571110_ก่อนฉันที่โรงเรียนผู้นำ กาญจนบุรี.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
571110_เทศน์ก่อนฉัน เรื่อง สัมมาทิฏฐิ ที่แสดงโดยสยังอภิญญา ที่โรงเรียนผู้นำ กาญจนบุรี โดยพ่อครูโพธิรักษ์
วันนี้วันที่ 10 พ.ย. 2557 ที่โรงเรียนผู้นำ กาญจนบุรี พ่อครูเทศน์ก่อนฉันเรื่อง สัมมาทิฏฐิ ที่แสดงโดยสยังอภิญญา พ่อครูว่า … เราก็จะได้สดับรับฟังธรรมซึ่งพระธรรมคำสั่งสอนขอ ง พระพุทธเจ้านั้นใครจะหาว่าอาตมาหลงใหลเพ้อคลั่ง หน้ามืดตามัวธรรมะพระพุทธเจ้าก็ไม่ว่ากัน ที่พูดนี้ไม่ใช่ว่าอาตมางมงายอย่างที่เขาว่า คลั่ง ไคล้เ ป็นอาการของจิตใจคน ไทยเราเอาภาษาบาลีมาร่วม จิตก็เป็นบาลี ใจก็เป็นภาษาไทย จิตใจก็ร่วมเลย เป็นอาการอย่างหนึ่งของพลังงานแห่งความเป็นสัตว์ เป็นพลังงานระดับจิต ในนิยาม 5 ที่ท่านจำกัดความไว้ ความรู้สึกเป็นสิ่งที่ไม่ได้รู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส แต่รับรู้ได้ด้วย อาก าร ลิงค นิมิต อุเทส เช่น อาการของความรู้สึกเป็นอย่างไร มันมีในตัวเราอยู่แล้ว แต่เราก็กำหนดรู้มันไม่ได้ เช่น รู้สึกดีใจ เสียใจ สุข ทุกข์ อยาก ทั้งหมดนี่เป็นอาการนามธรรม หากเราอ่านไม่ออกกำหนดไม่เป็นก็ไม่สามารถปฏิบัติให้บรรลุธรรมได้ ต้องฝึกกำหนดว่าอาการเช่นนี้เรียกว่าอย่างนี้ เป็นเช่นนี้เอง เป็นตถตา จิตเราสัมผัสรู้ตั้งแต่ ดินน้ำไฟลมข้างนอก ว่าอันนี้คือดิน น้ำ ลม ไฟ ช่องว่าง มีลักษณะเช่นไร แล้วมีความรู้สึกประกอบอย่างไร เรารู้หมดเข้าใจได้ ผู้มีความรู้สึกเข้าใจได้กับองค์ประกอบที่เป็นเหตุปัจจัย มีองค์ประกอบร่วมกันแล้วเราก็รู้ทางอาการจิตว่ามันเป็น เย็น ร้อน อ่อน แข็ง รูป รส กลิ่นเสียงหรือรายละเอียดเล็กๆน้อย เรารู้ความเป็นกาย กายก็มีเหตุปัจจัยต้องมีสองอย่างขึ้นไปเสมอ ที่สัมผัสรับรู้ ที่มันปรุงแต่งร่วมกันได้ แม้ดินน้ำไฟลม พีชะที่มันไม่รู้ตัวมันเองได้ แต่มันกำหนดตัวมันเองไปตามเหตุปัจจัย มันไม่มีอารมณ์ความรู้สึก มัน
อ่านต่อ
มีแต่สัญญากับสังขาร ธาตุรู้แค่นี้จึงไม่เรียกว่าวิญญาณ (วิญญาณต้องมีเจตสิกครบทั้งเวทนา สัญญา สังขาร)
จิตนิยามนั้นมีครบทั้ง เวทนา สัญญา สังขาร ตัวสัญญานั้นกำหนดจดจำ และกำหนดหมายรับรู้ ถ้าอวิชชา สัญญาก็ทำงานไปตามสัญชาตญาณ ถ้าไม่เข้าใจในหน้าที่ของเวทนา สัญญา สังขาร เมื่อมีเหตุปัจจัยที่ประชุมรวมกัน เรียกว่า กายสังขาร เป็นสังขารที่ยังไม่ได้แยกเลย แต่พอเราอ่านรู้ในกายสังขาร มันมีตัวรู้ก็เรียกว่าจิต เรารับรู้ตั้งแต่กายสังขารที่เชื่อมกับภายนอกแล้วก็เชื่อมเข้าไปในจิต ที่มีจิตสังขารอยู่ มีวิญญาณเกิดก่อนในขณะสัมผัสอยู่ในปัจจุบัน หากผ่านปัจจุบันไม่มีวิญญาณแล้ว เป็นจิตแล้ว และถ้าลึกเข้าไปในจิตอีกก็เรียกว่ามโน เป็นส่วนลึกที่สุด ถ้าเราไม่รู้กรรมกิริยาของตนว่าเป็นอย่างไร ก็ได้บาปเสมอๆ มีคนอยู่สองสาย สายแรกอยู่ในสายเศรษฐศาสตร์ และสายรัฐศาสตร์ สายเศรษฐศาสตร์ต้องรู้ว่าสิ่งไหนทำลายสิ่งไหนสร้างสรร และสายรัฐศาสตร์ก็ดูแลเศรษฐศาสตร์ด้วย และดูแลให้สภาวะองค์รวมให้สบาย ทั้งวัตถุและบุคคลรวมถึงนามธรรม ผู้ศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าต้องเข้าใจองค์รวม แล้วแยกแยะได้ รับผิดชอบจิตวิญญาณของตนเอง แล้วจัดการจิตวิญญาณของตนอย่าให้ทำสิ่งไม่ดี ทำให้เหตุที่เป็นตัวติดยึดในทางอกุศลออกไป ศาสนาพุทธเรียนพลังงาน เรียนถึงระดับจิตนิยามที่มีระดับถึงเวไนยสัตว์ที่สามารถเรียนรู้เข้าใจโลกุตรธรรมได้ แต่ว่าระดับอเวไนยสัตว์เขาไม่รู้หรือรู้ได้ก็ไม่ได้เข้าถึงโลกุตระ แยกแยะไม่ออก ระหว่างโลกุตระและโลกียะ โลกุตระคือผู้รู้จักจิตเจตสิก รูป และสูงสุดถึงนิพพาน แยกกิเลสได้ กำจัดกิเลสได้ และทำได้อย่างไม่ใช่แบบกดข่มด้วย แต่ทำด้วยปัญญา เป็นพลังงานที่สามารถทำให้พลังงานกิเลส ผี หายไปได้ ปัญญามันรู้ทัน เรียกว่ามีฌาน แปลว่าไฟ เป็นอุณหธาตุ ที่มีฤทธิ์ทำลายสลายกิเลสได้ ไฟฌานจึงสูงกว่าไฟราคะโทสะโมหะ เมื่อมีฤทธิ์เพียงพอ ก็ทำได้ ผู้เห็นสิ่งนี้แล้วตรัสรู้อันนี้คือผู้มีวิชชาศาสตร์ จนทำลายได้อย่างถาวร แม้กระทบสัมผัสกับ ลาภ ยศ สรรเสริญกาม อัตตาอย่างไร แม้จะหลอกล่อ บุกมาอย่างไร แรงหรือเบา มีเล่ห์เหลี่ยมอย่างไรกิเลสก็ไม่เกิดจริงๆนี่คือนิพพานอันสมบูรณ์ คืออรหันต์ มีอรหันตะ คือไม่ลึกลับ รู้แจ้งจริงสมบูรณ์หมดแล้วไม่มีสิ่งใดทำลายได้ นี่คือสัจจะ ลึกซึ้งกว่าวิทยาศาสตร์ ของปัจจุบัน ความรู้ทางโลกไม่มีใครเรียนถึงวิชชาศาสตร์ของพระพุทธเจ้า วิชชาศาสตร์นี้เหนือกว่าวิทยาศาสตร์ ทางวิทยาศาสตร์เรียนรู้ไม่ถึงจิตนิยาม ยังจับสภาวะของสักกายะ ที่มีนามธรรมร่วมกับองค์ประกอบอื่น เป็นอาการทางกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม รวมเป็นองค์ประชุม รู้องค์รวมและแยกแยะได้ มีธัม ม วิจัย จิตเรามีความสามารถวิจัยละเอียด ตัวเหตุร้ายคืออกุศลจิต ตัวเจอตัว เรียกว่าสักกายะ ผู้จับตัวนี้ได้เรียกว่าพ้นสักกายทิฏฐิ อ่านของตนออก สักกะแปลว่าของตน แล้วองค์ประชุมนี้รู้ถึงจิต เจตสิก รู้จักตัวอกุศลเจตสิก อาการคือเหตุสมุทัยของตัวไม่ดีที่เราจะจัดการด้วยฌาน พลังงานตัวนี้แหละที่พาให้เกิดกรรม จากมโนออกไป เมื่อเราสามารถจับตัวการใหญ่ แล้วได้ชัดเลยว่าสักกายะนี้เป็นอกุศลจิต เป็นเหตุร้าย ไม่ว่าจะทำไม่ดีเรื่องใดแล้วจับตัวเหตุได้ เราสามารถกำจัดชำระได้อย่างแท้จริง ผู้เริ่มต้นรู้สักกายะที่เกิดในปัจจุบันด้วย เป็นสังโยชน์ข้อแรก แล้วรู้ให้ชัดไม่ลังเลสงสัยเลย เป็นสังโยชน์ข้อที่ 2 เวไนยสัตว์นับตั้งแต่รู้จักสักกายทิฏฐิได้นี่แหละ ที่จะสอนให้เป็นอาริยะ เป็นโลกุตรบุคคลได้ เป็นหลักสูตรของพระพุทธเจ้าเป็นวิชชาศาสตร์ รู้รวมทั้ง ความคิด วาจา กัมมันตะ อาชีวะต้องสังเคราะห์สังขารองค์ประกอบเหล่านี้ที่มีเหตุอยู่ในจิต ดับเหตุได้ทุกอย่างก็จบ ตั้งแต่ตัวต้นทางคือจิต ต้องเรียนรู้กระทบแต่ภายนอกแล้วก็มีเรื่องเกิด เกิดจากตัวในคือมโน ที่มีเหตุอกุศลจิตอยู่ เราต้องแยกแยะให้ชัด ถ้าไม่ชัดก็จะกำจัดมั่ว สิ่งดีก็ต้องเอาออกด้วย ทั้งที่เราจะกำจัดสิ่งไม่ดี ดีไม่ดีไปกำจัดสิ่งดีแต่สิ่งไม่ดีเราก็ไม่กำจัดอีก เราต้องทำใจในใจให้เป็น มนสิกโรติให้เป็นโยนิโสมนสิการให้เป็น กำจัดได้อย่างถูกต้องตามวิธีการคือคนทำวิชชาศาสตร์ได้อย่างถูกต้อง คุณอาจรู้พยัญชนะบาลีไม่ทั้งหมด อาตมาก็สื่อเป็นภาษาไทยส่วนใหญ่ แต่ก็เอาตัวสำคัญในบาลีมาประกอบบ้าง แต่ใช้ภาษาไทยเป็นหลัก เมื่อเข้าใจกรรมนิยามว่ามีเหตุที่พาทุกข์พาชั่ว คุณทำเหตุนี้ตายไปได้ถาวรเลย มันก็ตั้งอยู่อย่างถาวร เป็นสิ่งสำเร็จ ก็คือจิตวิญญาณที่ตั้งอยู่ เราก็สะสมปฏิบัติให้วิญญาณตั้งอยู่อย่างมีอรหัตผล มีวิชชาศาสตร์ให้แข็งแรงตั้งมั่นเสถียรถาวรที่สุดให้ได้ ถ้าเสถียรถาวรได้ก็จบ นี่คือพฤติของการปฏิบัติ เราก็ทรงไว้ซึ่งธรรมะอันนี้ เมื่อเราเองเราทำได้เท่าไหร่ก็ ติดอั ตภาพเราไป จะตายอีกกี่ชาติก็ถาวร เป็นทรัพย์แท้ อาริยะของมนุษย์ประเสริฐที่สุดของอัตภาพ ตั้งแต่เริ่มได้จิตนิยามเป็นตัวตนขึ้นมา ตั้งแต่เป็นเซลล์เดียวมาเป็นอเวไนยสัตว์จนเป็นเวไนยสัตว์จนทำให้เกิดธรรมะทรงไว้ จนถึงอรหันต์ก็เป็นจิตวิญญาณสุดยอดแล้ว รู้ว่าอะไรเป็นโทษเป็นคุณ จึงทำแต่สิ่งเป็นคุณไม่ทำสิ่งเป็นโทษเลย คุณคือกุศล โทษคืออกุศล เพราะกำจัดกิเลสหมดสิ้นแล้วก็สิ้นบาปโดยใช้อาวุธทางธรรมคือบุญ หมดสิ้นกิเลสอย่างถาวรเที่ยงแท้บุญก็ไม่ต้องทำอีก มันจบแล้วเสถียรเที่ยงแท้ไม่มีบุญไม่มีบาปแล้ว สิ้นบุญสิ้นบาปแล้ว เป็นอรหันต์ ที่อาตมาไขความนี้ เพราะโศลก ปี นี้คือ วัฒนธรรมบุญนิยมนั้น ต้องไม่ใช้บุญ เป็นวิมานหลอกคน บุญเป็นเครื่องมือกำจัดบาป กำจัดอกุศล กำจัดกิเลสให้สูญสิ้นไป มีหน้าที่อันนี้อันเดียว ไม่ใช่หลอกว่าบุญนี่ทำแล้วจะได้วิมาน เป็นพุทธเกษตรที่มีพระพุทธเจ้า ไปกองกันอยู่ที่นั่นหมด เป็นวิมานหลอกคน ขอสับธงเลยว่า คำโกหกเหล่านี้ทำความเข้าใจให้ดีอย่าหลง พระพุทธเจ้าตายแล้วยังหลงว่าจะไปนั่งถวายข้าวพระพุทธเจ้าอีก มันบาปมาก บาปคนเดียวไม่พอไปชวนคนโลกๆทั้งหลายบาปด้วย เป็นบาปที่ยกกำลังเลย นี่คือความไม่รู้ของคน อาตมาเตือนท่านด้วยเมตตา ว่าอย่าทำเลย มันเป็นผลกระทบตน ตนทำไม่ว่าแต่กระทบให้คนอื่นแย่ด้วย ศาสนาพระพุทธเจ้า เพี้ยน เสื่อมด้วย บาปซ้ำซ้อนนะ ไม่ได้เตือนเอาทรัพย์หรือคำชม คุณจะไม่ชอบใจอาตมาด้วย อาตมาไม่ได้แคร์คำว่าหรือคำชม แต่อาตมาเจตนาดี มั่นใจว่าเป็นเช่นนี้เพราะมันกระเทือนมวลพุทธศาสนิกชน มันเป็นความหลอกความผิดนะ ของพระพุทธเจ้าต้องรู้ต้องเข้าใจจนถึงหลักการ หรือทฤษฎีหรือทิฏฐิ ต้องรู้ข้อสำคัญ ในทิฏฐิ 10 ที่ต้องรู้ก่อนอื่นในการปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า จะสร้างบารมีได้ ใน บารมี 10 ทัศ … มี ทาน นี่คือการเอาออก เอากิเลสออกจากตน สิ่งไม่ดีออกจากตนได้ ทำของตนให้สำเร็จได้ ทำไปถึงจิตสังขารให้อกุศลเจตสิกลดละดับได้ ดับได้ก็เนกขัมมะไปเรื่อยๆ เป็นส่วนแห่งบุญได้ เป็นการทานได้สำเร็จ หลักปฏิบัติใหญ่ต้องทานให้ได้ แล้วให้ทำกิเลสออกได้หมดก็นิพพานคือสุญญตา ศีล คือหลักเกณฑ์ ส่วนปัญญาคือธาตุรู้กำกับตั้งแต่ต้นจนปลาย นี่คือการสั่งสมบารมี เนกขัมมะ ปัญญา แล้วบารมีอีก 4 คือ ขันติ การปฏิบัติธรรมหากไม่มีขันติก็ไม่รอด อาจมีทั้งคำข้างเคียงคือตบะ เป็นไฟเผาผลาญกิเลส มีไฟฌาน ไฟพลังงานสุดยอดในศาสนาพระพุทธเจ้า สลายไฟราคะโทสะโมหะให้ได้ ต้องทำอย่างมีวิริยะด้วย วิริยะคือความเพียร เมื่อทำทานศีลเนกขัมมะ ปัญญาได้ ก็ต้องมีขันติ มี วิริยะ ให้ถึง สัจจะ ให้ลงไปถึงเนื้อแห่งความจริง ต้องมีสภาวะปรากฏจริงไม่ว่ารูปธรรม นามธรรม แล้วก็พากเพียรทำต่อจนได้แล้วต่อ เป็น อธิษฐาน ได้แล้วต่อจนสิ้นสิ่งที่จะทำให้หมดสมบูรณ์ ไม่ใช่ว่าทำค้างอยู่เสพอยู่ฐานเก่า เป็นวัฏฏภิรตโสดาบัน คือเข้ากระแสโสดาบันแต่ก็ติดแป้นไม่ เพิ่ม ภูมิ ถ้าทำได้ก็จะซ้อนชั้นไปเรื่อยๆ จนมีบารมีสมบูรณ์จบ ก็ได้มี เมตตา และ อุเบกขาบารมี เป็นธรรมะสุดท้ายของอรหันต์ทุกพระองค์ เมตตา คือพลังงานทำงาน เป็น D ynamic อุเบกขาคือ S tatic อยู่กับที่นิ่ง เป็นพลังงานอาศัย นิ่งสงบหยุดพักหรือกลางๆ คนอุเบกขาแต่ทำงานแล้วสงบ มีพักและเพียรในตัว มีประสิทธิภาพทำงาน กายวจี เก่งแต่จิตอุเบกขาไม่สุขไม่ทุกข์ จิตไม่มีกิเลส ไม่ลำเอียง เป็นจิตอิสรเสรีแข็งแรงเสถียรไม่มีใครทำลายได้ อย่างนิจ จัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) พลังงานที่ทำงานอยู่มีทั้งอัตโนมัติที่ทำอยู่แล้วมีปัญญาวิชชารู้สั่งการทำงานได้ หรือแม้ไม่เก่งในการสั่งการแต่พลังงานก็จะทำงานโดยอัตโนมัติ ทำงานอยู่จริงไม่มีหยุด แม้พลังงานนี้จะ นิ่ง ไม่มีเจตนา ไม่มีพลังงานออกไปเลย เป็น อารั มภ ธาตุหรือ เริ่ม ออกมาทำงานเป็นเส้าที่สอง เป็น อารัมภ ธาตุ อยู่ในแนวระนาบเพียงสอง ไม่มีองศา จนมีองศาเกิดขึ้น จะเป็นสามเหลี่ยม ตั้งแต่ไม่สมบูรณ์ไม่ได้รูปร่างดี พลังงานที่เกิดก็เป็นวงวนแล้ว ทำงานแล้ว แต่พลังงาน นี้ ทำงานตลอดเวลา คนที่อวิชชาจะหยั่งไม่ถึง รู้ไม่ได้ เป็นอนุสัยอาสวะ ทำงานในก้นบึ้งตามรู้ไม่ได้ ธาตุรู้เข้าไปรู้ไม่ได้ เป็นพลังงานแฝง แต่ทำงาน อยู่ คุณ ไปควบคุมมัน ไม่ได้ เป็น สัญชาตญาณ พุทธพยายามหยั่งถึงอนุสัย เข้าไปควบคุมได้ เป็นพลังงานที่ไม่มีตัวตน อรหันต์ก็คุมของตนเองได้ เป็นพลังงานสุดยอด หากใครเรียนวิทยาศาสตร์มาฟังอาตมาก็จะเข้าใจในวิทยาศาสตร์ทางจิตด้วย อรหันต์แล้วก็อยู่กับเมตตาและอุเบกขา เกิดจิตวิมุติเป็นได้แล้วก็มีปัญญารู้วิมุติด้วยก็เป็นวิมุติญาณทัสสนะ สิ่งที่ยิ่งใหญ่ก็คือทาน ในทิฏฐิ 10 เริ่ม ตั้งแต่ทาน ศีล(ยิ ฏ ถัง) ภาวนา(หุตัง) สุกตทุกฏานัง ผลัง วิปาโก คือจะสุขทุกข์ได้ผลวิบากดีเลวอย่างไรก็คือผลของกรรม ทำแล้วเกิดผลอย่างไร คือสังเวยที่บูชาแล้วมีผล ถ้ามีผลคืออัตถิ ได้ผลถูกต้องชำระกิเลสได้ เกิดบุญ มีผลถูกต้องไหม เราต้องมีความรู้ในเรื่องโลกเก่าที่เราต้องสุขทุกข์กับเหตุคือความอยาก เป็นโลกโลกียะ ที่พาเราสุขทุกข์ เราทำให้ตนพ้นจากโลกเก่าก็เข้าสู่โลกใหม่ อันไม่ต้องไปวนเวียนในโลกเก่า เป็นโลกโลกุตระ สมมุติว่าคุณฆ่าเขาตายก็เป็นวิบาก แต่คุณสมใจสุขใจก็เป็นวิบาก เป็นเวรภัยต่อเนื่อง แล้วคุณจะเลิกไหม ก็อ่านจิตว่าจะไปโกรธเคืองไปฆ่าเขาทำไม เราก็เลิก ดีไม่ดีเปลี่ยนเป็นมิตรสหายด้วย ทำจิตให้ได้อย่างจริงเลย ไม่ใช่แค่ปรองดองผิวเผินแต่นี่เราปรองดองแท้เลย พระพุทธเจ้าให้อ่านรู้กิเลสในปัจจุบันแล้วทำกิเลสตายได้ เราก็เข้าสู่โลกใหม่ทันที แต่ถ้าไปเข้าใจว่าปรโลกเป็นโลกหลังตายแล้ว ก็อยู่นอกเขตของพุทธ อยู่นอกรีตวิชชาพุทธ ไม่เป็น ปุ ญญักเขต ไม่อยู่ ในขอบเขต บุญ
บุญนี้เป็นอาวุธ เหมือนปืน ที่ไม่มีดินปืนไกปืน แต่ว่าเป็นเครื่องชำระกิเลส เป็นเครื่องปหานกิเลส ยิ่งกว่าเครื่อง ประหาร หัวสุนัขของเปาปุ้นจิ้น ไม่ใช่สมบัติที่เราจะเอาไว้ ทำแล้วก็จบ มันใช้ฆ่ากิเลสเท่านั้น ผู้ที่ทำตามทิฏฐิ 10 นี้ได้ก็เพราะรู้ว่า มีสมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้งเพราะรู้ยิ่งด้วยตนเองในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) คือผู้มีธรรมะพระพุทธเจ้าเป็นได้แล้ว มีในตนเองแล้วเอามาสอนคนอื่นให้รู้แจ้งได้ด้วย เพราะท่านมีสยังอภิญญา คือมีภูมิตรัสรู้ของตนแล้ว อาตมาทำได้สำเร็จ อาตมาไม่ต้องรับรองตนเอง แต่พวกคุณที่ทำได้นี่รับรองอาตมา คุณรับรองได้มากคนเท่าไหร่ อาตมาก็มีความรับรองเท่านั้น แล้วสิ่งที่ลดละได้มีศีลนี่ได้จริงไหม? แล้วดูไปจิตเขาลดละขาดได้จริงหรือไม่? อาตมาจะตรวจสอบเอง เห็นผลว่าเกิดแล้ว เกิดการรวมตัวของคนทำได้ทำเป็น แล้วอีก 3 ทิฏฐิที่ต่อมาคืออาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ซึ่งผู้จะสอนคนอื่นต้องมีภูมิตั้งแต่โสดาบันเป็นต้นไป พระพุทธเจ้าสอนว่า บัณฑิตพร่ำสอนตนก่อนพร่ำสอนคนอื่นจึงไม่มัวหมอง แต่ทุกวันนี้สอนกันไปทั่วโลกนั้นไม่ได้เป็นแม้แต่โสดาบัน ผู้มีภูมิตั้งแต่โสดาปัตติมรรคก็อย่า เพิ่ง สอนเลย แต่ถ้าคุณทำกิเลสหยาบลดได้ แต่ก่อนทนไม่ได้แต่เดี๋ยวนี้ทนได้โดยไม่ยากไม่ลำบากซึ่งฌานทั้ง 4 มันเกิดมาปั๊ บ ก็ใช้ฌานทำลายได้เลย มันมีไฟราคะมาเราก็เอาไฟฌานทำลายได้โดยไม่ยากไม่ลำบากซึ่งฌานทั้ง 4 ถ้าถึงก็เก่ง แต่ถ้าไม่เก่งก็ตามฐาน ก็อาศัยสิ่งที่เป็นที่มี โสดาบันก็เป็นคนที่สอนคนอื่นได้แล้ว อย่าสอนเกินความรู้ตน เรามีความรู้ร้อยก็สอนสักห้าสิบหรือหกสิบแต่ส่วนมากมีความรู้ร้อยแต่สอนเสียสามร้อย เพราะคนไม่มีคุณอันสมควรก่อนแล้วสอนคนอื่นศาสนาจึงมัวหมอง แล้วไปสอนว่าเป็นปัจเจกพระพุทธเจ้าสอนคนอื่นไม่ได้ แต่ที่จริงปัจจัตตังก็คือคุณมีความบรรลุของตนแล้ว ตั้งแต่โสดาบันก็มีของตนก็สอนได้แล้ว แต่ถ้าสอนเกินก็ให้ปลงอาบัติเสีย แต่ถ้าไม่มีแล้วไปสอนแล้วโกหกว่ามีก็ปาราชิกแล้ว ไม่มีใครไปปรับก็อยู่ที่คุณบาป ใครจะหน้าด้านดึงดันทำชั่วซ้ำว่าตนไม่ปาราชิกไม่ผิด ก็ยิ่งเติมนรกให้ตน อย่าโง่ฝืนทำชั่วซ้ำให้ตน ให้เลิก ซะ กรรมเป็นอันทำนะ ตั้งแต่เป็นโสดาบันก็เป็นผู้รู้สัตว์ทางจิตวิญญาณ เป็นสัตว์นรกเพราะไม่ได้บำเรอกิเลส แต่ถ้าได้บำเรอเสพสุขสมใจก็ยิ่งซวยมาก ไปเสพสุขบำเรอกิเลสอย่านึกว่าดี เพราะผนึกกิเลสยินดีพอใจ กิเลสก็ยิ่งหนาอ้วนใหญ่มากปุถุไปอีก จิตมีกิเลสคือสัตว์ทางจิตวิญญาณ ต้องรู้วิธีทำให้กิเลสเกิดหรือตาย สัตว์ทางจิตวิญญาณเกิดหรือตาย เป็นสัตว์โอปปาติกะ ถ้ารู้ความเป็นสัตว์อันนี้ พระพุทธเจ้าแยกไว้ 9 ขั้นเป็นสัตตาวาส 9 สัตว์นรก เทวดา มาร พรหม สัตว์นรกคือมีความทุกข์ทรมานเดือดร้อนมาก เราต้องรู้ก่อน ถ้ากิเลสมันต้องการโลภ ต้องโกงมา ถ้าได้มาก็สมใจเป็นกูเป็นของกู ได้ของมาแต่ได้กิเลสหนาขึ้นด้วย ถ้าเรารู้ว่าจิตเรามีกิเลสนี้ แล้วเราก็สามารถมีพลังฌาน พลังปัญญาไปสลายกิเลส ถ้าสลายได้ สัตว์นรกก็ตาย ถ้าตายสนิทก็ได้เป็นความตายที่สมบูรณ์ คือความตายเกิดทางปรมัตถ์ ไม่ใช่ทางวัตถุแค่สามัญลักษณ์ แต่ต้องทำจนถึงปัจจัตตลักษณ์ เป็นของตน ปัจจัตตัง เวทิตัพโพวิญญูหีติ ทำให้เฉพาะตน ของตน คุณเป็นโพธิสัตว์ขั้นที่ 1 มีสิทธิ์สอนคนได้แล้ว ถ้ายิ่งทำได้มากขึ้นก็เป็นโพธิสัตว์ระดับ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ ระดับสกิทาคามีก็สลายพลังยึดติดทางภายนอก ทรัพย์สมบัติข้าวของบุคคล สามารถไม่ยึดติดได้ ไม่ยึดว่าลูกต้องเป็นของเรา ใครแตะไม่ได้ แล้วก็รู้ว่าลูกนั้นอาศัยกันมาตามวิบาก ต้องทำให้เขาดี รับผิดชอบเพราะเราสร้างเขามา เมื่อสามารถรู้ความเป็นสัตว์ทางจิตวิญญาณ แล้วทำให้มันตายได้ รู้จักความเกิดตายที่เป็นปัจจัตตลักษณ์ เป็นปัจเจกบุคคลได้ คนอย่างนี้ที่เป็นโพธิสัตว์ที่แท้ที่จะช่วยรื้อขนสัตว์ได้ เมื่อเป็นอนาคาฯก็เหลือแต่ข้างใน จิตก็เหลือแต่โอปปาติกะแท้ๆ ไม่ทำบาปกับคนอื่นสิ่งอื่นแล้วแต่มีบาปเวรกับของตน ตั้งแต่รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา ก็ทำของตนไป จึงทำงานกับคนอื่นได้อย่างทำประโยชน์ให้เขาถ่ายเดียว ผู้ไปเป็นข้าราชการนักการเมืองถ้าเป็นอนาคามีจะดีที่สุด ไม่ได้ก็เป็นสกิทาคามี โสดาบันก็ยังดี แต่คนเข้าใจอาริยบุคคลนี้เป็นเรื่องลึกลับงมงาย นั่งหลับตา ฤๅษี ไ ม่ยุ่งกับใครเขาถือเป็นอาริยะ แต่ที่จริงศาสนาพุทธเป็นศาสนาสังคม ให้คนได้สุขสงบ เป็นวูปสโมสุข สุขสงบร่มเย็น เป็นสังคมอาริยะ ทำงานรับใช้ประชาชน ตั้งแต่โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ มาตา ปิตา นั้น คือแม่ พ่อ และ แม่นั้นไม่ได้หมายถึงแม่ที่คลอดลูกเป็นตัวๆ แต่ว่าหมายถึง สภาวะทางจิต เช่น ศีลเป็นแม่ ปัญญาเป็นพ่อ ช่วยกันทำคลอดให้สัตว์โอปปาติกะสัตว์ทางจิตวิญญาณเกิดมาเป็นอรหันต์ พระพุทธเจ้าเป็นพ่อ พระโมคคัลลานะเป็นแม่นม พระสารีบุตรเป็นแม่เลี้ยง นี่คือภาวะทางนามธรรม แม้สมมุติไปเป็นตัวคนก็ตาม แต่คำสอนศีลเป็นแม่ มีปัญญาเป็นพ่อ นี่คือพ่อแม่ หรือองค์ประกอบต่างๆที่หล่อหลอม ให้เกิดการคลอดทางจิตวิญญาณ เมื่อคุณรู้ทานมีผล รู้ทิฏฐิ รู้ศีล แล้วเรียนรู้ กรรม 4 ของ สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ ที่จะทำให้เราออกจากหรือตายจากโลกเก่าเป็นโลกใหม่หรือรู้ว่าอิตถีภาวะหรือปุริสภาวะใดของตนที่ทำให้ตนเกิดสัตว์โอปปาติกะ เป็นโลกใหม่ได้ ก็เป็นผล สัมมัตตะ 10 มีมรรค 8 ผล 2 ถ้าไม่ได้ผลก็เป็นมิจฉัตตะ 10 นี่คือการสาธยายของผู้เป็นสยังอภิญญา เป็นผู้เอาอาริยบุคคลของพระพุทธเจ้าคืนมาได้ ขอย้ำว่าไม่ใช่แค่นักบวช แต่ฆราวาสก็เป็นอาริยบุคคลได้ เป็นอรหันต์ อนาคามีก็ไปเป็นผู้บริหารของประเทศของโลกได้อย่างดี แต่ถ้าไม่เอาศาสนาเข้าไปช่วยโลกช่วยสังคม ก็จะเลวร้ายไปเรื่อยๆ การศึกษาศาสนาที่ไม่ลดกิเลสกู้ประเทศไม่ได้ ถ้าใช้ทฤษฎีพระพุทธเจ้าก็จะแก้ไขได้ยั่งยืน แต่ว่าที่จริงก็ไม่เที่ยงแท้ไปตลอดหรอก มันมีหมุนเวียนไปตามวัฏฏะ อาริยบุคคลนั้นจะทำงานกับทางโลกได้อย่างแข็งแรงจะเป็นฆราวาสด้วย แต่การบวชเป็นทางสำหรับผู้ไม่แข็งแรงมาปฏิบัติ แต่ถ้าเป็นอาริยบุคคลนั้นก็อยู่ทำงานกับทางโลกไปได้เลย แม้เป็นชาวนาอริยบุคคลก็ทำงานได้ดี หรือเป็นนักธุรกิจก็ตามก็ทำงานรับใช้ประชาชน ให้มีชีวิตอย่างให้คนอื่นเลี้ยงไว้ นี่คือ สิ่ งที่อาตมาตั้งใจจะสร้างให้สิ่งเหล่านี้เกิด ยิ่งสูงยิ่งไม่มีตัวตนของตน แล้วจะทำงานรับใช้ช่วยสังคมได้มากขึ้นอีก มีส ิ่ งรองรับด้วย นี่คือสิ่งที่เกินยูโทเปียของโทมัส มอร์ จบ