340512 ราคาบุญ-ราคาบาป โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน สันติอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2534
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์41 KB
วันที่แก้ไข2 มกราคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

.pl34 .lh15 .op .fo # (ราคาบุญ-ราคาบาป / FILE:1545.TAP)

ราคาบุญ-ราคาบาป

โดย พ่อท่านโพธิรักษ์

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม พุทธศักราช 2534

ณ พุทธสถาน สันติอโศก

วันนี้มีพวกญาติโยมเพื่อนที่เขาเกิดมีการตายกันขึ้นน่ะ ก็เลยอยากจะ มาฟังธรรม ที่นี่ก็เลยให้อาตมาเทศน์เรื่องการเกิดการตายให้ฟังเป็นสัมมาทิฏฐิ กันบ้าง อาตมาก็รับปาก ก็จะเทศน์เรื่องนี้สู่กันฟัง ผู้ใดเคยฟังมาแล้วก็ฟังซ้ำ ซึ่ง อาตมาจะพยายามที่จะอธิบายเจาะลึกให้เห็นถึการเกิด การตายจริงๆของมนุษย์นี่ให้ ฟังกันพอสมควรนะ เรื่องชี่วิตของคนนี่นะ เกิดมาด้วยกรรม เกิดมาด้วยอวิชชา อวิชชานี่หมายความว่ามันยังไม่ตรัสรู้สมบูรณ์ จนเป็นพระอรหันต์นะ เพราะฉะนั้น ถ้ายังไม่ถึงความเป็นพระอรหันต์แล้ว เรายังเหลืออวิชชา เรายังเหลือส่วนที่ยังไม่รู้ ไม่รู้ว่าเราจะปลดปล่อยตัวที่มันเป็นอำนาจ ที่ทำให้เราตกอยู่ใต้อำนาจนั้นได้ อย่างไร เราไม่รู้จะทำอย่างไรกับมัน มันก็ทำให้เราวนเวียน ยังเกิด เป็นสังสารวัฏอยู่ วนเวียนเกิด ในชีวิตที่เกิดจากท้องพ่อท้องแม่นี่ แล้วก็ออกมา คลอดแล้วก็ออกมาเกิดอีกนั่นแหละ วนเวียนเกิดแล้วเกิดเล่านานับชาติ เกิดมานับ ชาติ คนเรานี่เกิดมาป็นคนนี่ ที่มานั่งฟังได้ มานั่งฟังธรรมะอาตมาได้นี่ ถือว่า เป็นคนที่มีบุญ เป็นคนที่ได้ฟังธรรมะของพระพุทธเจ้า มีบารมีพอสมควร ถ้าไม่ อย่างนั้น ฟังไม่รู้เรื่องหรอก ไม่รู้เรื่องหรอก มันไม่สนุกครึกครื้น มันไม่ เหมือนโลกียะที่ประเล้าประโลม เอาลาภ เอายศ เอาสรรเสริญ เอาโลกียสุขอะไรมาล่อ มันไม่เป็นอย่างนั้นหรอก มันยาก เพราะฉะนั้นคนที่มาฟังได้แล้วก็ซาบซึ้งประทับใจ แล้วฟังเข้าใจ ฟังแล้วเห็นจริง เกิดสัจจะ นั่นคือผู้ที่มีภูมิธรรมมีปัญญาพอจะฟังรู้เรื่อง และนอกจาก

อ่านต่อ

รู้เรื่องแล้วมีศรัทธา มีปัญญา มีศรัทธินทรีย์ มีปัญญินทรีย์ที่จะรับแล้วซาบซึ้งประทับใจ เห็นจริง จนกระทั่งเราจะไปประพฤติ ปฏิบัติตามนั่นแหละ บางคนถึงขั้นไป ประพฤติปฏิบัติตาม ปฏิบัติตามแล้ว แม้กิเลสเราจะมาก เราก็พยายามอดทนสู้ฝืน ต้องตั้งตนอยู่ในความลำบาก การละกิเลสนี่มันไม่ใช่เรื่องธรรมดา มันไม่ใช่เรื่องทำ เล่นๆ ต้องเอาจริงเอาจัง มีความเพียรนะ ถึงจะได้ เพราะฉะนั้น คนกว่าจะได้มาฟังธรรมอย่างนี้ แล้วมารู้จัก ธรรมะของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นการทวนกระแสนี่ โอ๋ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆหรอก เรื่องช้านาน เรื่องใช้เวลา ไม่ใช่ธรรมดา คนเราเกิดมาไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติ นับ ไม่ถ้วนนะ พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้นี่ ให้เราระลึกดู นี่อาตมาพูดซ้ำซาก ถ้า เอากระดูกของแต่ละคน เกิดแต่ละชาตินี่ ชาตินี้เกิดมาเป็นหมา มีกระดูกน้อยหนึ่ง หมากองกระดูกไม่มากหรอก ชาตินี้เกิดมาเป็นช้าง ก็กองกระดูกโตหน่อย ชาตินี้ เกิดมาเป็นคน ก็กองกระดูกเท่านี้น่ะ เอ้า จากเป็นคนแล้วก็ไปเอาเปรียบเอารัด เขาอีก ตายไปเป็นควาย เอ้า เอาเนื้อกระดูกควายมา เอ้า ก็ต้องไปใช้หนี้เขา เป็นควาย ใช้หนี้ใช้สินเขา เป็นวัวเป็นควาย เป็นอะไรต่ออะไร เอากระดูก มากองๆ แต่ละชาติๆ ของคนใดคนหนึ่งนี่ เอากระดูกมากองๆๆๆๆๆไว้ ของใครก็ ของใครก็แล้วแต่ แต่ละคนก็จะมีกองกระดูกโตสูงใหญ่เท่าภูเขาเวปุลลบรรพต คือ ภูเขาไม่ใช่สมัยนี้แล้ว สมัยไหนก็ไม่รู้ พูดต่อกันมานี่ พระพุทธเจ้าไม่รู้กี่พระองค์ เพราะฉะนั้น ภูเขาน่ะ มันไม่เหมือนเดี๋ยวนี้ ภูเขาหิมาลัย ภูเขานี่ มันยุคกาลนี้ เท่านั้นเองว่าสูง ภูเขาที่สูงใหญ่ในสมัยโน้นน่ะ มันใหญ่กว่าสมัยนี้ด้วย ภูเขาเวปุลลบรรพต มันใหญ่กว่าภูเขาสมัยนี้ด้วย ที่ว่าใหญ่ๆอะไร หิมาลัยใหญ่ เหรอ ภูเขานี้มันใหญ่กว่าหิมาลัยอีก เวปุลลบรรพตนี่ใหญ่ กระดูกของแต่ละคน จะ กองประมาณอย่างนั้นน่ะ หรือน้ำตาของแต่ละคนนี่ ร้องไห้เมื่อไหร่ เป็นคนก็ ร้องไห้มากหน่อย น้ำตาคงจะเยอะหน่อย เป็นสัตว์ก็ร้องไห้เหมือนกันนะ ไม่ใช่ ไม่ร้องไห้น่ะ เอ้า น้ำตา เกิดชาติไหนก็รองน้ำตาเอาไว้ เกิดชาติไหน ก็รอง น้ำตาเอาไว้ ร้องไห้เมื่อไหร่รองน้ำตาเอาไว้ น้ำตาของแต่ละคนนี่มากกว่าสี่มหา สมุทร นี่พระพุทธเจ้าท่านตรัสน่ะ ไม่ใช่อาตมาพูดเอาเอง ตรัสไว้ในพระ ไตรปิฎกชัดเจนเลย คนที่เราเกิดมาเวียนตายเวียนเกิดนี่ มันมีชาติกันมากมายถึง ขนาดนั้น ความทุกข์ทำให้ร้องไห้นี่ น้ำตามากถึงสี่มหาสมุทร คุณคิดดูซิ แต่ละคนนี่ ใครไม่เคยร้องไห้เลยตั้งแต่เกิดมา มีไหมอย่างน้อยนี่ไม่รู้เรื่องนี่แงๆ มันก็ ทุกข์น่ะ ตั้งแต่เล็กๆน่ะ แม่ไม่ต้องตีหรอก ร้องไห้แงๆๆๆ ไม่ได้สมใจอะไรก็ร้องไห้แล้ว แงๆๆๆๆ มันก็ทุกข์ ออกมาจากท้องพ่อท้องแม่ปุ๊ดเขาก็เอาแล้ว ก่อน เพื่อนเลย พยายามร้องไห้ก่อน ประเดี๋ยวมันจะไม่ปกติ มนุษย์ปุถุชนปกติ เกิดมา ต้องร้องไห้ทั้งนั้นน่ะ ต้องให้ร้องไห้เสียก่อนให้ได้ นี่ละ ลักษณะของคน คือเวียนตายเวียนเกิดอย่างนี้ ศาสนาพุทธเรานี่ ลึกซึ้งซับซ้อน แล้วศึกษา พระพุทธเจ้านี่ โอ้โฮ กว่าจะได้รู้แจ้งอย่างนี้นี่ ไม่รู้ เกิดกี่ชาติ บำเพ็ญบารมีตั้งเท่าไหร่ อาตมาก็มารู้ตาม อาตมาก็เวียนตายเวียนเกิด แล้วก็ศึกษา ธรรมะของพระพุทธเจ้านี่ มาจนที่เอามาพูดกับคุณฟังนี่ อาตมาไม่พยายามเอาสิ่งที่ลึก ลับฟังไม่ออก ฟังแล้วไม่รู้เรื่อง รู้เรื่องอยู่แต่อาตมาคนเดียว พวกคุณไม่มีญาณ ไม่ มีอะไรไปรู้ด้วยนี่ อาตมาไม่พยายามเอาอย่างนั้นมาพูด พยายามเอาสิ่งที่มาพูดกับ พวกคุณแล้วคุณก็จับติด พวกคุณก็เอาไปพิสูจน์เองได้ ยืนยันสิ่งแวดล้อมนี่ยังพอมี พอ รู้ พอเห็น พอพูดกันรู้เรื่อง เอาอย่างนี้พยายามเอาอย่างนี้มาพูด ไม่เช่นนั้น มัน กลายเป็นเหมือนไอ้ประเภทที่เอามาพูดแล้วเหมือนลวงๆ เหมือนหลอกๆ ตีกิน อะไรอย่างนี้ อาตมาก็ถือว่าอาตมาไม่เก่งน่ะ ประเภทอย่างนี้ เหมือนอย่างกับมา หลอก มาลวงมนุษย์ ไม่เข้าท่า ต้องเอาสิ่งที่พิสูจน์กันได้เลย ยืนยันกันได้เลยว่า เป็นอย่างนี้ๆ อย่างอาตมานี่ เอาตัวมาพิสูจน์ ก็เอาตัวเองมาบอกกับพวกคุณว่า อาตมาเกิดมาชาตินี้ไม่ได้เรียนธรรมะมา ไม่ได้เรียนจากสำนักไหนเลย ธรรมะนี่ แล้วอาตมามาเทศน์ธรรมะ ทุกวันนี้อาตมาขอยืนยันว่า เป็นธรรมะซึ่งเป็นการ ขัดเกลา เป็นไปเพื่อการลดละกิเลสโลภ โกรธ หลง ธรรมะของพระพุทธเจ้า เป็นหลักอย่างนี้ ใครๆก็รู้ และอาตมาเอาทฤษฎีของพระพุทธเจ้า ที่อาตมายืนยันว่า ของพระพุทธเจ้านี่ เอามาให้พวกคุณพิสูจน์ หรืออาตมาพิสูจน์ของอาตมาเอง คุณ คบคุ้นอาตมาดูว่า อาตมาเอง อาตมาก็เหมือนคนโลกๆ แต่ยังไม่ได้ไปปฏิบัติธรรม ของพระพุทธเจ้า ก็เหมือนกับคนโลกๆ มีอบายมุข มีกาม มีอะไรต่ออะไรที่โลก มันหลอกเรา มันเหมือนกับชาตินี้เกิดมาก็ถูกโลกอาบพอกเอาไว้แล้ว แม้อาตมาจะมี แกนของอาตมาลึกๆนี่ มันก็ยังไม่ทำงาน มันเหมือนกับเด็กน่ะ เด็กเกิดมานี่ ฮอร์โมนยังไม่มีต่อ่ต่อมปมอะไรก็ยังไม่เกิด มันก็หมักตัวอยู่อย่างนั้นก่อน จนกว่ามันจะ โตมีฮอร์โมน มีต่อมมีปมขึ้นมาทีนี้ละ เอาละ ทีนี้ละกิเลสบานเบิกเห็นละ ทีนี้ไอ้ตอน แรก มันก็ยังไม่ออก คล้านยๆกันน่ะ อาตมานี่เกิดมา มันมีแกนข้างใน มันกลับกันหน่อยหนึ่ง ของคนที่มีต่อม มีปม มีฮอร์โมนอะไรเกิดนี่ มันต้องรอเวลาที่กิเลสจะเกิด แต่ของอาตมานี่ พอเกิด มากิเลสมันเกิดก่อน มันครอบงำเรา ตัวจริงของอาตมานี่ คือตัวจิตแท้ ที่ลึกๆ ยัง ไม่เกิดโต ยังไม่โตพอที่จะมีความแข็งแรง ก็เลยถูกโลกครอบงำ โลกีย์ครอบงำ โลกียสุขลาภ ยศ สรรเสริญอะไรต่างๆนานา มันก็ครอบงำก่อน เราก็นึกว่าเรา เป็นคนโลกๆ นี่ เหมือนลิงลมอมข้าวพอง เหมือนเขาทำให้เราเมาไปชั่วคราว หรอก เราก็เมาไปกับเขา พอเราชักตื่นๆ ของเราเองนะ ไม่มีใครมาทำให้ อาตมาตื่นนะ อาตมาบอกแล้วว่า อาตมาไม่ไปเคยเรียนธรรมะ ไม่มีใครมาปลุก ไม่มีใครมาเบิกเนตรอาตมาหรอก ของอาตมาเองน่ะ พอโตขึ้นมา คล้ายๆ กับ ต่อมฮอร์โมนหรืออะไรต่ออะไรของธรรมะนะ มันกลับกัน ฟังดีๆนะ อันนี้มันกลับกัน ทางโลกกับทางธรรมนี่ อาตมาเปรียบเทียบนี่ มากลับกัน พอต่อมพอปมพออะไร ของอาตมาโตขึ้นมา มันก็มีฤทธิ์ ไอ้นี่มันฤทธิ์ธรรมะ ไอ้ที่อาตมาสมมุติก่อน ปม ของฮอร์โมนของอะไรของอาตมา มันฤทธิ์ของโลกีย์ มันกลับกัน พอต่อมาปม ธรรมะของอาตมาดตขึ้น มันก็รู้ตัว มันชัก เอ๊ะ เรารู้ว่าเราเป็นใคร เราเป็น ยังไงก็เลยมาทางนี้ มาทางนี้ปั๊บ ก็ไม่ยากนัก เพราะอาตมามีทุนเดิม นี่ อาตมาเอาอันนี้มาพิสูจน์กับพวกเราอยู่ว่า อาตมานี่ มีกรรมเก่าอยู่ วิบากเก่า มีกุศลเก่า มีบารมีเก่า เพราะชาตินี้นี่ อาตมาไม่ได้ศึกษา อาตมาไม่ บอกคุณว่าชาติก่อนๆ อาตมาศึกษามายังไง เพราะไอ้พวกนั้น พวกคุณไม่รู้ พูด แล้วคุณก็จับไม่ติด แต่อาตมาเอาอันนี้น่ะ หยิบอันนี้มาพิสูจน์กับพวกคุณว่านี่แหละเป็น เรื่องที่พิสูจน์ตามนี้น่ะ ปัจจุบันนี้อาตมาไม่ได้เรียนแล้วเอาอะไรมามี อยู่ดีๆไม่ได้ เรียนมันเอาอะไรมามีน่ะ ถ้ามันไม่มีมาเก่าน่ะใช่ไหม อาตมาไม่ได้เรียนธรรมะ นักธรรมตรี ก็ไม่ได้เรียน ไม่เคยไปบวชไปเรียน ไปบวชเป็นเณร อาตมาเคย บวชเณรตั้งแต่เด็กๆ บวชวัดสุปัตย์น่ะ ซนอย่างกับอะไรดี จนกระทั่งบวชกับเจ้า คุณน่ะ เจ้าคุณก็มอบให้มหาองค์หนึ่งดูแล อาตมาก็ไปนอนอยู่กุฏิมหา พออยู่กับมหา ไม่กี่วัน มหาก็ไปบอกกับเจ้าคุณบอกว่า ไม่ไหว เด็กคนนี้ขอส่งคืนเจ้าคุณ อาตมาก็ เลยต้องไปนอนหน้ากุฏิหน้าห้องเจ้าคุณ เพราะว่าเจ้าคุณบอกว่า ถ้าอย่างนั้นมากุฏิ ฉัน มานอนหน้าห้อง ต้องไปอยู่กับเจ้าคุณ เพราะมันซน มันไม่ไหว เป็นกรดเลย ว่าอย่างนั้น เอาไปไว้โน่น อาตมาก็เลยอย่างนี้ แล้วก็ไม่ได้เรื่องอะไร อาตมา ไปเก่งชงน้ำอัชบาน เราก็เป็นไอ้นั่นใหญ่เลยเอาล่ะ มาถึงเวลาเย็น มาชงน้ำอัชบาน มะนาวมีเท่าไหร่ พริกขี้หนูเอามาหั่น ไอ้โน่น ไอ้นี่เอาล่ะ ใครเคยกิน น้ำอัชบานก็รู้น้ำอัชบาน เอาน้ำตาลมาใส่ เอาอะไรมาใส่ มะนาวกับน้ำตาลเป็นพื้น ชงกันออกมา ใส่โน่นใส่นี่ ปรุงขึ้นมา ซดกันทั้งวัดน่ะ พระ เจ้าซดน้ำอัชบาล ก็ เป็นเจ้ามือแบบนั้นน่ะ เป็นคนทำ ไม่ใช่เจ้ามือหรอก มีญาติโยมเขาเอามาให้ เราก็เป็นคนปรุง เป็นคนทำ เป็นตัวไอ้นั่นใหญ่ ซนอย่างนั้นน่ะ ก็ค่อยยังชั่ว แล้ว ไม่กี่วันก็สึกเณร ไม่รู้เรื่องหรอกธรรมะ คุณลุงจับไปอยู่วัด เอาละ ไม่ต้องบอกว่า วัดไหน จับเข้าวัด ตอนนั้นเราเรียนอยู่นี่แล้ว แม่ก็เสียไปแล้ว แม่ก็ป่วยหนัก จน กระทั่งหมดทุนรอน ส่งเสียอะไรไม่ไหว อาตมาก็เซซัง คุณลุงก็จับเข้าไปอยู่วัด ไปอยู่กับอาจารย์ วัดที่คุณลุงเองก็เคยอยู่วัดนั้น ตั้งแต่สมัยเรียนอยู่กรุงเทพฯ เอาไปฝากเจ้าคุณไว้เหมือนกัน เสร็จแล้ว อาตมา โอ้โฮ อยู่ไม่ได้ เจ้าคุณลำ เอียง ก่อนออกก็ไม่ต้องบอกลาหรอก ไปน่ะโว้ย มาจากวัดเลย ไม่ลา มันไม่ ไม่ไหวอยู่ไม่ไหว ลำเอียงไม่ได้สนใจธรรมะ ไปก็ไปอาศัยอยู่เพื่อไปเรียนหนังสือ เพราะฉะนั้น อาตมาไม่ได้อะไรจากวัด ไม่ได้อะไรจากศาสนา นอกจากไม่ได้แล้ว ยังมีแง่ลบมาด้วยนะ บอกว่า โอ้ ไม่เข้าเรื่องหรอก พระเจ้าวัดวานี่ไม่ได้เป็นท่าอะไรเลย ไม่ได้ศรัทธาเลื่อมใสด้วย แต่สุดท้ายพอ อาตมาโตอย่างที่ว่านี่ บารมีเก่า พอโตพอตื่นขึ้นมาแล้วก็รู้ เอ้อ เราต้องไปอย่างนี้ มันก็เป็นทางของมันมานะ อาตมาเล่าไม่หมดหรอก ถ้าเล่าแล้ว โอ้ย นิยาย อาตมามันเรื่องยาวเหมือนกันน่ะ จนกระทั่งมาปฏิบัติธรรมจริงๆจังๆก็ปฏิบัติเอง ไม่ได้ไปสำนักโน้น สำนักนี้ ไปเหมือนกันน่ะ ไปดู ไปดูเขาทำก็ โอ้ ไม่น่า เลื่อมใส ไปดูสำนักนั้นสำนักนี้ ก็ไม่น่าเลื่อมใส ไปเสียเงินเสียทองมา หลายสตางค์เหมือนกันนะ ทำบุญ ไม่ใช่อะไร ไปดูของเขาแล้ว เราไม่ทำบุญเขาก็ ไม่ได้ เพราะส่วนมาก ที่ของเขานี่ส่วนมาก เขามีตู้ใส่บริจาค มีโน่น มีนี่ใช่ไหมล่ะ ไอ้เราไปแล้ว มันไม่ไอ้นั่น ประเดี๋ยวก็ออกมายาก ใช่ไหมก็รู้ๆอยู่แล้ว เราออกมา มันก็ไม่สวย ออกมาก็ต้องทำบุญ ตอนนั้นอาตมากำลังมีฐานะ มีเงินมีทอง ทำบุญได้ ไปที่โน่นที่นี่ต้องใส่ให้เขาหน่อย แล้วค่อนข้างจะเอาหน้าด้วยเหมือนกันนะ ให้ เขาพอสมควรน่ะ เขาทำบุญกันที 10 บาท อาตมาก็ทำ 100 นะ แบงค์10 ไม่มี มีแต่แบงค์ 100 ทำร้อยเหมือนกัน ไม่ใช่เล่นๆ มันหน้าใหญ่ใจโต ไปที่ไหน ไปดู เขาน่ะ ไปนั่งหลับตา ไปทำพิธีนั้น ยกไม้ยกมือ ไปโน่นไปนี่ เราก็บอกไอ้นี่ มัน ไม่เข้าท่า เราก็ปฏิบัติเอง จึงเป็นเรื่องของอาตมาเอง เพราะฉะนั้น อาตมานี่รู้จักหลักมรรคองค์ 8 เอง ปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา แบบหลักมรรคองค์ 8 เอง ทำมาเองตั้งแต่เป็นฆราวาส ไม่ได้มี ครูบาอาจารย์ เขาถึงหาว่าไอ้นี่มันพูดอย่างกับมันเป็นพระพุทธเจ้า แหม มันบรรลุ เองนะ แล้วอาตมาบอกว่า อาตมาบรรลุธรรมด้วย อ้อ มันตรัสรู้เองนะ มันบรรลุ เอง มันไม่มีครูบาอาจารย์ แหม มันพูดอย่างกับพระพุทธเจ้าเชียวนะ เขาว่า อย่างนี้เลย แล้วเขาหมั่นไส้ อาตมาก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ได้แต่ขอโทษ ขอโพยเขาว่า โอ้ หมั่นไส้อาตมาก็ไม่ได้เจตนาหรอกนะ อาตมาเอาอันนี้ว่า อาตมามีบารมีเดิม มีของเก่า เอาของเก่ามาทำอยู่ทุกวันนี้นี่ เอามาใช้งาน เอา มาให้พวกคุณ อาตมาเผยแพร่ แต่พร้อมกันนั้น อาตมาก็ได้มีประสบการณ์ อาตมา ก็ประพฤติ ปฏิบัติธรรมของโพธิสัตว์ของอาตมาไปในตัว ฝึกฝน จัดแจงทำให้มันลง ตัว ทำให้มันได้สมดุล ทำให้มันได้ว่าจะต้องไม่อ่อนเกินไปจะต้องไม่แก่เกินไป จะ ต้องไม่สุดโต่งไปในฝั่งใด ไอ้คำว่าสุดโต่ง ไม่ใช่ว่าฟากโน้นหรอก จะต้องไม่เอียง จะต้องได้อย่างเหมาะสมที่สุด จะต้องได้ ไอ้เอียงไปทางโน้น ยาวไปอีก 100 โยชน์ ท่านก็บอกว่าโน่นล่ะสุดโต่ง มันไม่แปลก เอ้า ไปทางนี้อีก 100 โยชน์ สุดโต่งก็ไม่แปลก แต่มันเอียงแผ่ออกมานิดหนึ่ง จุดศูนย์หนึ่ง นี่มันก็โต่งมาทางนี้ แล้ว มาทางนี้จุดศูนย์หนึ่ง ก็โต่งแล้ว มันจะต้องได้แวดวงที่พอดี และน้ำหนักของ แวดวงก็จะต้องรู้เนื้อในด้วยว่า กลางที่สุด แล้วก็ชั้นตอนของความที่จะขยายออกมา ถึงขอบเขตนี่เท่าไหร่ จะต้องรู้อาณาจักร จะต้องรู้วัฏฏะของมัน ไม่ใช่เรื่อง เล่นน่ะ ทำแค่นี้นี่ มิติเดียวนะ ธรรมดาไม่ใช่มิติเดียวตื้นๆน่ะ ระนาบอย่างนี้นะ ยังมีซับซ้อน บน ล่าง ใน นอก ยิ่งเป็นนามธรรมแล้วคุณเอ๋ย อาตมาไม่รู้จะพูด ยังไงกับพวกคุณ ไม่มีภาษาจะพูด ไม่มีสื่ออะไรที่จะมาอธิบายให้เห็นเป็นตัวตนที่ ชัดเจน การคำนวณการประมาณ ใช้หลักสัปปุริสธรรม 7 ประการนี่ โอ้โฮ เป็น เรื่องของสัตบุรุษจริงๆ เป็นเรื่องของพระโพธิสัตว์ หรือเป็นเรื่องของพระอริยะ ที่ จะต้องใช้ ถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว เราทำงานกับสังคม ทำงานกับโลกไม่ได้ เราจะ ต้องมีพหูสูต เราจะต้องมีโลกวิทูจริงๆ อาตมาทำงานของอาตมานี่ อาตมาก็ศึกษา อันนี้เพิ่มเติมพหูสูต เพิ่มเติมโลกวิทู ถ้าจะเรียกอย่างเขื่องๆหน่อย ก็เหมือนกับพระ พุทธเจ้า ที่ท่านเป็นพระโพธิสัตว์แล้วก็ศึกษา ประพฤติสั่งสมสัมมาสัมโพธิญาณ เหมือนกันนั่นแหละ อาตมาก็เดินรอยตามนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ที่เผยแพร่ที่เอาธรรมะของพระพุทธเจ้ามาให้พวกคุณได้ปฏิบัติ ประพฤติ พิสูจน์ ทั้งอาตมาก็ศึกษาในตัว แล้วก็รื้อขนสัตว์ไปในตัว นี่เป็นของ อาตมา ใครให้คุณโพธิสัตว์ คุณธรรมของอาตมาแก่อาตมา อาตมาไม่เคยไปเรียน ญี่ปุ่น มหายาน พระโพธิสัตว์ ไม่ไปเรียนเมืองจีน ไต้หวัน เกาหลี ไม่ได้เคย ไป ไม่รู้จักด้วย อาตมามีของอาตมาเอง นี่อาตมาถือว่านี่แหละเป็นสิ่งพิสูจน์ยืนยัน ว่าของเก่าของมนุษย์มี เกิดมากับกรรม คำสอนของพระพุทธเจ้าก็สอดคล้อง กรรมพาอาตมาเกิด กัมมโยนิ อาตมาเป็นเผ่าพันธุ์ที่อาตมา ถ้าอาตมาเป็นปุถุชน อาตมามีกรรมของปุถุชน อาตมาก็จะมีวิบากของปุถุชนนั้นมา จะปุถุชนชั้นดี ชั้นต่ำ ชั้นกลาง ชั้นสูงขนาดไหน ก็นั่นแหละ หรือเป็นกัลยาณชน ระดับไหน หรือเป็น อริยชนระดับไหน อาตมาก็ต้องมีของอาตมามา ใครทุกคนก็ต้องมีของตนเองมาทั้งสิ้น กรรมเป็นของๆตน กัมมัสสโกมหิ กรรมเป็นกำเนิด กรรมเป็นทายาท ใครมี มรดกอะไรแค่ไหน คุณก็มากับมรดกของคุณ แต่คนมาเกิดแต่ละชาติๆนี่ ไม่ได้มรดกไม่ ได้เอามามรดกมาใช้ทั้งหมดน่ะ ไม่ได้เอากรรมมาใช้ทั้งหมด กรรมมันจะต้อง ดำเนินบทบาทที่จะมีวงโคจรซับซ้อนวิ่งไล่ทัน ยังไม่ทันอะไรต่ออะไรอยู่อีกเยอะ อาตมาถึงพูดถึงกรรมวิบากนี่ไม่ไหว มันเป็นอจินไตย มันซับซ้อนเยอะ เพราะฉะนั้น คนเรามาเกิดนี่ มีกรรมมาชุดหนึ่ง ได้มาเกิดชุดนี่ ส่วนที่มันยังหนุนเนื่องมาก็มีกรรมใหม่ มันก็กำลังสั่งสมซ้อนลงไปซ้อนเข้าไป เพราะฉะนั้น คุณเกิดมาในกรรมชุดนี้นี่ คุณก็ต้องพยายามที่จะใช้มันเท่าที่คุณเอง ตามที่จะใช้มันเท่าที่คุณเอง เมื่อมันโซ้ลออกมาให้คุณมาใช้คุณได้ร่าง ได้ขันธ์นี้มา คุณมีกรรมขนาดนี้ คุณก็ทำมันให้ดีที่สุด มันจะเป็นมรดกต่อไปต่อไปๆๆ อีกจนกว่า จะปรินิพพาน ยังไม่ปรินิพพานเมื่อใด อันนี้ของคุณเป็นทรัพย์แท้ๆ เป็นมรดกแท้ๆจาก กรรมนี่ จากกรรมนี่ เพราะฉะนั้น เกิดมา คนเกิดมานี่ ต้องรู้ให้ชัดในสัจธรรมของ พระพุทธเจ้าว่า เกิดมานี่เราไม่ได้มาสั่งสมอะไร เรามาสั่งสมวิบากกรรม เรา มาสั่งสมกรรม เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าสอนเราว่าทำดีก็ได้ดีไป ทำชั่วก็ได้ชั่ว ไป นั่นแหละเป็นสมบัติ ชั่วดีนี่ มันจะต้องแจกแจงกันมากมาย อาตมาไม่มีเวลา แจกแจงหรอก ยกตัวอย่างบ้างนิดๆหน่อยๆ เช่น คุณไปปล้นเขามานี่ คุณได้เงิน ปล้นเขามาคุณได้เงิน คุณไปโกงเขามา เอาเปรียบ เอารัดเขามาคุณได้เงิน พร้อม กันที่คุณไปปล้น พร้อมกันที่คุณไปโกรงพร้อมกันที่คุณไปเอาเปรียบเอารัดเขามานี่ คุณ ก็ได้กรรมที่เป็นอกุศลด้วย ปล้นเขาก็เป็นอกุศล โกงเขาก็เป็นอกุศล เอาเปรียบเอารัดก็เป็นอกุศล เป็นอกุศล คุณได้เงินจริง แต่คุณได้กรรมนี่เป็นอกุศลด้วย แล้วจริงๆ คุณตายไปนี่คุณเอาเงินไปด้วยได้ไหม เอาไปไหม ไม่ได้ คุณไม่ได้เงิน คุณตายแล้ว คุณไม่ได้เงิน และในภาวะคุณได้เงินมานี่นะ อย่าว่าแต่โกงเลย คุณได้ มาโดยค่าของมันนี่ นี่ทุนร้อยหนึ่ง คุณสร้างเอง เป็นสิทธิของคุณ คุณเอาไปให้เขา คือขายนี่ เสร็จแล้ว คุณก็เอาร้อยนี่แลกกลับมา คุณมีร้อยกลับมานี่ คุณไม่มีบุญสักตัว แล้วนะ คุณหมดบุญแล้วนะ แล้วร้อยหนึ่งนี่ คุณตายลง ร้อยหนึ่งนี่ คุณตายแล้ว คุณ ได้ไปด้วยไหม ได้ไหม แล้วบุญได้ไหม จงรู้ไว้เสียด้วย ค่าแรงงานก็ดี ค่าผล ผลิตก็ดี คุณอย่านึกว่า คุณจะได้บุญง่ายๆนะ พระพุทธเจ้าถึงได้ตรัสเอาไว้ ในสังยุตนิกายว่า คนที่เกิดมาแล้ว ตายจากคน หรือตายจากเทวดาด้วย อย่าว่า แต่ตายจากคนเลย ตายจากเทวดาแล้วไปเกิดเป็นสัตว์นรกซะส่วนมาก มากกว่า มากจะได้เกิดมาเป็นคนอีก หรือมาเป็นเทวดาอีกนั้น น้อยกว่าน้อยนัก เห็นไหมว่า มันไม่มีบุญ เพราะฉะนั้น ไม่มีบุญแล้ว คุณจะได้เกิดมาเป็นคนอีกได้อย่างไร เกิด เป็นเทวดาได้อย่างไร เพราะฉะนั้น คนทุกวันนี้ ที่อยู่ในสังคมทุนนิยมนี่นะ ร้อย หนึ่ง ทุนร้อยหนึ่ง ขายร้อยที่ไหน ขายมากกว่าร้อยใช่ไหม ขายมากกว่าร้อยเอา เปรียบเขาไหม นอกจากไม่ได้บุญแล้ว ได้อะไร คุณตอบกันเองนะว่าบาป แล้ว เป็นเรื่องจริงไหม อาตมาโมเมไหม ไม่ได้โมเม เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าถึง ได้ตรัสว่า คนตายแล้ว จะได้เกิดมาเป็นคนอีกน่ะ น้อยกว่าน้อยนัก จะได้เกิดเป็น เทวดาอีก น้อยกว่าน้อยนักน่ะจริงไหม พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสเล่นน่ะ พระพุทธ เจ้าตรัสจากสัจธรรม เป็นเรื่องลึกซึ้ง ไม่ใช่อธิบายกันง่ายๆน่ะ ซึ่งอาตมา อธิบายให้คุณฟังได้นี่ มีหลักฐานยืนยันอธิบายแล้วฟังเข้าใจชัดนี่ เพราะอาตมามี ธรรมะของอาตมามาแล้วเอามาอธิบายให้ฟัง ที่เรียนกันมา โอ้โฮ หัวผุหัวพัง จนกระทั่งอายุมากกว่าอาตมา บรรยายธรรมะอยู่นะ แหม พูดไปแล้ว ก็ยกยอตัว เองน่ะนะ อธิบายละเอียดลออ หรืออธิบายชัดอย่างอาตมาบ้างไหม พวกคุณตั้ง ใจฟังนี่ มีศรัทธาเลื่อมใส คุณตั้งใจฟัง ฟังได้ดี คนข้างนอกน่ะ แม้มีปัญญาดี มาฟังอาตมา ศรัทธาไม่มี ดีไม่ดี ผลักด้วย มีอุปาทาน อาตมาพูดอย่างนี้มองไปใน มุมอีกมุมหนึ่ง พูดอย่างนี้ มองไปในอีกมุมหนึ่ง แทนที่จะมองให้มันสอดคล้อง มอง ให้มันดี ไม่ละ โต้ต้านเอาไว้ เถียงเอาไว้ ย้อนแย้งเอาไว้ แล้วม้นจะไปได้ อะไร น้ำชาเต็มถ้วย ไม่ได้หรอก ไม่ได้หรอก จะได้แต่มุมแย้งอันไหน แย้งได้ก็แย้ง อันไหนแย้งไม่ได้ ก็เอาไว้ก่อน โยนทิ้ง มันไม่ได้อะไรหรอก เพราะฉะนั้น พวกคุณศรัทธา พวกคุณมาฟังดีๆ ขนาดฟังดีๆ นี่นะ อาตมายังพยายามอธิบายให้มันง่ายลง แล้วพวกคุณก็พยายามตั้งใจฟังให้ดีๆ มันยัง เข้าใจได้ขนาดนี้ และแม้เข้าใจได้แล้ว ยังเอาไปทำตามนั้นไม่ได้ จริงไหมๆ เห็นไหม มันถึงไม่ได้ง่ายๆหรอก คนเราจะได้บุญอย่างที่ว่านี่ไม่ง่ายนะ บุญ อย่านึกว่าหาได้ง่ายๆ แล้วยิ่งมาหลอกกันบอกว่าไปทำบุญ ทำบุญเท่านั้นเท่านี้ แล้วความโลภนี่ เป็นมโนกรรมนะ เป็นมโนกรรม ใส่บาตรทัพพีหนึ่ง สาธุขอให้ถูก หวยล้าน โอ้โฮ เจ้าประคุณเอ๋ย ถ้าเป็นการค้า เป็นการขายในโลกนี่ ค้ากำไร เกินควรอย่างนี้นี่ ต้องเอาไปใช้ ม.27 ใช่มั้ย ต้องสั่งประหารแล้วแบบนี้น่ะ ค้า กำไรเกินควร ข้าวทัพพีหนึ่งไม่กี่สตางค์ จะเอาล้านหนึ่ง โอ้โฮ มันไหวเหรอ ค้ากำไรเกินควร มันขี้โลภถึงขนาดหนักนั้นน่ะ มโนกรรมก็เป็นกรรม เป็นสิ่งจริงนะ คิดก็จริง พูดก็จริง ลงมือกันทำพร้อมสรรพ สมพร้อมทั้ง 3 กรรมเลย ยิ่ง สมบูรณ์เลย จริงนะ ไม่ใช่ไม่จริงน่ะ ไอ้ตัวจิตนี่แหละ มีน้ำหนักของมันในตัวมันเอง ยิ่งน้ำหนักยึดมั่นเอาให้แรง จะเอาให้ได้ๆ ไม่ได้หรอก ทำบุญข้าวทัพพีหนึ่ง ฉันจะ ต้องเอาล้านหนึ่งให้ได้ ไปลงทุถนซื้อ หรืออะไรก็แล้วแต่เถอะ คุณจำเป็นจะต้อง ไปให้ได้ล้านหนึ่ง ก็ แหม จะต้องให้ได้ล้านหนึ่งให้ได้ ทำบุญอย่างนี้ บุญจะต้อง ช่วยเหลือเรา ไปทำงานทำการทำอะไร มันจะได้ง่ายๆ เหรอ หนักเข้าก็มันจะได้ ได้ล้าน ตั้งเป้าเอาไว้ด้วยนะ จะต้องได้ล้าน โกงเขาเท่านั้นเองน่ะซี้ ขี้โลภ เอาเปรียบเอารัดอย่างไรก็ต้องเอา ไม่อย่างนั้นมันจะไม่ได้ล้านหนึ่งนะ ที่ตั้งเป้า อย่างนี้เป็นต้น มันก็เลยพากันเราแย่ใหญ่เลย จริงๆแล้วนี่ บุญคือการชำระ ความโลภ โกรธ หลง เพราะฉะนั้น เกิดมาเป็นคนนี่ ยังไม่ตายไปนี่ คุณต้องทำตั้งแต่เป็นๆนี่ คุณจะต้องรู้จักบุญ จะต้องรู้จักเทวดา เทวดาปลอม ท่านเรียกว่าสมมุติเทพ เกิด มาเป็นคนนี่แหละ อยู่ในนี้ จิตวิญญาณอยู่ในนี้ จิตวิญญาณในตัวเรานี่ พอได้กินของ อร่อย ได้ลาภมา โกงเขาได้มาดีใจ เกิดเป็นเทวดาปลอม เทวดาได้บาปด้วยนะ หลงว่าได้บุญ พอไปโกงเขามาได้เงิน โอ้ ดีอกดีใจ บางคนฉลองน่ะนะ ฉลองใหญ่ เลย ฉลองไม่พอ กินเหล้าใส่เข้าไปอีก พอกินเหล้าเสร็จแล้ว สติเสียไปทำชั่ว ไปทำบาปเข้าไปอีก โอ้โฮ มันพาบาปกันมหาศาลเลย นี่คนชั่วแบบนี้นี้น่ะ เยอะนะ เสร็จแล้วไม่ได้อะไรดีเลย โกงเขามาตั้งแต่ต้นก็บาป ไปดีใจกับความชั่วก็บาป ซ้อนเข้าไปอีก กินเหล้าเมายา ฉลองกันไปแล้ว ก็ไปทำชั่วต่อหลังจากสติ สัมปชัญญะไม่ดีไปอีก พูดแค่นี้ ก็เมื่อยแล้ว คนสร้างบาปให้แก่ตัวเองอย่างอวิชชา น่ะ เห็นไหม เป็นอย่างนั้นน่ะ แล้วเขาจะได้อะไร อาตมาได้บรรยายเป็น ขั้นเป็นตอน หลายชั้นหลายเชิงให้ฟังแล้วว่า แม้แต่เราทำงานสร้างสรรอะไรขึ้นมา ถ้าอัตราของสังคมเขาประมาณนี้ ทุนขนาดนี้ ถ้าเราขายต่ำกว่าทัน จึงจะถือว่าได้บุญ ถ้าคุณไม่ต้องขายเลยล่ะ ให้ฟรีไปเลยล่ะ โอ้โฮ ได้เต็มค่าเลย ร้อยทั้งร้อย เป็นบุญเต็มเลย แล้วค่าของอันนั้น ม้นต้องประกอบไปด้วยความลำบากยากเย็น ประกอบไปด้วยเศรษฐศาตร์ที่ถูกต้อง เป็นความจำเป็น ความสำคัญของสังคมด้วย แล้วก็บริสุทธิ์ สะอาดปราศจากกิเลสจริงๆด้วย เสียสละโดยปราศจากกิเลสจริงๆ ด้วย ค่าของบุญนั้น มันจึงจะแพงๆๆๆ ซับซ้อนมาตั้งเท่าไหร่ชั้น นี่ อาตมาก็พยายามอธิบายเป็นโวหาร เป็นภาษาให้ฟัง คุณไปคำนวณ ดูเอาก็แล้วกันนะ ไม่ใช่เรื่องตื้นเขิน มันเรื่องลึกซึ้งจริงๆ ผู้ใดได้สั่งสมบุญจริงๆ คนอย่างนี้จริงๆ ก็จะมีสังคมคนอย่างนี้ มีศรัทธาจริง มีปัญญาจริง ก็มาปฏิบัติ ประพฤติอย่างนี้ ในขณะเป็นๆนี่ ถ้าคุณมีบุญอย่างนี้ คุณตายไปก็คือจิตวิญญาณของคุณ นี่ จิตวิญญาณของคุณนี่ จะมีบุญมีบาปเท่าไหร่ ตายไปก็เป็นอย่างนั้น ได้บุญ ได้ บาปก็เท่านั้น จะมาเที่ยวได้อุทิศส่วนกุศลไปให้ ไม่ได้ ก็พระพุทธเจ้าท่านบอก แล้วว่า กรรมของใคร กรรมของมัน บุญก็คือกรรม ใช่ไหม กุศลกรรมเรียกบุญ บาปก็คือกรรม คืออกุศล อกุศลก็เรียกบาป กุศลก็เรียกบุญ เพราะฉะนั้น บาปหรือบุญ ก็ของใครของมัน จะแบ่งบาปแบ่งบุญไม่ ได้ ค้านแย้งกับคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่านี่ กัมมัสสโกมหิ กัมมทายาโท กัมมโยนิ กัมมพันธุ กัมมปฏิสรโณ กัมมังสัตเตวิภัชชติ คนเกิดไปตามกรรม กัมมังสัตเตวิภัชชติ กรรมจำแนกสัตว์ เพราะฉะนั้น คุณจะเกิดเจริญ คุณจะเกิด ชั่ว ก็กรรมกุศล อกุศลของคุณเป็น

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน