571112_พุทธชีวศิลป์(๑๘)วนบ.เรื่อง ก้าวหน้าแต่ถอยหลังอย่างน่ากลัวคืออย่างไร.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์345 KB
วันที่แก้ไข23 พฤษภาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

571112_พุทธชีวศิลป์( 18 )วนบ.เรื่อง ก้าวหน้าแต่ถอยหลังอย่างน่ากลัวคืออย่างไร โดยพ่อครูโพธิรักษ์

พ่อครูว่า… วันนี้วันที่ 12 พ.ย. 2557 ในสังคมเขาก็ออกมาแล้วว่าเขาจะเลื่อนการถอดถอนปู จากวันที่ 12 ไปเป็นวันที่ 18 เท่านี้ก็เอานะ มันเป็นลีลาของมนุษยชาติจริงๆ อาตมายืนยันเลยถ้าบรรลุธรรมของพุทธจะรู้เรื่องของสังคม ต่างจากที่สายพระป่านั่งสมาธิเข้าใจกัน เขาถือกันว่าพระปฏิบัติต้องหนีสังคมเข้าไปอยู่ป่า แล้วก็ไม่รู้จักสังคมสักเท่าไหร่ ไม่มีพหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ โลกานุกัมปายะสักเท่าไหร่ คนอาจแย้งอาตมาว่าแต่ละองค์ก็มีคนนับถือแล้วท่านก็ช่วยคนเหล่านั้นให้สงบใจได้ ซึ่งมันยากที่จะเข้าใจกันว่า ช่วยสังคมนั้นช่วยแบบไหน สังคมมีทั้งรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ และเขากลับเห็นว่าถ้าพระจะเข้าไปช่วยเรื่องรัฐศาสตร์เศรษฐศาสตร์กลับไม่ยอมรับ ตอนนี้ก็ชื่นใจที่คสช.มีการจัดการช่วยสังคม มีการใช้กฎอัยการศึกอยู่ตอนนี้ มีการเปรยว่าจะให้การร่างรัฐธรรมนูญให้มีรูปแบบยูโทเปีย อาตมาว่าเป็นความคิดที่วิเศษจริงๆที่คิดได้อย่างไรว่าจะเอาความเป็นรัฐธรรมนูญเพื่อจะให้ได้เป็นประเทศที่มีความหมายว่าจะให้กลายเป็นยูโทเปีย เพราะยูโทเปียกับอโศกใกล้กันนะ อาตมามั่นใจว่าที่พาทำกันนี่ไม่ใช่แค่ความคิดฝันอย่างเซอร์โทมัส มอร์ เขียนยูโทเปีย ซึ่งอาตมาว่าแค่ความหมายยูโทเปียนั้นสู้สาธารณโภคีของพระพุทธเจ้าไม่ได้ อย่างดร.สมบัติ เขียนหนังสือออกมาตีพิมพ์ เรื่อง พุทธยูโทเปีย เมื่อ 20 กว่าปีก่อนมานี้ เขาเรียกอโศกว่าสังคมยูโทเปียเลย แต่เล่มแรกอาตมาเอามาพิมพ์ ของดร.สมบัติ ชื่อหนังสือ ชุมชนปฐมอโศก : การศึกษาพุทธยูโทเปีย : ผู้แต่ง : สมบัติ จันทรวงศ์ เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ ตามที่อาตมาเข้าใจ ก็คือศาสตร์ความรู้ที่ทำให้สังคม มนุษยชาติ พลเมืองที่ใช้กร

อ่านต่อ

อบทั้งกฎหมาย รัฐธรรมนูญ หรือว่าวัฒนธรรม ทำให้ประชาชนเกิดการหมุนเวียน อุปโภค บริโภค เฉลี่ยกันได้อย่างสุขสงบ มีการแจกจ่ายเอื้อเฟื้อเจือจานกันอย่างดี ซึ่งในหลักสาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7 ของพระพุทธเจ้า จิตต้องมีลักษณะองค์รวมและลักษณะจริงของจิตคือ พุทธพจน์ 7 1. สาราณียะ (รู้จักระลึกถึงกัน คำนึงถึงคนที่ควรเอื้อ) 2. ปิยกรณะ (รักกันสัมพันธ์ดี-ปรารถนาดีต่อกัน) เป็นความรักมิติที่สูงด้วย 3. ครุกรณะ (เคารพกัน รู้จักฐานะ รู้จักคุณวุฒิ) 4. สังคหะ (สงเคราะห์เกื้อกูลช่วยเหลือกัน) 5. อวิวาทะ (ไม่วิวาทแตกแยกกัน) 6. สามัคคียะ (พร้อมเพรียงกัน มีพลังรวมยิ่งใหญ่) 7. เอกีภาวะ (เป็นปึกแผ่น มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน) (โกสัมพีสูตร พตปฎ. ล. 22 ข. 282 - 283 ) นี่คือคุณลักษณะของสังคมพุทธ ที่ตรงตามพระพุทธเจ้าตรัส รวมแล้วท่านสรุปเป็นหลักใหญ่ ของสาราณียธรรม 6 1. เข้าไปตั้งกายกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง 2. เข้าไปตั้งวจีกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง 3. เข้าไปตั้งมโนกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง 4. แบ่งปันลาภผลให้กับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (ลาภธัมมิกา - มีลาภตามธรรมแห่งสาธารณโภคี) เมื่อคนมาอยู่รวมกันแล้วทำงานขยัน เกิดลาภโดยธรรม ก็เอามารวมไว้ที่กองกลาง แม้คอมมิวนิสต์หรือประชาธิปไตยก็เอาเข้ากองกลางทั้งนั้น ไม่มีลัทธิไหนที่ไม่เอาเข้าแต่ว่าวิธีการสัดส่วนในการเอาเข้ากองกลางต่างกัน โดยเฉพาะเรื่องจิตใจที่จะยินดีเอาเข้ากองกลางก็ต่างกัน แต่สาธารณโภคีนั้นอสิรเสรีในการให้โอกาสเอาเข้ากองกลาง แต่เราก็ได้เท่าที่มีอยู่เป็นชาวอโศก เป็นหมู่บ้าน ชุมชน สัมพันธ ์ กันอยู่เป็นเครือแห สมบัติทุกอย่างเป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นของส่วนรวมจริงๆ แล้วก็ทางจิตวิญญาณก็เต็มใจเข้าใจ ในการปฏิบัติอยู่ ไม่ต้องออกกฎหมายว่าให้เอาเข้ากองกลางกี่ส่วน แต่ว่าเราให้หมดเลย เต็มใจให้ด้วย คนในประเทศไทยที่เห็นที่รู้อยู่ก็น่าจะมาทำวิจัยตรวจสอบแล้วเอาไปดูสิว่าเป็นไปได้อย่างไร มีอะไรซับซ้อน ลึกลับขู่เข็น โกหกโลกอยู่ไหม มาทำวิจัยให้ชัดเจน อาตมาก็อธิบายยังไม่เก่ง และมันมีลักษณะสาธารณโภคี นั้นแกนกลางคือผู้เป็นอรหันต์มีภูมิธรรมสูง เป็นปรมังสุขัง ทำงานเต็มที่ขยันหมั่นเพียร เท่าที่ตนมีความรู้ความสามารถ เป็นสุขอยู่ทุกวันไม่ว่าคนแก่ เด็ก ผู้ใหญ่ หนุ่มสาว อยู่ในสังคมที่เรียกว่าลัทธิการบริหารแบบนี้ เขามีคุณธรรมจริง ของอรหันต์ อนาคามีก็ไม่สะสมแล้ว ถ้าเป็นอนาคาฯ เหลือเศษกิเลสในจิต แต่เขาไม่ได้เป็นพิษภัยต่อมนุษยชาติในโลกเลย ความเห็นแก่ตัวเขาไม่กระทบคนอื่น อนาคามีเป็นต้นไป มีกิเลสเหลือของตนทุกข์ในระดับกิลมถะ ถ้าเป็นอรหันต์ก็เป็นทุกข์ระดับทรถะ เป็นทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ เป็นภาราหเว ปัญจขันธา อนาคามีก็เหลือสังโยชน์เบื้องสูง แต่กายวาจาท่านไม่ได้เป็นพิษภัยต่อโลก มีแต่ประโยชน์ต่อโลก จึงเป็นผู้ที่ มี พหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ โลกานุกัมปายะอย่างแท้จริง บางท่านก็ขวนขวายมากอดทนได้มากตามอินทรีย์พละแต่ละคน สกิทาคามีก็ยังมีที่เหลือต้องเสพบ้างตามฐานะ สกิทาคามีมีแบบสูงกลางต่ำ โสดาบันเริ่มต้นไม่มีทุจริตแล้ว มีกิเลสอย่างไรก็ทำอย่างสุจริต ไม่มีทำเสียหายมาก ในกายกรรม วจีกรรม อาชีพ ก็ไม่มีกุหนา ลปนาแล้ว ไม่โกงไม่ทุจริตแล้ว ฐานศีล 5 หมดทุจริตแล้วเหลือแต่กิเลสโลภโกรธพอสมควร นี่คืออาริยบุคคลในศาสนาพุทธ แล้วมีสุขเท่าที่ตนลดกิเลสได้จริง

5. มีศีลเสมอสมานกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (สีลสามัญญตา) 6. มีความเห็นเสมอสมานกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย . (ทิฏฐิสามัญญตา) . (พตปฎ. เล่ม 22 ข้อ 282 - 283 )

อาตมาถามชาวอโศกที่ฟังอยู่นี่ ลองตรวจภูมิธรรมของคนหน่อยสิ ผู้อยู่มาแล้วตั้ง 20 ปี แล้วก็ไม่คิดว่าจะออกไปไหน ก็คิดว่าอยู่ตายจนเผามีไหม?...ก็มีมาก แล้ว 10 ปีขึ้นไปมีไหม?...มีน้อ ย กว่าระดับ 20 ปี ยิ่งเป็นเครื่องยืนยันเลย ว่าอยู่ไปจนตาย ไม่คิดไปแย่งโลกธรรม สุข อัตตากับเขา แค่นี้ก็อัปปิจฉะ สันตุฏฐิ ปวิเวกะ อสังสัคคะ แล้วสันโดษ ใจพอแล้ว ไม่คิดจะได้รวย ได้ยศมากกว่านี้แล้ว กิเลสเหลือก็มีแต่จะลดลงให้มากกว่านี้เท่านั้นแหละ ไม่ไปหาเรื่องคลุกคลีกับสวรรค์อะไรมากกว่านี้แล้ว จิตคุณสบาย มีกาย จิต อุปธิวิเวกแล้ว ไม่ได้ดับกิเลสอย่างกดข่มด้วย เราไปสัมพันธ์สังคม ไปกินกลางถนน ถูกปืนมาขู่มายิงเราก็เผชิญมาแล้ว เป็นปรากฏการณ์ที่แท้ เรื่องเศรษฐกิจที่แท้ถึงบุญนิยม เข้าสาธารณโภคีของพระพุทธเจ้า มีเมตตากายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ต้องเข้าใจว่าเมตตาคืออย่างไร เราทำแล้ว มีกรุณาทำช่วยเขาจริงไหม แล้วมีมุทิตา อุเบกขาจริงไหม มีลาภธัมมิกา เราสร้างสรรพึ่งตนเอง ทำการงานเลี้ยงชีวิต สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะมาตลอดพิสูจน์มา 30 ปีที่ตั้งหมู่บ้านชุมชนมา เป็นสังคมหมู่บ้านที่เป็นกิจลักษณะ ที่จริงเกิดก่อน 30 ปี เราก่อตัวแต่ 2516 มีพุทธสถานลำลองมาปี 2519 สันติอโศก ศาลีอโศก ศีรษะอโศก จนบัดนี้มี 7 พุทธสถาน 2 สังฆสถานแล้ว ก็มีหลักตรวจสอบกันพลาด ว่าเป็นความจริงที่เป็นไปได้ ไม่น่าเชื่อ คำว่าไม่น่าเชื่อ ทำให้คนข้างนอก นักวิชาการ ปราชญ์ผู้รู้ในประเทศที่มีความรู้ทฤษฎีโลกีย์ แต่เขาไม่เข้าใจทฤษฎีโลกุตระ แต่ละคนก็มีจิตวิญญาณของตนที่ยืนยันอยู่มาหลายสิบปี มีมรรคองค์ 8 เห็นได้ชัด เอาศีล สมาธิ ปัญญา มาจับ เอาวิมุติ วิมุติญาณทัสสนะมาจับ มาชี้วัด ก็เห็นว่าเรามีศีล สมาธิ ปัญญา จริง เป็นสัมมาสมาธิด้วย เอาตามหลักสัตตาวาส 9 ก็พ้นความเป็นสัตว์ได้ วิญญาณฐีติ 7 ก็พ้นได้ ตามลำดับ พวกเราปรุงแต่งกาย จิต วจี ในแต่ละวันๆ ฝึกฝนปฏิบัติเป็นอภิสังขาร เป็นปุญญาภิสังขาร และมีหลายพฤติกรรมของแต่ละคนที่เป็นอปุญญาภิสังขารที่ได้แล้วไม่ต้องชำระอีกแล้ว หลายคนอยู่มานาน หลายสิบปีก็ยืนยันได้ว่าเราก็เกี่ยวข้องวัตถุนั้นอยู่ ที่เมื่อก่อนเราหลงติดมัน ผู้หญิงจะเห็นเยอะ ติดมากกว่าผู้ชาย ส่วนผู้ชายติดทางภวภพ รูปภพ อรูปภพมากกว่า ทางอิตถีภาวะก็ทางกามภายนอกเห็นชัดเจน ถ้าเราเข้าใจความหมายของพระพุทธเจ้าแต่ละพยัญชนะ ภาษา พวกเราจะมีอเนญชาภิสังขารที่อยู่ได้ทน ไม่ต้องทนเลย อยู่มา 30 กว่าปีก็มี ถ้าเขาอวิชชาก็จะก้าวหน้าด้วยโลกียสุข กิเลสหนาขึ้นอ้วนขึ้นโตขึ้น ก้าวหน้าสู่ภพชาติของโลกธรรมเพ ิ่ มขึ้น อันนั้นคือความก้าวหน้าอย่างน่ากลัวอย่างในหลวงบอก เขาไม่รู้จักสังขาร กายสังขาร จิตสังขาร วจีสังขาร เขาทำปุญญาภิส้งขารไม่เป็น ไม่สัมมาทิฏฐิ ไม่เข้าเกณฑ์มรรค 7 องค์ เมื่อไม่มีวิชชาก็มีแต่อวิชชาก็ปรุงแต่งสังขารไปตามกิเลสเป็นเจ้าเรือน เป็นความก้าวหน้าอย่างน่ากลัว เป็นความถอยหลัง แม้แต่ศาสนาอื่นเขาได้แต่กดข่ม เขารู้กามภพ แล้วเขาก็หนีทิ้งกดข่ม แต่ไม่ได้ล้างกิเลส กามจิต เขาไม่ศึกษาเลย เขากดข่มให้เป็นภพชาติ เป็นภวตัณหาหมดเลย ดูเหมือนเขาไม่มาแย่งโลกธรรม กามกับคนเขาเลย ก็เป็นได้แม้ในไทยพุทธศาสนาก็ยังนิยมแบบนั้นว่าเป็นทางของพุทธ นั่งสมาธิอย่าให้จิตออกนอกตัว ตรงกันข้ามกับของพุทธที่มีหลักตั้งแต่สมาธิของศีล 5 มีปัญญา วิมุติของศีล 5 มีผลลดกิเลสขั้นพื้นฐานไม่ได้ แบบไม่เข้าสัมมาสมาธิของพระพุทธเจ้าจะไม่มีวันพ้นทุกข์เลย เป็นร้อยเป็นพันเป็นหมื่นชาติเลย ไม่มีความสำเร็จ มีแต่พักยกชั่วค ร าว ไม่รู้จักกิเลสแท้ ทำโจรให้ตายสนิทไม่ได้ ไม่มีความเที่ยง มีแต่ความวนตลอดกาล ไม่ลดกิเลสได้อย่างเที่ยงแท้ แต่ของพุทธนั้นลดกิเลสได้อย่างเที่ยงแท้ถาวรเลย ในแต่ละเหตุปัจจัย มีนิจจัง ทุวัง สัสตัง อวิปรณามธัมมัง อสังหิรัง อสังกุปปังเลย ถ้าเรารู้ กาย ที่เป็นองค์ประชุม เราอ่านการดำเนินไปของชีวิต เป็นคติ มีวงจรที่เป็นวงวนไปแล้ว วงโคจรของชีวิตแต่ละคน แต่ละวันก็ดำเนินกับสังคม ก็มีผลต่อสังคม แล้วแต่ละคน มีจิตที่อวจรหรือโคจร หรือคต หรือคติที่ดำเนินไป เป็นวงวน C yclic แต่ไม่เข้ารูปเข้าร่อง หากคนที่กิเลสไม่ตายเที่ยงแท้สักตัวเลย มันก็ทำให้วงจรชีวิตของคุณวนเวียนแบบเบี้ยวๆ มันจะรีเบี้ยวๆ จนกว่าคุณจะลดเหตุที่ทำให้ไม่เที่ยงก็จะเบี้ยวน้อยลง แต่ก็จะรีอยู่ สายเจโตที่ไม่รู้จักจิตลึกๆ จะเป็นวงวนแบบรีๆแนวตั้ง จิตลึกๆเป็น Prophecy ได้แค่ P rophet ไม่ใช่สายปัญญาแท้ ส่วนทาง ผู้ที่ไม่เอาศาสนาเลยก็จะรีๆ แต่ขวางๆ สายเจโตจะวงรีทางขวาง แต่สายปัญญาจะวงรีทางตั้ง ส่วนของพุทธนั้นองศาจะเพิ่มขึ้นๆทั้งสายเจโตและปัญญา แต่ก็องศาจะเข้าหาวงกลมเป็นวงวนสมบูรณ์แบบ ศูนย์ของเทวนิยมกับศูนย์ของอเทวนิยมนั้นต่างกัน ศูนย์ของเทวนิยมเป็นวงรีตลอดกาลไม่เกิดวงกลมเลย มีรีดิ่งและรีตั้ง แต่ของพุทธเป็นวงกลมได้ ส่วนพวกรีนั้นก็ไม่รีสมบูรณ์ไปจนกว่าจะเป็นอรหันต์ ถ้าขยายเป็นสภาพโสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ก็จะเป็นวงวน ทีละ 3 เป็น 6 เป็น 9 ไปเรื ่ อยๆ ความก้าวหน้าของวงรีที่อาตมาว่าไม่ใช่ก้าวหน้าแต่เป็นถอยหลัง เพราะมันก้าวหน้าด้วยโลกธรรม เพราะฉะนั้นวงรีของเขา สังเกตไหมว่าตัวเลขอารบิคจะรี แต่ตัวเลขไทยจะกลม ตัวเลขอาราบิคจะยาว แต่เลข ๑ ของไทยจะกลม และ ๑ นี่แหละคือวงกลมสุดยอด ความก้าวหน้าของวงรี เขาก้าวหน้าคือถอยหลัง เลข 1 จะมาข้างหน้า เลข 0 จะอยู่ข้างหลัง มันก้าวหน้าแต่มันถอยหลัง แต่ของสัมมาทิฏฐิจะก้าวหน้าไปตามลำดับ ไม่ถอยหลัง ตามที่ในหลวงว่าการก้าวหน้าแบบที่เป็นการถอยหลัง และถอยหลังอย่างน่ากลัวด้วย เพราะทุกวันนี้มันแรงมากจัดจ้านมากด้วย ขณะนี้สงครามของโลก จะเกิดมากระหว่างเอเชียกับยุโรป เขารบกันนะ ใครเป็นหัวโจกทางเอเชีย ใครเป็นหัวโจกทางตะวันตก เขาพูดกันนี่ก็เรื่องกำลังรวมหัวกันทำสงคราม แต่ไม่ใช่สงครามรบกันแบบอาวุธห้ำหั่นกัน แต่เขารบกันด้วยสมอง ใช้สารสนเทศรบกันนะ ไม่ใช่การเมืองนะ แต่สัจธรรมเลี่ยงการเมืองไม่ได้ เราเป็นพลเมืองสังคมต้องเอาความรู้อันนี้มาใช้ เป็นความรู้ที่เป็นไปเพื่อมนุษยชาติแท้ เมื่อมหาอำนาจรวมหัวกันก็เป็นเทวบุตรมาร โลกียะเป็นสมมุติเช่นนี้ แต่ละคนแสดงตนเป็นยักษ์ จตุมหาราชิกาแล้วได้เสพสุขในดาวดึงส์คือสวรรค์ลวงเท็จ เป็นอาการที่ 33 ที่ปั้นสร้างเองทั้งที่ตนมีแค่อาการ 32 แล้วก็พยายามว่ามหาอำนาจไหนจะอยู่ได้นานกว่า เป็นยามา จากจาตุมหาราชิกมาเสพสุขมีอำนาจใหญ่ได้ผลได้รายได้มาก เป็นนักล่าอาณานิคมทางเศรษฐกิจวัฒนธรรม สร้างตนให้เป็นเทวดา ให้ได้นานที่สุดตามกาละ แล้วตนเองก็จะเป็นจ้าว ถ้าสามารถทำให้ประเทศต่างๆในโลกอยู่ในอาณัติของจ้าวโลก ก็ทำให้โลกสงบสุขได้ชั่วคราว ให้เขาส่งส่วยให้ นี่คือการล้วงตับกินไส้กันยิ่งกว่าผีกระสือ เช่นจะมีสัมปทานพลังงาน แต่สัมปทานพลังงานนี้เหมือนคุณได้นะ แต่ให้คุณแค่ 30 ส่วนแต่เขาเอาไป 70 ส่วนเป็นต้น จะมีบริวารทั้งในประเทศ ให้รับใช้จ้าวอำนาจภายนอก ทั้งนักธุรกิจและการเมืองฮั้วกันหมด แล้วดูดจากประเทศที่ด้อยกว่า ด้อยการพัฒนา ก็จะถูกเอาเปรียบจากประเทศพัฒนาหรือเจริญแบบโลกีย์ เขาไม่รู้จักนรก เขาเป็นเทวบุตรมาร คุณต้องศึกษากายสังขาร ซึ่งอยู่ในจิตวิญญาณ เท่านั้น กายคือประกอบไปด้วยนามเป็นหลัก ถ้าไม่รู้จักกายที่มีนามธรรมเป็นหลักก็ไม่รู้จักการอุบัติเกิดทางจิตวิญญาณ การเกิดมี 4 อย่าง แต่การเกิดจิตวิญญาณนั้นผุดเกิดแบบไม่มีซากเลย ตายเกิดพร้อมกันเลย ตายจากผีนรก ก็เป็นเทวดาอุบัติเทพ เพราะเราทำใจในใจของเรา ทำสังกัปปะ 7 ได้ จัดกระบวนการอภิสังขารได้ รู้จักนามรูป ทั้งปัญญาและเจโต แต่ถ้าไม่ได้ปฏิบัติธรรมก็จะทำแต่ความก้าวหน้าที่ถอยหลัง เป็นวิชาการของพระพุทธเจ้าที่ในหลวงเอามาตรัสสอนเราไว้ ในหลวงเป็นที่ 1 ของประเทศตรัสอะไรแล้วศักดิ์สิทธิ์ ในหลวงมีภูมิธรรมลึกซึ้งแค่ไหน จริงๆไม่ใช่หน้าที่อาตมาที่จะมาขยายต้องให้มหาเถรสมาคมขยายแต่เขาไม่ขยายได้เพราะอะไร? สรุปแล้วเทวดา 3 อย่างเป็นสัจจะที่ต้องรู้ปรมัตถ์ โลกมีแต่สมมุติเทพ มีแต่ความเจริญทางโลกีย์หลอกซ้อนจนเป็นเทวบุตร แท้จริงคือมารใหญ่ มหาอำนาจของโลกคือจ้าวโลกเป็นจอมมารใหญ่ไม่มีเสียสละจริง เราประเทศไทยนี่แหละจะเป็นเทวดาแท้ มีจิตช่วยจริงไม่เป็นโลกีย์แบบมหาอำนาจที่เขาหลอกกัน ของพุทธเราจะไม่หลอก เราจะพิสูจน์ความเป็นผู้มีน้ำใจเสียสละ มีปัญญา ซื่อสัตย์ มีน้ำใจ เสียสสละนี่แหละที่เราจะมีให้โลก 4 อย่างนี้ คือคุณสมบัติของมนุษยชาติ ถ้าเราเป็นได้ทั้งประเทศ เรามีโลกุตรปัญญา ไม่ใช่ไปหลอกเขาด้วย แล้วเรามีน้ำใจจริง มีเสียสละช่วยเหลือจริง จะเป็นคนเช่นนั้น เป็นประเทศเช่นนั้นเอาไหม? จะได้มากหรือน้อยก็ช่วยกันทำ รักษาร่างกายไว้อย่าให้ตายไว ต่อไปเป็นการถามคำถาม _หนึ่งฟ้า · ในวิชาสรรค่าฯ มีสูตรสู่ความสำเร็จ 7 ขั้นบุญนิยม ดิฉันเข้าใจว่า..ชาวอโศกมีการศึกษามา 40 ปีแล้ว และวนบ.มาทำให้จริงจังมากขึ้น เพื่อให้หมู่กลุ่มมีเอกีภาวะ และก็เข้าสู่ยุคขยายการงาน ในรอบอายุ 80 ปี แล้วให้เข้าสู่สังคมได้อย่างสง่างาม นี่คือการตลาดบุญนิยม แล้วการยกระดับการศึกษาชาวอโศกให้เข้าสู่บุญนิยม อยู่ในระเบียบของพรรคเพื่อฟ้าดิน พ่อครูว่า… ถูกต้อง อาตมาทำทั้งรัฐศาสตร์ สังคม เศรษฐศาสตร์ บุญนิยม มีการใช้มหาปเทส 4 สัปปุริสธรรม 7 ทำเป็นหมู่กลุ่มตามหลักในหนังสือสรรค่าสร้างคน แล้วก็เผยแพร่ไปตามลำดับอย่างไม่หาเสียงครอบงำทางความคิด จูงนำเขา มีข้อสังเกตว่าอาตมาสงสัยอย่างหนึ่ง ผิดถูกก็ว่ากันนะ สังเกตว่ามี sms ของช่อง 7 ที่มีแต่ชื่นชมช่อง 7 จะมีตลอดเลย นี่คือวิธีการหาเสียง ตลอดเลย เลยคิดว่าอาจมีกระบวนการตลาดของเขาก็ได้ หรือแม้แต่การตลาดของธรรมกาย มีลักษณะค้าบุญได้บาป อาตมาพูดนี่ไม่ได้ตั้งใจทำร้ายทำลายนะ แต่ขอบอกหนักๆให้สะดุ้งสะเทือนบ้างพูดมานานแล้วไม่ได้ยินได้ฟังหรืออย่างไร? เพราะเป็นพุทธเหมือนกันนะ มันเสียหายไปทั่วโลก จะให้อาตมาไม่รู้ไม่ชี้อย่างทางมหาเถรสมาคมได้อย่างไร ทำเป็นคนไม่รักศาสนาพุทธได้อย่างไร? _ เรื่อง การขอนิรโทษกรรม เนื่องจากในรายการวิถีอาริยธรรมที่ผ่านมา ดิฉันเข้าใจว่าการลงโทษผู้กระทำผิดเพื่อเป็นไปให้เข็ดหลาบ ไม่กระทำผิดอีก สำหรับชาวโลกเขาก็ไม่คิดว่ามีชาติหน้าแต่ชาวพุทธนั้นควรเป็นการลงโทษเพื่อให้เข็ดหลาบทางจิตวิญญาณไม่กระทำผิดซ้ำอีก เป็นการลงโทษด้วยเมตตาไม่ใช่การทำร้าย การทำใดๆที่จะทำให้เขาพัฒนาขึ้นก็น่าจะดี ในโอกาสที่พ่อครูจะอายุครบ 80 ปี และวนบ.เกิดขึ้นและเป็นการศึกษาที่เอาจริง ดิฉันคิดเอาเองว่าคนที่ทำผิดแล้ว เป็นความผิดส่วนตัว และเป็นที่รังเกียจในหมู่มิตรสหาย และมีความผิดต่อความมั่นคงขององค์กร เสื่อมเสียองค์กร และดิฉันเข้าใจว่าที่เขาได้ทำผิดเป็นความผิดส่วนตัว และที่เอาคนนี้ไม่ได้คิดว่าจะช่วยเป็นส่วนตัว แต่คิดว่าเป็นภาระกิจที่ในฐานะเลขาธิการพรรค ก็เลยคิดว่าเขาน่าจะได้รับการพัฒนาในหมู่กลุ่มได้มากกว่าที่จะไปเร่ร่อนอยู่ภายนอก หลังจากต้องโทษอยู่ 8 เดือน เขามาเล่าว่ามีความทุกข์มาก และเขาก็ยินดีจะรับผิดและใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกแต่ต่อมาเขามากบอกว่าทุกข์มากไม่กล้าทำผิดแล้ว และการที่จะมาอยู่ภายในเขายินดีให้หมู่ลบหลู่ดูหมิ่นมากมายได้ไหม เขาก็ยินดีที่จะรับโทษนั้น เขาสำนึกได้เร็วเกินคาด ต่างจากญาติธรรมบางคนที่ไม่ยอมรับว่าผิด พ่อครูว่า… เรื่องนี้เป็นเรื่องของหมู่กลุ่ม ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว ที่คุณแสดงความเห็นมาก็เป็นความเห็นส่วนตัวและการลงโทษก็เป็นเรื่องสากล เรื่องนิรโทษกรรมก็เป็นส่วนตัว และอาตมาก็ยังเห็นว่าต้องใช้ความเห็นของหมู่กลุ่มสังคม คณะกรรมการกลาง เป็นต้น อาตมาก็ไม่ได้ใช้ความคิดเห็นอาตมาตัดสิน อาตมาก็ดูเหตุปัจจัย ก็เสนอเข้ามาเป็นกิจลักษณะ แต่ก่อนมาเราไม่มีนิรโทษกรรม แต่ก็อาจมีบางรายที่เขาผิด แต่กรรมการก็ไม่ได้เอาเข้าเรื่องราว ก็ให้อยู่ไปตามโทสานุโทส ทุกคนมีปฏิภาณ ที่เข้าใจได้ ถ้าเป็นอธิกัมมิกะที่จะเป็นหลักการเบื้องต้น ก็คงมีผู้ที่จะร่วมคิดว่าจะยอมให้นิรโทษแค่ไหน อย่างไรก็ว่ากันไปตามเหตุปัจจัยว่ามีคุณโทษอย่างไร _ในช่วงที่พ่อครูอายุครบ 80 ปีก็มีเหตุหลายอย่างบ่งบอก เช่น ว.นบ.นี่ก็เกิดขึ้น ผมมีความเห็นว่าชาวอโศกน่าจะผนึกกันอยู่ที่บ้านราชฯเพื่อให้กิจกรรมเจริญขึ้นอีก และที่เป็นจุดอ่อนของชาวอโศกคือความไม่เรียบร้อยเป็นระเบียบในทรัพย์สินที่ทำให้เกิดความสูญเสีย พ่อครูว่า… เร ิ่ มต้นที่ทำนาเป็นชาวกสิกรรมก็ดี เพราะเป็นพื้นฐานของประเทศ ดร.เราก็ต้องช่วยด้วยแต่ดร.นี่น่าช่วยมากกว่าชาวนาเพราะว่าเขาได้โอกาสในการทำบาปได้มากกว่าชาวนาด้วย ก็ต้องตั้งใจช่วยกันสร้างความรู้แล้วปฏิบัติให้เกิดความจริงบริบูรณ์ไปตามลำดับ... จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน