240605-3-075 ทางเอกภาค3-ตอน075(หน้า284)-พ่อท่าน-สันติอโศก-ท057.txt

โฟลเดอร์2524-25 MP3 ทางเอก-ภาค3- 232 ตอน ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (text/plain)
ขนาดไฟล์120 KB
วันที่แก้ไข18 กรกฎาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายนพุทธศักราช 2524 จะถึงนี้ไปพ่อท่านพระโพธิรักษ์ได้อบรมทำวัตรเช้าที่พุทธสถานสันติอโศกอ่ะเราก็ต่อเมื่อเรารู้ถึงลำดับต้นกลางปลายเรารู้ถึงชั้นตอนชั้นเชิงความหมายของที่ไปที่มาของศาสนาและรู้ที่สุดดังที่ได้อธิบายให้ฟังแล้วก็โดยจริงในพระพุทธศาสนาพระพุทธเจ้าท่านสอนคนให้เป็นคนท่านสอนมนุษย์ให้เป็นมนุษย์ที่ดีไม่ใช่ทำให้มนุษย์ เป็นต่อเป็นหลักเป็นแท่งหินดังที่กล่าวแล้วไม่ได้ทำให้มนุษย์ผิดมนุษย์ทำให้มนุษย์มีประสิทธิภาพไม่ใช่ทำให้มนุษย์ผิดมนุษย์ท่านสอนคนสร้างคนให้เป็นมนุษย์ยิ่งขึ้นเป็นมนุษย์ที่มีค่ามีคุณประโยชน์สูงขึ้นเราฟังดูดีๆมันมีเหตุผลของมันชัดแจ้งเป็นแต่ว่าคนที่เข้าใจไม่รอบถ้วนไปได้ขั้นนึงตอนหนึ่งแล้วก็นึกว่ามันเป็นที่สุดพอไปติดขั้นตรงที่สูงขั้นที่ว่ามันเป็นขั้นตัดรอบอย่างที่บอกว่าพอได้ซ้ำคำว่าสงบแล้วก็เลยกลายเป็นสงบหลงภาวะภูมิ หลวงพ่อว่าพบหลงจิตแล้วก็ไปติดแล้วก็หลงเข้าใจเผลอๆตื้นๆนึกว่าสงบนั้นคือการหยุดกายหยุดใจหรือว่าหยุดกายหยุดวจีหยุดมโนซึ่งสิ่งนี้มันเป็นความรู้ตื้นตื้นๆเผินๆเป็นพื้นฐานเข้าใจง่ายศาสนาที่เข้าใจง่ายๆมีใครก็เข้าใจเราก็เข้าใจพูดก็เข้าใจแต่สูงยิ่งกว่านั้นมันไม่ใช่อย่างนี้แค่ความหมายแค่นี้มันมันเป็นความหมายตื่นเกินไปแล้วมันก็ทำให้คนไร้ค่าไร้คุณอย่างนี้แหละพาให้ศาสนามันออกนอกลู่นอกทางเป็นศาสนาใดที่ค้นพบมาแล้วเป็นขั้นตื่นขั้นตื่นใครมันก็รู้ว่า แล้วถ้าเราไม่เข้าใจขั้นนี้เป็นขั้นสูงสุดอย่างไม่ฉลาดพอก็เกมกันก็จบศาสนาถึงได้ห่วงเด่นด่วนลงกลายเป็นเดียรถีย์ตรงนั้นเมื่อมันเน้นเอาประโยชน์ตนแล้วก็เข้าใจประโยชน์ตนสั้นๆโดนๆไม่มีประโยชน์ท่านจึงแตกออกมาเป็นอุทยานส่วนผู้ที่ไปเข้าใจผิดพลาดหลงไม่เอาแต่ประโยชน์ท่านประโยชน์ท่านจนไม่ดูตนไม่เอาประโยชน์ตนไม่เข้าใจประโยชน์ตนมี

อ่านต่อ

แต่ฟุ้งซ่านมีแต่เรื่องหลงแต่ภาษาหลงแต่บัญญัติลงด้วยความนึกคิดคะแนนคำนวณจนกระทั่งห่างออกจากจิตไปอีกมหายานก็แตกออกไปเป็นมหายานโตงเตงและเลอะเทอะก็ไปใหญ่เลยเรียกว่าสังฆเภทกลายเป็นอินเดียก็มาหายาน จริงนั้นลักษณะ 2 อย่างนั้นต้องทำเป็นขั้นตอนตนเองนั้นก่อนถูกแล้วแล้วก็ค่อยช่วยท่านได้ถ้าตนเองยังทำไม่ได้แล้วจะไปช่วยทันนั้นมันเป็นไปไม่ได้นี่เป็นความจริงเป็นขั้นตอนก่อนหลังชัดแจ้งแต่ในขณะใดที่ผู้ใดทำของตนเองได้ผู้นั้นได้จริงผู้นั้นจะต้องช่วยคนอื่นได้คุณน่าจะช่วยอย่างน้อยที่สุดเราก็ช่วยยืนหยัดเราได้แล้วเราก็ยืนหยัดตัวเราทำได้เราก็เป็นอย่างนั้นอยู่ชัดๆแท้ๆมันก็เป็นการสอนเขาได้ลูกด้วยนามสอนเขาด้วยกายกรรมวจีกรรมโดยมโนกรรมที่แข็งแรงมโนกรรมที่มั่นคง มโนกรรมที่มีปัญญารู้ชัดเจนไม่ใช่ว่าเราได้แล้วแล้วเราก็ไม่ทำได้แล้วแล้วเรากลับเอาปฏิสังขาโยเสถียรเสร็จแล้วเราก็รีบกลับมามาเสวยแล้วก็มาอยู่บัลลังก์เสวยอีกอย่างเก่าเพราะว่าพระอริยเจ้าชั้นสูงแล้วเนี่ยก็เหมือนมนุษย์ธรรมดาเช่นทำงานอย่างนี้เป็นต้นเอาตอนแรกอาจจะบอกว่าเราทำไม่ไหวเราทำงานแต่ก่อนนี้เราทำด้วยความทำด้วยกิเลสอยากทำไปซะมากๆเพื่อจะได้สิ่งที่แลกเปลี่ยนมามากๆเพราะรู้แล้วว่าอ่อไอ้บางอย่างบางอันเราไม่น่าทำหรอกมัน มันหยาบมันต่ำลดละบ้างก็ได้แล้วก็เลิกงานที่มันไปเป็นงานระบายยมกงานที่ไปผสมกามเกินไปงานที่หวังเอาแต่ลาภเอาแต่ยศมันหยาบคายแค่ไหนแล้วเราก็ไม่รู้ตัวเราก็ต้องเลิกละมาก่อนเลิกเหล้ามาจีนความรู้ที่มันจะรู้จักรู้แจ้งเข้าไปจนกระทั่งอย่างนี้มันค่อยผสมค่อยปรุงค่อยทำเพื่อเขามันก็หมดตัวตนถอดตัวตนออกแล้วงานมันก็เพื่อผู้อื่นไปเรื่อยสะอาดบริสุทธิ์ขึ้นด้วยเป็นงานเพื่อผู้อื่นงานที่ไม่มีตัวตนทีนี้งานนั้นเราจะปรุงมากลุงน้อยแค่ไหนเราก็จะรู้บุคคลที่เราปรุงให้ตามขั้นตามฐานะอีกเราจึงจะไม่เป็นผู้มองเมายิ่งปรุงก็ยิ่งเรียกว่าเป็น สิ่งที่ยิ่งจืดชืดหรือว่ายิ่งจะลดละสิ่งเป็นโรคหรือเป็นกามโรคลงไปเรื่อยๆแต่ถ้าเลี้ยงปลงก็ยิ่งคนที่เราปรุงให้ก็ยิ่งคลุกกามคุกโลกธรรมทุกโลกมากๆยิ่งปรุงก็ยิ่งแก่มีแต่โลกแก่ๆให้แก่คนคนเดิมเนี่ยคนนั้นก็ยิ่งติดโรคคนนั้นก็ยิ่งกิเลสหนาเท่านั้นเองมันก็ผิดผิดฟอร์มผิดทิศทางแล้วผิดสภาพปรับปรุงให้เขาเนี่ยเราปรุงเพื่อที่จะรักษาเขาเราต้องลดกิเลสไม่ใช่รถเนื้อยาแท้จริงแล้วยิ่งปรุงให้เขาเนื้อยายิ่งแข็งขึ้นสิ่งที่หุ้มข้อสมมุติว่าเป็นน้ำตาลเป็นสีหรือเป็นสิ่งเป็นกระแสให้แก่เขา ถ้าเราเป็นหมอที่ดีเรายิ่งต้องลดสีลดน้ำตาลลงได้เรื่อยๆยาจะต้องเข้มข้นขึ้นยาจะต้องรสจัดขึ้นลดยานะไม่ใช่รถสีไม่ใช่ลดน้ำตาลคนเก่าที่เราให้จะต้องลดลงลดลงในเรื่องส่วนควรลดในเรื่องสิ่งที่ควรเข้มขึ้นจะต้องเข้มขึ้นเข้มขึ้นเราจะต้องรู้ความจริงที่เป็นแก่นสารสาระถูกจุดอย่างนั้นเราจึงจะเป็นหมอเราจึงจะเป็นผู้ที่ช่วยเหลือเขาได้ถูกต้องและยิ่งปรุงให้แก่เขาเราคนเก่าจุดเก่าผู้กล่าวนี้ยิ่งปรุงก็ยิ่งทำให้เขาติดสีติดรูปติดกึ่งติดรถติดตามติดโรคกระทำหนักเข้าไปอีกตายเลยอย่างทุกวันนี้พระสอนคนถ้าไม่คนยิ่งขี้โรคยิ่งทำบุญน้อยยิ่งโลภมากกว่าเก่า ทำบุญยิ่งน้อยยิ่งโลภมากกว่าเก่าปรารถนาเอาสร้างจิตคิดโลภเอาหนักเข้าปากหนักเข้ายิ่งนับวันยิ่งหนักเข้าประมาณไม่เป็นแล้วยิ่งลดไม่ได้จิตใจแต่อย่างนี้มันก็ยิ่งทำให้เขาเกิดโรคหรือเกิดกิเลสหนักขึ้นหนักขึ้นอย่างนี้ไม่ใช่ช่วยเขาเพราะผู้ให้ผู้ที่จะรักษาไม่รู้ว่าให้อะไรไปให้เชื้อโรคแก่เขาให้สิ่งที่มอมเมาแก่เขาหนักหน้ายิ่งขึ้นยิ่งหนักหน้าไปอีกอย่าว่าแต่ให้ปรารถนาเอาเลยยิ่งเอาอบายมุขมาเป็นเครื่องที่ให้เขาติดอบายมุขไปอีกยิ่งบอกว่ามาทำบุญทำทานเอามาทำบุญทำทานแรกมุกเข้าไปอีกการพนันเข้าไปอีกอำมหิตรุนแรงเข้าไปอีกมัวมาชนกันในวัด มาตีกันชกกันในวัดอัลบั้มโป๊เข้ามาอีกประกวดนางงามนางรองอะไรเข้ามาเลอะเลอะเทอะๆเข้าไปอีกก็ยิ่งเมาเมาเขาจะให้เขาโลภในใจในจิตแล้วยังไม่พอแถมซ้ำเติมให้จิตใจเขายิ่งหนักหน้าทุกข์ทรมานติดยึดเงาลงไปอีกเพราะผู้ที่เป็นพระนั้นอวิชชาหรือโง่อยู่ก่อนอย่างนี้เห็นได้ชัดยิ่งรู้ยิ่งดีนะเรายิ่งจะเข้าใจชัดเจนพอยิ่งทำให้คนเลวร้ายลงไปโดยเขาไม่รู้จริงๆมนุษย์ซึ้งเสื่อมลงเพราะว่าผู้ไม่รู้ผู้ไม่เป็นบัณฑิตพาให้เสื่อมอย่างที่กล่าวนี้แล้วเมื่อเราได้รู้ได้เรียนเป็นขั้นเป็นตอนเป็นระดับจนกระทั่งแม้ที่สุด มาเรียนแล้วเพื่อที่จะไม่มีการงานไม่ใช่ถ้าเราอินทรีย์เพราะเราพอที่จะทำการงานในระดับใดจะคลุกคลีสิ่งที่เรามีอินทรีย์จะพอเป็นไปได้เรารู้แล้วว่าสิ่งนี้ถ้าไปแตะไปสัมผัสเราก็ไม่ใช่อินทรีย์พละอ่อนแอจนเกินการแล้วแต่ได้สัมผัสได้โดยที่เราไม่พ่ายแพ้ยิ่งไม่พ่ายแพ้นี่แหละเรายิ่งจะได้ฝึกก็เมื่อจับดาบได้ปะกับศัตรูได้ก็ต้องปากกับศัตรูเพราะฉะนั้นเราจะไปสมมุติเอาว่าไม้นี้กลยุทธ์นี้เราทำอย่างนี้ได้ได้ถ้าศัตรูมาปั๊บเราก็นึกคะแนนเราจะต้องทำได้โดยไม่ได้หัดฝึกเลยมันไม่จริงอ่ะไม่จริงแต่ก็มีพ่อแม่ให้ฟังอยู่แล้วไม่ต้องไปสมมุติ นั้นคนนี้แล้วก็สมมุติให้เขารู้ตัวหรือว่าเราจะต้องเอามาสัมผัสให้รู้ตัวรู้ตนอย่างนี้ไม่ได้มีแจ้งอย่างนี้เจ๊งแน่เดี๋ยวนี้ไม่สามารถที่จะสู้ศัตรูอะไรได้นะเพราะฉะนั้นเมื่อการใช้สมาอริยมรรคองค์ 8 ของพระพุทธเจ้าเนี่ยเราจึงตรวจอินทรีย์พละแล้วก็ตรวจตามขั้นตอนของศีลที่กำหนดให้แก่ตนมันจึงจะทำได้เป็นขั้นตอนขั้นต้นกลางปลายได้ถ้าไม่เช่นนั้นปนเปื้อนแล้วไม่ไหวคนที่มีอินทรีย์พลังอ่อนจะบอกว่าถือศีล 100 ข้อทุกคนมาถือศีล 100 ข้อพร้อมกันหมดเลยไม่ได้ทำไม่ได้พระพุทธเจ้าซึ่งมีการกำหนดเกินอินทรีย์เกินพละเราก็ ยกไว้ศีลข้อที่จะยกไว้หรืองานจิตที่เราจะทำให้แก่ตนจะรักษาตนมันเกินแรงเราเราก็เอาแต่แค่หลักศีลพรตเท่าที่พอเป็นพอไปมันจะมีเบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลายได้ทุกคนได้ทุกคนและปฏิบัติสัมมารีมักองค์ 8 ได้ทุกคนเพราะสีตามอินทรีย์ยังอ่อนสุดก็เท่าอย่างที่ว่ามันไม่มีเอาซะเลยมันไม่ไหวจริงๆมันอ่อนแอนะเกษียณข้อเดียวแต่มันดีขึ้นก็ 2 ข้อ 5 ข้อตามที่กำหนดไล่ลงไปแล้วก็ 8 ข้อที่จริงมันก็ไม่อ่อนจนเกินการหรอกถ้าเธอได้กำหนดว่าพื้นฐานก็ศีล 5 ข้อระดับอย่างนั้นความหมายง่ายๆฝึกปรือไปเมื่อฝึกปรือไปแล้วก็มีสติปัฏฐานในการ ตามหลักที่เรายึดถือสมาทานอยู่ในขอบเขตนั้นก่อนนี่ก็เป็นเบื้องต้นแล้วก็จนกระทั่งทำเหตุปัจจัยเราก็รู้ให้ได้เหตุปัจจัยของศีลที่หมายแล้วเราก็ปฏิบัติสติปัฏฐานไปเพราะในสัมมารีมรรคองค์ 8 ก็ดีก็มีศีลแล้วก็มีสมาธิแน่ๆมีปัญญาแน่ๆสติปัฏฐานคำเดียวก็มีศีลมีสมาธิมีปัญญาเมื่อผลมันได้รับก็เป็นวิมุตเป็นวิมุตติญาณทัสสนะแน่ๆแน่ๆเพราะปัญญาที่ว่านี้คือปัญญารู้ตัวตนที่เรียกว่าสัตว์กายะอย่าเพิ่งไปเรียกว่าอัตราขณะนี้มันหัวข้อผิดหมดแล้วสก บ้านนั้นอยู่เบื้องต้นอัตรานั้นอยู่เบื้องปลายถ้าเราไม่รู้เบื้องต้นและเบื้องปลายอย่างนี้เอาอัตรามาเรียนก่อนสักกายะทุกวันนี้เอาอัตรามะเร็งก่อนสักกายะความหมดอัตตาคืออนัตตานั้นมันเป็นความหมายลึกความหมายสูงมันหมดสกายรถสักกายะซะก่อนแปลเป็นไทยว่าตัวตนทั้งคู่สักกายะก็แปลกันว่าตัวตนอัตราก็แปลคำว่าตัวตนแต่มันมีความหมายหยาบกว้างกว่ากันละเอียดกว่ากันมันทุกวันนี้เป็นการเรียนธรรมะแบบตรรกะโลภมากตีนออฟไลน์มาปฏิบัติก่อนต้นมันถึง 6 คนผิดมาเอาปัญญาโตเป็นญาณทัศนะเป็นวิมุตติญาณทัสสนะเข้ามาทำความรู้ แล้วก็หลงตนว่าเราได้รู้แล้วเราได้แล้วจึงเป็นอาตมาทุกอาทานนี้ก็ซ้อนลึกลงไปอีกว่ามันได้แต่วาทะวาทุกปาทานยึดได้แต่แค่วาทะเป็นตัวเป็นตนซ้อนไม่รู้ตัวง่ายอาตมาทุกประการนี้ไม่รู้ตัวง่ายเดี๋ยวนี้ก็ยังงงๆอยู่เลยก็ยังไม่รู้ตัวเลยพวกที่ได้วาจาวาจาสูงเป็นเส้นเป็นจุดว่างเป็นจิตนิพพานเป็นจิตวิมุตหลุดแล้วได้ภาษาแต่เสร็จแล้วอาจารย์เซ็นบอกว่าจะสูบกล้องยันแดงยาวๆทุนก้องจะแดงสอนลูกศิษย์เป็นแถวอะไรอย่างนี้ตามประวัติที่ลาวมีนะเราอย่างนี้มันก็ไม่ได้เข้าท่าอะไรเพราะไม่รู้แม้แต่จิตของตัวเองติดกล้องติดยาแดงซึ่งเป็น อบายมุขแค่สิ่งเสพติดจับจากก็ยังไม่มีปัญญารู้ว่าตัวติดติดนั่นน่ะก็ยังไม่รู้ว่าจิตตัวเองติดแต่ตัวเองว่างแล้วก็ฐานอบายมุขมันยังไม่ขึ้นไปถึงไหนเลยแล้วจะเอาอย่างอื่นที่มันเนียนในกว่านั้นทำไมมันจะไม่ติดมันก็ติดไปทั้งขบวนแล้วเขาก็ไม่รู้ตัวอย่างนี้เป็นต้นเพราะงั้นการไม่เข้าใจลำดับต้นกลางปลายที่จริงก็ไม่รอดปฏิบัติต้องปฏิบัติหรือกระทำไม่ถูกฐานะจึงเรียกว่ากัมมัฏฐานนะหรือกัมมัฏฐานกระทำไม่ถูกฐานแต่ถ้าไม่ถูกฐานะแห่งตนโดยเฉพาะตนเมื่อเป็นผู้อื่นเราก็ทำให้เขาให้มีกระทำไม่ถูกฐานะเหมือนกันเมื่อเราไปสอนคนอื่นก็ได้รู้ฐานะของเขา นกอินทรีย์ granny เพราะรักแค่นี้เขาก็ควรจะได้สิ่งที่เป็นศีลเป็นพร็อพไปกระทำกับเขาแค่นี้แค่นี้ก็ถ้าทำให้เขาถูกกรรมฐานนะเหมือนกันเหมือนการให้กรรมฐานการยึดกรรมฐานปฏิบัติก็จะต้องถูกฐานกระทำโดยไม่ถูกฐานก็เละมีกรรมฐานกลางๆเป็นกรรมฐานแบบเอ่อเรียกว่ากรรมฐานอยากหลังบ้านแล้วก็ว่ากันและไปเลยกรรมฐานนี้มันทำไม่ได้ทุกคนอย่างนี้ก็มาถามหนักแล้วเราก็ไปยึดเอากรรมฐานยากๆหนักๆมาแล้วก็มาทำกันตรงกันไปหมดทุกคนนี้มันก็ผิดฐานะกันไปเรื่อยโดยเฉพาะแม่จะนั่งหลับตาการจะพิจารณาทำตัวเองเรียนรู้เข้าไปจน ถึงเพราะว่าพบนั่งตั้งกายตรงดำรงสติของหมั้นแล้วก็อ่านจิตแล้วก็ตรวจสอบบริเวณใดต่างๆนานาเนี่ยถ้าถูกหลักของอานาปานสติแล้วอานาปานสติไม่ใช่ฐานตนฐานของพระอริยะชั้นสูงเพราะถ้าว่าก็จริงแล้วพระอนาคามีขึ้นไปด้วยซ้ำเรียนรักษารูปรักษานามพิจารณานามนามกายก็ต้องรักษารูปรู้ทั่วพร้อมพิจารณาและก็ปรับปรุงตนให้ตนเองมีสภาวะนั่งตั้งกายตรงดำรงสติคงมั่นและก็พิจารณาไปพิจารณากายสังขาร สังขารเป็นอย่างนี้พิจารณาไปจนถึงเจตสิกอาการที่เป็นอารมณ์ปิติเป็นอย่างนี้อาการที่เป็นอารมณ์สุขเป็นอย่างนี้เข้าไปถึงข้างในกายนอกนอกกายกายในกายเป็นอย่างนี้แล้วนั่งอยู่นี่เราไม่มีกายไม่มีความประชุมอะไรมากหรอกการนั่งอิริยาบถที่จะประชุมก็เป็นอิริยาบถนิ่งแล้วนั่งแล้วอยู่กับที่แล้วทีนี้เราก็ดูอาการนั่งซ้อนอยู่นี่นั่งว่าเรานั่งสุภาพไหมเรานั่งสุจริตไหมเรานั่งสมส่วนดีไหมอาการมันขณะนี้อยู่ในสภาพร่างกายตรงดำรงสติคุมอยู่รู้อยู่พอพรเป็นไปได้ไหมเรารู้แล้วเรามันก็เป็นไปได้ก็รักษานอกรักษาในรู้นอกรู้ในรู้นอกรู้ในรู้นอกรู้ในๆนอกเป็นภายนอกในเป็นภายใน ส่งไว้ทรงทำให้มันทรงทำให้มันมาขอให้มันได้อยู่อย่างนั้นน่ะทำไปแล้วก็อ่านภายในไปถึงขั้นจิตแล้วก็รู้อารมณ์จิตรู้เวทนาของกายจิตยังเข้าไปจนกระทั่งถึงเจตสิกตัวตนก็คือเวทนาแต่จะรู้ตัวย่อเป็นตัววิญญาณแล้วก็มารู้การปรุงแล้วก็มารู้การกำหนดหมายและการกำหนดหมายแล้วก็ใช้อยู่ในตัวนั่นแหละซ้อนอยู่ในตัวเป็นสภาพบนรอบเชิงซ้อนเราใช้สัญญากำหนดหมายสัญญาให้มันรู้เป็นเวรที่ยึดตังเป็นเวทีต่างให้มันเข้าเคลียร์อารมณ์อารมณ์แค่ไหนเรียกว่าขนาดนี้อารมณ์แค่ไหนแล้ววิญญาณอารมณ์แค่ไหนเรียกว่าสังขารอารมณ์แค่ไหนเรียกว่าสัญญาอารมณ์แค่ไหนเรียกว่าเวทนาเวทนาในเวทนาอีกอารมณ์อย่าง เรียกว่าสุขขเวทนาอารมณ์อย่างไรเรียกว่าทุกขเวทนาอารมณ์อย่างไรเรียกว่าไม่สุขไม่ทุกข์อารมณ์อย่างไรเรียกว่าทหารอุเบกขาที่มีประสิทธิภาพถึง 5 อย่าง 5 ระดับดังกล่าวแล้วเราก็จะได้รู้ชัดเจนเข้าไปเป็นเวทนาในเวทนาซ้อนๆๆกลับไปอีกแล้วเราก็ไปเห็นว่าเวทนาใดเป็นฐานนิพพานเวทนาใดเป็นฐานสูงสุดที่เรากำหนดได้สิ่งที่ไม่มีทุกขเวทนาไม่ควรให้มีอารมณ์นี้สุขขเวทนาก็ไม่ควรติดยึดอารมณ์นี้ไม่ควรมีอารมณ์นี้อาจทุกข์ก็มาสู่อุเบกขาผ่องใสอยู่เบิกบานอยู่แค่นั้นแค่นั้นเป็นอาการอาการแค่นั้นอารมณ์แค่นั้นอารมณ์แล้ว มีให้ได้เป็นให้ได้กำหนดได้มีได้เป็นได้ทรงอย่างนั้นได้ละเอียดละออเข้าไปจนกระทั่งถึงดังกล่าวอย่างนี้ภาษามันก็มีอย่างนี้จิตสังขารก็ถึงขนาดอย่างนั้นเพราะลักษณะของอานาปานสติแยกแยะลงไปเป็นสภาพยินดีสภาพที่เป็นอภิปประมาททะยานสมาธิหมดจะยังเป็นลักษณะที่มีลิงฆ่ากันอยู่ทั้งสิ้นเชิงที่ต่างกันแต่ก็ส่งสภาพนี้เรียกว่าสภาพทรงทรงเป็นทรงเป็นได้เป็นอภิปประมวลผลจะยังเป็นสภาพที่มันเบิกบานและปิดประมูลที่ยังเบิกบานร่าเริงยินดีได้เก่งยิ่ง คำนี้ไม่ใช่ยายไม่ใช่มากแต่เป็นสภาพที่วิเศษยิ่งอภิอภินิแปลว่ายิ่งใหญ่นะยิ่งใหญ่นี่ไม่ใช่ว่าใหญ่ๆโตๆแต่หมายความว่ามันเนียนในที่สุดของประณีตที่สูงส่งยิ่งอภินิอภิรัติต่างกับคำว่ามหาอยู่นะคำว่ามาหานี่มันอธิบายสภาพยากมหาแปลว่าใหญ่หรืออุดจานอุจจารแปลว่าใหญ่มันเป็นเรื่องที่มาอธิบายสิ่งนอกอุจจากลับมาหาแปลว่าใหญ่ทั้งนั้นแหละที่ก็ยิ่งความหมายมันเป็นอย่างนั้นถ้าเป็นไทยฟังใหญ่ก็ฟังยิ่งมันต่างกันนิดหน่อยนึงเป็นสภาพที่ ตีเนียนสุขุมประณีตยิ่งลงไปได้เรื่อยๆสมาสะท้านกษัตริย์สามารถที่จะส่งไว้ซึ่งความแข็งแรงหนุ่มแน่นสดใหม่ทหารเป็นได้ต่อเนื่องกันอยู่เสมอก็คือหมายความว่าเราชะลอความชราเราจะกลายเป็นสิ่งนั้นไม่ชรานี่เรากำลังจะอยู่เหนือชราแม้สิ่งนั้นจะมีจริงต่อเนื่องกันอยู่เรียกว่าเกิดสมาธิแปลว่าต่อเกิดแต่วันเนืองๆๆต่อๆๆไปอยู่ด้วยว่าเกิดนั่นแหละสมาธิแม้จะเกิดต่อกับไปอยู่ก็ไม่ใช่ว่าจะไปสู่ความเสื่อมแต่จะต้องส่งความเป็นอย่างนั้นสถาน ส่งความเป็นอย่างดีสุดนั้นไว้ให้นานให้สถิตเสถียรมากที่สุดคาถากะตะให้เป็นไปโดยตถาอย่างนั้นน่ะทรงอย่างนั้นไว้ให้อยู่อย่างนั้นเสมอถ้าเรียกว่างามก็งามอย่างนั้นทรงไว้ให้มากอย่าให้เสื่อมตกรู้ความหมายของสภาพหรือความหมายของสภาวะธรรมวัฒนธรรมไม่หนุ่มโสดหนุ่มใหม่หรือสดหรือแข็งแรงถ้าหากหนุ่มแน่นและชะลอความชราโดยสัจจะว่าทุกอย่างต้องเกิดแก่เจ็บตายจริงแต่เราจะมีศิลปะมีกลยุทธ์กลยุทธ์มีกลวิธีอย่างไรมีความสามารถอย่างไร จะทำความดีอันนี้เป็นสมมุติอันนี้เป็นสมมติสัจจะและเราก็ทำใจเรานี่เองเมื่อใจของเรานั้นมันย้อนแย้งกันอยู่ว่าใจของเราเนี่ยปราศจากกิเลสเราจะทำอย่างไรไม่ให้มันเสื่อมลงเสื่อมลงคือมีกิเลสลงด้วยว่าแก่ลงหรือว่าชราลงหรือว่ามีกิเลสจะทำยังไงให้ไม่มีกิเลสยิ่งต่อเนื่องกันอยู่เรื่อยๆก็เรียกว่าหนุ่มใหม่อยู่เรื่อยๆไม่มีกิเลสอยู่อย่างนั้นเรื่อยๆอย่างนี้เป็นต้นหรือว่าจะมองกับจิตยินดีอย่างนี้จิตกินดีก็ดีกว่าจิตหม่นหมองสมมุติดีกว่ารถติดทำอย่างไรเราจะให้มีจิตยินดีเนี่ยเป็นสมาทานตั้งมั่นหรือทรงทรง อยู่ในความยินดีต่อเนื่องกันอยู่มากกว่าอคติอย่างนี้เป็นต้นเราก็รู้กุสะลากับอกุสลาให้ชัดเพราะงั้นนิวรณ์สุดท้ายแต่งให้เลือกกุศลอกุศลให้ชัดในสมมติฐานมันเป็นอย่างนั้นแหละเพราะว่าเราเองเรายังมีสมมติสัจจะมีรูปนามขันธ์ 5 เป็นอาทิอยู่สุดท้ายเพราะเราทรงอยู่อาศัยอยู่เราต้องอาศัยสิ่งที่ควรส่งให้ได้ตามกาลเทศะฐานะก็เรียกว่าเราต้องรู้สภาพของสมาทานไม่ได้จะแปลสมาทานว่าตั้งมั่นตั้งมั่นอันนั้นก็คือยังยืนหยัดอยู่อย่างนั้นการยืนหยัดอยู่อย่างนั้นเราจะเรียกว่าทรงหรือยึดหรือเกาะก็ได้ถ้าจะเรียกโดยการวิเคราะห์ศัพท์วิเคราะห์ภาษาวิเคราะห์ความ แล้วจะเอามาเถียงกันเถียงได้เลยเอาอย่างนี้ก็นัดยึดน่ะสิชายเรายึดกุศลเราทรงไว้ซึ่งกุศลตามเหตุปัจจัยเมื่อเรามีเหตุปัจจัยของเราอยู่เราก็ส่งไว้ซึ่งกุศลนั้นให้ได้ใจส่วนลึกของเราอีกเป็นปัญญาญาณทัศนะวิเศษเราหลงว่าอันนี้เป็นของตัวของตนเป็นสิ่งที่ยั่งยืนเป็นสิ่งที่จะเหลือต่อไปหรือไม่ถ้าเรายังหลงอยู่เราก็จะกลายเป็นแม้แต่เป็นพระพุทธเจ้าแล้วก็ยังมีพระพุทธเจ้าเหลืออยู่เป็นจิตสูงสุดแล้วก็ยังจะหลงว่าจิตสูงสุดแล้วก็จะต้องเหลือส่งอยู่คุ้มครองอะไรอยู่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ก็เป็นอัตตาอยู่เป็นปราสาทน้ำมันอยู่อย่างเดิมแต่ถ้าเรารู้ว่ามันไม่ใช่มันเป็นความประชุมเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปเมื่อเรามีความต้องการอยู่แล้วก็เกิดเราหมดความต้องการจริงๆเราปล่อยแล้วเราก็มีวิตหมด ยังปล่อยได้มีสภาพจริงของความปล่อยวิโรจน์จะยังปล่อยรหัสปล่อยตั้งแต่หยาบปล่อยเมื่อไหร่ก็ได้ทันทีเดี๋ยวนี้เราเสพแผลหรือดีกำลังนอนอร่อยนะปล่อยนกปล่อยนอนปล่อยอะไรนอนปล่อยให้ได้ความสงบนะไอ้นี่อร่อยเนียนนะไม่ต้องยาวเหมือนกันอย่างของลูกๆแบบรูปรถติดเสียงสัมผัสแล้วภาษาไทยอย่างหยาบอย่างนั้นเราหัดฝึกมาได้แล้วเราก็ได้ดีขึ้นมาแล้วก็มาติดเลิกว่างจากรูปรถที่เสียสัมผัสมาอยู่อย่างเงียบๆนิ่งๆเฉยๆติดไอ้นี่อีกแล้วก็ปล่อยอีกปล่อยอีกปล่อยได้ไหมซับซ้อนทุกอย่างปล่อยหมดถ้าเราจะไม่ปล่อยเราบอกว่าเราจะเจตนาทำงี้ก็ทำพอทำเสร็จแล้วก็ปล่อยทุก ทุกคืนเราได้หัดปล่อยทุกทีเรานอนเราปล่อยหรือแม้แต่เราทำผิดอยู่มันเมื่อยมากแล้วก็วางลงไปลงมันก็ปล่อยลงได้ตามใจเราจะจับยึดมันไว้อย่าเพิ่งเลยใจมันอยากจะวางแล้วอยากจะปล่อยแล้วมันเมื่อยเหลือเกินเราก็ยึดมันได้กลับไปกลับมาเราจะเป็นผู้ที่มีอำนาจเหนือจิตเป็นเจโตว่า 10 ปัตโตเราจะให้จิตมันปล่อยก็ได้จิตมันยึดก็ได้จึงเรียกว่าเนื้อโลกุตระจึงเรียกว่าโลกุตระจิตแท้อยู่เหนือเป็นผู้สั่งการเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์เป็นผู้บันดาลจึงเรียกว่าเป็นลักษณะของพระเจ้าเป็นผู้สร้างแท้แล้วสร้างแล้วสั่งแล้วศักดิ์สิทธิ์นะโดยเฉพาะรับผิดชอบตัวเราเองเราจะสั่งให้จิตเกิดเกิดเกิดเกิดเกิดเกิดเกิดเกิดสั่งให้จิตตาย ใต้เป็นอมตะภาษาอังกฤษหยุดๆสายจิตปรุงๆเกิดตายจึงอยู่ที่เราเราเป็นผู้กำหนดอย่างนี้เรียกว่าเราเหนือทุกสิ่งทุกอย่างนะเราเป็นผู้กำหนดและรู้จริงๆด้วยอย่างพระพุทธเจ้าได้กำหนดแม้แต่วันตายเองถ้าไม่กำหนดด้วยว่าเราจะตายอีกวันพรุ่งนี้ก็ตายไม่เลยถ้าจำนวนไม่ต้อง 3 เดือนแม่นเป๊ะเลยฉันทำได้กำหนดไปตั้ง 3 เดือนแล้วค่อยไปถึงวันตายท่านก็ทำได้อย่างแน่ๆเลยถ้ากำหนดว่าพรุ่งนี้จะตายอย่างงี้วันนี้เรารู้แล้ววันนี้เราเห็นแล้วมันก็แหงมันก็ได้นี่ไม่ต้อง 3 เดือนไม่ใช่เรื่องง่ายยิ่งนานไปเท่าไหร่ยิ่งยากที่จะไปคำนวณวันตายของตัวเองอยู่ข้างหน้า พระพุทธเจ้าท่านคำนวณวันตายได้อย่างนี้ถ้ากำหนดเป๊ะเลยเพราะว่าท่านรู้จริงๆคำนวนได้จริงๆมีเหตุปัจจัยที่ละเอียดลึกซึ้งจริงๆมันเป็นไปได้หรือปานนั้นอันนี้ก็อย่าเพิ่งไปโดนดาวจะรู้เหตุรู้ผลเลยอะไรต่ออะไรซับซ้อนทำไมถึงเป็นอย่างนั้นอย่างนี้คุณจะรู้ว่ากำหนดวันตายเร็วๆนี้ไม่เก่งเท่ากำหนดวันตายได้นานๆหรอกคนกำหนดได้ล่วงนู่นน่ะวันตายอยู่ข้างหน้าได้กำหนดได้เป็นการกำหนดนะไม่ใช่เป็นการอย่างเรียกว่ารู้เฉยๆเรียกว่ารู้วันตายของตัวแต่ก็ไม่รู้เหตุปัจจัยในลักษณะเจโตทำได้แต่ท่านคำนวณนี้เป็นลักษณะปัญญารู้ปัญญาและท่านก็มีพลังใจโตที่จะรู้เลยว่ามันจะปรุงกัน แถวนี้แล้วก็พูดให้มันได้เท่านี้ถึงแม้มันไม่ได้ก็ให้ได้เท่านี้ท่านไปท้าทายตอนหลังอีกไปกินสิ่งที่เป็นพิษต่อโรคไปต่อชีวิตพรุ่งนี้หรือวันนี้จะตายแล้วท่านฉันท่านก็จะสามารถที่จริงท่านจะตายแล้วใครก็รู้ท่านปล่อยมันก็ตายแต่ท่านเองถ้าไปฉันมันสกปรกระมัดระวังอีกมันจะทำให้ตายเร็วขึ้นอีกท่านก็จะรออินทรีย์พละเท่ากับท่านขอแสดงอิทธิบาทเพื่อสู้สิ่งนี้ให้ชะลอชีวิตนี้ยาวต่อไปอีกเรียกว่าไม่ต้องตายโดยจริงแล้วกินสิ่งนี้เข้าไปเป็นพิษต่อชีวิตร่างกายแต่ท่านเองท่านก็แสดงว่าถึงอย่างนั้นอย่าหลอกก็ยังไม่ยอมตายเราจะต้องไปตายตายกำหนดแนวพระพุทธเจ้า แสดงหรือเปล่านี่มันซับซ้อนแสดงพิสูจน์หรือเปล่าเนี่ยซับซ้อนลงไปอีกแล้วท่านก็ชะลอชีวิตเป็นอิทธิบาทตามที่อานนท์อยากรู้อยากรู้ว่าท่านจะไปได้อีกเกินกว่ากลับถ้าที่จริงแล้วเหตุปัจจัยนี้จะทำให้ท่านตายก่อนแต่ท่านก็จะรอฉันรู้แล้วนี่กินเข้าไปเป็นพิษท่านรู้แล้วนะไม่ใช่ไม่รู้เราไม่เห็นใครพูดอะไรจะกินอันนี้ลงไปได้ขนาดให้เอาไปฟังจริงหรือไม่เคยชินไม่ให้ใครแต่ต้องเสร็จแล้วท่านก็อยู่ได้ทันอยู่ได้แต่ถ้าไม่ได้มาอธิบายให้ฟังนะแต่ว่าผมรู้ด้วยยานรู้ด้วยความหมายที่ลึกซึ้ง พระพุทธเจ้าย่อมไม่บอกในสิ่งที่สูงแล้วกับมนุษย์สัมพันธ์ท่านไม่บอกไม่พูดในฐานะของท่านท่านท่านท่านท่านไม่พูดแต่อนุบาลชั้นสูงสูงไปก็จะรู้รายละเอียดซับซ้อนซับซ้อนซับซ้อนไปเรื่อยๆแต่พวกเรานี่บอกไปในระยะอีกต่อไปเขาไม่บอกไม่บอกคุณจะต้องรู้ด้วยปัญญาและจะได้เข้าใจถึงเหตุปัจจัยของมันซับซ้อนเป็นปัญญาความรู้ที่เกิดรู้เองเป็นปัญญาที่สูงความรู้ที่เกิดโดยรู้ตามก็เป็นปัญญาที่ตามก่อนจนกระทั่งร้ายกลับร้ายกันหลายซับหลายซ้อนและมันก็จะเกิดขึ้นมาเรียงรอบเรียงๆๆอย่างผมให้คุณไปนี่คุณก็ไปเป็นเรียงไปเรียงไปคนตายชาติหน้าเหมือนคุณมีเองอย่างนี้เป็นต้นแล้วก็ฟังพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งมาคุณก็ตายไปอีกกี่ชาติก็ เกิดมาก็มีเองผมนี่ได้มาเมื่อผมมีเองเปล่าผมก็ตามพระพุทธเจ้ามาเสร็จแล้วมันมาไม่กี่ชาติก็ไม่รู้แต่ชาตินี้ออกมาไม่ได้ไปเรียนกับใครหรอกแต่มันก็ออกมาเองออกมาเองมันมีเองมันเก่งมันก็ไม่ได้เก่งอะไรมันก็ทุกอย่างเกิดมาแต่เหตุทั้งสิ้นถ้าไม่มีต้นเขาไม่มาแต่เหตุเองเองไม่มีมันก็คลานแย้งที่พระพุทธเจ้าบอกว่าทุกอย่างมาแต่เหตุปัจจัยตนเองมันก็เองขี้โม้เท่านั้นเองที่จริงมันก็ทางแย้งกันอยู่แม้จะเป็นสยามพลสัมมาสัมพุทธเจ้าพยากรณ์ท่านมาจนกระทั่งกว่าท่านจะไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าเป็นโพธิสัตว์มาไม่รู้กี่ชาติสุดท้ายก็มาเกิดสยามภูมิ สั่งสมมาทั้งนั้นน่ะมาเป็นสยามภูมิมาเป็นผู้รู้เองเห็นเองตรัสรู้เองก็สืบทอดมาทั้งสิ้นอย่างนี้ไม่ขัดทานกับทฤษฎีทฤษฎีว่าทุกอย่างมาแต่เหตุไม่ค้านอย่างนี้เป็นต้นนะแล้วเราก็จะต้องเข้าใจในการสืบต่อในการที่สั่งสมในการที่เป็นบารมีในการที่เป็นสิ่งเป็นเหตุเป็นปัจจัยเป็นเค้าเงื่อนของเราเรามีเขาเงื่อนของเราเรามีสืบต่อมาผู้ที่เข้าใจอย่างจริงแล้วหมดปัญหาในใจก็ตั้งหน้าตั้งตากระทำการสั่งสมกรรมผู้ที่ยิ่งสาปซึ่งในกรรมในการกระทำกายกรรมก็ดีว่ากิจกรรมก็ดีมันมีกรรมมโนกรรมก็ดีซาบซึ้งว่าโอ้มันสั่งสมเด็จกรรมจริงๆคุณก็จะเห็นเลยว่าพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้เรื่องกรรม ตรัสรู้สูงสุทธิต่ำการกระทำถ้าเราไปสั่งสมอะไรมันก็เป็นอันนั้นโดยจิตที่เราชอบเราใคร่เรายึดติดอะไรเราขี้เกียจอะไรเราขยันอะไรมันก็อยู่ที่ตัวเราทั้งสิ้นเราเองเราเอาความชอบเอากิเลสชอบถึงสั่งสมตามนี้ไม่ชอบไม่สั่งสมส่วนเท่าที่เรารู้อยู่แล้วว่าสิ่งนี้มันดีกว่าสิ่งนี้เราก็ยังอุตส่าห์ไปให้ไอ้สิ่งชอบมาเป็นอำนาจไปเอาสิ่งชอบที่ว่าไม่ดีกว่าอย่างนี้เราก็ต่ำอยู่เรื่อยไปเสียเวลานานไปทุกทีไปแล้วกุศลอกุศลจึงเป็นนิวรณ์ข้อสุดท้ายเป็นเครื่องตัดสินหรือแม้อภิธรรมก็มาตรงกันอภิธรรมท่านก็สอนกุ ธัมมาอะกุสะลาธัมมาเป็นสูงสุดอภัยกันตานนั้นเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งเป็นเรื่องปรมัตถ์เป็นเรื่องที่ไม่ปรุงไม่แต่งไม่ดีไม่ชั่วถ้าไม่ดีไม่ชั่วโดยโง่โดยอวิชชาอันนั้นก็เป็นอภิชาถ้ารู้ว่าไม่ดีไม่ชั่วแล้วเพราะเราเองเราได้รู้แล้วว่าระดับไม่ดีนั้นเราก็รู้แล้วว่าเราวางสนิทแล้วอย่างดีถ้าจะอาศัยเราก็ได้ทำดีนั้นเป็นเครื่องยังอาศัยและแม้ที่สุดอาศัยแล้วเราก็ไม่หลงดีนั้นเป็นของเราไม่ยึดติดว่าดีเป็นตัวเป็นตนเป็นอัตตาเป็นสิ่งที่เราจะต้องไม่ปล่อยไม่ใช่รู้ว่าดีก็ยังปล่อยดียังต้องปล่อยเป็นที่สุดวางเป็นที่สุดไม่ใช่ยึดจากเกาะจะดูดดึงไว้ ในใจของเราใจของเราปล่อยจริงๆหัดฝึกแล้วรู้ความเป็นนั้นได้มันเป็นเราก็รู้ว่าเป็นมันยังเป็นไม่ได้มันยังมีเกี่ยวก็อย่างละเอียดสนิทยังไงเราจะศึกษาแทงลึกครูเข้าไป

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน