370127 ตบะแตกของนักธรรม 3 ชนิด ตอน 1 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2537
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์7.14 MB
วันที่แก้ไข29 เมษายน 2569

เนื้อหาในไฟล์

370127 ตบะแตกของนักธรรม 3 ชนิด ตอน 1/2 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก สารบัญ | ภาคผนวก | หมายเหตุท้ายบทความ

ตบะแตกของนักธรรม 3 ชนิด ตอน 1/2 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ทำวัตรเช้า วันที่ 27 มกราคม 2537 ณ สันติอโศก

อาตมา ที่บอกว่า น่าจะอายุยืน เพราะว่าอาตมาว่า อาตมาทำงานทางศาสนามานี้ ทำมา ทำมานี่ มาถึงวันนี้ ขณะนี้ ก็เห็นว่าพวกเรานี่ อบอุ่นขึ้น ก็ดูขมักเขม้นขึ้น แล้วดูมวลก็หนาแน่นขึ้น ปริมาณมากขึ้น แล้วความเป็นไปได้ในสิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้นี่แหละ มันทำให้อาตมามั่นใจยิ่งขึ้น เพราะว่าพวกเราไม่น่าจะเป็นไปได้ ทั้ง ๆ ที่โลกเขาจัดจ้านเหลือเกินทุกวันนี้ กระแสโลกนี่จัดจ้าน จัดจ้านทางโลกีย์ ไม่ว่าจะเป็นกามสุข หรือว่าภวสุข ที่ยึดถือกันในภพเป็นภวตัณหา ยึดถือกันแรงจัดจ้าน ข้าจะต้องเอา จะต้องเป็น จะต้องมี อะไรก็แล้วแต่ จัดจ้านจริง ๆ เอาชนะคะคานกัน อยู่ทางกระแสสังคมข้างนอกเขา อาตมาไม่ต้องไปแย่งชิงกับเขา ก็เห็นริ้วรอย ดูตามกระแสสังคมเดี๋ยวนี้ ยิ่งสื่อสารรายงานข่าวสังคมต่าง ๆ นานาสารพัด ตั้งแต่หน้า 1 ยันหน้าท้ายของหนังสือพิมพ์ ไม่ว่าฉบับไหน รายงานกระแสของสังคมทั้งนั้นแหละ ข่าวคราวทางโทรทัศน์วิทยุอะไรก็แล้วแต่ ลีลาที่เขาแสดงออก สื่อออกทางกาย วาจา ใจ มันรายงานมันบอกค่าของมันทั้งนั้นเลยว่ามันติดยึดกัน จัดจ้านในการยึดถือ เอาตามใจตัวที่ไปมีอุปทาน ไปสมมุติ ไปยึดอยู่ว่าจะต้องเอาอย่างนั้น จะต้องเป็นอย่างนั้น จะต้องมีอย่างนั้น ที่สุดแม้แต่ความเห็น สงคราม ทุกวันนี้สงครามความเห็นนี่ เกิดกัน โอ้โห มากมายก่ายกอง เป็นสงครามความเห็น มันขัดแย้งกันในเรื่องสงครามความเห็น เรื่องทิฏฐินี่มากที่สุดเลย ในมนุษย์นี่เรื่องทิฏฐินี่เป็นตัวหลัก ทิฏฐิเป็นประธานในกรรมทั้งหลาย : พระพุทธเจ้า

อ่านต่อ

ถึงตั้งให้เป็นประธานในมรรคองค์ 8 นี่มีสัมมาทิฏฐิ หรือมิจฉาทิฏฐินี่แหละ เป็นตัวทิฏฐินี่แหละเป็นตัวประธานสิ่งทั้งปวง เป็นตัวประธานตัวภาคปฏิบัติ เป็นประธานในกรรมทั้งหลาย ทิฏฐินี่เป็นประธานในกรรมทั้งหลาย เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าผู้ใดมีความเห็นยิ่งมีความเห็นแล้ว แถมปักใจในความเห็น ความเห็นความเข้าใจ จนกระทั่งความเห็นความเข้าใจนั้นกลายเป็นความเชื่อถือ เป็นศรัทธา เพราะฉะนั้น ความเห็นความเข้าใจนั้นก็มีนัยลึก ๆ เข้าไปเป็นตัวฉลาด พอไปถึงตัวฉลาดแล้ว มันก็จะแยกออกเป็น 2 ทาง ฉลาดอย่างโลกีย์ กับฉลาดทางธรรมะ ถ้าฉลาดอย่างโลกีย์ ก็ไปหาคำว่าเฉกะ หรือเฉกตา ถ้าฉลาดทางธรรมะ ก็หามาทางปัญญา มันก็ออกมาทางปัญญา ทิฏฐิ ทางโลกีย์ กับ ทางโลกุตระ : ทิฏฐินี่แหละมันจะไปแยก ความเห็นนี่มันจะไปแยก จะแยกไปหาเฉกตา ก็กลายเป็นมิจฉาทิฏฐิ ที่เราเรียกได้เลยว่ามิจฉาทิฏฐิ เพราะว่าเป็นความฉลาดทางโลก ความฉลาดอย่างโลกีย์ ความฉลาดโกง ฉลาดเกิดตัวตน ฉลาดสะสมอัตตามานะ สะสมตัวกูของกู สะสมกามไปด้วยนั่นแหละ ทิฏฐินี่ไปทางโลกีย์ ถ้ามาทางโลกุตระ มาทางปัญญา มาทางญาณ ก็จะมาลด ผู้ที่เข้ากระแส หรือผู้ที่มองเห็นทิศทาง มาทางโลกุตระ เป็นสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐินี่ต้องเอียงมาทางเข้ากระแส กระแสทางลดละตัวตน ลดละกิเลสออกมาจริง ๆ

ระดับความเชื่อ - เชื่อถือ เชื่อฟัง เชื่อมั่น : เมื่อมีทิฏฐิไปทางใด ยิ่งถึงขั้นศรัทธา ถึงขั้นเชื่อ เชื่อ “เชื่อถือ” มันก็นำพาไปได้ ถ้ายิ่งเชื่อสูงกว่านั้น เป็นศรัทธินทรีย์ “เชื่อฟัง” มันจะทำตามที่ความเชื่อนั้นมี เมื่อมีกำลังของความเชื่อมากเท่าใด ๆ มากขึ้นถึงระดับหนึ่ง ก็เรียกว่าศรัทธินทรีย์ แล้วจะทำตาม จะฝึกฝนตาม จะหัดเอาตาม จะพยายามให้เป็นให้มีให้ได้ ลงมือเลยแหละ _ ระดับเชื่อถือ : เชื่อถือนี่ มันก็ได้แต่ความเชื่อ เชื่อ ๆ ไปอย่างนั้น อาจจะไม่ทำตาม เชื่อแต่ไม่เอาด้วย อโศกดีไหม? ดี ยัง ยังไม่เอาด้วย มันก็เชื่อ ถามเมื่อไหร่ ๆ ว่าดีไหม? ก็บอกดี บางคนอาจจะว่าดีจนกระทั่งเถียงแทนด้วยนะ เถียงแทนอโศก อโศกนี่ ดีอย่างโน้น ดีอย่างนี้ มีความเห็นความเข้าใจดี ทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิ แต่ว่าสัมมาทิฏฐินั้น ในพลังของความเชื่อ ในกำลัง ในอินทรีย์ของความเชื่อ ยังไม่มากพอถึงขั้นมีกำลังที่จะประพฤติปฏิบัติตาม ที่อาตมาเอาศัพท์คำว่า “เชื่อฟัง” มาใช้นี่ คนเชื่อฟังก็คือคนทำตาม เชื่อถือก็แค่เชื่อ เชื่อถือ เป็นที่น่าเชื่อถือดี เชื่อถือเอามาก ๆ ก็ได้ แต่อินทรีย์พละ น้ำหนักของความเชื่อนั้น ไม่ถึงขั้นจะนำตัวเองไปเป็น ไปได้ ไปมีตามนั้น แต่เชื่อ _ ระดับเชื่อฟัง : ถ้ากำลังของความเชื่อไปถึงขั้นจะได้ จะมี จะเป็นตาม ก็ลงมือทำ ฝึกหัด อบรม มันจะยาก มันจะลำบาก แล้วแต่อินทรีย์พละจะมาก ถ้าอินทรีย์พละมาก ๆ ๆ มันก็จะอดทนได้มาก ตั้งใจฝึกฝนได้มาก อุตสาหะมาก ๆ พากเพียรศึกษาปริยัติ-ปฏิบัติ-ปฏิเวธ ทั้งฟัง ทั้งฝึกฝน อบรมตน พยายามจะเดินสัมโพชฌงค์ เดินโพชฌงค์ 7 ให้เจริญ หรือว่าเดินโพธิปักขิยธรรม ตามที่เป็นแบบปฏิบัติ หลักปฏิบัติของพระพุทธเจ้า ก็จะเดินตาม ฝึกปรือตาม หัดตาม จนได้ผล เริ่มได้ผลมา ก็เริ่มเกิดปัญญาแท้นะ

สัมมาทิฏฐินี่ ปฏิบัติตามทิฏฐินี่แหละไป ก็จะเกิดโพชฌงค์ มีสติสัมโพชฌงค์ มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ มีวิริยสัมโพชฌงค์ ทำไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเกิดผลดี เป็นปีติสัมโพชฌงค์ ได้ดีขึ้นมาเรื่อย ๆ ๆ ๆ สัมมาทิฏฐิก็จะสูงขึ้นเรื่อย ๆ สั่งสมสัมมาทิฏฐินั่นแหละ สัมมาทิฏฐิ 6 ที่เป็นอนาสวะ : (ดู สัมมาทิฏฐิ ๖ ที่เป็นอนาสวะฯ ในภาพประกอบข้างล่างนี้) ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ : ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ เป็นตัวที่จะวิจัยให้เห็นมีเหตุ-มีผล มีภาคปฏิบัติเสริมเติมเข้าไปด้วยมัคคังคะ บอกแล้วว่า 3 ตัวหลังเป็นตัวปฏิบัติ แล้วจะสั่งสมให้เกิดตัวปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาผลหรือปัญญาพละ นี่ อาตมากำลังพูดถึงอะไร ภาษาธรรมะ TECHNICAL TERMS ที่พูดกันเมื่อกี้นี้ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ มัคคังคะ มันจะทำให้เกิดเจริญปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ อาตมากำลังพูดถึงอะไร พูดถึงสัมมาทิฏฐิ องค์ธรรมของสัมมาทิฏฐิมี 6 องค์นี่แหละ เป็นตัวที่จะมีบทบาท เกิดบทบาทเจริญ

เวลาเรามาเรียนเราปฏิบัติประพฤติแล้ว เราจะต้องเข้าใจ อ่านออกว่า เออ ตอนนี้เรานี่มันฉลาดขึ้น หรือมันมีปัญญา ปัญญินทรีย์ เพราะเราปฏิบัติโพชฌงค์ เพราะธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ มันเป็นตัววิจัย ตัดสิน แยกแยะ เข้าใจเหตุ เข้าใจผล เข้าใจลักษณะของเหตุผลที่มันเกิดจริง เป็นจริง ไม่ใช่เข้าใจเหตุผลแค่ตรรกะ แค่เหตุผลของภาษาความรู้เท่านั้น ไม่ใช่แค่สุตมยปัญญา ไม่ใช่แค่จินตามยปัญญา แต่มีภาวนามยปัญญา (ดู ปัญญา 3 ในภาคผนวก ) ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ มันมีการวิจัยของจริง วิจัยสภาวะ เราปฏิบัติเราก็เกิดสภาวะที่เราเห็นของจริง ตามความเป็นจริง มีญาณเห็นของจริง ไม่ใช่เหตุผลที่ลึกซึ้งซับซ้อนหลากหลายอะไรเท่านั้น ไม่ใช่เท่านั้น มันมีการปฏิบัติเกิดผล มีภาวนามัย _ ภาวนามัย คือการปฏิบัติเกิดผล : มีภาวนามัย คือมีการปฏิบัติเกิดผล และเราก็เห็นผลเกิด เห็นนามธรรม เห็นจิต เจตสิก รูป นิพพาน (ดู ปรมัตถธรรม 4 ในภาคผนวก) เห็นความพัฒนา กายก็เกิดสงบได้ เพราะใจเราสังวรสำรวม วจีเกิดได้เป็นสัมมา เพราะเราสังวรสำรวม ใจเราเกิดเปลี่ยนแปลง _ ปหาน 5 : เปลี่ยนแปลงไป อดได้ ทนได้ ลดได้ เป็นวิกขัมภนปหาน เป็นตทังคปหาน จนถึงปฏิปัสสัทธิปหาน (ดูเพิ่มเติม ปหาน 5 ในภาคผนวก ) เออ มันสามารถที่จะกำราบ ปราบให้มันอ่อนแรง ในตัวที่มันไม่ควรจะเกิด ไม่ควรจะเป็นบทบาทลีลาของอาการทางจิตนะ มันไม่ควรจะมีกำลังมีอินทรีย์พละอย่างนั้น ลดมันลง ลดมันลง ความเจริญทางจิตวิญญาณที่มีกำลังกล้าแข็ง จิตใจ ตัวจิตเราเองนั่นแหละ จิตสองด้าน จิตอันหนึ่งเป็นกิเลส จิตอันหนึ่งเป็นตัวพิเศษ จิตตัวเจริญตัวพิเศษนั้นสามารถชนะจิตกิเลส สามารถชนะจิตกิเลส จิตกิเลสอ่อนแรง อ่อนแรงลง เราก็เห็นของเราว่ามันเปลี่ยนแปลงไป จนกระทั่งมันสามารถปราบได้ เป็นนิสสรณปหาน ได้เร็ว ได้เก่ง ได้ไว จนเด็ดขาดเป็นสมุจเฉทปหาน เราต้องเห็นความจริงเหล่านี้ ในอาการทางจิต เจตสิก ถูกรู้โดยญาณของเรา เรียกว่ารูป เป็นรูปจิต ไม่ใช่รูปธรรมข้างนอก อย่างนี้เป็นต้น _ มีธัมมวิจัยในการปฏิบัติมัคคังคะ : โดยการปฏิบัติมัคคังคะ (คือมรรคมีองค์ 8) องค์ของมรรคนี่แหละ ตั้งแต่สัมมาทิฏฐิ มีสัมมาสติ สัมมาวายามะ

สัมมาสตินี่ห้อมล้อมช่วยความพยายาม จะมีสติสัมโพชฌงค์ เดินบทไปด้วยสติปัฏฐาน 4 เดินบทไปเรื่อย ๆ ตามทิฏฐิ ตามความเห็น ตามความเข้าใจ ที่เราได้รับฟังเสมอนี่ ฟังไปก็ฉลาดก็รู้ลึกรู้ซึ้ง รู้องค์ประกอบที่ชัดเจนขึ้น ถูกสภาพยิ่งขึ้น ๆ ยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ จับจิตเป็น _ปฏิบัติมรรคฯ เรียนรู้อยู่กับผัสสะในการมีชีวิตเป็นปกติ : มีชีวิตเป็นปกติ ก็เรียนรู้สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ ทุกกรรมทุกกิริยาของเรามีผัสสะเป็นปัจจัย มีอายตนะ 6 นอก ใน สัมผัสแล้วก็เกิดผัสสะ มีวิญญาณ มีผัสสะ มีอายตนะนอก มีอายตนะใน มีวิญญาณเรียกว่าวิญญาณทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่เป็นวิญญาณทั้ง 6 มีสัมผัสสัชฌา แล้วก็เกิด สัมผัสก็เกิดเวทนา ก็ไป ตามไปวิจัยเวทนาออกอีก เพราะว่าสติปัฏฐาน 4 ก็มีสติ กาย องค์ประชุมต่างๆ วิจัยในองค์ประชุมนอก องค์ประชุมใน วิจัยออก จนลึกเข้าไปถึงเวทนาว่า อาการอย่างนี้คือเวทนา คือความรู้สึก และอย่าเพิ่งทิ้ง เป็นแบบ เออ มันเป็นเพียงความรู้สึก นะอย่าเพิ่งไปทิ้งเร็วนัก ว่ามันเป็นเพียงความรู้สึก หรือเป็นคาถา แล้วก็เลยโยนทิ้งตูม นั้นเป็นสมถะ เราไม่โยนทิ้ง เราวิจัยมันต่อเลย… _ เรียนรู้และวิจัยกิเลสที่ผสมสังขารอยู่ในเวทนา : เราวิจัยมันต่อเลยว่า อ๋อ มันเป็นอย่างนี้ หน้าของความรู้สึก มันมีสภาพที่มันสุข เวทนาแบบเคหสิตะ เวทนาแบบเคหสิตะเป็นทุกข์หรือเป็นสุข เวทนาแบบเราตั้งใจสู้เลย เรียนรู้นี่แหละ หน้าตาเจ้ากิเลสมาผสมสังขารอยู่ในเวทนา (ดูเพิ่มเติม เคหสิตเวทนา ในภาคผนวก ) ตัวนี้แหละเป็นตัวอาการ มันเป็นตัวเหตุ เป็นโลภมูล ราคมูล หรือเป็นโทสมูล จับสภาพแล้วก็เอาลีลาสภาพอาการของโทสะ หรือโลภะนั้นออก ความชอบ ความชัง สรุปไปเป็นความชอบความชัง เอาออก จิตไม่ได้ดับ จิตยิ่งมีตัวเจริญ จิตยิ่งรู้ชัดเป็นญาณ เป็นปัญญาเพิ่มขึ้น ๆ ยิ่งเห็นของจริงเลยว่า สู้ได้ ไอ้ตัวกิเลส เฉพาะกิเลส เฉพาะตัวสภาพอกุศล ที่เราต้องการให้มันลดนะ ลดกิเลสลง ลดรสอร่อยลง ลดสภาพที่มันควรจะลด ซึ่งเป็นอาการซ้อน มันซ้อนมากทีเดียวอยู่ในจิต เราทำออกได้จริง เนกขัมมะ (ดูเพิ่มเติม เนกขัมมะ ในภาคผนวก ) _ อนุปัสสี 4 : เนกขัมมะ ลดจางคลายลงเป็นวิราคานุปัสสี ตามเห็นความจางคลาย เห็นความไม่เที่ยงในทาง ปรมัตถ์ อนิจจานุปัสสี ไม่เที่ยงเพราะเราทำให้มันลดลง ไม่เที่ยงเพราะเราตีแตก เช่น มันมีอยู่ 100 หน่วย เราก็ทำให้มันแตก จาก 100 หน่วย แตก ลดลงมาได้ เป็นความจางคลายลงมาได้ มาในทิศทางที่ลดละจางคลาย จาก 100 หน่วยลงมาเหลือ 99 เหลือ 98 หรือ 90 หรือ 80 ลงมาได้

เห็นอย่างชัด ๆ เลยว่าเป็นวิราคานุปัสสี เพราะมันไม่เที่ยงที่มันทำลด ทำลดลงได้ หรือแม้แต่คุณจะเห็นว่า มันไม่เที่ยงเพราะมันมากขึ้น เป็นปุถุ กิเลส 100 แหม มันขึ้นแรงกว่าเก่า มัน 105 แล้วตอนนี้ มันขึ้นปรึ๊ดเลย 150 ฮา ๆ ๆ (พ่อท่านหัวเราะ) คุณก็ประมาณเอานะ อาตมาใช้สังขยาเลขมาเรียก ค่าของมันนี่ มันมีอาการที่มัน แหม คิดเป็นน้ำหนัก คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ คิดเป็นค่าที่เผื่อวัดได้ แล้วมัน โอ้โฮ มันแรงขึ้นไปเกือบเท่าตัวแล้ว ครึ่งหนึ่ง เพิ่มขึ้นไปอะไรอย่างนี้ คุณก็ประมาณของคุณได้ ถ้าจับได้จริง อ่านได้จริง รู้สภาวะนั้นจริงนะ คุณจับได้ไล่ทันจริง ๆ คุณก็จะรู้ความจริงตามความเป็นจริง ไอ้การเห็นอย่างนั้น คือปัญญา เห็นของจริงตามความเป็นจริง แม้คุณเห็นว่ากิเลสเราหนาขึ้นก็เป็นปัญญา ไม่ใช่แค่เฉกตา ไม่ใช่แค่เห็นด้วยตรรกะ ด้วยเหตุด้วยผลเท่านั้น แล้วไม่ได้โกง คุณก็ต้องรู้ความจริงว่า กิเลสเรามันหนาขึ้นนะ เป็นปุถุ ไม่ใช่อริยะ อริยะต้องชนะกิเลส ถ้ากิเลสมันหนาขึ้น ก็ไม่ใช่อริยะ มันก็ปุถุชน กิเลสมันเพิ่มขึ้น ๆ มันไม่เที่ยง แต่มันเพิ่มขึ้น เราก็รู้ความไม่เที่ยงใน 2 ทิศ เคหสิตเวทนา อารมณ์อย่างปุถุชนคนโลกโลกียะ : ความไม่เที่ยงของโลกีย์ ก็คือเป็นปุถุชน กิเลสหนาขึ้น ผู้รู้จึงรู้ ผู้ไม่รู้ตัวก็คือผู้ไม่เข้าใจอะไรเลย ไม่รู้เรื่องรู้ราว ไม่มีปรมัตถ์ เป็นโลก ๆ มันก็หนาขึ้น ด้วยไม่รู้ตัว ก็ไปกันใหญ่เลย ไม่มีญาณ ไม่มีปัญญาอะไรหรอก มีแต่เฉกตา ฉลาดโลก ๆ ไปตามเรื่องตามราว สะสม เอาเปรียบเอารัด สะสมหนี้ สะสมบาป สะสมนรก สะสมเวรภัยไปเรื่อย ๆ เต็มโลกอยู่ คน ทุกวันนี้ อาตมาอธิบายมาถึงขนาดนี้แล้ว พวกคุณพอมองออกไหม ว่าคนอยู่ในโลกนี้ โอ้! เขาน่าสมเพชเวทนา ไม่รู้ เขาไม่รู้ตัว ไม่รู้เรื่องไม่รู้ราวเลย ทำตัวเอง แล้วเขาก็สุขของเขานะ เขาเห็นว่าเขาเป็นสุขนะ แต่เป็นเคหสิตโสมนัส เป็นสุข โลกียสุข เป็นกามสุขัลลิกะก็ตาม เป็นทางภวตัณหาก็ตาม สุขของเขานะ จัดจ้านขึ้นหนาขึ้น ปฏินิสสัคคะ สัจจะย้อนสภาพ : คุณมีตาทิพย์ คุณมีญาณปัญญา ที่ชัดเจนจริง ๆ เลย แยกวิเคราะห์โลกีย์ -โลกุตระออก ยิ่งรู้อาการ ลิงคะ นิมิต ของอาการทางกาย มันก็ส่อทางจิต อาการวาจาก็ส่อทางจิตด้วย แต่มันอาจจะไม่ตรงทีเดียว ในสภาพที่ผู้มีภูมิรู้สูง ผู้มีภูมิเจริญ ภูมิสูงนี่ อาจจะมีสภาพที่ “ปฏินิสสัคคะ” สภาพสัจจะย้อนสภาพ ข้างนอกท่านทำอย่างนี้ พูดอย่างนี้ แสดงอย่างนี้ เหมือนกับท่านโกรธ เหมือนกับท่านเกลียด เหมือนกับท่านรัก เหมือนกับท่านชอบ แต่ในใจของท่าน ไม่ได้มีอาการจริง ในใจของท่าน ไม่ได้ชอบ ไม่ได้รัก ไม่ได้รักหรือไม่ได้ชัง ไม่ได้โกรธ แต่ท่านก็เอาอาการนั้นมาใช้ วิสังขาร : ท่านปรุงเป็นวิสังขาร ปรุงเพื่อผู้อื่น ไม่ได้ปรุงเสพในจิตตัวเอง ปรุงเป็นแต่เพียงสักแต่ว่ากิริยา ทำกิริยานั้นด้วยสามารถ ทำกิริยานั้นด้วยเจตนาเป็นกุศลเจตนา มันไม่ได้เป็นอกุศลตรงที่ว่ามันไม่ได้ทำร้ายตนเอง และมันก็ไม่ได้ทำร้ายผู้อื่น มันดับวิหิงสา มันรู้จักตักกะ-วิตักกะในจิต (ดูเพิ่มเติม วิสังขาร, วิหิงสา, วิตักกะ ในภาคผนวก ) เพราะฉะนั้น วิตักก นะ วิหิงสาวิตก นี่รู้อาการมันและมันก็ไม่มี ไม่ได้เบียดเบียนตน ไม่ได้เบียดเบียนผู้อื่น ไม่ได้เจตนาสร้างอันนี้ขึ้นมา สังขารอันนี้ขึ้นมาทำรูปเรื่อง รส อะไรก็แล้วแต่ ทำอันนี้ขึ้นมาเพื่อไปทำลาย ทำร้ายผู้อื่น แต่ปรุงมาให้แก่เขาตามฐานะ เป็นไปเพื่อดำเนินไปได้ แล้วก็ไม่ติดไม่ยึด อนุโลมปฏิโลม ให้เกิดประโยชน์กับเขาพอสมควรตามฐานะ : เหมือนกับเราปรุงอาหารให้แก่พวกชาวอโศกเรากินนี่ ขนาดนี้เราก็ปรุงแค่นี้ บางทีก็ปรุงมาให้ขัดเกลาหน่อย ขัดเกลามาเรื่อย ๆ ตามลำดับ ถ้ามากเกินไป มันกินไม่ลงจริง ๆ ตาย ไม่เอา เอาให้พอกินลง ให้บ้าง อนุโลมปฏิโลมพอสมควรตามฐานะ _ ตัวอย่างอนุโลมปฏิโลม กรณีพ่อท่านแต่งเพลง : เหมือนกับอาตมาอนุโลมแต่งเพลงให้เขาร้องกันขนาดนี้ แล้วเราจะอ่านออกความจริงออกไปเลย ว่ามันเป็นรสเป็นชาติ แล้วเราก็ลดรสชาติพวกนั้น หรือว่าเราจะทำให้ขัดเกลา ทำให้เพื่อคนนั้นคนนี้ เท่านั้นเท่านี้ อาตมาไม่เสียใจหรอกนะ อาตมาแต่งเพลงแล้วพวกเราก็ไม่ค่อยติดเท่าไหร่ ไม่ค่อยติดเท่าไหร่ ไม่เสียใจหรอก จะเสียใจถ้ามันติดหนักเข้าไป นอกจากติดเพลงอาตมาแล้วยังไม่พอ โอ๊ย มันยังรสไม่ถึงใจ ต้องไปหารสที่มันเจ๋งกว่านี้ขึ้นไปอีกเรื่อย ๆ ซวยเลย หะ ๆ (พ่อท่านหัวเราะ) พอสมควร ก็เห็นดูว่า เออ พวกเราก็ร้องพอสมควร เห่อ แต่พอออกมาใหม่ ๆ ประเดี๋ยวหาย อนุปสัมปัน ผู้ที่ไม่มีภูมิพอจะรับรู้ได้ : อย่างนี้แหละ เราก็มีอะไรที่มันจะต้องเข้าใจผู้ปรุงนี่ อาตมามีลักษณะพวกนี้มาอธิบายพวกคุณ คนข้างนอกเขาฟังไม่รู้เรื่อง เขาเข้าใจไม่ได้นี่ อนุปสัมปัน ฟังแล้วจะหาว่าอาตมานี่มา แหม นี่ปฏินิสสัคคะนี่ ในระดับอวดอุตรินะ ปฏินิสสัคคะนี่ คนที่สลัดคืนสูงสุดคืนสู่สามัญนี่ ปรุงสร้างวิสังขาร (ดูเพิ่มเติม อนุปสัมปัน ในภาคผนวก ) หรือว่า ปุญญาภิสังขาร ปรุงสิ่งที่เป็นบุญ ปรุงมาเพื่อขัดเกลา ปรุงมาเพื่อเป็นบุญ ปรุงมาเพื่อให้เขาอยู่รอด เพื่อให้เขาเจริญขึ้นด้วย ไม่ได้เบียดเบียนใคร ตนเองก็ไม่ได้ติดยึด ตนเองก็ไม่ได้เสพ ตนเองก็ไม่ได้มีกิเลสเสริม เจริญอยู่ ดีอยู่ เราเองแอบเสพหรือไม่แอบเสพ เราก็ต้องรู้ตัวของเรา กับผู้อื่น เราก็ไม่ได้ทำอันนี้ขึ้นมาเพื่อไปทำร้ายเขา เพื่อให้เขาตกร่วง หรือทำให้เขาเสื่อมต่ำ เพื่อทำให้เขาเป็นปุถุชนหนาขึ้น ๆ ก็ไม่ใช่ คนข้างนอกเขาไม่รู้ ทำไมมาร้องเพลง ทำไมมาดูวิดีโอ อะไรอย่างนี้นี่ อธิบายยาก พวกเราชักเข้าใจขึ้นมาเรื่อย ๆ นี่เป็นเรื่องปฏินิสสัคคะ เขาเข้าใจปฏินิสสัคคะกันไม่ได้ ทุกวันนี้ อาตมาเห็นว่า เขาเข้าใจกันไม่ได้เลย เขาใช้กันไม่เป็น แล้วมันไม่ใช่เรื่องตื้นนะ ปฏินิสสัคคะเป็นสิ่งที่สลัดคืนอีกทีหนึ่ง เราไปยืนอยู่ในฐานนี้ได้แล้ว แข็งแรงแล้ว เราลองเข้ามาสัมผัสกับโลกดู หรือว่าคืนมาสู่โลกดู แล้วเราก็จะรู้การสัมผัสแตะต้องอีกทีหนึ่ง แล้วมันก็จะทนได้ หรือไม่ได้ จะอยู่เหนือมัน หรือไม่อยู่เหนือมัน โลกุตระที่แท้ เหนือโลก เข้าใจและช่วยโลกได้ : อยู่เหนือจนกระทั่งเราสามารถที่จะเข้าใจโลก ช่วยโลกได้ เกื้อกูลโลกเขาได้อีกจริง ๆ มันจึงเป็นทฤษฎีที่วิเศษที่สุดของพระพุทธเจ้านี่ มันเป็นโลกุตระที่แท้ อยู่ในโลกเหนือโลก อย่างพิสูจน์ยืนหยัดสัมผัสแตะต้อง ไม่ต้องหนีเลย เรียกว่าลูบคลำพระอาทิตย์ ลูบคลำพระจันทร์ได้ด้วยฝ่ามือ มีฤทธิ์นะ _ มีฤทธิ์ ลูบคลำพระจันทร์พระอาทิตย์ ฯ : ลูบพระอาทิตย์ ลูบพระจันทร์ด้วยฝ่ามือ (อิทธิวิธญาณ ใน พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 133 สามัญญผลสูตร) ไม่ไหม้ ไม่ละลาย ไม่ร้อน ไม่เสีย มีฤทธิ์เหนือ เหนือฤทธิ์ของโลกียะ จะยิ่งใหญ่เท่าพระอาทิตย์ จะยิ่งใหญ่เท่าพระจันทร์ ก็สามารถที่จะลูบด้วยฝ่ามือ สำนวนอาตมามันหยัน ๆ หน่อย ลูบหัวล้านพระอาทิตย์เลย พระอาทิตย์ก็ไม่สามารถที่จะแอ๊คอะไรขึ้นมาได้ เพราะอยู่ใต้อำนาจ มีฤทธิ์เหนือชั้น ฤทธิ์เหนือโลกียะ เพราะฉะนั้น โลกียะอันใดละ ที่เราสามารถอยู่เหนือมันจริง ๆ จะมีฤทธิ์ มีปาฏิหาริย์อย่างที่ว่านี้ มันทำอะไรเราไม่ได้จริง ๆ โลกียะ กิเลสตายสนิท แล้วเราก็มีอำนาจเหนือ จนสามารถปรับปวาทะ สามารถข่มขี่ปรับปวาทะ _ สามารถข่มขี่ปรับปวาทะได้ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อโลก : “ปรับปวาทะ” (อ่าน ปะ-รับ-ปะ-วา-ทะ) นี่ แปลว่าทิศทางตรงกันข้าม สิ่งที่ตรงกันข้าม สิ่งที่เป็นศัตรู ก็คือโลกียะนั่นแหละ ข่มขี่ ก็คือ สามารถที่จะทำให้เขาเชื่องเป็นทาส หรือว่ายอมศิโรราบ ปราบริปูได้อย่างเด็ดขาด ถ้าไม่เช่นนั้น ไม่สามารถที่จะเป็นประโยชน์ต่อโลก ต่อโลกีย์ได้ เราได้ประโยชน์ตน เราสามารถช่วยโลกได้ ปราบโลกีย์ได้ ก็อยู่กับโลกีย์ แล้วก็มีการอนุโลม ปฏิโลม รู้ รู้ขั้นตอน เราจะอนุโลมแก่เขาขนาดไหน ถ้าขนาดนี้ ๆ นี่ อาตมาก็เคยอธิบายซ้อนไม่รู้เท่าไหร่ _ อนุโลมปฏิโลม พอเป็นกระสาย : (ตัวอย่างเรื่องยา) เราต้องมีสี มีน้ำตาลให้แก่คนในฐานะนี้บ้าง พอเป็นกระสาย(เพียงเล็กน้อย เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น) ไม่เช่นนั้นจัดเกินไป เคร่งเกินไป มากเกินไป ไม่พอดีหรอก เขารับไม่ได้หรอก ไม่ไหว ก็ต้องมีกระสาย มีน้ำตาล มีสีอะไรให้เขาบ้าง แต่ไม่ใช่ว่า ให้เขา มีสี มีน้ำตาลให้ แล้วคนเหล่านี้ ไม่ได้ผลจากยานี้ กินยานี้เลยติดแต่น้ำตาล ติดแต่สี แล้วยาก็ไม่มีฤทธิ์ ไม่สามารถมีฤทธิ์ออกผลอะไรที่ขัดเกลา หรือทำให้เขาเจริญขึ้นได้ กลายเป็นติดน้ำตาล ติดสีไปอีก แต่งเพลงมา คุณก็เลยติดเพลงเลย แล้วยิ่งจัดจ้าน ทีหลังก็เรียกร้องหาน้ำตาล หาสีจัดกว่านี้ แต่เนื้อยาไม่มีฤทธิ์ทำให้คุณลดละอะไรได้เลย อย่างนั้นก็ปรุงผิด ปรุงมาก็ไม่เกิดประโยชน์คุณค่าอะไร นี่ ต้องมีฝีมือ ต้องมีฝีมือในตัวอย่างสำคัญ เป็นหมอรักษา แล้วยังแถมมาเป็นเภสัชด้วย รักษาด้วย ปรุงยาเองด้วยนะ ต้องได้สัดส่วนที่เป็นประโยชน์ ลดละ ทำให้เจริญได้จริง ๆ ลักษณะพวกนี้นี่ลึกซึ้ง ธรรมะของพระพุทธเจ้าลึกซึ้ง ละเอียดลออ ทุกวันนี้นี่ มันมีอะไรต่ออะไรซับซ้อน แล้วมันเพี้ยนไปเยอะ ศาสนาพระพุทธเจ้าอย่างที่เป็นอยู่ ที่เห็นอยู่น่ะ

ตบะแตกของผู้ปฏิบัติธรรม 3 ชนิด : เพราะฉะนั้น แม้ศึกษาอย่างที่เรากำลังเอาสูตรนี้มาอธิบายกันนี่นะ มหาสุญญตสูตร มาอธิบายกันอยู่นี่นะ ในพระไตรปิฎก เล่ม 14 ที่พูดถึงเรื่องตบะ ตบะแตก “อุปัททวะ” นี่ อาตมาแปลว่า “ตบะแตก” ไปเลย (ดู พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 351-354 ในภาคผนวก ) ตบะแตกของผู้ปฏิบัติธรรม 3 ชนิด ชื่อเรื่องนี้ เมื่อวานนี้ ตั้งไว้ ชื่อว่าอย่างนี้ ใครอยากตามเท็ปบันทึกเสียงม้วนนี้ ก็ไปเอาเท็ปชื่อ ตบะแตกของผู้ปฏิบัติธรรม 3 ชนิด ดูกรอานนท์ เมื่อเป็นเช่นนั้น จะมีอุปัททวะของอาจารย์ อุปัททวะของศิษย์ อุปัททวะของผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ฯ ชนิดที่ 1 กับชนิดที่ 2 นั้น เป็นเรื่องของนอก อุปัททวะของอาจารย์กับอุปัททวะของศิษย์ ก็คือศาสดาอื่น ลัทธิอื่นนะ ศาสนาอื่น ลัทธิอื่น ไม่เที่ยงแท้หรอก แม้จะให้ต่อไปอยู่ป่า เขา ถ้ำ หรือเคร่งขนาดไหนก็ตาม เกิด อุปัทวะได้ [๓๕๒] ดูกรอานนท์ ก็อุปัททวะของอาจารย์ย่อมมีได้อย่างไร ดูกรอานนท์ ศาสดาบางท่านในโลกนี้ ย่อมพอใจเสนาสนะอันสงัด คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำบนภูเขา ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้งและลอมฟาง เมื่อมีคหบดี มีผู้ที่ไปสัมผัสสัมพันธ์ เอาลาภไปล่อ เอากามไปล่อ ลาภ ยศ สรรเสริญ อะไรเป็นโลก ๆ เอาโลกียะไปล่อ ไปสัมผัส สัมพันธ์ ไปอะไร หนักเข้าก็จะหมกมุ่น ดังที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้หมดแล้วนั่น เมื่อพวกพราหมณ์และคฤหบดี ชาวนิคมและชาวชนบท พากันเข้าไปหาแล้ว ศาสดานั้นจะปรารถนาอย่างหมกมุ่น จะถึงความวุ่นวาย จะเวียนมาเพื่อความเป็นผู้มักมาก ดูกรอานนท์ ศาสดานี้เรียกว่า อาจารย์มีอุปัททวะด้วยอุปัททวะของอาจารย์ อกุศลธรรมอันลามกเศร้าหมอง เป็นเหตุเกิดในภพใหม่ มีความกระวนกระวาย มีทุกข์เป็นวิบาก เป็นที่ตั้งแห่งชาติ ชรา มรณะต่อไป ได้ฆ่าศาสดานั้นเสียแล้ว ดูกรอานนท์ อย่างนี้แล อุปัททวะของอาจารย์ย่อมมีได้ ฯ จะปรารถนาอย่างหมกมุ่น จะถึงความวุ่นวาย จะเวียนมาเพื่อความเป็นผู้มักมาก เมื่อเวียนกลับมานั่นแหละ เรียกว่าตบะแตก มีโลกียะคือมีชาวนิคม มีพราหมณ์ คหบดี มีชาวนิคมชนบท พากันเข้าไปหา เข้าไปมาก ๆ เข้า เพราะฉะนั้น 2 ลัทธิ 2 อย่างนั้นนะ 2 ชนิดนั้นน่ะ ตัวถึงขั้นเป็นอาจารย์ เป็นศาสดาก็ตาม หรือลูกศิษย์ในสายอย่างนั้น ตบะแตกแน่ แม้แต่สาวกของตถาคต ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ : แม้แต่อย่างที่ 3 คือผู้ประพฤติพรหมจรรย์ โดยเฉพาะพรหมจรรย์ของพระพุทธเจ้า ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านอธิบายมาเลยว่า ก็อุปัททวะของผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ย่อมมีได้เหมือนกัน ย่อมมีได้อย่างไร

(พ่อท่านอ่าน สลับอธิบายเสริม) ดูกรอานนท์ ตถาคตอุบัติในโลกนี้ หมายความว่าผู้ปฏิบัติธรรมในพรหมจรรย์ ตามพระพุทธเจ้านี้ด้วยซ้ำ อันที่ 3 นี่ ตถาคตอุบัติในโลกนี้ โดยเป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชา จรณะ เอาละพุทธคุณ 9 สรุปไปเลย ไม่ต้องอ่านต่อ แม้จะเป็นอย่างนี้แล้ว ตถาคตนั้น ย่อมพอใจในเสนาสนะอันสงัด ป่า โคนไม้ เขา ถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง เมื่อตถาคตนั้น หลีกออกเร้นอยู่อย่างนั้น พราหมณ์และคหบดี ใครก็แล้วแต่ ต่อให้พระพุทธเจ้านี่ไปอยู่ป่า ท่านก็ตรัสของท่าน แล้ว มีพราหมณ์ คหบดี กรูเกรียวไปหา ตถาคตนั้นย่อมไม่ปรารถนาอย่างหมกมุ่น ไม่ถึงความวุ่นวาย ไม่เวียนมา เพื่อเป็นความมักมาก พระพุทธเจ้าท่านยืนยันของท่าน ว่าท่านไม่มีทางเวียนกลับ ต่อให้มีคฤหัสถ์ไป ต่อให้มีโลกธรรมไปยั่วยวน ไปเฮละโล โฮละเลให้มีอะไรมากมายขนาดไหน ถ้าถูกทางแล้วแน่นอน ตถาคตไม่กลับ ท่านรับรองของท่าน สาวกตถาคต ผู้หลงใหลพอใจในป่า เขา ถ้ำ :

ภาพ : AI Google Gemini ดูกรอานนท์ ส่วนสาวกของตถาคตผู้ศาสดานั่นแลเมื่อเพิ่มพูนวิเวกตามตถาคตผู้ศาสดา ย่อมพอใจเสนาสนะอันสงัด คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำบนภูเขา ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง และลอมฟาง เหมือนกับพระพุทธเจ้าได้เหมือนกันนะ แต่ถ้าเผื่อว่า มันมาก ๆ เข้า ก็สามารถตบะแตกได้เหมือนกัน เพราะอยู่แต่ป่า เขา ถ้ำ ซ้อนนะนี่ ถ้าอาตมาไม่หยิบมาพูดนี่ ซ้อน เป็นลูกศิษย์ตถาคต แต่ก็หลงป่า เขา ถ้ำ เพราะฉะนั้น ส่วนสาวกของตถาคตผู้ศาสดานั้นแล เมื่อเพิ่มพูนวิเวกตามตถาคตผู้ศาสดา นี่ชัดเลยนะว่าตถาคตผู้ศาสดานะ ไม่ใช่ศาสดาลัทธิอื่นนะ ย่อมพอใจเสนาสนะอันสงัด คือป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ ลอมฟาง

เมื่อสาวกนั้นหลีกออกแล้วอย่างนั้นอยู่ พวกพราหมณ์และคหบดี ชาวนิคม และชาวชนบท จะพากันเข้าไปหา เมื่อพวกพราหมณ์และคหบดี ชาวนิคมและชาวชนบทเข้าไปหาแล้ว สาวกนั้นย่อมปรารถนาอย่างหมกมุ่น ถึงความวุ่นวายเวียนมาเพื่อความเป็นผู้มักมาก

ดูกรอานนท์ สาวกนี้เรียกว่า ผู้ประพฤติพรหมจรรย์มีอุปัททวะ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน