590729_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ พุทธคือเศรษฐศาสตร์ สังคม ปชต_.docx
เนื้อหาในไฟล์
590729 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ พุทธคือเศรษฐศาสตร์ สังคม ปชต.
พ่อครูว่า..วันนี้วันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม 2559 ที่ บวร ราชธานีอโศกอีก 9 วันก็เป็นวันที่สังคมไทยเราจะได้ร่วมมือร่วมใจกันจะได้เห็นว่าคนไทยเราจะมีปัญญาหรือไม่มีปัญญากันแค่ไหน ก็อาจจะไม่น่าจะพูดอย่างนั้นว่ามีปัญญาหรือไม่ก็น่าจะพูดว่าเขาจะตัดสินกันอย่างไรประชาชนตัดสินออกมาจะดีไหม แม้จะรับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่เราก็ยังไม่ทราบผลข้างหน้า ว่าจะออกมาดีหรือไม่ดี ตอนนี้ก็อยู่ในระหว่างจะไปตัดสินอะไรจริงจังก็ยังไม่ได้ แต่อาตมาเองอาตมาชื่นใจดีใจอยู่อย่างหนึ่งว่าการเมืองไทยผ่านมา 84 ปี ปีนี้จึงได้เห็นว่าประชาชนเอาใจใส่การเมืองมีความเข้าใจการเมืองดีขึ้นเรื่อยเรื่อย แต่ขอย้ำว่าเป็นการเมืองแบบไทย เป็นประชาธิปไตยแบบไทย แล้วประชาธิปไตยแบบไทยคืออย่างไร ที่เรียกว่าแบบไทยนี้มีแกนจิตที่มีจิตวิญญาณมีจิตใจเป็นประธานสิ่งทั้งปวงคือแกนจิตของศาสนาพุทธแล้วศาสนาพุทธก็เป็นศาสนาที่เป็นประชาธิปไตยที่เลิศยอดเยี่ยมที่สุด ลักษณะของพุทธศาสนาไม่ได้ขึ้นอยู่กับตระกูลหรือวรรณะหรือรูปร่างหน้าตาแต่มันอยู่ที่จิตใจเป็นจิตใจที่มีคุ ณสมบัติคุณภาพเป็นอย่างนั้นที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ด้วยมีทั้งจิตใจและปัญญาที่เป็นตัวรู้ เป็ นศาสนาที่สุดยอดของมนุษยชาติไม่ว่าในยุคไหนๆ การเมืองใหม่ที่เป็น ประชาธิปไตยแท้ๆ 1. งานการเมืองต้องมีคุณธรรมและเป็นกุศล 2. นักการเมืองต้อง “รู้จัก” ประชาธิปไตยที่แท้ 3. นักการเมืองต้อง “สอน” หรือเผยแพร่ประชาธิปไตยให้กับประชาชน (ประชาชนก็ใส่ใจขวนขวายเรียนรู้ ไม่ใช่รู้แค่ว่าไปเลือกตั้งเท่านั้น) 4. นักการเมืองต้องเป็นผู้พึ่งตัวเองได้แล้ว 5. นักการเมืองต้องเป็นผู้มักน้อยสันโดษ 6. นักการเมืองต้องไม่ทำงานการเมืองเป็นอาชีพหากิน 7. งาน
อ่านต่อ
การเมืองต้องเป็นงานอาสาเสียสละ 8. นักการเมืองจะต้องไม่มีอคติ (ต้องพ้น อคติ 4) 9. นักการเมือง คือ ผู้มีอิสระแท้จริง ไม่เป็นทาสโลกธรรม 10. งานการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่งานเพื่อตัวเรา เพื่อครอบครัว เพื่อหมู่พวก เพื่อพรรค แต่เป็นงานเพื่อบ้านเมือง เพื่อประชาชนทั้งมวล เพื่อผู้อื่นที่พ้นไปจากตัวเอง พ้นไปจากครอบครัว พ้นไปจากหมู่พวก แม้แต่พ้นไปจาก “พรรค” ของตน เงินคลังของประเทศเป็นของสาธารณโภคี แต่ผู้จัดสรรไม่ว่าคณะไหนประเทศไหนก็เอาเข้ากระเป๋าตัวเอง ก็เลยแย่ ที่จริงต้องแจกจ่ายเจือจานให้แก่ประชาชนให้เสมอภาค ไม่ใช่ว่าได้เท่ากันหมด แต่ว่าได้เหมาะสมตามแต่ละคนจำเป็น คนกิน จะต้องพยายามเลิกเงินเชื่อ (คือเป็นหนี้) ต้องพยายามสร้างอาชีพฝึกฝนให้คนไม่งอมืองอเท้า เมื่อพอกินพอใช้ ก็ทำให้มากให้เกินจะได้แบ่งแจกแก่คนอื่น มีหลัก 4 อย่างนี้ คือ ไม่เป็นหนี้ พึ่งตนเองรอด ทำให้เกินกินใช้แล้วเอาไปแบ่งคนอื่น แล้วคนบรรลุธรรมของพระพุทธเจ้าจะขยัน ไม่เห็นแก่ตัว ชาวอโศกเราส่วนใหญ่ทำงานไม่มีเงินเดือน มีมากสุดก็เดือนละห้าพัน แต่ว่า ที่บ.ฟ้าอภัยตั้งมาหลายสิบปีแล้วเงินเดือนสองพัน ไม่เคยขึ้นเลย บางคนก็ไม่เอาเงินเดือนด้วย ศาสนาพุทธจะไม่เสื่อมถ้า ถ้าไม่แต่งตั้งบุคคลขึ้นมามีอำนาจจนรวมศูนย์อำนาจอยู่ที่คนๆนี้ ธรรมเนียมการบวชต้องเป็นไปตามธรรมวินัย ไม่มีการบวชเล่น บวชลอง ต้องบวชเพื่อจะอยู่ในพรหมจรรย์ตลอดชีพ บวชเพื่อเอานิพพาน ต้องจริงจังต่อปาติโมกข์ ต้องมีการสวดปาติโมกข์เพื่อให้คน ฟังได้รู้เรื่องเพื่อทบทวนตรวจสอบด้วยจริงจังต่อปาติโมกข์ การยังชีพของภิกษุสามเณรต้องไม่ผิดศีลผิดวินัย ทรัพย์สินส่วนกลางหรือของสงฆ์ต้องมีไวยาวัจกร ไม่มีใคร ผูกขาด ภิกษุสามเณรต้องไม่มีเงินส่วนตัว ต้องเรียนรู้กามคุณ อัตตา และลดล้างได้จริง เจ็ดข้อนี้ถ้ายังมีอยู่ศาสนาพุทธไม่เสื่อม อโศกฟังไว้ รักษาไว้ให้ดี ใครละเมิดก็เคาะกะบาลให้ดี ระวังจะชกกัน ขายหน้า ศาสนาพุทธทุกวันนี้ยังมีสิ่งถูกต้องตรวจสอบได้ตามพระไตรปิฏก ยังสามารถยืนยันได้ ตามวรรณะ 9 1. เลี้ยงง่าย (สุภระ) 2. บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) 3. มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) . . 4. ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) 5. ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) 6. เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) 7. มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) 8. ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ9 9. ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) . ไทยเรามีประยุทธ์กับประยุตต์ หนึ่งคนทางโลก อีกหนึ่งคนทางธรรมที่มาทำงานในยุคนี้ อาตมาได้ประโยชน์จากท่านประยุตต์มาก เพราะท่านเป็นนักค้นคว้า เป็นนักวิชาการ นักการเมืองทั้งหลาย ! หน้าที่บริหารของเรามิใช่เพื่อ ล่อลวงหลอกประชาชน ให้มาเคารพนับถือนิยมชมชอบ (ประชานิยม) มิใช่ประพฤติเพื่อเรียกคนมาเป็นบริวารเข้าพวกเป็นพรรคใหญ่ มิใช่เพื่ออานิสงส์เป็นลาภสักการะ และเพื่อเสียงสรรเสริญ มิใช่เพื่ออานิสงส์จะได้เป็นพรรคยอดนิยม หรือเพื่อค้านพรรคอื่นใดให้ล้มไป ..และ มิใช่เพื่อให้มหาชนเข้าใจว่าเราได้เป็นผู้บริหารอันวิเศษอย่างนั้น ก็หามิได้ นักการเมืองทั้งหลาย! ที่แท้งานของเรานี้ประพฤติเพื่อเสียสละ เพื่อละ เพื่อหน่ายความฉ้อโกง, เพื่อดับทุกข์สนิท เพื่อนิพพาน ศาสนาพุทธอันเดียวกับเศรษฐกิจสังคมการเมือง ยกตัวอย่างคนอยากรวยนี้ตกยุคแล้ว ที่ไหนก็รู้ แต่คนอยากจนมุ่งมาจนนี้ ทันสมัยนะ ยกตัวอย่างคนไปมีตำแหน่งหน้าที่ใหญ่ๆ ถ้าเป็นคนรวยจะถูกตรวจสอบ แต่คนจนไปเป็นนี้คนยกมือท่วมหัวเลย อย่างเช่นอาตมาขี่รถโฟล์ค เขาซื่อมาเปลี่ยนให้ตั้งหลายคันแล้ว แล้วคนก็บอกว่ารถพ่อท่าน อาตมาก็ว่าอาตมาไม่ใช่สมเด็จช่วงนะ ไม่มีอาตมาไปมีชื่อเป็นเจ้าของรถเลย อาตมาก็ว่าให้ช่วยกันใช้สิ แต่เขาก็เกรงใจไม่ค่อยใช้กัน อย่างที่นั่งนี้ เขาก็ไม่ค่อยนั่งกันบางคนเขาถือ แต่ที่จริงก็นั่งได้ เป็นจริตของแต่ละคน ก็รู้เหมาะควร สัจจะมีซับซ้อนเยอะ อย่างพระเจ้าอยู่หัวนี้ พวกฝ่ายซ้ายจัดเขาว่าในหลวงมีเงินเยอะ แต่นั้นคือสมบัติส่วนพระมหากษัตริย์ เหมือนกองกลางไม่ใช่ของท่าน ท่านผ่านมาก็ใช้ตามควร ท่านสิ้นไปองค์อื่นก็มาใช่ต่อไม่ได้เป็นของท่าน อรหันต์จริงไม่มีเชื้อแอบเสพ แต่ต่ำกว่านั้นก็มีแอบเสพได้ ตามลำดับ ท่านจะรู้ว่าควรอนุโลมปฏิโลมตามขนาด บางขนาดเสียผล เสียธรรมก็ไม่ทำ เพราะเราทำเพื่อประโยชน์สังคมประเทศชาติ หากเสียธรรมก็ทำอะไรไม่ขึ้นมันเป็นการทำลายต้นตอ ทำลายเชื้อ คำว่าเศรษฐ หรือเสฏฐะคือผู้ทำงานรับใช้สังคมสามารถเฉลี่ยลาภให้กับคนในสังคมได้อย่างเหมาะสมทั่วถึง จัดการทรัพย์สมบัติได้ เฉลี่ยได้เหมาะสม คนนี้ความสามารถมากก็ไม่ต้องให้มาก แต่คนนี้เลี้ยงตัวไม่รอดก็ต้องให้มากหน่อย คนนี้อดทนได้มากก็ไม่ต้องให้มาก คนนี้อดทนได้น้อยก็ต้องให้เขาไม่งั้นตาย นี่คือนักเศรษฐศาสตร์ แต่ที่ทำกันในโลกทุกวันนี้มีเห็นแก่ตัวมาก ไม่ก็เห็นแก่พรรคพวก เห็นแก่ประเทศตัวเอง แต่เว้นแต่ประเทศตัวเองตั้งตัวยังไม่ได้ก็ต้องให้ก่อน ถ้าตั้งตัวได้ก็ควรเผื่อแผ่ประเทศอื่น แต่อย่าให้ตนเองขาดแคลน จะรู้จักการกระทำที่เหมาะสม อาตมาใช้หลักนี้บริหารพวกเรา ชุมชนเราอยู่ ก็ยาก เพราะบริหารในระบบเศรษฐกิจบุญนิยมของพระพุทธเจ้าท่ามกลางระบบทุนนิยมจัดจ้าน คนเห็นแก่ตัวแรง แล้วคนไม่เข้าใจบุญนิยมด้วย ก็เลยมีน้อย ไม่มีเวลาตั้งตัวด้วย ไม่มีทุนมาก่อนด้วย เริ่มตั้งแต่ 0 จนทุกวันนี้ลืมตาอ้าปากได้พอควร พึ่งตนเองได้ พี่ก็เลี้ยงน้องได้ อาตมาได้ลองแจกแจงวิธีการทำเศรษฐกิจไว้ 4 ข้อ 1. ไม่สะสมเงินเป็นของตนไว้มาก นั่นคือกระจายรายได้ ตีราคาค่าตัวให้ถูกลง หรือค่าผลผลิตให้ถูกลงคือการกระจายรายได้ 2. เลิกอาชีพที่ไกลสาระ ไร้สาระ เช่นอบายมุขหยาบ แม้อบายมุขละเอียดแฝงซ้อนก็เลิกไปเป็นลำดับ หรือศักดินาสูง ทุนนิยมจัดก็จะรู้ทัน แล้วลดอาชีพที่ทำงานให้แก่ตัวเองลง จนไม่ทำเป็นอาชีพ ไม่ขยายอาชีพของตนเอง มีแต่รับใช้ประชาชน อาสาทำงานเพื่อมวลมนุษยชาติ 3. ขยันสร้างสรรเสียสละ เกิดเป็นคนต้องทำงาน ทำสัมมาอาชีพให้คุ้มกินคุ้มใช้แล้วมีมากก็เฉลี่ยแก่คนที่ต้องการขาดแคลน 4. ต้องปฏิบัติธรรมลดกิเลสเป็นอาริยบุคคลจริง จึงมีคุณสมบัติตรีลักษณ์ โลกุตระ(เหนือโลก) โลกวิทู(รู้ทันโลก) โลกานุกัมปายะ(เกื้อกูลอนุเคราะห์โลก) เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่แท้จริง อาตมาได้บอกอย่างหนึ่งที่คนงง คือบอก สามอาชีพกู้ชาติ มีกสิกรรมธรรมชาติ ปุ๋ยสะอาด ขยะหอม อย่างเช่นข้าวนี้ขายแพงไม่ได้เด็ดขาด ไม่งั้นคนที่ไม่มีเงินมากตาย ต้องจำกัดราคาไว้อย่าให้แพง การกสิกรรม จะไม่รวยแต่ได้กุศลมาก การกสิกรรมกับปุ๋ยคนก็ไม่สงสัยการกู้ชาติ แต่ว่าขยะวิทยานี้คนสงสัยว่าจะกู้ชาติได้อย่างไร? แต่โทรทัศน์เราเปิดมาจะย่าง 10 ปีแล้วเราก็ใช้เงินจากขยะ เราตั้งสถาบันขยะวิทยาด้วยหัวใจ การเมืองก็เพื่อช่วยมนุษยชาติ ธรรมะก็เพื่อช่วยมนุษยชาติ เพราะธรรมะพระพุทธเจ้าไม่ใช่ธรรมะฤาษีชีไพร แล้วศาสนาจะเสื่อมไปเป็นฤาษี ชีไพร จากนั้นก็เสื่อมได้ที่ จนสังคมโลกเดือดร้อน พระพุทธเจ้าก็อุบัติขึ้นมาเพื่อดึงกลับ พระพุทธเจ้าทุกองค์มาตรัสรู้ สังคมก็จะเป็นศาสนาฤาษี เทวนิยมไม่ใช่ศาสนาสังคม ไม่มีโลกานุกัมปายะ ไม่มีโลกุตรจิต ต้องหนีโลก อาตมาก็ทำมามีบารมีระดับหนึ่งแต่ไม่ถึงมีแบบพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านมีความรู้เก่าสะสมมา ท่านเวลาคุยกับเทวดาก็คือระลึกเอาของเก่าความรู้เก่าท่านออกมา ตอนที่ท่านตรัสรู้ก็ระลึกของเก่า ตลอด 6 ปีท่านไม่ได้ปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องเลย เราเป็นผู้ชื่อว่า โชติปาละ ได้เคยกล่าวกับพระสุคต พระนามว่า กัสสปะ ว่า “การตรัสรู้เป็นของได้โดยยาก ท่านจะได้จาก โพธิมณฑลที่ไหน โพธิญาณท่านได้ยากอย่างยิ่ง” ด้วยผลแห่งกรรมนั้น เราได้บำเพ็ญทุกกรกิริยาเป็นอันมาก สิ้นเวลา 6 ปี เราถูกบุรพกรรมตักเตือนแล้ว (ปุพพกัมเมนะ โจทิโต) จึงแสวงหาโพธิญาณโดยทางผิด เรามิได้บรรลุการตรัสรู้โดยทางนั้น ต่อจากนั้นจึงได้บรรลุการตรัสรู้ ไม่มีโศก ฯลฯ (ล.32 ข.392) ต้นไม้ใดที่พระพุทธเจ้าไปตรัสรู้ที่นั่นก็เรียกว่าต้นโพธิ์ ชื่อเดิมของต้นที่พระพุทธเจ้าสมณโคดมไปตรัสรู้ก็มีชื่อเดิมว่าต้นอื่นแต่พอท่านไปตรัสรู้ก็เรียกว่าต้นโพธิ์ การที่ท่านตรัสรู้นั้น ท่านได้ตรัสสิ่งที่ท่านรู้ให้แก่ปัญจัคคีย์ ฟัง พอตรัสแล้วก็มีอัญญาโกณทัญญะบรรลุได้ ท่านตรัสสัมโพธิญาณก็เลยเรียกว่าตรัสรู้ ของใครมีความรู้ตามพระพุทธเจ้าก็เรียกว่าตรัสรู้อันเดียวกันกับของพระพุทธเจ้าแต่คนละฐานะเท่านั้นเอง สรุปแล้ว คนที่เข้าใจว่าจะปฏิบัติธรรมให้บรรลุนิพพานต้องเข้าป่านั่งหลับตา คนนี้สุญโญ คนที่ทำอนันตริยกรรมไม่มีสิทธิ์เป็นพระพุทธเจ้าได้เลย อยากเตือนไว้คนที่ทำสังฆเภท เป็นอนันตริยกรรม อย่างการแยกนิกายนี่เป็นต้น อย่างอาตมาทำนี่ไม่ได้ทำเป็นนิกาย แต่ที่มหาเถรสมาคมทำกับอาตมาให้เป็นนิกายนี่เป็นอนันตริยกรรม ท่านทำสำเร็จแล้ว โดยท่านบอกว่าอโศกเป็นพวกนิกาย ท่านปกาสนียกรรมท่านได้รับกรรมแล้ว กรรมเป็นอันทำ ใครก็แล้วแต่ ท่านทำของท่านเองนะ สงสารแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร? อย่าไปเข้าใจอะไรตื้นๆ ง่ายๆ ศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าให้ดีที่เลิกหลงว่าไปนั่งหลับตาจะไปนิพพานเสียเถิด ไปอ่านมหาจัตตารีสกสูตรให้ชัดเจน แม้ในสามัญผลสูตรก็ชัดว่าให้มีศีล สำรวมอินทรีย์ มีสติสัมปชัญญา แล้วมีโพชฌงค์ 7 มรรค 8 เป็นธรรมะสอง เป็นมาตา ปิตา ทำให้เกิด โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ อาตมาไม่มีเครดิตก็รู้ตัว แต่ว่าให้ไปศึกษาให้ดี ไม่ต้องมาเป็นศิษย์อาตมาแต่คุณไปศึกษาให้ดี หาสัตบุรุษช่วยดีๆ มาเรียนรู้ปฏิบัติมรรค 7 องค์อย่างไร ปฏิบัติในขณะสัมมาอาชีพไม่ต้องไปนั่งหลับตาที่ไหน คุณเข้าใจการนั่งหลับตามีประโยชน์อย่างไร ประโยชน์ของการฝึกเจโตสมถะ 1. ได้พักผ่อนแบบสงบจิต มีอุปการะมาก 2. ศึกษาเพิ่มทักษะในเจโตสมถะ และใช้ตรวจอ่าน ภาวะจิตต่างๆ ในภวังค์ 3. เอื้อให้ปฏิบัติเตวิชโช (ทบทวน) ได้อย่างดี 4. สร้างพลังทางจิต ที่จะนำไปทำฤทธิ์ต่างๆ (แต่ฤทธิ์ในพุทธศาสนา หมายถึง ฤทธิ์ที่ระงับ ดับกิเลส เพื่อไปสู่นิโรธ-วิมุติ-วิโมกข์-นิพพาน) จบ