571113_ความรัก ๑๐มิติ(๑๐)วนบ. ความรักมิติที่ ๗.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
571113_เรื่องความรัก 10 มิติ( 10 )วนบ. ความรักมิติที่ 7 -8 โดยพ่อครูโพธิรักษ์
พ่อครูว่า … วันนี้พฤหัสบดีที่ 13 พ.ย. 2557 พรุ่งนี้วันพระ วันนี้วันโกน คนเราวันคืนผ่านไปก็ไม่รู้จักสิ่งที่วนเวียนทั้งโลก และอัตตาที่ยึดมั่นถือมั่นในโลกและอัตตา เพราะไม่ได้เรียนรู้กัน เรามาเรียนรู้ความรัก 10 มิติ ที่ภาษาที่เรียกว่าความรักเป็นอาการจิตอย่างหนึ่ง เราเรียนกันมาถึงมิติที่ 7 แล้ว ตั้งแต่มิติที่ 1 ถึง 7 คือความเป็นอัตตาและอาตมัน แล้วก็เกิดหมุนเวียนวนกับความติดยึดในโลกแล้วตนก็วนเวียนในกามและอัตตา ความเป็นกามก็เป็นอัตตา คนไม่เข้าใจสภาวะความเป็นกาม ก็เลยไม่รู้วิธีกำจัดมัน แล้วอาการมันลดได้หรือไม่อย่างไรก็ไม่รู้ไม่เข้าใจ ไม่สัมผัสสภาพรู้จริงตามความเป็นจริง เห็นแจ้งว่ามันลดลงหรือไม่มีได้ มิติที่ 7 เป็นนามธรรมแล้ว เป็นรอบออกไปอีก คือความรักอย่างพระเจ้า รักสรรพสิ่งทุกสรรพสิ่ง รักทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีการแบ่งแยกมิตร ศัตรูแล้ว แม้ใครจะตบแก้มซ้ายก็ให้ตบแก้มขวาด้วย พระเจ้าจึงแบกทุกข์ไว้มากที่สุด เพราะผู้ใดมีรักก็ย่อมมีทุกข์ แม้เป็นนามธรรม ความรักอย่างพระเจ้าจึงมีคุณค่า มหาศาล ยอมแม้ตนจะตายก็เพื่อไถ่บาปให้แก่ทุกคน อย่างศาสนาโซโลเอสเตอร์ ศาสดาถูกลงโทษจนตายก็ยอม อย่างศาสนาบ็อบ พระบ็อบก็ถูกลงโทษจนตาย เป็นศาสนาที่จัดในศาสนาเทวนิยม คือสภาพความดี ทำตนให้สูงตามนั้นได้ เป็นเทวนิยม ใครเสียสละอย่างพระเจ้าได้ก็ดีมาก อย่างศาสนาบาไฮน์ พระบาฮาอุลลาห์ติดคุกใครมาเชิญเป็นนายกฯก็ไม่เอา ท่านแบกทุกข์ไว้เยอะ ไม่พ้นทุกข์ ยิ่งมีอุดมคติอย่างพระเจ้าก็ต้องต่อสู้ เสียสละ หรือยอมตายได้ แม้แต่ศาสนาที่ไม่มีผู้เป็นศาสดาหาไม่ได้ เป็นศาสนาเก่า โบราณ เช่น ศาสนาฮินดู นับถือพระเจ้า หรือศาสนายิว มีการนับถืออับราฮัม และเรียกพระเจ้าว
อ่านต่อ
่าพระยโฮวาห์ เรียกศาสนาคริสต์ ศาสนาโมเส ส ก็เรียก ศาสนาอิสลาม มีศาสดาคือพระอัลลอห์ ศาสนาฮินดูนิกายหนึ่งตั้งพระศิวะเป็นพระเจ้า บางลัทธินับถือพระนารายณ์เป็นศาสดา แต่ที่จริงพระเจ้าก็คือแรงงานที่มีแรงแห่งปัญญาเป็นต้นเหง้า แล้วจึงก่อแรงอื่นๆ พลังงานที่จะสร้างสรร ก็คือพระเจ้า ใครไปอ้อนวอนพระเจ้า แต่ไม่มีแรงกายแรงปัญญาก็ไม่เกิดผลอะไร ศาสนาที่นับถือพระเจ้านั้นถ้าศึกษาดีๆจะเข้าใจว่า พระเจ้าก็คือนามธรรม ให้เกิดแรงกายแรงปัญญา พระเจ้าจะช่วยผู้ที่ช่วยตนเองก่อนเท่านั้น พระเจ้าจะไม่ช่วยผู้ที่ไม่ช่วยตนเองก่อน บ่งบอกว่า ต้องทำแรงกายแรงใจที่ดี แรงปัญญา ถ้าใครมีแรงนั้นก็จงทำ ตรงกันศาสนาพุทธที่ว่าอัตตาหิ อัตตโน นาโถ ตนแลเป็นที่พึ่งของตน ไม่ต้องไปร้องอ้อนวอนขอที่ไหนศาสนาพุทธนั้นถ้าใครบรรลุขั้นไหนก็ได้พึ่งสิ่งนั้น เป็นโสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ มาดูมิติที่ 8 กันก่อน … คือความรักที่เรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างให้ละเอียดทั้งนามธรรม รูปธรรม โดยเฉพาะนามธรรมและสัจจะของความรักมิติที่ 1 ถึง 7 เจาะลึกเห็นแจ้งสภาวะของความรักว่ามันคืออะไรกันแน่ อาการเป็นอย่างไร มีผลร้ายผลดีอย่างไร มันเกิดที่ไหน ตั้งอยู่ที่ไหน ดับที่ไหน มันอาศัยอะไรดำเนินไป ให้สุขหรือทุกข์ จริงหรือลวง แม้ให้ทุกข์แล้วมีประโยชน์บ้างไหน ใช้ได้อย่างไร มนุษย์ควรมีหรือไม่ ถ้าควรมีควรมีได้แค่ไหน หากจะดับไม่ให้มีในตนเลยได้หรือไม่ หากมีเพื่อสร้างประโยชน์โดยตนไม่ต้องติดยึดได้หรือไม่ ที่สุดไม่ต้องมีอะไรอีกเลย แม้แต่สิ่งที่ความรักต้องอาศัยจะได้หรือไม่? ที่กล่าวมาเป็นประเด็นปัญหาที่มีคำตอบแล้วในศาสนาพุทธ ความรักที่แปลมาแต่ต้นว่าคืออาการชอบใจ ผสมความยินดี แต่แท้จริงแล้วก็คือความต้องการ สร้างหรือทำลาย นั้นเอง และต้องการเพื่อตัวกู และเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลกันนั้นก็อีกอย่าง มีสองอย่าง สรุปชัดคือความรักไม่ใช่อารมณ์เฉยนิ่งกลางๆ หรือไม่ใช่อารมณ์หยุดสนิทเลย แต่เป็นอาการทางจิตที่ต้องการให้ หรือต้องการเอา และต้องการสร้างหรือทำลาย ถ้าใครไม่มีอาการของการให้หรือเอา แม้ไม่มีชั่วคราวหรือยาวนานก็ตาม ก็เรียกว่าไม่มีความรักหรือไม่มีความต้องการนั่นเอง ถ้าไม่มีความต้องการให้หรือเอาก็ตามที ดังนั้นอาการทางจิตของใครที่เกิดความต้องการในจิตก็คือเกิดความรัก ภาษาทางศาสนาพุทธเรียกว่า ตัณหา มี ๓ ประเภท คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา คือความรักเกี่ยวกับกาม ,ภพ ,วิภวภพ หรือวิภพ และสามอย่างนี้มีความพิสดารแค่ไหน? อย่างไร เมื่อผู้ศึกษาได้ศึกษาได้อย่างสัมมาทิฏฐิ มีวิปัสสนาญาณก็จะจัดการความควรไม่ควรได้อย่างถูกต้อง และเจริญไปกับคามรักได้ให้ตนเจริญได้อย่างดี ...หลายคนฟังมาถึงตอนนี้ก็คิดว่ายังไง?จะให้มีความรักหรือไม่? เพราะว่ามีรักก็ต้องมีทุกข์ แต่อาตมาบอกว่าถ้าไม่มีอาการให้หรือเอาก็ไม่มีความรัก แล้วพวกเราสอนกันมาว่าต้องมีความให้ ก็คือมีความรัก เป็นปิยกรณะ ผู้มีความรักที่มีปิยกรณะ มีคุณค่าประโยชน์หรือไม่มีคุณค่าประโยชน์ ก็มีสิ ก็ต้องให้ แล้วเป็นทุกข์ไหม? ก็ต้องทุกข์ เพราะทุกข์ที่การงาน ทุกข์ในการแสวงหาอาหาร แสวงหาการงานทำความดี วันคื น ผ่านไปล่วงไปเธอทำอะไรอยู่? กายกรรมวจีกรรมที่ดีกว่านี้ยังมีอีก...มันก็ทุกข์โดยสัจจะ แม้ทำงานช่วยเหลือเขาด้วยความรัก หรือมีความต้องการให้ แต่ถ้ามีความต้องการที่จะเอา เช่น เอาข้าวเข้าปากเคี้ยวกลืนเพื่อให้ขันธ์มันไปได้แต่ถ้าไม่เอาข้าวเข้าปากมันก็เหี่ยวแห้งตาย มันก็พาซื่อเกินไป ความรักนั้นก็แล้วแต่ภูมิคนจะเข้าใจ ถ้าอ่านอาการแล้วจะมีอาการว่าให้หรือต้องการเอา ผู้ไม่มีตัวตนก็ไม่ต้องการเอา อย่างเก่งก็เพื่ออาศัย ให้ชีวิตยังอยู่ไปได้ ในปัจจัย 4 อาการจิตที่มีการให้หรือเอา ต้องการสร้างหรือทำลาย ถ้าอ่านออกก็จะแจ้งชัดในสัจจะแห่งรัก ถ้าสามารถบรรลุได้ก็จะหมดปัญหาว่าความรักคืออย่างไรกันแน่ และถ้าศึกษาความรักว่าให้คุณโทษอย่าไร เราก็จะจัดการส่วนร้ายให้หมดจากตนและเพิ่มสิ่งดีความดีให้เกิดประโยชน์แก่โลกได้อย่างดี
แล้วมันเกิดขึ้นที่ไหน อาศัยอะไรดำเนินไป มันให้สุขหรือทุกข์ จริงหรือลวง ก็ต้องเรียนรู้ให้แจ้ง ฝึกฝนให้เกิดผลตามขั้นตอน ผู้มีมรรคผลเรียกว่าอาริยบุคคล ใช้เรียกผู้บรรลุพุทธธรรม แบ่งไว้ 4 ชั้นใหญ่ๆคือ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ อาริยบุคคลเป็นได้เพราะเกิดมีสิ่งประเสริฐในตน เป็นคนโลกใหม่(ปรโลก) เป็นโลกที่ต่างจากโลกเก่า ทั้งที่เป็นคนเช่นกัน มีกาย มีจิตวิญญาณอยู่ในสังคมเดียวกันแต่ความรู้สึกนึกคิดต่างไปจากคนโลกเก่า ความเป็นโลกคือความหมุนเวียนไปๆมาๆไม่รู้จบ เป็นทาสของโลกธรรม วนเวียนไม่รู้จบ ไม่หยุดวนเวียนแน่ อาจจะหยุดได้ชั่วคราว แต่ไม่มีหลักเที่ยงแท้สมบูรณ์ แต่โลกใหม่ก็คือหมดโลกเก่าไม่วนเวียนในโลกเก่าที่ไม่รู้จบแล้ว อย่างชนิดที่จิตได้สำรอกสิ่งชั่วสิ่งเก่าได้อย่างจริงแท้ อย่างถูกตัวเหตุที่มันทำให้เราวนเป็นทาสในโลกเก่า พระพุทธเจ้ารู้จักอาการของจิต โดย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส อาการมี รัก ชัง โกรธ โลภ สุขทุกข์ อาการเล็กน้อยหรือมาก อาการต้องลำบาก คือต้องมีพลังงานไปช่วย แม้จะเล็กน้อยอย่างไรก็ต้องใช้พลังงานช่วยทำ ถ้าทำบำเรอตนนี่แหละ โดยลักษณะให้เป็นของตน ตั้งแต่ทรัพย์สินเงินทองวัตถุ หรือเอามาเสพบำเรออารมณ์ตน นี่แหละคืออัตตา อัตตนียา แล้วก็เกิดไม่รู้จบ นึกว่าพักยก มีวิธีสะกดจิต ลืมทิ้งไปได้นานแต่ไม่ได้ล้างเหตุ กำจัดเหตุ อย่างมีพลังผลาญกิเลสให้สิ้นได้ มันก็ยังทุกข์อยู่ แม้เป็นอรหันต์ก็มีทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ เป็นกิลมถะ ก็ต้องล้างต่อในอนาคามี แต่ถ้าเป็นอรหันต์ก็มีทรถะ บางทีก็หนักเหนื่อย อย่างน้อยก็ต้องมีทุกข์ต้องแสวงหาอาหาร ต้องไปมา ลุกนั่งยืนเดิน แบกหาม หรือต้องคิดว่าควรทำอย่างไร ควรหาอาหารให้มัน ควรหาที่ขี้เยี่ยว แล้วจะขี้กลางถนนเหมือนสัตว์ อยากทำอะไรก็ทำเหมือนสัตว์ก็ไม่ควร บางทีต้องอั้นไว้นานกว่าจะหาที่เจอ แม้พระพุทธเจ้าก็มีภาระอันนี้
แม้การศึกษาที่ท่านทั้งหลายศึกษากันแล้วก็ยังเหลือความเป็น กาม เป็นภพ เป็นอรูปภพ ไม่รู้จักกิเลสที่พาเกิดเป็นชาติ ไม่รู้จักอ่านเห็นชีวิตรูป เป็นสัตว์กามภพ รูปภพ อรูปภพ ก็เป็นสัตว์ ผู้ศึกษาตามลำดับจะหมดกาม หมดภพ แล้วดับอรูปภพที่เป็นสัตว์ได้ ก็ยังมีภาระ เหตุปัจจัยเช่นขันธ์ ๕ ที่ต้องอาศัย แต่เศษแห่งกิเลสทำให้หมดได้แล้ว เป็นจิตวิญญาณสะอาด ไม่งมงาย ที่มีแต่ตรรกะ อาตมาจะอ่านที่เขาส่งมากันว่า … _ เกี่ยวกับการฝึกอรูปฌาน เพ่งอากาศเป็นอรูปฌาน เพราะอากาศเป็นช่องว่าง ดำรงได้โดยไม่อาศัยอะไร เป็นวิสังขาร ไร้รูป แต่มนุษย์เราอาศัยขันธ์ 5 เคล็ดลับการฝึกอรูปฌานคือการไม่ติดยึดโยงใยกับสังขาร ละขันธ์ 5 ใช้สัญญาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับอากาศ โฟกัสมุ่งมั่น แล้วกฎแห่งการดึงดูดจะทำงานอัตโนมัติ คืออรูปฌาน มีที่ว่างอันไร้มลทินแสดงออกว่าเรามีความรักและปัญญาปล่อยวางเราให้พ้นจากเปลือก แล้วเราจะเปิดเผยความรักแห่งชีวิตที่เต็มเปี่ยม … พ่อครูว่า… จบคำบรรยายของผู้ปฏิบัติที่พยายามอธิบายถึงอากาศและความว่าง เป็นวิธีปฏิบัติสมาธิเข้าภพ ไม่ใช่แบบพระพุทธเจ้าที่ปฏิบัติลดละไปตามลำดับ มีเหตุปัจจัย ไม่ใช่ว่างเฉยๆ แต่ว่างจากกามจิต อาการกาม หยาบ กลาง ละเอียด ถึงรูปราคะ อรูปราคะสิ้น เช่น กระทบภายนอกแล้วมีอาการก็ดับได้ จนทำได้ไม่มีอาการกับภายนอกเหลือแต่ภายใน มันมีกามภพ แต่จิตไม่มีอาการกิเลสหยาบกลางละเอียดถึงอรูป ถึงอาสวะ รู้ว่าไม่มีเศษเลย แม้กระทบสัมผัสอยู่ไม่ใช่ว่าว่างๆไปเฉยๆ ถ้าศึกษาแบบลืมตากระทบข้างนอกอยู่ แล้วอ่านเศษเหลือ แม้อุทธัจจะ อวิชชา เป็นขั้นปลายของเนวสัญญาฯ มันมีมานะ อุทธัจจะ เป็นธุลีหมอง ธุลีเริงอยู่หรือไม่ สะอาดหมด รู้จนมั่นใจพ้นเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน จึงตัดสินได้ว่าเป็นสัญญาเวทยิตนิโรธ จึงตัดสินได้ว่าหมดตัวตนถึงอรูปอัตตา ผู้ไม่กระจ่างชัดทั้งภายนอกและภายใน จะพูดเรื่องกามก็ไม่ชัด ยิ่งไม่ได้เรียน ไม่ได้ฝึกฝนทั้งที่เป็นของหยาบเบื้องต้นก่อน พวกสายปัญญาตรรกะก็ไปนั่งสมาธิแล้วได้อารมณ์นั้น แต่ไม่รู้ชัดว่ากามภพ รูปสัตว์ อรูปสัตว์คืออย่างไร มีสัญญากำหนดรู้ในวิโมกข์หรือสัตตาวาสก็กำหนดไม่ชัดไม่รู้ วิญญาณฐีติก็ไม่รู้ ผู้ปฏิบัติแบบพุทธ แม้สัมผัสเหตุปัจจัยที่เคยทำให้เกิดกิเลสแต่เราได้ปฏิบัติจนบรรลุ เราก็ไม่เกิดอาการกิเลสอีกเลย รู้สิ่งที่เราไม่มีได้ ไม่วนเวียนแล้ว แม้หมดแล้วแต่เราก็มีขันธ์ 5 มีโลกนิโรธแล้ว มีโลเกนัตถิตา แต่ก็มีขันธ์ 5 อยู่ นัตถิตา หรืออัตถิตา เป็นผลแห่งการปฏิบัติในทิฏฐิ 10 มีสองอย่างคือได้ผลหรือไม่ได้ผล ในการปฏิบัติ ต้องแจกแจงให้ชัด มันสามารถออกจากโลกเก่ามาเป็นโลกใหม่ดับได้อย่างสนิทไม่วนเวียน เป็นโลเกอัตถิตา คือเราดับโลกได้สนิทเป็นโลกนิโรธ แต่เราก็ยังมีโลกอยู่ มีรูปนามขันธ์ 5 แต่เป็นผู้ไม่มีแล้ว (นโหติ) สัตว์เดรัจฉานหลงกามคุณ 5 ไม่เท่าไหร่ แต่มันหลงกามทางเมถุน เพศสัมพันธ์มากกว่า คนก็เหมือนกันหลงตัวนี้แหละเป็นตัวหลักจัด สัตว์เดรัจฉานมันยอมตาย สัตว์บางตัวเสพเมถุนแล้วมันก็ตาย บางตัวก็ถูกฆ่าตาย บางตัวตายเองเลยนะ ผสมพันธุ์เสร็จมันก็ตาย อย่างผึ้งนี่ผสมพันธุ์เสร็จมันก็ตาย หรือตั๊กแตนผสมพันธุ์เสร็จตัวเมียก็กินตัวผู้หมดเลย แล้วเราจะทำให้อารมณ์กามให้หมดไปได้ไหม? พระพุทธเจ้าว่าทำได้ แม้เป็นอนาคามีก็เหลือแต่เศษตกค้างในจิต ก็เป็นสิ่งน่ารำคาญว่ามันยังตกหล่นเหลือค้างอยู่รำคาญตนเอง เพราะรู้ว่าท่านที่ทำได้ก็สบายกว่า แต่อนาคามีข้างนอกก็ไม่มีผลกระทบที่ได้รับจากเราแล้ว ไม่ต้องมารองรับการต้องการบำเรอจากเรา การเรียนรู้ตั้งแต่เบื้องต้น ในกามคุณ 5 การลดกามภายนอกได้มาก อารมณ์อยากสมสู่ทางเพศก็จะลดลงตาม จนสุดท้ายไม่ต้องแล้ว ไม่ต้องมีรสชาติทางเพศ จนเหลือรูปราคะ อรูปราคะ ก็คือความจำ ที่เหลือในจิต พอเบาบางเป็นอรูปราคะก็คือเศษแห่งอารมณ์เหลือในจิต แล้วเมื่อกระทบสัมผัสกับภายนอกแล้วก็จะยืนยันว่าเราเหลือหรือไม่ ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ไม่อย่างนั้นพระพุทธเจ้าไม่ยอมรับ ต้องมีสัมผัสแล้วรู้ตลอดเวลา ซ้ำแล้วซ้ำอีกจนกี่ครั้งมันก็ไม่เกิด เป็นการยืนยันแท้ว่ามันเหนือโลกไม่ใช่หลบลืมไป หายไป ผัสสะเป็นปัจจัยจึงเป็นหลักปฏิบัติที่ผู้เข้าใจแล้วไม่หนีผัสสะ แต่ก็ต้องประมาณรู้ว่าเราเอาแค่ไหน จะละเมิดไปก็ต้องทำไปก่อน จนกว่าเราจะสบายได้ เราก็เพิ่มภูมิเพิ่มฐานขึ้นไปอีกให้บริสุทธิ์ เป็นวิทยาศาสตร์ทางจิต เป็นวิชชาศาสตร์ ที่พระพุทธเจ้าท่านว่าเป็นความรู้เฉพาะปรมัตถ์ เฉพาะทางจิต เจตสิกแท้ๆ รู้ความเกิดดับทางโอปปาติกโยนิที่แท้ ต้องรู้ความเกิดตายที่บริบูรณ์จบสุดละเอียดเลย สุดยอด ผู้ใดเข้าใจแล้วเชิญมาพิสูจน์ ท้าทายให้เอาตนเองมาพิสูจน์
ต่อไปเป็นการตอบปัญหา ประเด็น.. _ช่วงปิดเทอม มียายคนหนึ่งเล่าว่าละตัวละตนได้แล้ว แต่มีคนให้ยืนยันว่ากล้าผูกคอตายหรือเปล่า? ถ้าละตัวตนได้ ยายคนนั้นก็บอกว่ากล้า ก็เลยเอาเชือกมาผูกคอตาย แล้วละตัวละตนได้คืออย่างไร? พ่อครูว่า… ศาสนาพุทธไม่งมงายขนาดนั้น คำว่าละตัวละตนคือลดอาการกิเลสกาม เป็นขั้นต้น เมื่อเรียนรู้ตัวตนหยาบนี้ตอนสัมผัสกับข้าวของ บุคคล โลกธรรม อำนาจ ยศศักดิ์ที่เขาปลุกเร้าว่าเป็นโลกียสุขที่ไม่ได้เรื่องเลย อบายมุขก็ทางกาม เมื่อกระทบสัมผัสก็เกิดเสพรส กับเกิดเสพยึด ต้องอ่านอาการเสพรส กับเสพยึดให้ได้ เมื่อกระทบสัมผัส แล้วเราล้างได้ก็เป็นอนาคามี ก็ล้างต่อในรูปภพ อรูปภพอีก เราทำได้ก็ทำซ้ำทำให้มาก จนเป็นสัญญาเวทยิตนิโรธ อ่านทุกปัจจุบัน สั่งสมเนกขัมสิตอุเบกขาทุกปัจจุบัน ให้นิจจัง ธุวัง สัสตัง อวิปริณาธัมมัง อสังหิรัง อสังกุปปัง กิเลสสูญอย่างไม่กำเริบนั่นคือหมดตัวตน ในการหมดตัวตนของศาสนาพุทธไม่ใช่ฆ่าตัวตาย แต่ฆ่ากิเลสตายจนไม่เหลือตัวตน คนที่ไม่รู้จักตัวตนก็ฆ่าตัวตายเพื่อให้โก้เป็นกิเลสซ้อน กิเลสตัวตนก็ไม่รู้ และกิเลสมานะถือดีว่าต้องตายสิไม่ตายก็เสียหน้าก็เลยตายเลย ด้วยอวิชชา ยายที่ฆ่าตัวตายเพราะถูกท้านั้นตกนรกมืดบอดหนักเลย
_คำว่าลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน กับคำว่า คนคำนวณหรือจะสู้ฟ้าลิขิต และนึกถึงการชุมนุม ก็ว่าแล้วแต่เหตุการณ์ เป็นอย่างไร? พ่อครูว่า… ในมนุษย์มี 2 ขั้วคือ เทวนิยม กับ อเทวนิยม (1) เทวนิยม คือ ภูมิอเวไนยสัตว์ เข้าใจพุทธธรรมไม่ได้ ไม่รู้จิตเจตสิกรูปนิพพาน แต่ว่าปัญหาว่าฟ้าลิขิตมีไหม? ก็มี ฟ้าลิขิตก็คือวิบาก สุกตทุกฏานัง กัมมานัง ผลังวิปาโก จะได้ดีตกยากทุกข์หรือสุขก็คือผลของกรรม เป็นกัมมสโกมหิ กรรมเป็นของๆตน คือฟ้าลิขิต ขัดแย้งไม่ได้ เป็นพรหมลิขิตก็มีตลอดโลกแต่มันจึงเข้าใจยากว่ากรรมที่ตนทำนี่เป็นกุศลหรือเป็นบุญหรือเปล่า ผู้ยังดับเหตุไม่ได้แบบพุทธ ทำบุญไม่สำเร็จ ก็ทำได้แค่กุศลกับอกุศล ซึ่งทำให้อนาคตไม่เที่ยงตลอดเวลา หมอดูที่ใช่สถิติก็คำนวณได้แม่นพอสมควร แต่ว่ากรรมปัจจุบันจึงแปรให้อนาคตเปลี่ยนได้ ฟ้าลิขิต จึงไม่สมบูรณ์เท่าไหร่แต่อดีตแรง ผลปัจจุบันจึงไม่มีผลเปลี่ยนมาก แต่ โลกุตระนั้นพระพุทธเจ้าพาเรียนล้างอกุศลเหตุ ปัจจุบัน ได้จริง จึงแก้ฟ้าบันดาลได้มาก จนหมอดูดูผิด อนาคตเปลี่ยนได้มาก ยิ่งมีแต่กุศลมากขึ้น เพราะบุญได้กำจัดกิเลสที่เป็นเหตุอวิชชาได้เรื่อยๆ ยิ่งทำได้หมดเป็นอรหันต์ ฟ้าหรือพรหมลิขิตกำหนดไม่ได้ ตัวผู้ปฏิบัติกำหนดเองหมด พระพุทธเจ้าสอนให้เราปฏิบัติ เป็นพระเจ้าได้ด้วยทำให้จิตวิญญาณมีพรหมวิหาร พระพรหมคือจิตวิญญาณ เราก็ฝึกเองได้ เป็นพระเจ้าเองได้ อรหันต์ของพระพุทธเจ้าก็คือพระเจ้านั่นเอง ที่เราไปทำกับสังคมภายนอกจึงเปลี่ยนแปลงได้มาก เพราะเข้าใจตนเข้าใจโลก รู้ประมาณจึงทำผลได้ดี ถ้าเราไม่ออกไปจะเปลี่ยนแปลงไหม? ก็อาจเปลี่ยนแปลงได้เพราะมีทั้งกุศลและอกุศล แต่อำนาจของบุญที่ชำระกิเลสได้จริงมีผลสูง มีสัปปุริสธรรม มหาปเทส การกระทำจึงเกิดผลได้ตรงสุดสูงสุด เราไปแล้วเราไม่ได้ก่อโทษก่อรุนแรงเลย แต่เกิดจากคนภายนอกที่ทำ เราก็ทำได้มานาน แล้วก็เกิดคสช.มาปฏิวัติ มันเกิดสวยงามมากแล้วในโลก เมืองไทยจึงดีที่สุดที่ได้เกิดรัฐประหารขึ้นครั้งนี้ พอทำไปแล้วคนก็เข้าใจ แล้วจึงเกิดอาการไม่อยากให้เสียของ กรุณาเถิด อดทนหน่อย ชาตินี้ทำประโยชน์แก่ประเทศหน่อย มันจะเป็นสิ่งยืนยันประกาศแก่โลก สะกดกิเลสไว้หน่อย ถ้าคุณเป็นอรหันต์อาตมาจะไม่พูดเลย ขออภัย กรุณาสะกดใจไว้ ชาตินี้ขอสักชาติช่วยประเทศให้ดีเถิด อย่าไว้หน้าสิ่งไม่ดีงามแล้วคุณจะได้เป็นรัฐบุรุษ โลกกำลังมองมาที่ไทย ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ ต่อไปไม่อยากให้เป็นบ้องกัญชา เชื่อว่าคณะที่ทำนี่มีปัญญา รู้ว่าอะไรควรทำ ขอสักชาติเถอะ จะได้เป็น Best record ให้แก่โลก ถ้าทำได้ดีดังกล่า ว ประชาชนจะให้เป็นผู้ปกครองต่อแน่ _พระอนาคามีคือความรักมิติที่ 7 ใช่ไหม? พ่อครูว่า… ไม่ใช่ เลข 1 , 2 , 3 อารัภธาตุ อารัมภธาตุ มันก็มี 2 ก็ดิ้นไปมา ไม่เกิดอะไรขึ้น แต่ถ้าเกิดเป็น 3 แต่ไม่เกิดองศาขึ้น มันก็แค่เส้นตรง แต่ถ้าเป็นองศาขึ้นมาก็เป็นสามเหลี่ยม หรือเป็นวงรี ถ้าไม่ได้ระดับก็เบี้ยวๆ เป็นวงวนมีแรงเหวี่ยง แรงหมุน หากมีสัมมาทิฏฐิ เป็นปโหติ เหมาะสม ตามสัปปุริสธรรม มหาปเทสจะเกิดวงวนที่สมดุลบกพร ่ องน้อย ยิ่งพระพุทธเจ้าก็ยิ่งสมบูรณ์ เป็นสามเหลี่ยมด้านเท่า เป็นวงกลมสมบูรณ์ แล้วสิ่งที่หมุนเร็วที่สุดจะนิ่งที่สุด เมื่อสามเส้า เพิ่มเป็นถึงเลข 7 จะมีพลังแรง หากเป็นโลกีย์จะเอาไปใช้อย่างทำลาย แต่ถ้าทางพุทธจะเอาไปใช้เป็นประโยชน์ _สิกขมาตุศิริพร · เรื่องภพ บางทีตั้งใจจะปรุงให้เป็นกุศลแต่มันไม่ไป มันลงภพดับไปแต่ไม่ถึงกับดับเลย.. พ่อครูว่า… แต่ละคนผ่านการนั่งหลับตาฝึกจิตตกภพ จนตกผลึกแข็งแรง ทำจนเป็นสัญชาตญาณจึงติดมา บางทีเป็นวาสนา(ที่อยู่) มันอยู่กับคุณน่ะ แต่เมื่อมาเข้าใจแล้วว่าเราจะไม่สะสมเคหสิตอุเบกขา ถ้าคุณบอกว่าไม่ถึงหลับก็คงไม่ได้ฝึกนิโรธแบบดับมามาก แต่บางคนจิตไม่ทำงานเลยดับปี๋ดับมืดเลย ไม่ขวนขวาย ไม่มีการอภิสังขาร ไม่คล่องแคล่ว ไม่กระตือรือร้น ก็ไม่มีกายปาคุญญตา จะแก้ต้องเปิดเผยขวนขวายมีกระทบสัมผัสแล้วมีธัมมวิจัย มีการทำสังกัปปะ 7
_ส.ดินไท · พ่ อครูไปช่วยยกโต๊ะหินเมื่อตอนบ่ายนี้ ทั้งที่พ่อครูเป็นผู้ใหญ่ก็ยังไปช่วยทำงาน เป็นความไม่มีตัวตนของพ่อครู? พ่อครูว่า… เราเมื่อเข้าใจตัวตนแล้วไม่ยึดถือตัวตนแล้ว ที่เราทำไปนี่คนที่รู้จักจิตเราแล้วว่ากิเลสอุปกิเลสเราเป็นอย่างไร ตั้งแต่ อภิชฌาวิสมโลภะ ...ไปจนมทะ ปมาทะ ยกตัวอย่าง อาตมาไปทำงานร่วมด้วยคนที่มีจิตสาเฐยยะ จิตมันเป็นเชิงอวดตัวอวดตน รู้ว่าทำอย่างนี้เป็นสิ่งน่าชมเชย อย่างอาตมาไปยกหินก็ต้องดูจิตตนว่ามีสาเฐยยจิตว่า ให้คนเห็นคุณงามความดีของตนไหม ถ้าไม่มีก็ไม่มี แม้แต่การงานต่ำหรือสูงทำให้เราอ่านจิตอยู่ในทุกปัจจุบัน นานวันเท่าไหร่ก็จะทำให้เรารู้ว่าเราถือตัวถือดี หรือไม่ บางกาละเราควรทำหรือไม่ควรทำจะรู้มหาปเทส 4 จะรู้มัตตัญญุตาอย่างดี จะเกิดกัมมัญญตา อย่างดี ตั้งแต่เสขบุคคล พอเป็นอุเบกขาได้ก็เป็นกัมมัญญตา เป็นสิ่งเหมาะควร ปโหติ ได้.... วันจันทร์ที่จะถึงนี้จะมีพิธีบวชสามเณรขึ้นเป็นสมณะ เวลา 08:00 น. จบ