340509 รักอย่างไร...ไม่บาป อบรมพุทธทายาท ปฐมอโศก .docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2534
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์51 KB
วันที่แก้ไข2 มกราคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

.pl34 .lh15 .op .fo # (รักอย่างไร...ไม่บาป / FILE:1510A.TAP)

รักอย่างไร...ไม่บาป

อบรมพุทธทายาท ปฐมอโศก

เจริญธรรม เหล่าพุทธทายาททั้งหลาย เราจะมาพูดกันถึงเรื่องคำ ว่า "รัก" โดยความหมายสามัญๆ ทุกคนก็พอจเข้าใจนะว่ารักมันหมายความว่าอะไร ผู้ใดมีปัญญาน้อย เข้าใจคำว่า "รัก" นี่ไปในเรื่องกาม ในเรื่องของเพศ ในเรื่อง ของผู้หญิงผู้ชายมากหน่อย ก็จะแปลคำว่ารักนี่ หมายความว่าเป็นเรื่องของความ ผูกพัน หนักเข้าก็เกี่ยวข้องไปจนกระทั่งถึงเรื่องของเพศ ความรักคือ เรื่อง ระหว่างเพศหญิงกับเพศชาย และหนักเข้าก็เป็นเรื่องของการสมสู่ เป็นเรื่องของ ความใคร่อยาก ในเรื่องของกาม เขาก็จะเข้าใจกันอย่างนี้ง่ายๆ ในภาษาไทย เราก็มีความหมายอย่างนี้เหมือนกัน แต่ภาษาไทยเรานี่ เน้นความรักไปในเรื่องนี้ มากจริง ส่วนความรักที่เป็นความปรารถนาดีเพื่อผู้อื่น นั่นก็มีอีกความหมายหนึ่ง ส่วนความรักที่มาเน้นในเรื่องของความได้ ได้เสพสมสุขสมในเรื่องของความใคร่ ความอยากของกาม ในภาษาไทยเรานี่ความรักเราหมาย เราเน้นไปในทางนี้มาก ในเรื่องเพศ ในเรื่องกาม เพราะฉะนั้น คำว่า "ความรัก" ในภาษาไทย เราจึงไม่ใช้เหมือน ศาสนาคริสต์ ความรักในไทยนี่ ใช้เป็นเรื่องที่หนักเน้นไปในทางกาม ส่วนของคริสต์ เขาอธิบายความรักของคริสต์นี่ กว้างไกลไปถึงความรักที่หมายถึง ความเกื้อกูลเพื่อผู้อื่น หรือความเมตตาเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ด้วย เพราะฉะนั้น ใน ความหมายที่จะจำเพาะ เจาะจงลงไปในความหมายของภาษาไทย ความรัก จึง มีแนวโน้ม เอนเอียงไปข้างฝ่ายความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ เห็นแก่เสพสุขของตน เพราะฉะนั้น ยิ่งเป็นผู้หญิงผู้ชาย เรารักอะไร เราก็จะรักอันนั้นมา เป็นของตัวของตน รักอะไร ก็อยากได้มาเป็นของตัวของตน ใช่ไหม รักอะไ

อ่านต่อ

รก็ หวงแหนสิ่งที่เรารักใช่ไหม นั่นเป็นกิเลส เพราะฉะนั้น คำว่า "รัก" แล้วอยากได้มาเป็นของตัวของตน จะ เสพด้วยอย่างใดก็แล้วแต่เถอะ เสพสมสุขสมด้วยการสัมผัสแตะต้อง เสียดสีขนาด ไหนก็ตาม ถ้าการสมสู่ระหว่างผู้หญิงผู้ชายนี่ สัมผัสเสียดสีหมด 6 ทวาร มันจึงเป็นเกมส์กามที่โอ้โฮ ลึก แรง ลึกและแรง และเป็นธรรมชาติของสัตวโลกด้วย เพราะฉะนั้น บางทีนี่ คนติด ติดเรื่องการเสพสุข หลงว่าการเสพสัมผัส ด้วยทวารตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ 6 ทวารนี่ ได้สัมผัสเสียดสี ทั้งตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อได้สัมผัสอันนี้แล้ว สมที่ตัวเองได้สัมผัสครบ ตามกลไกของมัน ครบ แล้ว ก็ถือว่าเป็นความสุข เพราะฉะนั้น คนที่มีความรักชนิดที่ใคร่เสพกามอย่างนี้น่ะ บางที ไม่ ต้องมีความรัก ในเรื่องของความเกื้อกูล ความหวงแหนก็ได้ ต้องการเสพอย่างนี้ ไม่ได้หวงแหนล่ะ เสพแล้วทิ้งเลย เหมือนกับคนข่มขืนฆ่าทิ้ง อย่างนี้เป็นต้น ได้ สัมผัสเสียดสีด้วยตามเชิงกลของมัน เสร็จแล้วเรียบร้อย สัมผัสเสียดสีเสร็จ ฆ่าทิ้ง เลย เขาไม่หวงแหน ไปหาเอาใหม่ ใคร่อยากอีกใหม่ ก็ไปหาเอาใหม่ อย่างนี้ก็ หมายความว่า ต้องการเสพสุขด้วยกามร้อยเปอร์เซนต์ เป็นความใคร่ เสพสุข สัมผัสเสียดสีเท่านั้น เพราะฉะนั้น การเสพเหล่านี้ เป็นเรื่องของสัตวโลก ที่จริงน่ะ มัน เป็นเรื่องของสรีระ มันเป็นเรื่องของสัตวโลกที่เกิดตามฤดูกาล เกิดตามครั้งคราว ที่จะต้องถ่ายเทเชื้อสืบพันธุ์เอาไว้เท่านั้นเอง ในพืชก็มี ถึงเวลามันไปตามเรื่อง ของมัน มันไม่มีรสไม่มีชาติหรอก เกสรของพืชดอกไม้ มันจะไปผสมกัน พอมันผสม แล้วมันก็เกิดพันธุ์ เกิดเชื้อต่อ เกิดเป็นพืชพันธุ์ต่อไป ต้นไม้ เราเห็นได้ รู้ได้ว่ามัน ไม่มีรส ไม่มีชาติ มันไม่มีความสุขหรอก สัตว์หลายชนิดที่เสพกามแล้วทุกข์ ถึง ขนาดดิ้นรน ไล่กันกว่าจะปลุกปล้ำ เสพ เสพสังวาสกันนี่ เพื่อที่จะให้เกิดเชื้อเกิด พันธุ์นี่ สัตว์หลายชนิด ต้องไล่ต้องทำอะไร อย่างน้อยแมว เคยรู้สึกมั้ย เคย เห็นมั้ย แมวนี่ กว่าจะผสมพันธุ์ โอ้โฮ มันไล่กัน กัดกันตั้งเป็นไหนๆ มีหลาย ประเภท สัตว์หลายประเภท ทุกข์ แล้วมันก็วิ่งหนี มันก็พยายามจะดิ้นรน แต่สุดท้าย มันก็ยังมีตัวข้างใน สัญชาตญาณนี่ รู้เหมือนกันว่า ถ้าสัตว์ตัวเมียมีไข่ ควรจะได้ผสม พันธุ์ นี่เป็นสำนึกของสัตวโลก เพื่อที่จะก่อเชื้อความเกิด ความเกิดนี่เป็นธรรมชาติ ธรรมชาติของความจะต้องยังอยู่ เพราะฉะนั้น ธรรมชาติอันนี้ จะมีในจิตวิญญาณระดับสัตว์ขึ้นมา มันก็ จะสมสู่ ถึงแม้ว่ามันเป็นทุกข์ก็จำยอม จนกระทั่งเรามาสร้าง แปลความ ทุกข์เหล่านี้ให้มีอุปาทานใหม่ว่าเป็นสุข มอมเมากันๆ สัตว์มันก็มอมเมากันขึ้นมาบ้าง แต่น้อย มาเป็นคนมอมเมากันมาก เลยหลงใหลว่าสุขกันใหญ่ เลยหนักๆเข้า เลยนึกว่าเป็นความสุข ไม่ใช่ความสืบพันธุ์ เพราะฉะนั้น ทุกวันนี้ จึงมีกามวิตถาร ขอให้ได้รับการสัมผัสเสียดสี ก็ถือว่าเป็นความสุข เลยไม่ใช่เรื่องของธรรมชาติแล้ว เป็นเรื่องเกินธรรมชาติ เป็นเรื่องวิตถาร ไปติดอารมณ์ว่ามันเป็นสุข ที่จริงความปลอม เป็นความลวง ไม่จริง ไม่จริงหรอก พอไปติดเข้าแล้ว เราก็หลงว่า จะต้องได้เสพ เสพแล้วก็ เห็นว่าอย่างนี้ ได้อย่างนี้สุข ก็ติดก็ยึดกัน แล้วก็ทำกัน สังขารกัน ปรุงแต่งกัน บ้าๆบวมๆ จนกระทั่งนานาสารพัด อาตมาไม่พูดมากเกินไปกว่านี้นะ มันลามก ถ้า พูดมากกว่านี้ก็ลามกกว่านี้ เพราะฉะนั้น ก็ละไว้ในฐานที่เข้าใจ พวกคุณก็เข้าใจเอาเอง แล้ว ไม่จำเป็นจะต้องไปควานคว้าหาศึกษาหรอก ไม่ต้องไปศึกษาหรอก แค่นี้ก็เหลือเกิน แล้ว รู้แค่นี้ก็เหลือเน่าอยู่ในตัวพอแล้ว ยังจะไปหาเรื่องเน่ายิ่งกว่านี้ เลอะยิ่ง กว่านี้มารู้ รู้ไปทำไม รู้ไปก็ไม่ได้ใช้ รู้ไปแล้วก็ลามก รู้ไปแล้วก็ไม่ควรจะมีไม่ ควรจะเป็น เราก็ไม่ควรมีควรเป็น ไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้ แม้แต่เรารู้ว่าเรา เองเราก็ยังมีความลามก เราก็ยังมีความไม่ดี เราก็ยังมีความเสพความติด อันนี้อยู่ เราควรจะล้างออก เลิกออกพิสูจน์พระพุทธเจ้าสอน ว่าล้างออกได้นะ เลิกได้แล้ว มันก็ไม่มีรสอันนี้จริงๆ ดับสูญ ดับรสโลกียสุข พระพุทธเจ้าท่านก็ ได้ตรัสรู้ แล้วท่านก็ได้ล้างอันนี้ออกจนหมด คนก็บรรลุธรรมในเรื่องของกาม ใน เรื่องของการเสพสมสุขสม เรียกว่ากามราคะ สูญ ถอนอนุสัยอาสวะ ว่าง ไม่เกิด อารมณ์อย่างนี้ ไม่มีรสชาติอย่างนี้ เพราะรสชาตินี้ปลอม ไม่มีจริงๆ ไม่เกิด อารมณ์ในใจเลย ไม่เกิด เมื่อไม่เกิด ก็เรียกว่ามันดับสนิท มันตายจึงพิสูจน์ได้ว่าก็ มันตายได้ นี่ตายได้แล้ว ดูตัวเราตายไหม คนบรรลุธรรมหมดกามราคะ นี่ไม่ตาย พระพุทธเจ้าท่านพิสูจน์มาก่อน ให้พระอริยสาวกพิสูจน์อีก เออ ก็ไม่ตาย นอก จากไม่ตายแล้ว ยิ่งดีด้วย ไม่ต้องเสียแรงงาน ไม่ต้องเสียเวลา ไม่ต้องเสียทุน รอน ไม่ต้องเสียอะไรๆ ไปให้แก่มัน ไม่ต้องเสียอะไรให้แก่มัน ไม่ต้องเสีย เวลาให้แก่มัน ไม่ต้องเสียแรงงานให้แก่มัน ไม่ต้องเสียทุนรอน ไม่ต้องเสีย ทรัพยากร ไม่ต้องเสียอะไรให้มันเลย สบาย เราก็เอาเวลา เอาแรงงาน เอา ทรัพยากรเหล่านี้มาสร้างงาน เอามาขนดิน ก็ยังได้ประโยชน์ใช่ไหม เอา แคลลอรี่เหล่านี้ มาขนดินยังได้ประโยชน์ เอามาทำงานอะไรต่ออะไรยังได้คุณค่า เอาเวลามาขนดินก็ยังได้ เอาแรงงานมาขนดินก็ยังได้ เอาทุนรอนที่จะต้องไปจ่ายกับสิ่งเหล่านี้ มาทำพวกนี้ให้ได้ประโยชน์ สร้างสรร เป็นประโยชน์ในมนุษย์ต่อ ไป อันนั้นไม่มี ไม่ใช่ขาดความเจริญ เจริญ! เจริญทั้งตัวเราเอง เจริญ! ยิ่ง ทุกวันนี้ ยิ่งทันสมัยที่สุด ทันสมัยนะ อาตมาขอยืนยัน เพราะทุกวันนี้ คุมกำเนิดใช่ ไหม ใช่ไหม อ้าว! คนมันจะล้นโลกแล้ว มันห้าพันล้านแล้ว คุมกำเนิด เพราะฉะนั้น ใครที่คุมกำเนิดได้โดยวิธีที่คุมกำหนัด คุมกิเลสนี่ได้ ทัน สมัยยิ่งกว่า โลกทุกวันนี้ สามารถคุมกำหนัดไม่ค่อยเก่ง ก็ต้องไปคุมกำเนิด ด้วยวิธีวัตถุ คุมไปอย่างนั้นแหละ ไม่อยากให้คนมันเกิด แต่ว่ามันมีกิเลส มันก็ต้อง ทำปฏิกิริยาเชิงกลแบบนั้นน่ะนะก็ต้องทำ ทำเพราะว่าเราลดอำนาจจิตเราไม่ได้ จิตเรากิเลสมันเป็นเจ้าเรือน กิเลสมันบังคับ ทนไม่ได้ ต้องทำ เขาเรียกหน้ามืด มาบ้าง หน้าไม่มืดก็แล้วแต่เถอะ อยากใคร่มากๆ อยากมากๆ ใคร่มากๆก็ต้องทำ ลดความอยากความใคร่อันนี้ลงจริงๆๆๆๆๆๆ คุณมาพิสูจน์ซิว่าลดได้ คนที่ลดได้ก็ไม่ ต้องไปทารุณ แม้มันไม่ต้องขนาดหมดหรอก ลดกิเลสความใคร่อย่างหนึ่งลงมา เหลือน้อยลงๆเท่านั้น เราก็ไม่ต้องทำแล้ว ไม่หมดก็ยังพิสูจน์ได้แล้ว ขนาดกิเลส ยังไม่หมดนะนี่ ยังเหลืออ่อนๆบางๆบ้างนี่ ก็ไม่ต้องทำแล้ว เกมส์อย่างนั้นน่ะ อด ได้ทนได้ ไม่เดือดไม่ร้อนหรอก แต่ไว้ใจมันไม่ได้นะ เดี๋ยวมันโตวันโตคืนได้ เหมือนกัน เดี๋ยวมันรับเชื้อ เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าไม่ให้ประมาท แม้เหลือน้อยก็ฆ่ากิเลสนั้น ให้หมด พิสูจน์ดูซิว่า หมดแล้วจะเป็นอย่างไร หมดแล้วท่านเรียกว่าสุญญตา ตัว ตนของกิเลสกามหมดแล้ว นี่เฉพาะเรื่องผู้หญิงผู้ชายนะ หมดเกลี้ยง พอหมดเกลี้ยง แล้วมันจะเป็นอย่างไร เราจะเห็นสุญญตา นี่แหละอนัตตา ตัวตนของกิเลสแต่ก่อน นี้มันเป็นตัวตน มีบทบาทบังคับเรา โอ้ มันเหนือเราเหลือเกิน พอฆ่ามันตายแล้ว มันหมดตัวตนของกิเลสตัวนี้นะ เรื่องนี้นะ เรื่องเมถุน เรื่องผู้หญิงผู้ชายนี่ ฆ่ามัน ตายสิ้นแล้วนี่นะ เราก็จะเห็นความสูญ ความสูญต้องเห็นด้วยญาณปัญญาตามของจริง ไม่ใช่ไปนั่งเดา อะไรๆก็สูญ อะไรๆก็ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน แล้วกิเลสอยู่ในตัวคุณ เล่า ตัวตนหรือเปล่าไม่รู้ จับตัวตนมันไม่ได้ เราต้องจับตัวตนของกิเลสเลย มันมี อาการท่านเรียกภาษาบาลีว่าอาการ ลิงคะ นิมิต ลิงคะ หมายความว่า ความแตกต่าง มีอาการ อาการคงพอรู้น่ะนะ มีอาการ เวลาเราโกรธนี่ เราเกิดอาการอย่างไรรู้ไหม อ่านมันอยู่ในใจน่ะ อาการโกรธมันอย่างนี้น่ะ ใจเรามันร้อนๆอย่างนี้ ใจเรามันมีลีลาอย่างนี้ เวลาโลภอยากได้มา อาการเป็นอย่างไรรู้ไหม รู้ใช่ไหม ไม่รู้ หัดอ่าน มันเป็นนาม ธรรมหัดอ่าน เวลาโลภ เวลาเกิดราคะ เกิดกาม อ่านเหมือนกัน นี่ใครมีราคะ แล้วใครไม่มีก็บุญไป นี่ตัวโตๆมาขนาดนี้ มันเริ่มมีฮอร์โมน มันเริ่มมีต่อมมีปม มันเริ่ม โตขึ้นมาพอที่จะใช้ มันจะมีราคะ อ่าน อ้อ อาการอย่างนี้เองราคะ แล้วเราก็ลดมัน ฆ่ามัน สะกดใจน่ะวิธีง่ายๆ กดข่มใจน่ะวิธีง่ายๆ วิธีจริงแล้วต้องพิจารณาตามความ จริงว่า ไอ้อาการเหล่านี้มันเป็นอาการของผีนี่แหละ เราเรียกว่าผี อยู่ที่จิตวิญญาณ อาการของจิตวิญญาณนี่เราเรียกผี หรือเราเรียกว่าเทวดา มันเป็นตัวชั่ว เรา เรียกว่าผี เป็นตัวดี เราเรียกว่าเทวดา เราฆ่ากิเลสนี้ลดลงๆได้ เรียกว่า เทวดาเกิด ผีตาย แต่ยังตายไม่ครบนะ มันตายไปบางส่วน ตายไปบาง ส่วนเรียกว่าอุบัติเทพ กิเลสผีนี่ตาย กิเลสหรือผีนี่ตายไปบางส่วนเรียกว่าอุบัติเทพ เรียกว่าเกิดแล้ว เกิดแล้วผีน่ะตายลง เทวดาก็เกิด หรือพระมาเกิด ความ ประเสริฐเกิด เกิดเรื่อยๆ ผีตายมากเท่าไหร่ ความเป็นเทวดาก็เต็มตัวขึ้นเรื่อยๆ จนอุบัตินี่แปลว่าเกิด จนเทวดานี้เกิดเต็ม ผีตายสนิท เรียกว่าวิสุทธิ แปลว่า สะอาดบริสุทธิ์ ผีตายสนิท เป็นวิสุทธิเทพ เป็นเทวดาบริสุทธิ์ เทวดาเต็มตัว อยู่ ที่ตัวเรานี่แหละ เห็นให้ได้ ถ้าเราอ่านออก เห็นอาการของมันจริงๆ ตาทิพย์ นี่ คนเห็นเทวดาอยู่ตรงนี้ ไม่ใช่คนเห็นเทวดาคือนั่งหลับตาแล้วก็เห็น โอ้โฮ ใส่ชฎา ด้วย รำเชิบๆด้วยนะ แล้วตัวเทวดาผู้หญิงต้องไม่ใส่เสื้อด้วย ตามที่รูปเขียนใน ผนัง เทวดาผู้หญิงไม่ใส่เสื้อด้วย โป๊ด้วย โอ้! อุจาดไม่เข้าเรื่อง นี่ถ้าอาตมา ต้องไปเขียนรูปฝาผนังนี่ เทวดาต้องใส่เสื้อให้แล้วทุกวันนี้น่ะ ไม่อย่างนั้นมันโป๊ ไม่ ดี เขาก็เขียนไปตามเรื่องตามราว ตามจินตนาการของคนจะทำ เพราะฉะนั้น เทวดาจริงๆน่ะ คืออาการของจิตที่ลดกิเลส เรียกว่า เทวดา มันมีเทวดาสมมุตอยู่อันหนึ่ง เทวดามีอยู่ 3 เทวดา 1. สมมุติเทพ 2. อุบัติเทพ 3. วิสุทธิเทพ นี่ เทวดามี 3 อย่าง สมมุติเทพคือ เทวดาปลอม แล้วคนเรานี่ เป็น เทวดาปลอมกันอยู่ทั้งนั้นน่ะ ส่วนมากเป็นเทวดาปลอม เป็นอย่างไร เทวดาปลอม คือกิเลสมันอยากได้ มันอยากได้เสพสม มันอยากกินอร่อย มันก็ได้ แหม ตอนนี้ อยากกินของอร่อย ตอนนี้ใครอยากกินอะไรอร่อยล่ะ สมมุติอยากกินไอศกรีม นี่คงจะติดไอศกรีมกันหลายคนเหมือนกันน่ะในนี้น่ะนะ ไอศกรีมแค่นั้นนั่นแหละ มันก็ เย็นๆ หวานๆ มันๆ แล้วแต่ใครจะปรุง เสร็จแล้วเขาหลอกเอาไปกิน อาตมาทุกวัน นี้ ไม่กินหรอก ไอศกรีม พอเขาเอาไอศกรีมมาให้กิน โอ้ ถูกต้องกับรสชาติที่เรา ต้องการ อร่อยจริง สวรรค์หอฮ้อ ได้ขึ้นสวรรค์ชื่นใจเป็นสุข นี่แหละเรียกว่า ความสุขหลอก เรียกว่าสุขขัลลิกะ เรียกเต็มๆก็ว่ากามสุขขัลลิกะ เป็นสุข สม อยาก สมใคร่ อยากได้กินอันนี้ ได้เสพสมอันนี้ โอ้ สุขนี่เทวดาปลอม เรียกว่า สมมุติเทพ ได้กินสมใจใหญ่เท่าไหร่นั้น ได้สมใจเท่าไหร่ เรียกว่าเป็นเทวดาใหญ่ เท่านั้น มีเงินซื้อมากๆ เรียกว่าเทวดาใหญ่อย่างเศรษฐี คนร่ำรวย หรือมีอำนาจ อยากได้อะไรเสพสม ได้ตามต้องการ มีอำนาจที่จะเสพสมสุขสม เขาเรียกว่าเป็น สมมุติเทพใหญ่ๆ สมัยโบราณก็ยกย่องให้แก่เจ้าเมือง หรือกษัตริย์เป็นผู้มีอำนาจนี่ ใช่ไหม กษัตริย์สั่งฆ่าคนก็ได้ ต้องการอะไรมาเสพสมใจฉันได้เลย เรียกกษัตริย์ว่าสมมุติเทพ เพราะได้เต็มที่ ไม่ต้องกษัตริย์หรอก ใครก็ได้ เศรษฐีร่ำรวย ผู้มีอำนาจ อยากได้อะไรมาเสพสมใจ ได้ตามที่ต้องการนั้น เรียก ว่าสมมุติเทพสมบูรณ์ ได้ตามต้องการทุกทีไป ได้ตามต้องการทุกเวลา ได้ตามต้อง การ ตามที่ต้องการนี่เรียกว่าสมมุติเทพ เสร็จแล้วมันอยากอีกใหม่ไหม อยาก อีกใหม่ ตกนรกใหม่ เพราะอยากนี่มันทุกข์ใช่ไหม ยังไม่ได้มาแล้ว โอ้ ดิ้นรน เดือดร้อน อยากได้มาเสพ ยิ่งไปติดแบบติดฝิ่น โอ้ ยิ่งเร่าร้อนใหญ่เลย ติดฝิ่นไม่ ได้ทุรนทุรายใหญ่เลย เหมือนกัน ติดอะไรหนักๆ เข้าไม่ได้ เด็กๆอยากกิน ไอสครีมไม่ได้กินก็ร้องไห้ เหมือนกันนั่นแหละ โตนี่ก็เถอะ ถ้าติดเอามากๆเข้าไม่ ได้กินก็จะร้องไห้เอาเหมือนกันนั่นแหละ นั่นแหละ ก็ทุรนทุรายมันอยากเหลือเกิน แต่ถ้ามันไม่มีอะไรที่เป็นตัวกระตุ้นประสาทเกินไปนัก มันก็ไม่เดือดร้อนเท่าไหร่ แต่มีตัวไปกระตุ้นประสาทอย่างหนัก แล้วติดอย่างหนักๆ เรียกว่าอุปาทานหนักๆ มัน จะดิ้นรนทุรนทุรายมากเลย ไม่ว่าจะติดอะไร ติดเรื่องขนมข้าวต้ม ติดเรื่องเสื้อผ้า หน้าแพร ติดเรื่องรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสใดๆก็แล้วแต่ แม้แต่เรื่องผู้หญิงผู้ชาย ติดมากๆทนไม่ได้ จะต้องหาทางออกบำบัดให้ได้สัมผัสตามที่เราต้องการ ดีไม่ดี ต้องหน้ามืดตามัวทำร้ายทำแรงกับคนอื่นก็ได้นี่ มันเป็นอย่างนั้น เหมือนคนติดฝิ่นทุรน ทุราย โอ้โฮ ทำร้ายคนอื่น หน้ามืดตามัวเลยนะ คนติดเฮโรอีน ติดฝิ่นอะไรนี่ บ้าๆบอๆเลย มันแรงไอ้พวกนี้ มันมีธาตุที่เข้าไปสะกัดแรงแล้วก็ไปทำปฏิกิริยากับ เซลประสาท เซลประสาทก็เลยถูกกระตุก ถูกบังคับด้วยสภาพของวัตถุรูปแล้วธาตุเขาเรียกธาตุอะไรก็แล้วแต่เถอะ ธาตุที่มันไปเสพไปติด แล้วตัวเองต้องการ ธาตุอันนี้น่ะ มันก็เป็นธาตุบังคับ เรียกคาเฟอีน เรียกนิโครติน เรียกอะไรก็ ตามใจ มันมีไม่รู้อะไรบ้าง อาตมาก็ไม่ได้เรียน อาตมานี่ไม่ได้เก่งเคมี สอบเคมี ตก เพราะฉะนั้น ก็เลยไม่ค่อยจะเก่งภาษาพวกวิทยาศาสตร์พวกนี้นัก นี่ลักษณะ พวกนี้ทำให้เป็นทุกข์ ทีนี้ ถ้าเผื่อว่าผู้ใดเรียนรู้จริงแล้ว จับอาการของกิเลสนี้ได้ ลด ลดไอ้ ความที่ไปหลงสุขนี่แหละ เห็นจริง ลดได้ๆก็เกิด บอกแล้วสมมุติเทพนี่เป็นเทวดา ปลอม เทวดาปลอมนี่อยู่คู่กับนรก ไม่มีทางหมุน เรียกว่าสังสารวัฏ ประเดี๋ยวก็ขึ้น อยากใหม่ลงนรกใหม่ ไม่ได้เสพก็อยู่นรกนั่นแหละ อยากแรงก็อยู่นรกลึก ได้ เสพใหม่ก็ขึ้นสวรรค์หอฮ้อ หยุดชะงักไปชั่วหนึ่ง เดี๋ยวก็อยากใหม่ เราก็ค่อย เลื่อนลงนรกใหม่ อยากจัดก็ลงนรกลึก ได้เสพอีกก็ขึ้นมาสวรรค์ใหม่ นี่เรียกว่า สังสารวัฏวนเวียน สวรรค์นรกอย่างนี้เองความจริง นี่แหละความจริงของสวรรค์ นรก เราขึ้นสวรรค์ลงนรกอยู่ทุกวันนี้ตามสมมุติ นี่เรียกสมมุติสัจจะ สมมุติเทพ เพราะฉะนั้น ถ้าเรามาฆ่ากิเลสที่เป็นตัวเหตุนี่ได้จริงๆเลย กิเลสตาย ลงไปเรื่อยๆ เรียกว่าเทวดาจริง เกิดอุบัติเทพนี่เป็นเทวดาจริง ไม่ใช่สมมุติเทพ ฆ่ากิเลสตอนที่ฆ่ากิเลสนี่ทุกข์เหมือนกัน แต่ทุกข์เราก็ต้องฆ่า ฆ่ากิเลสนี่มันทุกข์นะ สู้ทน ฆ่ามันตายแล้วเทวดาก็เกิด กิเลสตายนี่เทวดาเกิด เรียกว่าอุบัติเทพ จน กระทั่งกิเลสมันตายลงไปมากๆๆๆๆๆๆ เทวดาก็โตขึ้นๆ จนกระทั่งกิเลสตายสนิทหมด ถอนอนุสัยอาสวะ บริสุทธิ์ กิเลสตายสนิทไม่มีตัวตน สุญญตา อนัตตา ตัวตนของ กิเลสในเรื่องไหนก็แล้วแต่ ในเรื่องของกาม ในเรื่องของติดไอศกรีม ฆ่ากิเลส ไอสครีม ติดบุหรี่ ฆ่าบุหรี่ ติดกิเลสอยากจะทาลิปสติก ฆ่าลิปสติก ฆ่ากิเลสที่มัน ติดลิปสติก ไม่ต้องไปฆ่ามันหรอกลิปสติกน่ะ ช่างมัน ฆ่ากิเลสในตัวเรา ติดอะไร เราก็ไปฆ่าตัวนั้น ฆ่าได้บริสุทธิ์เรียกว่าวิสุทธิเทพ เรียกว่าเทวดาบริสุทธิ์ นี่เป็น ความรู้ทางศาสนา เอ้า ทีนี้เรื่องนี้เป็นเรื่องเนื้อหาของวิญญาณ เนื้อหาของปรมัตถ์ ที่ อาตมาอธิบายให้ฟังนี่ เรียกว่าปรมัตถสัจจะ คือ ความจริงที่เกี่ยวเนื่องกับจิต เจตสิก กิเลสนี่เรียกว่าปรมัตถสัจจะ สมมุติสัจจะก็เกี่ยวกับกิเลสเหมือนกัน ฆ่า กิเลสได้จึงเจริญทางปรมัตถ์ นี่เป็นเรื่องของปรมัตถสัจจะ เป็นเรื่องของโลกุตระ เป็นธรรมะของพระพุทธเจ้าที่แท้ ผู้ใดพิสูจน์ได้ ผู้นั้นจะเห็นของจริง เรียกว่าคนมีตาทิพย์ แล้วก็คนบรรลุธรรม บรรลุธรรมที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนี้ เอ้า ทีนี้เข้ามาหาเรื่องความรัก ความหมายที่อาตมาได้กำหนด ให้คำ จำกัดความไปบ้างนิดหน่อย เมื่อกี้นี้ ถ้าเรารักอย่างผู้หญิงผู้ชายนี่ เอาตื้นๆก่อน อย่างผู้หญิงผู้ชายนี่ โลกทุกวันนี้ มันเดือดร้อนเรื่องสมสู่สัมผัสทั้ง 6 ทวาร มันหนัก การกินนี่ สัมผัส 5 ทวาร กินนี่อาหารนี่ติดรส มันตั้ง 5 ทวารนะ รูปชวนกินใช่ไหม เห็นแล้วรูปชวนกิน สีชวนกิน นี่รูปทางตา กลิ่นชวนกิน รสใช่ไหม แตะลิ้นชวนกิน สัมผัสแตะต้องทางกายอะไรก็ได้ โอ้ จับนิ่ม น่ากิน กรอบน่ากิน สัมผัสแต่ไม่เกี่ยวกับ เสียง มันมี 4 ทวารแค่นั้นแหละ ทางใจนั่นยกไว้ อุปาทานในจิต มันก็มีแน่ 5 ทวาร 5 ไม่ใช่กามคุณ กามคุณ 4 แต่มีใจอีก 1 นี่อาหารมีตั้ง 5นะ หรือมีตั้ง 4 กามไม่ใช่ 5 กาม ทวารเสียง เพราะฉะนั้น คนที่เขาจะหลอกมากๆ ร้านอาหารเขาถึงบอกว่ามัน ไม่ครบ เขาก็เลยเอาเสียงมาให้อีกอันหนึ่ง ไม่ใช่มาอยู่ในอาหารน่ะ เสียง ไปมีดนตรีกินข้าวเคล้าเสียงเพลงนั่นแน่ คนก็ครบบริบูรณ์เลย ทีนี้ก็ติดใหญ่เลย นอก จากจะไปกินข้าวข้าวไม่อร่อย เสียงเพลงอร่อย กูก็ไปกินข้าววะร้านนี่นะ เสียง เพลงมันดี อาหารไม่ค่อยอร่อย แต่เพลงมันดี ก็ไปกินได้ใช่ไหม เขาก็เลยดึง ลูกค้าเข้าร้านด้วยกาม ปรุงรสได้แค่ 4 ทวาร รสสู้เขาไม่ได้ เอาเสียง เอาดนตรี เอาเพลงมาล่ออีกทวารหนึ่งให้ครบเครื่องกามคุณ 5 นี่ คนมันเก่งอย่างนี้น่ะ คนมัน เก่งอย่างนี้น่ะ มันเอาหมดเลย นี่เรียกว่ากาม สิ่งที่สัมผัสแตะต้องที่เราไม่รู้ แล้วเราก็เป็นทาสมัน เพราะฉะนั้น ถ้าเรารักกามอย่างนี้ รักอย่างนี้มีทุกข์ ทุกข์นี่ควรเป็น บุญหรือควรเป็นบาป

ตอบ ควรเป็นบาป

พ่อท่าน ถ้ารักอย่างนี้แล้ว ควรรักไหม เรามาลดนะ ไอ้ที่ตอบนะนี่ รู้เรื่องนะนี่ ใครนั่งหลับบ้าง ไม่นั่งหลับ ฟังดีๆแล้วรู้เรื่องใช่ไหม ควรมาลด ทุกวันนี้ต้องทัน สมัย ล้ำสมัยนะ นี่ พวกอาตมานี่ อาตมาถือว่าเป็นพวกล้ำยุค พวกล้ำสมัยเขา คน ทุกวันนี้ คนข้างนอกเขายังงุ่มง่ามๆยังไม่ค่อยรู้เรื่อง ยังไม่ทันใช่ไหม ทันสมัยต้อง ล้ำสมัย เราต้องเป็นพวกนำสมัยนะ ต้องเป็นพวกเจริญ เป็นพวกทันสมัยใหม่เสมอ ต้องเป็นพวกที่ล้ำยุคนำหน้าเขา นำหน้าไปในทางเจริญนะ ไม่ใช่นำหน้าไปในทางบ้า อย่างพวกเบิร์ด พวกอะไรนี่นำหน้าไปในทางบ้าแล้วพาบ้านี่ ตอนนี้เดี๋ยวอีกหน่อยก็ ใส่แล้วเห็นไหมกรุ๊งกริ๊งๆ ออกมาชุดใหม่นี่ หน้าตาใส่ตุ้มหูแล้วเดี๋ยวนี้เบิร์ดก็ใส่ข้าง หนึ่งแล้ว อะไรก็ไม่รู้ ห้อยไปตามนี้ ผู้หญิงยังสู้ไม่ไหวเลย แล้วใส่ตกแต่งกางเกงนี่ โอ้โฮ เจ้าประคุณเอ๊ย อาตมาเห็นในหน้าปกเท็ปชุดใหม่ กางเกงไม่รู้ลายอะไรต่อ อะไร ผู้หญิงยังไม่ไหวเลยนะ ผู้หญิงบางคนยังไม่กล้าใส่กางเกงขนาดนั้นใช่ไหม แต่เจ้าเบิร์ดนี่ใส่แล้ว บ้าดีเดือดไปนำสมัยเหมือนกัน แต่นำสมัยแบบนี้ควรนำไหม ไม่ควรเลย แต่เขาไม่รู้หรอก แล้วคนบ้าพวกนี้จะบ้าตาม เพราะฉะนั้น เราจะเห็นได้ว่า ยิ่งเบิร์ดขายได้มาก คนนิยมมาก แสดงว่า คนบ้ามาก หรือคนบ้าน้อย ตอบ บ้ามาก พ่อท่าน คุณคนหนึ่งด้วยหรือเปล่า ถาม จริงหรือเปล่า ตอบ จริง ถาม ใช่น้อย หรือใช่มาก ตอบ ใช่ ใช่พอสมควร ใช่ไม่น้อย หรือว่าบางคนก็ไม่ได้นิยมมาก ก็ แสดงว่าเราไม่ใช่อย่างนั้นมาก เราเป็นผู้หญิงแท้ๆ ยังไม่บ้าตามนั้นเลย ปรุงรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสมันด้วยรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสอย่างนี้เป็นเรื่องกามทั้งนั้น น่ะ หนักเข้าก็กลายเป็นเรื่องซ้อนเชิง เป็นเรื่องของการสัมผัสเสียดสีไป เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ไม่ต้องห่วงหรอก พวกนักร้องนักรำ พวกนักอะไรพวกนี้นะจะ เป็นเกย์เป็นตุ๊ด จะเป็นวิตถาร ผู้หญิงก็เรียกไปตามประสาผู้หญิงอะไรก็ตามใจเถอะ เยอะแยะนี่ ไม่ต้องห่วงหรอกเป็นเรื่องแน่ๆๆๆๆ เพราะมันอยู่ในวงนี้อยู่ในวงกาม อยู่ในวงอย่างนี้ สัมผัสเสียดสีแบบนี้วิตถารไป มันไม่รู้เรื่องหรอก เขาไม่ได้เรียน ใช่ไหม เขาก็บ้าดีเดือดไปตามเรื่อง คนที่รู้แล้วก็ละอายน่าอายแล้วทั้งๆยังเป็นบ้าอยู่ อย่างนั้น ไปเป็นอย่างนั้น มันเป็นบาป เป็นความทุกข์ เป็นความต่ำ เพราะฉะนั้น คนเจริญจริงๆ พระพุทธเจ้าท่านสอนสิ่งเจริญ เรามา เรียนสิ่งเจริญนี่ เราอย่าไปรักอย่างนั้น เพราะฉะนั้น รักเรื่องผู้หญิงผู้ชายนี่ ทุกวันนี้ ถ้าเราลดเรื่องผู้หญิงผู้ชาย ลดกิเลสเรื่องนี้ออกได้ ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า จริงๆให้ลดได้ เราทันสมัย นำสมัย ไม่ต้องไปสมสู่แล้วไม่ต้องไปมีกามวิตถาร ไม่ต้องไปมีกามวิตถาร ไม่ต้องไป แหม ต้องไปสัมผัสเสียดสีผู้หญิงก็ไปผู้หญิง ผู้ชายก็ไป ผู้ชาย เพราะมันกลัวมีลูกใช่ไหม มันก็เลยไปตามเรื่องตามราว ไม่มีคู่ อายเพื่อน จะผู้หญิงกับผู้หญิงก็อาย กูมันคนเดียววะนั่น และมันไปเรื่อยวิตถารเหมือนกัน ก็ สัมผัสเสียดสีนั่นเอง เข้าใจไหม เพราะฉะนั้น ใครมาลดได้จนกระทั่งไม่มีอำนาจกิเลส สบายๆ เบา ทันสมัย นำสมัยเกินกว่าเขาคุมกำหนัดได้ ไม่ต้องเป็นผู้ที่จะสร้างความกำเนิดให้แก่ คน เพราะคนมันล้นโลกแล้ว แล้วมีลูกได้ไหม มีลูกได้ไหม คนที่ไม่ต้องไปเสพกามนี่มี ลูกได้ไหม ตอบ ได้ พ่อท่าน ได้ทางธรรม ลูกทางธรรม อ้า อาตมามีลูกไหม ตอบ มีค่ะ พ่อท่าน เยอะเลย ใครอยากเป็นลูกอาตมาบ้าง เออ ไม่มากคนนัก บางคนไม่ยก ยังไม่อยากเป็น ยังไม่อยากเป็นขืนเป็นไปประเดี๋ยวจะถ่ายทอด พันธุ์แบบนี้ พันธุ์แบบไม่ไปอย่างโลกๆนี่ไม่เอา ยังไม่เอา ไม่ใส่รองเท้านี่แหละคน แข็งแรง คนใส่รองเท้าน่ะคนอ่อนแอ อ่อนแอจริงๆนะ เอ้านี่คนที่ไม่ใส่รองเท้า เท้าแข็งแรงแล้วเดินเฉยเลย คนไม่ใส่รองเท้าแล้วเท้าไม่แข็งแรง เดินเฉยได้ไหม ไม่ได้ เดินกะงกๆสะดุ้งใช่ไหม คนอ่อนแอ แล้วเชื้อโรคก็เข้าง่าย ภูมิคุ้มกันต่ำ คนที่ภูมิคุ้มกันสูงแล้วนี่ย่ำไป แม้เผลอๆบางทีมันมีเชื้อโรค แหม พยาธิปากขอมาพั้บ ตีนเหยียบพั้บ แหม ถ้าคนที่ภูมิคุ้มกันแข็งนี่ พยาธิปากขอของอเลย ของอเลย พยาธิ ปากขอนี่คนที่ยังภูมิคุ้มกันยังไม่แข็ง พยาธิปากขอพอเหยียบมันพั๊บ มันไชเลย เพราะเราภูมิคุ้มกันต่ำ ไชพยาธิปากขอก็เข้า อาตมานี่เขาตรวจเช็คพยาธิอยู่ เสมอน่ะ ปีหนึ่ง เขาก็ตรวจหนหนึ่ง ปีหนึ่งตรวจหนหนึ่ง ก็ถอดรองเท้ามาตั้งจะยี่สิบ ปีแล้ว ไม่ใช่ยี่ละ อาตมาบวชมานี่ก็ยี่สิบปีแล้ว ถอดรองเท้ามาตั้งยี่สิบปีแล้ว ปากขอ มันก็อยู่ในแผ่นดินน่ะ อาตมาก็เดินไป เดินมาอยู่อย่างนี้น่ะ ถ้ามันมีมันก็เข้ามาแล้ว ใช่ไหม แล้วบอกว่าน่ะไม่ใส่รองเท้าประเดี๋ยวพยาธิเข้านะ ประเดี๋ยวปากขอเข้า นะ ประเดี๋ยวตาย ก็ตรวจอยู่นี่ พวกเราล่ะ เอาเช็คไม่กี่วันนะนี่ เขาก็มาเอา อุจจาระไปตรวจ ไม่เห็นมีพยาธิสักตัว ก็ไม่เห็นมีพยาธิอะไร ก็ตรวจอยู่เรื่อย เพราะฉะนั้น แสดงว่ามันเข้าไม่ได้ จริงๆเราก็ไม่ใช่คนโง่จนกระทั่ง ตรงไหนมีพยาธิหว่าเราจะได้เดินไปตรงนั้น บ้าเหรอ เราก็เลี่ยงอยู่หรอกใช่ไหม เท้าเรายิ่งไม่ได้ใส่รองเท้า เรื่องอะไรจะเดินเอาเท้าเข้าไปย่ำไอ้ตรงที่มีพยาธิ มากๆ บ้าเหรอ ใช่ไหม เราก็ไม่ได้โง่เง่าดักดานถึงขนาดนั้น เพราะฉะนั้น เราก็ เดิน ตรงไหนที่สะอาด เราก็พอรู

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน