590726_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก ความมีศีลนั้นคืออย่างไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
590726 พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก ความมีศีลนั้นคืออย่างไร
พ่อครูว่า...วันอังคารที่ 26 กรกฎาคม 2559 ที่พุทธสถานสันติอโศก ยังไม่เป็นพระอรหันต์ก็ศึกษาไป แม้เป็นพระอรหันต์ใกล้จะศึกษาก็ศึกษากันต่อไปด้วยกัน ยังสามารถทำประโยชน์ให้แก่มนุษยชาติได้อีกอันนี้เป็นจริงเป็นเรื่องลึกซึ้งวิเศษเป็นสิ่งที่ไม่ใช่รู้ได้ด้วยการเดาหรือตรรกะหรือด้วยปริยัติเพียงเท่านั้นแต่จริงๆ แล้วไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้นกว่าที่จะรู้ได้รอบครบทั้งนอกและในทางลึกและกว้างครบกว่าจะสมบูรณ์อย่างนั้นจึงเป็นเรื่องที่จะต้องศึกษาเรียนรู้ให้ได้ของตนเอง การเรียนรู้ที่ยึดศีลลัพพตุปาทานทิฏฐุปาทานตามครูบาอาจารย์ ก็ดี ที่ยึดของอาจารย์แต่ไม่ดีที่ยึดมั่นถือมั่นเกินไป ไม่มีปรโตโฆษะ จนมีสิ่งเปรียบเทียบว่าไม่เป็นผู้ยึดมั่นถือมั่นเลย เราไม่มีจิตอุปาทานแล้ว จะเข้าใจจุดนั้นได้จริงจะเกิดการพัฒนาจิตวิญญาณ ไม่เช่นนั้นจะติดทิฏฐุปาทาน สีลลัพพตุปาทาน ก็ยึดทิฏฐิ ของอาจารย์นั้นๆ ส่วน อัตตาวาทุปาทานคำนี้ยังเข้าใจไม่ค่อยเต็ม ไปตีขลุมว่ายึดอัตตาตัวตน แต่แท้จริง อัตตวาทุปาทานคนยึดแบบนี้ยังไม่ได้เข้าถึงอัตตาเลย มีสองพวก พวกเทวนิยมก็นับถือพระเจ้า ได้แต่คำพูดภาษาบัญญัติว่าพระเจ้าเป็นเช่นนี้ๆ แต่ไม่ได้อยู่ที่จิตเจตสิกตัวเองเลยอยู่ข้างนอกจะได้แค่ภาษาคำพูด พระเจ้าเป็นปรมาตมันตลอดกาล เขาไม่เคยสัมผัสความจริง จิตวิญญาณเรากับจิตวิญญาณพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกัน คือคุณต้องมีความบริสุทธิ์เหมือนพระเจ้าไปเป็นลำดับ เช่นโสดาบันก็บริสุทธิ์ได้ระดับหนึ่ง แต่เขายังไม่ได้สัมผัสสักกายทิฏฐิที่สัมผัสของตน รู้ของตนจนพ้นวิจิกิจฉาสังโยชน์ ใช่ว่านี่คือกิเลสแท้ๆ ตัวโกรธ ตัวโลภ อยู่หลัดๆ เป็นอาการลิงคนิมิตเห็นชัด ก็พ้นสังโยชน์ข้อ 2 แล้ว แต่ถ้าไม่ได้ดับมัน ก็ไม่ถือว่าได้สมบูรณ์ ดั
อ่านต่อ
บกิเลสอัตตาตัวนั้นได้สมบูรณ์ ต้องชำระหรือกำจัดกิเลสตัวนี้จนหมด ไม่หมดก็จะได้ส่วนบุญไปตามลำดับ ก็เริ่มกำจัดกิเลสได้เป็นส่วนๆ กำจัดได้ครบก็หมดตัวตนของกิเลสไปบุญก็จบหน้าที่ ไปงานหนึ่ง งานต่อไปจะฆ่ากิเลสตัวอื่นก็ใช้บุญตัวใหม่ ผู้กำจัดได้ตามวิธีปฏิบัติหรือศีลพรต ไม่ใช่แค่จับต้องแบบลูบคลำหรือปรามาส คืออยู่กับโจรแต่ไม่ฆ่าโจร ได้แต่อยู่กับกิเลสเล่นกับกิเลส จนคุณต้องฆ่ากิเลสได้ จึงมีญาณเห็นว่ามันดับ ไม่มีชีวิตินทรีย์ไม่มีอาการเคลื่อนไหวของกิเลสจะเรียกว่าตายไปหรือดับไปก็ได้ คุณจะต้องมีญาณอ่าน มันไม่มีสีสันเส้นแสงอะไรจะต้องกำหนดนิมิตเอาเองจากเหตุตัวนี้ราคะที่มันชอบใจดอกหน้าวัวดอกลั่นทมดอกปีบหรือดอกกาสะลอง พอได้กลิ่นแล้วเราก็ชอบแต่คนอื่นอาจจะไม่ชอบก็ได้ว่า จิตชอบไม่เหมือนกัน เราก็อ่านอาการและวิธีการฆ่ากิเลสก็ไม่ต้องโหดเหี้ยมอะไร แต่ให้ใช้ปัญญาในการฆ่าให้มีพลังปัญญาที่มีคุณภาพไปสลายไฟราคะไฟโทสะโมหะได้ แบบทำให้เกิดความจางคลายอ่อนตัวลดลงไปจนกระทั่งเหลือน้อยจนเหลือนิดน้อยจนทำให้มันหมด ก็ต้องดูฉันแน่ใจแนวปฏิบัติในทุกปัจจุบันสั่งสมเป็นอดีตมันก็จะมีธรรมชาติที่จะต้องสัมผัสแล้วเราก็ทำจริง จึงเป็นรูปกับนามเป็นสิ่งที่ถูกรู้แม้แต่สิ่งที่ว่างแล้วเป็นอาการว่างกับธาตุจิตที่ไปรู้ อย่างมีสภาวะจริง ทุกวันนี้อุ่นใจว่ามีจริงบางคนทำเป็นแล้วแต่อธิบายอย่างที่อาตมาอธิบายไม่ได้ ผู้ที่อธิบายที่ดีกว่าอาตมาก็มี พระพุทธเจ้าท่านเข้าชม พระกัจจายนะว่าอธิบายได้ละเอียดชัดเจนกว่าพระตถาคต พระพุทธเจ้าไม่ได้ด้อยกว่าใครแต่ตอนนี้ท่านอาจจะไม่ได้ใช้สิ่งนั้นก็เลยพร่องลงไป อย่างเช่นอาตมาก็บางภาวะไม่ชำนาญเท่าบางท่านก็มี มาอ่านดู sms เมื่อวานนี้ กราบนมัสการแอดมินค่ะ ฝากข้อความถึงพ่อท่านค่ะ (กราบ)นมัสการพ่อท่าน ลูกขอตั้งสัสจาธิษฐาน โดยขอให้พ่อท่านเป็นพยาน ลูกขอตั้งสัจจาว่าจะพยายาม ลดอหังการที่มีมาก ละอัตตาตัวอวดดื้อถือดี ชอบอวดตัวอวดตน มีความแข็งกระด้างคล้ายบุรุษเพศ พูดดังฟังชัด ไม่มีมารยาท ทำงานไม่เรียบร้อยเพราะทนงตนว่าเก่ง ลูกจะพยายามลดวาสนาที่ติดตัวมาให้ได้มากเท่ามาก เพื่อเป็นการปฏิบัติบูชา และสร้างความงามให้ชาวอโศกได้เป็นที่เลื่อมใสของคนทั่วไป เพราะลูกยังอยู่ข้างนอกแล้วประกาศตนว่าเป็นชาวอโศก (กราบ)นมัสการมาด้วยความเคารพ ลูก"พอ" แห่งนาแรงรัก
SMS 25 jul 59 _ 0868293xxx เข้าพรรษานี้ลูกขอตั้งตบะกินมื้อเดียวและไม่กินขนมหวานขนมสดเริ่มตั่งแต่1ก.ค. 59 ค่ะ _0893809xxx ฟ้ามีตาเราต้องช่วยตัวเองก่อนแล้วฟ้าจะช่วยเรา ธรรมย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติปฏิบัตธรรม คนทุกคนนั้นย่อมมีจิตสำนึกที่ดีแต่ที่ทำผิดไปเพราะความไม่รู้ สงบอ่อนน้อมถ่อมใจไม่ถือดีไม่ผยองลำพองตนต้องเปลี่ยนแปลงตนตรวจสอบกายวาจาใจของตนอยู่เสมอมิให้เผลอผิดพลาดพลั้งเรื่อยไป ธรรมะแท้โดยอโศกสอนสั่งให้ปฏิบัติจริงเดินตามหลักธรรมแท้ของพระพุทธองค์ _0893867xxx จรธ.อ.ดร.ฯสมมตินะถ้ากาทั้งรับกับไม่รับ!บัตรเสียไหม?ที่รับเมื่อปฏิรูปแล้ว!ที่ไม่รับหากไม่มีปฏิรูป?คำถามพ่วงได้ใครมาบริหาร.ทางใดก็หนีบ่พ้นพวกพ้องนกกระสาพันธุ์เดิมอ.ว่าไหม?กบรมควัน(พิษ) _0893867xxx กบรมควัน(พิษ)ก็เห็นด้วยกับความเห็นลูกหลานอโศกที่เชื่อมั่นลุงตู่เขียว!นายกวาจาบอระเพ็ดถึงขมๆ ก็เป็นกษัยยา!ดีกว่าปากหวานเสี่ยงลมพิษ!บรื๊ออออ ตอบ...ก่อนมาอาตมาก็ตอบปัญหานี้ แล้วอาตมาจะบอกได้อย่างไร จะบอกก็ผิดกฏหมาย ก็พูดไปกลางๆ คนก็จับไปเอียงเข้าหาตัวเองเลย ในสังคมจะได้สังเคราะห์สัจจะ ก็อยากจะให้เกิดสัจจะคือขณะนี้คนไทยกำลังมีกิจกรรมนี้ เป็นหน้าที่ประชาชนไทยทุกคนจะต้องทำอย่ากาทิ้งเสียของ เราอยากได้อยากรู้การตัดสินใจของคนประชาชน
_line Sayan วัดที่สุพรรณ นักบวชสังหมูกะทะมากิตอนเย็นทุกวันกินแบ้วก็ปลงอาบัติ เด็กที่เล่าให้ฟังเขาบอกว่าหลวงตาสอน…หลวงตาก็กินด้วย ตอบ..อาตมาก็ขอวิจารนิดนึง การละเมิดธรรมะของพระพุทธเจ้ามันมีวิบากเพราะกรรมเป็นอันทำ คนไม่เชื่อก็ทำ ใครเชื่อก็หยุดไม่ละเมิด คนบรรลุมีญาณปัญญาก็สบาย ชำระกิเลสหมดไปได้จิตก็เฉยๆ ไม่ดูดไม่ผลักแต่รู้ทุกอย่างว่าคนนั้นเขาหลงมากหลงน้อยเราก็เห็นสงสารเขา ถ้ามาบวชอย่าทำ หรือไม่บวชก็อย่าทำจัดจ้านต่อหน้าเลยก็เป็นมารยาทสังคมที่ควรรู้ แต่ทุกวันนี้ทำอะไรไปต่างๆ นานา อาตมาพูดได้ว่าพระยุคนี้ อาบัติปาราชิกเรื่องเงินนี้มากกว่าเมถุนธรรม ( 5 มาสกหากยักยอกหรือขโมยก็ปาราชิก 5 มาสกน่าจะได้ห้าร้อยบาท) ซึ่งตนเองติดของสวยของหรูราคาแพง เมื่อก่อนมานี้ก็ฟังหลวงพี่น้ำฝนมีรอยสัก เถียงฉอดๆๆๆว่าตนไม่ผิด แต่รถที่แปลงเพศคันนั้น คือชื่อหนึ่งแล้วเอาไปแปลงเป็นอีกชื่อหนึ่ง ติดรสนิยมหรูหรา เขาก็เถียงว่าไม่ผิด แต่เป็นพระนี้จะไปยุ่งทำไม ให้ไปเลย รถคันนี้ราคาเกินห้ามาสกมากมาย แต่ว่าที่สังฆราชก็รถนัยเดียวกัน เวรจริงๆ เลยประเทศไทย ยังติดยึดอีก ก็หลอกคนได้อีก ตอนนี้คนไทยเข้าใจได้มากขึ้น คนงมงายก็น่าสงสาร ผู้ไม่ยอมรับผิดก็ดึงดัน หนักหนาอีกหลายชาติ
_คำถามจากส.บินก้าว วันนี้ มีวัยรุ่นมาสนทนากับผม แจ้งว่า ตนเองรักษาศีลข้อ 4. ได้ยากที่สุด กราบรบกวน ส่งคำถามถวายพ่อท่านเพื่อโปรดคนทั่วไปด้วยที่น่าจะมีอาการเดียวกันว่า... พ่อท่าน จะมีแนวทางแก้ไขความบกพร่องในศีลข้อ 4 สู่แนวปฏิบัติได้ อย่างไร ? ขอเป็นลำดับ... อีกคนวัยเกิน 30 ผ่านการบวชมาแล้ว มาสนทนา ช่วงที่ปฐมมีโครงการ ชีวิตดีทีละก้าว...เขาสนใจขอคำอธิบายคือคำว่า สัมปชานมุสาวาท คือ อยากรู้ว่ามันจะเป็นอันตรายตามที่บุคคลระดับพระพุทธเจ้าว่าไว้นั้นคืออันตรายอย่างไร ? เพราะเห็นมุสากันทั้งบ้านทั้งเมืองทั้งพระทั้งฆราวาส... พ่อครูว่า...ลองไล่เรียง เรื่องเงินนี่ปาราชิกได้มากกว่าเรื่องเมถุนนะ พระเมืองไทยมีสามแสน จะเหลือสักแสนรูปไหม? ที่สะอาดจากปาราชิก แต่ตอนนี้ต้องล้างบาง ในยุคแต่ละยุคจะมีผู้มาช่วยล้าง ศาสนาจะได้กระเตื้องไม่เช่นนั้นหมักหมมเน่าใน เป็นปลาร้า แต่ปลาร้าเขาพยายามพัฒนาไม่ให้เน่าเสียให้เน่ากินได้ แต่นี่ของศาสนาพุทธเมืองไทยนี้เน่าเสียแล้ว ประเทศไทยจะทำได้เรียบร้อยราบรื่นไม่ปะทะรุนแรงก็ค่อยดำเนินไปช่วยกัน บางปางพระโพธิสัตว์จะต้องทำแรง แต่มีวิบากซ้อน แต่ต้องทำเพราะจำเป็น อย่างอาตมาเคยผ่านมา วิบากก็ตามมา แต่ก็จะลดลง เพราะทำเพื่อส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว แต่วิบากส่วนตัวก็จะน้อย ต้องทำไม่ทำไม่สำเร็จ จึงมีผู้เสียสละอย่างโพธิสัตว์ที่ต้องรักษาส่วนใหญ่ โดยยอมเสียส่วนน้อยของตน ตนก็ต้องเสียมีทุกข์มีวิบากได้ ขณะนี้อาตมาก็บอกได้ว่ายุคนี้จะต้องล้างบาง สังเกตสิ เณรคำก็โดนแล้ว ยันตระก็ไม่รอด อยู่ในนี้เข้ามาเองนะ ธัมมชโย สมเด็จช่วงไม่ต้องห่วงค่อยๆ ทำไป นี่คือสัจจะที่ค่อยๆ เป็น ทีนี้ภาษาที่พูดโกหกนี่อันตรายอย่างไร หนึ่งคุณโกหกก็ผิดมีวิบากอกุศลแล้ว สองนำคำโกหกไปกระจายผลให้คนอื่นได้รับความชั่วนี้ก็บาปซ้ำซ้อน แล้วสาม ตนเองก็รู้ว่าเป็นคำโกหกทำไมไม่ละอาย คนที่ละอายมีหิริโอตตัปปะ เขาจะไม่กล้าทำ แต่นี่ไม่กลัวเกรงมีหน้าด้านโกหกดื้อๆ เลย อาตมาใช้ศัพท์แสลงว่าง่านโด้ คือโง่ยกกำลังด้าน คือซับซ้อนอย่างทวีคูณ ยกกำลังเลย แล้วที่ทำไป คนที่ได้โกหกทั้งที่รู้ว่าตนโกหกแล้วไม่สำนึก นอกจากไม่สำนึกแล้วยังจะทำอีก ก็ยิ่งแรงขึ้นอีก มันคูณร่วมมากเลยนะ ไม่ใช่หารร่วมมาก เสียหายไปเรื่อยๆ เพื่อแสวงหากิเลสใส่ตัว เป็นจาตุมมหาราชิกา การไปตั้งจิต หวัง ผูกพัน สั่งสม ข้ามชาติเลย สี่ประเด็น คือ 1. สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) ทาน เทติ 2. ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) ทาน เทติ 3. สนฺนิธิเปกฺโข(สั่งสม) ทาน เทติ 4. อิม เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ(ให้ข้ามภพชาติ) ทาน เทติ พวกสายโป้งรวยนี้มีฐานปฏิบัติที่เป็นเช่นนี้หมด แล้วหลอกว่าเป็นความสบายใจ เป็นดาวดึงส์ น่าได้น่ามีน่าเป็น แม้เขาจะได้สบายเป็นสวรรค์เก๊ แต่จะได้ความติดยึดสวรรค์เพลิดเพลินหรูหราเป็นภพชาติ คนหลอกนี้ ชั่วอีกกี่ชาติบาปอีกกี่ชั้น คนที่ถูกหลอกก็บาปชั้นเดียว แต่คนต้นทางหลอกเขานี่บาปกี่ชั้น? ยังไม่พอจะให้นานๆ เป็นยามา ได้ไปทุกชาติๆ หลอกไปหมด แล้วน่าเกลียดที่สุภชัยหาให้ไม่รู้กี่พันล้าน แต่ว่าเขาติดคุกไม่ไปหาไปดูเขาเลย กลับให้การว่าไม่รู้จักกัน ไม่ไปดูดำดูดีก็ชั่วแล้ว แต่โกหกอีกซ้อนชั่วอีก คนที่ยังหลงภูมิเทวดาเป็นภพเป็นชาติ แต่ถ้าคุณจะไปนิพพานจะต้องออกจากภพชาติ ถ้าเรายังไม่พ้นกามอย่างไรใครจะมาว่าด่าเราเรื่องภพก็ต้องยอมนะ ต้องออกจากภพชาติให้ได้ ยังมีชั้นที่ 6 อีกนะนะ ทาน แต่มีใจให้ปลื้ม อตฺตมนตาโสมนสฺ คือให้ทานแล้วมีแต่ความปลื้มใจ ไปดีใจปลื้มใจในความชั่วเลวของตน ผนึกแน่นไม่ให้แตกเลยนะ เหมือนเทกาวทับลงไปซับซ้อน การทำผิดเอามาให้แก่ตนนี้เผลอได้ง่ายกว่า ทำผิดได้ง่ายกว่า การฆ่าคนก็ต้องทำได้ยากกว่า การอวดอุตริก็มีได้น้อยกว่าเพราะพูดไม่ค่อยเป็น แต่เงินนี่มากที่สุด อย่างภิกษุณีนี้ก็ดูไปจะมีมาก และเมืองไทยนี้อาตมาเห็นดีด้วยที่ห้ามกั้นภิกษุณี เพราะผู้หญิงนี่ขี้เห่อกิเลสจุกจิกมากกว่าผู้ชายเยอะ อโศกเราก็จำกัดแค่ศีล 10 ไม่ให้มากกว่าสมณะ แต่ไม่เป็นปัญหา พวกเราเป็นฆราวาสทำให้บารมีสูงก็จะได้มากกว่าอีก แต่มาบวชแล้วอกุศลวิบากมากหากไม่มีคุณธรรมจริง แต่เป็นฆราวาสนี้ก็จะมีอีกนัยหนึ่ง ทุกวันนี้ศาสนากระเตื้องขึ้นแต่ก็ยังมีเสี้ยน จึงต้องการพลังรวมที่เกิดจากจิตวิญญาณ พวกเราก็พัฒนาตามฐานะ อย่าประมาท ดูดาย วันเวลาล่วงไป กายวาจาของเธอที่ดีกว่านี้ยังมีอีกไหม เราทำกายวาจาให้ดีต้องใช้จิตเป็นตัวรู้ อาการ กาย วาจา ก็ต้องขอลงลึก
กาย คำนี้ได้เพี้ยนผิดไปมากนานแล้ว การพิจารณา กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ก็ถ้าไม่เข้าใจกายก็เพี้ยนไปหมด เพราะเป็นนามธรรมที่ไม่ใช่จะยืนยันง่ายๆ พูดไปแล้วก็กระจายไป อาตมาจะเอาคำเรียบเรียงที่เขียนไว้ ในพรหมชาลสูตร เป็นสูตรที่ 1ของในพระไตรฯล.9 เป็นสูตรที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสถึงอาจารย์กับลูกศิษย์สองคนเถียงกัน ลูกศิษย์ศรัทธาพระพุทธเจ้า ส่วนอาจารย์ตำหนิพระพุทธเจ้า สองคนนี้เถียงกันมา พระพุทธเจ้าก็ให้สิทธิ์ในการเห็นด้วยไม่เห็นด้วย ท่านไม่ได้ติดใจถือสาเขาเลย ท่านแฟร์ที่สุด ให้อิสระที่สุด แล้วมาอ่านคำชมของท่าน คนทุกคนมีประเด็นที่ควรชมคือ เป็นคนที่มีศีล แม้พระพุทธเจ้าท่านมีวิมุติ นิโรธแล้ว แต่ท่านก็ว่าใครจะชมเราต้องชมที่เราเป็นคนมีศีล พวกเรานี่ มีศีล 5 แล้วทำให้จริง ไม่ชมได้อย่างไร พระพุทธเจ้ามีประเด็นที่ให้อิสรเสรีภาพสูงสุด จาก“พรหมชาลสูตร” สูตรที่ 1 ของพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐนี้ ความละเอียดวิเศษ ที่ชัดเจนสำหรับอาตมาประเด็นที่ (1) คือ “ความอิสระ”สัมบูรณ์ที่สุดพระพุทธเจ้ามีเต็มๆ ทีเดียว ใครจะวิจารณ์ ใครจะตำหนิอย่างไร ได้ทั้งนั้น ท่านใช้สิทธิ์บ้างชี้แจงตอบคำวิจารณ์-คำตำหนินั้นตามที่เป็นจริง ยืนยันสิ่งที่มีจริงนั้นไปแค่นั้น ไม่วิวาท ถกบ้างแต่ไม่เถียงและประเด็นอื่นๆอีกต่อมา (2) พระบรมศาสดาของพุทธนั้น ไม่ยึดตัวตนเลย ให้สิทธิ์ผู้อื่นเต็ม (3) ไม่อาฆาต ไม่แค้นใจ ไม่โทมนัส ไม่น้อยใจ (4) ฟังความที่เขาว่าอย่างใส่ใจ จึงจะพึงรู้คำที่เขาพูดว่า ถูก หรือผิด (5) จงกล่าวตอบ ว่า ความจริงที่ตนมีเป็นอย่างนั้น ความแท้ที่ตนไม่มีเป็นอย่างนี้ แม้ในเราทั้งหลายก็มีความแท้และไม่มีความแท้นัยเดียวกัน ทั้งที่ตนเห็นว่าถูก เป็นอย่างนี้ ทั้งที่ตนเห็นว่าผิด เป็นอย่างนี้ แจ้งความจริงให้ชัด (6) หรือใครจะกล่าวชมเรา ชมพระพุทธ-พระธรรม-พระสงฆ์ เราก็ไม่ควรดีใจ ไม่ควรกระเหิมใจในคำชมนั้น ถ้าเราดีใจ-กระเหิมใจ อันตรายจะพึงมีแก่เธอ (7) เงื่อนไขหลักสำคัญยิ่งที่ “คน” ควรได้รับคำชมนั้น ก็คือ คนๆ นั้น “เป็นผู้มีศีล” นี่คือเงื่อนไขหลักสำคัญยิ่งของพุทธ ที่พระพุทธ้เจ้าตรัส เริ่มตั้งแต่พระองค์เองทีเดียวว่า “คนจะพึงชมเรา พึงชมเพราะเรามีศีล” “ความมีศีล”มั่นคงยั่งยืน จึงเป็นคุณ สมบัติที่วิเศษอันดับหนึ่งของความเป็น“คน” และ“ความมีศีล”นั้น คืออย่างไร? “ศีล”ของพุทธ คือ “จุลศีล-มัชฌิมศีล-มหาศีล”ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติ“ศีล”ที่เป็น“ธรรมนูญ”นี้เองแต่เพียงผู้เดียว ด้วยพระปัญญาธิคุณ-บริสุทธิคุณ-กรุณาธิคุณ อย่าพึงแก้ไขเปลี่ยนแปลงในศาสนาชาวพุทธส่วนใหญ่ยุคทุกวันนี้ ภิกษุและพุทธศาสนิกชนไม่ถือ“ศีลธรรมนูญ”นี้กันแล้ว ภิกษุถือแค่วินัย 227 กันเท่านั้นและแค่“วินัย 227”นี้ภิกษุยุคนี้ก็ยังหน้าด้านกัน ขนาด“ปาราชิก”แท้ๆ กลัวกันเสียที่ไหน ละเมิดกันโครมๆ เห็นมั้ยเล่า..???!!! ปาราชิกนี้หนักกว่าพรหมทัณฑ์ ถ้าพรหมทัณฑ์ก็แค่อยู่ด้วยกันได้แต่ไม่บอกไม่สอน แต่ว่าถ้าปาราชิกนี้ไม่ให้ฟังธรรมเลย อยู่ร่วมกันไม่ได้เลย แต่นี่ทุกวันนี้สมีแล้วก็ยังมาเป็นมัคนายก ทำพิธีคล่องเลย ถือว่าโทษแค่บวชอีกไม่ได้แล้วแค่นั้น ก็เท่ากับฆราวาสที่ไม่คิดจะบวชตลอดชีวิตก็แค่นั้นเองหรือ? ก็ไม่มีใครกลัวเลยปาราชิก แต่ไม่บวช แต่ก็สอนคนอื่นได้ รับค่าจ้างได้อีกเยอะ เป็นสมีนะ “วินัย”เป็นหลักเกณฑ์ที่หยาบและตื้นเป็นผู้ร้ายที่เลวกว่า“ศีล” ศีลลึกซึ้งละเอียดและกว้างเป็นผู้ดีกว่าวินัย อย่างมีนัยสำคัญยิ่ง “จุลศีล 26 -มัชฌิมศีล 10 -มหาศีล 7” ทั้งภิกษุทั้งฆราวาสไม่ถือกันแล้ว ซ้ำไม่รู้จัก จุลศีล 26 เฉพาะผู้ปฏิบัติแต่ละคนสมาทานปฏิบัติไปตามฐานะแต่ละคน ตั้งแต่ “ศีล 5”เป็นพื้นฐาน แล้วก็เป็น“อธิศีล”เพิ่มสูงขึ้นๆได้เป็น“ศีล 8-ศีล 10-ศีล 11-12-13-14 ฯ ไปตามฐานะและถนัดจนถึง 26 ผู้ได้ศีล 26 ข้อนี้ให้ได้ผลก็เป็นอรหันต์แน่ แต่บางคนไม่ถึง 26 ข้อก็เป็นอรหันต์ได้ เณร หรือสิกขมาตุศีล 10 ก็อรหันต์ได้ แต่ถ้าไม่ถึง ศีล 10 ก็ยากเป็นอรหันต์ ใครปฏิบัติจะได้ประโยชน์ตนที่ลดกิเลสได้ ไปตามลำดับ ปฏิบัติ“จุลศีล”ก็จะพาบรรลุอรหัตผลไปตามลำดับ ซึ่ง“อธิศีล”สูงขึ้นๆมันอาจจะไม่เรียงข้อไปตามลำดับเท่านั้น ส่วน“มัชฌิมศีล 10”นั้นเป็น“ศีล”ขยายความลึกและกว้างของ“จุลศีล”มากขึ้นๆ และเป็น“ศีล”ที่พาเราพ้นจากเดรัจฉากถา เราก็จะพัฒนาสูงไปตาม“มัชฌิมศีล” สำหรับ“มหาศีล 7”เป็น“ศีล”ที่พาเราพ้นจากเดรัจฉานวิชา เป็น“ศีล”ส่วนรวมเป็นศีลเฉพาะอย่างยิ่งภิกษุต้องไม่ละเมิด ต้องเว้นขาดก่อน แล้วฆราวาสก็จะไม่มีในศาสนา จึงเป็น“ศีล”ที่สำคัญยิ่งของศาสนา เป็นเครื่องชี้บ่งความเป็นพุทธศาสนาที่สูงส่งไปด้วยภูมิปัญญามีศักดิ์ศรีและสง่างามยิ่ง เพราะศาสนาพุทธเป็นศาสนาล้มล้างเดรัจฉานวิชา ซึ่งศาสนาอื่นๆ เขามีกันพิลึกสารพัดประหลาดวิตถาร แต่พุทธเป็นศาสนาที่ไม่มี“เดรัจฉานวิชา”ตามที่“มหาศีล 7”กำหนดไว้ตั้งแต่พระพุทธเจ้าประกาศศาสนาของพระองค์ เพราะพุทธเป็นศาสนา“อเทวนิยม”ที่จริงที่สุด มีภูมิปัญญารู้จักรู้แจ้งรู้จริงพิสูจน์ “วิญญาณ” ด้วยการสัมผัสรู้ “สภาวะแห่งวิญญาณ”ด้วย“วิชชา 8”รู้จักรู้แจ้งรู้จริงเป็นวิทยาศาสตร์สัมบูรณ์ด้วย“ปรมัตถสัจจะ”ที่แท้กว่าศาสนาใดๆ ในโลกจึงไม่งมงายไปกับ“อัคคียัญญ”โดยใช้ไฟเป็นสื่อ(จุดธูปจุดเทียนบูชา เป็นต้น) และ“สิญจนยัญญ”คือใช้น้ำเป็นสื่อ(รดน้ำมนต์,กรวดน้ำ เป็นต้น)เชื่อมโยงวิญญาณภพนั้นภพนี้ หรือแม้แต่“สวดมนต์” เป็นสื่อให้ขลัง “ท่องบ่นมนตรา-คาถา-อาเวค” ใดๆ ก็ไม่มีเลย เป็นอันขาด เป็นต้น แต่ทุกวันนี้ศาสนาพุทธเต็มไปด้วยเดรัจฉานวิชา สวดมนต์ สวดคาถา สารพัด [ผู้ศึกษาค้นคว้าได้จากพระไตรปิฎก เล่ม 9] ทีนี้ ..“มีศีล”ล่ะ คือ อะไร? มีศีล คือ “จิตใจของผู้นั้น‘ตั้งมั่น’เป็นปกติ ไม่ชอบ-ไม่ชัง ไม่ทุกข์-ไม่สุข ไม่วูบ-ไม่หวั่นเลย เมื่อถูกสัมผัสกระทบกระแทกกับสิ่งที่จะพึงทำให้จิตใจไหวเคลื่อน ก็ไม่ไหวไม่เคลื่อนเลยแม้แต่นิดน้อย ไม่ว่าจะเคลื่อนแบบมีอาการชอบหรืออาการชัง-มีอาการดูดหรืออาการผลัก ก็ไม่มีอาการดังว่านั้นเลย เป็นปกติ จิตใจมีแต่ความเป็นธาตุรู้ที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงสิ่งนั้นตามที่มีจริง เป็นปกติ นั่นคือ ผู้มี“ศีล”เป็นอาริยะ “จิต”ก็เป็นสมาธิเป็นอาริยะด้วย แถมมี“ปัญญา”เป็นอาริยะครบ จึงบริบูรณ์ในความ“มีศีล” เช่นคุณพบสัตว์ สัตว์ตัวนี้คุณเคยชอบ เคยเกลียด เคยกลัว เคยอะไรตามมีดูดมีผลัก ผู้ไม่มีศีลเป็นปกติก็เกิดอาการ แต่ว่า ผู้มีศีลแล้วก็ไม่เกิดอาการ แต่ต้องระวังว่าอาการกลัวกับอาการระวังไม่เหมือนกัน ต้องระวังไว้ดี ผู้กลัวบางทีสั่นเลย บางทีต้องระวังแต่จิตไม่กลัว ไม่ให้มันมาทำร้ายจะเป็นผลเสีย อย่างน้อยเจ็บตัวเรา จริงๆ แล้วมุมกลับสัตว์มาทำร้ายเราเป็นวิบาก นอกจากคุณมีวิบากจริงๆ เลี่ยงแล้วก็ยังโดนทำร้ายเจ็บหรือตายก็สุดวิสัย พระพุทธเจ้าห้ามเพ่งตามอาการ ในกามลามสูตรว่าไว้ว่าอาการนี้คืออย่างนี้ ๆ คุณพิพากษาไม่ได้หรอก ผู้มีศีลคือเป็นผู้มีอาการจิตปกติ ไม่ใช่ว่าปกติ อย่างเช่นวันนี้ปกติเขาก็กินเหล้าสองขวดปกติ มันไม่ใช่ หรือคนนี้กินสามมื้อปกติไม่ใช่ แต่ปกติคืออาการกิเลสลดจนหมดไปไม่มีเป็นปกติ สามัญแปลว่าผู้สงบแล้ว เป็นธรรมดา สามัญถาวร ดังนั้น “มีศีล”จึงไม่ใช่แค่บริสุทธิ์ทาง “กาย”ทาง“วาจา”เท่านั้น ต้องเป็น“อาริยะ”ทาง“จิต”ด้วย และมี“ปัญญา” เป็นสำคัญ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน“สามัญผลสูตร”ว่า ต้องพร้อมด้วย“ศีลอันเป็นอาริยะ-สำรวมอินทรีย์อันเป็นอาริยะ-สติสัมปชัญญะอันเป็นอาริยะ-สันโดษอันเป็นอาริยะ” และครบครันก็มีวิชชา 8 ชื่อว่าเป็นผู้สัมบูรณ์ด้วย“ศีล-สมาธิ-ปัญญา” และวิมุติทีเดียว (แต่อรหันต์บางท่านก็อนุโลมเพื่อช่วยคน กิริยาเหมือนผิดศีลแต่ใจท่านไม่ผิด หากคนไม่เป็นจริงก็เอามาทำเป็นหลอกว่าทำแล้วบอกว่าใจเราไม่เป็นทั้งที่เราไม่ได้บรรลุ เราก็โกหกทั้งๆ ที่รู้ สัมปชานมุสาวาท อาการที่ตนไม่บรรลุแล้วหรอกว่าตนบรรลุก็ปาราชิกได้) คำว่า “เป็นอาริยะ”นั้น ไม่ใช่การบรรลุแค่กายกับวาจาเท่านั้น ต้องบรรลุถึง“ใจ” ดังนั้น “ศีล”ต้องมีผลถึงใจ ลดความเดือดร้อนใจไปตามลำดับ ตาม พระวจนะในพระไตรปิฎก เล่ม 24 ข้อ 1 กับข้อ 208 อ่านดูดีๆ ทำความเข้าใจให้ครบครัน จะเห็นชัดว่า “ศีล”นั้นมีผลถึง“วิมุติ-นิพพาน”จริงๆ เรื่องของ“ศีล”จึงไม่ใช่เรื่องตื้นๆ เล่นๆเป็นอันขาด ยิ่งเรื่องของความเป็น“กาย”ทุกวันนี้ โดยเฉพาะคนไทย เกือบหมดทั้งประเทศแล้วกระมังที่“มิจฉาทิฏฐิ”กันสนิท จบ