570811_พ่อครูเทศน์ในวันแม่ที่ศีรษะอโศก เรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา ให้มีโอปปาติกโยนิ.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์348 KB
วันที่แก้ไข21 พฤษภาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

570811 พ่อครูเทศน์ในวันแม่ที่ศีรษะอโศก เรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา ให้มีโอปปาติกโยนิ

วันนี้ วันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม 2557 ที่ บวร ศีรษะอโศก เราถือว่าเป็นวันแม่ของที่นี่ วันพรุ่งนี้วันที่ 12 ก็เป็นวันพระราชสมภพของสมเด็จพระราชินี แต่เราก็ถือว่าทั้งเดือนเราก็ฉลอง คนนั้นมีวิธีการให้คนมาร่วมกัน แบ่งกินแบ่งใช้ อาศัยกัน ต่างกับสัตว์เดรัจฉาน แต่บางสัตว์ก็มีการแบ่งกัน ตามหน้าที่ เช่น แม่หาเลี้ยงลูก เป็นต้น นอกนั้นก็ไม่ได้แบ่งอะไร ถ้าลูกนี้มันถือเป็นส่วนหนึ่งเป็นอัตนียา หรือเป็นเครือญาติก็แบ่งบ้าง จิตวิญญาณของสัตว์เดรัจฉานก็มีการรับรู้ต่างจากคน คนนั้นมีการรับรู้มากกว่า และมีการตั้งเองว่าคนนี้เป็นพวกเรา คนนี้ห่างจากเรา คนนี้เป็นศัตรูเรา จิตวิญญาณของคนขยายไปได้มาก แล้วจะขยายอย่างไรเรียกว่าดี อย่างไรเรียกว่าเลวก็ต้องมาเรียนรู้กัน บางเรื่องกลับกัน เราคิดว่าดี แต่กลับเลว ก็ต้องศึกษาให้ชัดเจนและทำให้ได้ผล หรือเราจะเข้าใจแต่ก็ยังยึดถืออยู่ เลยต้องมาศึกษาดีๆ ยกตัวอย่างที่เห็นผิดเป็นถูก มนุษย์เข้าใจแล้วว่า ดีคืออย่างนี้ คนเราไม่เห็นแก่ตัว เห็นว่าการเอาเปรียบไม่ดี การเสียสละดี ลึกๆ ก็รู้อยู่ แต่เสร็จแล้ว กิเลสครอบงำ มันจะเอาเปรียบ มันจะแย่งชิงผู้อื่น มันกลับไปกลับมา หรือแม้ทุกวันนี้เข้าใจยากว่า การยึดมั่นกอบโกย การมีตัวตน มันเลว แต่ถ้าให้คนอื่นได้ดี ไม่ต้องมีของตัวของตนดี จนนั้นดี รวยไม่ดี คนบัดนี้คิดไม่ออกหรอกว่า คนจนมันมี คนรวยไม่ดี เขาก็คิดแต่ว่ารวยนี้ดี แล้วจนมันจะเอาอะไรกินใช้ ซึ่งมันคิดไม่ออก พระพุทธเจ้าสอนให้คนหัดจน แล้วขยันสร้างสรรทำสัมมาอาชีวะ มีสิ่งดีๆ เกิด แล้วอาศัยใช้สอย กินแบ่งกันใช้ ไม่ต้องกอบโกยมาเป็นของตน แบบนี้อยู่ได้สงบสุข ถ้าคนเข้าใจและทำได้เช่นนี้สังคมนั้นสุขสบายมาก เหมือนอ

อ่านต่อ

โศกทำมาแล้วจนใจของเราเป็นจริง พยายามฝึกจนไม่หวงแหนไม่ติดใจเป็นของเรา เอามาเป็นของส่วนกลาง เราเสียสละได้นี่ดี มันก็เกิดเป็นอยู่สุข ช่วยเหลือกัน ไม่เดือดร้อนลำบาก ใครอยู่ในฐานะต้องช่วยก็ทำช่วย เช่น คนแก่ เด็ก มันก็อยู่กันอย่างทั่วถึง ไม่เดือดร้อนวุ่นวาย แต่สังคมทุกวันนี้มีแต่ตัวกูของกู ลูกกู บ้านกู บ้านอื่นไม่ใช่ ล้ำเส้นไม่ได้ มันขนาดนี้เลยมนุษยชาติ คนที่เข้าใจได้ก่อน ปฏิบัติได้ก่อน พระพุทธเจ้าก็ต้องมาสอนเรื่องนี้เพราะคนเห็นแก่ตัวมาก ก็เลยต้องมาฟื้นใหม่ เป็นต้นแบบให้คนอื่น อย่างพวกเราไม่ได้คุยตัว แต่พวกเราก็ค่อยๆ เป็นมา นานถึง 30 กว่าปีแล้ว ยังไม่ค่อยเห็นกัน ว่าการเสียสละนี่มันดีกว่าการเอาเปรียบ พวกเราก็ชัดเจน จึงมา ขนาดนั้นคนข้างนอกก็ไม่ค่อยรู้ หรือรู้ว่าดีแต่ก็มาไม่ได้ ผีมันดึง แต่ที่รู้ว่าดีนั้นมีเยอะ เขาว่าดีก็ไปเถอะ แต่ใจจริงไม่ได้คิดว่าดีเลย ไม่ส่งเสริม ดีไม่ดีเห็นว่าบ้าเสียอีก สังคมมันเลวร้ายขนาด พอได้แล้ว เราเป็นที่ใจ เราไม่มีเราก็สุข เราจนเราก็สุข ทางโน้นเขาก็ว่าฉันต้องได้ต้องมีต้องเป็นถึงสุข ถ้าไม่มีก็เสื่อมก็ทุกข์ มันน้อยลงก็ทุกข์ แต่พวกเราไม่มีเลยก็สุข มีมาก็ไม่ทุกข์ไม่ร้อน มีมาก็ใช้เป็น เราเหลือเราก็แจกคนอื่นต่อได้ ไม่ประหลาดอะไร แต่อีกพวกเขาไม่แจกไม่ให้ใครหอบกอบโกง กองเข้าไปมีมากเท่าไหร่ก็กักตุนเป็นของกูเต็มไปหมด พฤติกรรมนิสัยแบบนั้นทำให้ต้องมีหลักเศรษฐศาสตร์อะไรสารพัด แนะนำสอนกัน แต่ไม่ได้ศึกษาจัดการผีร้ายในจิต ที่เป็นต้นตอของเหตุ ไปศึกษาแต่วิชาการเศรษฐศาสตร์พูดไปว่า ต้องแบ่งแจก สะพัดกัน เกื้อกูล เจือจาน มีหลักเกณฑ์หมด แต่รู้แล้วทำไม่ได้ ดีไม่ดีสอนเป็นอาจารย์ด้วยนะ แต่ตนเองก็หอบกอบโกงเอาเปรียบเอารัด แล้วเขาไม่รู้ตัว ถึงรู้ตัวก็ทำเฉย ก็ฉันมีฉันได้ตามฐานะของฉัน ฉันมีความสามารถ สรุปแล้วคนเราไม่รู้เหตุว่าตนเห็นแก่ตัว พระพุทธเจ้ารู้ว่าเหล่านี้คือผีร้าย ท่านก็รู้ทฤษฎีสำคัญ อ่านรู้จิต แล้วให้ลดละสละออก ตั้งแต่ทาน ศีล ทำให้เกิดผลคือภาวนา ทางกายก็ทาน ใจก็จะต้องให้ทานด้วย นั่นเรียกว่าศีลขัดเกลา เว้นออก เอาให้คนอื่น ให้จิตเราให้จริงๆ เหมือนเราให้ของข้างนอก ต้องศึกษาจิต ว่ามันให้ที่จิตเหมือนให้ข้างนอก ถ้าทำได้ก็เป็นภาวนามัย เกิดผล ทานศีลภาวนานี่เป็นหลักเดียวกัน เสร็จแล้ว เมื่อเช้าอาตมาก็ฟังอาจารย์ของมหาวิทยาลัยสงฆ์ ขึ้นมาเป็นชั้นพรหมแล้ว อายุยังไม่ถึง 70 เลย สอนอยู่เมื่อเช้านี้ สอน ศีลก็อย่างหนึ่ง สมาธิก็อย่างหนึ่ง ภาวนาก็อย่างหนึ่ง ศีลก็ทำที่กายกับวาจา สมาธิก็ไปนั่งสมาธิเอา นี่คือการศึกษาศาสนาพุทธ ซึ่งเป็นถึงอธิการบดี อาตมาเอามาวิจารณ์นี่ไม่ได้ลบหลู่ ท่านก็ขยันศึกษาเอาใจใส่ เป็นถึงดร.ศาสตราจารย์ เป็นอธิการบดี เป็นคนเก่งมาก แต่ความเข้าใจก็เข้าใจอย่างนี้ ทำให้เนื้อแท้ศาสนาพุทธสูญ เนื้อแท้ของพุทธคือปรมัตถธรรม ส่วนสมมุติสัจจะเป็นของโลกีย์ จะชั้นดีอย่างไรก็เป็นจริยธรรม จะดีอย่างไรก็เสียสละแค่สะกดใจเอาไว้ แต่ไม่ได้ละล้างจิตถึงขั้นลดละกิเลส สมาธิที่เขาศึกษาคือสะกดจิตให้จิตนิ่ง เป็นเจโตสมถะ 100 % เลย เขาเอาบาลีมาแปลอย่างน่าเชื่อถือเลย รู้มาก รู้เยอะ แต่ไม่เข้าถึงปรมัตถ์เลย อาตมาเสียดาย ถือว่าไม่สำเร็จผล ไม่มีโลกุตรธรรม โลกุตรธรรมคือสิ่งที่ตรงกันข้ามกับโลกียะคือเหนือโลกียะหรือเหนือโลก เหนืออย่างไร คืออยู่อย่างโลก แต่ว่าไม่ได้เป็นผู้ที่เป็นไปตามโลกไม่ได้แย่งชิงอยากได้อย่างโลก เข้าใจโลกอย่างดี แล้วต้องรู้จักจิตใจของเราว่าไม่เป็นไม่โลภ ไม่เห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้เหมือนโลกๆ เขา ได้ล้างความไม่ดีทุจริตอกุศล ขจัดไปจากจิตเลย การเปลี่ยนแปลงจิตไม่ได้เท่าไม่เรียกโลกุตระ จะเปลี่ยนกายกับวาจาดีงามอย่างไร แต่จิตจริงไม่ได้ลดละอย่างถึงจิต เมื่อจิตไม่มีโลกุตระ แม้แต่ขั้นที่ 1 ซึ่งโลกุตระท่านแจกเป็น 46 ขั้น โลกุตระ 46 ท่านแจกเป็นโลกุตระ 9 และรวมกับโพธิปักขิยธรรม 37 ก็เป็น 46 ถ้าไม่ถึงปรมัตถ์ก็ไม่ใช่โลกุตระ ต้องเร ิ่ มตั้งแต่รู้ตัวกิเลส ก็เป็นโลกุตรมรรค มีญาณอ่านรู้จริงๆ เรียกว่าพ้นสังโยชน์ ข้อ 1 และ 2 อย่างไม่สงสัยเลย แต่ถ้าไม่ได้ลดละด้วยวิธีให้มันจางคลายได้ ลดลงนิดหนึ่งก็ไม่ถือว่าได้ผล แต่ถ้าได้ครึ่งหนึ่งก็ถือว่าได้ผลแล้ว แต่ถ้าได้ถึง 75 % ก็ถือว่าเที่ยงแท้แล้ว แต่ถ้าได้เต็มร้อยเลยก็คือได้ผลเต็ม จะต้องอ่านชัดว่ามันลดละลง แต่ก่อนกิเลสเราเต็มร้อยตอนนี้ได้เท่าไหร่ ก็ต้องอ่านรู้น้ำหนัก อินทรีย์ มันมีดีกรีเข้มข้นอย่างไร เห็นเลยว่ามันเปลี่ยนแปลงเบาบางลง ต้องมีญาณอ่านเห็นจริง หลักพระพุทธเจ้านี้ชัด ผู้เข้าโลกุตรมรรค ถ้าได้สามในสี่ถือว่าเป็นผลแล้วแต่ถ้าได้เต็มร้อยก็ถือว่าได้ผลเต็ม หลักการโพธิปักขิยธรรม 37 ถือว่าเป็นโลกุตระ ตั้งแต่ สติปัฏฐาน 4 สัมมัปธาน 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 มรรคองค์ 8 อินทรีย์พละนั้นเราก็ต้องประมาณ อ่านรู้ว่าเราได้กี่ส่วนกี่เปอร์เซ็นต์ โพชฌงค์เหมือนขาเดินก้าว แต่มรรคคือ ทางเดิน ก้าว 7 ก้าว ไปตามทาง ทางนี้ท่านก็ต้องควบคุม สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ ถ้าใครควบคุมจิตได้ก็เป็นปรมัตถ์ ถ้าไม่ได้สังกัปปะที่ควบคุมได้ได้แต่วาจา กาย อาชีพก็ไม่ถึงโลกุตระ เขาสอนกันว่า ศีลก็แค่นั้น จิตก็ไปนั่งสมาธิเอา ก็เลยปฏิบัติคนละเวลาคนละเรื่อง ศีลก็ไม่เอื้อการปฏิบัติสมาธิ ปัญญาก็ยิ่งตัดเอาไปศึกษาเอา จบเปรียญ 9 จบ ดร. เยอะแยะท่านก็เข้าใจว่าปัญญาคือ เรียนรู้เหตุผลข้างนอกก็ไม่เป็นองค์รวมของศีล สมาธิ ปัญญา ไม่เป็นองค์รวม ในกิมัตถิสูตร ในพระไตร.ล. 24 ข. 308 เรื่องอานิสงส์ของศีล 1 . อวิปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) . 2 . ปามุชชะ - ปราโมทย์ (มีความยินดี) 3 . ปีติ (ความอิ่มเอมใจ) 4 . ปัสสัทธิ (สงบระงับจากกิเลส) 5 . สุข (แบบไม่บำเรอตน คือ วูปสมสุข) 6 . สมาธิ (จิตมั่นคง) 7 . ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ยิ่งในความจริง) 8 . นิพพิทา (เบื่อหน่าย) 9 . วิราคะ (คลายกิเลส) 10 .วิมุติญาณทัสสนะ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในนิพพาน) เขาก็ทำดีกันไป แต่ไม่ได้ลดล ะ กำจัดเหตุที่เลวในจิต แต่ทำดีอย่างนี้เป็นการบังคับสะกดใจ ไม่ได้ล้างเหตุที่ไปยึดถือ ถ้าเข้าใจไม่ถึงจริงก็ไม่เปลี่ยนแปลง จะสอนกันทำกันได้แค่นี้ แล้วสู้กิเลสไม่ได้ เพราะได้แค่ควบคุมกาย วาจา เอาพลังไปกดข่มไม่ให้ทำชั่วโดยจิตจริงสั่งสมกิเลสตกในอนุสัย อยากได้แต่ไม่ได้ก็ฝังใจเป็นอนุสัย หรือได้สมใจในกามในอัตตา ในโลกธรรม กิเลสก็โตขึ้น คนเราจะสมใจหรือไม่สมใจก็มีกิเลสจองกรรมกันอยู่ กิเลสเจริญตลอดเวลายิ่งกดข่มกิเลสยิ่งหมักหมมเน่าใน ไม่ได้ล้างเลย เมื่อมันมีน้ำหนักมากก็ระเบิด กดข่มไว้ไม่ได้นาน ต้องมาเรียนรู้โลกุตระศาสนาพุทธจึงมีวิมุติเป็นแก่น เมื่อเช้านี้ท่านสอนสาราณียธรรมด้วยนะ อธิบายดี แต่ก็แค่เปลือกนอกโลกีย์ไม่ได้เข้าถึงจิตเลย ไม่ผิดหรอก แต่ไม่เข้าถึงศาสนาพุทธ ตอนพระพุทธเจ้ามีชีวิตอยู่ท่านก็พยากรณ์ไว้ ว่ามีตะโพนอานกะ.. ท่านตรัสไว้ว่า [ 672 ] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี … พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ตะโพนชื่ออานกะของพวกกษัตริย์ผู้มีพระนามว่าทสารหะได้มีแล้ว เมื่อตะโพนแตก พวกทสารหะได้ตอกลิ่มอื่นลงไป สมัยต่อมาโครงเก่าของตะโพนชื่ออานกะก็หายไป ยังเหลือแต่โครงลิ่ม แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุในอนาคตกาล เมื่อเขากล่าวพระสูตรที่ตถาคตกล่าวแล้ว อันลึกมีอรรถอันลึก เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรม อยู่ จักไม่ปรารถนาฟังจักไม่เข้าไปตั้งจิตเพื่อรู้ และจักไม่สำคัญธรรมเหล่านั้น ว่าควรเล่าเรียน ควรศึกษา แต่ว่าเมื่อเขากล่าวพระสูตรอันนักปราชญ์รจนาไว้ อันนักปราชญ์ร้อยกรองไว้ มีอักษรอันวิจิตร เป็นของภายนอก เป็นสาวกภาษิต อยู่ จักปรารถนาฟังด้วยดี จักเงี่ยโสตลงสดับ จักเข้าไปตั้งไว้ซึ่งจิตเพื่อรู้ และจักสำคัญธรรมเหล่านั้น ว่าควรเรียน ควรศึกษา ฯ

[ 673 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระสูตรเหล่านั้น ที่ตถาคตกล่าวแล้วอันลึก มีอรรถอันลึก เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรม จักอันตรธานฉันนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุดังนี้นั้น เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เมื่อเขากล่าวพระสูตรที่ตถาคตกล่าวแล้ว อันลึก มีอรรถอันลึก เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรม อยู่ พวกเราจักฟังด้วยดี จักเงี่ยโสตลงสดับ จักเข้าไปตั้งไว้ซึ่งจิตเพื่อรู้ และจักสำคัญธรรมเหล่านั้นว่า ควรเรียน ควรศึกษา ดังนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แหละ ฯ ท่านตรัสไว้ถึง มูลสูตร นั้น 1 .มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) 2 .มีมนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) 3 .มีผัสสะ เป็นเหตุเกิด (สมุทัย) 4 .มีเวทนา เป็นที่ประชุมลง (สโมสรณา) 5 .มีสมาธิ เป็นประมุข (ปมุขะ) 6 . มีสติ เป็นใหญ่ (อธิปไตย = พลังอำนาจ) 7 . มีปัญญา เป็นยิ่ง (อุตระ = เหนือ) กัปตันยิ่ง 8 . มีวิมุติ เป็นแก่น (สาระ) สุดยอดที่จะรู้ยิ่ง 9 . มีอมตะ เป็นที่หยั่งลง (โอคธา) 10 . มีนิพพาน เป็นที่สุด (ปริโยสาน) ท่านไม่ได้สอนมนสิการคือการทำใจเลย อาจสอนให้ทำใจแต่ไม่ได้สัมมาทิฏฐิ ไม่ได้ตามมรรคองค์ 8 เลย แล้วก็ไปนั่งสมาธิ ซึ่งการนั่งสมาธิ นั้นมีอุปการะ ทำเตวิชโชได้ ระลึกทบทวนกรรมของเรา เราเห็นจิตเกิดจิตตาย จนหมดอาสวะ ก็เป็นเตวิชโช ก็ได้เป็นอุปการะ ต้องทำด้วย ไม่อย่างนั้นเราไม่ได้ตรวจสอบตัวเอง แต่เขาไปนั่งหลับตาสมาธินั้น เขาไปสะกดจิต จดจ่อกับกสิณ แล้วเขาก็ว่าได้ผล ไม่ได้เกิดการสัมผัสเป็นปัจจัยเลย ไม่ได้จัดการกิเลสในขณะสัมผัสแล้วเกิดเวทนาเลยหลัดๆ มันก็ไม่ได้สั่งสมผลไม่ประชุมลง สมาธิก็เลยไม่เกิด ไม่เป็นสัมมาสมาธิ ก็ไม่ต้องหวังเลยว่า สติ จะสัมมา ไม่มีทางได้วิมุติเลย ที่พูดนี่ไม่ได้ข่มเบ่ง อวดดีเขานะ ท่านนะเป็นพระพรหม แต่อาตมาเป็นแค่พระโพธิ์ ก็ไม่ได้ข่มเบ่งแต่เอามาให้รู้ความจริง ว่าผู้มีอิทธิพลทางศาสนาที่จะแพร่ความรู้แต่แพร่ไม่ถูก ศาสนาไม่เสื่อมคราวนี้จะไปเสื่อมตอนไหน ขอตำหนิหน่อยในวันแม่แล้ว ให้เป็นประโยชน์บ้าง ไม่ใช่เรื่องลอยลม