340425 ความเป็นทายาท โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก .docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2534
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์36 KB
วันที่แก้ไข2 มกราคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

.PL34 .LH15 .op .fo # (ความเป็นทายาท / FILE:1471.TAP) เรื่องความเป็นทายาท

โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ.2534 ณ พุทธสถานปฐมอโศก

เป็นพุทธทายาทกัน เรามาพูดถึงคำว่าทายาทกันเสียก่อน รู้ไหมว่า คำว่าทายาท หมายความว่าอะไร ทายาทหมายความว่าอะไร เราคงพอเข้าใจ ความหมายกันนะ เราเป็นทายาท เป็นทายาทหมายความว่า เป็นผู้ที่จะต้องรับ รับช่วง รับอันนั้นต่อมา ทายาทนี่ เป็นผู้ที่จะได้รับอันนั้นต่อมาๆ ผู้ได้รับแท้ๆหรือ สิ่งได้รับแท้ๆนั่นแหละเรียกว่าทายาท หล่อกว่าไหม เอ้า!หล่อกว่า ใครขี้ เหร่อีกหว่า ต้องเทียบคนขี้เหร่ก่อนสิ อาตมาอาจจะไม่หล่อเท่านายเบิร์ดก็ได้ ใช่ไหม แต่ไม่แน่นะ ลางเนื้อชอบลางยา บางคนอาจจะบอกว่าอาตมา สะเป๊คอย่างอาตมาหล่อกว่า เราก็ไม่ได้เป็นทายาทอะไร เราก็สักแต่ว่ามาตาม เรื่อง ตามชื่อ ตามภาษา มาแล้วก็เสียเวลา กลับไปก็ไม่ได้มีอะไรเป็นทายาท ไม่ได้รับมรดก ไม่ได้รับอะไรเป็นสิ่งที่จะได้รับช่วงไปได้เลย นั่นแสดงว่าเรา มางานพุทธทายาท แต่เราไม่ได้เป็นทายาทแท้ เราไม่ได้รับมรดกอะไรนิดๆ หน่อยๆก็ไม่ได้รับไปเลย แสดงว่าเราเอง เราไม่ได้มางานพุทธทายาทเลย มาเฉยๆมาดูเขา หรือว่ามา แม้มาเป็นตัวที่จะมารับเอาด้วยซ้ำไป แต่รับไม่ได้ ไม่ได้มรดก ไม่ได้อะไรไปเลย ก็ไม่ได้เป็นทายาท ทีนี้คำว่าทายาทนี่ มีในคำสอนพระพุทธเจ้านะ มี คำสอนของพระ พุทธเจ้าท่านสอนว่า เรานี่จะได้รับมรดกในชีวิต ในชีวิตของคนนี่ มีมรดกไปตลอด เรื่อยๆ รับไปตลอดกาลจนกว่าจะปรินิพพาน ถ้ายังไม่ปรินิพพานตราบใด ก็จะ มีมรดกของตนนั่นแหละไปตลอดกาล ทิ้งไม่ออก ของศาสนาพุทธเรานี่ทิ้งไม่ออก ใครจะมาปลด มาปลง มาแก้ มา มีอาสา มาอาสาที่จะแก้ ให้เปลี่ยนแปลงให้ ทำลายออกไป หรือเอามาเติมให้ ก็ไ

อ่านต่อ

ม่ได้ เราจะมีของๆตน เป็นมรดกของตน อะไร รู้ไหม พระพุทธเจ้าสอนเราไว้ บอกไว้เลย มีในพระไตรปิฎกยืนยัน ชัดเจน อันนี้สำคัญมากเลย เรื่องนี้ แล้วคนเราทุกวันนี้ โดยเฉพาะชาวพุทธรุ่น ใหม่ๆนี่ ไม่เชื่อ ไม่เอา ไม่ทำตาม รู้ไหม อะไร เรามีอะไรเป็นทายาท หา มีกรรม ได้ยินเสียงคนตอบ ข้างหน้าๆนี่เป็นยังไง ไม่ค่อย ไม่ค่อยพูด ไม่ค่อย อะไรเลย สู้เด็กๆไม่ได้นะ พวกเรานี่ เด็กๆนี่ตอบ แจ๊วๆๆเชียวนะ พอ ถามปั๊บนี่ ตอบ แหม! ผิดมั่ง ถูกมั่งแกก็ตอบ พวกเรานี่ มันเต๊ะท่า ตอบไป กลัวผิด มันเลยไม่ค่อยตอบ ไม่ค่อยกล้าตอบ แม้จะตอบได้ตอบถูกก็ไม่ตอบ จะ ทำไม อะไรอย่างนี้ล่ะนะ เอ๊!นักเรียนเขาตอบเก่งนะ ตอบแล้วมันจะได้รู้ว่า การแสดงออก ผลลัพธ์ ผลตอบอะไรนี่ แล้วมันก็ดีใช่ไหม กรรม กรรมนี่ คือ การกระทำทั้งหลายแหล่ กิริยาทั้งหลายแหล่ที่ เกิดในตัวเรา คนเรานี่ มีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม 3 อย่างนี่แหละ ไม่มี อื่นหรอก กรรม มีกรรม 3 นี่แหละ กาย วาจา ใจ 3 อย่างนี่เกิดอยู่ในตัวเรา เราคิดนิดหนึ่ง ก็เป็นกรรม แล้วก็เป็นของเรา แล้วก็เป็นมรดกของเรา เรา คิดชั่วนิดหนึ่ง คิดแช่งในใจนี่ เรามี คิดแช่งนี่เป็นกรรมดีหรือกรรมชั่ว เป็นชั่วนิดหนึ่งของเราแล้ว เป็นจริงๆสั่งสมลงเป็นมรดกของเรา เราคิดชั่วอย่าง นี้บ่อยๆๆๆๆๆๆ มันก็จะสั่งสม แข็งแรง แล้วเราก็จะคิดชั่วอย่างนี้คล่อง คิดชั่วใน แง่ไหนก็แล้วแต่ คิดชังน้ำหน้าคน คนใดคนหนึ่ง เราคิดชังน้ำหน้าคนคนใดคนหนึ่ง นี่ คิดบ่อยๆๆๆ เราก้จะมีความชังนี่มากขึ้นๆๆๆๆๆ คิดรัก รักคนใดคนหนึ่งนี่ คิด คิดรักคนใดคนหนึ่ง คิดจะรัก มันก็จะรักมากขึ้น มากขึ้นๆๆๆ คิดอาฆาต คิดเมตตา เหมือนกัน คิดเมตตาเขามากๆๆๆ เมตตาขึ้นเรื่อยๆๆๆ มันก็จะ เมตตาขึ้นมากๆๆๆ คิดอาฆาตจะแก้แค้น คิดซ้ำๆๆๆ คิดมากๆๆๆ มันก็จะเป็น มากๆ แล้วก็เป็นของเรา อันนี้แหละสำคัญมาก กรรมเป็นของๆตน ภาษาบาลีท่านเรียกว่ากัมมัสสโกมหิ หรือกัมมัสสกตา กรรมนี่เป็นของๆตน เป็นกิริยาที่เราทำเอง หลายอย่างที่เราไม่ตั้งใจจะทำ แต่ มันเป็นในตัวเรา เพราะเราได้สั่งสมมา มันเป็นอย่างนั้นล่ะ เป็นนิสัย เป็น สันดาน หรือเป็นบารมี เป็นอยู่ในตัวเรา ทุกอย่างในโลกนี้ พระพุทธเจ้าท่านก็ ไม่เคยสอนว่า ทุกอย่างมาเอง มีเอง ท่านไม่เคยสอน เป็นจนกระทั่งมันเป็น สัญชาตญาณ สัญชาตญาณนี่ คือสิ่งที่ติดตัวเรมา ติดตัวเรามา ไอ้สิ่งที่ติดตัวเรา มา สัญชาตญาณนี่จะเป็นดี หรือไม่ดี ถ้าดีเราเรียกว่าบารมี ถ้าไม่ดีเราเรียก ว่าสันดานหรืออุปนิสัย มันติดในตัวเรามา จะคิดก็ตาม จะพูดก็ตาม จะทำ ทางกายกรรมก็ตาม สั่งสมลงจากการทำเอา ทำ เราทำเอง เราได้ยินได้ฟัง เราไปทำตามเขา เราเชื่อเขา เราก็ทำตาม ฝึกเอา หัดเอา เราหัดอย่างไรได้อย่างนั้น หัดคิดอย่างไร ก็ได้อย่างนั้น หัดพูดอย่างไร ก็ได้อย่างนั้น หัดทำอย่างไร ก็ได้อย่างนั้น เรียกว่ากรรมทายาท กัมมัสสโกมหิ กัมมทายาโท กัมมโยนิ กัมมพันธุ กัมมปฏิสรโณ นี่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า กัมมัสสโกมหิ หมายความว่ากรรมเป็นของเรา เราทำกรรมใด เป็นของเรา เอาไปให้ใคร ไม่ได้ เราทำชั่วจะบอกว่า คุณเอาไป ไม่ได้ เป็นสมบัติของเรา เรารับ ต้องรับ คุณคิดนิดหนึ่งก็ต้องรับ ไปทำชั่วในที่ไหน ที่แจ้ง ที่ลับตาคน คิดนี่ ไม่มีใครรู้กับเราได้ ง่ายๆหรอก แต่เป็นของเรา แช่งใครในใจก็เป็นของเรา เป็นของเรา เป็น ความชั่วของเรา คิดดีก็เป็นของเรา คิดชั่วก็เป็นของเรา ทำชั่วพูดชั่ว ก็เป็นของ เรา แล้วเป็นมรดก กรรมทายาท หรือกรรมทายาโท เป็นมรดกของเรา เป็นมรดก ที่ไม่มีทิ้งไปไหน กรรมนี่ ไม่ทิ้งไปไหน เล็กน้อยจนกระทั่งถึงมากมาย สั่งสมลง แล้ว ไม่มีการทิ้ง แต่มันจะออกฤทธิ์ ออกฤทธิ์รวมมา มาเป็นบทบาท มาเป็น อำนาจในตัวเรา ถ้าเราทำกรรมดีมาก มีกรรมดีมากๆ กรรมดีก็จะมีฤทธิ์ ทำให้ เราเป็นอยู่สุข ทำให้เราเจริญ ทำให้เราเป็นไปด้วยดี ถ้ากรรมชั่วมีมาก มันก็ จะทำให้เรานี่ตกต่ำ ทำให้เรานี่เลวร้าย เป็นทุกข์ เดือดร้อนมากมาย วุ่นวายมาก มาย ถ้าสั่งสมกรรมชั่วมากๆ มันจะบวก ลบ คูณ หาร มันยิ่งกว่าเครื่อง คอมพิวเตอร์ ละเอียดลออยิ่งกว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ มีสภาพที่บวก ลบ คูณ หาร อย่างซื่อตรง คอมพิวเตอร์มีข้อมูล มันก็ซื่อตรงเหมือนกันนะ คอมพิวเตอร์นี่ มันมี ข้อมูลอะไร มันก็บวก ลบ คูณ หาร นอกจากเครื่องเสีย ถ้าเครื่องไม่เสียนะ มัน ก็บวก ลบ คูณ หาร อย่างซื่อตรงเหมือนกัน ออกมาเท่าที่มันมีข้อมูลมากมาย แล้ว มันก็เอามาบวก ลบ คูณ หาร ออกมาใช้ อย่างอันนี้ก็เหมือนกัน นี่เป็นสัจจะธรรม ดาเลย กรรมเป็นของของตน เราต้องรับมรดกของกรรม หรือเราจะมีกรรมเป็น เราเป็นทายาทของกรรม เราเป็นผู้รับช่วงกรรมของเราเอง ไม่ได้ชาตินี้ ต่อไป อีกไม่รู้กี่ชาติๆๆ กี่ชาติ กรรมนี่แหละ จะพาเราเกิด กรรมนี่แหละ จะพาเรา ดำเนินไป กัมมโยนิ กรรมพาเราเกิด ตายจากชาตินี้แล้ว ไปเกิดชาติหน้า ก็มี ตัวกรรมน่ะ พาไปเกิด ตัวกรรม ตัววิบาก ที่เราสะสมไว้ ถ้าเราทำกรรมดีไว้ ก็ ได้เกิดดี เกิดชาติหน้าดี เจริญกว่านี้ ถ้าไม่ทำ ถ้าทำกรรมไม่ดีไว้ก็... เกิดชาติ หน้า ก็ไม่เจริญ แต่กรรมนี้ มันไม่ได้มีชาติเดียว เราเกิดมาก็ไม่รู้กี่ร้อยกี่พันกี่หมื่น ชาติแล้ว แต่ละคน แต่ละคนนี่ เกิดมานาน เกิดมามากมาย ในศาสนาพุทธเราสอน อย่างนั้น พระพุทธเจ้าบอกว่า แต่ละคนนี่นะ เคยเกิดมากัน ถ้าเอากระดูกของแต่ละคนนี่นะ เกิดมาชาตินี้ ตายก็เอากระดูกมากองไว้ เกิดมาอีกชาติหนึ่ง จะไปเกิด เป็นอะไรก็แล้วแต่ คนเรานี่ เกิดเป็นสัตว์ก็ได้ กรรมมีวิบากชั่ว เกิดปั๊บ ไปเกิด เป็นสัตว์ เป็นหมู หมา กา ไก่ อะไรก็ได้น่ะ ไม่ใช่ว่าเราจะได้เกิดชาติหน้า จะได้เป็นคนทุกชาติๆ ไม่ ถ้ามันชั่ว มันเลว ไปเป็นเดรัจฉาน ไปเป็นสัตว์ต่างๆน่ะ แต่ละชาตินี่ เราเกิดของเรานี่ ก็เอากระดูกมากองไว้ ชาตินี้เป็นคน ก็เอากระดูก มา ชาตินี้ได้เกิดมาเป็นหมา เอากระดูกมารวมไว้ ชาตินี้ได้เกิดเป็นช้าง เอา กระดูกมารวมไว้ ชาตินี้ได้เกิดมาเป็นคนอีก เอากระดูกมารวมไว้ กองๆๆ กอง กระดูกของแต่ละคนนี่ แต่ละคน แต่ละคน เกิดมาไม่รู้กี่ชาติๆ กองกระดูกของแต่ละ คนที่ท่านบอกเปรียบเทียบได้ว่า จะมีกองโตเท่าภูเขาเวปุลลบรรพต กองกระดูก ของแต่ละคนนี่ ภูเขาเวปุลลบรรพต นั่นเป็นภูเขาที่แต่ก่อนนี้ สมัยโบราณนานมา แล้ว เดี๋ยวนี้ มันไม่มีหรอก เป็นของสมัยโบราณ ที่เคยตั้งชื่อเอาไว้ เป็นภูเขาที่ ใหญ่ที่สุดแหละ เอามาเรียก เหมือนเราเรียกภูเขาหิมาลัย เราจะพูดถึงภูเขาสูงๆ เราก็จะพูดถึงภูเขาหิมาลัย อะไร อย่างนี้เป็นต้น สูงกว่าเพื่อนในโลก เขาก็พูด ถึงภูเขาหิมาลัย อะไรกันอย่างนี้ สมัยโน้นก็มีภูเขาเวปุลลบรรพต แต่ละคนนี่ จะ มีกระดูกกองเท่าภูเขาเวปุลลบรรพต ได้เกิดมาไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติ เอากระดูก มารวมกองได้ถึงขนาดนั้น หรือแต่ละคนเกิดมาแล้วนี่ ได้มีความทุกข์ ได้ร้องไห้ น้ำตาไหลอกมาออก ร้องไห้มีทุกข์กันมา จนกระทั่งน้ำตานี่ ของแต่ละคน ถ้ารับ รอง รองรับเอาไว้นี่ ของแต่ละคน เก็บไว้ ใครน้ำตาไหลออกมาเท่าไหร่ ก็ใส่ถังไว้ รองๆ รับไว้ เกิดมา คนมีน้ำตานี่ รองรับได้มากกว่า 4 มหาสมุทร ที่ได้มี ทุกข์มาแล้ว ได้ร้องไห้กันมาแล้ว น้ำตาของแต่ละคนนี่ แต่ละชาติ แต่ละชาตินี่ รับ รองได้ รวมไว้ รวมไว้ รวมไว้นี่ ได้ร้องไห้กันมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 4 มหาสมุทร คิดดูซิว่า เราได้เกิดมากี่ชาติกันแล้วนี่ แต่เราไม่รู้ เราไม่ได้เรียนรู้สัจธรรม เราไม่ได้มาปฏิบัติอบรม จนกระทั่งจิตวิญญาณมีญาณทัสสนวิเศษ มีญาณอันลึกซึ้งเข้า ไป จนกระทั่งได้ไปรู้ความจริงพวกนี้กันมากมาย พระพุทธเจ้านี่ ท่านตรัส ท่านเล่า ไม่ใช่ว่าท่านเล่านิยายตลก ท่าน ไม่ใช่ ไม่มีเวลามาเล่านิยายตลกหรอก ท่านสอนด้วยสัจจะ สอนความจริง สอน เรื่องที่ลึกซึ้ง สอนเรื่องที่สำคัญ ที่มนุษย์ควาจะได้ จะมี จะเป็น เอาละ อาตมาจะพยายามพูดถึงเรื่องคำว่าทายาทนี่ พระพุทธเจ้าท่าน สอนเรา เรื่องทายาท หรือว่ามรดก ผู้รับมรดก ผู้รับช่วง แล้วก็อาตมาถามแล้ว พระพุทธเจ้าสอนเราว่า สิ่งที่เป็นมรดกสำคัญคือกรรม กรรมคือการกระทำ นี่ เป็นสำคัญ เริ่มต้นอาตมาพูดถึงพุทธทายาท และเรามา เรามาอบรมพุทธทายาทนี่ เราจะต้องได้เนื้อหาของพุทธไปเป็นมรดกบ้าง หรือเป็นสิ่งที่เราจะรับช่วงเอาไป เป็นของตนไปใช้บ้าง ถ้าไม่ได้เลย ก็ไม่ได้เลย ถ้าได้บ้าง ก็ยังดี ทีนี้ พระพุทธเจ้าสอนเรา บอกว่ากรรม คือกิริยานี่ล่ะ กิริยาทั้งหมด ไม่ว่าคิด ไม่ว่าพูด ไม่ว่าทำนี่ เราทำไว้ มันเป็นของเรา สะสมไว้ ไม่หกไม่ตก ไม่หล่นไปไหน ไม่มีคนจดหรอก แต่ว่าเป็นสัจจะ เป็นความจริง ไม่มีใครจด ไม่มี ใครมาบังคับ ไม่มีใครมาทำคะแนน ไม่มีใครมาสั่งสมให้เราหรอก แต่เราสั่งสม ของเราเอง เป็นของๆ เราเอง เราสั่งสมกรรม นี่เป็นเรื่องลึกซึ้งมาก เป็น เรื่องที่พระพุทธเจ้าเท่านั้นที่ตรัสรู้เรื่องนี้ กรรมเป็นอันทำ ทำแล้วเป็นของเรา เราต้องรับมรดก มีฤทธิ์ มีแรง ทีนี้ มรดกที่เราจะได้นี่ มีกรรมทายาทนี่ เราทำ มันก็แบ่งกรรมออกเป็น 2 อย่าง เป็นกรรมดีกับกรรมชั่ว เป็นกรรมดีกับกรรมชั่ว กรรมดีกับกรรมชั่วนี่ แหละ เราทำลงไป มันก็สั่งสม พระพุทธเจ้าถึงสอน แบ่งออกมาว่าเป็นลักษณะที่ เราจะชี้ชัดอยู่ 2 อย่าง หรือท่านเรียกว่า อามิสทายาท กับ ธรรมทายาท พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า เธอทั้งหลาย จงอย่าเป็นอามิสทายาทเลย จงมาเป็น ธรรมทายาทเถิด จงมาเป็นธรรมทายาทเถิด หมายความว่า คนนี่อย่าไปหลง อามิส อย่าไปเป็นลูกหรือว่าผู้รับช่วงมรดก ไม่เป็นลูกของพุทธ ไปเป็นลูกของชาว โลกๆ เป็นลูกของชาวโลกๆ โลกียะ คืออามิสนี่ มันก็มีลาภ มียศ มีสรรเสริญ มีโลกียสุข แล้วเราก็ไม่รู้เรื่องของลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข แล้วเราก็ยังไป แย่งไปชิง เป็นทายาท หรือว่าเป็นลูก เป็นผู้รับมรดก แล้วก็ยังไปเป็นมรดกของคน ที่ไปแบ่งลาภ แย่งยศ แย่งสรรเสริญ แย่งโลกียสุข ความสุขที่อันนี้แหละสำคัญ มาก สุขที่โลกไปแย่งกัน แย่งโลกียสุขกัน ทุกวันนี้ ที่เราเกิดมานี่ แย่งมาตลอด อยากได้อะไรสมใจ เราก็ไปแย่ง เราก็ไปอยากได้มา พอได้มาแล้ว เราก็มา ชื่นใจ แล้วก็มาดีใจ เป็นสุข เรียกว่า สุข แล้วก็ได้สมใจ เรียกว่าโลกียสุข ทีนี้ พระพุทธเจ้าท่านมาสอนว่า สุขเหล่านี้ ไม่ใช่ของจริง มันมาจาก กิเลส ที่เรียกว่า อยากได้มาให้แก่ตน เรียกว่าสมุทัย เรียกว่ากิเลส พอได้มาสม ใจแล้ว เราก็หลงว่ามันสุข คนเราอยู่อย่างนั้น แค่นั้นเอง อยากได้เงิน ได้ ทอง อยากไดเพชรได้พลอย อยากได้ความสวยความงาม อยากได้ยศชั้นสรรเสริญ อยากได้สมบัติพัสถาน อะไรก็แล้วแต่ อยากได้สรรเสริญเยินยอ ชมชื่น ใครมาชม ก็ชอบ ใครมาติ ก็ไม่ชอบ พอเราได้สมใจอยาก เราก็เป็นสุข เรียกว่าเป็นสุข แล้วเราก็มีชีวิตชีวาอยู่กับสิ่งที่เป็นสุขอย่างที่ว่า แล้วก็แย่งกัน เกิดมาก็หาวิธี จะได้ลาภมา ได้ยศมา ได้ยศชั้นสรรเสริญ มาเสพสมใจ แล้วเรียก ว่า ได้สุข มีความสุข ชื่นอกชื่นใจ ห่อฮ้อ แหม! ดีจัง อยู่แค่นั้นแหละชีวิต พระพุทธเจ้าท่านเห็นสัจธรรมที่ชัดว่า ไอ้สิ่งอย่างนี้แหละ ที่พาให้เรา ต้องมาแย่งกัน ต้องมาทุกข์ร้อน ต้องมาอยู่ในโลกนี้ ไม่หลุดออกไปจากโลกได้ ไม่ สูงส่ง ไม่เกิดคุณค่า ไม่เป็นประโยชน์ ไม่เป็นคนสมบูรณ์ เพราะอย่างนี้ เพราะ มาแย่งลาภ ยศ สรรเสริญ นี่เรียกว่า อามิสน่ะ เรียกว่าอามิส อามิส ออ่าง สระ อา มม้า สระอิ ส เสือ อามิสน่ะ เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ใดเป็นลูก หมายความว่า มี สิ่งที่จะรับเป็นมรดก หรือเป็นผู้ที่จะรับช่วงในเรื่องของอามิส เกิดชาติไหน ก็มาแย่ง แต่ไอ้อามิสนี่ เกิดชาติไหน ก็มารับแต่ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขกันอยู่อย่างนี้ ไม่ล้าง ไม่เลิกสักที เราก็คือทายาทของอามิสนี่ตลอดกาลนาน พระพุทธเจ้าท่าน มาสอนธรรมะ ธรรมะของพระพุทธเจ้า เป็นโลกุตรธรรม ไม่ใช่โลกียะอย่างนั้น ธรรมะของพระพุทธเจ้า เป็นโลกุตรธรรม คือเป็นผู้ที่เข้าใจเลยว่า ไอ้ลาภ ที่ แลกเปลี่ยนมานี่ เป็นของหมดค่า เราออกแรงทำงาน เราไปรับจ้าง ทุกวันนี้ คน ทุกวันนี้ ในโลกนี่ ไปรับจ้างทำงาน พอทำงานรับจ้างแล้ว ก็ได้สิ่งแลกเปลี่ยนมา ได้เงินแลกเปลี่ยนมา เราก็หมดค่าแล้ว หมดค่าแล้ว เราไม่ได้อะไร ไม่ได้ อะไรเป็นสมบัติ มันหมดไปแล้ว สมมุติว่าค่าแรงของเรานี่ เรามีคุณภาพ หรือว่ามี ประสิทธิภาพ สักประมาณหนึ่ง เราไปทำงาน ทำงานเสร็จ เขาก็ให้ค่าแรงแลก มา เราไปดายหญ้า เราไปแบก ไปยกไปหาม หรือเราไปทำงานอะไรก็แล้วแต่ เถอะ ทำงานชั้นสูงกว่าดายหญ้าอีกก็ตาม เขาว่าเป็นชั้นสูงนะ แต่ที่จริงมันไม่สูง หรอก คนดายหญ้า ก็สูงเหมือนกันนั่นแหละ ถ้าเขาทำงานสุจริต เสร็จแล้วเขาก็ ให้ค่า ค่าดายหญ้า ค่าอะไรก็แล้วแต่ กลับแลกคืนมา ถ้ามันสม มันเหมาะ มันสม เราก็หมดค่า ค่าแรงงาน เราควรจะได้ 100 บาท เขาก็ให้เงิน 100 บาท มา เราก็ไม่มี เราก็ไม่มีคุณประโยชน์อะไรแล้ว เราก็เอาเงิน 100 บาทมา เป็นค่าแรง เจ๊าแล้ว เราไม่มีคุณค่าอะไร ไม่มีประโยชน์ เพราะเราเอาแลก ค่ามาเป็นเงิน หมดไป เราไม่มีประโยชน์ ไม่มีประโยชน์อยู่ในโลก ไม่มี ประโยชน์อยู่ในสังคม ไม่มีประโยชน์อยู่ในมนุษย์ที่เกิดมา เราก็เอาเงินนี้มา ถ้าเราเอาเงินนี้ไปซื้ออะไรกิน เอาไปซื้ออะไรใช้ มันก็เอามาใส่ตนเอง ให้แก่ตน เอง บำเรอตนเอง ถ้ายิ่งไปใช้จ่ายที่เป็นสิ่งบำเรอตนเอง ก็สูญเปล่า ไม่เกิดคุณ ค่าอะไรอีกเลย มีแต่เติม เติมกิเลสลงไปเท่านั้น แต่ถ้าเราไปทำงานใช้แรงงาน ไปทำงานอย่างที่ว่าเมื่อกี้นี้ จะไป ดายหญ้า ไปแบก ไปขน หรือว่าไปคิดอ่าน ไปเขียน ไปคิด ไปทำอะไรก็แล้วแต่ เถอะ เท่าที่เราสามารถ พอทำลงไปแล้ว สมมุติว่า ราคาแรงงาน มันประมาณ 100 อย่างเมื่อกี้นี้ แต่เราไม่เอามา เราไม่เอาค่าแรง เรามีประโยชน์แล้ว คนก็ ได้รับนั่นน่ะ คือแรงงานของเรา คือคุณค่าของเรา คือกรรมของเรา คือกิริยา ของเรา เราไปทำงานใช่ไหม เราก็มีกรรม การงาน ค่ากรรมของเรา เรา ไม่ได้เอามา ร้อยหนึ่ง เราไม่ได้เอามา กรรมนั้นก็เป็นสมบัติ กรรมนั้นก็เป็น ของที่เราได้ให้คนที่เขาได้รับประโยชน์จากเราไป เขาก็ได้รับไป โดยที่เขาไม่ ได้จ่ายค่าเหล่านั้นมาให้แก่เรา มันก็เป็นของเราอยู่ ใช่ไหม ฟังออกไหม เพราะเราไม่ได้รับมาเป็นเงิน ไม่ได้รับมาเป็นธนบัตรแลกมา หรือไม่ได้รับเป็น ของแลกเปลี่ยนอะไรก็แล้วแต่ เราไม่ได้รับมา เมื่อไม่ได้รับมา มันก็ยังเป็นของ เราอยู่ ถ้าเรารับแลกมา มันหมดไป ฟังออกไหม ถ้าค่าของม้นร้อยหนึ่งนะ เราไปทำงานนี่ ค่าของมันจริงๆ ในอัตราโดยถูกต้อง โดยไม่ผิด ไม่ค้าน ไม่แย้ง อะไร ร้อยหนึ่ง ค่าของมัน 100 หนึ่ง แต่เราก็ไปโกงเอาราคาว่า เอ้ย ค่าตัว ฉันจะต้อง 102 120 150 ค่าตัวฉันจะต้อง 200 ไปโกงขึ้นมา ไปโก่งเอาราคา เกิน 100 แล้ว เขาก็ยอมให้ นั่นยิ่งเป็นหนี้ เพราะจริงๆ มันควรจะ 100 เดียว แต่เราก็ไปเอามาเกิน 100 เสร็จแล้วเราก็ดีใจ ว่าเราได้มามาก แท้จริง เราน่าจะเสียใจ เพราะเราไปโกงเขามา ไปเอาเปรียบเขามาเกินกว่าความ จริง ความจริงมันควรจะค่า 100 เดียว แต่เราเอามาเกินกว่า 100 เราก็ไป ขูดรีดคนอื่นเขามา ไปเอาเปรียบ เอารัดเขามา เป็นหนี้ เป็นหนี้ด้วยซ้ำ คนที่เป็น หนี้แบบนี้เยอะ พ่อค้า แม่ขายที่เอาเปรียบเอารัด ของราคาทุนขนาดนี้ แล้วก็เอาไป ขายเกินราคา แล้วก็ไปโกง ยิ่งคนเซ่อๆ ซ่าๆ มาหรือว่าคนที่ต้องการมากๆ ขึ้น ราคาเลย โกงราคา โก่งใหญ่เลย ยิ่งได้มากๆแล้วนึกว่า ดี นั่นแหละ ยิ่งเป็นหนี้ เพราะฉะนั้น พ่อค้าแม่ค้า ที่โกงเอาเปรียบเอารัดพวกนี้ ส่วนมากตายไปแล้ว กลับมาเกิดเป็นวัวควาย มาใช้หนี้ มาเป็นวัวเป็นควาย ให้เขาไถนา ให้เขาไป เขาให้กินฟาง มารับใช้หนี้อยู่หลายต่อหลายชาติ กว่าจะหมดหนี้หมดสิน กว่าจะพ้นหนี้พ้นสิน กว่าจะได้เกิดมาเป็นคนใหม่ เป็นคนอีกชาติ ในชาติอีกใหม่อีกนาน หลายชาติเลย เป็นร้อยๆ พันๆชาติ หรือแม้จะเป็นข้าราชการ จะคอรัปชั่น จะทำ อะไรก็แล้วแต่ ขี้โกง ที่จริงแม้แต่อัตราเงินเดือนข้าราชการทุกวันนี้ ก็ฉ้อฉล เงินเดือนราชการทุกวันนี้ ก็เป็นการเอารัดเอาเปรียบชนิดหนึ่ง ขึ้นราคาไปแล้ว ก็ทำงานไม่คุ้มกับเงินหรอก โดยสัจจะแท้จริง ทำงานไม่คุ้มกับเงิน คนทำคุ้มก็แล้ว ไป แต่ส่วนมาก คนทำไม่ค่อยคุ้ม ไม่ค่อยคุ้มกับเงินเดือนราชการนี่ หรือแม้แต่บริษัท บางคนก็อู้ ไม่ทำคุ้มราคาเขา ทั้งๆที่บริษัทนี่ เขามีเจ้าเข้าเจ้าของ ที่ดูแลผล ประโยชน์ให้มันคุ้มกันอยู่ แต่ขนาดนั้น ก็ยังไม่ค่อยจะตรง เลี่ยงอะไรพวกนี้ พวกนี้ ก็เป็นหนี้ ฟังเข้าใจไหม อาตมาพยายามอธิบายความเป็นจริงให้ฟัง ถึงเรื่องของกรรมนี่สำคัญ กัมมัสสโกมหิ กัมมทายาโท กัมมโยนิ กัมมพันธุ กัมมปฏิสรโณ ศาสนาพุทธ นี่เป็นศาสนาที่เรียนรู้เรื่องกรรม เรียกว่ากรรมสัจจะ หรือกรรมนิยม กรรมนี่ เที่ยงแท้ ไม่มีโกง นิยมะ หรือนิยม นี่แปลว่าเที่ยง กรรมนี่เป็นเรื่องจริง กรรมนี่เป็นเรื่องเที่ยงแท้ เป็นเรื่องที่ไม่โกง ไม่เพี้ยน ฟังดีๆนะ หลายท่านจะ พูดถึงเรื่องเบาๆ เป็นเรื่องที่ง่ายๆ อะไรให้ฟัง อาตมาพูดนี่ หนักหน่อย พูดถึง เรื่องลึกซึ้ง เป็นเรื่องสัจจะที่ลึกซึ้งให้ฟัง ฟังดีๆ อย่าไปนั่งหลับ ยังไงๆ ก็ พยายามตื่น นานๆจะได้ฟังเรื่องอย่างนี้ เรามีชีวิตเกิดมานี่ ถ้าเราไม่ ได้ฟังศาสนาพุทธ ไม่ได้ฟังสัจธรรม ไม่ได้ฟังสิ่งที่ดี ไม่ได้เรียนรู้สิ่งที่ดี แล้วก็ สะสมเอาสิ่งที่ดีไป เกิดมาก็เสียชาติเกิดเปล่าๆ เรียกว่าโมฆบุรุษ เสร็จแล้ว ยังจะสร้างหนี้สร้างสิน มาสร้างบาปสร้างเวรให้แก่ตัวเอง ตายไปแล้ว ก็ได้ แต่พวกนี้เป็นมรดก เป็นบาป เป็นเวร เป็นหนี้ เป็นสิน เป็นเรื่องราวร้ายๆ เลวๆ เลวๆอะไรที่มันไม่เข้าเรื่อง แล้วทำให้เราไม่รู้ เรายังไม่เข้าใจ เราก็เป็น อย่างนั้นใช่ไหม ถ้าเราเข้าใจแล้ว เราจะได้ปรับตัวทัน ชาตินี้นี่ พวกเราก็ยัง อายุไม่มาก เราจะได้ปรับตัวได้อีกกี่ปี กี่ปี ก่อนจะตาย เราก็ได้ปรับ ทำสิ่งที่ดี พากเพียร อุตสาหะ ทำดีน่ะมันยาก ทำเอาเป็นกุศลเป็นสิ่งที่เป็นบุญ เป็นสิ่งที่ดีน่ะ มันยากนะ ยากก็ต้องทำ เพราะเราไม่รู้ เราถึงได้ต้องตกนรก ขึ้นสวรรค์ ตก ต่ำ ไม่ค่อยได้ขึ้นสูง หมุนเวียนอยู่อย่างนั้นละ เพราะฉะนั้น เราต้องรู้ของเรา เรารู้จริงๆ แล้วเราจะได้ปรับปรุง อุตสาหะ วิริยะพากเพียรเอา เราไปแย่ง แย่งเงิน แย่งทอง แย่งลาภ แย่งยศ ในโลกนี่ ต้องแย่งกันไหม ทุกวันนี้ เหน็ดเหนื่อยไหม แล้วไปแย่งเอามา แล้วไป เอาเปรียบเขามานี่นะ แย่งเอามาแล้ว เอาได้เปรียบเขามานี่ ที่ยังไม่ ได้ฟังธรรมะนี่ ลองตอบก่อน ลองสมมุติว่าเรายังไม่ได้ฟังที่อาตมาพูดเลย พอไป แย่งเขามา แล้วเราได้เปรียบเขามาเยอะแยะนี่ ดีใจไหม แล้วมันผิด หรือมันถูก ละ เห็นไหม ว่าคนเรานี่ มันเซ่ออย่างนี้ มันโง่อย่างนี้ แล้วทำกันอยู่อย่างเซ่อๆ โง่ๆอย่างนี้เต็มบ้านเต็มเมือง เขาไม่ได้ฟังสัจธรรม ก็ดีใจ พอไปได้เปรียบมาดี ใจ แล้วไปเอาเปรียบเขามา ได้เปรียบเขามา ดีใจ ที่จริงมันเสียสละ ควรจะดีใจ ไปได้เปรียบ ไปเอาเปรียบเขามา มันควรดีใจหรือ ใช่ไหม ได้เสียสละ หรือว่า คนอื่นเขามาเอาเปรียบเราได้นี่ เราก็ได้เสียสละ เราเสียเปรียบด้วยแหละ ทั้งๆที่รู้นี่ เราเจตนาจะเสียเปรียบนี่แหละ คือเราเสียสละ ทั้งๆที่เรารู้นี่ เอ๊า! คุณเอาไปเลย เอาไปให้มากกว่า เราจะเอาไว้น้อยกว่า แต่คุณได้มากไป เราเอา ไว้น้อยเรียกว่ามักน้อย ศาสนาพุทธนี่ สอนความมักน้อย เราไม่เอามาก เอาน้อย ไว้ นี่เรียกว่า มักน้อย ถ้าเราทำน้อย แต่จะเอามาก นั่นเรียกว่า มักมาก ไม่ ทำเลย ก็จะเอาด้วย ไม่เหมาะ ไม่สมของตัวเอง จะเอาเกินกว่านั้น นั่นเรียก ว่า มักมากทั้งนั้นแหละ ใช่ไหม เรามักน้อย เราเอาไว้น้อย แล้วให้เขาไป มากๆ นี่แหละ เราได้ ยิ่งไม่เอาเลย ยิ่งได้เต็มเลย อย่างเมื่อกี้ ยกตัว อย่าง เราไปทำงานแล้ว ควรจะได้ค่าแรงสัก 100 เราไม่เอาเลย เราได้ หรือเสีย ตลกนี่ เราไม่เอา เราทำไมได้ล่ะ หา ตั้งใจฟังดีๆนะ เราไม่เอา แล้วทำไมได้ หา เราได้เสีย นี่ฟังแล้ว มันงงเลยนะ เอ๊! ทำไม่ได้ ได้สิ่งที่เสีย น่ะ ได้สิ่งที่สละ ภาษาไทย เราว่าเสียนี่ คือสละ เราสละ เราให้ไป เราไม่เอา เราได้สิ่งที่ไม่เอานี่ มันฟังแล้ว ฟังยากไหม เราได้นี่ จริงๆเป็นกรรม กรรมกิริยา ที่เราให้เขาไป กิริยาที่เราสละ กิริยาที่เราทำทาน กิริยาที่เราบริจาค กิริยาที่ เราให้ผู้อื่น เกื้อกูลผู้อื่น กิริยาอย่างนี้แหละ เป็นกรรม ที่เป็นทาน เป็นบุญ เป็นการได้ให้ ฟังดีๆนะ พวกเรานี่ อาตมาไม่โง่หรอก ฟังก็พอเข้าใจ อาตมา กำลังพูดสัจจะ เหตุผลมันฟังได้ใช่ไหม ฟังดีๆ เคยได้ยินมา ลึกๆ มันก็รู้มาทั้งนั้น คนไม่โง่เกินไป ฟังที่อาตมาพูดนี่ ฟังเข้าใจ ฟังยังไง ก็ฟังเข้าใจ เพราะว่าไม่ ใช่เรื่องยาก มันเป็นเรื่องเหตุผล มันเป็นเรื่องสำคัญ มันเป็นเรื่องจริง เกิด อีกกี่ชาติ ถ้าไม่โง่จนเกินไป ฟังอย่างนี้ ก็รู้เรื่องทั้งนั้น ใช่ไหม เราได้สละนี่ เป็นความดีของเรา เป็นคุณค่าของเรา เป็นประโยชน์ที่เราได้ให้แก่โลกไว้ ให้แก่ผู้อื่นไป ไม่ใช่เอามาให้แก่ตัว ไม่ใช่จะมาเห็นแก่ตัว ถ้าโลภมาให้แก่ตัว มา เห็นมาเห็นแก่ตัวนี่ เป็นความเลว เป็นหนี้ ที่ไปกอบโกยขี้โกง เอาเปรียบ เอารัด เขามา ยิ่งบาป ยิ่งเป็นเวร เป็นภัย ชาตินี้อาจจะได้เงิน เอ้า!อย่างคนไปปล้นเขา มา ไปขี้โกงเขามา ไปขี้โกงเขามา ขี้โกงเขามาได้เงินไหม ไปปล้นเขามา ได้ เงินไหม ได้ใช่ไหม แต่เราได้บาป อกุศลกรรมหรืออกุศลกรรม เราได้บาป หรือได้บุญ ชาตินี้ คุณได้เงิน คุณไปปล้นเขา คุณไปโกงเขามา คุณได้เงิน แหม! เอาเงินมาใช้เปรมเลยนะ ได้เงินนะ แต่ได้จริงๆนี่ ตายไป คุณเอาเงินไปได้ไหม คุณได้อะไรไปแน่ บาป ได้ความโกง ความทุจริต ได้ความชั่ว นี่แหละเป็นของๆ เรา นี่แหละ เป็นมรดก คุณจะเอาเงินเป็นมรดก หรือ โธ่เอ้ย ชั่วครั้งชั่วคราว ว่อบแว่บ ได้มาด้วยขี้โกงด้วย ได้มาด้วยขี้โลภด้วย แม้สุจริต อาตมาอธิบายไป ก่อนแล้วเมื่อกี้นี้ เราไปทำงาน ลงแรงไป สมมุติว่าค่าแรงมันร้อยหนึ่ง เอ้า! ทวนซ้ำ พูดซ้ำ คุณเอาแลกกลับคืนมานี่ คุณไม่ได้โกงใช่ไหม ใช่ไหม ค่าแรงเรา สมควรจริงๆ มันควรจะร้อยหนึ่ง คุณก็แลกเอาคืนมา แล้วคุณได้ไหม เห็นไหม เมื่อกี้ ฟังชัดๆ คุณไม่ได้นะ คุณเอาร้อยหนึ่ง ร้อยหนึ่งแลกมา มันก็หมดค่าแล้ว ไม่มีบุญ ไม่มีกุศลอะไรเลย ดีแต่ว่าไม่บาปนะ ร้อยหนึ่งอย่างที่ว่าเมื่อกี้นี้ ฉัน จะได้ อธิบายไปแล้ว เหมือนกับเมื่อกี้นี้ ค่าแรงเรา ควรจะ 100 หนึ่ง แต่คุณ ไปโก่งเอา 120 ไปโก่งเอา 150 ไปโก่งเอา 200 ทีนี้ละได้บาปมาด้วย ได้หนี้ มาด้วย ไปโกงเขามา ไปเอาเปรียบเขามา ได้หนี้มาด้วย เพราะฉะนั้น คนที่คิดค่าแรงงานของตัวเองแพงๆๆๆ นั่นน่ะ หวาด เสียว คิดค่าแรงงานของตัวเองแพงๆ หว

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน