590727_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สมบัติวิเศษของคนคือศีลที่ยั่งยืน.docx
เนื้อหาในไฟล์
590727 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สมบัติวิเศษของคนคือศีลที่ยั่งยืน
พ่อครูว่า...วันพุธที่ 27 กรกฎาคม 2559 ที่ บวรราชธานีอโศกแรม 8 ค่ำเดือน 8 วันพระน้อย คู่ 8 ก็คงจะได้มีอะไรดีๆขึ้นมาก็ได้นะ เราก็รอวัน 7 ส.ค. 2559 จะได้ไปพยายามช่วยกัน เพื่อจะได้พิสูจน์ยืนยันว่าคนไทยเราจะมีภูมิปัญญาปฏิภาณที่ดีขึ้น ฉลาดขึ้นหรือไม่? ที่ใช้คำว่าฉลาดขึ้นหรือไม่ คือจะรู้จักความจริงตามความเป็นจริงที่เป็นเรื่องลึกซึ้งขั้นอาริยะ เป็นความฉลาดชั้นประเสริฐไม่ใช่อย่างที่ปุถุชนเป็น ที่อยู่ใต้อำนาจของลาภยศสรรเสริญโลกียสุข มาถึงเมืองไทยเราวันนี้มีโลกุตระ ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ มาถึงวันนี้การเมืองจะวัดด้วยคะแนนเสียง วัดว่าประชากรไทย จะมีไหวพริบมีปัญญารู้ในแนวลึกของโลกุตระอย่างไรแค่ไหน ขณะนี้ประชาชนเข้าใจแล้วว่าการเมืองกับธรรมะนั้นแยกจากกันไม่ได้ แล้วต้องเข้าใจกลางเมืองว่าเป็นสิ่งที่มนุษยชาติจะต้องเอาใจใส่ปล่อยปละละเลยไม่ได้ไม่เช่นนั้นพวกโจรที่มีเล่ห์เหลี่ยมที่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่โจร 500 แล้วเป็นโจรพัน 1 หรือพันห้าแล้ว ซึ่งธรรมะควรชนะอธรรม ผู้จะลงคะแนนเสียงก็ลงโดยสุจริตอิสระ ไม่ต้องบังคับหลอกล่อ จะได้แสดงออกภูมิธรรมของปชช.คนไทยจริง ว่าจะชัดเจนไหม? ว่าสิ่งอะไรที่ควร ไม่ควร มันมีประเด็นที่อาตมาว่า เรื่องประชามติ รับร่างรธน. พวกใช้เล่ห์เหลี่ยมซ้อนเชิงมาว่า ถ้าเผื่อว่า รธน.ประกาศออกไปแล้วว่าจะรับหรือไม่รับ ถ้าเผื่อว่ารับ ก็จะต้องเลือกตั้ง เขาก็บอกว่าถ้าเลือกตั้งนี้ ตอนยังไม่สุกเต็มที่ ควรจะต้องให้นายกตู่(ตู่เขียว)กำกับต่ออีก อาตมาก็ว่าเข้าใจดีว่าควรให้นายกฯ ตู่นี้ทำงานต่ออีก จนกว่าจะพร้อม อาตมาก็ว่าเข้าใจกันแล้วว่านายกฯ ตู่นี้ทำงานดี เข้าตาปชช.กว่านายกฯที่ผ่านมา 28 คน จะเป็นเพราะว่ามีพื้นฐานสั่งสมจากคนก่อนๆ ก็ได้
อ่านต่อ
เขาก็เกรงกันว่าถ้าผ่านร่างรธน.นี้ ก็จะต้องเลือกตั้ง เขาก็ไม่ไว้ใจว่าพวกโกงๆ นี้ยังมีพลังอำนาจอยู่ ก็เลยว่า อย่าไปรับเลย ถ้ารับจะเสี่ยง ก็เป็นแนวคิดที่ปรารถนาดีเหมือนกันนะ แต่ทีนี้อาตมามองเป็นความสะอาดสูงส่งไปมากกว่านั้น คือเราไปมองว่าอย่าไปใช้แทคติกเล่ห์เหลี่ยมกลับไปกลับมาเลย เราใช้ความซื่อตรงว่า หนึ่งให้เกียรติกับผู้ร่างรธน. แล้วเราจะไปหักหาญว่าไม่รับเลยก็ไม่ควร สองกลัวอะไรกันเล่า หากยังไม่พร้อม ปชช.ยังหลงใหลได้ปลื้มกับอันเก่ากับพวกใช้เลห์เหลี่ยม ถ้าพวกเล่ห์เหลี่ยมชนะก็จะได้รู้ว่ามันยังไม่พร้อม ถ้าเราไปทำก็เป็นเล่ห์เหลี่ยมด้วยก็ไม่ดี เราตรงๆ ดีกว่าซื่อตรงดีกว่า นี่เป็นความเห็นของอาตมานะ อาตมาไม่ได้ไปบอกว่ารับหรือไม่รับนะ อาตมาขอซื่อตรง รับ ไม่เอาอันที่ไม่รับ อาตมาว่าให้มันรู้ดำรู้แดงกันไปเลย ให้เกียรติทุกคน ถ้าการไม่รับนี่มันไม่เต็มเกียรติ เข้าใจนะ แต่อาตมาว่าต้องให้เกียรติทุกคน จะได้รู้ความจริงว่าคืออะไร? อาตมาเอารับ เพราะอาตมา หนึ่งไม่ยอมเสียเกียรติ ไม่ยอมเสียศักดิ์ศรีซื่อตรง สองให้รู้ไปเลยว่าความจริงคืออะไร สามไว้เกียรติเลย สี่คือถ้าไม่รับแล้วคุณไปให้เขาทำ ทำไม? เพราะฉะนั้นตายอย่างเสือสงวนศักดิ์ โซก็เสาะใส่ท้องจับผักกินเอง เป็นเสือสมัยใหม่เจริญที่สุดแล้ว
มาดู SMS 26 JUL 59 _ 0893867xxx ญตธ.มังสะวิรัติสมาชิกเราคิดอะไรขอทราบรายละเอียดการบริจาคพิมพ์หนังสือธรรมะพ่อครูฯได้ไหม?มีรายละเอียดในเราคิดอะไรโอนปัจจัยร่วมพิมพ์หนังสือธรรมะผ่านบัญชีคุณศีลสนิทฯได้ไหม? ตอบ..ได้ก็ต้องอยู่ในกติกาของเราในการบริจาค
_0893867xxx คืนวานฟังพ่อครูเทศน์ธ.โพชฌงค์7ตรงใจตนเพราะสวดโพชฌังคปริตถวายแด่สถาบันช.ศ.กษฯเผื่อแผ่ให้ผู้ป่วยได้อานิสงส์คลายทุกข์ลดกิเลสรู้ซึ้งความเกิดดับเข้าถึงอริยมรรคทุกคืน! ผู้น้อยก็สวดมนต์แต่สวดเชิงพุทธศาสตร์ปฏิเสธไสยศาสตร์ตามพระบรมราโชวาทในหลวงฯอย่าสวดมนต์เพื่อขอสิ่งใดนอกจากปัญญาและความกล้าหาญฯทำให้ตนรู้ธ.จากบทสวดตรงตามคำสอนพ่อครูด้วย! ตอบ...การสวดมนต์มีจุดประสงค์เพื่อให้จดจำคำสอนพระพุทธเจ้าไว้คือสังคีติ ทบทวนให้จำได้แม่น แต่ไม่ใช่เพื่อขลังมีฤทธิ์เดชให้กับใครๆไม่ได้ ต้องไม่สวดเพื่อหวังจะได้อะไร การสวดที่ว่าเอาไปหากินก็บาปกินหัวหนักแล้ว ไปสวดให้เกิดขลังก็ผิดแล้ว ยิ่งไปหลอกว่าสวดแล้วจะได้ร่ำรวย อยู่ยงคงกะพัน ต้องแคล้วคลาดไสยศาสตร์ก็ยิ่งไม่ใช่ ต้องสวดเพื่อให้เข้าใจบทมนต์นั้นๆ เป็นคำสอนแล้วเอาไปปฏิบัติให้ได้ผล
_0893867xxx กราบขอบคุณพ่อครูกับธ.จุลศีลมัชฌิมศีลมหาศีล13สูตรจากพระตปฎ.เล่ม9 จากพระสุตตันตปิฎกเล่ม1มีหลักไตรสิกขาเข้าถึงจรณะวิชชาพุทธแท้สาธุ ในพรหมชาลสูตรว่าไว้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเรา ติพระธรรม ติพระสงฆ์ ถ้าเธอทั้งหลายจักขุ่นเคืองหรือจักโทมนัสน้อยใจในคนเหล่านั้น อันตรายจะพึงมีแก่เธอทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นเป็นแน่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเรา ติพระธรรม ติพระสงฆ์ ถ้าเธอทั้งหลายจักขุ่นเคืองหรือจักโทมนัสน้อยใจในคนเหล่านั้น เธอทั้งหลายจะพึงรู้คำที่เขาพูดถูก หรือคำที่เขาพูดผิดได้ละหรือ? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้อนั้นเป็นไปไม่ได้ทีเดียว พระพุทธเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเรา ติพระธรรมติพระสงฆ์ ในคำที่เขากล่าวตินั้น คำที่ไม่จริง เธอทั้งหลายควรแก้ให้เห็นโดยความไม่เป็นจริงว่านั่นไม่จริง แม้เพราะเหตุนี้ นั่นไม่แท้ แม้เพราะเหตุนี้ แม้นั่นก็ไม่มีในเราทั้งหลาย และคำนั้นจะหาไม่ได้ในเราทั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรมชมพระสงฆ์ เธอทั้งหลายไม่ควรเบิกบานใจ ไม่ควรดีใจ ไม่ควรกระเหิมใจในคำชมนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์ ดูกรภิกษุทั้งหลายถ้าเธอทั้งหลายจักเบิกบานใจ จักดีใจ จักกระเหิมใจในคำชมนั้น อันตรายจะพึงมีแก่เธอทั้งหลายเพราะเหตุนั้น เ ป็นแน่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรม หรือชมพระสงฆ์ ในคำชมนั้น คำที่จริง เธอทั้งหลายควรปฏิญาณให้เห็นโดยความเป็นจริงว่า นั่นจริงแม้เพราะเหตุนี้ นั่นแท้ แม้เพราะเหตุนี้ แม้คำนั้นก็มีในเราทั้งหลาย และคำนั้นจะหาได้ในเราทั้งหลาย.(เพราะปุถุชนนั้น จะชมอย่างไรก็ชมไม่ถึงพระพุทธเจ้าหรอก เพราะไม่รู้จักความจริงของพระพุทธเจ้า) จุลศีล [2] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อปุถุชนกล่าวชมตถาคต จะพึงกล่าวด้วยประการใดนั่นมีประมาณน้อยนักแล ยังต่ำนัก เป็นเพียงศีล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ปุถุชนกล่าวชมตถาคตจะพึงกล่าวด้วยประการใด ซึ่งมีประมาณน้อย ยังต่ำนัก เป็นเพียงศีลนั้น เป็นไฉน? มีศีลนั้น เช่น คุณไม่ฆ่าสัตว์ไม่มีอาชีพฆ่าสัตว์ แต่คุณก็กินเนื้อสัตว์คุณก็ไม่รู้ว่าศีลคุณไม่มี จิตคุณไม่ได้มีเมตตา มีแต่กดข่มไว้ ระวังไว้ ดีไม่ดียังอยากฆ่าคนอยู่เลย แต่กลัวติดคุก จิตคุณยังมีอาการเช่นนี้อยู่เลยแต่กดข่มไว้ หรือใช้คาถาว่า อย่าให้มีอาการอย่างนี้ตามที่เรียนมา แต่ผู้ที่ไม่ต้องกดข่มไม่ต้องใช้คาถาเลย แต่ไม่มีอาการกิเลสเลย ก็คือคนได้จริง คนที่จะถือว่าประเสริฐได้ต้องมี ศีล เป็นขั้นแรกเลยว่าเป็นคนดี ไม่ฆ่าสัตว์เลยไม่เอาของที่ไม่ใช่ของตนเลย สองข้อนี้ก็ดีแล้ว ถ้าศีลข้อ 3 ก็มีแค่ผัวเดียวเมียเดียวไม่จัดจ้าน เป็นโสดาบัน ในเบื้องต้น คนจะชมก็ชมที่มีศีลเป็นหลัก ศีลต้องมีทั้งข้างนอกและข้างใน กายก็ไม่ละเมิด มโนก็ไม่ละเมิด เอามโนเป็นหลัก ไม่ใช่มีศีลแค่กาย วาจา เท่านั้น ไม่ถือว่าบรรลุศีล การที่ท่านให้ชมหรือตินี่ใจท่านก็กลางๆ ได้แสดงว่าท่านเป็นคนไม่มีตัวตน อีกอันคือท่านเป็นคนที่แฟร์มาก ให้คนติก็ได้ชมก็ได้ จาก“พรหมชาลสูตร” สูตรที่ 1 ของพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐนี้ ความละเอียดวิเศษ ที่ชัดเจนสำหรับอาตมาประเด็นที่ (1 ) คือ “ความอิสระ”สัมบูรณ์ที่สุดพระพุทธเจ้ามีเต็มๆ ทีเดียว ใครจะวิจารณ์ ใครจะตำหนิอย่างไร ได้ทั้งนั้น ท่านใช้สิทธิ์บ้างชี้แจงตอบคำวิจารณ์-คำตำหนินั้นตามที่เป็นจริง ยืนยันสิ่งที่มีจริงนั้นไปแค่นั้น ไม่วิวาท ถกบ้างแต่ไม่เถียงและประเด็นอื่นๆอีกต่อมา (2) พระบรมศาสดาของพุทธนั้น ไม่ยึดตัวตนเลย ให้สิทธิ์ผู้อื่นเต็ม (3) ไม่อาฆาต ไม่แค้นใจ ไม่โทมนัส ไม่น้อยใจ (4) ฟังความที่เขาว่าอย่างใส่ใจ จึงจะพึงรู้คำที่เขาพูดว่า ถูก หรือผิด (5) จงกล่าวตอบ ว่า ความจริงที่ตนมีเป็นอย่างนั้น ความแท้ที่ตนไม่มีเป็นอย่างนี้ แม้ในเราทั้งหลายก็มีความแท้และไม่มีความแท้นัยเดียวกัน ทั้งที่ตนเห็นว่าถูก เป็นอย่างนี้ ทั้งที่ตนเห็นว่าผิด เป็นอย่างนี้ แจ้งความจริงให้ชัด (6) หรือใครจะกล่าวชมเรา ชมพระพุทธ-พระธรรม-พระสงฆ์ เราก็ไม่ควรดีใจ ไม่ควรกระเหิมใจในคำชมนั้น ถ้าเราดีใจ-กระเหิมใจ อันตรายจะพึงมีแก่เธอ (7) เงื่อนไขหลักสำคัญยิ่งที่“คน”ควรได้รับคำชมนั้น ก็คือ คนๆ นั้น “เป็นผู้มีศีล” นี่คือเงื่อนไขหลักสำคัญยิ่งของพุทธ ที่พระพุทธเจ้าตรัส เริ่มตั้งแต่พระองค์เองทีเดียวว่า “คนจะพึงชมเรา พึงชมเพราะเรามีศีล”“ความมีศีล” มั่นคงยั่งยืนจึงเป็นคุณสมบัติที่วิเศษอันดับหนึ่งของความเป็น“คน” ต้องรู้ตนเอง เช่น อบายมุขที่คุณเคยคิดมานั้นคุณเลิกได้อย่างนิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) คุณต้องการความยั่งยืนไหม สังคมต้องการความยั่งยืนไหม อาตมากำลังพาทำให้เมืองไทยมีคุณสมบัติที่ดีที่จริงและยั่งยืน หากแต่ละคนทำได้จริง มีพลังงานจริงก็เกิดความจริง เพราะความจริงไม่มีในสัตว์อื่นนอกจากคน แล้วยืนยันว่าได้ข้ามชาติ ถ้ามัน นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ)แล้ว ชาติไหนก็ไม่เปลี่ยนแปลง เพราะสัจจะมีหนึ่งเดียวเท่านั้น เอาจูฬวิยูหสูตรมาอธิบายอีก 1. สัจจะไม่มีเ ลยในโลก 2. สัจจะมีหนึ่งเดียวในโลก 3.สัญญาย นิจจานิ ที่ว่าสัจจะไม่มีเลยในโลกคือ แต่ละคนต่างคนต่างยึด แล้วก็แย้งกันตีกันฆ่ากัน ก็เลยไม่ถือว่าเป็นสัจจะ ต่างคนต่าง ยึด แล้วการยึดนี้ก็สัญญายนิจจานิ สัญญาย นิจจานิ นี่เกือบจะยึด แต่อาศัยได้ ซึ่งแต่ว่าสัจจะมีหนึ่งเดียวในโลก พระพุทธเจ้าทุกพระองค์มีสัจจะความจริงที่ตรงกัน เช่นศีลที่เหมือนกัน เพราะมีหนึ่งเดียวเท่านั้น ถ้าไม่ใช่อันนี้ก็ไม่ใช่สัจจะ สัจจะมีหนึ่งเดียว แล้วผู้จะรู้ต้องรู้อาการจิตที่มีรูปนาม สิ่งนี้เป็นนามธรรมของคุณเริ่มตั้งแต่สัญญากำหนดรู้ว่านามธรรมนี้คืออย่างนี้ เช่นคนประเสริฐคือคนมีศีล เริ่มต้นสัญญาก็สั่งสมเป็นปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ จึงจะค่อยเต็มแต่ต้องเริ่มที่สัญญาก่อนนะ ทำตั้งแต่ภายนอกถึงภายใน อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทา รูปานิปัสสติ ทำตั้งแต่ กาม มาเป็นรูป ถึงอรูป จบก็เป็นอรหันต์ได้ สรุปว่าศีล ไม่ใช่วินัย อย่าไปแก้ไขศีลที่เป็นธรรมนูญ แต่สิกขาบทเล็กน้อยแก้ไขได้ ศาสนาพุทธส่วนใหญ่ ภิกษุและพุทธศาสนิกชนไม่ได้ถือศีลธรรมนูญจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล แล้ว ถือแต่วินัย 227 แต่ก็กลับละเมิดวินัยอีก แม้ปาราชิกก็ไม่กลัว วินัยนั้นหยาบและตื้น ใครละเมิดเป็นผู้ร้ายที่เลวกว่าผู้ละเมิดศีล ทุกวันนี้หากไปถามว่าท่านถือจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล หรือไม่ พระจะงงเลย แล้วถามว่าท่านถือศีลเท่าไหร่? ท่านจะตอบว่า 227 ข้อ จะได้อย่างนี้เลย เขาจะไม่รู้จักหรอก จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล นี่ปังเลย และ“ความมีศีล”นั้น คืออย่างไร? “ศีล”ของพุทธ คือ “จุลศีล-มัชฌิมศีล-มหาศีล” ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติ“ศีล”ที่เป็น“ธรรมนูญ”นี้เองแต่เพียงผู้เดียว ด้วยพระปัญญาธิคุณ-บริสุทธิคุณ-กรุณาธิคุณ อย่าพึงแก้ไขเปลี่ยนแปลง ในศาสนาชาวพุทธส่วนใหญ่ยุคทุกวันนี้ ภิกษุและพุทธศาสนิกชนไม่ถือ“ศีลธรรมนูญ”นี้กันแล้ว ภิกษุถือแค่วินัย 227 กันเท่านั้นและแค่“วินัย 227”นี้ภิกษุยุคนี้ก็ยังหน้าด้านกัน ขนาด“ปาราชิก”แท้ๆ กลัวกันเสียที่ไหน ละเมิดกันโครมๆ เห็นมั้ยเล่า..???!!! “วินัย”เป็นหลักเกณฑ์ที่หยาบและตื้นเป็นผู้ร้ายที่เลวกว่า“ศีล” ศีลลึกซึ้งละเอียดและกว้างเป็นผู้ดีกว่าวินัย อย่างมีนัยสำคัญยิ่ง “จุลศีล 26 -มัชฌิมศีล 10 -มหาศีล 7” ทั้งภิกษุทั้งฆราวาสไม่ถือกันแล้ว ซ้ำไม่รู้จัก จุลศีล 26 เฉพาะผู้ปฏิบัติแต่ละคนสมาทานปฏิบัติไปตามฐานะแต่ละคน ตั้งแต่ “ศีล 5”เป็นพื้นฐาน แล้วก็เป็น“อธิศีล”เพิ่มสูงขึ้นๆ ได้เป็น“ศีล 8-ศีล 10-ศีล 11-12-13-14 ฯ ไปตามฐานะและถนัดจนถึง 26 ปฏิบัติ“จุลศีล”ก็จะพาบรรลุอรหัตผลไปตามลำดับ ซึ่ง“อธิศีล”สูงขึ้นๆมันอาจจะไม่เรียงข้อไปตามลำดับเท่านั้น ส่วน“มัชฌิมศีล 10”นั้นเป็น“ศีล”ขยายความลึกและกว้างของ“จุลศีล”มากขึ้นๆ และเป็น“ศีล”ที่พาเราพ้นจากเดรัจฉานกถา เราก็จะพัฒนาสูงไปตาม“มัชฌิมศีล” สำหรับ“มหาศีล 7”เป็น“ศีล”ที่พาเราพ้นจากเดรัจฉานวิชา เป็น“ศีล”ส่วนรวมเป็นศีลเฉพาะอย่างยิ่งภิกษุต้องไม่ละเมิด ต้องเว้นขาดก่อน แล้วฆราวาสก็จะไม่มีในศาสนา จึงเป็น“ศีล”ที่สำคัญยิ่งของศาสนา เป็นเครื่องชี้บ่งความเป็นพุทธศาสนาที่สูงส่งไปด้วยภูมิปัญญามีศักดิ์ศรีและสง่างามยิ่ง เพราะศาสนาพุทธเป็นศาสนาล้มล้างเดรัจฉานวิชา ซึ่งศาสนาอื่นๆ เขามีกันพิลึกสารพัดประหลาดวิตถาร แต่พุทธเป็นศาสนาที่ไม่มี“เดรัจฉานวิชา”ตามที่“มหาศีล 7”กำหนดไว้ตั้งแต่พระพุทธเจ้าประกาศศาสนาของพระองค์ (เดรัจฉานกถาคือเพียงคำพูด อาจไม่มีสภาวะ แต่ว่าเดรัจฉานวิชชาคือสภาวะที่เป็นเดรัจฉานวิชชาเลย เช่นฤาษีเณรหรือหลวงพ่อซ่วนปลัดขิก เป็นต้น ผู้มีเดรัจฉานวิชชาไม่สง่างามเลย) เพราะพุทธเป็นศาสนา“อเทวนิยม”ที่จริงที่สุด มีภูมิปัญญารู้จักรู้แจ้งรู้จริงพิสูจน์ “วิญญาณ”ด้วยการสัมผัสรู้“สภาวะแห่งวิญญาณ”ด้วย“วิชชา 8”รู้จักรู้แจ้งรู้จริงเป็นวิทยาศาสตร์สัมบูรณ์ด้วย“ปรมัตถสัจจะ”ที่แท้กว่าศาสนาใดๆ ในโลก จึงไม่งมงายไปกับ“อัคคียัญญ”โดยใช้ไฟเป็นสื่อ(จุดธูปจุดเทียนบูชา เป็นต้น) และ“สิญจนยัญญ”คือใช้น้ำเป็นสื่อ(รดน้ำมนต์,กรวดน้ำ เป็นต้น)เชื่อมโยงวิญญาณภพนั้นภพนี้ หรือแม้แต่“สวดมนต์”เป็นสื่อให้ขลัง “ท่องบ่นมนตรา-คาถา-อาคม”ใดๆ ก็ไม่มีเลย เป็นอันขาด เป็นต้น แต่ทุกวันนี้ศาสนาพุทธเต็มไปด้วยเดรัจฉานวิชา สวดมนต์ สวดคาถา สารพัด[ผู้ศึกษาค้นคว้าได้จากพระไตรปิฎก เล่ม 9] เขาหลอกกันว่าตายแล้วจะได้ไปสวรรค์นั้น สวรรค์มันน้อยนิดเหลือเกิน เป็นสวรรค์ลวง ตายไปแล้ว ถ้าคุณเป็นอนาคามี เป็นอรหันต์จะมีกำลังจิตที่จะระลึกสวรรค์ได้พอสมควรตอนที่ตายไปแล้ว แต่ถ้าเป็นปุถุชนก็จะไม่สามารถมีกำลังจิตระลึกได้เลย จะตกนรกเหมือนกันคนที่ติดยาแล้วเสี้ยนยาเลยล่ะ จะต้องรู้ทั้งนอกและใน อัชฌัตตังอรูปสัญญี จะรู้ภายนอกด้วยสัญญา สัมผัสเสียดสีเย็นร้อนอ่อนแข็ง แต่ข้างในจะรู้ได้ด้วยปัญญา ข้างนอกก็สัมผัสอยู่ แต่คุณไม่ทุกข์ไม่สุขแล้ว อนาคามีเป็นต้นไปเหลือแต่รูปภพอรูปภพ ภายใน ภายนอกไม่บกพร่องแล้วเป็นอนาคามี นิโรธแล้ว ก็อยู่เหนือมัน เหมือนธรรมดา แต่ถ้าไม่มีทวารนอก ก็มีแต่สัญญาเพ้อพก แต่มันเป็นจริงนะ นรกที่เหมือนคนเสี้ยนยา อยากได้อยากมีอยากเสพสัมผัส แต่ไม่มีอะไรให้เลยสักทวารก็จะจมนานกว่าชีวิตเป็นๆ ชีวิตเป็นๆ ยังมีอะไรดึงคุณออกมาได้แต่ตายไปแล้วจะนานตามวิบากร้อยปีพันปีหมื่นปีแสนปี ไม่มีใครสะกิดเกี่ยวด้วย ของคุณคนเดียวแท้ๆ ขอยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องเดา ศาสนาพุทธจะรู้จักในวิชชา 8 มีวิปัสสนาญาณ คือรู้เห็นด้วยตาหูจมูกลิ้นกายร่วมด้วย ไม่ใช่วิปัสสนึกที่ไปนึกคิดเอาเอา เป็นข้อที่ 1 ของวิชชา 8 เพราะพุทธเป็นศาสนา“อเทวนิยม”ที่จริงที่สุด มีภูมิปัญญารู้จักรู้แจ้งรู้จริงพิสูจน์ “วิญญาณ”ด้วยการสัมผัสรู้“สภาวะแห่งวิญญาณ”ด้วย“วิชชา 8”รู้จักรู้แจ้งรู้จริงเป็นวิทยาศาสตร์สัมบูรณ์ด้วย“ปรมัตถสัจจะ”ที่แท้กว่าศาสนาใดๆ ในโลก พระพุทธเจ้าบริภาษภิกษุสาติเรื่องที่เขาเชื่อว่าวิญญาณล่องลอย (มหาตัณาสังขยสูตร ล.12 ข.442) มาเข้าสู่หลักวิชชา 8 วิปัสสนาเป็นตัวตั้งต้น 1. วิปัสสนาญาณ (ความรู้แจ้งเห็นจริง – หรือรู้ความจริงในเหตุที่มีความจริงเกิด .. รู้กิเลสตายจริง อกุศลดับจริง) . . 2. มโนมยิทธิญาณ (ความมีฤทธิ์ทางจิต ที่จิตสามารถ เนรมิต “ความเกิด” อย่างใหม่ขึ้นมาได้) 3. อิทธิวิธญาณ (จิตมีอานุภาพในการบรรลุขจัดทำลายกิเลส ได้หลากหลายวิธี) เอโกปิ หุตฺวา พหุธา โหติ, พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ แต่เขาไปแปลกันว่าทำคนเดียวเป็นหลายคนได้ อย่างเป็นตัวตนบุคคลเราเขา แต่ไม่ใช่เลย ต้องเป็นปรมัตถ์ 4. ทิพโสตญาณ (สามารถแยกแยะ การได้ยินสิ่งที่ละเอียดลึกซึ้ง เช่น กิเลสปะปนมากับคำร่ำลือ กับเสียงที่เกินกว่าคนธรรมดาเขาจะรู้นัยยะได้) มาดู ที่มีในพระไตรฯว่า..ก็อิทธิปาฏิหาริย์เป็นไฉน? ดูกรเกวัฏฏ์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมแสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง คือคนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ทำให้ปรากฏก็ได้ ทำให้หายไปก็ได้ ทะลุฝา กำแพง ภูเขาไปได้ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้นดำลงแม้ในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ เดินบนน้ำไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ เหาะไปในอากาศเหมือนนกก็ได้ ลูบคลำพระจันทร์พระอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมากด้วยฝ่ามือก็ได้ ใช้อำนาจด้วยกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้ นี่เป็นภาษาธรรม อย่างคำว่า คือคนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ เอโกปิ หุตฺวา พหุธา โหติ, พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ ไม่ใช่แบบตัวตนบุคคลเราเขา แต่เป็นนามธรรม ที่เผยแพร่กันไปให้ได้ผลอย่างเดียวกับที่อาตมามี ได้เป็นส่วนๆ ไป โพธิสัตว์มีลูกเป็นจำนวนพัน ทุกวันนี้กองกิเลสเหมือนภูเขาที่คนทั่วไปทะลุไปไม่ได้ แต่ว่าพระพุทธเจ้าท่านะลุฝากำแพง ภูเขาไปได้ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้ แผ่นดินแผ่นน้ำ อากาศ ก็เป็นเหมือนกิเลสที่คนผู้บรรลุแล้วผุดขึ้นดำลงแม้ในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ เดินบนน้ำไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ เหาะไปในอากาศเหมือนนกก็ได้ เหมือนมีวิชาตัวเบาเลย ไปไหนไม่หนักหนาไม่ทำให้คนอื่นหนักใจ ตนเองก็ไม่หนักใจ ไม่หาเรื่องหนักให้ใคร ตนเองก็ไม่หนักหนา ต่อให้กิเลสร้อนแรงอย่างกับพระอาทิตย์ เราก็มีไฟฌานที่สามารถเผากิเลสได้ สามารถอยู่กับสิ่งร้อนแรงได้ อย่างลูบคลำพระจันทร์พระอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมากด้วยฝ่ามือก็ได้ และใช้อำนาจด้วยกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้ จิตเราหมดความเป็นเทวดา มาร มีแต่จิตพรหม จึงเหนือกว่าเทวดามารพรหมทุกชั้น จึงไปในที่ไหนๆได้ เป็นผู้เปิดขุมนรก สวรรค์ เทวดา ชัดเจน มีอำนาจทางรูปกายไปได้ทั่ว ทุกวันนี้อาตมาเป็นพระมาลัยโปรดสัตว์ในโลก แต่อาตมาอยู่ได้ นรกเท่าที่อาตมาพอไปได้ บางนรกหยาบมากอาตมาสู้ไม่ได้ก็ไม่อวดดีไป นรกอันไหนไปช่วยได้ก็ไป นี่คือภาษาธรรม พิสูจน์อย่างนี้ มาปฏิบัติอย่างที่อาตมาว่า แต่ถ้าเข้าใจเป็นอิทธิปาฏิหาริย์ก็ไปหาอาจารย์ที่ทำเช่นนั้น แต่อาตมาเอาอย่างอาเทสนาปาฏิหาริย์ ถ้าใครจะเอาแบบอาตมาก็มา แม้จะมีฤทธิ์เดชอิทธิปาฏิหาริย์เดรัจฉานวิชชาอยู่อาตมาก็ไม่สอนให้หรอก ตอนอาตมาใช้อิทธิปาฏิหาริย์ อาตมาเสกให้กระดูกยุบลง มันก็ยุบลงได้จริงๆ (เป็นโรค) อาตมาก็ยังงงเลย แล้วที่เขาทำให้พวกคนที่นอนมาก็มาเสกให้ลุกได้เลยก็ไม่ประหลาดใจอะไร ยิ่งพวก Psychosis ก็ยิ่งชัดเลย อาตมาเคยรักษาผู้หญิงคนหนึ่งตอนนั้นเขาอายุ 17 ปี บอกว่ามีผัวเป็นพระพรหม อาตมาก็ทำการเข้าทรงเป็นพระพรหมที่สูงกว่า ไล่พรหมที่ต่ำกว่าออกไป ก็หายจากโรคนี้ จนต่อมาเขาอายุได้ 50 กว่าปีก็มาหาอาตมาว่าจำหนูได้ไหม? อาตมาเข้าใจแล้วมีจริงด้วยก็เลยมาพูดให้ฟัง พระพุทธเจ้าท่านว่า ดูกร เกวัฏฏะ เราทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองแล้ว จึงได้ประกาศให้รู้ ปาฏิหาริย์ 3 อย่าง เป็นไฉน ? คือ 1. อิทธิปาฏิหาริย์ (แสดงฤทธิ์ทางใจ ไปซ้ำกับพวกคันธารี) 2. อาเทสนาปาฏิหาริย์ (หยั่งรู้จิตคนอื่น ไปซ้ำกับมณิกา) 3. อนุสาสนีปาฏิหาริย์ (สอนวิชชา8 เป็นปัญญาสัมปทา) พระองค์ทรงเห็นโทษภัยจึง อึดอัด(อัฏฏิยามิ) ระอา(หรายามิ) เกลียดชัง (ชิคุจฉามิ) ในอิทธิปาฏิหาริย์และอาเทสนาปาฏิหาริย์ แต่ทรงยกย่องให้สอน ให้ทำใจ ให้เข้าถึงอนุสาสนีปาฏิหาริย์ . (เกวัฏฏสูตร พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 339-341) ตอนนี้อธิบายมาถึงอิทธิวิธญาณ ยังเหลือวิชชาข้ออื่นอีก ...ต่อโสตทิพย์นิดนึง โสตทิพย์ก็คือ ได้มีการรู้ยิ่งในนามธรรมที่เป็นกิเลส เป็นอารมณ์โลกีย์ เช่นกระทบสัมผัสตา เห็นแล้วก็เกิดจิต ก็มาแยกจิตแยกกายได้ก็รู้ว่าอารมณ์นี้เป็นอารมณ์ชื่นใจ การชื่นใจนี้เป็นผีหลอก ก็รู้อารมณ์หลอกสวรรค์เก๊เทวดาเก๊ ก็หาเหตุให้ได้ก็ไปเจอสัตว์นรกที่เป็นตัณหา ได้สัมผัสอันนี้บำเรอใจก็เป็นเทวดาเก๊ แท้จริงคือสัตว์นรก ก็มีตาทิพย์เห็นเทวดาเก๊ แยกของเก๊ออก เช่น คุณเห็นสีแดง ทุกคนเห็นสีแดงเหมือนกันหากตาไม่บอดสี ก็รู้เป็นธรรมะหนึ่งเดียว แต่ถ้ามีธรรมะสองคือรู้สึกเป็นเวทนาเป็นอารมณ์ชอบใจชื่นใจ เป็นตาทิพย์ที่คุณเห็นผี คุณยิ่งทำให้กิเลสลดได้ก็ยิ่งเห็นผี เมื่อดับกิเลสได้ก็เป็นพรหม เป็นจิตสะอาดขึ้นๆ นี่คือตาทิพย์ แต่ตาธรรมดาก็เห็นเหมือนกัน แต่คุณนี้เห็นเทวดา พรหมได้ แต่คนธรรมดาเห็นสีแดงกับเห็นผี หรือเทวดาเก๊ที่ชื่นใจได้สัมผัส กามคุณ 5 ตามที่ติดยึด แต่คุณแยกออกได้ เป็นเสียงทิพย์กับเสียงที่ปกติได้ ถ้าชอบเป็นของเก๊ ถ้าชังเป็นของเก๊ ถ้ามีนรกสวรรค์ก็เก๊ ใครเห็นได้ได้ยินได้ก็ได้จริง….นี่คือสัจจะ….จบ