เมืองไทยลำบากมาก เพราะผู้นำพาเป็นผู้แสวงบุญนอกขอบเขตพุทธ เพราะไม่เข้าหาปรมัตถ์ไม่เข้าหาแก่น ซึ่งลัทธิอื่นศาสนาอื่นเขาก็สอน แต่ไม่เป็นปรมัตถ์ ไม่ได้ศาสนาที่เข้าถึงจิตเจตสิก ไม่เข้าถึงต้นทางที่เป็นสมุทัยอาริยสัจ เมื่อไม่แก้ตรงนี้ผลถาวรไม่เกิด อาจเกิดผลดีไม่นาน แล้วก็ไปวนเวียนเหมือนเดิมอีก ศาสนาพุทธเสื่อมมาตลอดสายที่ผ่านมา อาตมาพูดได้เลยว่าศาสนาพุทธโลกุตระเสื่อมจากศาสนาแล้ว มีแต่พวกที่เขาคัดออกจากนอกวงการอย่างพวกเรานี่แหละเป็นพุทธแท้ จริงๆ เราขอลาออกมาจากเขา เพราะอยู่ต่อไปเสื่อมแน่ แต่เขาก็ว่าเขาขับเราออก แต่เราทำการแยกตัวออกมีหลักฐานถูกต้องตามธรรมวินัยทุกประการ เขายอมรับด้วยว่าให้เราอยู่นอกปกครองสงฆ์ วันร้ายคืนร้ายดึงเราไปจัดการอีก มาปรับผิดเราอธิกรณ์เรา ตั้งข้อหาพิจารณาคดีเราซึ่งตามหลักพระพุทธเจ้าแล้วไม่สามารถมาพิจารณาเราได้ แต่เราก็ยอมเพราะเราเล็ก เราก็ยอมทุกอย่าง จนแพ้สารพัด ดีแต่ว่าแพ้ก็แพ้ชะตาทรามดวงใจทรงความมั่นคง จนกระทั่งบัดนี้เรามีอิสระเต็มที่ แต่เขาก็ว่าอย่ามาใช้ชื่อพุทธ อาตมาก็ว่าเขาไปจดทะเบียนลิขสิทธิ์ตั้งแต่เมื่อไหร่ เราก็ว่าเขาอย่ามาตีกิน คุณมีสิทธิ์อะไร จะไปฟ้องศาลโลกก็ได้ พวกเราชาวอโศกได้ออกมาปฏิบัติตามที่เราเห็นว่าสัมมาทิฏฐิ นำพาปฏิบัติจนเกิดมรรคผล เกิดโลกุตระ ถึงปรมัตถธรรม มีการลดละกิเลสได้จริง พวกเราจะรู้ว่าเวทนาต่างๆ เป็นอย่างไร ในขณะเกิดราคะ โทสะ ปฏิบัติจนเหตุที่ทำให้สุขทุกข์นั้นลดลงได้ อาการใจเรามันลดลง เห็นจริงเข้าใจได้ไม่ผิดเพี้ยนเลย ตัวเราเองตรวจสอบรู้เองเห็นเอง มีสิ่งยืนยัน นอกจากเราทำได้แล้ว จะนำพาให้กายกับวาจา จนการเลี้ยงชีพ เราก็ลดละถูกต้องตามธรรมพระพุทธเจ้า เป็นคนไม่แย่งยื้อ มามักน้อยสันโดษ ตรวจสอบตามธรรมวินัยพระพุทธเจ้า กถาวัตถุ 10 วรรณะ 9 หลักตรวจสอบธรรมวินัย 8 เป็นต้น กถาวัตถุ 10 1 . เรื่องที่ชักนำให้มักน้อย กล้าจน (อัปปิจฉกถา) คือไม่มักมาก กล้าจนคนมาจน ไม่ใช่มารวย 2 . เรื่องที่ชักนำให้สันโดษ ใจพอ (สันตุฏฐิกถา) เขาไปแปลเพี้ยนเบี้ยวบาลีว่า พึงพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ ก็ไปถามบิลเกตสิว่าเขาพอใจไหม ถามทักษิณสิว่าเขามีมากขนาดนั้น เขาก็ว่าเขาพอ แล้วเขาสันโดษไหม? อย่างนี้เป็นต้น เขาไม่เข้าใจสัจธรรม ถือว่าเบี้ยวบาลี แต่เขาไม่ฟังเขาถือตามอาจารย์กันมา เขาถือว่าเรานอกพุทธ ไม่ฟังเรา เขาไปเชื่อกระแสหลัก ก็เป็นการวัดว่า คนจะมาเชื่ออโศก คนกลุ่มเล็กนี่ต้องมีปัญญา เพราะหมู่เล็กไม่หลอกไม่โฆษณาไม่หาเสียงหยิ่งเสียด้วย ไม่ล่อหลอก คนก็ต้องมีญาณปัญญาเห็นเองมาพบเองรู้จักเอง แล้วใช้ปัญญาพิจารณาเองว่าอันนี้ใช่ เราจะลองทำตามดู อย่างโน้นก็ลองมาแล้วก็ยิ่งดีเป็นการเปรียบเทียบ 3 . เรื่องที่ชักนำให้สงัดจากกิเลส (ปวิเวกกถา) เขาก็อาจรู้ภาษาว่าสงบจากกิเลส แต่ทำไม่ได้ หรือไม่ก็ไปนั่งหลับตาดับปี๋ ไม่รู้จักอุปธิวิเวก แม้แต่สักกายะที่เป็นตัวตนหยาบตัวแรกก็ไม่รู้จัก ขออภัยพูดไปเหมือนเบ่งข่มเขา มาถึงวันนี้อาตมาก็อายุย่างเข้า 81 ปีแล้ว จะถึง 151 หรือไม่ก็ไม่รู้ ถ้าเป็นคนทางโลกก็เขียนพินัยกรรมแล้ว แต่อาตมาไม่มีพินัยกรรม 4 . เรื่องที่ชักนำไม่ให้คลุกคลีกับหมู่กิเลส (อสังสัคคกถา) 5 . เรื่องที่ชักนำให้ปรารภความเพียร (วิริยารัมภกถา) 6 . เรื่องที่ชักนำให้บริสุทธิ์ในศีล (สีลกถา) 7 . เรื่องที่ชักนำให้จิตตั้งมั่นในสมาธิ (สมาธิกถา) 8 . เรื่องที่ชักนำให้เกิดปัญญา (ปัญญากถา) 9 . เรื่องที่ชักนำให้หลุดพ้นจากกิเลส (วิมุติกถา) 10 .เรื่องที่ชักนำให้เกิดความรู้แจ้ง เห็นจริงในความหลุดพ้นจากกิเลส (วิมุตติญาณทัสสนกถา) ขอยืนยันว่าพวกเรามีมรรคผล มีปรมัตถ์ คนฟังแล้ว ถูกกิเลสแล้ว เอาตัวตนมารับ แต่ว่าตัวข้าใครอย่าแตะ ใครอย่ามาว่าอย่าแตะ พอแตะก็โกรธเลย ใครฟังอาตมาแล้วอย่าเอาตัวตนมารับ ค่อยๆ ฟังอย่างไม่มีตัวตน ไม่เอากิเลสมารับ ศีลกับปัญญาเป็นพ่อและแม่ ทำให้จิตเราเปลี่ยนแปลง เป็นการเกิดทางจิตวิญญาณแท้จริง ผู้ใดมาฟังธรรมแล้ว เอาศีลไปปฏิบัติให้ลดละกิเลสได้ ทำจิตให้เกิดเป็นโอปปาติกโยนินี่ก็คือความเจริญ แต่ถ้าฟังแล้วเอาไปทำจริง จะพ้นจากความเสื่อม 7 ประการของชาวพุทธ คือ 1 . ขาดการเยี่ยมเยียนภิกษุ (ภิกขุทัสสนัง หาเปติ) 2 . ละเลยการฟังธรรม (สัทธัมมัสสวนัง ปมัชชติ) 3 . ไม่ศึกษาในอธิศีล (อธิสีเล น สิกขติ) 4 . ไม่มากด้วยความเลื่อมใสในภิกษุ ทั้งที่เป็นเถระ ผู้ใหม่และปานกลาง 5 . เพ่งโทษฟังธรรม (ธัมมัง สุณาติรันธคเวสี) 6 . แสวงบุญนอกเขตศาสนานี้ (พหิทธา ทักขิเณยยัง คเวสติ) 7 . ทำสักการะก่อนในเขตบุญนอกศาสนานี้ (ตัตถะ จ ปุพพการัง กโรติ) เช่นนับถือศาสนาเงิน นับถือเดรัจฉานวิชา มีเต็มไปหมดสังคมโลก ขอพูดตรงๆ ใครไม่เคารพโพธิรักษ์ ไม่สักการะก่อนในโพธิรักษ์ แต่ไปสักการะพระที่ อธิบายผิดๆ นี่คือความเสื่อมข้อที่ 7 นั่นไม่ใช่พุทธ แต่เป็นเพี้ยน เป็นผิดไปแล้ว เป็นศาสนาผิดไม่ใช่พุทธ ต่อให้คุณมาวัดอโศก จะฟังธรรมอโศก จะเจริญในอธิศีลแบบอโศก จ้างเขาก็ไม่มาหรอก จึงเสื่อมครบ 7 ประการ พวกเราฟังแล้วก็อย่าเกลียดชังกัน เขาน่าสงสาร เราเข้าใจแล้วก็ช่วยกัน ถ้าสามารถทำได้ อาตมานั้นเขาชังน้ำหน้าหนัก เขาถือว่าเป็นศัตรูหมายเลข 1 จะทำอย่างไรเขาก็ไม่เชื่อฟัง เขาถือว่าไปล้มล้างเขา แต่ขอยืนยันว่าเราไม่ไประรานล้มล้างใคร แต่คุณจะแก้ไขก็อยู่ที่คุณเอง อาตมาไม่ไปแก้แทนคุณหรอก ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้ อย่างเก่งก็แฟนคุณจะช่วยคุณ แต่อาตมาไม่ใช่แฟนคุณเลย จึงอยากจะเน้นเข้าเป้า พวกเราเลย ...ว่าเราได้ดีแล้วจะดีอย่างไรต่อไป … พวกเราได้มรรคผล มีรูปธรรมชัด จะเอาหลักมาจับก็ชัด ตรวจสอบตามธรรมวินัยพระพุทธเจ้า กถาวัตถุ 10 วรรณะ 9 หลักตรวจสอบธรรมวินัย 8 เป็นต้น หลักใหญ่คือมักน้อยสันโดษ เรามาจนกันถึงเปลี่ยนนามสกุลมา แยกแขนงไปจนหลายแบบ ขนาดดร.แซมเดือนเขายังไปตั้งนามสกุลใหม่เลยว่า... ตั้งใจจนแล้ว เราจนมหัศจรรย์สร้างสรรขยันเพียร เรากินใช้ของเราที่สร้าง แล้วสร้างสรรเหลือ เอาไปแจกจ่ายให้คนอื่น เรามีพฤติกรรมเช่นนี้ไหม? อาตมาว่าพวกเรามี เห็นได้ ไม่ได้ทำเพื่อมารยาทสังคม เอาโก้อวด แต่ทำจากใจจริง ว่ามีคุณค่า อย่างน้อยก็ขัดเกลากิเลสหวงแหน ย ิ่ งใครหมดกิเลสแล้วก็จะได้จริง เท่านี้ก็พอ ชาวอโศกมีระบบสาธารณโภคี มีก็แบ่งกันกินใช้ คนไหนทำได้มากก็เผื่อคนทำได้น้อยก็เพียงพอ มักน้อยเป็นคนจริง ใจพอเป็นคนจริง วิเวก กายสงบคือไม่มีกิเลสเข้ามาจัดการเราทั้งองค์ประชุมนอกและใน เรียกว่า “กาย” ถ้าใจก็ทำได้แต่ใจไม่ออกมาหากาย พวกปฏิบัติธรรมแบบนั่งหลับตาแบบสัทธานุสารีย์พระพุทธเจ้าว่าต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย อัชฌัตตังพหิทารูปานิปัสสติ ทั้งนอกและใน ข้างในข้างนอกไม่มีกิเลสเรียกว่า “กาย” ไม่ได้ตัดขาดกัน กายวิเวกไม่ใช่ไปนั่งแข็งทื่อสงบ จิตวิเวกก็ให้จิตไม่คิดไม่รู้เรื่อง เป็นดับสนิทนี่ไม่ใช่แบบพุทธ แบบพุทธนั้นกิเลสไม่เกิด อุปธิวิเวก ก็ทำให้กิเลสตาย กายจึงวิเวก จิตก็วิเวก มีสัมมาสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะเต็มรูปเลย เพราะไม่มีจิตเข้ามาทำให้กายไม่สงบ ไม่มีวิปฏิสาร ไม่เดือดร้อนทั้งตนและท่าน เพราะทำแต่ดีถ่ายเดียว ไม่ทำบาปทั้งปวง เพราะทำใจให้กิเลสหมดแล้ว อสังสัคคะ ท่านแปลว่าไม่คลุกคลีด้วยหมู่กลุ่ม ก็เลยหนีเข้าป่านี่คือความเสื่อมสี่ประการของพุทธ ท่านพยากรณ์ในอัมพัฏฐสูตร 4 ข้อ แต่อสังสัคคะคือไม่มีแล้วสวรรค์ไม่ทำสวรรค์ไม่ปรุงสวรรค์ ก็ไม่มีนรก แต่ถ้ามีสวรรค์ลวงก็ยังมี นรกจริงอยู่ มันเป็นโทษไม่ใช่เป็นคุณ มันเป็นกามาทีนวะ ไม่ใช่กามคุณ 5 ทุกวันนี้เขาก็เรียกและทำแต่กามคุณ แต่ที่จริงมันเป็นโทษ เพราะเรียนอนุบุพพิกถาไม่ถึงกามาทีนวะ หรือกามโทษ แล้วเนกขัมมะคือการออกจากกาม แต่ก็ไปบำรุงกามกันทุกวัน ก็เสร็จสิ กามาทีนวะคือสุขที่เป็นโทษ ก็เป็นกามสุขขัลลิกะสุขไม่จริง แต่ไปเสพสวรรค์เท็จ ไม่รู้ก็ไม่ออกจากสวรรค์ กลับไปแปลอสังสัคคะคือการไ่ม่คลุกคลีด้วยหมู่กลุ่ม หรือแม้รู้ความเรียนเปรียญบาลีมาเข้าใจก็ไม่พูดเพราะจะเข้าเนื้อตัวเอง อสังสัคคะก็เลยอธิบายเพี้ยน ไปส่งเสริมให้ออกป่าเขาถ้ำ เป็นศาสนาไม่เข้าสังคมขาดมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดีก็แย่สิ มิตรดีสังคมส ิ่ งแวดล้อมดีเป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ เห็นเราว่าเป็นบาปมิตร ไม่ใช่กัลยาณมิตร ซึ่งเราเป็นมิตรที่พาไปถึงบุญ ต้องชำระกิเลสได้ถึงเป็นบุญ ต้องเข้าใจคำว่า กาย และ บุญ สองคำนี้แหละที่ต้องเข้าใจถึงบรรลุธรรมได้ กายนี้เน้นข้างนอกเข้ามาถึงใน แต่บุญนี่เน้นภายในจิตเลย อย่างใบไม้ใบนี้ ตาเห็นใบไม้ ใบไม้เป็นรูปที่ถูกรู้ด้วยตา อสังสัคคะก็แปลไปผิดทางพาเข้าป่าไม่มีมิตรดีที่เป็นข้อแรกของ สุริยเปยยาล 7 ข้อ แสงเงินแสงทองต้องมาก่อนจะปฏิบัติมรรคองค์ 8 ได้ถูกต้อง สุริยเปยยาลสูตร (เล่ม 19 ข. 129 - 136 ) [ 129 ] มิตรดี เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค ไม่เจอมิตรดี จะปฏิบัติมรรค องค์ 8 ให้ตาย คุณก็ตายชักเสียก่อน [ 131 ] สีลสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [ 132 ] ฉันทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [ 133 ] อัตตสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค จับตัวสักกายะคืออัตตา ตัวแรก คุณก็จับโจรได้ที่เป็นสมุทัย คุณก็กำจัดตัวนี้ด้วยสัมมาทิฏฐิ [ 134 ] ทิฏฐิสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค ต้องสัมมาทิฏฐิ [ 135 ] อัปปมาทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค ต้องอย่าประมาท หากแม้ได้แล้วแต่ประมาท หรือปฏิบัติไม่เอาจริงเป็นศีลพตปรามาส ปรองดองกับกิเลส ไม่บีบคอลดมันคุณก็ยังประมาทอยู่ [ 136 ] โยนิโสมนสิการสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค ต้องแน่ชัดว่า คุณทำจิตเป็น ถ้าทำไม่เป็นต่อให้ไม่ประมาทก็ทำผิด แต่ถ้าถูกมาตลอดเลย คุณทำใจเป็นด้วย รับรองคุณได้เจอพระอาทิตย์ คือมรรคองค์ 8 แน่นอน ต้องทำให้ชัดเจน จนเกิดนิโรธแบบลืมตา เป็นจักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง เป็นสัจฉิเลยทำได้แล้ว ไม่ใช่ว่าไปเข้าใจว่า นั่งหลับตาดับแล้วได้ผลนิโรธ แถมยังถือว่าได้เป็นโชคอีกที่ได้ความดับดำมืดแบบนั้น อาตมาพูดให้ตายเขาก็เฉย แม้แต่สุริยเปยยาลสูตรจะต้องพบแสงอรุณ 7 จึงปฏิบัติมรรคองค์ 8 ได้ผล มีประสิทธิภาพ ตั้งแต่ข้อแรกเลยคือ มิตรดี ต้องพบสัตบุรุษ มีในหลายสูตรเลยต้องเร ิ่ มตรงนี้แหละต้องคบสัตบุรุษให้บริบูรณ์ก่อนเลย ในอวิชชาสูตร 1 .การคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ 2 .การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ย่อมทำศรัทธาให้บริบูรณ์ 3 .ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมทำมนสิการโดยแยบคายให้บริบูรณ์ 4 . การมนสิการโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ที่จะรู้ทันผัสสะ รู้ทันเวทนา ตัวไม่ประมาทนี่คือคุณมีแสงอรุณ แต่ถ้าประมาทคุณก็ไม่พบแสงอรุณ ปฏิบัติจนบรรลุแก่น คือวิมุติ ผู้ได้แก่นแล้วคือผู้เป็นอมตะ คือจะทำเกิดหรือตายก็ได้ จะปรินิพพานเป็นปริโยสานก็ได้ หรือจะต่อภพภูมิต่อไปก็ได้ มาวัดแล้วมาฟังธรรมแล้วต่อจากนี้ต้องเอาศีล เอาอธิศีลไปทำให้เจริญ ได้ปริยัติแล้วเอาไปโยนิโสฯให้เป็นอธิศีล เมื่อคุณเจริญในอธิศีล คุณก็จะยิ่งศรัทธาในสมณะภิกษุ ทั้งใหม่ กลาง เก่า ก็ยิ่งตั้งใจฟังธรรมไม่เพ่งโท ษ ไม่มีทางออกนอกขอบเขตพุทธ ไม่แสดงบุญนอกขอบเขตพุทธไม่สักการะลัทธิอื่นก่อน ไม่ใช่ว่าเราไม่สักการะลัทธิอื่น แต่เราก็ต้องศรัทธาสักการะลัทธิเราก่อน ไม่ใช่สอนให้ยึดอัตตาตัวตนไม่เอาคนอื่น แต่เราก็ต้องรู้ความจริง ตนต้องทำตนเป็นแม่ในวันแม่คือศีลเป็นแม่ แล้วไปหาปัญญาเป็นพ่อ แล้วทำให้จิตเราเกิดเป็นโอปปาติกโยนิ การหาคนเป็นพ่อแม่ทางร่างวัตถุนั้น เดรัจฉานก็ทำเป็นไม่ต้องไปแย่งเขาหรอก เราต้องทำศีลเป็นแม่ ปัญญาเป็นพ่อ(ไม่ใช่ไปหาผู้ชายชื่อปัญญานะ) ให้เกิดโอปปาติกโยนิให้ได้จริง ขออวยพรให้ทุกคนฟังธรรมแล้วเอาไปทำ เข้าใจแค่ไหนก็ทำแค่นั้นก่อน อย่าประมาท...ใครจะไม่ตายยกมือขึ้น...คนที่จะไม่ตายมีคนเดียวคืออรหันต์ แต่กิเลสท่านตายหมดแล้ว อย่างพระอวโลกิเตศวร ท่านไม่ยอมเป็นพระพุทธเจ้าด้วยนะ เพราะจะต้องปรินิพพาน ต้องช่วยคนไปจนกว่าคนจะเป็นอรหันต์หมดโลกก่อน จึงปรินิพพาน เขาบอกว่ากวนอิมก็คือปางหนึ่งของอวโลกิเตศวร ก็ฟังเขาว่าเราไม่ได้หลงใหลงมงายอะไร ขอให้ทุกคนได้ธรรมสมควรแก่ธรรมแก่ตัวเองทุกคน....

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน