341207 ใหญ่...ไม่เสร็จ โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
341207 ใหญ่...ไม่เสร็จ โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก
ใหญ่...ไม่เสร็จ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2534 ณ พุทธสถานปฐมอโศก
วันนี้อาตมาก็อยากจะพูดถึงเรื่องของกิเลส ส่วนที่เป็นอัตตามานะอีก ถ้าเผื่อว่าเราทำลายอัตตามานะนี่ ได้อย่างจริงๆเลยนะ ที่ในหลวงท่านได้ตรัสในวันเฉลิมพระชนมพรรษาปีนี้ว่า ต้องพยายามให้มีความรักสามัคคี จงรัก สามัคคี นี่มันจะสมบูรณ์ได้ทันทีเลย ความรักสามัคคี ความรักที่สามัคคีนี่ไม่ใช่ความรักแบบโลกๆ ไม่ใช่ความรักเชิงกาม ไม่ใช่เป็นความรักที่ไร้สาระ ความรักผลาญพร่า ความรักทำลาย ความรักเห็นแก่ตัว จะไม่เป็นเช่นนั้นเลย จะไม่เป็นความรักชนิดเห็นแก่ตัว ความรักสามัคคีนี่จะเป็นความรักที่สูงส่ง มันจะสูงส่งได้จริงๆ เพราะเราลดอัตตามานะ ลดกิเลส โดยเฉพาะกาม เป็นเบื้องต้นแหละ กามนี่เป็นเบื้องต้น เหตุเพราะเรามีกาม กามนี่มันเรื่องของความเห็นแก่ตัว เป็นความรักส่วนตัวส่วนตน เป็นความต้องการได้รสได้ชาติ ได้สิ่งที่เสพสมสุข กามนี่ สิ่งที่จะเสพสมสุข ซึ่งเป็นอัสสาทะ เป็นรสอร่อยของโลกีย์ที่ชัดที่สุด เป็นโลกีย์ที่…นั่นแหละตรงเป้าเลย กิเลสแท้ๆก็คือตัวนี้แหละ ตัวที่อยากได้ใคร่เสพ อยากได้มาใคร่เสพ แล้วก็มีปฏิกิริยากับตัวเอง จะเป็นที่ได้สมใจในทางรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส หรือว่าสมใจในเรื่องสมมุติ สมมุติอย่างนั้นอย่างนี้ สมมุติอย่างไหนที่ตัวเองได้สมใจ ว่าอย่างนี้น่ะมันถูกใจเราเองเหลือเกิน ตั้งแต่เป็นวัตถุรูปข้างนอก จนกระทั่งถึงสมมุติอยู่ในภพ สมมุติอยู่ในความนึกคิด ปั้นลมปั้นแล้งเอาไว้ ก็สมมุติตามอำเภอใจ เออ...อะไรที่ตัวเองอยากเป็นอย่างนั้น อยากเป็นอย่างนี้ อยากได้อย่างโน้นอย่างนี้ให้สมใจตนเองอยู่ในใจ สิริรวมแล้วก็คือกาม คือความอยากได้ใคร่เสพ ถ้าผู้ใดลดได้เท
อ่านต่อ
่าใดๆก็หมดตัวตน หมดภาระ บรรลุธรรม ลดอย่างนั้นได้จริงๆ ล้างกิเลสตัวนั้นได้อย่างชัดแจ้ง จนกระทั่งถอนอนุสัยอาสวะได้ ก็คือนิพพานไปแต่ละตัว วิมุติไปแต่ละตัวเลยทีเดียว เหตุปัจจัยอะไรที่เรารู้แจ้งรู้ชัดแล้วก็...สุดท้ายแม้แต่จะมี จะเป็น จะใช้ จะสัมผัส สัมพันธ์อยู่ แต่เราก็ไม่เสพ ไม่ติด รู้สาระตามสาระ รู้คุณค่าตามคุณค่า รู้การอาศัย แล้วเราจะอาศัยมันตามฐานะของมัน ที่ดิน ที่อยู่ ก็อาศัยมันตามฐานะของมัน มันไม่ใช่เรา มันไม่ใช่ของเรา อาศัยมันได้ ไม่มีสิทธิหน้าที่ เรามีสิทธิ ทุกวันนี้มันมีสภาพของการครอบครองสิทธิ คนในโลกทุกวันนี้มีการครอบครองถือสิทธิ เรามี...สมมุติว่าครอบครองถือสิทธิ เราก็ครอบครอง จะเป็นชั่วคราวหรือจะเป็นถาวรก็ตามใจ อย่างอาตมาอยู่ที่นี่ ไม่ถาวรนะ อาตมาไม่ได้ครอบครองสิทธิที่อยู่ปฐมอโศกนี่อย่างถาวรหรอก อย่าง...อย่างผิวเผิน ถ้าคนที่ครอบครองชัดที่สุด ก็คือมูลนิธิธรรมสันติ เป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ครอบครองสถานที่ พื้นดินพวกนี้มากที่สุด มูลนิธิธรรมสันติเป็นเจ้าของเข้าครอบครองมากที่สุด ส่วนอาตมานั้นเป็นผู้อาศัยเท่านั้น ไม่ได้ไปครอบครองยืนยาวอะไร ถ้าเจ้าของเขาบอกว่าไป ว่าอย่างนั้นนะ อาตมาไป สองขาก้าวย่างเดินทางออกไป สบาย ใจเราหวงแหน ใจเราติดยึดมั้ย ก็อยู่ที่เรา ถ้าเราไม่มีใจหวงแหน ไม่มีใจติดยึด ไม่มีใจถือว่านี่เป็นเราของเรา ไม่มีใจถือจริงๆเลยนะ เราก็ไม่มีถือ เราก็ไม่มีเราของเราจริงๆ ก็ไปได้สบาย แต่ถ้าเผื่อว่าเราติดยึดอยู่ อาลัยอาวรณ์อยู่ พอเขาบอกว่าไป แหม ไล่ฉันไปทำไมล่ะ ก็ขออยู่นี่ทำประโยชน์ให้ไม่ได้เหรอ มันหวงแหน มันอยากอยู่ มันถึงแม้ว่าเราจะออกโดยไม่พูด แต่ใจของเรา เราจะรู้ใจของเราว่า เอ๊ เรายังติดอยู่นะนี่ ยังหวงแหน ยังอาลัยอาวรณ์ ยังถือเป็นเราเป็นของเราอะไรอยู่นะ อย่างนี้เป็นต้น เรานั่นแหละจะรู้ตัวเราเองดีเมื่อมันเกิดเป็นจริงขึ้นมาเมื่อใด ทีนี้ ถ้าเผื่อว่าไม่เกิดเหตุการณ์อย่างนั้นก็ตาม เราก็ต้องเรียนรู้ในการที่จะพิสูจน์ว่า เราพราก เราจาก เราปล่อย เราวาง อะไรต่ออะไรนี่ มันจะเป็นแบบฝึกหัดให้เรารู้ว่า อย่าว่าแต่ที่ดินเลย ของที่มันมีคุณค่า ที่เรารัก เราหวงเราแหนยิ่งกว่า ที่พักที่นอนที่อาศัย และเรายิ่งเป็นคนเลี้ยงง่าย เป็นคนพักอาศัยอยู่ไหนก็สบาย นอนดินนอนหญ้า นอนพื้นนอนสนาม นอนที่อ่อนที่แข็ง เราก็นอนได้ นั่งได้อยู่ ไม่ติดที่ ไม่ติด ไม่ไปยึด ไม่ไปหลงใหลได้ปลื้มกับไอ้สิ่งเหล่านั้น เราก็ยิ่งจะรู้ตัวเรายิ่งง่ายว่า โอ๊ย อย่างนี้เราไม่มีปัญหาหรอก และมันมีอีกอันหนึ่งที่มั่นใจในตัวเราก็คือว่า เรามั่นใจว่าตัวเราเป็นคนดี เดี๋ยวจะขยายตัวดีตัวนี้ ไอ้ตัวดีตัวนี้น่ะเป็นตัวร้ายด้วย เรียกมานะ เดี๋ยวจะขยาย แต่ตอนนี้ขอบอกกว้างๆก่อน เรามั่นใจว่าเราเป็นคนดี เป็นคนมีความขยัน มีความอุตสาหะ มีความสามารถ มีความเสียสละ สร้างสรร เรามั่นใจในตัวนี้ เราก็จะไม่แคร์เลยว่าสมบัติอะไรๆนี่ไม่ต้องมี เราก็...ไปที่ไหนเราก็ใช้ความสามารถ ใช้ความรู้ ความดีงามของเรานี่แหละกอบก่อประโยชน์ไปได้ทุกที่ และเรายิ่งรู้ตัวว่าตัวนี้ล่ะวิเศษ ยิ่งรู้ตัวว่าเราเป็นคนอ่อนน้อม ถ่อมตน เป็นคนยอม เป็นคนไม่มีตัวตน เป็นคนไม่มีอัตตามานะ ยิ่งวิเศษใหญ่เลย เพราะฉะนั้นจะไปเป็นขี้ข้าใคร จะไปเป็นคนรับใช้ใคร จะไปเป็นอะไรที่ไหน แล้วเราก็เป็นคนขยันหมั่นเพียร มีความสามารถด้วย ไปสมัครงานที่ไหน ใครจะรับมั้ยๆ เขาจะมาหามเอาไปโน่น มาหามเอาไปเลย เราจะไปเป็นคนรับใช้อย่างดีขยันหมั่นเพียร ไม่ถือเนื้อถือตัวเลย เป็นคนรับใช้จริงๆ ขยันด้วย แล้วเป็นคนมีความสามารถด้วยนะ มีความรู้ด้วย รู้กับเจ้าของ รู้กับเจ้านายด้วย ไปรับใช้อย่างเต็มที่เลยนี่ เขาจะมาหามเอาไปเลย ถ้าเป็นคนที่มีปัญญา เขาก็จะกราบ ขอร้องอ้อนวอนให้ไปอยู่กับเขา แล้วเขาก็จะไม่ลบหลู่ด้วย จะบูชาด้วย เพราะเรามีคุณค่า นี่อาตมาอธิบายแล้วนะ ว่าเป็นคนหมดอัตตามานะด้วยนะ เป็นคนไม่มีอัตตามานะ จะเป็นอย่างนั้น แม้จะไปอยู่กับคนที่มีกิเลส แล้วเราก็ยอมเป็นคนรับใช้ด้วย เขาก็จะมาหามเอาไปแม้จะไม่กราบก็ตาม มาหามเอาไปเลย แต่ถ้ายิ่งเขาเป็นคน มีปัญญา มีคุณค่า มีความดีงาม มีปัญญารู้ที่ต่ำที่สูง รู้ที่ดีที่งาม มีกตัญญูกตเวที เขาจะกราบเคารพบูชา เชิดชูเราด้วย เพราะเราเป็นคนมีคุณค่า มีความรู้ มีความสามารถ เป็นคนสร้างสรร เป็นคนมีประโยชน์ให้แก่เขาได้อาศัย ได้เรียนรู้ด้วย เขาก็จะกราบเคารพบูชาด้วยซ้ำ เอ้า ทีนี้อาตมาว่าทิ้งไว้เมื่อกี้ว่าไอ้ตัวดีนี่แหละคือตัวร้าย ฉะนั้นถ้าเผื่อว่าเราเองเป็นผู้ที่ได้ลดละปละปล่อย ไอ้เรื่องอบายมุขเราก็ไม่ติดไม่ยึด ไม่เอร็ดอร่อยแล้ว ในพวกเรานี่มันยกตัวอย่างได้ชัด พวกเรานี่ อบายมุขเราละ เราลดมาจริงๆ เราไม่ไปเที่ยวเตร่สำมะเลเทเมาอะไรละ จะไปเสพการพนันเราก็ไม่ มีอยู่เต็มบ้านเต็มเมืองเดี๋ยวนี้ การพนันก็มีอยู่ครื้นเครง การพนันอย่างย่อย อย่างหยาบ อย่างกลางอย่างละเอียด อย่างบรรจุซอง มีทุกขนาด มีทุกอย่าง เต็มบ้านเต็มเมือง ในโทรทัศน์โทรเทิ้ดนี่ ออกมานี่ การพนันก็เยอะแยะ ออกมาโดยรูปของการพนันแฝง ในโทรทัศน์ทุกวันนี้น่ะ นึกออกมั้ย เชิงการพนันเสี่ยงทาย การพนันอะไรอยู่ในโทรทัศน์นี่ก็เยอะแยะไป รัฐบาลก็ขายล็อตเตอรี่ การพนันเสี่ยงทาย การพนันอย่างหยาบ กลาง อะไรมีทั้งนั้น ยิ่งการพนันหยาบๆ ไปเล่นไพ่ เล่นโป เล่นอะไรต่ออะไรไม่ต้องไปพูดถึง พนันมวย พนันม้า พนันหวย พนันกีฬา พนันกอล์ฟ พนันอะไร เต็มไปหมดเลย การพนันเยอะแยะมากมาย จนกระทั่งติดปากว่าจะทำอะไรที่นี่ ถ้าใครอวดดีกันก็บอกพนันกันมั้ยล่ะ อื้อ ติดปาก ใช่มั้ย ติดปาก ไอ้พนันนี่ พอจะทำอะไรนี่ พอจะทำอะไรขึ้นมานี่ หรือว่าจะทำอันนั้นได้หรือไม่ได้ พนันกันมั้ยล่ะ แน่ะ ติดปากแล้ว อื้อ ยอดนักพนันเลยในโลกนี้ (พ่อท่านหัวเราะ) จะจริงหรือไม่จริงก็แล้วแต่เถอะ ใช่มั้ย จะพนันจริงหรือไม่จริงก็ตามแต่เถอะ พนันกันมั้ยล่ะ อื้อ ตั้งแต่เด็กแล้ว หัดใช้คำว่าพนันนี้มาตั้งแต่ตัวเล็กๆแล้ว นี่ไปดูได้เลย ตั้งแต่...จะว่ามาตั้งแต่อนุบาลแล้วมั้ง อย่าว่าแต่ชั้นประถมไปเลย เห็นมั้ย ตั้งแต่อนุบาลเห็นมั้ย พนันกันมั้ยล่ะ มาแล้ว ทั้งๆที่พนันเป็นรึเปล่าก็ไม่รู้ แต่เป็นนะ อนุบาลก็พนันเป็น พนันเขกเข่ากันมั้ย (พ่อท่านหัวเราะ) พนันมาตั้งแต่เล็กแต่น้อยแล้ว โตมาพนัน ทีนี้เราก็ไม่ต้องพนันกันแล้ว ทิ้งการพนัน ทิ้งสิ่งเสพติด สิ่งเสพติดก็สารพัด จริงๆเลย สิ่งเสพติดทั้งนั้นแหละ ในโลกนี้น่ะ สิ่งเสพติดตัวเดียว อะไรก็เสพติดทั้งนั้นแหละ มันติดแล้ว มันก็เสพอยู่เป็นรส รสอร่อย รสหลงดี หลงติดยึด เสพติดทั้งนั้นแน่ะ เพราะฉะนั้นเสพสิ่งเสพติดหยาบๆพวกเราก็รู้ ตั้งแต่เสพติดหยาบๆอะไรนั่น ฝิ่น เฮโรอีน อะไรมาจนกระทั่ง เหล้ายาปลาปิ้ง จนกระทั่งเสพติดอาหาร เสพติดรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เสพติดความสวย ความงาม เสพติดสมบัติพัสถาน เสพติดอารมณ์อะไรก็แล้วแต่ อารมณ์กระดุ๊กกระดิ๊ก กระด๊อกกระแด๊ก อย่างโน้นอย่างนี้ อะไรก็ตามใจเถอะ เสพติดแม้กระทั่งมานั่ง โอ้โห ติดฌาน ฌานฤาษีนะ นั่งสงบ โอ้ฮู เอาวิมานสวรรค์อะไรมาแลกก็ไม่เอา อู๊ย เบา ว่าง นี่ไม่กินข้าวไปวันหนึ่ง ถ้านั่งหลับอย่างนี้ได้ทั้งคืน ข้ามคืนข้ามวัน สองวันสองคืน ห้าวันก็เอา มันอร่อย มันสงบ อู๊ย มันก็ไม่มีตัวตนเสพติด เสพติดอะไรก็แล้วแต่ แม้แต่ที่สุดเสพติดคุณงามความดีนี่ เราก็เสพมันติดมัน คุณงามความดี เราทำดีน่ะดีแล้ว แต่เราไปเสพติดมันๆ ถ้าไม่หลงมันก็ติดมัน ถ้ามันหลงแล้วมันจะเป็นอย่างไร มันก็ถือดี พอเสพติดดีแล้ว ก็ถือดีว่าเรามีดี เรามีดีนี่แหละ ขณะนี้กำลังเป็นสงครามในชาวอโศกเราโดยไม่รู้ตัว ไม่รู้อัตตามานะตัวนี้ว่าเรามีดี พอมาอโศกอย่างน้อยที่สุดก็มาปฏิบัติตนลดละอบายมุข ก็ว่าเราได้ดีหน่อยแล้ว เพราะเราลดอบายมุข จะได้ถาวรหรือไม่ถาวรก็แล้วแต่เถอะ มานี่มันก็ไม่ได้เสพ ไม่ได้ติด ไม่ได้ไปคลุกคลีเกี่ยวข้องใช่มั้ย ในเรื่องอบาย มุข พอมานี่ก็นึกว่าตนดีแล้ว อ้า เราไม่มีอบายมุข เรานึกว่าเราดีแล้ว แหม แอ๊คแล้ว แน่ะ แต่ก่อนเราก็มีเล่นการพนัน เดี๋ยวนี้มาอยู่กับหมู่นี่ก็ไม่ได้เล่นการพนัน แต่ก่อนกินเหล้าสูบยา เราก็ไม่ได้กินเหล้าสูบยา ผู้หญิงแต่ก่อนอยู่ข้างนอกก็แต่งเนื้อแต่งตัว ทาตา ทาหน้า ทาคิ้ว ทาคาง ทำโน่นทำนี่ เสพติดอะไรอย่างผู้หญิงน่ะ น้ำหมน้ำหอม น้ำเหม็นอะไรก็แล้วแต่ เดี๋ยวนี้ก็ไม่ได้ใช้ มาอยู่ที่นี่ก็ โอ๊ ก็นึกว่าตัวเองลดละปละปล่อย ถือดี จะถาวรหรือไม่ถาวรไม่รู้ล่ะนะ แต่มาอยู่ในที่นี้ก็เรียกว่าเราเหมือนกับคนบรรลุนะ เหมือนกับคนวางปล่อยได้ มันก็ดูดีนะ มันก็เป็นชั่วครั้งชั่วคราว แต่ทีนี้ถ้าไม่เรียนรู้ด้วยปัญญาญาณ เจโต จะต้องละกิเลสอันนี้ อย่างปัญญาแทงทะลุ ถอนอาสวะจริงๆนะ เดี๋ยวกลับไปก็ไปลิ้มเล็มอีก จะเห็นได้หลายผู้หลายคน มาอยู่อโศกเป็นปีแล้วนะ กลับออกไป อ้าว ไอ้ที่ว่าละได้ กลับไปคลุกคลีอย่างเก่า กลับไปเอาอย่างเก่า บางคนนี่อย่างผู้ชายก็ไปสูบบุหรี่อย่างนั้นน่ะ ยังไปกินเหล้าอยู่อย่างเดิม ผู้หญิงก็ยังไปแต่งหน้าแต่งตา ทาเนื้อทาตัว ทาน้ำหมน้ำหอม กินใช้อะไรต่างๆนานาอย่างโลกๆอยู่ แต่อยู่ในนี้มาแล้วเราทำได้ชั่วคราวก็ตาม เราจะเห็นว่าเราได้ดี มันก็ถือดีตัวนี้ พอถือดีตัวนี้เราก็จะถือว่าเราได้สละ ยิ่งอยู่นานปีก็เหมือนกับเรานี่ได้เสียสละจริงๆเลยนะ แล้วเราก็มาทำงานสร้างสรร เออ นี่เราก็ไม่รับของแลกเปลี่ยนนะ อย่างน้อยสละที่เรารักเราชอบมา รสอร่อยอันนั้นเราก็ทิ้งมาแล้วเราก็ไม่ไปคลุกคลีเกี่ยวข้อง ไม่ไปเสพใส่ให้แก่ตัวเอง ไม่ไปบำเรอตนแล้ว เราก็เอาเวลาเอาแรงงาน ดีไม่ดีเอาทุนรอนด้วย เงินทองอะไรมาช่วยเหลือเฟือฟายที่นี่ ให้ที่นี่ได้สร้างสรร เราก็เอาแรงงานเราด้วย เอาความรู้ของเรา ความสามารถของเรา เอามาทำ เอามาให้ที่นี่ บางทีก็ลงทุน เอ้า มีเงินมีทองก็ใส่เข้าไปให้ด้วย ทำไปด้วย มันก็เลยยิ่งรู้สึกว่าตัวเองมีดี ฮ่ะ มันชักดีเยอะขึ้นมา ยิ่งเยอะ มันไม่ค่อยรู้ตัวนะ แหม ดีแล้ว มันก็ผยอง ทีนี้ใครจะติจะเตียนบ้างก็ชักมองแล้ว หน้าอ่อนๆ หน้าใหม่ๆมา แกพึ่งมา (พ่อท่านหัวเราะ) อย่าแอ๊ค ฉันน่ะมาเก่า ทิ้งมาก่อน แล้วฉันก็ยังมีดี เสียสละแรงงาน เสียสละความรู้ความสามารถมาก่อน มีดีกว่า มันไม่รู้ตัวง่ายๆหรอกนะ มันแอ๊ค แทนที่จะประสานกัน เห็นน้องเห็นนุ่งก็ เออ...อย่าไปข่ม...ลักษณะข่มมันจะเกิดเลย อย่าไปข่มเขา มันไม่นึกแล้ว มันจะข่ม ไอ้ตัวดีนี่มันทำให้ตัวเองไม่รู้ตัวหรอก ไม่รู้ตัว มันชักจะ...ฉันคนมาก่อนนะ ฉันสละมาก่อนนะ ฉันทำแต้มมาก่อนนะ จะดีอย่างไรก็ต้องวิ่งตามฉันน่ะ จะอย่างไรก็แล้วแต่ หรือบางคนมาถึงก็มาแสดง... พอคนมาทีหลังก็มาแสดงความเสียสละนะ มีเงินก็แสดงสละเงินมากๆ มีความไม่ขยันก็แสดงความขยันให้มากๆ จนเด่นจนมากอะไรต่ออะไร คนที่มีดีเก่าก็ชัก เอ๊ะ ไอ้นี่มันกำลังกวดอย่างเร็วเลยนะ มันมาเสียสละอย่างเร็วเลย แล้วมันก็ไม่รู้ตัวว่าตัวเองตั้งตัวแข่งขันแล้ว ชักมองเขม่นแล้ว ชักจับคู่แล้ว ไอ้นี่มัน...มันมาแรงแล้ว มันมา...แทนที่จะญาติดี อนุโมทนา ไม่ละ ตั้งหน้าตั้งตาเป็นคู่ต่อสู้ ไม่ค่อยรู้ตัวนะ มันไม่ทำแรงนะ มันไม่ออกมาแรงๆว่าจะสู้เลย มันไม่เอาอย่างนั้นนะ แต่ในใจลึกๆน่ะมันเอาแล้วๆ อัตตามานะตัวนี้เอาแล้ว มันสู้ พอเขาชักจะดีเกินหน้าจริงๆขึ้นมา ชักจะมีคนเข้าไปยินดีปรีดา ชักจะมีคนสนับสนุนส่งเสริม แต่เรามันคนเก่าใช่มั้ย ไอ้คนส่งเสริม มันก็ชักจะออกไปส่งเสริมทางโน้นเข้า เอ๊ ไอ้นี่ชักเอาพวกกูไปหมด ชักจะไปมีบริวารแล้ว กูชักจะไม่มีหมู่มีพวกแล้วนะนี่ เอาละซิตานี้ มานะก็ขึ้นมากกว่าเก่าแล้ว ชัก.. เอาละทีนี้ชักจะไม่ค่อยพอใจ ชักไม่ยินดีแล้ว ชักเป็นคู่แข่งตัวจัดจ้านขึ้นมาเรื่อยๆเลย สุดท้ายก็เลย อะไรก็มองไม่ชอบใจแล้วนี่ ก็เป็นคู่อาฆาตกันแล้วนี่ มองอย่างไรมันไม่คอยชอบใจแล้ว มันชักเพ่งโทษ ชักมองมุมมองเหลี่ยมที่มันจะต้องเอา หาทางให้เขาเป็นคนเลว ทำแต้มให้เขาเสีย ว่าบ้าง หาเรื่องติเรื่องเตียนบ้าง อย่างโน้นอย่างนี้บ้าง อาตมาล่ะก็เมื่อยๆ เมื่อยกับสงครามพวกนี้ โอ๊ย ว่าความกันไม่ค่อยจะเสร็จ มีกันอยู่เรื่อย แล้วมันมีมากด้วยนะ อาตมาเองดูไม่ถ้วนถึงหรอก มันเยอะพวกเราน่ะ เป็นอย่างนี้ เล็กน้อยก็ตาม มากบ้าง น้อยบ้าง อะไรขนาดนั้นขนาดนี้ก็ตาม เยอะ เพราะมันไม่รู้ตัวง่ายๆ ขอย้ำยืนยันว่ามันไม่รู้ตัวง่ายๆ ขอให้พวกเราสังวรสำนึกให้ดีๆ ตรวจจริงๆเลย ตรวจจริงๆ เสร็จแล้วบางคนกามยังไม่หมด กามก็ยังไม่หมด ทีนี้ก็สองขั้วเลย มีทั้งอัตตามานะ กามก็เป็นตัวลิ่วล้อสนับสนุนอยู่นะ เสร็จแล้วพอไม่ชอบอันนี้ก็ไป...กามมันก็ออกฤทธิ์ซิ ก็หาคนชอบ ที่จะชอบแบบกาม ทีนี้ มันมีฤทธิ์กาม มันมีฤทธิ์แรงของกาม เพื่อที่จะให้ผูกพัน ให้มีเพื่อนที่ผูกพัน ให้มีมิตรสหาย มิตรสหายประเภทกามนี่ จะผูกพันขนาดไหนก็คือกาม ได้คนนี้มาเป็นเพื่อนเรา ได้คนนี้มาร่วมสุขทุกข์ ร่วมอะไร มากเข้าเท่าไหร่ก็แล้วแต่ เป็นเรื่องของกิเลสที่หยาบเข้าไปเท่านั้น ฟังให้ชัดๆ ฟัง ดีๆ ร่วมได้มากเท่าไหร่ มากเรื่อง มากเหตุ มากปัจจัยเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นกามจัด จ้านมากเท่านั้น ก็หา...หาพวก เสร็จแล้วก็ได้พวกได้อะไรหนุนเข้าไป ทีนี้พวกเรานี่มัน จะว่าโง่ก็ไม่โง่ จะว่าฉลาดก็ยังไม่ฉลาด จะว่าไม่รู้ก็รู้ จะว่ารู้ก็เหมือนคนไม่รู้ พอไปเรื่องกามมากๆก็ชักรู้ตัว เฮ๊ย ชักไม่เข้าท่า มันกะยึกกะยักน่ะ ฟังดีๆนะ อาตมาพยายามอธิบายเป็นภาษาคนให้เข้าใจ มันชักคะยึกคะยัก อื๊อ จะไปทำผลีผลาม ไปทำแรงก็ไม่ได้ แต่ใจลึกๆๆ มันบอก เฮ๊ย ต้องหาพวกๆ มันก็จะเข้าไปผูกพัน ไปมีพวกลึกๆ อย่างที่อาตมาว่านี่แหละ เพราะฉะนั้นยิ่งผู้ใดมีมารยาอะไรมากๆ มันก็จะออกเยอะ ซ้อนเชิงเยอะเลย มารยาพวกนี้ซ้อนเชิง ไอ้ที่สำนึกว่ามันรู้ว่าดีเหมือนกัน บอกแล้วว่ารู้ บางที่จะว่าไม่...ไม่รู้ มันก็รู้เหมือนกันว่ามันก็ไม่ดีนะ แต่มันก็ต้องพราง ก็พรางซับซ้อนซิตานี้ ฉันคบกันอย่างเพื่อน แหม...เพื่อนจะรักสามัคคีนะ แต่ลึกๆน่ะมันไม่ใช่รักสามัคคี มันรักกาม ตัวเองก็พรางๆๆ พยายามที่จะเสนอบอกให้เขาเห็นว่า ตัวจริงน่ะฉันทำดี แต่ตัวลึกน่ะ มันก็ดำเนินการอยู่เพื่อที่จะต้องทำตัวนี้ ปฏิกิริยานี้ เพื่อที่จะเอามาแข่งขันอีกอันหนึ่ง หาพรรคหาพวก หาเพื่อนหาฝูง ถ้าคนที่มีเพื่อนเยอะๆนะ เข้ากับคนได้มากๆ คนนั้นไม่ค่อยแรงหรอก คนไหนที่ไม่ค่อยมีเพื่อน ไอ้ที่อาตมากำลังเล่านี่จะแรงจะชัด คนที่ไม่ค่อยมีเพื่อน ไม่ค่อยมีใครเป็นเพื่อน มันก็ต้องหาเพื่อน แล้วก็ไม่ค่อยจะเข้า...เข้ากับเพื่อนก็ไม่ค่อยได้ ก็ต้องหาเพื่อนคนที่เข้าได้ ก็เลยผูกพันกับเพื่อนที่เราเข้าได้นี่มากๆ แม้เป็นเพศเดียวกันก็จะมาก หนักเข้าจะวิตถารไปเลย ถ้าต่างเพศทีนี้ก็ยิ่ง ทีนี้ล่ะซ้อนเลย เพราะว่าในที่นี้เราระวังกันอยู่แล้ว ใช่มั้ย เป็นเพื่อนต่างเพศไปสนิทสนมกันมากเข้า ไอ้โน่นไอ้นี่เข้ามากๆก็...ก็ท้วงกันซิ ทักกันซิ ก็ว่ากัน ก็ห้ามก็ปรามกันซิ พวกเรามีอยู่แล้ว รูปแบบมันก็ต้องระมัดระวัง วินัยอะไรต่ออะไรต่างๆนานา เรามีศีลมีธรรม ท้วงก็ยิ่งเหมือนเอาน้ำมัน เขาเอาอะไร เขาเอาน้ำมันไปราดไฟ (พ่อท่านหัวเราะ) ไม่ใช่ เอาไฟไปราด เอาไฟไปจุด ถ้าจะเอาไฟ ต้องเอาไฟจุดน้ำมัน นี่เอาน้ำมันไปราดไฟ มันก็ยิ่งเอาชนะคะคาน มันก็ยิ่งแรง ยิ่งซับซ้อนนะ ยิ่งทับถมซับซ้อนเข้าไป เป็นภาวะซับซ้อนที่ผู้ไม่มีปัญ ญาจะไม่รู้ตัว แล้วก็ทำอะไรที่ยิ่งดึงดัน ยิ่งรุนแรงจัดจ้าน คนที่มาทักมาท้วง แต่ก่อนเคยสนิทสนมยิ่งพาลเกลียด เกลียดเข้าไปอีกเลย ก็เลยยิ่งไม่มีพวกใหญ่เลย แล้วยิ่งถือดี ไอ้ตัวลึกๆของตัวเองน่ะถือดีแล้วว่าข้ามาเสียสละ ข้ามามีความสามารถ ยิ่งรู้สึกว่ามีมากจริงเท่าไหร่ๆ นั่นแหละยิ่งแรงมากเท่านั้นๆ ยิ่งถือดีถือตัวแล้วก็ยิ่งมีความจริงด้วยว่า ตัวเองดี ตัวเองขยัน ตัวเองพากเพียร ตัวเองอุตสาหะ ตัวเองเสียสละได้เยอะ มีความสามารถมาก ยิ่งไม่รู้ตัว ยิ่งถือดี มันยิ่งเป็นแรงสนับสนุนให้ตัวเอง ให้คนๆนั้นแรงยิ่งขึ้นเลย ยิ่งมีกามเข้าร่วมอย่างที่กล่าวแล้ว มีกามร่วมด้วยก็เลยแล้วก็...มันถือดีมากนั่นเอง มันจึงเข้ากับหมู่ไม่ค่อยได้ มานะอัตตา มันมากเอง มันจึงเข้ากับหมู่ไม่ค่อยได้ เพราะฉะนั้นถ้าไม่ลดอัตตามานะแล้ว จะสมานสามัคคี จะมีสมานัตตาไม่ได้ ไม่ลดอัตตาแล้วไม่รู้ตัว ไม่ยอมรับ แม้บางทีรู้แต่ไม่ยอมรับ เมื่อไม่ยอมรับก็ไม่แก้ไขซิคนน่ะ ต้องยอมรับจริงๆเลยนะว่า โอ เรามีอัตตามานะ ถ้าเราแค่ที่เรารู้สึกว่า โอ้ เรามีอัตตามานะ นะตัวนี้ เราจะรู้สึกได้เลยว่า...แต่ละคนลองดูซิ ใจจริงของเรารับ...ยอมรับว่า โอ้ เรามีอัตตามานะ มันจะอ่อน ตัวลักษณะอ่อนน้อมถ่อมตน อปจายนมัยจะเกิด บุญกิริยาวัตถุ ความอ่อนน้อมถ่อมตนอันนี้จะเกิด ตัวเป็นผู้ยอม เป็นพวกคารโว นิวาโต เป็นผู้ที่จะเคารพนบนอบ อ่อนน้อม นิวาโต เป็นผู้อ่อนน้อม จะอ่อน ตัวเองจะอ่อนลง ตัวเองจะไม่ถือดี ตัวเองจะไม่เบ่งไม่ข่ม ตัวเองจะไม่หลงตัวเองมาก เพราะฉะนั้นผู้ใดที่ไม่มี ผู้นั้นน่ะ จะอยู่กับหมู่ยิ่งยากขึ้นๆๆ หนักเข้าก็อยู่กับหมู่ไม่ได้ หนักเข้าก็อยู่กับหมู่ไม่ได้จริงๆ กระเด็นออกไป เพราะฉะนั้นการทำความดีนี่ ถ้าไม่รู้เท่าทันมันแล้ว มันทำให้เรากระด้าง มันทำให้เราไม่มีพวก ไม่มีเพื่อน หนักเข้าก็เลยต้องทำงานคนเดียว สมน้ำหน้า เพราะใครมาก็ว๊าก ใครมาก็ข้าแน่ ใครมาก็ข้าเป็นหัวเรือใหญ่ ข้าเป็นอะไร เบ่งข่มเขาไปหมด แล้วใครมันจะไปทนไหวเล่า ถึงทนไหว เขาก็ไม่ทนแล้ว บอก ปล่อยให้เอ็งบ้าไปคนเดียวให้เข็ด ทำคนเดียวเถอะ มันเป็นธรรมชาติชนิดหนึ่ง มันอย่างนั้นน่ะ ก็ยิ่งหนักใหญ่เลยนะ มันก็ยิ่งไม่ได้เรื่อง ตัวเองก็ยิ่งหนัก เข้ากันไม่ได้ เสร็จแล้วมันซ้อนอีกนะ โดยยิ่งได้ทำคนเดียวมันได้ดูว่า ข้าทำอยู่คนเดียวไม่มีใครเท่าข้า ไม่มีใคร...ข้า เห็นมั้ยนี่ ก็งานไม่มีใครมาทำเลย ข้าคนเดียวเห็นมั้ยนี่ ที่นี่ข้าเลี้ยงไว้ทั้งหมดเลย มันยิ่งใหญ่ใหญ่เลยทีนี้ มันยิ่ง โอ๋ เจ้าประคุณเอ๊ย ทีนี้ล่ะ อื้อฮือ ค้างฟ้าเลยอีงวดนี้ ใครจะเอาชื่อนี้บ้าง ค้างฟ้าเลยงวดนี้ (พ่อท่านหัวเราะ) งวดนี้ (พ่อท่านหัวเราะ) ค้างฟ้าเลย ใหญ่เลยทีนี้ ยิ่งเห็น แล้วมันสมพร้อมด้วยนะ เพราะว่าตัวเองรับเละเลย คนอื่นก็เขาไม่มาเอาล่ะ เขาปล่อยเราแล้ว เขาไม่มาช่วยแล้ว เพราะว่าเอ็งอยากเบ่งนัก เอ็งอยากถือดีนัก เขาก็ให้ทำซะให้เข็ด ก็ทำใหญ่เลยนะ แล้วก็มองตัวเองบอก โอ้โห กูคนเดียวหรือนี่ แหม เลยต้องหนัก แบกใหญ่เลยต้องทำ แล้วเราก็ยิ่งมีมานะยิ่งใหญ่ว่า ฉันจะต้องเอาให้เสร็จ ฉันจะต้องเอาให้ได้ดี เอ็งไม่ช่วย ข้าจะแสดงฝีมือยิ่งใหญ่เลย ก็ยิ่งเห็นเด่นชัดเลยว่า ตัวเองยิ่งทำแล้วตัวเองยิ่งเก่ง ตัวเองยิ่งสามารถ ตัวเองยิ่งทำได้นะ ยิ่งได้ก็ยิ่งบอกว่า เห็นมั้ย ฝีมือข้า เอ็งไม่ทำก็ข้านี่แหละ โอ้โฮ ทีนี้มันใหญ่ไม่หยุดเลย ทีนี้ใหญ่ไม่เสร็จเลย แบบนี้สอยไม่ลง สอยไม่ลงจริงๆ ค้างฟ้าเลย ไม่รู้จะสอยถึงหรือเปล่าด้วย ไม่รู้จะเอาอะไรสอย โอ๊ย (พ่อท่านหัวเราะ) ค้างฟ้าเลยอีงวดนี้ อาตมากลัวจริงเชียว คือกลัว ตรงไหนรู้มั้ย กลัวที่จะช่วยเขาไม่ได้ ไม่รู้จะเอาอะไรสอย ไม่มีอะไรสอย เราก็แค่นี้นะ ตัวเราก็เท่านี้ ไม่รู้จะไปเอื้อมสอยเขาอย่างไร ลงมาได้ มันก็ค้างฟ้าอยู่นั่น ก็ขี้รดเราอยู่นั่นแน่ะ ยากนะ เสร็จแล้วทีนี้ไม่มีใครไปสอยก็ตกเองนะ ทีนี้เจ็บ ทีนี้ตกเอง มันสูงน่ะ มันอยู่ สูง ไม่มีใครสอย สอยไม่ติด ตกเองๆ (พ่อท่านหัวเราะ) ไม่รู้จะบอกใคร...ไม่ต้องบอกใคร เจ็บไม่บอกใครเลยอีงวดนี้ เพราะบอกไม่ไหว มันอธิบายความเจ็บไม่ถูก (พ่อท่านหัวเราะ) บอกไม่ไหว นี่อธิบายเป็นรูปธรรมให้ฟังนะ ฟังดีๆ มันซับซ้อนมากนะ ทีนี้พวกเรานี่มันมีลักษณะนี้เหมือนกัน แล้วก็มีลักษณะซ้อนอีกเหมือนกันว่า พวกเรานี่ทำ คนไหนที่อ่อนน้อมถ่อมตน ก็ไม่ว่าใครนะ ก็ช่วยกันทำ ใครมาทำก็ว่า...ไม่ว่าอะไร ทำไม่ว่า แต่ว่าเราไม่มีแรงงาน ก็เลยทำอยู่คนเดียว แล้วระวังละทำคนเดียว อย่าหลงตัวเองว่าเพราะข้าคนเดียว ใหญ่อยู่คนเดียว ระวังจะค้างฟ้าอย่างที่กล่าว ก็ไม่ค้างฟ้า นี้สมมุติว่าเขาไม่เป็นความ...เป็นผู้หลงใหลอะไรหรอก ก็ไม่ติด ไม่มีอัตตามานะ แต่พวกเรานี่ มันมีเหมือนกัน เห็นได้บางจุดบางแห่งนี่ ทำอยู่คนเดียวล่ะ แล้วก็ไม่เบ่งอะไร ถ้าใครไปช่วยก็ยินดีไม่อะไร แต่ว่ามันไม่มีเวลา ไม่มีแรงงานพอ งานเรามันเยอะ มันก็ไปได้ มันก็รักสามัคคีกันอยู่ ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง ไม่...ไม่อะไรกันหรอก แล้วก็เป็นสุข ข้อสำคัญก็คือเป็นสุข คนไปสัมผัส คนไปใกล้ ไปช่วยเหลือเฟือฟายอะไรก็เป็นสุข แต่ถ้าพวกที่ค้างฟ้านี่เข้าไปใกล้ เข้าไปช่วยเหลือ มันไม่เป็นสุข มันไม่ใช่รักสามัคคี เข้าไปใกล้ไม่ได้ นี่คุณลักษณะหรือว่าโทษลักษณะมันมี ให้ฟังอย่างนี้ชัดๆ เพราะฉะนั้นมันมีโทษลักษณะ แล้วมันก็เข้ากันไม่ได้ สามัคคีไม่ได้ มันมีโอกาสนี่ มีเวลาในช่วงที่เราจะ ไปสามัคคีใช่มั้ย อาตมาได้ฟังข่าวว่าพวกเราไปลงแขกงวดสุดท้าย ไปช่วยเกี่ยวข้าวนี่ แม้แต่เด็กๆเล็กๆก็ โอ๊ย สนุกสนานกันใหญ่ เห็นมั้ยล่ะว่าการลงแขกร่วมไม้ร่วมมือกัน รวมกันมากๆคน ได้ขนาดนี้มันสนุก งานมันหนัก มันก็ยังสนุกเลยที่จริงน่ะ แล้วมันก็มีอะไรต่ออะไร ถ้ายิ่งเราไม่มีตัวกิเลสที่มันถือดีมานะ อิจฉาริษยาหรือว่าไอ้โน่นไอ้นี่กันนะ อู๊ย มัน...มันสนุก แล้วมันก็เป็นพลังรวมที่แรงๆ รับรองว่าแบกช้างได้ทั้งตัวเลยแหละ เอาคนนี่ล่ะ พวกเรานี่ช่วยกันแบก อาตมาเคยเห็นมดมัน...มันขนสัตว์ที่ฆ่าแล้วมันตายนะ มดง่ามนี่ มดเล็กๆ ยิ่งตัวเล็กๆนี่ มันช่วยกันลากหามขึ้นมา โอ้โห มันลากได้นะ ไม่น่าเชื่อ ไม่รู้กี่พันเท่าของมันนะ ไม่รู้กี่พันเท่าของมัน ไอ้ตัว...เคยเห็นมั้ย ใครเคยเห็นมั้ย ไอ้มดเล็กๆนี่ มดแดงก็ตาม มดง่ามก็ตาม ยิ่งมดง่ามมันตัวน้อย มันตัวนิดหนึ่ง มันหาม มันช่วยกันลาก โอ้โห! ลาก เคลื่อน บอก โอ๊ย เจ้าประคุณ มันลากได้ แต่ตัวมันนิดหนึ่ง ไอ้ที่มันลากนี่มันเท่า...ไม่รู้กี่ร้อยกี่พันเท่า ตัวมันนิดหนึ่ง มันลากได้ มันช่วยกันๆ คนก็เหมือนกันน่ะ คนยิ่งฉลาดกว่าสัตว์พวกนั้นด้วยซ้ำไป ทุกวันนี้เราพิสูจน์อันนี้อยู่นะ ว่าพวกเรานี่ได้ร่วมแรงกัน ร่วมมือร่วมใจกัน คนละเล็กคนละน้อย มีอะไรก็เอาออกมา มีอะไรก็เป็นสมบัติ เป็นแรงงาน เป็นเรี่ยวเป็นแรงความรู้ความสามารถ เป็นความขยัน เป็นความอดทนอะไรก็แล้วแต่ พวกนี้เป็นอาการนาม เป็นลักษณะนาม เป็นอรูป อยู่ในตัวคนนี่น่ะ มีความอดทน มีความขยัน มีความเมตตา มีความเกื้อกูล มีกตัญญูกตเวที มีความเสียสละอะไรก็แล้วแต่ เราเอาออกมาพวกนี้ อันนี้แหละสร้างพวกเราได้มากกว่าเงินกว่า ทองเลย คุณมีความเสียสละเงินทอง มันก็มาตามแล้วใช่มั้ย คุณมีเงินมีทองไม่มีความเสียสละ คุณให้มีให้ตายอย่างไรมันก็ไม่ออกมา ใช่มั้ย มันไม่ออกมาหรอก แต่ถ้าคุณมีความเสียสละ มีกตัญญูกตเวที มีปัญญา รู้ว่าอันนี้ควรไม่ควร มันก็สละออกมาเอง ที่พวกเรานี่ไม่ต้องไปรีดนาทาเร้นอะไรกันก็เพราะมีปัญญา แล้วก็มีคุณธรรมพวกนี้ เป็นอรูป เป็นนามธรรมในตัวเรา เพราะเราสร้างหมู่กลุ่มชุม
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive