590725_พุทธศาสนาตามภูมิ ปฐมอโศก ศาสนากับการเมืองเรื่องเดียวกัน.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์344 KB
วันที่แก้ไข14 มีนาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

590725 พุทธศาสนาตามภูมิ ปฐมอโศก ศาสนากับการเมืองเรื่องเดียวกัน

อ.กฤษฎาว่า...วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม 2559 ที่ปฐมอโศกช่วงเข้าพรรษาพ่อครูก็ได้ไปสัญจรเยี่ยมเยือนลูกๆหลายจังหวัด เป็นโอกาสดีของลูกๆที่ได้มารับฟังธรรมจากสัตบุรุษ ผมก็อยากจะได้สอบถามพ่อครู ถอดความปริยัติให้เกิดการปฏิบัติให้เกิดผล เมื่อผ่านมาไม่นานพ่อครูได้กล่าวถึงแสงอรุณ 7 ก่อนจะเกิดมรรคมีองค์ 8 พ่อครูได้ไปเยียมเยือนหลายที่ พ่อครูได้กล่าวโศลก ความบริสุทธิ์เท่านั้นที่จะชนะทุกสิ่งทั้งโลกในที่สุด ทำให้ผมได้เข้าใจเมื่อผมได้ถูกกระทำ แล้วเกิดความหวั่นไหว ซึ่งคนที่ไม่ได้รับฟังธรรมะหรือปฏิบัติธรรมเพียงพอก็จะหวั่นไหว ที่ผ่านมาพ่อครูได้เคยผ่านการถูกดำเนินคดีความ และตอนนี้ได้รับการเปรียบเทียบกับคดีของสำนักอื่น หากพ่อครูไม่ได้มีความมั่นคง เป็นของแท้ก็ย่อมสลายไปตามกาล แต่ทุกวันนี้ของแท้มักถูกบอกว่าของปลอม ส่วนของปลอมมักถูกยกย่องเชิดชูให้ค่าในโลก แต่ดูเหมือนในระยะยาวนั้นทองแท้ก็ย่อมเป็นทองแท้ แต่ในระหว่างเดินทางนั้น จะทำใจอย่างไรครับ พ่อครูว่า...ก็ต้องปฏิบัติ แต่ปฏิบัติอย่างไร? มวลหมู่มิตรสหายนั้นเป็นสิ่งสำคัญ แต่ละคนมีพลังงาน และยิ่งเป็นพลังงานอาริยะที่มีทิศทางเดียวกัน มารวมกันก็ควบแน่นทั้งทางปัญญาและเจโต มันมองไม่เห็นแต่มีจริง มีจริงเท่าใดก็ทำงานร่วมกัน จะขจัดกันหรือรวมกันแน่นก็ขึ้นอยู่กับสัจจะ อาตมาว่าพวกเราได้สร้างโลกุตรจิต แม้จะไม่ลงตัวเสียทีเดียว มีโสดา สกิทา อนาคา อรหันต์ก็แม้จะต่างระดับแต่แกนหลักทิศทางเดียวกันไม่แตกแยกง่ายๆ ถ้ามีอะไรขบกันมากก็ไม่แน่นแฟ้นมากก็จะช้า ก็บังคับกันไม่ได้แต่ละคนมีของจริงของตน ก็พากเพียรกันไป อาตมาว่ามันดีเสียอีก ที่มีโจทย์ โจทย์นี้เป็นตัวบังคับให้คนทำนะ ไม่ว่าจะดีหรือเลว มีโจทย์ถือเป็นกำไ

อ่านต่อ

ร พวกเราต้องเตือนกันเสมอว่าอย่าประมาท แล้วตั้งใจให้มีสติสัมปชัญญะ มีปัญญา มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สติ วิริยสัมโพชฌงค์เป็นพลังงานสามเส้า ผู้ใดมีธัมมวิจัยเป็น โดยเฉพาะอย่างโลกุตระคือเราสามารถอ่านจิตในจิตเราเป็น แยกแยะจิตในจิต รู้องค์รวมจิตในใจ เมื่อเกิดเป็นธรรมะสอง จะมีสิ่งที่เป็นตัวถูกรู้เรียกว่ารูป อีกตัวหนึ่งคือจิตเราทำงานเป็นตัวรู้ก็คือ นาม แล้วตัวที่ถูกรู้ก็คือจิตเรานี่แหละ เมื่อเรารู้ลักษณะอาการตามที่เราได้เรียนรู้มา ก็จะได้สัมผัสจริง ยิ่งกระทบแรง กิเลสก็ยิ่งเกิดโตเห็นชัดง่ายมากขึ้น ไม่ต้องไปกังวลหรอก หนึ่งเราขันติ แข้มแข็งอดทนให้ได้เราฝึกมาเท่าไหร่ก็ได้เท่านั้น มีธัมมวิจัยได้ของเราเท่านั้น ยิ่งเราไม่หนี เราก็ต้องสู้ มีกลไกธัมมวิจัยของเราก็จะคมขึ้นๆๆๆ

อ.กฤษฎาว่า...ตอนกำลังทำใจในใจ ขี่รถมาจากบ้านเลย มันรู้สึกอึดอัด เหมือนส่วนหนึ่งเป็นอาการต้องกดข่ม อีกส่วนหนึ่งใช้ปัญญามอง จะทำอย่างไรให้จิตเป็นฌาน เพิ่มพลัง เผาผลาญกิเลสได้โดยเร็ว อาตมา ว่า...อย่าไปกังวล เป็นภาษาที่ใช้ได้ ทำให้เราไม่สูญเสียพลังงาน หากกังวลก็สูญเสียพลังงาน หนึ่งทำใจดีๆ ทำใจดีสู้เสือ แล้วเราก็ต้องพยายามสู้ ทำไปอย่างไม่ต้องรีบร้อน แต่รู้ให้ชัด พยายามทำเข้าใจให้จริง ตัวธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์จะทำโดยอัตโนมัติเลย ข้อสำคัญอย่าไปวิตกกังวล ที่จะกินแรง เสียพลังงานขัดแย้งในตัว มันไม่ดี พระพุทธเจ้าท่านใช้ศัพท์ว่าอย่าทำทุกข์ทับถมตนเอง ทำใจดีๆ แล้วสติ ธัมมวิจัย วิริยะ สัมโพชฌงค์จะทำโดยอัตโนมัติ จะได้ผลดี ที่ไม่สูญเสียพลังงานให้มันเลย ใครเก่งเท่าไหร่ก็ทำเท่านั้น

อ.กฤษฎาว่า...มันเหมือนความร้อนที่สูญเสีย แต่ถ้าเป็นญาณ เป็นฌานก็จะเย็น นิพพานเป็นความเย็น ดูเหมือนกว่า แสงอรุณเป็นลำดับมาแล้ว อาตมา ว่า… มิตรดี สหายดี สังคมดีนี้เป็นสิ่งสำคัญลำดับ 1 เลย มีสัปปายะ 4 นี้ด้วย ถ้าขาดบุคคลหรือมิตรดีไม่ได้ ตั้งแต่มิตรดีคือสัตบุรุษที่รู้ยิ่งกว่าเรา ให้เราได้ศึกษาปฏิบัติตาม มิตรดีเป็นข้อสำคัญ แล้วทำไมท่านเอาศีลมาเป็นข้อ 2 เพราะว่าคนมีศีลไม่เท่ากัน ถ้าคุณทำได้เก่งแค่ศีล 5 ก็ทำแค่ศีล 5 ก่อน อย่าไปทำอย่างไม่มีขอบเขตไม่มี road map ทำอย่างเลอะกว้างไม่ได้ ต้องมีกรอบ จึงทำไม่เกินตัว ศีลเป็นการกำหนดให้ตัวเองทำได้อย่างมีกรอบสัดส่วนให้เหมาะ แล้วก็มี ศีล มีฉันทะ เป็นพลังงานเสริม ในสุริยเปยยาล คนเราหากไม่ยินดี ทำแค่นๆ ถูกบังคับมันไม่ได้หรอก แม้ใจคุณไม่ยินดีก็ต้องทำใจให้ยินดี จะทำใจยินดีได้อย่างไรก็ต้องพิจารณาซ้ำว่าที่เรากำลังทำนี่มันดีหรือไม่ดี ถ้าเข้าใจว่าแค่ดีก็ยังจะยินดีได้เพิ่มขึ้นบ้าง ยิ่งเทียบไปหาว่าอันอื่นดีกว่าไหม? หรือสองขณะนี้อะไรที่จะทำดีกว่านี้ยังมีอีกไหม? ก็พยายามตรวจสอบ ก็จะยิ่งได้พลังงานยินดีเสริมอีก แล้วจะได้เรียนรู้อัตตา ในสุริยเปยยาล จะได้รู้ถึงทิฏฐิ ที่สัมมา เช่นทิฏฐิ 10 เป็นต้น เมื่อมีทิฏฐิเอามาทำให้สัมมา เมื่อได้แล้วเราลงมือทำ อย่างประมาท ท่านสำทับไว้ อย่าเอาแรงเอามากเกิน ประมาท เมื่อเราไม่ประมาทดีแล้วเราสามารถเรียนรู้จากมิตรดีกว่าการทำใจในใจให้ถูกต้องทำอย่างไร หากไม่มีโยนิโสมนสิการ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ตั้งแต่ธรรมะสอง ผู้ที่ปรโตโฆษะ ต้องฟังจากสัตบุรุษจึงทำใจในใจให้ถูกต้องได้ คือต้องทำจิตในจิต ให้ลดกิเลส มนสิการเป็นข้อ 2 ของมูลสูตร หากใครทำโยนิโสฯตามสัตบุรุษบอกได้ก็จะเป็นผล ในสัมมาทิฏฐิ ข้อ 10 สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) ท่านจะแจกแจงให้คุณออกจากโลกเก่าที่ยังติดยึดในอะไรก็ตามที่ต้องวนเวียนสุขทุกข์อยู่ให้ออกมาจากโลกเก่า มาสู่โลกใหม่ที่ไม่ติดยึดได้ ศาสนาพุทธต้องฟังมาจากสัตบุรุษผู้รู้ผู้ที่ทำได้มาก่อน เท่านั้นจะรู้เองโดยไม่มีเหตุปัจจัยไม่ได้ พระพุทธเจ้าตรัสว่าต้องทำคุณอันสมควรก่อนแล้วค่อยไปสอนคนอื่นจึงไม่มัวหมอง ตนเองต้องทำได้ก่อนจึงช่วยคนอื่นได้ แต่ถ้าคุณยังทำไม่ได้จะไปสอนคนอื่นได้อย่างไร เช่นคุณเก่าแผลตัวเองไม่ได้ จะไปเกาให้คนอื่นได้อย่างไร อาตมามั่นใจว่าทำมา 46 ปีแล้วไม่เป็นหมันแม้ไม่ง่าย ยาก ช้า แต่ได้ผล ที่ทำให้อาตมามีกำลังใจมากคือสงสารมนุษยชาติ ตอนนี้สัจจะมันเปิดเผยแล้ว ทางฆราวาสก็เข้าใจชัดแล้วแต่ทางศาสนาเพิ่งเปิดฉาก เมื่อก่อนกระแสไม่ค่อยเผยแพร่ในสังคม แต่ตอนนี้ก็กระจายไปสู่สังคมมากขึ้น สรุปแล้วเป็นเรื่องดี มีเรื่องที่อาตมาอยากสำทับคือเรื่องธรรมกับการเมือง ใครอย่ามองว่าการเมืองกับธรรมะแยกกัน ศาสนาลัทธิอื่นจะเข้าใจเช่นนั้นก็แล้วไป แต่พุทธอย่าเชียว เพราะธรรมะกับเพื่อมวลประชาชนการเมืองก็เพื่อมวลประชาชน พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) แต่เดี๋ยวนี้ธรรมะหรือการเมืองกลับเอามาทำเพื่อตัวเอง เพื่อทำมาหากิน เพื่อญาติพี่น้องเพื่อพรรคพวก ทั้งที่การเมืองและธรรมะนั้นต้องเพื่อพหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) ถ้าเข้าใจเช่นนี้ก็อย่าไปแยกธรรมะกับการเมืองอีก ข้อสำคัญคือเนื้อหาทำเพื่อประชาชนจริงนะ ไม่ใช่มีแฝง มีกั๊กทำเพื่อตัวอีก อันนี้คือการเมือง อีกประเด็นที่เขาเข้าใจว่าการเมืองคือการแสวงหาอำนาจ อย่างนั้นไม่ใช่ อาตมาขอบอกว่าเข้าใจผิด เขาว่าถ้าไม่มีอำนาจก็ทำเพื่อบ้านเมืองไม่ได้ มันอธิบายเผินๆดูเหมือนใช่ แต่มันไม่ใช่ การเมืองเป็นงานทำเพื่อประชาชนไม่ใช่อำนาจ อำนาจไม่ใช่เรามี อำนาจนั้นประชาชนมี ถ้าประชาชนเห็นว่าเราทำเพื่อประชาชน ประชาชนจะให้อำนาจเรามาทำงาน มีร้อยก็ให้ร้อย มีพันก็ให้พัน แต่ถ้าไปหลงว่าต้องสร้างอำนาจก่อนนั้นมันผิดแล้ว มีอำนาจเพราะว่าใช้ลาภ ยศ สรรเสริญหรืออำนาจเบ่งข่มอันนั้นอำนาจปลอม แต่อำนาจจริงนั้นแม้สร้างได้ยาก แต่ว่าถ้าได้แล้วได้จริงยั่งยืนสูงส่ง อย่างในหลวงเราประชาชนเต็มใจให้ ตัวอย่างมี ท่านทรงงานอย่างเดียว รักประชาชนทำเพื่อประชาชนอย่างเดียว ประชาชนก็ต้องยกให้ท่าน พูดไปแล้วทำไมโพธิรักษ์ไม่ได้เหมือนในหลวง ก็อาตมาไม่มีทุนตั้งต้น และวิธีการปฏิบัตินั้นทวนกระแส คุณไม่เข้าใจสิ่งที่อาตมาทำ คุณก็เลยไม่ยกให้อาตมา ได้ไม่ได้ไม่มีปัญหา ตรงนี่ไม่เบี้ยวเลย ไม่ต้องเสียเวลามาแก้ไขอีก วนเป็นวัวพันหลั ก เหมือนกลุ่มด้ายพันกัน เสียของ เขาตอนนี้พยายามหาพวกกัน ตอนนี้มีประเด็นจะไปลงคะแนนรับหรือไม่รับประชามติ ร่างรธน. ซึ่งมีกม.บอกว่ าอย่าหาเสียงนะก็เลยยาก ก็ดี กันเอาไว้ก็ดี เพราะว่าตัวโจรมีมาก แต่ผู้ที่ควรรู้ก็ต้องใส่ใจ เข้าใจด้วยปัญญา ว่าอะไรควรขนาดไหน? ขอร้องอยู่อย่างหนึ่งว่าอย่าไปนอนหลับทับสิทธ์ให้มันกระจ่างไปเลย อย่างน้อยก็ได้รู้ความจริงแม้จะแพ้ แต่อาตมาว่าคนไทยไม่โง่ ตอนนี้มีแค่สองฝ่าย มีแดงกับเหลืองเท่านั้น มันควรจะลงคะแนนให้เหลืองหรือแดงก็ไม่น่าสงสัยอะไรแล้วป่านนี้ ตอนนี้ก็มีประเด็นซับซ้อนที่ยากเข้าใจ ถ้าเราจะรับร่างรธน.ฉบับนี้ รับก็ต้องเลือกตั้ง ตอนนี้เสือหิวจะขยุ้มปั๊บ จะคว้าทัน จะทำอย่างไรให้ชะลอไปไหม ให้ลุงตู่อยู่นานหน่อย ถ้ารับนี้มันจะเร็ว ถ้าไม่รับนี่จะชะลอเลือกตั้งไปได้ ก็ไปนั่งคิดดูดีๆ ก็รู้สึกจะใบ้หวยมากไป การเมืองมี 29 นายกฯ ก็มีคนนี้แหละที่ดูเป็นประชาธิปไตยที่สุด นอกนั้นก็ไม่เห็นประชาธิปไตยเลย ยิ่งคนที่ผ่านมาสองสามคนก่อนคนนี้ก็เห็นแต่เป็นยักษ์ ทั้งตัวผู้ตัวเมีย เราก็ว่าตามประสาจริงใจให้ประเทศชาติ นี่มองไปทางด้านฝ่ายแดง ยุคนี้ อย่าว่าแต่ธัมมชโย ประสานก็ประสานเถอะ นักเลงโตได้ดีจริงๆ อีกอย่างที่เห็นคือคนยิ้มตาใส ทำนิ่งทำเฉย แต่เบื้องหลังพกหอกดาบมาเต็มเลย

อ.กฤษฎาว่า….สื่อสมัยนี้เหมือนปั้นเรื่องให้คนตีกัน ไม่เกิดปัญญา แต่รายการประเทืองปัญญากลับไม่รับการผลักดัน แต่บุญนิยมทีวีเราก็มีรายการดีๆ อยู่นะ อาตมา ว่า...ก็มีแต่รายการดีๆ ทั้งนั้นนะ บุญนิยมทีวีเรา ตอนนี้เห็นได้ชัดว่าการเมืองกับธรรมะอันเดียวกัน คู่เคียงกัน ทิ้งกันไม่ได้ ธรรมะแท้ๆ ก็เพื่อประชาชน การเมืองแท้ๆ ก็เพื่อประชาชน ดังนั้นธรรมะกับการเมืองแยกกันไม่ได้ แต่ต้องมีความจริงใจทำเพื่อประชาชนจริงๆ อย่างไม่มีเห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่ญาติ ไม่เห็นแก่พวก อย่างมีลำเอียงใดๆ แต่เห็นแก่ประชาชนเต็มๆ อะไรจะทำให้คนเป็นเช่นนี้ได้นอกจากศาสนาที่ทำให้ได้ทั้งเจโตและปัญญา อาตมาก็ได้นำเสนอความรู้ทางธรรมะ ไม่มีหน้าที่ไปทำด้านโน้นหรอก แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ร่วมมือ แต่ร่วมมือได้แต่ไม่รับหน้าที่ตำแหน่ง แต่คนมีหน้าที่ตำแหน่งจะมาคุยด้วยเอาไปใช้ได้ก็เต็มใจ แต่ไม่ได้ไปลงหน้าที่รับผิดชอบ เพราะอาตมาเผยแพร่ธรรมะนั้นงานหนักเยอะอยู่แล้ว

อ.กฤษฎาว่า...ลูกศิษย์ลูกหาพ่อครูจะเรียกว่าสาวกได้ไหม? อาตมา ว่า..ได้ สาวก แปลว่าผู้ฟัง คนไหนฟังธรรมอาตมาได้ก็เป็นสาวก เอาไปทำได้ก็รวมเป็นสัจจะหนึ่งเดียว อาตมาไม่เคยท้อเลย ไม่เคยอ่อนแรง แต่อายุยาวไปแรงพยายามจะอ่อน อาตมาก็ไม่พยายามอ่อน ทุกวันนี้คนทักว่า 82 ยังแจ๋ว ตอนนี้หัวเลี้ยวหัวต่อธรรมะและการเมืองพวกเราติดตามอย่าประมาท เพราะผู้จะเสียอำนาจย่อมไม่ยอมแน่

อ.กฤษฎาว่า… ตอนเราออกไปชุมนุมหลายที่ผ่านมา อาตมา ว่า...พูดถึงการไปชุมนุมเพื่อเสริมพลัง อาตมาก็พูดหลายทีว่าธรรมะอันปาฏิหาริย์คือ ความสงบ สยบความรุนแรง มันเป็นไปได้ มันเกิดจาก 1. ปฏิภาณปัญญาของคนเข้าใจ รู้ ว่าฆ่าแกงกันเลือดตกยางออก กับไม่ฆ่าแกงกัน พูดกันดีๆ ตกลงกันให้ได้ยอมกันให้ได้ อะไรมันดีกว่าคนชนะก็ควรชนะ คนแพ้ก็ควรแพ้ คนอยากได้ความสงบไม่รุนแรง แล้วมีประสิทธิภาพจริง คือตัวเนื้อแท้ความสงบที่มีประสิทธิภาพ 2. ความสงบนี้ไม่เกิดจากอิฐหินดินปูน แต่เกิดจากคนที่จะทำความสงบได้ ถ้ามีมวลพอสมควรจะเกิดพลัง ความสงบนี่ก็ดีแล้วแต่มีคุณงามความดีด้วย พวกนี้ไม่ทำร้ายคนอื่นก็สงบก็ดีแล้ว มวลของที่ไม่ไปทำร้าย มวลตัวดีมีอยู่จริง คนมีภูมิปัญญาจะรู้ ถ้าถึงเวลาจะช่วยเขาจะช่วย เขาก็มีสิทธิ์มีอำนาจจะช่วยก็ต้องช่วย เราไม่มีหรอกพรรคพวก เราไม่มีคนรู้จักที่จะมีอำนาจปืนผา เราออกไปชุมนุมมีแต่จิตให้เกิดเมตตาสงบ เราก็ไปทำ จนเกิดปะทะ ชุลมุน ยิ่งกัน เราไม่มีไปยิงเขามีแต่จะหลบไม่ให้เขายิง จึงเกิดมวลที่ยังอยู่ พวกเราไม่เห็นวิ่งหนีเลย อย่างดีก็นั่งเฉยๆ หรือช่วยทำสิ่งดี ไปช่วยคนบาดเจ็บอีกด้วย ยกตัวอย่างความสงบสยบความเคลื่อนไหวสองครั้ง ครั้งที่อยู่ข้างทำเนียบตอนผู้การแต้ม และตอน 18 กพ.57 อาตมาทำด้วยจริงใจ ไม่ได้ฝืนด้วย

อ.กฤษฎาว่า...สิ่งที่พ่อครูพาทำมานี้ เป็นการพิสูจน์ว่าธรรมะของพระพุทธเจ้ามีผู้ปฏิบัติได้จริง และเมื่อมาได้ใกล้ชิด ก็เห็นผลปฏิเวธของพ่อครู เราได้ตามรอยอรหันต์ตามรอยพระโพธิสัตว์ อาตมาว่า… ก็เป็นปฏิเวธที่ออกมาเป็นรูปธรรมให้เกิดเห็นได้ ถ้าจะบอกว่าอวดอุตริมนุสธรรมก็ได้ว่า สิ่งที่อาตมาได้ผ่านมาก็พิสูจน์ว่าอาตมาเป็นจริง

อ.กฤษฎาว่า...ตอนที่พ่อครูเรียกร้องให้คนออกมาชุมนุมเป็นล้านผมก็ดูไม่ออกว่าจะเป็นไปได้อย่างไร อาตมา ว่า...อาตมาไม่ได้เป็นคนเรียกร้องให้คนออกมาได้เป็นล้านคนนะ แต่ว่าเป็นคุณสุเทพเป็นหลักแต่ว่า ก็ไม่ได้คนเดียว แต่มีอีกหลายคนที่รวมด้วยเป็นองค์รวม อย่างพล.อ.ปรีชา ได้ทำการปฏิวัติแล้วแต่คนน้อย คนก็ว่าไม่สำเร็จ แต่มันเป็นตัวต่อกันได้ มีเหตุปัจจัยมากมาย คุณสุเทพเป็นเหตุปัจจัยด้วยก็เลยสำเร็จคนมาเป็นล้านคน

อ.กฤษฎาว่า...พ่อครูว่า การมารวมกันของกัลยาณมิตรหากมารวมกันจะเป็นพลังงานใหญ่ได้ ซึ่งไม่ใช่แค่ หนึ่งบวกหนึ่งเป็นสอง พ่อครูว่า มาเป็นล้านได้แต่สุดท้ายก็มาเป็นล้านได้ด้วย อาตมา ว่า...ตอนนี้ฝ่ายไม่ดีก็ต้องพยายามคัดค้านให้ได้ แต่บางคนที่ลึกๆ แล้วใฝ่ดี พอทำไปแล้วรู้ว่าที่ทำไปไม่ดีก็เปลี่ยนแปลงมาดีได้ นี่คือความไม่เที่ยงที่จัดสรรให้เจริญหรือเสื่อมได้ ไม่มีอะไรดีเท่าสาธยายแสดงความจริง การแสดงความจริงไม่มีอะไรดีกว่าภาษา ถ้าใช้ทั้ง นัจจะ คีตะ วาทิตะ สื่อออกไป ให้เป็นศิลปะอย่างยิ่งจะได้ผลมาก คนไม่รู้ก็ทำไปแบบไม่รู้แต่คนที่ทำโดยรู้ ทำแล้วให้คนอื่นเข้าใจได้คือศิลปิน

อ.กฤษฎาว่า…นิมนต์พ่อครูเปรียบเทียบรัฐประหารตุรกีกับไทยต่างกันอย่างไร? พ่ อครูว่า...อย่างตุรกี ยังไม่เกิดความรู้ของประชาชน ทางตุรกี ประชาชนยังเชื่อถือรัฐบาล เขาไม่เชื่อว่าคณะปฏิวัติจะดีกว่า ประชาชนไม่เชื่อ จริงๆ แล้ว ปฏิวัตินี้น้อยครั้งที่จะไม่สำเร็จ ประชาชนไม่มีอาวุธไปสู้เท่าไหร่เลย สู้ทหารไม่ได้หรอก แต่ก็แสดงว่า หนึ่งจิตใจทหารเองด้วยไม่ค่อยเต็มใจปฏิวัติ ถูกบังคับเท่านั้น สองประชาชนเองชนะ ตุรกีเองปฏิวัติไม่สำเร็จ คนไทยเลยฉวยโอกาส เขาอธิบายว่าพลังประชาชนชนะพลังทหาร ขณะนี้ไทยถูกทหารควบคุมนะ เขาว่าถ้าประชาชนรวมกันก็ชนะนะ เขาก็พูดเอาได้ ถ้าประชาชนเห็นตามเขาก็ได้แต่นี่พลังประชาชนนี่ตอนนี้อาตมาเชื่อว่าประชาชนนี้เห็นด้วยกับทหารร่วมมือกับทหารเลยนะ ทหารคือฝ่ายเหลือง กับอีกพวกฝ่ายแดง อาตมาว่าฝ่ายประชาชนเข้ากับฝ่ายเหลืองมากกว่าแน่

_มีคำถามว่า...ดิฉันจะไม่รับร่างรธน.ฉบับนี้ เพราะว่า ร่างกม.หลายข้อร่างมาดีมากแต่ว่าไม่แน่ใจจะทำได้ไหม และสอง พอรับร่างแล้ว นักการเมืองหลายพวกต้องเข้ามาแน่ และคนไทยจำนวนมากชอบขายเสียง ถูกซื้อได้อยู่ และพรรคที่จะมาเป็นรัฐบาลเตรียมแสวงหาผลประโยชน์และหาวิธีคอรัปชั่นให้แนบเนียนกว่าเดิม อาตมาว่า…คสช.ทำงานมาสองปีนี่ฝีมือคอรัปชั่นไม่เอาไหนเลย ผิดกับรัฐบาลทักษิณรัฐบาลปู คสช.ทำมานี่ก็เห็นมีเล็กน้อยเท่านั้น จะเอามาตีราคาแพงไม่ได้นะ ถือว่า error เล็กๆ น้อยๆ ตีราคาเทียบไม่ได้กับยิ่งลักษณ์ทักษิณ และจม.ว่าอีกจะแก้ไขการเมืองต้องแก้ที่คุณธรรมของคนไม่ใช่แก้ที่รธน. ..ถูกต้อง ต้องแก้ที่คน แต่รธน.ก็ต้องออกไป แต่แท้จริงต้องมาแก้ไขที่คนให้ไม่อคติ ให้มีคุณธรรม แ ละเขาว่าอีกว่า อยากให้นายกฯ ประยุทธ์อยู่นานๆ เพราะท่าน คุมการเมืองอยู่ แล้วท่านเป็นประชาธิปไตยสูงสุดเท่าที่ดูผลงานมา และท่านจะได้สะสางสิ่งไม่ดีต่อไป ก็ถูกแล้ว และรัฐบาลของนายกฯ แม้เป็นเผด็จการทหารแต่เป็นประชาธิปไตยยิ่งกว่านายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา...จริง และตั้งแต่ท่านประยุทธ์เป็นนายกฯ สงบเรียบร้อย นโยบายเศรษฐกิจพอเพียงเป็นไปได้อย่างมาก ประชาชนมีความสงบสุข….จริง เมื่อกี้นี้เราพูดถึงแสงอรุณ 7 แต่อาตมาฟันธงเลยว่าศาสนาพุทธที่มีอยู่ทุกวันนี้ไม่มีแล้วมีแต่ศาสนาเพี้ยน การจะปฏิบัติมรรคองค์ 8 ต้องมีแสงอรุณ 7 ก่อน [129] มิตรดี เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . มิตรดีต้องเป็นคนบรรลุธรรม อย่างน้อยโสดาบันเป็นต้นไป ถ้าได้มิตรดีจะพาเราปฏิบัติศีลสมาธิปัญญา [131] สีลสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [132] ฉันทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [133] อัตตสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . [134] ทิฐิสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . . [135] อัปปมาทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [136] โยนิโสมนสิการสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค . คุณต้องมีความรู้ แล้วประพฤติเช่นนี้จึงปฏิบัติมรรคองค์ 8 ได้ มิตรดีต้องเป็นคนบรรลุธรรม อย่างน้อยโสดาบันเป็นต้นไป ถ้าได้มิตรดีจะพาเราปฏิบัติศีลสมาธิปัญญาแต่ทุกวันนี้ปฏิบัติศีลสมาธิปัญญาไม่ได้มรรคผล ศีลต้องทำให้เกิดอวิปฏิสารไม่เดือดร้อนใจ ต้องมีอานิสงส์ของศีล 10 ทำให้เกิดฉันทะที่จะปฏิบัติให้รู้จักอัตตา 3 เพื่อลดละอัตตา 3 แต่พวกที่บอกว่าอะไรก็ไม่ใช่อัตตามีแต่อนัตตาพวกนี้ตรรกะเข้าใจได้พวกเซนแต่ไม่มีสภาวะจริงที่รู้จักอัตตาและล้างอัตตาได้ เราต้องมาเข้าใจอัตตาตั้งแต่ศีล 5 ที่ทำให้เรารู้พยาบาท รู้กามที่เป็นอัตตา หมดกามหมดพยาบาทก็หมดอัตตา ต้องมีทิฏฐิที่สัมมาทิฏฐิ ให้เกิดปัญญา ปัญญินทรีย์ปัญญาผละ ที่ต้องเกิดจากการปฏิบัติไม่ใช่ไปนั่งนึกคิดเอาหรือหลับตาทำเอาไม่มีของจริงปฏิบัติ ทิฏฐิข้อที่ 5 ของสุริยเปยยาลสูตรจะไปเป็นสัมมาทิฏฐิในสัมมาทิฏฐิ 10 ที่จะรู้ว่าทำทานอย่างไรให้เกิดผล มีศีลมียัญพิธีอย่างไรมีผล ตรวจผลได้ แล้วมีกรรมกิริยาอย่างไรเกิดผล เกิดผลแล้วจึงสามารถ อุบัติ ออกจากโลกีย์ (โลกนี้)คือโลกอบาย โลกกามคุณ หลุดพ้นออกมา วุฒานัง หลุดพ้นออกมา ได้นิโรธ แล้ว เป็นปัจจัตตังของผู้ปฏิบัติได้ มันเป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพ วิญญูหิตีจริงๆ รู้ได้เองโดยไม่ต้องให้ใครบอก ว่านิโรธเป็นอย่างไร เมื่อสามารถรู้อัตตาหยาบ หมดกิเลสภายนอกเป็นอนาคามีแล้ว เหลือแต่กิเลสภายใน มีแต่กิเลส รูปภพ อรูปภพ ก็ไม่ต้องหลับตาทำนะ แต่อยู่กับชีวิตประจำวัน สัมผัสแล้วจะเหลือกิเลสภายในเท่านั้น อนาคามีไม่มีพิษภัยต่อสังคมภายนอกนะ สกิทาคามีมีโทษภัยกระทบคนอื่นเล็กน้อย โสดาบันก็กระทบคนอื่นมากกว่า ก็ถ้าอนาคามีเป็นต้นไปแล้วปลอดภัย อนาคามีนี้เป็นผู้ควรไปทำงานการเมือง ให้อนาคามีอรหันต์ทำงานการเมืองได้

อ.กฤษฎาว่า...ศาสนาพุทธไม่วิงวอนอ้อนวอนร้องขอจากใครเลย อาตมา ว่า...การอ้อนวอนร้องขอไม่ใช่ศาสนาพุทธและไม่ใช่ประชาธิปไตย ประชาธิปไตยต้องทำดีจนคนเขาให้ทำงานเอง การหาเสียงไม่ใช่ประชาธิปไตย ยังเก๊อยู่ อย่างอเมริกาก็ไม่ใช่ประชาธิปไตยเลย แต่เป็นทุนนิยมเต็มที่เลย เมืองไทยยังเป็นประชาธิปไตยกว่าเลย การหาเสียงไม่ใช่ประชาธิปไตยการมีวิป ต่างๆ ไม่ใช่ประชาธิปไตย มันเป็นการกำหนดไว้เลยว่าไม่ให้แตกคอยากวิป ไม่มีอิสรเสรีภาพ เมืองไทยเราจะทำได้ไป ไม่ต้องมีวิป ทุกวันนี้มีแต่นายทุนเลยหาเสียงกันอย่างอเมริกา ไม่ใช่ประชาธิปไตยเลย ประชาธิปไตยอย่างพระพุทธเจ้าต้องทำงานเพื่อประชาชนจริงถ้าอนาคามีไปเป็นนักการเมืองเป็นผู้บริหาร หรือเป็นลูกน้องก็ตาม แต่ทำการเมืองเพื่อประชาชน ถ้าเป็นอนาคามีเป็นต้นไป ถ้ามีมวลพอ ทำเพื่อประชาชน จะได้รับการยอมรับ เขาให้ทำงานเลยแล้วก็จะไม่เอาเงินเดือนเลย รับรองคุณได้เก้าอี้ตลอดกาลจนกว่าคุณจะขอพักเอง เลย เมืองไทยกำลังมีเค้าดี ก็ให้มาสนใจธรรมะมากขึ้น แม้แต่คุณสุเทพนะ เป็นต้น จะได้มีพลังงานบริสุทธิ์เพิ่มขึ้น อยากให้ประเทศไทยมีคนบริสุทธิ์เป็นอาริยะไปบริหารบ้านเมือง จะเป็นประชาธิปไตยที่ยิ่งกว่าประชาธิปไตยเลย เป็นประชาธิปไตยที่เหนือกว่าประชาธิปไตย ในเมืองไทยมีเค้าเงื่อนเป็นประชาธิปไตยแท้จริงได้ ให้มาปฏิบัติให้จิตมีอาริยธรรม เมืองไทยเกิดอาริยธรรมแล้ว จะเป็นชมพูทวีปต่อไปในอนาคต อาตมาไม่ได้พยากรณ์แต่พูดตามเนื้อผ้า ความจริง แม้จะมีน้อยแต่มีจริงเป็นจริง ธรรมะกับการเมืองไม่ได้แยกกันเช่นนี้เอง มีคุณธรรมจริง จริงใจเช่นนี้ เป็นนักการเมืองที่ดีจริงไม่มีเล่ห์เหลี่ยมหลอก อย่างน้อยอนาคามีเป็นต้นไปท่านไม่เอาบ้านช่องเรือนชานทรัพย์สฤงคารแล้ว แล้วพิสูจน์ว่าคุณทำงานเพื่อประชาชนจริง เขาจะเลี้ยงคุณไว้ เขาไม่ให้คุณตายหรอก มีแต่สุดท้ายว่าให้ผมตายเถิด ตอนนี้ร่างผมไม่ไหวแล้ว ไม่ต้องสะสมเงินทุนเลย ไม่ต้อง ออกปากหรือแสดงอาการ คนรู้คนเห็นขี้คร้านจะแย่งกันสนับสนุนเลย อาตมาอยากให้ถึงวันนั้นเลย

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน