570928_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก เรื่อง ทิฏฐิ ๖๒​(สุกกับสุข) .doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์344 KB
วันที่แก้ไข23 พฤษภาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

570928_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก เรื่อง ทิฏฐิ 62

ส.เพาะพุทธว่า … วันที่ 28 กันยายน พ.ศ.2557 ที่ บวร สันติอโศก วันนี้พ่อครูจะนำเสนอ โลกุตระ 46 ในพระไตร ปิฎก เล่ม 31 ข้อ 620 ต่อเนื่องจากครั้งก่อนๆ มีประเด็นที่จะเล่าก่อนเรื่อง ความก้าวหน้า กับความมักใหญ่ ซึ่งมีกรณีศึกษาเรื่องงานเทศกาลกินเจ ที่อุทยานบุญนิยม จริงๆการทำงานเพื่อให้เกิดความก้าวหน้าเป็นเรื่องดี แต่ความอยากใหญ่เป็นเรื่องไม่ดี และมีคำที่พ่อครูพูดชัดก็คือ แต่พวกเราหลายคนอาจไม่มี ไม่มีลูกไม่มีผัว แต่สมบัติวัตถุก็ไม่มี แต่ทีนี้ติดสมบัติอะไรที่ยึดไว้หอบไว้ ก็ สมบัติบ้า ... ยึดจังนะ ยึดว่าต้องอย่างนั้นต้องอย่างนี้ คุณออกความเห็น แสดงความควรอะไรก็แสดงแต่อย่าไปยึดเป็นเราเป็นของเรา เขาไม่เอาตามกู กูก็โกรธ คุณก็โง่ต่อไป มันลึกซึ้ง ใครอยากได้อิสระก็เรียนดีๆ ใครผูก...ตนเองผูกเอง อวิชชาคือโง่ และ พ่อครูยังอธิบายเรื่องบุญกับกุศลไว้ว่า การได้บุญคือได้ความไม่ได้ มีบุญคือมีความไม่มี เป็นวรรคทองประจำชีวิตเลย มีคำว่า กรรมารามตา นั้น ไม่ได้แปลว่าไม่ให้ยินดีในการทำงาน แต่ให้แปลว่า อย่าไปหลงติดเสพอารมณ์สุขในการทำงาน ยังมีประเด็นเกี่ยวกับการรับใช้คฤหัสถ์ พ่อครูว่า ผู้ปฏิบัติธรรม หรือเป็นนักบวชแล้วอาศัยคนอื่นเขากินอยู่กับเขา ก็ว่าอย่ารับใช้คฤหัสถ์ ที่เราอาศัยกินใช้ แล้วก็คือไม่ช่วยอะไรเขาเลยเดี๋ยวจะเป็นการรับใช้ ไม่ได้ ศาสนาถึงเจ๊ง เป็นศักดินนา ดูดกินเป็นปลิงทำร้ายสังคม ถ้าคุณทำเพื่อแลกลาภยศสรรเสริญ ,กาม และอัตตา นี่คือคุณรับใช้เขาแล้ว แต่ถ้าคุณทำให้เขาอย่างไม่ได้เอาสิ่งแลกเปลี่ยน นี่คือไม่ได้รับใช้ แม้เขาจะกตัญญูให้อะไรตอบแทน แต่ใจเราไม่ได้อยากได้คืนมาเลย นี่คือไม่ได้รับใช้

พ่อครูว่า...การที่ท่านทำเพื่อลาภยศสรรเสริญ นี่คือการ

อ่านต่อ

ทำงานรับใช้ฆราวาส แต่ถ้าทำอย่างไม่เอาลาถ ยศ สรรเสริญ นี่คือไม่ได้ทำเพื่อรับใช้ฆราวาส คำว่ากาย....ที่บอกว่าตายแล้ว วิญญาณ หรือจิต หรือมโน หรือธาตุรู้ ของมนุษย์มันก็ออกจากร่าง ร่างกับจิตวิญญาณ ร่างกับมโน หรือร่างกับธาตุรู้ มันไม่ร่วมกันแล้ว คำว่า กายก็หายไป เพราะ กายเป็นองค์ประชุมของสิ่งสองสิ่งขึ้นไป คำว่า อัญญา ต้องมี พระพุทธเจ้าเ ริ่ มพูดกับปัญจวัคคีย์ มีแค่องค์เดียวคือโกณ ฑั ญญะ องค์เดียวที่เกิดอัญญา เกิดธาตุรู้นี้ รู้วิชชาของพระพุทธเจ้า นี่เป็นคนแรก คำว่าอัญญาคือ ความรู้ชนิดของพระพุทธเจ้า คนทั้งหลายแหล่ ก็อนัญญา หรือไม่มีปัญญาอันนั้นขึ้นมาได้ คำว่า เอกัคคตา คือฉันจะทำจิตให้มีบทบาทความเป็นเลิศยอด ในเฉพาะส่วนตัวของเรา พระพุทธเจ้าว่าให้ปฏิบัติอย่างนี้ คือปฏิบัติมรรค 7 องค์ ไม่ใช่ว่าให้ไปปฏิบัตินั่งสมาธิหลับตา ในพระไตรปิฎก 45 เล่ม ไม่มีว่าให้ไปนั่งหลับตาทำสมาธิ มีแต่ว่าปฏิบัติ มรรค 7 องค์ สั่งสมเป็นสัมมาสมาธิ

ส.เพาะพุทธว่า...คำพูดนี้สอดคล้องกับ ดร.ท่านหนึ่งไปพูดในงานเกี่ยวกับพุทธศาสนาโลกว่า...ในพระไตรฯเถรวาท ไม่มีคำว่านั่งหลับตาทำสมาธิ พ่อครูว่า... จิตเอกัตตา คือจิต ไม่มีนิวรณ์ 5 แต่การไปนั่งหลับตาก็ไม่มีนิวรณ์ได้ โล่งว่างก็ทำได้ เป็นสัญญากำหนดว่าไม่มีกิเลส ซึ่งเป็นข้อ 2 ในสัตตาวาส 9 หรือวิญญาณฐิติ 7 แต่ว่าลืมตาจะทำสมาธิได้อย่างไร ก็ทำ สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ ไง อาตมามีสมาธิ มีนิโรธ ในขณะพูดด้วยนะขณะนี้ อาตมาอ่านจิตอาตมาว่าไม่มีกิเลสด้วยนะ ในขณะกระทำทุกอย่าง ทุกกรรม กรรมต่างๆทำไปก็ไม่มีกิเลส แม้ขณะทำงานอาชีพ ทุกอาชีพที่ทำงานเลี้ยงชีพอยู่ คุณก็ไม่มีกิเลส แต่ไม่ใช่บอกว่า ฉันกำลังจะโกงนี่ฉันไ่ม่มีกิเลสนะ ไอ้การโกงนี่ก็เป็นกิเลสแล้ว นี่คือ กายกลิ คือ องค์ประชุมที่เลวร้าย มีตัวเลวร้ายมาร่วมประชุมกับจิต สรุปแล้วคำว่า กาย ท่านเริ่มต้นตั้งแต่ข้อแรกของ โพธิปักขิยธรรม 37 คือให้พิจารณา กายในกาย แต่รู้กายนอก กายนอกคุณอย่าทิ้ง ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่ทิ้ง คุณหลับตาทำอานาปานสติ คุณอย่าทิ้งกาย แม้เหลือลมอีกนิดก็อย่าทิ้ง ถ้าขาดความเป็นกายก็ไม่มีวิโมกข์ วิโมกข์ต้องสัมผัสด้วยกาย แม้ลมหายใจเข้าออกก็ต้องเรียนรู้ คำว่า กายปัสสัทธิ ไม่ใช่ว่าร่างไม่กระดิก แต่ว่าที่จริงคือกิเลสไม่มากระดิกในกายนี้เลย กายสังขารก็สงบ กิเลสมันไม่มีบทบาท มาในจิตเลย กายคล่องแคล่ว ว่องไว ทำงาน ขยัน สมรรถนะสูง ทำงานเต็มที่ มีมหาปเทส 4 ทำงานอยู่ ไ่ม่ใช่นั่งหลับตาตัวนิ่ง ไม่ใช่ ร่างปัสสัทธิ สรีระปัสสัทธินะ คำว่า กาย ต้อง มีนามและรูป ถ้ากายแตกตาย คือเหลือแต่ร่างกับธาตุรู้ จะเรียกว่ามโน หรือวิบากจิตก็ได้...ขอแวะลงไปในพวกนักหลง เช่น เขาหลงว่า คนนี้มีบารมีสูง ตายแล้วเล็บผมยังงอกอยู่ ที่จริงเขาตกนรกหนัก เขายึดแค่พลังงานพีชะ เป็นมนุษย์พืช เขาก็ยังยึดว่าเขาไ่ม่ตายๆ ก็ยังมีสิ่งที่งอกอยู่ มีผมมีเล็บงอกอยู่ หนังก็ไม่สลายไปง่ายๆ คนก็ยังหลงว่ามันยังอยู่ พวกนี้นรกกินหัวหนัก ยึดมั่นถือมั่นในพลังงานที่ควรจะสลาย ก็ยังยึดอยู่ทำให้ผมทำให้เล็บยังงอกอยู่ เป็นนักยึด นักยึดนี่แหละสัตว์นรก ขออภัย ไอ้อีคนไหนเป็นนักยึด ไอ้อีคนนั้นคือ สัตว์นรก นี่คือสำนวนโพธิรักษ์ โดนใครบ้าง? คนที่ไปเข้าใจว่า คนตายแล้วไม่เน่า เล็บ ผม ยังงอก เป็นสิ่งที่พีชะยังทำงาน มันไ่ม่ใช่กาย เป็นแค่องค์ประชุมของพีชะ เพราะเล็บนี่มันไม่เจ็บนะ หรือขนก็ไม่เจ็บ หนังชั้นนอกก็ไม่เจ็บ อย่าไปถูกเส้นประสาทนะ ผมขน เล็บ ฟัน หนังไม่มีประสาท แต่มันต่อเนื่องหาประสาทหาเนื้อ แต่ตัด เจาะมันไม่เจ็บหรอก หนังถ้าหนาๆก็ไม่เจ็บ ผมขนเล็บฟันหนังเป็นวัตถุที่เชื่อมต่อกับประสาทกับกาย แต่ถ้าไปยึดอยู่หนังก็ไม่ให้เน่าอยู่ นี่ใครยึดก็เป็นสัตว์นรกอยู่ แล้วไปนิยมชมชอบอีก ก็หลงผิดไปยึดบูชาสัตว์นรก ชัดเจนไหม? งมงายขนาดหนัก มันเป็นแค่พีชะ เป็น อุปาทินกสังขาร สังขารที่ไม่มีวิญญาณครอง ไปหลงผิดยึดสิ่งผิดเป็นส ิ่ งวิเศษ ใครยังไปกราบเคารพศพที่เล็บผมยังงอกอยู่ คนนั้นเคารพสัตว์นรก พูดให้แรงเพื่อไม่ให้ทำผิดต่อไป ร่างที่ไม่มีวิญญาณ มันแยกกันแล้วระหว่างกายกับจิต ที่จริง คือร่างกับจิต ถ้าร่างกับจิตยึดกันแล้วก็เป็นกาย คนตายไปไม่มีกาย มีแต่ร่างกับจิต จิตคือวิบาก ในอนุสัยอาสวะคุณนั่นแหละ ของคุณปฏิเสธไม่ได้ และมันไม่ตายง่ายๆด้วยนะ หลายศาสนาถือว่าอมตะนิรันดรเลยนะ เขาไม่สามารถล้างอัตภาพได้ ล้างกิเลสไม่ได้ คุณมีสิทธิ์ล้างกิเลสตอนมีผัสสะได้ แต่หลังจากนั้นมันสะสมเป็นวิบาก แต่การทำกุศลไม่ได้ไปล้างวิบากนะ แต่เป็นเพียงตัวกั้นให้วิบากบาปมาถึงช้าลง แต่ บุญเป็นตัวปัญญา ส่วนกุศลไม่ใช่ปัญญา กุศลเป็นแค่เฉโก ตัว ฉ คือ 6 แต่ตัว ก นี่เป็นตัวกลาง ส่วนตัว ล และ ฬ เป็นตัวเลอะ กรรม มี 3 กรรม คืออดีต ปัจจุบัน อนาคต ใครยึดอย่างไหนก็เอามาใช้ ใครเข้าใจกรรมปัจจุบันก็เอากรรมปัจจุบัน มาใช้ แตกเป็น ทิฏฐิ 62 อดีต มี 18 อนาคต 44 รวมเป็น ทิฏฐิ 62 ส่วนปัจจุบันที่พาพ้นทุกข์ คือนิพพาน 5 อนาคตนี่สร้างได้มากมาย สร้างวิมานมากมาย อย่างธรรมกายนี่สร้างไว้มากมายเลย เถรสมาคมก็ส่งเสริมอีก ก็พากันลงนรก เป็นวิมานลอยลม เป็นสวรรค์โลกีย์นับไม่ถ้วน ปัจจุบันมี 5 แต่ก็มีขั้นตอนในการพาพ้นทุกข์ แต่ละขั้นตอนก็ยังมีตัวหลงติดอยู่ คนหลงใหลจุดสุดท้ายของชีวิตเหมือนกันหมด คือ สุข ใครๆก็อยากได้สุข หากคุณได้ สุก สมบูรณ์ แต่ถ้าคุณได้สุข ยังมีความว่าง อย่างน้อยก็ยึดความว่าง แต่สุก คือหมดทุกอย่างไม่ยึดมั่นถือมั่นเลย คือ ไก่ กับไข่ ใครเกิดก่อนกันพูดกันยาก ผู้ใดรู้จักไก่กับไข่นะ ไข่จะเกิดไม่ได้หากไม่มีไก่ ความเป็นแม่เกิดก่อน มีในสัมมาทิฏฐิ 10 อัตถิมาตา อัตถิปิตา ข. คือความว่าง คืออากาสธาตุ คนที่ยังยึดอากาสธาตุคือ คนมีตัวตน ใครทำความว่างก็อาศัยความว่าง เป็นปริเฉทรูปสุดท้าย ในจูฬสุญญตาสูตรว่า ศาลาว่างจากช้าง ม้า คน แต่ศาลานี้ไม่ว่างจากเสา จนกระทั่งไม่มีอะไรเลย ก็ยังมีช่องว่าง ความว่าง แต่ยังมีองค์ประกอบขันธ์ 5 แต่ใครทำความว่าง ก็อย่าไปยึดความว่าง แต่คนหลงติดความว่างนั่นแหละคือสุข ธรรมกายให้ยึดความ ว่าง ใส คือ สายอาภัสสร า ส่วนสายมืดคือสายอ.มั่น สายพระป่า ยึด กิณหะ ยึดมืด แทนที่จะยึดใสว่างโล่ง แต่ไปยึดความดำมืดไม่มีที่ไปที่มา คือมืดหมด เป็นกิณหะ ฝ่ายนี้ยึดอยู่กับที่ ดีที่ไม่ไปอาละวาด ไม่ไปสร้างวิมานหลอกใคร แต่สร้างวิมานมื ด ดำ ไม่ขยายผลต่อ ก็อาละวาดน้อย เผยแพร่น้อย แต่พวกอาภัสรา แสงสว่างก็อาละวาดไปทั่วโลกจะออกนอกโลกไป คุณยึดแม้ความว่าง ยึดความไม่มี ซึ่งมันไม่มีที่สิ้นสุดหรอก ว่างไม่มีที่สิ้นสุดนะ แต่มืดนี่มีที่สุดนะ ไม่มีมืดแบบไม่มีที่สิ้นสุด มันไร้ความกำหนดรู้ ไร้สัญญา เวทนาแล้วก็จบสุด ไม่มีที่ไปก็มืดแค่นั้น แต่พวกใสนี่ใสไปบ้าๆบอๆอะไรไปมากมายนะ เป็นลัทธิสร้างวิมาน ทั้งรูปทั้งวิมานคิดไปไม่รู้จบ ปรุงแต่งบานไปมากมายเลย ลัทธิเขาต้องเป็นลัทธิจานบิน แน่นอนเขาต้องออกไปนอกโลก ทำไมเจดีย์ของธรรมกายต้องเป็นจานบิน เขาไม่ได้เจตนานะ แต่เขาต้องเป็นเช่นนี้ อาตมาต้องจี้ลงไปให้เขาหยุดลงนรกนะ อาตมาห้ามด้วยเมตตา ไม่ได้ด้วยโกรธ เกลียด ริสยาเลย คำว่า “ สุข ” คำว่า สุ แปลว่าดี คำว่า ข คือว่าง คำว่า สุก เป็นตัวต้นตัวแรกของดีเลยนะ แม้คุณจะเห็นว่า ก คือดีคือกรณะ คือบทบาท คุณก็อาศัยอันนี้ทำอยู่ในโลกเป็นกรณะเท่านั้นใช้ สัปปุริสธรรม มหาปเทสเท่านั้น แต่ต้องระวัง ก ที่เป็น กลิ คือสิ่งเลวร้ายเท่านั้น

กายกลิ คุณต้องรู้จัก ถ้ามี ก มานำหน้าเป็นตัวที่จะขยายข้างหน้าทั้งหมดเลย เป็นตัวที่จะเกิด ไปอยู่กับใครมันเกิดทั้งนั้น แต่ถ้าเกิดด้วยปัญญา ก็ดี คือสุก แต่ถ้าใครเขียนผาสุก คือยังมีตัวต้นตัวอาศัย แต่อย่าไปยึดมั่นถือมั่น เป็นเราเป็นของเรา แต่ถ้าสุข คือถูกต้มจนสุกเลย แม้แต่ ก เป็นตัวต้นที่สุดก็อย่าไปยึดเป็นเราเป็นของเรา ทิฏฐิ 62 อดีต มี 18 อนาคต 44 และที่จะพาไปนิพพานมี 5 อย่าง คืออยู่กับปัจจุบันขณะ

ทิฏฐิ พวกยึดในปัจจุบัน มี 5 อย่าง คือ 1 .กาม 2 .ฌาน 1 3 .ฌาน 2 4 .ฌาน 3 5 .ฌาน 4

เขายึดห้้าอย่างนี้ว่าเป็นสุข ได้ กาม นี่เป็นสุข ฌาน 1 ได้ วิตก วิจารเป็นสุข ก็ยังยึดนึกว่าจิตตัวเองยังเบาว่างนะ แม้ปัจจุบันเขาได้ฌาน ในปัจจุบันนี้ก็ตาม กายของปฐมฌาน องค์ประชุม เป็นนิพพานของคนที่ยึด เป็น สุข ต่อจากฌาน 1 เป็น ฌาน 2 ก็พ้นวิตกวิจาร ภูมิสูงขึ้นแล้ว ยึดว่าดีหมด ดีดะไปหมด แต่ไม่ชำระต่อ ก็เน่าในหมักหมมอยู่ ฌาน 3 ก็เบาว่างกว่า แม้ปีติก็ไม่มี มีแต่กลางๆอุเบกขาไม่ทุกข์ไม่สุข สงบ ก็เอาแต่สุขสงบ แต่ก็มีอาการรสของความสุขอยู่นะ มี อุเบกขา เป็นที่สุด สิ้นทุกข์สิ้นสุข อทุกขมสุข ตัวนี้แหละคือตัว กรรม กัมมัญญา ผู้ใดมีปัญญา ก็ทำการงานอยู่ แต่จิตไม่เอียงไปทางไหน เป็นกลาง น ้ำ เชื้อที่จะก่อความเกิดของสัตว์โลก เป็นสุกะ เป็นวัตถุ ไม่มีความเป็นชีวะของจิตนิยามแล้ว แต่อาจยังมีพีชะนิยามอยู่ พอเรารู้จักตัวอาศัยแล้ว สุดท้ายขอสรุปว่า คุณยังมีขันธ์อยู่แต่ก็สะอาดหมดจดทุกขันธ์ ก็ยังเป็น ปัญญจขันธาภารหเว เป็นขันธ์ 5 ที่ยังเป็นภาระ ต้องดูแลขันธ์ แม้ขันธ์ 5 สะอาดแล้วนะ ก็ยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ก็ต้องมีทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้

ทุกข์ 10 ก. ทุกข์ที่ เลี่ยงไม่ได้ (กายิกทุกข์ อันเกิดจากกาย) 1 . สภาวทุกข์ ทุกข์ประจำสังขาร เกิด แก่ เจ็บ ตาย 2 . นิพัทธทุกข์ ทุกข์อยู่เนืองนิตย์ คือ หนาว ร้อน หิว กระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ 3 . อาหารปริเยฏฐิทุกข์ ทุกข์ในการหากิน-การทำงาน . 4 . พยาธิทุกข์ อวัยวะเจ้าการทำหน้าที่ไม่เป็นปกติ 5 . วิปากทุกข์ ทุกข์เพราะผลกรรม เลี่ยงวิบากเก่าไม่ได้ 6 . ทุกขขันธ์ ทุกข์รวบยอดเพราะการประชุมแห่งขันธ์ 5 อันยังอาศัยมีชีวิตอยู่

ข. ทุกข์ที่ เลี่ยงได้ (เจตสิกทุกข์ อันสามารถดับได้แท้) 7 . ปกิณกทุกข์ (ทุกข์จรแห่งกิเลส คือ โศก ปริเทวะ ทุกข โทมนัส อุปายาส เมื่อพรากจากคนที่รัก หรือสิ่งอันเป็น ที่รัก เป็นต้น) 8 . สันตาปทุกข์ (ทุกข์ คือ ความร้อนเผาใจ อันนื่องมาจากกิเลสไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ แผดเผา) 9 . สหคตทุกข์ (ทุกข์ไปด้วยกันกับโลก เช่น ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข) 10 . วิวาทมูลกทุกข์ (ทุกข์มีสงครามวิวาทะเป็นรากเหง้า)

คนก็ หลงอยู่สองอย่าง คือ ความดำ กับ ความสว่าง คุณต้องตัดภพนอกหมด ไปนั่งหลับตาอยู่ในภพ มีสองภพคือดับดำ กับพวกสว่างโล่งว่าง ซึ่งก็มีว่างไล่ระดับไปเรื่อยๆไม่มีสิ้นสุด ปั้นไปได้เรื่อยๆ เป็นพวกอัตวาทุปาทาน ยึดมั่นสร้างวิมานในภพ เป็นพวกอาภัสรา ส่วนพวกดับเป็นกิณหะ ส่วนพวกสายเรียนบัญญัติความรู้ จบดร.มาอีก เปรียญอีก อาตมาเถียงสู้ไม่ได้หรอก ตอนนี้มีมากในโลก มากกว่าสายนั่งปฏิบัติหลับตาที่หลงอาภัสรา หรือสุภกิณหะ แต่พวกสายปัญญามีมากกว่า ได้แต่สร้างปัญญา เป็นบัญญัติ ปั้นวิมานเป็นตัวหลอกเต็มไปหมด ยึดมั่นในสิ่งที่ตนเองว่าถูก คุณไปสร้างวิมานพยัญชนะเป็นอะไรหลอกไว้มากมาย เพราะคุณปั้นไว้เยอะ อาตมารู้ไม่เท่าคุณหรอก ไม่เคยตัดสันตติของมันเลยทั้ง space and time ทุกอย่างคุณมีแต่ continuum ไม่มีการตัดเลย ในทุกปัจจุบัน แล้วก็ไม่เคยหมดอะไรที่จะเชื่อมต่อ อากาสานัญจายตนะ คุณยังเอาเลย ไม่มีอะไรนิดหนึ่งน้อยหนึ่งยังเอามาเป็นตัวกูของกูเลย พอยึดปุ๊ปก็เป็นตัวตนเลย หากคุณยึดเอาอดีตเป็นอัตตา อดีตคุณ คุณก็จำได้ ถ้าจำไม่ได้ ก็ยึดไม่ได้ แต่ถ้าจำได้ฝังไว้ มันก็อยู่ในสัญญาของคุณ ถ้าคุณทำอีกมันก็เป็นอดีตใหม่ อดีตมีอยู่ 18 ทิฏฐิ แต่อนาคตมี 44 ทิฏฐิ ซึ่งอธิบายได้ยาก เพราะเขาปรุงกันไปได้มากมาย เช่น ยึดเอาสุขเป็นจริง ทั้งที่สุขมันเป็นเท็จ เป็นของหลอก มันเกิดยามสัมผัส หากขาดจากสัมผัสแล้วไม่มี เป็นเพียงสัญญา ความจำ ไม่ใช่ของสด ไม่ใช่ของจริง พวกพีชะไม่มีความฟุ้ง แต่จิตนิยามนี่ฟุ้งได้เร็วไวไกล เร็วกว่าแสงอีก ได้ไกลมากกว่าแสงอีก ถ้าคิดออกนอกเอกภพนี้ได้มันออกไปนะ แต่นอกเอกภพมันไม่มีให้คิดหรอกมันยังไ่ม่มีอะไร แต่แค่ในเอกภพก็ปรุงสร้างได้มากมาย เป็นทิฏฐิ 44 ในอนาคต ถ้าไปยึดสิ่งใดก็เป็นที่พอใจเป็นสุข เท่าที่คุณมีความรู้ ความรู้ที่รู้กันหมด สุด ก็คือ สุตะ ภาษาไทยก็มาจากบาลีว่าสุตะ แปลว่ารู้ ถ้าหมดรู้แล้วไปไหน มันก็ไม่มี สุตะ แปลว่า รู้ สุดแล้วมันไม่มี อะไรจะมีหรือไม่มี ก็อยู่ที่วิญญาณ หากไม่มีวิญญาณก็เป็นพีชะ แม้แต่สัตว์เดรัจฉาน ก็พูดกันไม่รู้เรื่องแล้ว แม้แต่มนุษย์ที่จบดร.มา 5 ใบ ก็ฟังอาตมาไม่ออก ทำใจในใจไม่เป็น เป็นอเวไนยสัตว์ มีความรู้ท่วมหัวเลย ใครก็ยกย่องเป็นผู้รู้ปราชญ์เอกของโลกเลย แต่ทำใจในใจไม่เป็น มนสิการไม่เป็น ก็ยังอวิชชาทั้งนั้นเลย พวกหลงความรู้นี่น่าสงสารกว่าพวกหลงดำหลงสว่าง เพราะพวกความรู้นี่ไปได้มากมายกว้างใหญ่ ในหลวงเราว่าอย่าไปหลงความรู้ตำราให้มากเลยให้ทำแบบพออยู่พอกินนี่แหละ สุดยอดแล้ว พวกที่ยังยึดอดีตอนาคต ว่าเป็นเราเป็นของเรา ก็ยังไม่ดีทั้งนั้น มีแต่นิพพานในปัจจุบัน 5 เท่านั้นที่พ้นทุกข์ได้ พระพุทธเจ้าสรุปลงที่ความมี และไม่มี ในพระไตร ปิฎก เล่ม 16 ข ้อ 43 สิ่งใดที่ไม่ควรให้มีให้เอาออกได้ ก็เป็น อัตถิ แต่ถ้าทำออกไม่ได้ก็เป็น นัตถิ คนเราหากยังยึดมั่นถือมั่นใน อดีต 18 อนาคต 44 ยังเป็นเรา เป็นของเรา คุณต้องมาล้างสิ่งไม่ดีออกในทุกปัจจุบัน ให้สั่งสมเป็นอดีตที่ดีไปเรื่อยๆ ให้เป็นผู้หมดบุญหมดบาป ในทุกปัจจุบัน สั่งสมเป็นอดีตที่มากพอ จนพยากรณ์ได้ทุกปัจจุบันเลยว่า ไม่มีกิเลสอีกแล้ว ทำกุศลกั้นให้วิบากมันมาได้ช้าลงๆ ต้องไม่เข้าใจผิดในนิพพาน 5 ไม่มีสุขในกามในฌานทั้ง 4 จะอาศัยได้ไม่มีนิวรณ์ 5 ไม่หลงใหลสุขไม่ยึดมั่นสุข ก็ได้ อาศัยแต่อุเบกขา เป็น ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ประภัสรา เท่านั้นเอง อยู่กับนิพพาน 5 โดยไม่เสพไม่ติด ไม่ซึมไม่ซับไม่ดูด อยู่กับกามกับฌาน แต่ใช้ฌานเป็นนะ ไม่ติดกามด้วย มีปีติสุข ที่เป็นสุขสงบปีติ เป็นผรณาปีติ ไม่มีอุเพพงคาปีติ มีโอกกันติกาบ้าง มีขุททกาปีติในขณะนี้ ไม่จับเป็นก้อนโอกกัตติกา แค่สุขกับอุเบกขาพอแล้ว อาตมาแสดงธรรมอย่างเป็นสุข

ส.เพาะพุทธว่า … คนที่แบกอดีตนี่จะแบก 18 กก. คนที่แบกอนาคตนี่แบก 44 กก. แต่พวกที่อยู่กับปัจจุบันนี่แบกแค่ 5 กก. คนอยู่กับปัจจุบันจะเบาที่สุด …จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน