม่มีเงินมีทอง ก็ไปซื้ออันนี้มาบำเรอ อยากจะทำไอ้นี่ตามใจ ก็ถูกขัดถูกเกลา ถูกย้อนถูกแย้ง ถูกทวนอยู่เลย จะทำอย่างโน้น อย่างนี้ ก็ไม่สมใจ ถูกขัดเกลาจิตใจอยู่เรื่อยเลย เราอยากจะได้อย่างนี้ เราอยากจะเป็นอย่างนี้ เราอยากจะมีอย่างนี้ จะต้องได้อย่างนี้ ตามใจเราชอบ เราคิดฝืนใจตัวเองอยู่ด้วยซ้ำ มันไม่มีอะไรบำเรอเลย บางทีก็ไม่อยากจะทำ สรุปง่ายๆก็คือว่ามันไม่มีอะไรบำเรอบำบัด มันว่าง มันสูญ มันอะไรไป มันก็เลยเฉื่อยๆ ไม่มีอะไรกระตุ้น ฟังความนี้ออกไหม เพราะฉะนั้นเราจะชินชาแล้ว เราจะเฉื่อย ทีนี้อยู่กะพวกเรา มันก็แชร์กัน มันแชร์ คือคนนั้นทำนิด คนนี้ทำหน่อย ถึงอย่างไรๆ พวกเราก็มาหัดกินน้อยใช้น้อยลง และเราก็ปลุกเร้ากันให้ขยันมาทำงาน เราก็ไม่ขี้เกียจทีเดียว แต่มันไม่กระตือรือร้น ไม่ขยัน ไม่ขยันกว่านี้ เรารู้ตัวทุกคนนะว่าขยันกว่าที่เราเป็นอยู่นี้ได้ ก็เลยขยันอยู่ขนาดนี้ แล้วก็ค่อยๆ เฉื่อยลง แล้วคนก็มามากขึ้น ก็เลยยิ่งมีคนสร้างสรร มันมีภาวะซับซ้อนว่า เรามีคนขยันและมากคนขึ้น และเราก็มาลด กินน้อยใช้น้อยลง มันก็เลยพอๆๆๆ เราก็เลยไม่ขยันพอ การไม่ขยันต่อเพิ่มขึ้นไปอีก มันก็เลยเสื่อมๆ ที่ตรงไม่ขยันต่อ เพราะมันไม่มีอะไรปลุกเร้า ฟังความข้อนี้ชัดขึ้นไหม อาตมาเทียบโลกียะให้ฟัง โลกียะทำไมเขาถึงขยันกว่าเรา เพราะเขาจะเต็มใจ จะขยัน เขามีอะไรที่มาบำเรอเขาอยู่ตลอดเวลา และเขาก็ดีใจตรงที่เขาได้สิ่งเหล่านั้น เพราะเราขนาดได้ดี เรายังมาลดอุปกิเลสที่ได้ดีอีกเสียด้วยซ้ำ มันก็เลยจืดๆ ก็เลยเหมือนกับนิ่งสนิทไปเฉยๆ นี่ตรงนี้แหละ ต้องฉลาดซ้อน ต้องเป็นสัมมาทิฐิให้ดีๆว่า ถ้าเราเกิดจิตหยุดไปดื้อๆ หรือชินชาแล้วก็เฉยไปนี่นะ มันตายเลย มันจบเลย เพราะฉะนั้นเราจะต้องเอาชนะ และจะต้องฉลาดให้ได้ จึงจะเรียกว่าชินชา ถ้าชินชาแล้วก็เฉยเฉื่อยๆ แล้วก็ยิ่งหยุดนิ่ง ไม่ถึงตายหรอก ยิ่งขยัน มันมีอยู่บ้าง คนที่มีปัญญา คนที่รู้จักขยัน คนนั้นก็แบกหาม คนนั้นก็ได้บุญ คนนั้นก็ขยันสร้างสรร เลี้ยงดูพวกเรา คนที่ชินชาแบบเฉื่อยก็ ข้าวมีกิน ดินมีเดิน ตะวันมีส่อง พี่น้องมีเสร็จ วันหนึ่งๆ เราก็เลี่ยงไปเลี่ยงมา ขี้เกียจ 6 ชนิดนี่ มีมันทั้ง 6 เลย ชอบใจมันทั้ง 6 ชนิดเลย คุณก็เลี่ยงๆร่องๆแร่งๆ ก็ คุณก็ไม่ไปทำเลวอะไรนักหนา แต่มันสูญเปล่าเป็นโฆษบุรุษ แล้วก็กินแรงผู้อื่นโดยเป็นหนี้ ซึ่งอาตมาก็เคยอธิบายว่าเรากินแรงคนบุญ กินแรงคนมีบุญบารมีสูงขึ้น กินแรงคนอย่างนี้ บาปยิ่งกว่าไปกินแรงคนบาป ฟังเข้าใจนะ ซึ่งเปรียบเทียบให้ฟังอยู่ตลอดเวลา กินแรงคนบุญ คุณอยู่ในนี้ อาตมาไม่ได้ไปแบกไปหาม ไปทำครัว ไปปลูกข้าว อาตมาอยู่ในนี้ ถามจริงๆเถอะ พวกคุณกินแรงอาตมาหรือเปล่า ฮ่า คิดออกไหม อาตมาก็ทำงานในนัยหนึ่งที่สัมพันธ์กันอยู่ในนี้ อาตมาไม่ได้ไปแบกไปหาม ไม่ได้ไปขน ไม่ได้ไปออกแรง ไม่ได้ไปทำครัว ไม่ได้ไปปลูกข้าว คุณก็กินข้าว คุณก็กินอาหาร คุณก็ใช้น้ำ คุณก็ใช้อยู่ในนี้ อาตมาไม่ได้ไปทำ ไปต่อแแป๊บทำน้ำให้คุณ อาตมาไม่ได้ไปทำอะไรตรงๆ เห็นชัดๆนะ แต่อาตมาทำอะไรอยู่ในนี้ ซึ่งคือส่วนหนึ่งที่คุณ กินแรงอาตมาอยู่ด้วยนะ คุณกินข้าว อาตมาไม่ปลูกข้าวให้กิน อาตมาไม่ได้ทำครัว ให้คุณกิน เหมือนคุณไม่ได้กินแรงอาตมา ถ้าอาตมาทำครัว เออ นี่เห็นชัด คุณกินแรงอาตมาเพราะอาตมาทำครัว คุณรู้ คุณกินข้าวที่อาตมาหุง กินกับที่อาตมา ทำ มันก็ชัด ตรง สั้น แต่อาตมาไม่ได้ทำจริง แต่อาตมาทำอะไรอยู่เหมือนกันนะ และก็พยายามพากเพียรเท่าที่อาตมาทำได้ ซึ่งคุณทำไม่ได้อย่างอาตมาด้วยซ้ำ และอาตมาก็สำคัญเห
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive